The Return

The Return (2003) USSR : Andrey Zvyagintsev ♥♥♥♡

วันหนึ่งบิดาผู้ทอดทิ้งครอบครัวไปกว่า 12 ปี ได้หวนกลับมาที่บ้าน เพราะอะไร? ทำไม? สร้างความฉงนสงสัยให้บุตรชายทั้งสอง ชักชวนร่วมออกเดินทาง รื้อฟื้นความสัมพันธ์ แต่มันสามารถทำได้จริงๆนะหรือ? คว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice

เมื่อตอนผู้กำกับ Andrey Zvyagintsev อายุได้ห้าขวบ บิดาทอดทิ้งครอบครัวไปมีเมียใหม่! … อธิบายเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอให้ใครหลายคนทำความเข้าใจเบื้องหลัง ที่มาที่ไปของหนัง ในลักษณะกึ่งๆอัตชีวประวัติ และแม้เพิ่งเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก ก็สามารถแจ้งเกิดโด่งดังระดับนานาชาติ ดำเนินรอยตาม Andrei Tarkovsky

เกร็ด: Ivan’s Childhood (1962) ภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับ Andrei Tarkovsky ก็สามารถคว้ารางวัล Golden Lion เฉกเช่นเดียวกัน!

ผมมีความสนอกสนในผลงานของผกก. Zvyagintsev มาสักพักใหญ่ๆ ใจจริงก็อยากเขียนถึงเรื่องอื่นๆด้วย Elena (2011), Leviathan (2014), Loveless (2017) ฯ แต่ขอติดเอาไว้ก่อนเพราะตอนนี้กำลังเขียนถึงช่วงเทศกาลวันเด็ก บังเอิญพบเห็น The Return (2003) มีเรื่องราว ‘Coming-of-Age’ เลยคิดว่าคงน่าสนใจ

แต่เอาจริงๆผมไม่ค่อยเห็นความ ‘Coming-of-Age’ ของหนังสักเท่าไหร่ มองผิวเผินคือ ‘Family Drama’ ที่สามารถขบครุ่นคิดต่อยอดไปถึงปรัชญา การเมือง ศาสนา, บิดาคือตัวแทนของพระเจ้า บุตรคนหนึ่งมีความเชื่อศรัทธา บุตรอีกคนกลับพยายามต่อต้านขัดขืน (ชวนให้นึกถึง Cain & Abel)

สำหรับคนที่ติดกับดัก Hollywood รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อาจรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย ไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลาเกือบสองชั่วโมง เพื่อไคลน์แม็กซ์เพียงสิบกว่านาที! แต่การดำเนินเรื่องอย่างเอื่อยเฉื่อยของหนังนั้น จุดประสงค์เพื่อสร้างความอึดอัด รำคาญใจ (สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร) สิ่งที่ต้องเอ่ยปากชมคือการถ่ายภาพ บรรยากาศเย็นๆ จัดองค์ประกอบสวยมากๆ เด็กทั้งสองเล่นดีกันสุดๆ และใครชื่นชอบ MacGuffin น่าจะเตลิดเปิดเปิงไปไกล


Andrey Petrovich Zvyagintsev, Андре́й Петро́вич Звя́гинцев (เกิดปี 1964) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Novosibirsk, Siberia มารดาสอนวรรณกรรมและภาษารัสเซีย, บิดาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หย่าร้างตอนบุตรชายอายุเพียงห้าขวบ, ด้วยความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก เข้าศึกษา Novosibirsk State Theater Institute (Drama School) ทำงานละคอนเวที Globus Novosibirsk Academical Youth Theatre ก่อนถูกเกณฑ์ทหาร เข้าร่วมคณะการแสดงของกองทัพ พอปลดประจำการออกเดินทางสู่ Moscow เข้าศึกษาต่อ Russian Institute of Theatre Arts (GITIS) แต่ก็เริ่มหันเหความสนใจมายังสื่อภาพยตร์

I am an actor by training, but I didn’t go to the theater – at that time it disappointed me, because it began to ingratiate itself to the audience, the theater began to produce a “product” instead of doing art.

Andrey Zvyagintsev

ด้วยความที่ไม่เคยรับรู้อะไรเกี่ยวกับสื่อภาพยนตร์ จึงเริ่มรับชมผลงานของ Jean-Luc Godard, Michelangelo Antonioni, Akira Kurosawa, Ingmar Bergman ฯ เขียนเรื่องสั้น พัฒนาบทหนัง ถ่ายทำโฆษณา กำกับซีรีย์ The Black Room (2000) สร้างความประทับใจให้โปรดิวเซอร์ Dmitry Lesnevsky ให้คำแนะนำ “Why don’t you and I make a full-length film?”

นั่นเองคือจุดเริ่มต้นให้ผกก. Zvyagintsev มองหาบทหนังที่ถูกสตูดิโอ/โปรดิวเซอร์ขึ้นหิ้งเอาไว้ ยังไม่เคยได้รับการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ ใช้เวลาเป็นเดือนๆกว่าจะพบเจอ Возвращение อ่านว่า Vozvrashcheniye แปลว่า The Return พัฒนาโดยสองนักเขียน Vladimir Moiseyenko (1963-2011) และ Aleksandr Novototskiy-Vlasov (1959-2014)

เหตุผลที่เลือกบทหนังเรื่องนี้คาดเดาไม่ได้ยาก เพราะละม้ายคล้ายประสบการณ์วัยเด็กของผกก. Zvyagintsev ยังคงจดจำความรู้สึกหลังบิดาทอดทิ้งครอบครัวไปแต่งงานใหม่ (แต่ในชีวิตจริงเขาเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่หรือน้องชาย รวมถึงบิดาไม่เคยหวนกลับมาหาเลยสักครั้ง!)

หลังได้ข้อสรุปเลือกบทดังกล่าว ก็มีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องวิสัยทัศน์ผกก. Zvyagintsev เห็นว่าบทร่างแรก นำเสนอเรื่องราวในลักษณะหวนระลึกความทรงจำ สองพี่น้อง Archil และ David (ก่อนเปลี่ยนมา Andrei และ Ivan) ต่างมีอายุย่าง 40 ปี นั่งพูดคุย ดื่มสังสรรค์ริมระเบียงบ้าน ณ New York City จากนั้นก็เริ่มครุ่นคิดถึงอดีตเมื่อพวกเขายังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา


เรื่องราวของ Ivan (รับบทโดย Ivan Dobronravov) และพี่ชาย Andrei (รับบทโดย Vladimir Garin) พวกเขามักถูกกลั่นแกล้ง มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ชกต่อยกันอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่งเมื่อกลับมาถึงบ้าน รับรู้ว่าจากมารดาว่าบิดาผู้สูญหายตัวไปนานกว่า 12 ปี ได้หวนกลับมา!

ในขณะที่ Andrei รู้สึกดีใจอย่างเอ่อล้นเมื่อมีโอกาสได้พบเจอบิดา ยินยอมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง, ตรงกันข้ามกับ Ivan เต็มไปด้วยข้อคำถาม ความฉงนสงสัย ไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายคือพ่อแท้ๆ พยายามต่อต้าน แสดงอารยะขัดขืน ไม่พอใจเมื่อถูกบีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น

วันถัดมา บิดาจึงชักชวนบุตรชายทั้งสองร่วมออกเดินทาง ตั้งใจจะขับรถเที่ยวเล่น รื้อฟื้นความสัมพันธ์ สำหรับ Andrei บังเกิดความสนิทสนม เชื่อมั่นศรัทธา ตรงกันข้ามกับ Ivan เต็มไปด้วยอคติ บาดหมาง จนแทบมองหน้าไม่ติด และเมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเกาะกลางทะเล เหตุการณ์คาดไม่ถึงก็บังเกิดขึ้น


Konstantin Nikolaevich Lavronenko, Константи́н Никола́евич Лавро́ненко (เกิดปี 1961) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Rostov-on-Don, วัยเด็กมีความหลงใหลนักแสดงตลก Arkady Raikin โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Rostov College of Arts หลังเกณฑ์ทหารเดินทางสู่ Moscow Art Theatre School แล้วทำงานละคอนเวที Satyricon Theater มีโอกาสออกทัวร์ Germany, Belgium จากนั้นผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ Still Loving, Still Hoping (1984), โด่งดังกับ The Return (2003), The Banishment (2007)**คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

รับบทชายแปลกหน้า จู่ๆอ้างว่าเป็นบิดา หวนกลับบ้าน 12 ปีให้หลัง สีหน้าเคร่งขรึม ตึงเครียด จริงจัง ชอบออกคำสั่ง บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็พร้อมลงโทษทั้งสถานเบาและหนัก แต่ถึงไม่ค่อยแสดงออก บอกเหตุผลใดๆ ลึกๆคงมีความเป็นห่วงเป็นใยบุตรชายทั้งสอง จนกระทั่ง …

รูปร่างหน้าตาของ Lavronenko มีความคมเข้ม ดุดัน เหมือนเคยพานผ่านอะไรๆมามาก การแสดงก็เต็มไปด้วยลับเลศลมคมใน ไม่มีใครรับรู้ว่าซุกซ่อนอะไรไว้ เพราะไม่เคยพูดอธิบาย เอาแต่นิ่งเงียบ เคร่งขรึม ปริปากเฉพาะตอนเสี้ยมสอน ออกคำสั่ง หน้าดำคร่ำเครียด ปฏิเสธแสดงออกทางอารมณ์ จนสร้างความผิดหวังให้บุตรชายคนเล็ก Ivan แต่ตรงกันข้ามกับ Andrei รู้สึกดีใจที่ได้มีบิดาอยู่เคียงชิดใกล้

การที่หนังไม่บอกอะไรสักอย่างเกี่ยวกับตัวละคร นี่ไม่ใช่ให้อิสระผู้ชมครุ่นคิดหาคำตอบว่าเขาคือใคร มาจากไหน หายไปทำไมหลายสิบปี! แต่เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์/นามธรรม บิดาในที่นี้สามารถสื่อถึงหัวหน้าชุมชุน ผู้นำประเทศ รวมถึงพระ(บิดา)เป็นเจ้า ต่างมีอำนาจในการนำทางลูกๆ บุตรหลาน สมาชิกในสังกัด ประชาชน และมนุษยชาติ

ความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงของหนัง ทำให้โอกาสในวงการของ Lavronenko ไหลมาเทมา มีผลงานทั้งจอแก้ว (โทรทัศน์) จอเงิน (ภาพยนตร์) และเมื่อร่วมงานครั้งถัดไปกับผกก. Zvyagintsev เรื่อง The Banishment (2007) คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes การันตีฝีไม้ลายมือด้านการแสดง และได้รับยกย่องศิลปินแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 2009


ช่วงระหว่างเตรียมงานสร้าง ผกก. Zvyagintsev พูดบอกกับโปรดิวเซอร์ Dmitry Lesnevsky โปรเจคนี้จะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อสรรหาสองนักแสดงเด็กที่ต้องมีความสามารถระดับอัจฉริยะ ‘actors of genuis’ คัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 600 คน จนสามารถค้นพบเจอ…

  • Ivan Fyodorovich Dobronravov, Иван Фёдорович Добронравов (เกิดปี 1989) เกิดที่ Voronezh เป็นบุตรชายของนักแสดงชื่อดัง/ศิลปินแห่งชาติ Fyodor Dobronravov, ขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ Boris Shchukin Theatre Institute
    • รับบทน้องชาย Ivan เป็นคนอ่อนแอ ขลาดเขลา หวาดกลัวความสูงเลยไม่กล้ากระโดดน้ำ พอพบเจอบิดาก็เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายคือบุคคลเดียวกับรูปภาพถ่าย ครุ่นคิดตั้งคำถาม ทำไมถึงจากไป? ทำไมถึงหวนกลับมา? เมื่อไม่ได้รับคำตอบใดๆจึงแสดงอารยะขัดขืน ปฏิเสธต่อต้าน จนกระทั่งถึงจุดแตกหัก
  • Vladimir Vladimirovich Garin, Владимир Владимирович Гарин (1987-2003) เกิดที่ Leningrad ครอบครัวหย่าร้างตั้งแต่เกิด ไม่เคยพบเจอบิดา อาศัยอยู่กับพี่สาวและมารดา ทำงานเป็นอาจารย์สอนภาควิชาปรัชญา, ตั้งแต่เด็กมีความหลงใหลด้านดนตรี น้ำเสียงดีจึงเคยให้เสียงพากย์อนิเมชั่น ก่อนได้รับเลือกแสดงภาพยนตร์ The Return (2003)
    • รับบทพี่ชาย Andrei แม้ไม่ค่อยเฉลียวฉลาดนัก แต่รู้จักสร้างภาพภายนอกให้เข้มแข็งแกร่ง เพื่อสามารถเข้าร่วมกับพวกพ้อง เลยมักไม่ค่อยปกป้องน้องชาย จึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยครั้ง เมื่อพบเจอบิดาก็บังเกิดความเชื่อมั่น เทิดทูน ยินยอมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่ง … แต่เพราะยังเป็นเด็กเลยกระทำผิดพลาดพลั้งอยู่บ่อยครั้ง

เด็กๆทั้งสองถือเป็นไฮไลท์ของหนัง พวกเขาฉายแววอัจฉริยะ สามารถตีบทแตกละเอียด! เข้าใจความรู้สึกตัวละคร ถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสีหน้า ปฏิกิริยาท่าทาง ถ้อยคำพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ในกรณีของ Garin อาจนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวผสมผสานเข้าไปด้วย (เพราะชีวิตจริงไม่เคยพบเจอบิดา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาราวกับได้เติมเต็มความฝัน) ขณะที่ Dobronravov อาจต้องถือว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น สามารถถ่ายทอดปมขาดบิดา (ทำให้อ่อนแอ ขลาดเขลา ไร้บุคคลเป็นต้นแบบอย่าง) และสร้างความขัดย้อนแย้งขึ้นในตนเอง (คือตอนต้นเรื่องโหยหาบิดา แต่พอพบหน้ากลับไม่สามารถยินยอมรับอีกฝ่าย)

ขณะที่ Dobronravov พอเติบใหญ่ขึ้นก็ได้สานต่ออาชีพการแสดง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าภาพยนตร์เรื่องแรก, ส่วนผู้โชคร้าย Garin ประสบอุบัติเหตุจมน้ำเสียชีวิต สองเดือนก่อนหนังออกฉาย


ถ่ายภาพโดย Mikhail Vladimirovich Krichman, Михаил Владимирович Кричман (เกิดปี 1967) ตากล้องสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Moscow, สำเร็จการศึกษาด้านสื่อสิ่งพิมพ์จาก Moscow State University of Printing Arts ทำงานในโรงพิมพ์อยู่หลายปี ก่อนค้นพบความสนใจด้านภาพยนตร์ เริ่มจากสังเกตการณ์ในห้องตัดต่อ มีโอกาสรับฟังเลคเชอร์จากอาจารย์สถาบัน Gerasimov Institute of Cinematography (ไม่ได้เข้าศึกษาจริงจัง) จับพลัดจับพลูได้เป็นตากล้องถ่ายทำสารคดีฉายโทรทัศน์ จนกระทั่งมีโอกาสรับรู้จักผกก. Andrey Zvyagintsev กลายเป็นเพื่อนสนิท ร่วมงานขาประจำตั้งแต่ The Return (2003)

งานภาพของหนังไม่ใช่แค่ทิวทัศน์ทะเลสาปสวยๆ แต่ยังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ โดดเด่นกับการจัดวางองค์ประกอบ สัดส่วนของภาพ หลากหลายลีลาขยับเคลื่อนเลื่อนกล้อง (บางครั้งก็ใช้ Hand Held รางเลื่อน เครน เดี๋ยวช้า-เดี๋ยวเร็ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แตกต่างออกไป) และเลือกใช้โทนสีน้ำเงิน สร้างบรรยากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก (ทั้งๆไม่ใช่ฤดูหนาวหรือมีหิมะตก)

สรุปง่ายๆก็คือการถ่ายภาพ มุ่งเน้นสร้างบรรยากาศ สัมผัสหนาวเหน็บ ซึ่งสะท้อนความรู้สึกของตัวละคร (และผู้กำกับ Zvyagintsev) วัยเด็กไม่เคยมีบิดาอยู่เคียงข้าง โดดเดี่ยว เคว้งคว้าง การกลับมาของเขาเลยสร้างความหวาดระแวง ฉงนสงสัย เต็มไปด้วยลับลมคมใน ซึ่งถ้าผู้ชมไม่ยินยอมแพ้เสียก่อน ก็จักพบเห็นจุดแตกหัก หายนะความสัมพันธ์ นั่นถึงคือจุดเยือกแข็งที่แท้จริง 273 Kelvin

หนังใช้เวลาถ่ายทำเพียงแค่เดือนกว่าๆ ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน ถึง 2 สิงหาคม ค.ศ. 2002 ปักหลักถ่ายทำอยู่ละแวก Saint Petersburg ในย่านติดกับ

  • Lake Ladoga ทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดยุโรป (แต่เป็นอันดับสองของรัสเซียรองจาก Lake Baikal)
  • และ Gulf of Finland ติดกับ Baltic Sea คาบเกี่ยวระหว่างสามประเทศ Finland, Estonia และ Russia

All the territories between Lake Ladoga and the Gulf of Finland are our territories. For a month, we visited all the shores, all the thinly curious, interesting places, selecting points for filming – Zelenogorsk, Vyborg, Priozersk, Sosnovo.

Andrey Zvyagintsev

ภาพแรกเริ่มต้นด้วยการถ่ายภาพใต้น้ำ พบเห็นเศษซากเรืออับปาง ใครรับชมหนังจบแล้วอาจคาดเดาอะไรบางอย่าง เอาจริงๆมันก็ไม่จำเป็นนะครับ อาจคือเรือลำอื่นที่จมมาก่อนหน้าแล้วก็ได้ แต่เชื่อว่าหลายคนคงรู้สึกค้างๆค้าๆใจ

ถ้าเรามองว่ามันเป็นเรือลำเดียวกัน! สามารถตีความถึงการเวียนวน สิ้นสุดหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น! คล้ายๆการปรากฎขึ้นของชื่อวันอาทิตย์-จันทร์-อังคาร ก่อนสิ้นสุดลงวันเสาร์ เช่นนั้นแล้วเมื่อขึ้นสัปดาห์ใหม่ มันก็สามารถย้อนกลับมาจุดนี้ได้อีกครั้ง!

ลิบๆนั่นคือหอคอย สร้างขึ้นสุดปลายเชื่อนกันคลื่นที่ยื่นเข้าไปในทะเล มีขนาดเพียงสัดส่วนเล็กๆของภาพ สามารถมอบสัมผัสโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว แถมบริเวณนี้ยังไร้ผู้คนสัญจรไปมา เพียงเด็กๆ 4-5 คน วิ่งเล่น ปีนป่าย ขึ้นไปท้าความกล้า กระโดดลงมาจากเบื้องบน

กล้องถ่ายมุมก้ม (Bird’s Eye View หรือ God’s Eye View) ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครบางคน บางสิ่งอย่างจากเบื้องบนจับจ้องมองลงมา คอยกดดัน ควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือก็คือเด็กๆกระโดดลงน้ำ

เหตุผลที่ Ivan ไม่สามารถทำเช่นนั้น จริงๆมันมีหลากหลายสาเหตุ แต่ในบริบทของหนังถูกบีบบังคับให้ต้องตีความถึงการไม่มีบิดาเป็นต้นแบบอย่าง เลยขาดความหาญกล้า ไร้ความเชื่อมั่นในตนเอง! ขณะเดียวกันภาพช็อตนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนเขาพยายามแสดงอารยะขัดขืน ต่อต้านการถูกควบคุมครอบงำ ไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งเบื้องบน … ถ้าตีความแบบหลังจะสอดคล้องเข้ากับพฤติกรรมทั้งหมดของตัวละครมากกว่า

อีกช็อตงามๆ เห็นแล้วอดไม่ได้ กล้องแพนนิ่งจากทิวทัศน์ท้องทะเลกว้างใหญ่ มาถึงยังเด็กชายนั่งกอดเข่า ผิดหวังกับตัวเองบนยอดหอคอย เพราะไม่สามารถพิสูจน์ความกล้า มอบสัมผัสโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว มนุษย์ตัวเล็กๆเมื่อเทียบกับธรรมชาติกว้างใหญ่ … เฉกเช่นเดียวกับเรื่องน่าอับอายเล็กๆ กลับทำให้มันบานปลายใหญ่โต

ผมไม่ค่อยเห็นพบเห็นฟุตบอลเล่นกันในอาคารเพดานต่ำๆขนาดนี้สักเท่าไหร่ พื้นที่ภายนอกก็มีเยอะแยะ แต่แน่นอนว่ามันต้องแฝงนัยยะบางอย่าง! สถานที่แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกรอบห้อมล้อม ผนัง-กำแพง พื้น-เพดาน กล่าวคือถ้า Ivan ต้องการเพื่อนเล่น ก็จำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของกลุ่ม แต่เพราะไม่สามารถพิสูจน์ความกล้า จึงถูกขับไล่ ผลักไส แม้แต่พี่ชายก็ไม่ให้การยินยอมรับ

แม้เป็นเรื่องราวของเด็กๆ แต่ก็สะท้อนสังคม การเมือง รวมถึงศาสนาด้วยนะ! ใครทำอะไรไม่เข้าพวก แสดงความเห็นขัดแย้ง ครุ่นคิดแตกต่าง ก็มักถูกขับไล่ ผลักไส ตีตราแม่มด คนนอกรีต ยัดข้อหา กำจัดให้พ้นภัยทาง

เมื่อเด็กชายทั้งสองกลับบ้านมา ได้ยินข่าวจากมารดาว่าบิดาผู้สูญหายตัวไปกว่า 12 ปี จู่ๆแวะเวียนกลับมาที่บ้าน กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง พวกเขาเปิดประตูเข้ามาพบเห็น … ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด Lamentation of Christ (คาดว่าระหว่าง 1475-1501) ผลงานของ Andrea Mantegna (1431-1506) จิตรกรสัญชาติ Italian Renaissance พบเห็น Saint John, พระแม่มารี และ Mary Magdalene กำลังร่ำไห้อยู่ข้างเตียง Jesus Chrit (ภายหลังการตรึงกางเขน)

บิดาในภาพนี้แม้ยังไม่เสียชีวิต แต่ความละม้ายคล้ายคลึงกับภาพวาดนี้ ทำให้เราสามารถตีความการหวนกลับมา (The Return) ในเชิงศาสนาถึงการฟื้นคืนชีพ (Resurrection) นี่ก็แปลว่าบิดา = Jesus Christ (บุตรของพระเจ้า)

ความ ‘Ironic’ ของซีนนี้ก็คือ รูปภาพบิดาที่ Ivan เก็บซ่อนเอาไว้ (บนห้องใต้หลังคา) อยู่ในหนังสือที่รวบรวมภาพวาดเกี่ยวกับพระเจ้าสร้างโลก คงเรียบเรียงมาจากคัมภีร์ไบเบิ้ล พันธสัญญาเก่า (กระมังนะ)

หลายคนน่าจะสัมผัสได้ว่าการจัดองค์ประกอบภาพ The First Supper (ล้อกับพระกระยาหารค่ำมื้อสุดท้าย, The Last Supper) มีความสมมาตร กึ่งกลาง จนดูราวกับกรอบห้อมล้อม พิธีรีตรอง และโดยปกติในโอกาสสำคัญๆเช่นนี้ ชาวรัสเซียควรจะดื่มวอดก้า(เหล้าขาว)ไม่ใช่หรือ? หนังให้พวกเขาดื่มไวน์แดง รวมถึงบิดาฉีกเนื้อวางบนขนมปัง นี่ก็เคลือบแฝงนัยยะเชิงศาสนาอย่างชัดเจน (ขนมปังแทนพระกาย ไวน์แทนพระโลหิต)

นี่เป็นหนึ่งในช็อตที่สามารถถ่ายทอดสัมผัสทางอารมณ์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาพูดคุยสื่อสาร ถ้าคุณสามารถอ่าน Mood & Tone บรรยากาศของภาพนี้ รวมถึงอากัปกิริยาแสดงออก ย่อมเข้าใจความรู้สึกแท้จริงของมารดา ในค่ำคืนนี้ที่สามีหวนกลับคืนมาในรอบ 12 ปี! … ลองไปทำความเข้าใจกันดูเองนะครับ

“Who’s he ringing?” นี่ก็เป็นอีกคำถาม MacGuffin ที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ แต่บางคนคลั่งศาสนาสักหน่อยอาจบอกว่าพูดคุยกับพระเจ้า –” ผมเลือกนำสองช็อตถ่ายจากมุมมองเด็กๆ (ระหว่างทาง) และบิดา (ตอนอยู่ในร้านอาหาร) ความน่าสนใจอยู่ที่ภาพหลัง เขามองผ่านลูกๆผ่านม่านบานเกล็ด ซึ่งสร้างสัมผัสเหินห่าง แปลกแยก ไม่ได้อยู่ในความสนใจ

สารพัดมุมกล้องแปลกๆ ละเล่นกับเหลี่ยม องศา ทิศทาง การจัดวางองค์ประภาพ เพื่อสร้างสัมผัสแปลกแยก แตกต่าง สถานที่เหล่านี้พบเจอได้ทั่วๆไป แต่ราวกับอยู่บนโลกอีกใบ (เสาไฟฟ้าตามท้องถนนดูราวกับไม้กางเขน) … นี่ต้องเอ่ยปากชื่นชมทั้งผกก. Zvyagintsev และตากล้อง Krichman ที่ได้เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับผู้ชม

  • ภาพแรกบิดาขับรถมาจอดยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ดันปิดให้บริการ ถ่ายจากชั้นบนอาคาร บดบังด้วยตาข่ายเหล็ก ราวกับพวกเขาถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้น … ผมตีความถึงการเดินทางครั้งนี้ เป็นการร่วมหัวจมท้ายของบิดาและบุตรชายทั้งสอง ไปไหนต้องไปด้วยกันจนตลอดรอดฝั่ง
  • ภาพสองคือระหว่าง Andrei กำลังมองหาร้านอาหาร ตำแหน่งที่เขาหยุดถามทางอยู่ห่างจากขอบซ้ายประมาณสามในสี่ ซึ่งพอพูดคุยเสร็จสิ้น (แบบไม่ได้ยินเสียง) เด็กชายออกวิ่ง ส่วนผู้สูงวัยนั้นย่างเดินช้าๆ โดยไม่รู้ตัวพวกเขาก้าวออกจากเฟรมพร้อมกัน!
  • ภาพสามสามารถแบ่งออกเป็นสี่เหลี่ยมคางหมูจำนวนสามส่วน ประกอบด้วยกาบเรือ เงาจากกาบเรือบนพื้นผิวน้ำ และพื้นผิวน้ำที่เด็กชายทั้งสองกำลังพายเรือหาปลา ผมยังครุ่นคิดไม่ออกว่ามันคืออะไร อาจจะเกี่ยวกับมุมมองของสามตัวละคร บิดา, Andrei และ Ivan (มั้งนะ)

เมื่อตอนที่ Andrei เหมือนจะหลงทาง หายตัวไปสามชั่วโมง จนบิดาและ Ivan ต้องลงจากรถมาติดตามหา พอเขาพูดบอกขอโทษ (พระ)บิดาก็พร้อมให้อภัย ขณะเดียวกันภาพด้านหลังระหว่างพวกเขามีป้ายจราจร ห้ามตรงไป ให้เลี้ยวซ้าย และโปรดระวัง นั่นเปรียบเสมือนคำสั่งสอน ชี้แนะนำ การตักเตือนของ(พระ)บิดาต่อลูกๆ(ของพระองค์)

ผมว่าหลายคนน่าจะเอะใจ ใครจะหายตัวไปตั้งสามชั่วโมง! แต่นัยยะน่าจะคือการหลงทาง เลยต้องได้รับการแนะนำ คำสั่งสอนจาก(พระ)บิดา เพื่อสามารถดำเนินชีวิตในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม

ทั้งๆที่ตอนต้นเรื่องสองพี่น้องชกต่อยกันเลือดกบปาก แต่คราวนี้พวกเขากลับไม่มีใครโต้ตอบเอาคืนนักเลงข้างถนน นี่ชวนให้ผมนึกถึงคำสอนศาสนาคริสต์ “เรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า อย่าโต้ตอบคนชั่ว ผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย” (Matthew 5:39) ซึ่งหลังจากไม่มีใครทำอะไร บิดายังมอบเงินให้กับนักเลงคนนี้ จะได้ไม่มายุ่งวุ่นวายอีก

ฉันนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่ง! ภาพแรกถ่ายยามเย็น เห็นสองพี่น้องนั่งเคียงข้าง แม้ท่ามกลางความมืดมิด (ถ่ายแบบย้อนแสง) แต่กลับรู้สึกอบอุ่นจิตใจ, ภาพหลังยามรุ่งเช้าเหลือเพียง Ivan นั่งโดดเดี่ยว ตัวคนเดียว เปล่าเปลี่ยวจิตวิญญาณ ท่ามกลางธรรมชาติกว้างใหญ่ ไม่สนใจช่วยเหลือบิดาและพี่ชายที่กำลังเก็บเต้นท์พักอาศัย

มองมุมหนึ่งอาจเป็นความผิดของบุตรชาย ที่มีความดื้อรั้น ดึงดัน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ สนเพียงตัวตนเอง แต่ในทิศทางกลับกัน วิธีการบิดาก็ไม่ใช่สิ่งถูกต้องสักเท่าไหร่ ลงโทษด้วยการปล่อยทิ้งไว้บนสะพาน อยากตกปลานักก็ตามสบาย พยายามเสี้ยมสอนให้รู้สาสำนึก ใครคือผู้อำนาจ สิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ

วิธีการของบิดา สำหรับชาวรัสเซียคือสิ่งที่ได้รับการปลูกฝัง สืบทอดต่อกันมา ตามวิถีระบอบสังคมนิยม! ภาพสะท้อนจากครอบครัว สู่สังคม สู่ประเทศชาติ (และศาสนา) ประชาชนต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ผู้นำประเทศ ไม่ควรต่อต้าน แสดงอารยะขัดขืน เพราะถือเป็นการบ่อนทำลายความสงบสุขของชาติบ้านเมือง

แม้ก่อนหน้านี้ Ivan จะไม่พึงพอใจที่ถูกบิดาทอดทิ้งไว้กลางทาง แต่พอฝนตก (ภัยธรรมชาติ) กลับขึ้นรถ แล้วติดหล่ม ทำให้ทุกคน(รวมถึง Ivan ที่หน้านิ่วคิ้วขมวด)จำต้องลงมาร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันผลักดันให้การเดินทางครั้งนี้สามารถดำเนินต่อไป จนกว่าจะถึงเป้าหมายปลายทางวาดฝันไว้

อีกความน่าสนใจก็คือเด็กชายทั้งสองไม่มีเรี่ยวแรงเพียงพอ ทำให้บิดาต้องบอกให้ Andrei มาเป็นคนขับรถ เยียบคันเร่ง ควบคุมพวงมาลัย ส่วนตนเองร่วมผลักดันอยู่ข้างหลัง นั่นสามารถตีความถึงอนาคตคนรุ่นใหม่ จักคือผู้กำหนดทิศทางชีวิตด้วยตนเอง ผู้หลักผู้ใหญ่ทำได้แค่คอยแนะนำ ส่งเสริม ผลักดันอยู่เบื้องหลังเท่านั้น

ผมเห็นช็อตนี้แล้วนึกถึงพล็อตภาพยนตร์ Pierrot le Fou (1965) การเดินทางของสองคู่หู่ ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม มาจนถึงทะเล Mediterranean (French Riviera) แล้วข้ามไปอยู่เกาะ(อะไรสักอย่าง) สรวงสวรรค์ของ Pierrot แต่คือขุมนรกของ Marianne 

มันอาจฟังดูย้อนแย้งกับตอนรถติดหล่มแล้วบิดาลงมาช่วยผลักดัน ขณะนี้เครื่องยนต์เรือเสีย แถมพายุฝนฟ้าคะนองกำลังใกล้เข้ามา แต่เขากลับเพียงออกคำสั่งอยู่ กำกับทิศทางเรือ ไม่ยินยอมช่วยพายเลยสักนิด!

ในบริบทนี้แตกต่างจากตอนรถติดหล่มที่เด็กๆทั้งสองยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีเรี่ยวแรง พละกำลังเพียงพอจะช่วยผลักดันให้รถหลุดจากหล่ม แต่สำหรับการพายเรือพวกเขาสามารถกระทำได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง บิดาจึงแค่คอยกำกับหางเสือให้ไปสู่จุดหมายปลายทางเท่านั้น

ในที่สุดก็เดินทางมาถึงเป้าหมายปลายทาง เกาะสวาทหาดสวรรค์ เฉกเช่นเดียวกับความรู้สึกของเด็กทั้งสองก็ใกล้ถึงขีดสุดเช่นกัน

  • Andrei มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อบิดา ได้รับความรัก เอ็นดู ยินยอมพร้อมทำตามทุกสิ่งอย่าง
  • Ivan เต็มไปด้วยอคติ ขัดแย้ง ไม่ยินยอมพร้อมใจ แสดงอารยะขัดขืน ปฏิเสธทำตามคำสั่ง เตรียมพร้อมถึงขั้นปิตุฆาต

ผมเพิ่งสังเกตเห็นผ้าปูนอนของทั้งสองก็มีสีสัน ลวดลาย แตกต่างตรงกันข้าม

  • Andrei ผืนสีน้ำเงิน (สีของน้ำ) ลวดลายดอกไม้ช่อใหญ่ๆ
  • Ivan ผืนสีแดง (สีของไฟ) ลวดลายดอกทานตะวันเล็กๆ

นอกจากความบังเอิญอย่างน่ามหัศจรรย์ของก้อนเมฆเคลื่อนพานผ่าน (ที่จะทำให้ช็อตนี้จากดูมืดๆ ส่องสว่างขึ้นโดยพลัน) ระหว่างที่สามพ่อ-ลูก ออกสำรวจเกาะสวรรค์แห่งนี้ ยังมีความละม้ายคล้ายภาพยนตร์ Stalker (1979) ชายสามคนก้าวย่างเข้าไปยัง …

ในขณะที่บิดาและพี่ชาย Andrei ต่างเดินเอ้อระเหยลอยชาย มองแต่เบื้องหน้า ท้องฟากฟ้า ผ่านไปโดยไม่หยุดยับยั้ง น้องชาย Ivan ก้มหน้าก้มตาติดตามหลัง จึงสังเกตเห็นนกตัวหนึ่งนอนตายอยู่บนพื้น นี่ราวกับเป็นการบอกใบ้ ‘Death Flag’ ตกลงมาตาย! หรือจะตีความถึงบางอย่างภายในจิตใจ(ความเชื่อมั่นต่อบิดา)ของเด็กชายได้พังทลาย สูญสลาย อยู่ในจุดตกต่ำสุด หลังจากนี้จึงไม่เคยกระทำตามคำสั่งบิดาอีกต่อไป (ไม่ปีนขึ้นหอคอย โยนจานทิ้งลงทะเล ตกปลาโดยสนเวล่ำเวลา ฯ)

บ้านร้างกลางเกาะ หรือว่าบิดาเคยอาศัยอยู่สถานที่แห่งนี้? จึงรับรู้ที่ซ่อนสมบัติ ขุดพบเจอกล่องเก่าๆใบหนึ่ง แต่หนังจงใจไม่เปิดออกให้พบเห็นว่าเห็นข้างในคืออะไร ค้างๆคาๆไว้เป็น MacGuffin แล้วแต่ผู้ชมจะขบครุ่นคิดจินตนาการ

อีกความน่าสนใจของของซีนนี้ คือขณะกล้องถ่ายติดหน้าต่าง พบเห็นเด็กชายสองคนกำลังเดินเข้ามาลิบๆ แต่ดูไปดูมาแลดูเหมือนภาพวาดงานศิลปะ นั่นอาจสะท้อนมุมมองบิดาต่อลูกๆทั้งสอง พวกเขาเป็นเพียงภาพประกอบพื้นหลัง เป้าหมายแท้จริงคือกล่องเก่าๆใบนี้ต่างหาก

มุมกล้องช็อตนี้ชวนให้ผมนึกถึง Ivan’s Childhood (1962) ในความฝันเด็กชาย Ivan ก้มลงมองบ่อน้ำกับมารดา พบเห็นภาพสะท้อนดวงดาวในนั้น เอื้อมมือไขว่คว้า ก่อนค้นพบว่ามันคืออารัมบทความตายของมารดา

ภาพนี้ของ The Return (2003) คือขณะที่สองพี่น้อง Ivan และ Andrei กำลังออกหาปลา มาถึงยังบริเวณซากเรืออับปาง แล้วพบเจอบ่อแห่งนี้ที่มีปลาชุกชุม ตกเบ็ดได้สำเร็จ ตัวขนาดใหญ่ทีเดียว แต่เมื่อนำไปให้กับบิดา พวกเขากลับถูกตำหนิต่อว่า และนำไปสู่เหตุการณ์โศกนาฎกรรม … ผมสังเกตมาหลายเรื่องแล้ว ภาพยนตร์จากรัสเซีย พบเห็นช็อตบ่อน้ำเมื่อไหร่ มักอารัมบทความตายทุกที!

แซว: มาครุ่นคิดดูชื่อตัวละคร Ivan และ Andrei มันเกี่ยวอะไรกับ Ivan’s Childhood (1962) และผู้กำกับ Andrei Tarkovsky หรือเปล่านะ??

หอคอยตั้งตระหง่าน แวบแรกผมครุ่นคิดถึงหอคอยบาเบล (Tower of Babel) สร้างขึ้นสูงเฉียดฟ้า เพื่อมนุษย์จักสามารถเข้าใกล้สรวงสวรรค์/พระเป็นเจ้า แต่ดูไปดูมามีลักษณะคล้ายไม้กางเขน (คล้ายยังไง?) บิดาพยายามปีนป่ายขึ้นไปหา Ivan ต้องการพูดคุย ให้ความช่วยเหลือ แต่ประสบอุบัติเหตุ พลัดตกลงมาเสียชีวิต ความผิดพลาดดังกล่าว กลายเป็นบทเรียนจดจำฝังใจ ทำให้เด็กชายรู้สึกสาสำนึกผิด ตระหนักถึงความโง่ขลาดเขลาของตนเอง! … ก็เหมือนกับ Jesus Christ ตอนยังมีพระชนม์ชีพ ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเชื่อว่าคือบุตรของพระเจ้า แต่หลังจากทรงเสียสละเพื่อมวลมนุษย์ ยินยอมทุกข์ทรมาน ถูกตรึงกางเขน ภายหลังสิ้นพระชนม์(แล้วฟื้นคืนชีพ)เลยกลายเป็นตำนานลือเล่าขาน คลายความข้อกังวลสงสัย

(นอกจากนี้หอคอยตั้งโด่เด่ ยังสามารถเป็นสัญลักษณ์ของลึงค์ อวัยวะเพศชาย ซึ่งยังรวมถึงความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง อำนาจบารมี เย่อยิ่งทะนงตน ลุ่มหลงในตัวเอง)

แซว: ผมเชื่อว่าหลายคนอาจเกิดอาการเหวอเล็กๆ เพราะหนังถ่ายการพลัดตกจากที่สูงของบิดา ด้วยการให้กล้องเคลื่อนติดตามได้แนบเนียนมากๆ แต่แท้จริงแล้วนักแสดงไม่ได้หล่นลงไปเบื้องล่าง แค่หลบซ่อนตัวอยู่ก่อนถึงชั้นบนสุด ส่วนภาคพื้นมองไกลๆไม่ค่อยเห็น ก็ใช้ตัวแทนอีกคนนอนแผ่พังพาบ ตระเตรียมการไว้ก่อนเริ่มถ่ายทำ

สองเด็กชายพยายามลากศพบิดา พาขึ้นเรือ หวนกลับไปอีกฟากฝั่ง คาดว่าคงต้องการพากลับบ้าน สังเกตว่าหลายๆช็อตถ่ายติดทิวทัศน์ธรรมชาติกว้างใหญ่ (ขนาดต้นหญ้าริมชายหาด ยังดูสูงใหญ่กว่าเด็กๆเสียอีก!) มอบสัมผัสกระจิดริด กระจ่อยร่อย มนุษย์แค่เพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆในโลกอันกว้างใหญ่ เวิ้งว้างห่างไกล ซึ่งก็สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก สภาพจิตใจพวกเขาได้ด้วยเช่นกัน

โดยทั่วไป พิธีศพของชาวคริสเตียนมักทำการกลบฝัง (Burial) เพราะเชื่อว่าคนตายจะฟื้นคืนชีพในวันพิพากษา (Judgement Day) แต่ในบริบทนี้การจมลงก้นเบื้องท้องทะเลของบิดา ดูเหมือนพิธีจุ่มศีล/ศีลล้างบาป (Baptism) สัญลักษณ์ของการถือกำเนิด เข้าเป็นสมาชิกใหม่ของคริสตจักร ไม่ใช่ด้วยร่างกาย แต่คือจิตวิญญาณเดินทางสู่สรวงสวรรค์

ลีลาเคลื่อนเลื่อนกล้องช็อตสุดท้ายของหนังนี้ ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ Mirror (1975) มันอาจไม่ได้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่แนวคิด จิตวิญญาณยังคงพบเห็นได้อยู่ … เริ่มจากกล้องเคลื่อนเลื่อนลงจากยอดไม้ (คงต้องใช้เครนเท่านั้นแหละ) พร้อมๆกับเด็กกำลังขับรถถอยหลังออกมา พบเห็นท้องทะเลกว้างใหญ่ จากนั้นค่อยๆถอยหลังเข้าสู่พงไพร ทิ้งไว้เพียงร่องรอยล้อรถ และความทรงจำที่ไม่รู้ลืมเลือน

ทิศทางการเคลื่อนเลื่อนกล้อง เบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง จากนั้นถอยหลังแนวราบ ดูราวกับมุมมองสิ่งเหนือธรรมชาติ พระเจ้าจับจ้องมองลงมา หรืออาจจะวิญญาณบิดาผู้ล่วงลับ ล่องลอยลงมาจากสรวงสวรรค์ จับจ้องมองร่างกายตนเอง (ที่จมลงก้นเบื้องท้องทะเล) จากนั้นออกเดินทางไปพร้อมๆกับลูกๆ อยู่เคียงข้างพวกเขาตราบจนวันตาย

ผมค่อนข้างรู้สึกว่าปัจฉิมบทที่ทำการร้อยเรียงภาพถ่ายทริปนี้ ดูไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไหร่ คือถ้าปรากฎเป็นพื้นหลัง Closing Credit ยังว่าไปอย่าง! แต่นี่ทำเหมือนบทสรุป อัลบัมความทรงจำ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ยังคงครุ่นคิดถึง โหยหาอาลัย ไม่มีวันลบเลือนสัปดาห์นี้ได้ลง

ตัดต่อโดย Vladimir Mogilevskiy, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของสองเด็กชาย Ivan และ Andrei (แทบจะเคยเหินห่างกัน) เริ่มจากอารัมบทความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง เพื่อให้การหวนกลับมาของบิดา สามารถพบเห็นปฏิกิริยาแสดงออกที่แตกต่างกัน จากนั้นร่วมออกทริปรื้อฟื้นความสัมพันธ์ ขับรถ ล่องเรือ มาถึงยังเกาะกลางทะเลสาปแห่งหนึ่ง

เนื่องจากหนังยังมีการแบ่งเรื่องราวออกเป็นวันๆ เริ่มจากอาทิตย์สิ้นสุดวันเสาร์ ผมก็จะขอแบ่งเรื่องราวออกตามนั้น

  • วันอาทิตย์
    • พี่น้อง Ivan และ Andrei พิสูจน์ตนเองกับผองเพื่อน กระโดด-ไม่กระโดดลงน้ำ
  • วันจันทร์,
    • พี่น้อง Ivan และ Andrei มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง เลยวิ่งไล่กันมาถึงบ้าน ได้ยินจากมารดาว่าบิดาหวนกลับมา กำลังหลับนอนอยู่ในห้อง
    • รับประทานอาหารมื้อเย็น บิดาชักชวนบุตรชายทั้งสองออกทริปขับรถ ตกปลา รื้อฟื้นความทรงจำ
  • วันอังคาร
    • ขับรถออกเดินทาง แวะพักรับประทานอาหารกลางวันแต่ร้านปิด
    • บิดาเลยให้ Andrei ออกค้นหาร้านอาหารแห่งใหม่ แต่กลับหายตัวไปสามชั่วโมง
    • Ivan เลยงอนตุ๊บป่อง ไม่ยินยอมรับประทานอาหาร
    • ระหว่างรอคอยอยู่นอกข้าน Ivan และ Andrei ถูกนักเลงรีดไถเงิน บิดาเลยลากพาหมอนั่นกลับมา
    • บิดาเหมือนจะเริ่มหมดความอดทน เลยบอกให้ทั้งสองขึ้นรถโดยสารกลับบ้าน ก่อนเปลี่ยนใจภายหลัง
    • ยามเย็นกางเต้นท์ ตกปลา หลับนอนริมชายหาด
    • ค่ำคืนพี่น้องพูดคุยกัน
  • วันพุธ
    • เช้ามา Ivan ตื่นขึ้นมาตกปลาระหว่างบิดากับพี่ชายเก็บสัมภาระ
    • ระหว่างทาง Ivan งอนตุ๊บป่อง เรียกร้องอยากตกปลา เลยถูกทอดทิ้งไว้กลางสะพาน
    • พอฝนตกหนักบิดาเลยหวนกลับมารับ ระหว่างรถติดหล่มจึงต้องช่วยกันผลักดันขึ้นจากโคลนเลน
    • ค่ำคืนนี้หลับนอนกันในรถ เพราะฝนยังตกหนัก
  • วันพฤหัส
    • เดินทางมาจนถึงริมชายเล ตระเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นเรือข้ามฟาก
    • ในตอนแรกก็ใช้เครื่องยนต์นำทาง ก่อนเสียกลางคัน เปลี่ยนมาเป็นพายเรือ เร่งรีบฝ่าพายุฝน
    • ค่ำคืนมาถึงเกาะสวรรค์ พี่น้องนอนพูดคุยกันในเต้นท์
  • วันศุกร์
    • เช้าวันใหม่ ออกสำรวจเกาะ บิดาพา Andrei ขึ้นไปสำรวจหอคอย
    • ยามบ่าย Ivan ต้องการนำเรือออกตกปลา ลัดเลาะไปตามซากเรืออัปปาง
    • บิดาแสดงความไม่พึงพอใจที่ลูกๆทั้งสองกลับมาช้า Ivan เกิดความเกรี้ยวกราด ปีนป่ายขึ้นไปบนหอคอย
    • บิดาพยายามปีนป่ายขึ้นไปหา Ivan แต่พลัดตกลงมาเสียชีวิต
    • ค่ำคืนแห่งความสิ้นหวัง
  • วันเสาร์
    • ลากพาบิดาขึ้นเรือ ออกเดินทางกลับเข้าฝั่ง
    • แต่พอมาถึงท่าเทียบ เรือกลับรั่วไหล จมลง ไม่สามารถยื้อย่างได้ทัน
    • สุดท้ายเด็กๆทั้งสองเลยตัดสินใจขับรถกลับบ้าน

การดำเนินเรื่องอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า เน้นแสดงออกภาษากายมากกว่าพูดคุยสนทนา จุดประสงค์เพื่อสร้างความอึดอัด รำคาญใจ (ขณะเดียวกันก็สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพี่-น้อง บิดา-บุตรชาย) เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย หวาดระแวง วิตกจริต มีเวลาให้ครุ่นคิดมาก ผู้ชมส่วนใหญ่เลยมักเห็นพ้องกับน้องคนเล็ก Ivan ชายคนนี้ใช่บิดาจริงๆนะหรือ?


เพลงประกอบโดย Andrey Dergatchev, Андрей Дергачёв (เกิดปี 1969) นักแต่งเพลงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Astrakhan, ร่วมงานขาประจำผกก. Andrey Zvyagintsev ตั้งแต่ The Return (2003)

นอกจากช่วงต้นเรื่องที่พอจะได้ยินเสียงเครื่องดนตรี Armenian Duduk โดดเด่นชัดขึ้นมา หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้ยินอะไร แต่ไม่ใช่ว่ามีเพียงความเงียบงัน บทเพลงของ Dergatchev ยังคลอประกอบพื้นหลังเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศหนาวเหน็บ สัมผัสเย็นยะเยือก บางครั้งรู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความเพ้อฝัน บางครั้งก็ปั่นป่วนมวนท้องไส้ หงุดหงิดรำคาญใจ บังเกิดความเคลือบแคลง ฉงนสงสัย (ว่าไม่ได้หูแว่วไปใช่ไหม)

เกร็ด: Duduk หรือ Armenian Duduk เครื่องดนตรีพื้นบ้าน/โบราณจาก Armenia มีลักษณะเป่าลมไม้แบบกกคู่ ทำจากไม้ Apricot ได้รับความนิยมในภูมิภาค Caucasus และ Middle East

สไตล์เพลงของ Dergatchev ไม่ได้มีความจำเพาะเจาะจงว่าจะ Traditional หรือ Classical หรือ Modern Music (ฺElectronic, Beat Music) โดยคำแนะนำผกก. Zvyagintsev ต้องการแค่ว่า “that there should be no notes in the music” ผลลัพท์จึงได้ยินแต่ ‘rhythmic tunes’ สำหรับเสริมสร้างบรรยากาศ ขยับขยายโสตประสาท เพลิดเพลินกับภาพถ่าย ทัศนียภาพอันงดงาม

ผมพยายามหาคลิปบทเพลงชื่อว่า Piano (มีใน Spotify และ Apple Music) ดังขึ้นหลังจากบิดาพลัดตกลงมาจากเบื้องบน แต่เพลงนี้ไม่ได้มีการบรรเลงท่วงทำนองอะไร เพียงกดโน้ตคู่หนึ่งแล้วหยุดนิ่งไปสักพัก จากนั้นถึงกดโน้ตอีกสองสามคู่แล้วเงียบหายอีกพักใหญ่ ช่องว่างระหว่างการเล่นตัวโน้ตช่วยสร้างสัมผัสเคว้งคว้าง เวิ้งว่างเปล่าให้กับเด็กชายทั้งสอง ไม่รู้จะทำอะไรยังไง ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ๆถึงสามารถรวบรวมสติให้หวนกลับคืนมา แล้วเริ่มต้นจัดการแก้ปัญหาเบื้องหน้า

จริงๆถ้าคุณสามารถเปิดลำโพงให้ดังๆ ช่องว่างระหว่างโน๊ตเปียโน มันเหมือนจะมีเสียงสายลมพัดผ่านเบาๆ พร้อมกับภาพใบไม้ต้นหญ้ากำลังปลิดปลิว(ไปตามสายลม) ซึ่งช่วยทำให้จิตใจสั่นพริ้วไหว วาบหวิวทรวงใน … เป็นการสร้างสัมผัสระหว่างภาพและเสียง เรียกได้ว่ากวีภาพยนตร์


โดยปกติแล้วการหวนกลับมาของสมาชิกในครอบครัว ย่อมสร้างความตื่นเต้น ดีอกดีใจ เบิกบานหฤทัย พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบ เอ่อล้นด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ค่ำคืนนี้กับภรรยาคงได้ร่วมรักกันหวานฉ่ำ แต่ไม่ใช่สำหรับครอบครัวนี้ที่ทุกคนต่างหน้าดำคร่ำเครียด บรรยากาศเงียบงัน ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามโน่นนี่นั่น สิบสองปีมันช่างเยิ่นยาวนาน หวนกลับมาตอนนี้ทำไมกัน?

แม้หนังจะไม่มีคำอธิบายเหตุผล บิดาหวนกลับมาทำไม? หรือจากไปเพราะอะไร? แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสงสัยที่จะต้องไปขบครุ่นคิด ค้นหาคำตอบให้ปวดกะโหลกศีรษะ เพราะเรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองเด็กชายทั้งสอง ยังละอ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสาต่อโลก พูดบอกไปก็อาจไม่รับรู้เข้าใจ

บทหนังดั้งเดิมที่ใช้วิธีเล่าย้อนอดีต 40 ปีให้หลัง นั่นแปลว่าตัวละครได้เคยพานผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว การหวนระลึกความจำจึงราวกับคำรับสารภาพ รู้สึกสาสำนึกผิด ตระหนักถึงความละอ่อนวัย โง่ขลาดเขลา ใคร่อยากย้อนเวลาหวนกลับไปแก้ไขอดีต บลา บลา บลา

การตัดทิ้งวิธีเล่าย้อนอดีตแล้วดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสองเด็กชาย นั่นทำให้ผู้ชมไม่สามารถคาดเดาอนาคตใดๆ ถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่ผู้สร้างพยายามนำเสนอ รับสัมผัสอารมณ์ ความรู้สึกครุ่นคิด และตอนจบที่ไม่รู้จะทำอะไรยังไงกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้ดี ?

ผกก. Zvyagintsev ถือว่ามีความเป็นศิลปินระดับหนึ่ง นำเสนอเรื่องราวกึ่งๆอัตชีวประวัติ แต่การสรรค์สร้าง The Return (2003) ไม่ใช่ต้องการระบายอารมณ์อัดอั้นจากเมื่อครั้นถูกทอดทิ้ง แต่เหมือนต้องการค้นหาความสงบสุขภายใน นี่ไม่ใช่ให้อภัยอีกฝ่ายนะครับ แค่เรียนรู้จักยินยอมรับสภาพเป็นจริง … เพราะบิดาไม่เคยแวะเวียนหวนกลับมาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง!

ผมอ่านเจอว่าผกก. Zvyagintsev ทำการเปรียบเทียบตัวละครดั่งธาตุทั้งสี่ มารดา=ผืนแผ่นดิน/พระแม่ธรณี, บิดา=สายลมพัดไปพัดมา, บุตรคนโต Andrei=ผืนน้ำมีความเคลื่อนไหล ปรับเปลี่ยนได้ทุกสถานการณ์, น้องคนเล็ก Ivan=เต็มไปด้วยความลุ่มร้อน กระวนกระวาย เปลวเพลิงที่ลุกมอดไหม้ … นั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถครุ่นคิดต่อยอดไปได้อีกไกล

ในแง่มุมการเมือง สิ่งที่หนังสะท้อนออกมาไม่ใช่สภาพการเมืองรัสเซียสมัยนั้น แต่คือสภาวะของผู้นำเผด็จการ บิดาสามารถเปรียบเทียบกับ Vladimir Lenin, Joseph Stalin, หรือแม้แต่ Adolf Hitler, Benito Mussolini, Francisco Franco ฯ ชมชอบการใช้อำนาจ บีบบังคับบุตรหลาน ประชาชน คนใต้สังกัด ให้ก้มหัวศิโรราบ ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่ง ถ้าผลลัพท์ไม่พึงพอใจก็พร้อมตำหนิต่อว่า โต้ตอบด้วยความรุนแรง จนทำให้ภายในเกิดการแบ่งแยกออกเป็นพวกเห็นด้วยและกลุ่มคนต่อต้าน (Andrei vs. Ivan) สุดท้ายแล้วความยิ่งใหญ่ ทะเยอทะยาน ย่อมจบสิ้นลงด้วยความผิดพลาดของตัวตนเอง

ในแง่มุมศาสนาคริตส์ บิดาคือตัวแทนของพระเป็นเจ้า ก่อนหน้านี้แม้ไม่เคยอยู่เคียงชิดใกล้ แต่ทุกคนรับรู้ว่ามีอยู่จริง! ซึ่งการหวนกลับม = ฟื้นคืนชีพ (Resurrection) ย่อมสร้างความเคลือบแคลงสงสัย บุตรคนหนึ่งบังเกิดความเชื่อศรัทธา บุตรอีกคนกลับพยายามต่อต้านขัดขืน … จนเมื่อ Jesus Christ ลาจากโลกนี้ไป มนุษย์ผู้โง่เขลาค่อยตระหนักถึงความเบาปัญญาอ่อนของตนเอง

ทิ้งท้ายด้วยคำถาม MacGuffin อะไรอยู่ในกล่อง? คำตอบของผกก. Zvyagintsev ก็คือ

For some reason everyone is interested in this, but I’m not interested in it at all.

Someone told me that the box that my father dug up on the island, and which sank with him in the locker of the boat, needs to be destroyed so that the audience can see what kind of diamonds are there. You see how different we are, we are spectators. To whom is an empty tomb, and to whom is “pork cartilage”.

Andrey Zvyagintsev

ความเห็นส่วนตัวก็คือ บิดา=กล่องใบนั้น ไม่ว่าข้างในมันจะมีสิ่งของล้ำค่าหรือไม่ ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเราเองจะตระหนักรับรู้ เห็นคุณค่าความสำคัญมากน้อยเพียงไหน


หนังไม่มีรายงานทุนสร้างที่เป็นตัวเลขชัดเจน แต่ในบทสัมภาษณ์ของโปรดิวเซอร์และผกก. Zvyagintsev บอกว่าต่ำกว่า $500,000 เหรียญ และสามารถคืนทุน(จากการขายลิขสิทธิ์ฉายต่างประเทศ)ตั้งแต่ก่อนเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice เสียอีก! รวมรายรับทั่วโลกประมาณ $4.4 ล้านเหรียญ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

นอกจากคว้ารางวัลใหญ่จากเทศกาลหนังเมือง Venice (ได้รับการยืนปรบมือนาน 15 นาที!) ยังได้เป็นตัวแทนรัสเซียส่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film น่าเสียดายไม่ผ่านเข้ารอบใดๆ

  • Venice Film Festival
    • Golden Lion
    • SIGNIS Award เคียงคู่กับ Um Filme Falado (2003)
    • Sergio Trasatti Award
    • ‘CinemAvvenire’ Award: Best First Film
    • Luigi De Laurentiis Award: Best Debut Film
  • European Film Awards
    • European Discovery of the Year (Fassbinder Award)
  • Golden Globe Awards
    • เข้าชิง Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Osama (2003) จากประเทศ Afghanistan

ปัจจุบันสามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber และ Artificial Eye เพิ่งวางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2018 น่าจะได้รับการสแกนใหม่ คุณภาพใสกิ๊ก แต่ทั้งสองฉบับไม่ค่อยมีของแถมที่น่าสนใจ

ถึงผมจะไม่มีปัญหากับการดูหนังเอื่อยเฉื่อย บรรยากาศเย็นๆ เพราะรับรู้ว่ามันอาจมีไคลน์แม็กซ์ที่คาดไม่ถึง แต่ภาพรวมยังแอบรู้สึกเบื่อหน่าย ทำไมพ่อ-ลูกไม่พูดคุยกันแบบเปิดอก อธิบายเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ยื้อๆยักๆ มีแต่คนเห็นแก่ตัว การเดินทางครั้งนี้มันจึงไม่รู้สึกน่าอภิรมณ์เลยสักนิด! ต้องรอคอยให้ถึง Loveless (2017) ก่อนใช่ไหม ผกก. Zvyagintsev ถึงสามารถเข้าใจปัญหาของตนเอง!

ถ้าไม่ได้ภาพถ่ายสวยๆ การแสดงโคตรๆน่าประทับใจของเด็กๆ ผมคงมิอาจอดรนทนดูจนจบได้แน่ แต่ก็ยังแอบคาดหวังกับผลงานถัดๆไปอย่าง Elena (2011), Leviathan (2014) และ Loveless (2017) ประสบการณ์ชีวิต น่าจะเสี้ยมสอนอะไรๆผกก. Zvyagintsev ได้มากทีเดียว

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศเครียดๆ นำสู่โศกนาฎกรรม

คำโปรย | The Return การกลับมาของบิดา ทำให้ผู้กำกับ Andrey Zvyagintsev เต็มไปด้วยข้อคำถาม ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
คุณภาพ | ยืย็
ส่วนตัว | กลับมาทำไม??

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: