The Ascent

The Ascent (1977) USSR : Larisa Shepitko ♥♥♥♥

ภาพยนตร์สู่ความเป็นนิรันดร์ของผู้กำกับ Larisa Shepitko ตั้งคำถามถึงการมีชีวิตบนโลกแห่งความสิ้นหวัง เราควรยึดถือมั่น ตายเพื่ออุดมการณ์ หรือเป็นอย่าง Judas ทรยศหักหลัง Jesus Christ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย, คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

พลพรรคโซเวียตสองนาย (Soviet Partisans) ได้รับมอบหมายติดตามหาเสบียงกรัง บุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน สภาพแวดล้อมสุดหฤโหด ก่อนถูกจับกุมโดยทหารเยอรมัน (Nazi Germany) ส่งเข้าค่ายกักกัน

  • คนหนึ่งยินยอมเสียสละชีพแทนพวกพ้อง และผองผู้บริสุทธิ์ (ผู้หญิงและเด็ก) อาสารับโทษประหารชีวิตเพียงลำพัง
  • อีกคนหนึ่งก้มหัวศิโรราบต่อทหารนาซี พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ตนเองสามารถมีชีวิตรอดปลอดภัย

ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ พลพรรคคนแรกคือวีรบุรุษ เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ, ส่วนพลพรรคคนสองจักถูกตีตราว่าเป็นพวกขายชาติ ขี้ขลาดตาขาว ไม่ต่างจาก Judas ทรยศหักหลัง Jesus Christ … แต่ถามจริงเถอะ ถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังขนาดนั้น มันผิดอะไรกับการอยากมีชีวิตรอดปลอดภัย?

The Ascent (1977) ผลงานมาสเตอร์พีซของผกก. Shepitko ให้คำอธิบายถึงความปรารถนาอันแรงกล้า ‘physical need’ สำหรับระบายอารมณ์อัดอั้น สารพัดความเจ็บปวด (ทั้งร่างกาย-จิตวิญญาณ) เพื่อถ่ายทอดมุมมองชีวิต และชักชวนให้ผู้ชมค้นหาเหตุผลการถือกำเนิดบนโลกใบนี้

All motion pictures are personal but the desire to film The Ascent was almost a physical need. If I had not shot this picture it would have been a catastrophe for me. I could not find any other material with which I could transmit my views on life, on the meaning of life.

Larisa Shepitko

ความเลื่องลือชาของหนัง ประกอบด้วยการบุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน สภาพแวดล้อมสุดหฤโหด (ถ่ายทำยังสถานที่จริง หิมะจริง คงมีแต่ชาวรัสเซียเท่านั้นแหละที่อดรนทนกันได้ขนาดนี้) เต็มไปด้วย ‘Long Take’ ที่น่าตื่นตา โดยเฉพาะสัญลักษณ์เชิงศาสนาของ Judas และ Jesus Christ ที่ไม่ใช่ความสนใจของผกก. Shepitko แต่มันสามารถตีความไปทิศทางนั้นได้อย่างชัดเจน

The story of how one betrays another is as old as the world and is associated with a biblical parable. In all times there were Fishermen and Sotnikovs, there was Judas and Christ. I am not religious, but since this legend has entered people, it means that it is alive, it means that each of us has it in us.


Larisa Yefimovna Shepitko, Лариса Юхимівна Шепітько (1938-79) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Ukrainian เกิดที่ Artemovsk, Ukrainian SSR (ปัจจุบันคือ Bakhmut, Ukraine) มีพี่น้องสามคน มารดาเป็นครูสอนหนังสือ ส่วนบิดาทำงานในกองทัพ หย่าร้างเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ทอดทิ้งครอบครัวให้ต้องอดๆอยากๆ พานผ่านช่วงเวลาทุกข์ยากลำบาก

My father fought all through the war. To me, the war was one of the most powerful early impressions. I remember the feeling of life upset, the family separated. I remember hunger and how our mother and us, the three children, were evacuated. The impression of a global calamity certainly left an indelible mark in my child’s mind.

Larisa Shepitko

หลังเรียนจบมัธยมที่ Lviv ออกเดินทางสู่ Moscow ต้องการเข้าศึกษาการกำกับภาพยนตร์ All-Union State Institute of Cinematography (VGIK) แต่ถูกคณาจารย์ทัดทานว่าอาชีพผู้กำกับ “too masculine a profession for a woman” พยายามโน้มน้าวให้เลือกเรียนสาขาการแสดง บังเอิญความมุ่งมั่น สายตาจริงจัง เข้าตาผกก. Alexander Dovzhenko (เป็นชาว Ukrainian เหมือนกัน) จึงได้กลายมาเป็นลูกศิษย์รุ่นสุดท้าย ซึมซับรับอิทธิพล รวมถึงอุดมการณ์ “Make every film as if it’s your last.”

สำหรับผลงานจบการศึกษา Heat (1963) สามารถคว้ารางวัล Symposium Grand Prix จากเทศกาลหนัง Karlovy Vary International Film Festival (จัดที่ Czech Republic) นั่นแสดงถึงอัจฉริยภาพ วิสัยทัศน์โดดเด่นไม่ด้อยกว่าผู้กำกับชาย

I never tried to take male directors as a model, because I know only too well that any attempt by my female friends, my colleagues—both junior and senior—to imitate male filmmakers makes no sense because it’s all derivative.

เกร็ด: ระหว่างการถ่ายทำ Heat (1963) เพราะต้องเดินทางไปถ่ายทำยัง Central Asia สภาพอากาศร้อนระอุกว่า 50 องศาเซลเซียส โดยไม่รู้ตัวผกก. Shepitko ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A) ทำให้ร่างกายเจ็บปวดอิดๆออดๆ ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมรุ่น/ว่าที่สามี Elem Klimov (ว่าที่ผู้กำกับ Come and See (1985)) ให้ดูแลงานสร้างแทนหลายครั้ง


ช่วงระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ลำดับที่สาม You and Me (1971), ผกก. Shepitko ประสบสารพัดปัญหาในการทำงาน ทั้งด้านเทคนิคถ่ายทำ ร่างกายเจ็บป่วยอิดๆออดๆ เกิดอาการเครียดหนักมาก จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอยู่หลายครั้ง และตอนสร้างเสร็จยังถูกกองเซนเซอร์ Goskino พยายามหั่นฉากโน่นนี่นั่นออกไปมากมาย … ผลลัพท์ทำให้เธอรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าทั้งร่างกาย-จิตใจ

หลังเสร็จงานสร้าง You and Me (1971) จึงเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ “a monstrous mental and physical exhaustion.” ถูกสั่งให้พักรักษาตัวยังสถานพยาบาล Sochi Sanatorium เป็นเวลานานถึงสี่เดือน! พอรักษาหายดันประสบอุบัติเหตุหกล้ม/พลัดตกจากที่สูง ทำให้กระดูกสันหลังมีปัญหา นอนรักษาตัวอีกแปดเดือน! พอดิบดีตรวจพบการตั้งครรภ์ นั่นเลยกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน สัมผัสถึงความตายทุกวี่วัน

โชคยังดีที่ระหว่างพักรักษาตัว ผกก. Shepitko มีโอกาสอ่านนวนิยาย Со́тников (1970) อ่านว่า Sotnikov (คือชื่อตัวละครเลยไม่มีคำแปลอังกฤษ) แต่งโดย Vasil Býkaŭ (1924-2003) อดีตนายทหาร/นักเขียนชาว Belarusian เห็นว่านำจากประสบการณ์ส่วนตัว เคยต่อสู้รบทหารเยอรมันในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

I sensually embraced the concept of life in its entirety, because I was well aware that I could part with my life every next day. I was preparing for it. I was preparing myself and as if I was preparing a child, because it could happen that the child would be born and I would die. I discovered that this journey into myself is infinitely interesting, that the most interesting interlocutor for me is myself. It’s like the poem: “There was a voice to me: enter yourself. And I entered, they were waiting for me there…” I read Vasil Býkaŭ ‘s story then, in that new state of mine, and thought that it was this state of mine that I would be able to express if I were to stage “Sotnikov”. This, I told myself, is a thing about me. About my ideas that there is life, that there is death, that there is immortality.

หลังจากคลอดบุตรชาย อาการป่วยเริ่มบรรเทา ผกก. Shepitko ก็เริ่มติดต่อหานักเขียน สามารถโน้มน้าว Yuri Klepikov (1935-2021) ให้ช่วยดัดแปลงบทภาพยนตร์ ด้วยความเร่งรีบ กระตือรือล้น จนอีกฝ่ายแทบอดรนทนไม่ได้ “could not withstand the energy of the typhoon whose name was Larisa” ยินยอมพัฒนาบทหนังความยาว 70 หน้ากระดาษ ให้ความเคารพต่อเรื่องราวต้นฉบับเป็นอย่างมากๆ

บทหนังที่ได้รับ ผกก. Shepitko นำมาลงรายละเอียด คำอธิบายการถ่ายทำทุกช็อตฉาก (Shooting Script) ทุกสิ่งอย่างล้วนตระเตรียมวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างพร้อมสรรพ จนไม่หลงเหลือพื้นว่างสำหรับการปรับปรุงแก้ไข, โดยในส่วนชื่อหนัง ผู้กำกับ/สามี Elem Klimov เป็นคนแนะนำ Восхождение อ่านว่า Voskhozhdeniye แปลตรงตัว The Ascension และใช้ชื่อภาษาอังกฤษ The Ascent

และแม้บทหนังพัฒนาเสร็จสิ้น ก็ใช่ว่าจะได้รับการอนุมัติจากกองเซนเซอร์ Goskino (State Committee for Cinematography) ตอนแรกแค่เพียงพูดเกริ่นนำ (ยังไม่ได้ยื่นเสนอบท) ก็ได้รับการส่ายหัวปฏิเสธโดยพลัน นั่นทำให้ผกก. Shepitko ติดต่อเข้าหาเพื่อนร่วมรุ่น Gemma Firsova (สมัยเรียน VGIK) ทำงานอยู่แผนก State Political Directorate นำโปรเจคนี้ไปพูดคุยกับ Philippe Ermash รัฐมนตรีกระทรวงภาพยนตร์ (Minister of Cinematography) แนะนำให้ปรับเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น ตัดทิ้งประเด็นเกี่ยวกับศาสนา จนได้รับการอนุมัติในที่สุด … แต่ตอนถ่ายทำจริง ผกก. Shepitko ก็ไม่ได้มีความสนใจประเด็นดังกล่าวอยู่แล้ว

ปล. ระยะเวลาตั้งแต่ที่ผกก. Shepitko เริ่มอ่านนวนิยาย Sotnikov จนกระทั่งได้รับการอนุมัติ รวมๆยาวนานกว่า 4 ปี!


พื้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อครั้นกองทัพ Nazi Germany เข้ายึดครอง Byelorussian Soviet Socialist Republic (Belarusian SSR), เรื่องราวของสองพลพรรค (Soviet Partisans) ประกอบด้วย Sotnikov (รับบทโดย Boris Plotnikov) และ Rybak (รับบทโดย Vladimir Gostyukhin) ได้รับมอบหมายติดตามหาเสบียงกรัง บุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน ในสภาพแวดล้อมสุดหฤโหด

ระหว่างเผชิญหน้ากับทหารเยอรมัน Sotnikov ถูกยิงเข้าที่ต้นขา Rybak ตัดสินใจอุ้มพามายังบ้านของ Demchikha (รับบทโดย Lyudmila Polyakova) แต่ไม่นานก็ถูกล้อมจับกุม แถมทำให้เจ้าของบ้านกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ทั้งสามโดนลากพาตัวมายังค่ายกักกัน ถูกซักไซร้ไล่เรียง ทัณฑ์ทรมานโดยอดีตครูสอนร้องเพลง Portnov (รับบทโดย Anatoli Solonitsyn) ปัจจุบันเปลี่ยนข้างมาเป็นตำรวจสนับสนุน Belarusian Auxiliary Police ให้กับ Nazi Germany

ในตอนแรก Sotnikov พยายามปฏิเสธให้การเสียงขันแข็ง ตรงกันข้ามกับ Rybak ที่ยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาชีวิตรอด, ค่ำคืนนั้นจึงถูกควบคุมขังในห้องใต้ดิน ร่วมกับหัวหน้าหมู่บ้าน และเด็กสาวชาวยิว Basya Meyer (ลูกศิษย์ของ Portnov)

ด้วยความที่ทั้งห้าจักถูกประหารชีวิตแขวนคอในเช้าวันรุ่งขึ้น Sotnikov แสดงเจตจำนงค์ต้องการยินยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว แต่คำเรียกร้องของเขากลับไม่เป็นผลอะไร ผิดกับ Rybak ยินยอมเข้าร่วมเป็นตำรวจสนับสนุน Belarusian Auxiliary Police จึงได้รับการไว้ชีวิต … แต่หลังจากพบเห็นความตายของทั้งสี่ รวมถึงคำพูดชาวบ้านตีตราคนทรยศ Judas เขาก็เริ่มเกิดความตระหนักว่าได้ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่


Boris Grigoryevich Plotnikov, Борис Григорьевич Плотников (1949-2020) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Nevyansk, Sverdlovsk Oblast บิดาเป็นช่างเครื่อง มารดาทำงานวิศวกร แต่บุตรชายเลือกเรียนการแสดง Sverdlovsk Theater School มีผลงานละคอนเวที จนกระทั่งแจ้งเกิดกับภาพยนตร์ The Ascent (1977), ผลงานเด่นๆ อาทิ Heart of a Dog (1988), ซีรีย์โทรทัศน์ Mikhaylo Lomonosov (1986), Empire Under Attack (2000) ฯ

รับบทพลพรรค Sotnikov ได้รับมอบหมายให้ติดตามหาเสบียงกรัง แต่เพราะสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น เลยมีอาการไข้หวัด หนาวสั่น ไอจาม แถมถูกยิงเข้าที่เท้า สภาพร่อแร่ปางตาย แต่ได้รับความช่วยเหลือจาก Rybak ถึงอย่างนั้นเขาก็มิอาจควบคุมโชคชะตาชีวิต เสียงจามครั้งนั้นเป็นต้นเหตุให้ถูกจับกุม โดนทัณฑ์ทรมาน ปฏิเสธทรยศหักหลังพวกพ้อง ค่ำคืนนั้นตระหนักถึงความผิดพลาด ต้องการจะเสียสละชีพเพื่อผู้อื่น แต่กลับไม่สำเร็จสมหวังประการใด

มีนักแสดงหลายคนพยายามติดต่อ ล็อบบี้ ต้องการรับบทบาทนี้ แต่ผกก. Shepitko ไม่อยากได้บุคคลมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักวงกว้าง ต้องการมองหานักแสดงหน้าใหม่ ยังไม่ค่อยมีผลงานภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ และเห็นว่ากระซิบกระซาบบอกกับทีมคัดเลือกนักแสดง ให้นึกถึงภาพใบหน้า Jesus Christ อยู่ในใจ

Plotnikov ขณะนั้นเป็นนักแสดงอยู่ Sverdlovsk Theater ต้องบินสู่ Moscow มาทดสอบหน้ากล้องถึง 7 ครั้ง! ถึงได้รับคำตอบตกลงจากกองเซนเซอร์ … ที่คงรับรู้อยู่แก่ใจ เพราะใบหน้าละม้ายคล้ายคลึง Jesus Christ ถึงขนาดนั้น

บ่อยครั้งที่มุมกล้องจับจ้องใบหน้าของนักแสดง จุดเด่นของ Plotnikov คือสามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากภายใน ช่วงแรกๆดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เหม่อมองท้องฟ้า ตระหนักถึงความตายใกล้เข้ามา แต่ลึกๆยังมีสายตามุ่งมั่น อุดมการณ์แรงกล้า ต้องการมีชีวิตพานผ่านค่ำคืนนี้ เพื่อวันรุ่งขึ้นจักได้เสียสละตนเอง แม้ผลลัพท์จะล้มเหลว แต่วินาทีสุดท้ายก่อนถูกแขวนคอตาย กลับปรากฎรอยยิ้มเล็กๆแห่งความภาคภูมิใจ ไม่มีอะไรให้ต้องหวาดกลัวเกรงอีกต่อไป

อีกสิ่งที่ต้องชื่นชมมากๆ คือความทุ่มเททำงานในสภาพแวดล้อมสุดหฤโหด บุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน แต่ผลลัพท์ถือว่าคุ้มค่า น่าประทับใจ สามารถทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงความมุ่งมั่น จริงจัง พร้อมเสียสละตนเองเพื่องานศิลปะ ต่อให้ร่างกายเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่จิตวิญญาณถือว่าเข้มแข็งแกร่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถผันแปรเปลี่ยนอุดมการณ์ตั้งใจ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถแจ้งเกิด Plotnikov เป็นที่รู้จักไปทั่วรัสเซีย แต่ผลงานติดตามมาส่วนใหญ่มักเป็นบทสมทบ ไม่ก็ซีรีย์โทรทัศน์ ถือว่าประสบความสำเร็จแค่เพียงกลางๆ แต่ก็ได้รับยกย่องศิลปินแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 1998


Vladimir Vasilyevich Gostyukhin, Влади́мир Васи́льевич Гостю́хин (เกิดปี 1946) เกิดที่ Sverdlovsk, Sverdlovsk Oblast โตขึ้นเรียนจบเทคนิค ทำงานวิศวกรช่างไฟ ก่อนค้นพบความสนใจด้านภาพยนตร์ ออกเดินทางสู่ Moscow เข้าศึกษา Russian State Institute of Performing Arts (GITIS) หลังกลับจากเกณฑ์ทหาร กลายเป็นนักแสดงละคอนเวที มีผลงานภาพยนตร์ อาทิ The Ascent (1977), Close to Eden (1991) ฯ

รับบทพลพรรค Rybak เป็นคนเสนอแนะออกติดตามหาเสบียงกรัง คอยให้การช่วยเหลือ ดูแลพวกพ้อง รวมถึงตอน Sotnikov ถูกยิงเข้าที่ขา ก็พยายามมองหาสถานที่หลบซ่อน ปฐมพยาบาล แต่หลังจากถูกทหารเยอรมันจับกุมตัว แสดงท่าทางลุกรี้ร้อนรน หวาดกลัวความตาย ยินยอมสารภาพทุกสิ่งอย่าง ขอแค่เพียงให้ตนเองมีชีวิตรอดปลอดภัย ก่อนตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอาลัย เพราะการตัดสินใจครั้งนั้นทำให้เกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง จนแทบคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก

มีนักแสดงมาทดสอบหน้ากล้องกว่า 20+ คน ก่อนส้มหล่มใส่ Vladimir Gostyukhin ผู้มีความดิบๆ หยาบคาย(ที่สุดในบรรดานักแสดงที่มาทดสอบหน้ากล้อง) ตอนแรกก็มีความโล้เล้ลังเลใจ ไม่อยากเชื่อว่าผู้กำกับหญิงจะสามารถรับมือภาพยนตร์ที่มีความท้าทายขนาดนี้ แต่หลังจากพูดคุยกันเพียง 20 นาที ก็บังเกิดความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า พร้อมทุ่มเท เสี่ยงตาย ไม่สร้างปัญหาใดๆในกองถ่าย

ตัวละครของ Gostyukhin มีความแตกต่างตรงกันข้าม Plotnikov ท่าทางกระตือรือล้น พูดพร่ำไม่ยอมหยุด ช่วงแรกๆแสดงความหาญกล้า พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อพรรคพวกพ้อง แต่หลังจากถูกทหารเยอรมันจับกุมตัว เกิดอาการขลาดเขลา กลัวตาย ไม่สามารถควบคุมตนเอง ลุกรี้ร้อนรน พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดปลอดภัย

ส่วนไฮไลท์ก็คือหลังการประหารชีวิต เพราะเป็นบุคคลเดียวที่ไม่ถูกแขวนคอ จึงถูกสังคมตีตรา ชาวบ้านตำหนิต่อว่า มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม ไอ้คนทรยศขายชาติ นั่นทำให้เขามิอาจอดรนทน ตกอยู่ในความสิ้นหวัง พยายามใช้เข็มขัดแขวนคอตาย สูญเสียจิตวิญญาณ อุดมการณ์ หมดสิ้นสภาพความเป็นมนุษย์

ผมเพิ่งรับชม Close to Eden (1991) เมื่อไม่กี่วันก่อน พบเห็นการแสดงของ Gostyukhin ที่มีความละม้ายคล้ายกันมากๆ ชอบพร่ำบ่น ท่าทางรุกรี้รุกรน เหมือนคนไม่สามารถควบคุมตนเอง ดูแล้วคงเป็น ‘ภาพจำ’ จากบทบาทแจ้งเกิด (typecast) ไปจนวันตายเลยกระมัง


Anatoly (Otto) Alekseyevich Solonitsyn, Анатолий (Отто) Алексеевич Солоницын (1934-82) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Bogorodsk, Nizhny Novgorod บิดาเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ Gorkovskaya Pravda ตอนแรกเกิดตั้งชื่อบุตรชาย Otto แต่การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สองเปลี่ยนเป็น Anatoly (ชื่อเยอรมัน), หลังสงครามครอบครัวปักหลักอยู่ Saratov ได้ร่ำเรียนการก่อสร้าง เข้าทำงานโรงงานผลิตเครื่องมือช่าง, พอบิดาถูกส่งไปประจำ Kyrgyzatan จึงพากันอพยพย้ายสู่ Frunze ทำให้มีโอกาสเข้าร่วมคณะการแสดงสมัครเล่น ค้นพบความสนใจด้านนี้เลยออกเดินทางสู่ Moscow เข้าศึกษาและเป็นนักแสดงประจำ Sverdlovsk Drama Theater, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Kurt Clausewitz Case (1963), แจ้งเกิดโด่งดังจากบทนำ Andrei Rublev (1966), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ At Home Among Strangers (1974), The Ascent (1976), Stalker (1979), Twenty Six Days from the Life of Dostoyevsky (1981)**คว้ารางวัล Silver Bear for Best Actor, The Train Has Stopped (1982) ฯ

รับบท Portnov อดีตผู้อำนวยการ Club-House ครูสอนร้องเพลงประจำหมู่บ้าน (Choirmaster) ภายหลังจากถูกยึดครองโดยเยอรมัน ตัดสินใจเปลี่ยนข้างมาเป็นตำรวจสนับสนุน (Belarusian Auxiliary Police) มีหน้าที่ซักไซร้ไล่เรียง Sotnikov และ Rybak ใครปฏิเสธให้ความร่วมมือก็จะถูกทัณฑ์ทรมาน ส่วนคนที่ยินยอมความจะยื่นข้อเสนอ ชักชวนใหม่มาร่วมงาน

ผกก. Shepitko บอกกับทีมคัดเลือกนักแสดง ให้มองหาบุคคลที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับ Boris Plotnikov (ที่รับบท Sotnikov) ด้วยเหตุผลว่าตัวละครของพวกเขามีความละม้ายคล้ายคลึง เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ แค่ว่าอยู่กันคนละฟากฝั่งขั้วตรงข้าม

They are similar, but Portnov is an antipode to Sotnikov based on internal beliefs. This should be a very good actor. Their duel, yes, yes, the fight with Sotnikov – the eternal conflict, the everlasting battle between spirit and lack of spirituality … Dying, suffering Sotnikov wins because he is strong in spirit. He dies and rises above his tormentor.

Larisa Shepitko

ทีมคัดเลือกนักแสดงได้พบเจอ Anatoly Solonitsyn ขณะนั้นถือว่ามีชื่อเสียงพอสมควร พยายามติดต่อเข้าหา แต่ถูกบอกปัดปฏิเสธเพราะครุ่นคิดว่าเป็นแค่บทรอง ไม่ได้น่าสนใจอะไร จนกระทั่งมีโอกาสพบเจอ พูดคุยกับผกก. Shepitko ทำให้เข้าถึงความสำคัญของตัวละคร และบังเกิดความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของเธออย่างแรงกล้า

หลายคนอาจตีตราตัวละคร Portnov ไม่แตกต่างจาก Rybak คือบุคคลทรยศขายชาติ แตกต่างคือฝ่ายหนึ่ง (Rybak) เกิดความตระหนักถึงความผิดพลาด ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอาลัย ผิดกับอีกคน (Portnov) ลุ่มหลงระเริง ปล่อยตัวปล่อยใจ เพลิดเพลินไปกับตำแหน่งหน้าที่ อวดอ้างอำนาจบารมี … เรียกว่าขายวิญญาณให้ปีศาจ

แต่การแสดงของ Solonitsyn ไม่ใช่แค่ผู้ร้ายเท่านั้น เพราะตัวละครคือชาวรัสเซียเหมือนกับ Sotnikov และ Rybak มันจึงมีความห่วงใย เกรงใจ พยายามพูดโน้มน้าว หาโอกาสช่วยเหลือ นั่นแสดงว่าเขายังพอมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง เพียงแต่ไม่สามารถต่อต้านขัดขืน ก้มหัวศิโรราบให้กับฟากฝั่งเข้มแข็งกว่า … กล่าวคือเป็นคนไร้อุดมการณ์ ขาดสามัญสำนึก เพียงสันชาติญาณเอาตัวรอด ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน


ถ่ายภาพโดย Vladimir Chukhnov และ Pavel Lebeshev (A Slave of Love, The Barber of Siberia)

จากประสบการณ์ทำงานของผกก. Shepitko ในสภาพแวดล้อมสุดหฤโหด (ไปมาแล้วทั้งร้อนสุดขั้ว หนาวสุดขีด) หลายครั้งที่ล้มป่วย ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว ต้องกำกับจากบนเตียงนอน ทำให้เธอพัฒนาบทหนังที่มีรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ เผื่อถ้าเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึง สามีหรือใครอื่นจักสามารถสานต่องานแทน

แต่ถ้าเมื่อไหร่เธอลุกขึ้นจากเตียง มักเต็มไปด้วยความกระตือรือล้น ทุ่มเททำงานไม่เคยหยุดพัก (ตามอุดมการณ์ “Make every film as if it’s your last.”) อย่างซีเควนซ์ที่สองนักแสดงต้องบุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน เธอก็เดินประกบติดตามตากล้อง (Hand Held) ร่วมทุกข์หนาวร้อนไปด้วยกัน … บรรดานักแสดงของเธอจึงมีความเชื่อมั่น ยินยอมพร้อมตาย ร่วมหัวจมท้าย ไม่หวาดกลัวเกรงอะไรทั้งนั้น

We worked for Larisa, specifically, personally for her. She had faith and that was the reason. Faith in goodness and the need for our work, and it is this faith that was absolutely a material substance, which can be very real to rely on.

นักแสดง Yuri Vizbor เคยร่วมงานภาพยนตร์ You and Me (1971)

สำหรับผู้ชมทั่วไป อาจพบเห็นแค่ความงดงามของท้องทุ่งหิมะขาวโพลน แต่คนทำงานภาพยนตร์จะรู้สึกตกตะลึง อึ่งทึ่ง อ้าปากค้าง ถ่ายทำกันไปได้อย่างไรในสภาพอากาศติดลบขนาดนั้น แค่คิดก็หนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน ยุคสมัยนั้นไม่เหมือนปัจจุบันนี้ ต้องใช้ความหาญกล้า บ้าบิ่น มุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่ย่นย่อท้อแท้ จิตวิญญาณอันเข้มแข็งแกร่งสักเพียงไหนกัน!

แม้ว่าพื้นหลังของหนังจะคือ Belarusian SSR ค.ศ. 1942 แต่สถานที่ถ่ายทำจริงอยู่นอกเมือง Murom, Vladimir Oblast ห่างไปประมาณ 300 กิโลเมตรจาก Moscow Oblast (East Moscow) เริ่มถ่ายทำวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1974 (ตรงกับวันเกิดของผกก. Shepitko) อุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส

We worked a long time and in very tough conditions, in severe frost. We deliberately tried to approximate these conditions to the ones, which our characters had to endure. The actors and other members of the crew often had to be exposed to extreme hardship. I think we all drew strength from the feeling that we were dealing with a theme that is held sacred to our people.

Larisa Shepitko

สิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง คือการถ่ายภาพใบหน้าระยะประชิดใกล้ (Close-Up) รับอิทธิพลจาก The Passion of Joan of Arc (1928) และหลายๆผลงานของผกก. Ingmar Bergman โดยเฉพาะ Persona (1966) เพื่อให้นักแสดงถ่ายทอดปฏิกิริยาอารมณ์ ความรู้สึกดีใจ-เศร้าโศก เจ็บปวด-สิ้นหวัง ฯ รวมถึงยังสามารถเปิดเผยธาตุแท้ตัวตน “ดวงตา/ใบหน้าคือหน้าต่างของหัวใจ” บางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้นภายใน

ปล. เกล็ดน้ำแข็งที่ติดตามหนวด คิ้ว ขนตา ไม่ได้มาจากการแต่งหน้า แต่เป็นสิ่งพบเห็นได้ทั่วไปเมื่ออยู่ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บ อุณหภูมิติดลบ แค่สัก 10-20 นาทีก็เริ่มจับตัวเป็นเกล็ดแล้วนะครับ

เมื่อตอน Wings (1966) ผมยังไม่ค่อยพบเห็นผกก. Shepitko เลือกถ่ายภาพระยะใกล้ (Close-Up) มากมายเพียงนี้! (จริงๆถ้าเธอมีชีวิตยาวนานกว่านี้ ก็อาจพัฒนาสู่สไตล์ลายเซ็นต์) เรียกได้ว่าแทบจะทุกๆเหตุการณ์สำคัญๆ เวลาพูดคุยสนทนา โต้ตอบ แสดงออก ชักชวนให้ผู้ชมค้นหาความจริงที่ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ

อย่างซีนนี้เมื่อตอนสองพลพรรค เดินทางมาถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน หลังรับรู้ว่ายังมีเสบียงกรังหลงเหลือ เลยตระหนักว่าอีกฝ่ายคือคนทรยศ เลือกข้างเยอรมัน … ใช่หรือไม่ให้ลองสังเกตปฏิกิริยาสีหน้าหัวหน้าหมู่บ้านเอาเองนะครับ

หลังจากถูกยิงเข้าที่ต้นขา Sotnikov บังเกิดความมุ่งมั่นตั้งใจจะเสียสละตนเอง พยายามถ่วงเวลา ยิงตอบโต้ทหารเยอรมัน เพื่อว่า Rybak จักได้นำเสบียงกรังกลับไปที่หน่วย ช่วยชีวิตผู้คนได้มากมาย และเมื่อกระสุนใกล้หมด ก็เตรียมพร้อมจะฆ่าตัวตาย (ไม่ต้องการโดนจับกุม แล้วถูกทัณฑ์ทรมาน) ระหว่างนอนหงาย เหม่อมองดวงจันทร์ โดยไม่รู้ตัวบังเกิดความสุขสงบขึ้นภายใน … แต่ไม่ทันไร Rybak ดันหวนกลับมา ฉุดกระชากลากพา มองหาสถานที่หลบซ่อนตัว

Sotnikov เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมจะตายตั้งแต่ตอนนั้น การได้รับความช่วยเหลือจาก Rybak ลากพามาหลบซ่อนตัวยังบริเวณที่เต็มไปด้วยกิ่งไม้ ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน จนแทบมองอะไรไม่เห็น นั่นสร้างความไม่พึงพอใจเล็กๆ (มีการหยิบไม้ขึ้นมาเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา) แต่ก็มิอาจต่อต้านขัดขืนความปรารถนาดีของอีกฝ่าย เพราะลึกๆก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกคุ้นชิน ใกล้ชิดกับความตาย

I was just afraid back there in that field of dying, in the night all alone, like a dog. But I’m not afraid now. I just need to get used to the idea. Is this the end for me?

Sotnikov

สองพลพรรคเข้ามาหลบซ่อนตัวในบ้านของ Demchikha แม้ปฏิกิริยาของเธอจะไม่ค่อยเห็นด้วย ต้องการขับไล่ ผลักไส แต่หลังจากพบเห็น Sotnikov ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ก็แสดงเจตจำนงค์ต้องการให้ความช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้น Rybak เหมือนจะเข้าใจผิดบางอย่าง ครุ่นคิดว่าเธออาจเป็นสายให้ทหารเยอรมัน (แท้จริงแล้ว เธอน่าจะรับรู้ว่าทหารเยอรมันกำลังเดินทางมาที่บ้าน เลยต้องการขับไล่ ผลักไส แต่พูดอธิบายตรงๆไม่ได้)

มุมกล้องซีนนี้ถ่ายจากมุมมองของ Sotnikov สังเกตว่า Rybak เดินเข้าไปคุกคาม ยืนบดบังใบหน้า Demchikha ซึ่งเธอพยายามถอยหลัง แต่เขาก็ยังติดตามไม่หยุดยั้ง จนกระทั่ง Sotnikov ต้องร้องขอบอกให้หยุด ก่อนพบเห็นทหารเยอรมันกำลังตรงเข้ามาที่บ้าน

ระหว่างหลบซ่อนตัวยังโรงนา โชคชะตาทำให้ Sotnikov จามออกมาเสียงดังลั่น ทหารเยอรมันจึงบุกขึ้นมาตรวจค้น เตรียมยิง พบเห็นปากกระสุนปืนระยะประชิดใกล้

  • ในขณะที่ Sotnikov ซุกหน้าลงในกองฟาง สังเกตว่ามีการปรับโฟกัสจากคมชัดสู่เบลอ นั่นแสดงถึงการยินยอมรับภาพความตาย
  • ตรงกันข้ามกับ Rybak ภาพจับจ้องใบหน้า อาการสั่นๆ สูญเสียขวัญ ก่อนตะโกนลั่น “Don’t Shoot”

ในขณะที่ช่วงเวลาเฉียดตายของ Sotnikov มักแหงนมองท้องฟ้า จับจ้องมองดวงจันทร์ ทำให้เกิดความสุขสงบขึ้นภายใน, Rybak ระหว่างขึ้นลากเลื่อน พบเห็นภาพนิมิต/จินตนาการตนเองกำลังหลบหนีทหารเยอรมัน แต่จนแล้วจนรอด ไม่สามารถไปไหนไกล ถูกกราดยิงเสียชีวิต ทำให้ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอาลัย

บนลากเลื่อน (Sleigh) ระหว่างที่ทหารเยอรมันนำพาพลพรรคทั้งสอง (รวมถึงหญิงชาวบ้าน Demchikha) ไปยังค่ายกักกันนาซี สังเกตว่า Rybak นั่งอยู่ด้านซ้าย(ของภาพ) ขณะที่ Sotnikov นอนราบฝั่งขวา (เคียงข้างกับ Demchikha) นี่เช่นกันแสดงให้ถึงความแตกต่างตรงกันข้าม

สำหรับมุมกล้องของ Sotnikov ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์จากเช็คเกีย Marketa Lazarová (1967) ระหว่างที่หญิงสาว Marketa ถูกลักพาตัว นอนอยู่บนเทียมเกวียน ถ่ายเฉพาะบริเวณศีรษะ เหม่อมมองท้องฟ้าเบื้องบน ใบหน้าอาบด้วยแสงสว่าง-เงามืด สลับไปสลับมา (อาจสื่อถึงโชคชะตาชีวิตที่ยังไม่รับรู้ว่าจะดีหรือร้ายประการใด)

เผื่อคนที่ไม่ได้เอะใจ! แกะตัวที่ Rybak นำมาจากหัวหน้าหมู่บ้าน แต่ต้องทอดทิ้งไว้กลางทางเพื่อช่วยชีวิต Sotnikov ได้กลายมาเป็นอาหารของพวกเยอรมัน ยังไงก็ต้องตัวเดียวกัน ไม่ทางเป็นไปได้อื่น … ซึ่งเราสามารถตีความเจ้าแกะน้อย = พลพรรคโซเวียตทั้งสอง ต่างถูกจับกุม มาเชือด (เข่นฆ่า) ด้วยลักษณะห้อยลงมา (โทษประหารแขวนคอ) ตกตายไม่แตกต่างกัน

ภาพแรกมีการเลือกมุมกล้องที่ Portnov (ยืน) ซ้อนทับกับ Sotnikov (นั่ง) เพื่อสื่อถึงความละม้ายคล้ายคลึง (ใบหน้าทั้งสองก็มีความใกล้เคียงกันอยู่เล็กๆ) แต่ต่างอยู่คนละฟากฝั่งขั้วตรงข้าม และตลอดการซักไซร้ไล่เรียง จะพบเห็นแต่ภาพระยะใกล้ (Close-Up) ที่ทำให้ผู้ชมพบเห็นปฏิกิริยาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ทุกสิ่งอย่างล้วนถูกถ่ายทอดออกทางใบหน้าของพวกเขา

วิธีการทัณฑ์ทรมานของพวกนาซี คือใช้เหล็กร้อนรูปดาว (สัญลักษณ์ของ Red Army) ทาบลงไปบนลำตัว ถือเป็นการตีตราสัญลักษณ์นักโทษ กล้องจับจ้องไปที่ใบหน้าของ Sotnikov เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ส่งเสียงกรีดร้อง (แต่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ) … สามารถเปรียบเทียบถึงการทัณฑ์ทรมานของ Jesus Christ

ซึ่งหลังจากสลบคาเก้าอี้นั่ง สังเกตว่ากล้องถ่ายมุมก้ม พบเห็นใบหน้าแหงนเงยขึ้น(ท้องฟ้า) และมีแสงสว่างจากด้านบนอาบฉาบลงมา ราวกับว่า Sotnikov ได้รับสัมผัสจากพระเป็นเจ้า (เหล็กร้อนรูปดาว เลยกลายเป็นตราประทับจากสรวงสวรรค์)

เมื่อตอนซักไซร้ไล่เลียง Sotnikov สังเกตว่า Portnov เพียงนั่งนิ่งๆ ยื่นหน้า-พิงพนัก อยู่ด้านหลังโต๊ะ ฟากฝั่งตรงกันข้าม ไม่ได้ความอะไรสักสิ่งอย่าง, แต่พอถึงคิวของ Rybak ใช้วิธีลุกขึ้นมา เดินวนรอบ ใช้จิตวิทยาหว่านล้อม (มีการขึ้นเสียง กระชากปกเสื้อ ใส่อารมณ์เต็มเหวี่ยง) เลยได้รับคำตอบแทบจะโดยทันที

หลังเสร็จจากการซักไซร้ไล่เรียง สองพลพรรคถูกส่งมายังห้องคุมขังใต้ดิน พวกเขามีการพูดคุย โต้ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งมักมีทัศนคติแตกต่างตรงกันข้าม เฉกเช่นเดียวกับการจัดวางใบหน้าตัวละคร คนหนึ่งนั่ง อีกคนนอน ทิศทางตั้งฉาก ปรับโฟกัสเบลอ-ชัด … นี่เป็นช็อตที่ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ Persona (1966) ขึ้นมาโดยทันที!

ขณะกำลังสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ใบหน้าของ Sotnikov จากเคยปกคลุมด้วยความมืดมิด ก็ไม่รู้แสงสว่างจากไหนสาดส่องเข้ามา (น่าจะแสงจันทร์จากภายนอกห้องขัง กระมังนะ) ดวงตาเบิกพองโต ราวกับได้พบเห็นนิมิต/สรวงสวรรค์ เกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง จากนั้นพูดบอกกับ Rybak พยายามทำให้ตนเองมีชีวิตถึงเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจะขันอาสาเป็นผู้เสียสละให้ทุกคนรอดชีวิต

เช้าวันถัดมา ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับสีผมของ Sotnikov จู่ๆกลายเป็นขาวโพลนทั้งศีรษะ (จะมองว่าคือสัมผัสของพระเจ้า หรือเครียดจนผมหงอกก็ได้กระมัง) พยายามเปิดเผยความจริงทั้งหมดแก่ Portnov ด้วยท่าทางสงบนิ่ง เยือกเย็น ไม่หวาดกลัวเกรงความตาย แต่มันกลับไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด … กลับกลายเป็นความพยายามที่สูญเสียเปล่า

ขณะที่ Rybak ด้วยท่าทางลุกรี้ร้อนรน ตะโกนบอก Portnov ตอบตกลงว่ากลายเป็นตำรวจสนับสนุน วินาทีที่ได้รับการตอบตกลง คนด้านหลังทำการสวมหมวก ไขกุญแจ ได้รับอิสรภาพโดยพลัน

จริงๆยังมี Demchikha ที่ก็พยายามดิ้นรนเอาตัวรอด ด้วยการจะเปิดเผยบุคคลให้ที่หลบซ่อนเด็กสาวชาวยิว แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถให้การอันเป็นประโยชน์ เลยยังคงต้องโทษประหารชีวิต

แม้ภาพนี้คือการก้าวเดินของนักโทษ ขึ้นเนิน สู่ลานประหาร แต่เป็นช็อตที่สามารถสื่อถึงชื่อหนัง The Ascent เพราะแทนที่พวกเขาจะก้าวลงสู่ขุมนรกมอดไหม้ กลับใช้เป็นสัญลักษณ์เดินทางขึ้นสู่สรวงสวรรค์ … หรือจะตีความว่าคือเส้นทาง Jesus Christ แบกลากกางเขนไปยังลานประหารได้เช่นเดียวกัน

มุมกล้องช็อตนี้สังเกตว่ามีกรอบห้อมล้อม ดูราวกับสวนสนุก เวทีการละคอน (เหมือนการจัดฉาก) ซึ่งจะมีคอมเมอดี้เล็กๆ(ที่ขำไม่ออกสักเท่าไหร่)แทรกเข้ามาในรายละเอียด อาทิ

  • ระหว่างนำเชือกคล้องคอเด็กสาว เพราะเธอตัวยังเล็ก จึงต้องใช้ขอนไม้มาวางซ้อนอีกชั้น
  • เก้าอี้ยาวสำหรับสามคน คือชาวบ้านที่ไม่รู้อิโน่อิเหน่ ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่กลับถูกเหมารวมโทษประหารชีวิต, ส่วนสองพลพรรค จัดเตรียมแยกไว้ให้ยืนบนขอนไม้
  • แต่ Rybak ได้รับการละเว้นโทษ เลยเปลี่ยนมานั่งกอดขอนไม้อยู่แทบเท้า Sotnikov เรียกร้องขอเป็นผู้ปลดปล่อยอีกฝ่ายด้วยตนเอง

ระหว่างการร้อยเรียงภาพใบหน้าของผู้กำลังถูกประหารชีวิต จะมีแทรกภาพเด็กชายคนหนึ่งท่ามกลางฝูงชน จับจ้องมอง ร่ำร้องไห้ นั่นสร้างความเจ็บปวดใจให้กับผู้ชม เพราะสงครามไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ใหญ่ คนทุกเพศวัยล้วนได้รับผลกระทบ และเหตุการณ์นี้จักกลายเป็นภาพที่เขาจดจำ ตราฝัง ส่งอิทธิพลต่อทั้งชีวิต ไม่รู้ลืมเลือน

ผมมองเด็กชายคนนี้คือตัวแทนผกก. Shepitko เมื่อครั้นยังเป็นเด็ก ละอ่อนวัย ไร้เดียงสา แม้ไม่น่าจะเคยพบเห็นการประหารชีวิตเช่นนี้ แต่สงครามโลกครั้งสองได้ส่งผลกระทบ สร้างอิทธิพลให้กับตัวเธออย่างมากๆทีเดียว

Larisa was born just before the Second World War. With her family, she had gone through all the hardships of the time. Air raids, hunger, work unfit for a child. Those impressions can never be forgotten; they’re burning you, and remain with you forever. I think it was then that an invisible bud sprouted, the bud of the future work that came many years later, the ultimate achievement of the director Larisa Shepitko, her film The Ascent.

สามี Elem Klimov กล่าวถึงภรรยา Larisa Shepitko

วินาทีถูกประหารของ Sotnikov นอกจากรอยยิ้มกริ่มเล็กๆ แสดงถึงไม่หวาดกลัวเกรงความตาย ยังมีการโยกเส้นเชือก ทำให้สองเสี้ยววินาทีถัดมาถ่ายติดเฉพาะเสื้อผ้า (พื้นดำ) และท้องฟ้า (พื้นขาว) นี่สามารถตีความได้ครอบจักรวาลถึงสองสิ่งขั้วตรงข้าม อาทิ เกิด-ตาย, ลมหายใจเข้า-ออก, เริ่มต้น-สิ้นสุด, ลาจากโลกมนุษย์แล้วถือจุติใหม่บนสรวงสวรรค์, วินาทีแห่งความเป็นนิรันดร์ ฯ

ต้นฉบับนวนิยาย หลังกลับมาถึงค่ายกักกันนาซี Rybak ที่ไม่สามารถอดรนทน ตกอยู่ในสภาพสิ้นหวังอาลัย เลยตัดสินใจจะผูกคอตายในห้องน้ำ แต่ปรากฎว่าเข็มขัดถูกยึดไปตั้งแต่เมื่อวันก่อน, ผิดกับภาพยนตร์ที่เข็มขัดยังคงอยู่ แต่พยายามจนแล้วจนรอดกลับทำไม่สำเร็จ … ความแตกต่างเพียงน้อย กลับแฝงนัยยะที่แตกต่างกันพอสมควร

  • การที่เข็มขัดถูกยึด ทำให้ Rybak ไม่มีแม้แต่โอกาสจะแก้ตัว จมปลักอยู่กับความสิ้นหวังอาลัย
  • ส่วนการมีเข็มขัด แต่กลับไม่สามารถทำอะไร ราวกับว่าความตายก็ไม่ยินยอมรับบุคคลพรรค์นี้ “even death refuses a traitor”. นี่ทำให้ Rybak ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ดำมืด ยิ่งๆขึ้นกว่าเดิมอีก

แซว: ประตูห้องใต้ดินที่เปิดออก มองเข้าไปพบเห็นเพียงความมืดมิด ดูราวกับกับขุมนรก/ที่อยู่อาศัยของ Rybak จึงพยายามดิ้นหลบหนีด้วยการผูกคอตายในห้องน้ำ

ประตูค่ายกักกันแม้เปิดออก แต่ Rybak ก็ไม่สามารถวิ่งหลบหนีไปไหน นั่นทำให้เขาตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง กรีดร้องลั่น (แต่ไม่มีเสียงดังออกมา) จากนั้นร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ภายนอก Belarusian SSR จมปลักอยู่ในกองหิมะ ย้อนรอยชุดภาพตอนต้นเรื่อง ก่อนปิดท้ายด้วยภาพโบสถ์ลิบๆ สรวงสวรรค์รำไร ก่อนถูกหิมะพัดพา สูญหายไปกับสายลม (ไม่มีสรวงสวรรค์กับคนทรยศ)

ปล. ถ้าเราใช้นัยยะท้องฟ้าสีขาวตอนที่ Sotnikov ถูกประหารชีวิต ภาพสุดท้ายที่ถูกหิมะพัดพาขาวโพลน สามารถสื่อถึงภาพยนตร์เรื่องนี้สู่ความเป็นนิจนิรันดร์

ตัดต่อโดย Valeriya Belova ผลงานเด่นๆ อาทิ Belorussky Station (1971), You and Me (1971), The Ascent (1977), Office Romance (1977), Farewell (1983), A Cruel Romance (1984), Come and See (1985) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของสองพลพรรค Sotnikov และ Rybak ตั้งแต่ได้รับมอบหมายภารกิจติดตามหาเสบียงกรัง ออกเดินทางบุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลน เผชิญหน้าทหารเยอรมัน แล้วถูกจับกุม เค้นสอบ กักขัง และตัดสินโทษประหารชีวิต(แขวนคอ)ในอีกวันถัดมา

  • ภารกิจติดตามหาเสบียงกรัง
    • หน่วยพลพรรคถูกไล่ล่าโดยทหารเยอรมัน ระหว่างหยุดพักในป่า ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ Sotnikov และ Rybak ออกติดตามหาเสบียงกรัง
    • การบุกฝ่าทุ่งหิมะขาวโพลนของ Sotnikov และ Rybak พบเห็นบ้านเป้าหมาย (ของ Rybak) หลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง
    • เดินทางต่อจนถึงบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ที่ยังอยู่รอดปลอดภัยเพราะยินยอมศิโรราบต่อทหารเยอรมัน ทีแรก Rybak ครุ่นคิดจะฆ่าปิดปาก (ข้อหาทรยศขายชาติ) แต่สุดท้ายแค่แบกแกะหลบหนี เร่งรีบเดินทางกลับ
    • แต่ระหว่างทางถูกทหารเยอรมันไล่ล่า Sotnikov ถูกยิงเข้าที่ขา Rybak ตัดสินใจหวนกลับมาให้ความช่วยเหลือ
    • Rybak แบกพา Sotnikov มาถึงบ้านของ Demchikha หลบซ่อนตัวในโรงนา แต่ก็ถูกทหารเยอรมันตรวจพบเจอ ไร้หนทางหลบหนีจึงยินยอมศิโรราบโดยดี
  • ในค่ายกักกันนาซี
    • ทหารเยอรมันนำพา Sotnikov และ Rybak มาถึงค่ายกักกัน
    • Sotnikov ถูกสอบโดย Portnov ปฏิเสธให้ความร่วมมือเลยถูกทัณฑ์ทรมาน
    • ตรงกันข้ามกับ Rybak ยินยอมให้สารภาพทุกสิ่งอย่าง จนได้รับข้อเสนอจาก Portnov ชักชวนเข้าร่วมตำรวจสนับสนุน
    • ค่ำคืนนั้น Sotnikov, Rybak ถูกคุมขังในห้องใต้ดินร่วมกับ Demchikha, หัวหน้าหมู่บ้าน และเด็กสาวชาวยิว พยายามร่วมกันครุ่นคิดหาหนทางเอาตัวรอด
  • เช้าวันตัดสินโทษประหารชีวิตแขวนคอ
    • เมื่อเช้าวันใหม่มาถึง Sotnikov ต้องการที่จะรับโทษทัณฑ์แทนทุกคน แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธจาก Portnov
    • ขณะที่ Rybak ยินยอมตอบตกลงเข้าร่วมตำรวจสนับสนุน เลยได้รับการละเว้นโทษประหาร
    • ก้าวออกเดินขึ้นเนิน มุ่งสู่ลานประหารชีวิต
    • หลังการประหารเสร็จสิ้น Rybak หลงเหลือตัวคนเดียวกลับค่ายกักกันนาซี แล้วเกิดความตระหนักถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง

มีอยู่สองสามครั้งที่ Rybak พบเห็นภาพนิมิต จินตนาการตนเองระหว่างกำลังหลบหนี แต่ไม่มีครั้งไหนที่สามารถเอาตัวรอด ล้วนถูกฆ่า กราดยิง สิ้นลมหายใจ นั่นเลยทำให้เขาไม่กล้ากระทำสิ่งใดๆ จมปลักอยู่ในความสิ้นหวังอาลัย

เกร็ด: แม้ว่าต้นฉบับตั้งชื่อนวนิยาย Sotnikov แต่การดำเนินเรื่องกลับเล่าผ่านมุมมองของ Rybak เพื่อว่าผู้อ่านได้พบเห็นการกระทำ ความเป็นวีรบุรุษ เสียสละชีพเพื่อผู้อื่น (เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเป็นดั่ง Sotnikov แต่สามารถอ่าน/รับชม แล้วบังเกิดความฮึกเหิม ภาคภูมิใจ)


เพลงประกอบโดย Alfred Garrievich Schnittke, Шнитке, Альфред Гарриевич (1934-98) คีตกวีสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Engels, Volga German ASSR บิดาเป็นชาวเยอรมันเชื้อสาย Jewish ทำงานนักข่าว/แปลภาษารัสเซีย หลังสงครามโลกย้ายไปอยู่ Vienna ทำให้บุตรชายค้นพบความหลงใหลในดนตรี โตขึ้นสำเร็จการศึกษาจาก Moscow Conservatory และเป็นครูสอนอยู่หลายปี ระหว่างนั้นก็ประพันธ์บทเพลง Orchestral, Symphony, Concertos, Choral music, Chamber music, Solo instrumental, Opera, Ballet, และเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Vstuplenie (1963), The Commissar (1967), Uncle Vanya (1970), Belorussky Station (1971), You and Me (1971), The Ascent (1977), The Story of the Voyages (1983), The Garage (1980), Farewell (1983) ฯ

ช่วงครึ่งแรกของหนังแทบจะไม่ได้ยินบทเพลงอะไร นอกจากเสียงสายลม ฝีเท้า สารพัด ‘Sound Effect’ ซึ่งความเงียบงันก็สามารถสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน กอปรกับภาพท้องทุ่งหิมะขาวโพลน นักแสดงเดินบุกฝ่าเข้าไป ก็เพียงพอให้เกิดสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน

ประมาณกลางเรื่องตั้งแต่สองพลพรรคถูกทหารเยอรมันจับกุมตัว บทเพลงบรรเลง The Ascent Suite: II. On the Sleigh เหมือนสร้างความผ่อนคลาย แต่การเลือกใช้เสียงออร์แกน (และหมาเห่า) เป็นการบอกใบ้อนาคต จุดจบ หายนะกำลังคืบคลานเข้ามา … ระหว่างการเดินทางเข้าสู่ค่ายกักกัน เสียงออร์แกนน่าจะทำให้หลายคนรู้ขนลุกขนพอง สั่นสยอง คาดเดาอนาคตของทั้งสองได้โดยพลัน

เกร็ด: กองเซนเซอร์ Goskino พยายามสั่งห้ามนักแต่งเพลง Alfred Schnittke ให้ตัดทิ้งเสียงกระดิ่ง หรืออะไรก็ตามที่อ้างอิงศาสนา มอบสัมผัสเหนือธรรมชาติ … แต่ผกก. Shepitko ใคร่สนใจทำตามคำสั่งเสียที่ไหนกัน!

ไฮไลท์เพลงประกอบจะอยู่ช่วงองก์สุดท้าย ตั้งแต่นักโทษก้าวเดิน ขึ้นเนิน สู่ลานประหาร พอก้าวย่างใกล้ถึงจุดสูงสุด จากเสียงออร์แกนที่บรรเลงอย่างสับสนอลม่าน พลันเปลี่ยนมาเป็นท่วงทำนองมาแห่งความสนุกสนาน ครื้นเครง (บทเพลงได้ยินในสวนสนุน) ได้ยินปุ๊ปน่าจะทำให้ผู้ชมบังเกิดความชะงักงัน! สามารถสื่อถึงความตายศัตรู = สวนสนุกของพวก Nazi

สำหรับบทเพลง The Ascent Suite: I. Sotnikov’s Death ดังขึ้นระหว่างที่ Sotnikov กำลังจะถูกประหารชีวิตแขวนคอ เริ่มจากความสงบ เงียบงัน (ประมาณครึ่งเพลง) จากนั้นเครื่องดนตรีบรรเลงท่วงทำนองอย่างสับสน วุ่นวาย กรีดกราย กลัวความตาย แต่แล้วมันจะมีเสียง(สวรรค์)ฟังดูลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาจัดระเบียบ ให้เกิดความสอดคล้อง ดำเนินไปตามครรลอง จนสามารถสร้างความผ่อนคลาย ไม่รู้สึกหวาดกลัวเกรง พร้อมแล้วจะเผชิญหน้าทุกสิ่งอย่าง … นี่เป็นบทเพลงที่สอดคล้องความหมายชื่อหนัง The Ascent นำพา Sotnikov ขึ้นสู่สรวงสวรรค์

สำหรับบทเพลงสุดท้าย The Ascent Suite : III. Remorse มีลักษณะตรงกันข้ามกับ I. Sotnikov’s Death ท่วงทำนองรำพันถึง Rybak ราวกับกำลังถูกฉุดคร่า นำพาลงสู่ขุมนรก ต่อให้พยายามตะเกียกตะกาย ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้น จิตวิญญาณมอดไหม้ และใกล้แตกสลายไป

The Ascent (1977) นำเสนอความโหดโฉดชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรมของกองทัพทหารเยอรมัน (Nazi Germany) แพร่ความหวาดสะพรึงไปทั่วทุกแห่งหน คนอ่อนแอ ขลาดเขลา จำยินยอมก้มหัวศิโรราบ ปรับเปลี่ยนย้ายข้าง ทรยศหักหลังพวกพ้องเพื่อเอาชีวิตรอด! เพียงผู้มีจิตวิญญาณเข้มแข็งแกร่ง หนักแน่นอุดมการณ์ ถึงสามารถเผชิญหน้าความตาย อย่างไร้ความหวาดกลัวเกรง

  • Sotnikov คือตัวแทนบุคคลผู้มีจิตวิญญาณอันเข้มแข็ง ยินยอมพร้อมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น ไม่หวาดกลัวเกรงความตาย
    • สามารถมองเป็นตัวแทนของ SuperEgo จิตส่วนที่คิดถึงเหตุผล ศีลธรรม สามัญสำนึกประจำใจ
  • Rybak ตรงกันข้ามกับ Sotnikov เก่งแต่พูด เอาเข้าจริงกลับแสดงความอ่อนแอ ขลาดเขลา หวาดกลัวความตาย ยินยอมพร้อมทรยศหักหลังพวกพ้อง เพื่อตนเองจักได้มีชีวิตรอด แต่อย่างน้อยหลังพบเห็นใครอื่นตายจากไป บังเกิดความรู้สึกผิดอย่างแรงกล้า
    • ตัวแทนของ Ego กึ่งกลางระหว่าง Id และ SuperEgo บ่อยครั้งเกิดความขัดแย้ง เห็นต่าง เลือกข้างไม่ได้ระหว่างทำสิ่งตอบสนองสันชาตญาณ หรือยึดถือมั่นสามัญสำนึกทางศีลธรรม
  • Portnov เป็นคนที่ใช้ชีวิตตามสันชาตญาณ ยินยอมศิโรราบต่อฝั่งฝ่ายเข้มแข็งแกร่งกว่า ไม่สนอุดมการณ์ พวกพ้อง ขอแค่ตนเองยังมีชีวิตรอดปลอดภัย
    • ชัดเจนว่าเป็นตัวแทนของ Id สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองสัญชาตญาณเอาตัวรอด

การแสดงออกของ Sotnikov คือสิ่งที่สังคมให้ความเคารพ ยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษ สามารถเป็นต้นแบบอย่าง ‘ชวนเชื่อ’ ปลูกสร้างแนวคิด อุดมการณ์ รักชาตินิยม (Nationalism) พร้อมเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นั่นจะทำให้ไม่หวาดกลัวเกรงความตาย และมีโอกาส ‘The Ascent’ ขึ้นสู่สรวงสวรรค์

แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่ใช่ทุกคนมีจิตวิญญาณอันเข้มแข็งแบบเดียวกับ Sotnikov เกินกว่าครึ่งไม่แตกต่างจาก Rybak และ Portnov เพราะสันชาตญาณของทุกสรรพชีวิตล้วนหวาดกลัวความตาย ทำไมฉันต้องทนทุกข์ทรมาน เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น และไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าตายแล้วจะขึ้นสู่สรวงสวรรค์

This film is a study of man in an extreme, inhuman situation. He is in a position when he can only draw strength from within himself to stand up to the cruel circumstances. He is guided by such lofty motives as love for humanity and for his country. He remains human in inhuman circumstances.

Larisa Shepitko

ผกก. Shepitko เคยสัมผัสใกล้ชิดความตาย จากอาการบาดเจ็บกระดูกสันหลัง พร้อมตั้งครรภ์บุตรชาย ครุ่นคิดไม่เว้นวันว่าพรุ่งนี้จะยังมีลมหายใจเหลืออยู่หรือไม่ นั่นทำให้เธอตระหนักถึงความสำคัญของชีวิต ‘มรณานุสติ’ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อตอบสนองเป้าหมาย อุดมการณ์ สรรค์สร้างภาพยนตร์ราวกับคือผลงานเรื่องสุดท้าย “Make every film as if it’s your last.”

เกร็ด: ผมเคยอ่านเจอว่าผกก. Shepitko เคยเขียนบอกกับสามี Elem Klimov ตั้งใจสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อบุตรชาย Anton Klimov เมื่อเติบโตขึ้นจักสามารถสัมผัสรับรู้ความทุกข์ยากลำบากของมารดา และสามารถค้นพบเป้าหมาย/อุดมการณ์ชีวิตตนเอง

ไม่ใช่ว่าผกก. Shepitko ไม่หวาดกลัวความตาย แต่เธอสามารถยินยอมรับ ปรับความเข้าใจ ไม่มีใครสามารถดิ้นหลบหนี (จากความตาย) เลยพยายามครุ่นคิดค้นหาสิ่งที่จักทำให้ตนเองกลายเป็นอมตะ (Immortality) จิตวิญญาณได้รับการปลดปล่อย (Spiritual Transcendence)

ความเป็นอมตะในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกายเนื้อคงอยู่ชั่วนิรันดร์ แต่มุมมองศิลปินสรรค์สร้างงานศิลปะ จะคือผลงาน(ภาพยนตร์)มีความยิ่งใหญ่ ทรงคุณค่า ได้รับการยกย่องเหนือกาลเวลา โดยเนื้อหามักเกี่ยวกับการค้นหาความหมายชีวิต ตั้งคำถามอภิปรัชญา คนเราเกิดมาเพื่ออะไร? เพียงกระทำสิ่งตอบสนองสัญชาติญาณ? หรือยกระดับความเป็นมนุษย์ของตนเอง?

They’re things that are sacred to all of us. They’re well-defined notions of good and evil, of our morals. They’re such everlasting qualities as love for your homeland. What is this? What are we born into this world for? What will we contribute to this world? How can we make life better

หลังเสร็จสิ้นงานสร้าง The Ascent (1977) ผกก. Shepitko ก็เตรียมงานสร้างโปรเจคถัดไปโดยทันที ทำการดัดแปลงนวนิยาย Прощание с Матёрой (1976) แปลว่า Farewell to Matyora แต่งโดย Valentin Rasputin (1937-2015) น่าจะพัฒนาบทแล้วเสร็จ จึงเริ่มออกสำรวจสถานที่ถ่ายทำ (Scout Location) ร่วมกับตากล้อง Vladimir Chukhnov, ออกแบบโปรดักชั่น Yura Fomenko และทีมงานอีกสามคน บนทางหลวงระหว่าง Ostachkovo และ Kalinin ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตยกคัน (คาดว่าคนขับหลับใน ไม่รับรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเสียชีวิต) ขณะอายุเพียง 41 ปี

Yesterday was the funeral of Larisa Sheptiko and five members of her group. A car accident. All killed instantly. So suddenly, that not one of them had adrenaline in the blood. It seems that the driver fell asleep at the wheel. It was early morning. Between Ostachkovo and Kalinin.

Andrei Tarkovsky เขียนในสมุดบันทึกส่วนตัว

เมื่อหนังสร้างเสร็จเกือบจะถูกแบนโดยกองเซนเซอร์ Goskino เพราะถูกมองว่าพยายามนำเสนอ “religious parable with a mystical tinge” ไม่ใช่เรื่องราววีรบุรุษสงคราม โชคดีที่สามี Elem Klimov รอบฉายพิเศษทำการชักชวน Pyotr Masherov เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของ Byelorussian SSR ผู้ซึ่งเคยพานผ่านประสบการณ์แบบเดียวกับในหนัง มารดาถูกทหารเยอรมันประหารชีวิตแขวนคอ พอพบเห็นแววตาเด็กชายคนนั้นก็แทบมิอาจกลั้นหลั่งน้ำตา หลังฉายเสร็จลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีนานกว่า 40 นาที! วันถัดมาหนังได้รับการอนุมัติออกฉายโดยไม่มีปัญหาใดๆ

เกร็ด: คำกล่าวของ Pyotr Masherov แม้ไม่ได้มีการบันทึกเสียงไว้ แต่ทว่า Elem Klimov ซึ่งได้เข้าร่วมรับชมหนัง บอกกล่าวกับภรรยาว่าเป็นสุนทรพจน์น่าประทับใจที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา ประมาณว่า…

Where did this girl come from, who of course experienced nothing of the sort, but knows all about it, how could she express it like this?

Pyotr Masherov

หลังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในสหภาพโซเวียต ได้มีโอกาสเดินทางสู่เทศกาลหนังเมือง Berlin สามารถกวาดมาถึงสี่คว้ารางวัล ทำให้ Larysa Shepitko กลายเป็นผู้กำกับหญิงคนที่สอง สามารถคว้ารางวัล Golden Berlin Bear ต่อจาก Márta Mészáros ภาพยนตร์ Adoption (1975)

  • Golden Berlin Bear
  • FIPRESCI Price
  • OCIC Award
  • Interfilm Award – Special Mention (Competition)

ความสำเร็จดังกล่าวทำให้หนังได้รับเลือกเป็นตัวแทนสหภาพโซเวียต ส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แต่กลับไม่สามารถผ่านเข้ารอบใดๆ ซึ่งถือว่าน่าผิดหวังอย่างมากๆ

Is there an antidote to the perennial seductiveness of war? And is this a question a woman is more likely to pose than a man? (Probably yes.) … No photograph, or portfolio of photographs, can unfold, go further, and further still, as does The Ascent (1977), by the Ukrainian director Larisa Shepitko, the most affecting film about the horror of war I know.

Susan Sontag จากหนังสือ Looking at War: Photography’s view of devastation and death

การจากไปก่อนวัยอันควรของผกก. Shepitko ทำให้หนังค่อยๆเลือนลาง จางหาย ไม่ค่อยได้รับการพูดกล่าวถึงสักเท่าไหร่ในวงกว้าง จนกระทั่งมีการจัดจำหน่าย DVD เมื่อปี ค.ศ. 2008 ในคอลเลคชั่น Eclipse Series 11: Larisa Shepitko ของค่าย Criterion Collection ประกอบด้วย Wings (1966) และ The Ascent (1977) ถึงเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2021 [เฉพาะเรื่อง The Ascent (1977)] ได้รับการบูรณะ 4K สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Criterion เช่นเดียวกัน!

ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายสวยๆ แต่ยังโปรดักชั่นของ The Ascent (1977) สร้างความตกตะลึง อึ่งทึ่ง สัมผัสถึงสภาพอากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน ชื่นชมในความทุ่มเท มุมานะ เสียสละ ยินยอมตายเพื่อศิลปะภาพยนตร์ เพื่อผลลัพท์อันน่าอึ่งทึ่ง และโชคชะตานำพาให้ผกก. Shepitko ก้าวสู่ความเป็นนิรันดร์

หลังเสร็จสิ้น The Ascent (1977) ผมอยากแนะนำให้รับชมสารคดีสั้น Larisa (1980) ต่อด้วยภาพยนตร์ Farewell (1983) และจบด้วย Come and See (1985) ทั้งสามเรื่องสร้างโดยสามี Elem Klimov โดยเฉพาะเรื่องสุดท้ายที่ทำการระบายอารมณ์อัดอั้น ความเจ็บปวด ทุกข์ทรมาน จากการสูญเสียภรรยาสุดที่รักก่อนวัยอันควร

จัดเรต 18+ กับสภาพอากาศหนาวเหน็บ หายนะจากสงคราม ความโฉดชั่วร้ายของนาซี

คำโปรย | The Ascent ตั้งคำถามการมีชีวิต และก้าวสู่ความเป็นนิรันดร์ของผู้กำกับ Larisa Shepitko
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | รวดร้าวทรวงใน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: