Viridiana (1961)

Viridiana

Viridiana (1961) Spainish : Luis Buñuel ♥♥♥

หนังสัญชาติสเปนรางวัล Palme d’Or ของผู้กำกับ Luis Buñuel, Viridiana กำลังจะบวชเป็นแม่ชี ได้ถูกขอให้ไปเยี่ยมลุง (พ่อเลี้ยง) ผู้มีบุญคุณต่อเธอครั้งสุดท้ายก่อนละทางโลก แต่กิเลสของลุงเข้าครอบงำ อยู่ดีๆก็ขอ Viridiana แต่งงาน เธอไม่ยอม จึงวางยานอนหลับ แล้ว…, โอ้หนังของ Buñuel ทำไมมันเxย ได้ขนาดนี้

อีกหนึ่งหนังเxยๆ เลวๆของ Luis Buñuel ที่ผมต้องขอใช้คำหยาบเลยนะครับ เพราะเป็นหนังที่มีใจความเลวทราม ต่ำช้าหาความดีแทบจะไม่ได้เลย, กับหนังของ Buñuel เรื่องอื่นๆ มันยังมีจริยธรรม หรืออะไรบางอย่างสอดแทรกในจุดที่พอรับได้ ไม่เลวร้ายเกินทน แต่กับ Viridiana เหมือนว่า เขาได้โยนคุณธรรมทั้งหมดทิ้งไป แล้วนำเสนอมุมมืด ตีแผ่ความชั่วร้ายออกมาให้เห็น ความน่าเกลียดอัปลักษณ์ คนเลวยังไงก็เป็นเลว คนดีที่อยู่ผิดที่ผิดทาง สุดท้ายก็จะถูกกลืนกิน กลายเป็นคนเลวในที่สุด

นี่เป็นอีกหนึ่งหนังในลักษณะ The Tin Drum ที่ผมต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง ใจความสำคัญแฝงที่ซ่อนอยู่ vs ความผิดชอบเหมาะสมทางคุณธรรมจริยธรรม, กับหนังเรื่องนี้ผมขอเลือกตรงกลางนะครับ ดูจบแล้วให้ความรู้สึกที่ก้ำกึ่ง คงเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าผู้กำกับ Luis Buñuel เป็นคนยังไง ความคาดหวังจึงอยู่ในระดับพอรับได้ แต่มันก็เกิดคำถามกับผมเหมือนกันว่า Buñuel ล้ำเส้นเกินไปหรือเปล่า?

นี่เป็นหนังขนาดยาวเรื่องแรกของ Buñuel ที่สร้างขึ้นในสเปนบ้านเกิดของเขา (ส่วนใหญ่เขาจะสร้างหนังที่ฝรั่งเศส, เม็กซิโก ก่อนหน้านี้เคยแค่สร้างหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่สเปน) เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ สเปนมี Francisco Franco ผู้นำเผด็จการที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ คงเป็นไปไม่ได้เลยกับสไตล์ Buñuel ที่จะสามารถผ่านกอง Censor หนังได้, กระนั้นตอนที่ Buñuel สร้างหนังเรื่องนี้ Francisco ก็ยังมีชีวิตอยู่นะครับ แต่ก็ไม่รู้หนังผ่านกอง Censor ไปได้ยังไง (คงเพราะคนที่พิจารณาเข้าไม่ถึงใจความแท้จริงของหนัง) ซึ่งพอได้ไปฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้า Palme d’Or มา ทำให้มีนักวิจารณ์ปากโป้ง วิเคราะห์หนังถึงประเด็นเสียดสีการเมือง นี่ทำให้หนังถูกห้ามฉายในสเปนโดยพลัน (ได้ฉายในสเปนปี 1977 หลัง Francisco เสียชีวิตแล้ว)

วิจารณ์การเมืองก็ประเด็นหนึ่ง แต่สาสน์สำคัญของหนังเรื่องนี้ ว่ากันว่าคือการ ‘คิดบัญชี’ ของ Buñuel ต่อศริสตจักร กับเวลากว่า 40 ปี ที่เขาเก็บกดความคิด ความรู้สึก อคติที่สั่งสมจนกลายเป็นมวลอธรรมก้อนใหญ่ที่อัดแน่นพร้อมระเบิดออก หนังเรื่องนี้เป็นชนวนชิ้นสุดท้าย ที่ถึงเวลาต้องจุดมันขึ้นสักที เพื่อระเบิดระบายความอัดอั้นในทุกสิ่งอย่างที่สุมหัวอกออกมา

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Halma เขียนโดย Benito Pérez Galdós นี่ไม่ใช่นิยายเรื่องเดียวของนักเขียนคนนี้ที่ Buñuel เลือกมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์นะครับ ยังมี Nazarín (1959) และ Tristana (1970)

นำแสดงโดย Silvia Pinal รับบท Viridiana (Virgin+Diana) หญิงสาวที่กำลังจะบวชเป็นแม่ชี ได้ถูกขอให้ไปเยี่ยมลุง Don Jaime รับบทโดย Fernando Rey แต่แทนที่เขาจะยอมปล่อยให้เธอบวช กลับพยายามรั้งเธอไว้ด้วยสารพัดวิธี แต่ด้วยความตั้งใจแน่วแน่ของเธอที่จะบวช ให้ตายคงไม่มีวันอยู่กับเขา ผลลัพท์จบครึ่งแรกได้มีคนตายสมใจ

ครึ่งหลัง Jorge รับบทโดย Francisco Rabal เป็นลูกติดภรรยาเก่าของ Don Jaime ได้รับมรดกบ้านแล้วย้ายเข้ามาอยู่กับ Viridiana ที่ความตั้งใจของเธอเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อเป็นแม่ชีไม่ได้ แต่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ เธอกลายเป็นคนใจบุญสุนทาน รับขอทาน คนจน คนพิการ เกื้อกูลอุปภัมถ์ ให้มาพักอาศัยอยู่กินในบ้าน นี่เพื่อเป็นการชดใช้หนี้กรรมที่เธอกับลุงได้ทำร่วมกัน

ถ้าเรื่องมันเริ่มต้นจบสวยงามเช่นนั้นก็ดี แต่นี่หนังของ Buñuel ฝันไปหรือเปล่า! มันเหมือนมากๆในความรู้สึกของผมคือ ตัวละคร Viridiana แทนด้วยใครอื่นใดไม่ได้นอกจาก Luis Buñuel เอง, ผมพูดถึงชีวประวัติของเขาแทบจะทุกบทความรีวิว สมัยเด็กเป็นคนเคร่งศาสนามาก แต่พออายุ 16 ได้เห็น เข้าใจความจริงบางอย่าง กลายเป็นคนหมดศรัทธา เกิดอคติต่อศาสนาโดยสิ้นเชิง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Viridiana แทบจะเกือบเปะๆเลย ครึ่งแรกคือความเชื่อมั่นในศรัทธายังแรงกล้า ครึ่งหลังเมื่อศรัทธาลดลง และการได้พบความจริงบางอย่างตอนจบ ศรัทธาก็หมดสิ้นไป

สำหรับฉากที่ได้รับการพูดถึงมากๆในหนัง ขณะน้องหมาตัวหนึ่ง ถูกผูกติดกับเกวียนใต้ท้องรถ ทำให้ขณะเกวียนเคลื่อนที่ไปน้องหมาก็ต้องวิ่งตามติดๆ ฉากนี้เห็นแล้วเหนื่อยแทน ทรมานใจสิ้นดี ความหมายของฉากนี้ แทนด้วยมนุษย์ทุกคนที่ถูกเกวียนลาก ทำตามอะไรสักอย่างได้เลย, Jorge ถามเจ้าของเกวียน ทำไมไม่ให้หมามันอยู่ข้างบน ล่ามไว้ให้วิ่งตามทำไม คำตอบคือ ข้างบนมันที่ของคนไม่ใช่ที่ของหมา ล่ามไว้เพราะเดี๋ยวมันวิ่งหนี Jorge ตัดสินใจซื้อหมาตัวนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือและปลดปล่อย แสดงถึงคุณธรรมของตน แต่ขณะเขากำลังเดินจากไป มีรถเลื่อนอีกคันสวนมาในทิศตรงข้าม มีน้องหมาอีกตัวถูกผูกติดอยู่กับเกวียนเช่นกันแต่ Jorge มองไม่เห็น, ฉากนี้สะท้อนอะไรหลายอย่างที่เจ็บปวดมากนะครับ หลายระดับด้วย เราไม่สามารถช่วยทุกคนในโลกให้พ้นทุกข์ได้ ใครโชคดีก็รอด โชคไม่มีบารมีไม่ถึงก็ต้องอดทนต่อไป, ลองเปรียบเทียบกับการเมืองดูนะครับ ประชาชนอาศัยอยู่ภายใต้ผู้นำเผด็จการ เหมือนถูกล่ามคอให้วิ่งตาม ถ้าไม่มีคนนอกคอยช่วยก็จะต้องเป็นอยู่อย่างนั้น มีแต่กลุ่มผู้นำเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์คิดทำอะไรเองได้

กลุ่มขอทานทั้งหมด 13 คน ประกอบด้วย คนตาบอด, คนโง่, โจร, โสเภณี (กับเด็ก 2 คน), หญิงท้อง, ง่อย, ชายแก่, นักร้อง, คนแคระ, ผู้ป่วยโรคเรื้อน ฯ ใครอีกละ… มีเสียงร่ำลือว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่นักแสดง แต่เป็นขอทานจริงๆ ที่อาศัยอยู่ใน Madrid (แม้ Buñuel จะอ้างว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นนักแสดง แต่ก็มีการค้นพบว่า หลายคนเป็นขอทานจริงๆ) กลุ่มคนเหล่านี้แสดงถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดของผู้คนในสังคม เมื่อพวกเขาได้รับโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย (กลายมาเป็นผู้นำประเทศ) แต่ด้วยคุณธรรมจริยธรรมอันน้อยนิด จึงเลือกฉวยโอกาส แสวงหาแต่ผลประโยชน์สุขส่วนตน (ฉากนี้ตีความอีกอย่างได้คือ Orgy) หลังจบฉากนี้มีต่ออีกหน่อย ที่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่โหดโฉดชั่วมากๆ เมื่อใดที่มนุษย์ตกต่ำจนถึงจุดนี้ ก็เสมือน The Last Supper ก่อนที่จะถูกขับไล่ พิพากษา

Viridiana Last Supper

เวลาพูดถึงภาพ The Last Supper พระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ (วาดโดย Leonardo Da Vinci) คนมักจะนึกถึง Judas Iscariot คนทรยศพระเยซู ที่ทำให้ท่านต้องถูกทรมาน ตรึงกางเขน, แต่ความจริงคนทรยศพระเยซูไม่ใช่แค่ Judas นะครับ ทุกคนในภาพเลย (เพราะไม่มีใครยอมรับว่าพระเยซูคือผู้มาไถ่) แม้ภายหลังพระเจ้าจะให้อภัยทุกคน (แม้แต่ Judas ก็ให้อภัย) เพื่อให้กลายเป็นอัครสาวกเผยแพร่ศาสนา, กับ Buñuel เขาวิเคราะห์ภาพนี้อย่างที่ผมว่ามา (ตัดตรงพระเจ้าให้อภัยออก) ทุกคนทั้งหมดที่ปรากฎในภาพนี้ ไม่มีใครเป็นคนดีสักคน ไม่เพียงหน้าตารูปลักษณ์ภายนอกที่อัปลักษณ์ แต่ภายในข้างในจิตใจยังต่ำทราม ทรยศได้แม้แต่พระแม่ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์อย่าง Viridiana

การที่ Buñuel ใส่ภาพนี้เข้ามา ทำให้คริสตจักรสั่นเลยละครับ มองว่าเป็นหนังที่หมิ่นศาสนาอย่างรุนแรง (blasphemy) รวมถึงการแสดงออกของตัวละคร เรื่องราวที่ผู้คนเต็มไปด้วยจิตใจชั่วช้าสามัญ ไม่มีความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดี (เป็นการบอกว่า แม้แต่ศาสนาก็ช่วยคนเลวไม่ได้), กระนั้น Buñuel ก็ตอบโต้ว่า ‘เขาไม่ได้ทำหนังเพื่อหมิ่นศาสนา แต่คนที่จะตัดสินได้คงมีแค่สมเด็จพระสันตะปาปาเท่านั้น’ (I didn’t deliberately set out to be blasphemous, but then Pope John XXIII is a better judge of such things than I am.) [แค่คำพูดของพี่แกแบบนี้ก็ถือว่าหมิ่นแล้วนะครับ]

ถ่ายภาพโดย José F. Aguayo หนังมีการเคลื่อนไหวกล้องที่มีจังหวะ (Rhythm) บางครั้งแช่ภาพ แพนกล้อง เคลื่อนตามเข้า-ออก ขึ้น-ลง ซึ่งแฝงไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก, งานภาพอาจไม่โดดเด่นที่สุด แต่จะรู้สึกได้ว่ามีชีวิตชีวา เป็นจังหวะพร้อมกับการแสดง (หนังของ Buñuel การเคลื่อนไหวสำคัญกว่าแสดงอารมณ์), ตัดต่อโดย Pedro del Rey หนังไม่ได้ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองใครเป็นพิเศษ (ถ้าจะมีก็มุมมองคฤหาสถ์ บ้านและสวนของ Don Jaime) ความยาว 90 นาที กำลังดี ถือเป็นเฉลี่ยของหนัง Buñuel เลยนะครับ

เพลงประกอบ โห! การเลือก George Frideric Handel: Messiah มาใส่ในหนังนี่ ทำเอาผมขนลุกเลย โดยเฉพาะท่อน Chorus ที่จะมีคำร้อง Hallelujah นี่เป็นคำสรรเสริญพระเจ้านะครับ แต่ขณะที่หนังใส่เพลงนี้มา แบบว่า… wtf มาก พอได้ยิน Hallelujah ความรู้สึกผมแบบว่า ‘พระเจ้าอยู่ตรงไหน!’ การใส่คำร้องสรรเสริญพระเจ้าในขณะเหตุการณ์ที่… นี่ถือว่าไม่ใช่การเทิดทูล ยกย่องแน่ๆ เป็นการประชดประชันเสียดสี ‘หมิ่น’ ที่รุนแรงมากๆ

สรุปจะหมิ่นหรือไม่หมิ่น ก็แล้วแต่จะคิดกันเองนะครับ ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันชัดเลย ทั้งหมิ่นทั้งข้ามเส้นของคำว่าเหมาะสม กลายเป็นหนังที่เลวทราม ต่ำช้า ชั่วร้าย ทั้งเจตนาและผลลัพท์, ผมว่าหนังเรื่องนี้ ในแง่จริยธรรมสังคมเลวร้ายยิ่งกว่า The Tin Drum เสียอีกนะครับ

ฉากจบดั้งเดิมของหนัง จะมีแค่ Viridiana เข้าห้องของ Jorge แล้วปิดประตู (สามารถจินตนาการได้ว่า เธอคงเสียตัวให้เขา) ซึ่งกอง Censors ของสเปนเห็นแบบนี้ ไม่ให้ผ่าน สั่งให้ Buñuel เปลี่ยนตอนจบใหม่ ในห้องนั้นมี Ramona อยู่ด้วย และกล้องคล่อยๆเคลื่อนออก ขณะทั้งสามกำลังจั่วไพ่กัน ฉากนี้กอง Censors ยอมปล่อยผ่าน แต่หารู้ไม่ ความตั้งใจของ Buñuel สื่อฉากนี้ออกมาเป็น ménage à trois หรือ Threesome คำนี้คนในวงการคงรู้กันนะครับว่าหมายถึงอะไร จะบอกว่าเลวร้ายกว่าจบแบบเดิมเสียอีก

ตอนผมดูหนังเรื่องนี้ บอกตามตรง ช่วงครั้งแรกของหนัง พอเห็นเนื้อเรื่องประมาณนี้ ก็คิดตะเลิดไปไกลเลยว่า มันคงจะบ้าสุดๆไปเลย ถ้าพ่อเลี้ยงข่มขืน Viridiana จริงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคงน่าสนใจมากๆ แต่ผิดคาด หนังไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ นี่ทำให้ผมรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงต่อ Buñuel แม้เรื่องราวต่อไปจะมีฉากเจ๋งๆอย่าง The Last Supper และตอนจบ Threesome แต่มันก็ไม่สามารถทำให้ผมเริ่มต้นสานต่ออารมณ์ใหม่กับหนังได้เลย (มองครึ่งแรกครึ่งหลังเป็นหนังคนละเรื่องกันได้เลย) นี่ทำให้โดยรวม กลายเป็นไม่ค่อยรู้สึกโอเคกับหนังเท่าไหร่ คิดว่า Buñuel น่าจะทำได้ดีกว่านี้

กระนั้นนี่ถือเป็นสุดยอดหนังเรื่องหนึ่งนะครับ ที่คุณภาพจัดเต็ม แต่คุณธรรมติดลบ แบบคนละขั้วด้านเลย ถ้าเอามาชั่งบนตาชั่ง จะปรากฏว่าสมดุลเปะๆ ผมเลยเลือกไม่ถูกว่าจะชื่นชมยกย่องหรือเหยียบให้จมดิน!, ตอนผมเห็นหนังได้ Palme d’Or ใจก็คิด เอาอีกแล้วเหรอนี่ แบบเดียวกับ The Tin Drum นี่เป็นเทศกาลที่เอาความสุดยอดของผลงานเป็นที่ตั้ง เรื่องอื่นไม่สลักสำคัญอะไร หนังจะทำให้คนขัดแย้ง ตีกันฆ่ากัน หรือสอนให้คนทำชั่ว คุณธรรมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เทศกาลนี้ไม่สน Artistic สำคัญที่สุด

ผมคิดว่า Buñuel คงสบายตัวไปเลยละครับหลังหนังเรื่องนี้ เหมือนเขาได้ยกความหนักอกหนักใจที่แบกทิ้งไว้มานานออกไปเสียที ระบายความเกลียดชังออกไปจนแทบหมดสิ้น หลังจากนี้สไตล์ของเขาเปลี่ยนไปนิดหน่อยนะครับ ประเด็นศาสนาเบาบางลง (แต่ก็ยังมีอยู่ไม่ได้หายไป), ครั้งหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์พิจารณาโทษของตัวเองหลังความตาย ‘I hope I don’t go to hell’ สงสัยเขากำลังฝันอยู่!

แนะนำกับ… ใครดีละ เป็นหนังที่ผมไม่ค่อยอยากแนะนำเท่าไหร่เลย, คนชอบหนัง Comedy Satire เสียดสีล้อเลียนแบบไม่แคร์จริยธรรม สังคม จรรยา, แฟนหนัง Luis Buñuel ชอบอะไรที่เจ็บๆ แสบๆ คันๆ ไม่ควรพลาด

จัดเรต NC17 กับความชั่วร้ายทุกประการในหนัง

คำเตือน: นี่ไม่ใช่หนังที่เหมาะกับทุกคน ไม่เหมาะอย่างยิ่งกับคนมือถือสากปากถือศีล มีมโนธรรมเป็นที่ตั้ง, ก่อนดูหนังเรื่องนี้ เตรียมใจ สำรวจจริยธรรมของตนเองให้พร้อม คุณกำลังเข้าสู่โลกของคนที่มีจิตใจชั่วร้ายที่สุด

TAGLINE | “Viridiana เป็นหนังที่น่าจะเxย เลวร้ายที่สุด ที่ Luis Buñuel จะสามารถทำให้ออกฉายได้”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of