Vivre sa vie (1962)

vivre sa vie

Vivre sa vie (1962) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♡

สิ่งที่ Jean-Luc Godard สร้างขึ้นใน My Life to Live คือการเขียนทฤษฎีปรัชญาด้วยภาษาภาพยนตร์, ด้วยแนวคิดที่ว่า ภาพยนตร์คือการสื่อสาร ที่เมื่อทำให้ผู้ชมมีความเข้าใจเป็นสากล จะเรียกว่า ‘ภาษาภาพยนตร์’ แล้วไฉนจะไม่สามารถสร้างแนวคิด/ปรัชญา ด้วยภาษาสากลนี้ได้ละ

ตอนดูหนังจบ ผมมึนตึบเลยละครับ คิดว่าเข้าใจสิ่งที่อยู่ในหนังประมาณสัก 20% เท่านั้น จึงไปสรรหาอ่านบทความวิจารณ์/วิเคราะห์ จนเข้าใจความตั้งใจของผู้กำกับ แต่ก็ยังยากที่จะบรรลุถึงแก่นแท้ของหนัง, ไม่ใช่แค่คุณต้องมีความสามารถในการเข้าใจภาษาหนัง แต่ยังต้องเคยศึกษาปรัชญา ครุ่นคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามกับการมีชีวิต และเป้าหมายสูงสุดของการเกิด ถึงจะสามารถเข้าใจอะไรๆของหนังได้

ในยุค French New Wave หลังจากที่ Truffaut และ Godard ได้แจ้งเกิดในหนังเรื่องแรกของทั้งสองไปแล้ว ใช่ว่านั่นคือความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคนี้นะครับ, สำหรับ Truffaut หนังเรื่องที่การันตีความยิ่งใหญ่คือ Jules et Jim (1962) [เรื่องที่ 3] ส่วน Godard จะคือ Vivre sa vie (1962) [เรื่องที่ 4] ที่ในนักวิจารณ์จะยกย่องว่า Jules et Jim คือหนังที่ชาวฝรั่งเศสหลงรักที่สุด ส่วน Vivre sa vie คือหนังที่มีอิทธิพลที่สุด

สำหรับบทความเรื่องนี้ จะเน้นการวิเคราะห์ในส่วนปรัชญาของหนังเป็นหลัก เพราะถือว่า ผู้ชมที่จะดูหนังเรื่องนี้ได้ ควรต้องมีความสามารถในการรับชมหนังระดับ Veteran เข้าใจภาษาภาพยนตร์ได้แล้วส่วนหนึ่ง จะได้ไม่เสียเวลาอธิบายมาก พูดถึงผ่านๆก็น่าจะพอจับใจความได้, ถ้าคุณยังทำความเข้าใจหนังอย่าง L’Avventura (1960), 8 1/2 (1963) หรือ Persona (1966) ไม่ได้ ก็ขอให้ผ่านไปเลยนะครับ

In Vivre sa vie I have attempted to film a mind in action, the interior of someone seen from outside.

– Jean-Luc Godard, Télérama, 1962

Vivre sa vie: Film en douze tableaux หรือ To Live Her Life: A Film in Twelve Scenes เล่าเรื่องราวของหญิงสาวชื่อ Nana (รับบทโดย Anna Karina ที่ขณะนั้นเป็นภรรยาของ Godard) สวมเสื้อผ้าสุด Chic ไว้ผมบ็อบ (ภาพลักษณ์ฺแบบเดียวกับ Louise Brooks ในหนังเรื่อง Pandora’s Box-1929) ชื่นชอบการสูบบุหรี่ อาศัยอยู่ในปารีส, ด้วยการแบ่งเรื่องราวออกเป็น 12 องก์/ตอน ขึ้นคั่นด้วยคำอธิบายที่บอกว่า ใคร/ทำอะไร/ที่ไหน/อย่างไร

ก่อนหนังจะเริ่มต้น Open Credit จะมีภาพ Mugshot ถ่ายภาพหน้าตรง 3 ด้าน ซ้าย,ขวา,หน้า ของหญิงสาว เหมือนถ่ายรูปผู้ต้องหาเพื่อทำบันทึกหลักฐาน (profile), ส่วนเครดิตชื่อที่ขึ้น มีการจัดเรียงในลักษณะชิดขอบซ้ายขวาเป็นสี่เหลี่ยม ขึ้นครั้งละ 4 บรรทัด ตรงกลางจอ บดบังใบหน้าของหญิงสาว (มันคงมีนัยยะอะไรสักอย่าง) แต่จะไม่มีชื่อผู้กำกับ และตบท้ายเครดิตด้วยข้อความขึ้นว่า

Lend yourself to others and give youself to yourself.

-Montaigne

ประโยคนี้มีนัยยะถึงอาชีพของหญิงสาวที่กลายเป็น, ความต้องการของเธอในตอนจบ และเป็นหลักปรัชญาใจความสำคัญของหนัง

วิธีการจะดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ คือคุณต้องทำความเข้าใจหนังในระดับพื้นฐานก่อน คือ ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร เกิดอะไรขึ้นในแต่ละฉาก ภาษาภาพยนตร์มีอะไรบ้าง เมื่อดูหนังจบก็ถึงนำแต่ละเรื่องราวมาคิดวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ มองหาภาพรวมและใจความสำคัญ ถ้าสามารถทำได้ตามนี้ ก็มีแนวโน้มจะเข้าใจหนังแล้วนะครับ แต่เพื่อให้ชัวร์ ลองเช็คดูว่าตรงกันไหม

Tableau 1: A BISTROT – NANA WANTS TO LEAVE PAUL – PINBALL

Separation: Nana กำลังเลิกกับสามีและทิ้งลูก ด้วยเหตุผลที่ต้องการเดินตามความฝัน เป็นดาราดัง, ภาพ 6 ช็อตถ่ายจากด้านหลังของหญิงสาวสลับกับชายหนุ่ม เห็นภาพสะท้อนใบหน้าในกระจก, ช็อตที่ 7 ตอนจบของฉากนี้ เห็นทั้ง 2 เดินไปเล่น pinball ด้วยกันครั้งสุดท้าย

เกร็ด: François Truffaut เคยบอกว่า ผู้กำกับยุค French New Wave มีสิ่งหนึ่งที่ชื่นชอบเหมือนกันคือ เล่น Pinball

Tableau 2: THE RECORD SHOP – 2000 FRANCS – NANA LIVES HER LIFE

Work: ถ่ายภาพ long-take แพนกล้องไปกลับในระหว่างที่ Nana ทำงานในร้านขายแผ่นเสียง กำลังมีความวิตกว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่าห้อง, ตอนจบของฉากนี้ กล้องแพนไปเห็นข้างนอกร้าน ผู้คนเดินไปมาบนท้องถนน

Tableau 3: THE CONCIERGE – THE PASSION OF JOAN OF ARC – A JOURNALIST

Passion: ที่โรงภาพยนตร์ Nana กำลังรับชมหนังเงียบเรื่อง The Passion of Joan of Arc (1928), กล้องตัดสลับระหว่างใบหน้าของ Renée Jeanne Falconetti (คนที่รับบท Joan of Arc) และ Nana ที่กำลังร้องไห้ ซาบซึ้งกับหนัง [หนังมีใจความ การตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของผู้ชายต่อผู้หญิง], หลังดูหนังจบ Nana แยกจากชายคนที่จ่ายค่าตั๋วให้ เข้าไปหาชายอีกคนที่ร้านอาหาร (เป็นนักข่าวที่สัญญาว่าจะทำให้เธอเป็นดาราดัง) ช็อตนี้กล้องเคลื่อนไปมาซ้ายขวาตลอดเวลา สลับด้านสนทนา จบฉากด้วยการเคลื่อนกล้องไปบริเวณโต๊ะเก้าอี้เปล่าๆ ไม่มีใครนั่ง

Tableau 4: THE POLICE – NANA IS QUESTIONED

Identity: ที่สถานีตำรวจ Nana ถูกจับ กำลังให้ปากคำ ทำให้เรารู้ว่า นามสกุลของเธอคือ Kleinfrankenheim (นี่เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่งใน Alsace) เกิดที่ Flexburg วันที่ 15 เมษายน 1940 สถานที่อยู่ไม่ระบุ และสิ่งที่เธอต้องการ คือเกิดเป็นคนอื่น (to be someone else), Nana ก้มหน้าก้มตารับผิดระหว่างการให้ปากคำ เหตุผลที่ถูกจับ เพราะเธอมีความต้องการขโมยเงินของคนๆหนึ่งที่ทำตก แต่ถูกจับได้ แม้จะคืนเงินไปแล้ว แต่คนๆนั้นก็เอาเรื่องถึงที่สุด

ตีความ: นี่เป็นการนำเสนอ กายภาพ/ภายนอก ของ Nana

Tableau 5: THE OUTER BOULEVARDS – THE FIRST MAN – THE HOTEL ROOM

Street: Nana ได้ลูกค้าคนแรก บริเวณใกล้ๆโรงหนังที่กำลังฉายหนังของ Stanley Kubrick เรื่อง Spartacus (1960) มีคำโปรยขึ้นว่า ‘ความตายคืออิสระภาพเดียวของทาส’ (death is the only freedom a slave knows), ณ ห้องของโรงแรม เธอขอค่าตัวแค่เป็นค่าเช่าห้องพักเท่านั้น และขณะที่ชายคนนั้นกำลังจูบ เธอหันหน้าหนีไม่ยอม (เห็นว่าสถานที่ถ่าย ห้องเดียวกับหนังเรื่อง Pickpocket-1959 ของ Robert Bresson)

Tableau 6: YVETTE – A CAFÉ IN THE SUBURBS– RAOUL – MACHINE-GUN FIRE

Cafe: Yvette (เพื่อนโสเภณี) พา Nana ไปคาเฟ่แห่งหนึ่ง ส่งสายตายั่วเย้าชายคนที่เล่น pinball แนะนำให้เธอรู้จัก ชื่อ Raoul เป็นพ่อเล้า (แมงดา) ฉากในคาเฟ่ ภาพจะจับเฉพาะใบหน้าของ Nana ตัดไปเห็นเธอมองคู่รักที่จู๋จี้ (ความสุข) และเครื่องเล่นเพลง (สนุกสนาน), ตอนจบเกิดเสียงปืน ข้างนอกมีตำรวจกำลังจับกุมชายคนหนึ่ง เธอรีบเดินออกจากคาเฟ่สวนทางกับทหาร

Tableau 7: THE LETTER – RAOUL AGAIN – THE CHAMPS ÉLYSÉES

The Pimp: Nana กำลังเขียนจดหมายถึงใครบางคน (ถ่ายภาพ close-up ขณะเขียน) เมื่อ Raoul เข้ามาหา ทั้งสองสนทนากัน ภาพพื้นหลังใหญ่ๆนั่นคือถนน Champs-Elysées ตอนจบ Raoul ดูดบุหรี่ จูบ Nana แล้วเธอพ่นควันออกทางปาก

Tableau 8: AFTERNOONS – MONEY – WASHBASINS – PLEASURE – HOTELS

Sociology: บทสนทนาเป็นคำถาม-ตอบ กฎเกณฑ์ คำแนะนำ ชีวิตของโสเภณี, ส่วนภาพที่นำเสนอ คือเหตุการณ์ซื้อ-ขาย ใช้บริการโสเภณี, ช็อตสุดท้าย เห็นด้านหลังของ Nana เงาและไม้แขวนเสื้อ (โดดเดี่ยว อ้างว้าง)

เกร็ด: โสเภณี ในมุมของ Godard มักเปรียบเทียบกับ การกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์ มีส่วนได้ส่วนเสีย อาทิ เศรษฐกิจ, สังคม ฯ

Tableau 9: A YOUNG MAN – NANA WONDERS IF SHE’S HAPPY

Dancing: คาเฟ่แห่งหนึ่งด้านบน Nana เต้นเพลง SWING! SWING! SWING! ของ Michel Legrand ไปรอบๆโต๊ะบิลเลียด (ที่ไม่มีรู) และชายสองคนที่นั่งคุยกันอยู่, ก่อนหน้านี้ ชายคนหนึ่งเห็น Nana ดูเศร้าๆ เลยเล่นตลก ทำท่าเด็กเป่าลูกโป่ง (ระเบิดออก)

ตีความ: ความเบื่อหน่ายในชีวิตที่เป็นอยู่ ต้องการค้นหาคำตอบของชีวิต

Tableau 10: THE SIDEWALK – A MAN – THERE’S NO GAIETY IN HAPPINESS

Sex: Nana ยืนอยู่ที่ถนน ได้รับงานขึ้นห้อง จ่ายเงินแล้ว ผู้ชายบอกต้องการผู้หญิงอีกคน ออกไปตามหา ได้มาแล้วผู้ชายบอกให้เธอไม่ต้องทำอะไร จึงนั่งสูบบุหรี่อยู่ริมหน้าตาง

ตีความ: การค้นหาความจริง (ค้นหาเพื่อนโสเภณี) แต่พบแล้วกลับยังไม่ใช่

Tableau 11: PLACE DU CHÂTELET – THE STRANGER – NANA THE UNWITTING PHILOSOPHER

Philosophy: ที่ Café อีกแห่ง ได้พบกับคนแปลกหน้า นักปรัชญาชื่อ Brice Parain (คนนี้เป็นอาจารย์ที่สอนปรัชญา Godard) ได้ตอบคำถามของเธอเกี่ยวกับ เหตุผลที่มนุษย์ต้องมีการสื่อสาร อะไรคือเป้าหมายชีวิต และแนะนำความรักคือหนทางออก (love can be a solution, if it is true), มีช็อตหนึ่งที่ Nana จ้องมองสบตากับกล้อง เหมือนเรียกร้องคนดูให้หลงรักกับเธอ (loving gaze)

ตีความ: นี่เป็นการอธิบายใจความของหนังออกมาเป็นคำพูด ที่ต้องใช้การตั้งใจฟังและทำความเข้าใจ (จริงๆเข้าใจแค่ช่วงนี้ช่วงเดียว ก็สามารถเข้าใจหนังได้ทั้งเรื่องเลย)

Tableau 12: THE YOUNG MAN AGAIN – THE OVAL PORTRAIT – RAOUL SELLS NANA

Love and Death: ชายคนหนึ่งตกหลุมรัก Nana ช่วงแรกจะไม่มีเสียง (เหมือนว่าไม่ใช้เสีย ก็สามารถเข้าใจกันและกันได้) จากนั้นเป็นเสียง Godard อ่านหนังสือ The Oval Portrait เรื่องราวของ จิตรกรที่วาดภาพภรรยาของตน แม้เขาจะรักเธอแค่ไหน แต่ภาพวาดที่ออกมานั้นกลับฆ่าเธอให้ตายได้, ต่อมา Nana ถูก Raoul ขายให้กับแมงดาคู่แข่ง แต่ขณะแลกเปลี่ยน เกิดความขัดแย้งกัน ทำให้เธอพลอยถูกลูกหลงเสียชีวิต

ตีความ: สิ่งที่ Nana ค้นพบ คือเป้าหมายชีวิต แต่ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่าง

ชื่อหนัง Vivre sa vie แปลว่า My Life to Live (การมีชีวิต ของชีวิตฉัน) [ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่เห็นมีคนพูดว่า Vivre แปลว่า โสเภณีได้ด้วย] มีเรื่องราวชีวิตของหญิงสาวชื่อ Nana ผู้มีความฝันอยากเป็นดารา แต่ไม่สามารถไต่เต้าไปถึงได้ กลับกลายเป็นดาวดิน (โสเภณี) ให้ผู้ชายได้เด็ดดมกิน

การแสดงของ Karina มันเหมือนว่าสิ่งที่เราเห็น คือสิ่งที่อยู่ภายในของตัวละคร มีสุขก็แสดงความสุข มีทุกข์ก็แสดงความซึมเศร้า แบบตรงไปตรงมา แต่เราจะยังไม่เห็นสิ่งที่เป็น ตัวตนแท้จริงของเธอที่หลบซ่อนอยู่ภายใน (จิตวิญญาณ), ซึ่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อเธอได้พบว่า เงินทอง ชื่อเสียง คำพูด ไม่ใช่สิ่งสำคัญค่าที่สุดในชีวิต จึงต้องการค้นหาสัจธรรม ความจริงแท้ ที่เป็นเป้าหมายสุดท้ายของมนุษย์, ได้พบกับนักปรัชญา ที่ช่วยชี้แนะด้วยคำพูด ทำให้เธอค้นพบความต้องการที่แท้จริง

แต่การค้นพบนั้น ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่าง นั่นคือ ‘ชีวิต’ ของเธอ, ดังเรื่องเล่าของนักปรัชญาที่ว่า ชายคนหนึ่ง (หนึ่งใน The Three Musketeers) ที่อยู่ดีๆฉุกคิดขึ้นมา ‘ฉันจะก้าวเท้าซ้ายหรือท้าวขวาก่อนดี’ ณ วินาทีที่ครุ่นคิดขึ้น ขาทั้งสองกลับไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ จนตัวตาย, วินาทีที่มนุษย์ครุ่นคิด ค้นพบความจริงบางอย่างในชีวิต เขาจะเกิดความกลัว ต่อความเชื่อที่เคยมีมาเหมือนมันจะทรยศหักหลัง แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง …

การตายของ Nana คือทางออกที่สมเหตุสมผลของหนัง เพราะเมื่อเธอได้พบกับความรัก (สัจธรรมของชีวิต) ตั้งใจจะเลิกเป็นโสเภณี ก็เหมือนเป็นการทรยศหักหลังจากสิ่งที่เธอเคยเป็นมา ต่อ Raoul และความต้องการเดิมของตน, จะมองว่า ความตาย เป็นอีกทางออกหนึ่งของชีวิตก็ได้ ดังคำพูดในหนังเรื่อง Spartacus ที่ว่า ‘ความตายคืออิสระภาพเดียวของทาส’

มันไม่ใช่ว่าหนังใส่บทสนทนาปรัชญาเข้ามา แล้วจะกลายเป็นหนังปรัชญานะครับ คือเนื้อเรื่อง ใจความสำคัญ วิธีการนำเสนอ ล้วนสื่อ นำเสนอไปในทางเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมมองว่า หนังเรื่องนี้เปรียบเสมือน ภาษาภาพยนตร์ปรัชญา ที่มีใจความสำคัญเพื่อเป็นการค้นหา สิ่งที่เรียกว่า เป้าหมายสูงสุดของชีวิต

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard มีลักษณะเป็นเหมือนอีกตัวละครหนึ่ง, Godard อธิบายบอกว่า ในความเชื่อของเขา กล้องไม่ใช่แค่อุปกรณ์บันทึกภาพ แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการมอง (the camera is not just a recording device but a looking device.) จับจ้องการเคลื่อนไหว สำรวจตัวตน ใคร่รู้ใคร่สงสัยในตัวเธอ

ตัดต่อโดย Jean-Luc Godard และ Agnès Guillemot, วิธีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ คือ จะเรียงลำดับตามเหตุการณ์ และถ่ายเทคเดียวจบ, Godard บอกว่า ถ้ามีถ่ายหลายเทค แสดงว่าฉากนั้นใช้ไม่ได้ ต้องคิดใหม่ (แต่หนังไม่มีฉากไหนถ่ายซ้ำเลยนะครับ) การตัดต่อเลยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย นำเอาภาพมาตัดแปะต่อกันเท่านั้น

เกร็ด: แอบเห็น jump-cut อยู่แววนึง เห็นกันหรือเปล่าเอ่ย (ตอนที่ 6 ขณะได้ยินเสียงปืน)

เพลงประกอบของ Michael Legrand ที่ดังขึ้นมีทำนองโหยหวน เหมือนจิตวิญญาณกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิต (สิ่งที่หนังเรื่องนี้ค้นหา คือปรัชญา เป้าหมายที่สุดของของชีวิต)

‘ความรัก คือหนทางแก้ปัญหาทุกสิ่งอย่าง’ นี่คือคำตอบปรัชญาที่เป็นใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้, ในมุมของชาวตะวันตก ศาสนาคริสต์ นี่เป็นหลักคำสอน วิธีการใช้ชีวิตที่จับต้องได้ที่สุด มอบความรักความเมตตา เผื่อแผ่ต่อเพื่อนร่วมโลก แม้แต่โสเภณีก็เช่นกัน (มอบร่างกายให้ความสุขแก่ผู้อื่น)

ถ้าคุณเป็นชาวพุทธ ก็น่าจะรู้ว่า ‘ความรัก’ ไม่ใช่ที่สุดของทุกทางออกนะครับ เพราะมี ‘รัก’ ก็ต้องมี ‘เกลียด’ เป็นของคู่กัน สิ่งเดียวเท่านั้นในโลกที่ไม่มีความตรงกันข้ามคือ ‘ทางสายกลาง’ (เพราะอยู่กึ่งกลางอยู่แล้ว) นี่ต่างหากที่แก้ปัญหาได้ทุกสิ่งอย่าง

ความประทับใจหลังดูหนังจบ คือเฉยๆ ไม่ชอบไม่เกลียด เพราะทีแรกยังไม่เข้าใจอะไรเสียเท่าไหร่, หลังจากได้อ่านบทวิจารณ์ คิดวิเคราะห์ มองเห็นอะไรหลายๆอย่าง ความเห็นส่วนตัว ก็ยังคงเดิม เฉยๆ ไม่ชอบไม่เกลียด ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเพิ่มขึ้นเลย แค่ทึ่งเล็กน้อยในสิ่งที่ Godard คิด/วิเคราะห์/สร้าง ขึ้นมา นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคิดว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นบ่อยครั้งสักเท่าไหร่

ในส่วนทฤษฎีปรัชญาที่ Godard สร้างขึ้นมานี้ มันเป็นความเชื่อของหลักปรัชญาตะวันตก ที่ชาวตะวันออกอย่างเราๆคงจะมองออกว่า ไม่ใช่สัจธรรมที่ถูกต้องนัก แต่เพราะมันเป็นแนวคิดทฤษฎีส่วนตัว เลยไม่จำเป็นต้องถูกต้อง หรือมีผู้คนยอมรับเสมอไป (กระนั้นชาวตะวันออกก็ฮือฮากับหนังเรื่องนี้มาก ยกหนังให้เป็นการนำเสนอปรัชญาแห่งชีวิตเลย)

อิทธิพลจากหนังเรื่องนี้ที่เห็นได้ชัดคือ Pulp Fiction (1994) ของ Quentin Tarantino อาทิ ทรงผมบ็อบของ Uma Thurman, การเล่าเรื่องแบ่งเป็นตอนๆ, การเต้นในคลับบาร์ (แต่ท่าเต้นเหมือน Bande à part-1964 มากกว่า)

แนะนำกับนักปรัชญา ผู้ชื่นชอบการคิดวิเคราะห์ ค้นมองหาเป้าหมายชีวิต, คนทำงานสายภาพยนตร์ ศึกษา/เรียนรู้/วิเคราะห์ แฟนหนัง Jean-Luc Godard และ Anna Karina ไม่ควรพลาดเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหญิงสาวที่คิดเป็นโสเภณีทั้งหลาย (และโสเภณีทั้งหลาย) จะมีสักกี่คนที่ไปถึงตอนที่ 11 และก้าวต่อไปตอนที่ 12 ได้

จัดเรต PG กับตัวละครโสเภณี

TAGLINE | “Vivre sa vie การสร้างทฤษฎีปรัชญาด้วยภาษาภาพยนตร์ของ Jean-Luc Godard เป็น Masterpiece ที่คงหาดูที่ไหนอีกไม่ได้แล้ว”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of