Okko’s Inn (2018) Japanese : Kitarō Kōsaka ♥♥♡

Okko เด็กหญิงวัย 12 ขวบ สูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จำต้องมาอาศัยอยู่กับคุณย่าดูแลโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง เพราะไม่มีทางเลือกอื่นเธอจึงกลายเป็นผู้จัดการรุ่นเยาว์ ค่อยๆเรียนรู้ เติบโต ก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้าย

Okko’s Inn ฉบับฉายโรงภาพยนตร์ และซีรีย์โทรทัศน์ 26 ตอน แม้ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องเดียวกัน แต่ใช้ทีมสร้างคนละชุด ผู้กำกับคนละคน (แต่นักพากย์ชุดเดียวกัน) ผลลัพท์ราวกับคนละเรื่องเดียวกัน

  • ได้ยินว่าซีรีย์ค่อนข้างซื่อตรงต่อต้นฉบับ สามารถค่อยๆนำเสนอเรื่องราว สานความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร มีลักษณะเป็น Slice-of-Life ชีวิตประจำวันของเด็กหญิง Okko ในฐานะผู้จัดการรุ่นเยาว์ ส่วนใหญ่ใช้การวาดมือ (Tradition Animation) ไม่ค่อยมีซีนหวือๆหวาๆ น่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่
  • ขณะที่ฉบับหนังอนิเมะความยาวเพียง 94 นาที ตัดทอนปรับแต่งรายละเอียดมากมาย มุ่งเน้นนำเสนอการก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้ายของ Okko ส่วนงบประมาณแม้ได้รับพอๆกัน แต่สามารถทุ่มให้โปรดักชั่น CGI เต็มไปด้วยสีสันสดใสตระการตา

ประเด็นคือ Okko’s Inn แรกเริ่มตั้งใจสร้างเป็นซีรีย์ฉายโทรทัศน์ แต่คุณภาพโปรดักชั่นค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐาน สตูดิโอ MadHouse เลยติดต่อขอความช่วยเหลือ Kitarō Kōsaka คงเล็งเห็นว่า(ฉบับซีรีย์)กู่ไม่กลับแล้ว เลยตัดสินใจขอกำกับสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องใหม่ขี้นมาแทน

“One day, I was offered to direct the TV [adaptation of] the Okko’s Inn. [The reason I made it into a movie instead of a TV series,] was because the production – which was originally carried out by a friend – was going poorly. So my friend asked me to direct a film instead. I read the original novel so I knew it was going to be fun and I accepted the offer”.

Kitarō Kōsaka

ทีแรกผมตั้งใจจะดูซีรีย์ 26 ตอน ที่สร้างขึ้นพร้อมๆฉบับฉายโรงภาพยนตร์เคียงคู่เปรียบเทียบกัน แต่เพราะไม่สามารถหารับชม(ซีรีย์) เลยตัดใจเหลือแค่หนังอนิเมะเรื่องนี้ เพราะชื่อเสียงเรียงนามของ Kitarō Kōsaka แถมคว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film เลยตั้งความหวังไว้สูงโคตรๆ

จริงอยู่อนิเมะเรื่องนี้อาจมีประโยชน์สำหรับเด็กๆ มอบความบันเทิง แฝงสาระข้อคิดในการใช้ชีวิต ก้าวข้ามผ่าน ‘Trauma’ ความทรงจำที่เลวร้าย แต่สำหรับผู้ใหญ่ ผมกลับรู้สึกถึงการยัดเยียดมุมมองทัศนคติบางอย่าง(ต่อเด็กเล็ก), สร้างภาพการแสดงออกของ Okko มากเกินไป (Over-Acting), วิญญาณสามตนต่างแย่งซีนกันเอง ใส่มาทำไมเยอะแยะ (เคารพต้นฉบับมากไป), นอกจากความงดงามในโปรดักชั่น งานศิลป์ อย่างอื่นคลุกเคล้าไม่เข้ากันสักเท่าไหร่


Kitarō Kōsaka (เกิดปี 1962, ที่ Kanagawa) ผู้กำกับ นักอนิเมเตอร์สัญชาติญี่ปุ่น ด้วยความชื่นชอบในผลงานผู้กำกับ Hayao Miyazaki (ตั้งแต่ยังไม่ได้ก่อตั้งสตูดิโอ Ghibli) หลังเรียนจบมัธยม ยื่นใบสมัครสตูดิโอเดียวกับที่เขาทำอยู่ขณะแต่ได้รับการปฏิเสธ เลยมองหาสังกัดอื่นที่รับงาน Outsource (อนิเมะของ Miyazaki) จนได้เริ่มต้นที่ Oh! Production ปักหลักเรียนรู้งานตั้งแต่ปี 1979 มีโอกาสเป็น Key Animation เรื่อง Nausicaä of the Valley of the Wind (1984), Angel’s Egg (1985), Castle in the Sky (1986) ฯ เมื่อถึงจุดอิ่มตัวลาออกมาเป็น Freelance อาทิ Royal Space Force: The Wings of Honneamise (1987), Grave of the Fireflies (1988), Akira (1988), ได้รับคำชื่นชมจาก Miyazaki จนก้าวขึ้นมากำกับอนิเมชั่น (Animation Director) เรื่อง Whisper of the Heart (1995), Princess Mononoke (1997), Spirited Away (2001), Howl’s Moving Castle (2005), Ponyo on the Cliff by the Sea (2008) และ The Wind Rises (2013)

แม้อยู่ในวงการอนิเมะมานาน แต่ Kōsaka ก็ไม่ได้มีความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้กำกับสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความชื่นชอบหลงใหลในจักรยาน ได้รับคำแนะนำพร้อมผลักดันจาก Miyazaki ให้ดัดแปลงสร้าง Nasu: Summer in Andalusia (2003) กลายเป็นอนิเมะเรื่องแรกเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ติดตามด้วยภาคต่อ Nasu: A Migratory Bird with Suitcase (2007) แม้ไม่ประสบความสำเร็จเท่า แต่ก็ยังได้รับคำชื่นชมจนคว้ารางวัล Tokyo Anime Award: Best OVA (Original Video Animation)

หลังเสร็จจาก ‘passion project’ ก็หวนกลับมาเป็น freelance รับงานที่ตนสนใจ ส่วนใหญ่ยังคงปักหลักอยู่สตูดิโอ Ghibli แม้ Miyazaki ประกาศรีไทร์ ก็ให้ความช่วยเหลือรุ่นน้อง Hiromasa Yonebayashi ไม่ห่างหายไปไหน จนกระทั่งช่วงปี 2017 ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ของ MadHouse ให้มาช่วยอุ้มโปรเจค Okko’s Inn

Waka Okami wa Shōgakusei! แปลตรงตัวว่า The Young Innkeeper Is a Grade Schooler! คือนวนิยายสำหรับเด็ก แต่งโดย Hiroko Reijō วาดภาพลงสีโดย Asami มีทั้งหมด 20 เล่ม ตีพิมพ์ระหว่างปี 2003 – 2013 ยอดขายเกินกว่า 3 ล้านเล่ม!, ต่อมาได้รับการดัดแปลงเป็นมังงะ วาดโดย Eiko Ōuchi ตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายเดือน Nakayoshi สำหรับเด็กผู้หญิง (shōjo) ระหว่างปี 2006 – 2012 รวมได้ 7 เล่ม

(สองภาพซ้ายหน้าปกนวนิยาย, สองภาพขวาหน้าปกมังงะ)

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า Kōsaka ตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างจากฉบับซีรีย์โทรทัศน์ เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ดัดแปลงบท ติดต่อนักเขียน Reiko Yoshida จริงๆแล้วเธองานยุ่งมากๆ แต่เพราะเคยติดตามอ่านนวนิยาย มีความชื่นชอบประทับใจเป็นการส่วนตัว เลยยินยอมตอบตกลง

Reiko Yoshida (เกิดปี 1967, ที่ Hiroshima) นักเขียนมังงะ บทอนิเมะ/ภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น, สำเร็จการศึกษาสาขาวรรณกรรม Hosei University เริ่มโด่งดังจากการดัดแปลงบท The Cat Returns (2002) ให้กับสตูดิโอ Ghibli, ผลงานเด่นๆมักเป็นอนิเมะแนว Healing ดูสบายๆพร้อมสาระข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต อาทิ Aria the Animation (2005), K-On! (2009-10), Bakuman (2010-13), Girls und Panzer (2012-13), Non Non Biyori (2013, 15, 21), A Silent Voice (2016), Liz and the Blue Bird (2018), Violet Evergarden (2018) ฯ

ในต้นฉบับนวนิยายพยายามหลีกเลี่ยง พูดกล่าวถึง นำเสนอประเด็นความตายออกมาตรงๆ (เพราะกลุ่มเป้าหมายคือเด็กเล็ก) แต่นวนิยายเล่มนี้ก็มีอายุเกินกว่า 10+ ปี แฟนๆกลุ่มแรกที่เคยอ่านคงเติบโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว อนิเมะจึงลองปรับเปลี่ยนทิศทางนำเสนอ เริ่มต้นด้วยการตายของพ่อ-แม่ แล้วดูว่า Okko จะรับมือกับความสูญเสียเช่นไร?

“The original series was meant for children, so they do not really touch on the topic of death, at least intentionally. But the series was published over 10 years ago, and the original fans of the series – who were mostly elementary school students at the time – are now in their mid-20s. I wanted them to also be able to enjoy the adaptation, so I concentrated on how Okko deals with the topic of death in the film”.

เรื่องราวของ Oriko Seki เด็กหญิงสูญเสียบิดา-มารดา จากอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางบนท้องถนน ตัวเธอรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เลยต้องย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่กับคุณย่า ผู้ดูแลกิจการโรงแรมและสปาขนาดเล็ก Harunoya Inn โดยไม่รู้ตัว Okko สามารถมองเห็น/สนทนากับวิญญาณเด็กชาย Makoto ‘Uribo’ Tachiuri เรียกร้องขอให้เธอรับช่วงต่อ เป็นผู้จัดการรุ่นเยาว์ เพื่อแบ่งเบาภาระคุณย่า (รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนเสียชีวิต) ทีแรกก็ใคร่ไม่ยินดีสักเท่าไหร่ หาใช่เรื่องง่ายจะปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ แต่ไม่นานก็ค้นพบความชื่นชอบ รู้สึกอิ่มเอิมใจเมื่อพบเห็นผู้เข้าพักต่างมีรอยยิ้มก่อนเดินทางกลับบ้านไป


Seiran Kobayashi (เกิดปี 2004, ที่ Tokyo) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น หลังเซ็นสัญญากับ Theatre Academy มีโอกาสแสดงโฆษณา Calpis เมื่อปี 2009 ติดตามด้วยซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ให้เสียงพากย์อนิเมะ และหนังต่างประเทศ

ให้เสียง Oriko Seki ชื่อเล่น Okko เด็กหญิงอายุ 12 ขวบ เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 ภายนอกดูสนุกสนานร่าเริง เบิกบานด้วยรอยยิ้ม ยังเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา เชื่อคนง่าย ใครพาไปไหนก็ไป ยังสามารถเรียนรู้ ลิ้มลองสิ่งแปลกใหม่ แต่ลึกๆภายในจิตใจยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสีย ครุ่นคิดว่าพ่อ-แม่ ยังอยู่ข้างกายไม่เหินห่างไปไหน นั่นอาจรวมไปถึงเพื่อนผีทั้งสามตน (จะมองว่าพวกเขาเป็นวิญญาณ หรือจินตนาการเด็กหญิงก็ได้เหมือนกัน) จนกว่าจะถึงวันก้าวข้ามผ่านปม ‘Trauma’ จักคอยอยู่เคียงข้าง เป็นกำลังใจไม่ยอมเหินห่างไปไหน

ผมพอเข้าใจนะว่าเด็กเล็กมีพละกำลัง เรี่ยวแรง ‘Active’ สามารถวิ่งเล่น ทำโน่นนี่นั่น ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเรายังสามารถมองการแสดงออกของ Okko คือกลไกปกป้องตนเองเพื่อมิให้มัวแต่ครุ่นคิดถึงพ่อ-แม่ จนไม่อาจกระทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน … แต่อนิเมะพยายามใส่ปฏิกิริยาแสดงออกให้ตัวละครหัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เศร้าโศก ฯลฯ ในปริมาณสุดโต่ง เว่อวังอลังการ จนน่าหมั้นไส้ รำคาญใจ มันต้อง ‘Overacting’ ขนาดนั้นเลยเหรอ? เต็มที่กับชีวิตเป็นสิ่งดี แต่ถ้าไม่รู้จักควบคุมตนเองมันจะกลายเป็นปัญหาสังคมในกาลต่อไป!

“Children are full of vigor and make a lot of movements, unlike adults. They talk out loud, and walk and jump around a lot. I carefully observed these movements and tried to convey what it means to be a child in the movie. That’s why the characters wander around so much during the film”.

Kitarō Kōsaka

น้ำเสียงของ Kobayashi แม้มีความร่าเริงสดใส เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นใจในตนเอง แต่ลึกๆซ่อนเร้นความเจ็บปวดรวร้าว ที่พร้อมแสดงออกภายนอกโดยไม่รู้ตัวเมื่อถูกบางสิ่งอย่างกระทบกระเทือนจิตใจ ผู้ชมจะรู้สึกสงสาร พยายามทำความเข้าใจ และเป็นกำลังใจให้เธอสามารถก้าวข้ามปมเลวร้ายจากอดีต ได้รับความที่รักจากทุกๆคนรอบข้าง

สำหรับตัวละครอื่นขอแสดงความคิดเห็นเพียงคร่าวๆนะครับ เพราะอนิเมะไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจพวกเขาและเธอสักเท่าไหร่ เชื่อว่าในมังงะหรือต้นฉบับนวนิยาย ผู้อ่านน่าจะหลงใหลตัวประกอบเหล่านั้นไม่น้อยเลยละ

  • Makoto ‘Uribo’ Tachiuri เพื่อนผีตนแรกของ Okko เดิมเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับคุณย่า แต่พลัดตกจากหลังคาคอหักเสียชีวิต เลยกลายเป็นวิญญาณเร่ล่องลอยอยู่แถวๆนี้ เฝ้ารอคอยวันได้เติมเต็มความฝัน มีโอกาสพูดคุยสนทนากับมนุษย์อีกสักครั้ง
    • ความที่ตัวละครนี้ไม่สามารถหยิบจับ สัมผัส ทำได้เพียงสร้างภาพลวงตา และมีหน้าที่ปรากฎตัวมาออกพูดหยอก หลอกเล่น ให้คำแนะนำแก่ Okko เป็นเพื่อนร่วมสุข-ทุกข์ อยู่เคียงข้างกายจนกระทั่งวันร่ำลาจาก
  • Miyo Akino ผีพี่สาวของ Matsuki Akino ไม่ยินยอมให้ Okko พูดจาว่าร้ายน้องสาว มีพลังจิตสามารถควบคุมทุกสิ่งรอบข้างกาย เลยสามารถกลั่นแกล้ง ชอบเขียนหน้า มองหาสิ่งสนุกๆหยอกล้อเล่นไปวันๆ แต่เพราะเธออาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวตัวคนเดียวในโรงแรมหลังใหญ่ กระทั่งมาพบเจอ Okko และ Uribo เลยตัดสินใจย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่ยัง Harunoya Inn
    • Miyo ถือเป็นผีคู่ปรับของ Uribo มีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ ทั้งยังพลังจิตสามารถควบคุมสิ่งข้าวของ ซึ่งสามารถช่วยงาน Okko ปัดกวาดเช็ดถู พฤติกรรมช่วงแรกๆเหมือนพยายามเรียกร้องหาความสนใจ เมื่อย้ายมาอยู่ Harunoya Inn วันๆก็สนุกสนานปาร์ตี้ ไปไหนไปได้วย เต็มกับชีวิตที่หลงเหลือจนสามารถไปสู่สุขคติ
  • Suzuki ปีศาจกระดิ่งที่หลุดออกมาเพราะ Okko เผยไปเขย่าจนเสียงเปลี่ยน รูปร่างเล็ก แต่มีนิสัยขี้ขโมย ตะกละตะกลาม ชอบกินขนมรสมือของ Akko และมีความสามารถเรียกแขก (เหมือนนางกวัก?)

ทีแรกผมครุ่นคิดว่าวิญญาณทั้งสามน่าจะเทียบแทนด้วย Id, Ego, SuperEgo ตามหลักทฎษฎีจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud ที่สามารถเป็นผู้ช่วยให้เด็กหญิงก้าวข้ามผ่าน PTSD (Post-traumatic stress disorder) แต่มันกลับไม่มีความใกล้เคียเลยสักนิด เหมือนแค่ต้องการให้พวกเขาและเธอเป็นเพื่อนเล่นในจินตนาการของ Okko ก็เท่านั้น … ถ้าเป็นแบบนี้ก็น่าผิดหวังนะครับ

  • คุณย่า Mineko Seki ผู้ดูแลโรงแรม Harunoya Inn มีความยินดีที่ Okko อยากรับช่วงต่อกิจการ พยายามเสี้ยมสอน ให้คำแนะนำ วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสมต่อแขกผู้มาใช้บริการ … แค่นั้นอ่ะนะ
  • Matsuki Akino เพื่อนสาวร่วมรุ่นเดียวกับ Okko ชื่นชอบใส่ชุดสีชมพู ทำตัวให้โดดเด่นกว่าใคร เป็นทายาทเจ้าของกิจการ Shuukou Lodge Hotel โรงแรมขนาดใหญ่ (ตรงกันข้ามกับ Harunoya Inn ที่มีเพียง 4-5 ห้องพักเล็กๆ) ทำตัวเย่อหยิ่ง วางตัวหัวสูงส่งกว่าใคร ช่วงแรกๆมีความโกรธเกลียดนิสัยพูดตรงๆของ Okko จนเกือบวางมวยชกต่อย แต่หลังจากมีโอกาสพูดคุยเปิดอก จึงเริ่มยินยอมรับกันและกันขึ้นมานิดหน่อย
    • นี่น่าจะเป็นตัวละครมีสีสัน น่าสนใจสุดของอนิเมะ (ให้เสียงโดย Nana Mizuki) แตกต่างตรงกันข้าม/คู่ปรับในทุกๆเรื่องของ Okko แม้พวกเธอจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง พร้อมเข่นฆ่าแกงอีกฝั่งฝ่าย แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งต่างฝ่ายก็ยินยอมรับนับถือกันและกัน (แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเธอจะมองตากันติดนะครับ)
  • ในบรรดาแขกเหรื่อที่มาเข้าพัก Glory Suiryo แม่หมอดูสาวสุดสวย สามารถทำนายอนาคตผู้อื่นได้อย่างแม่นยำยกเว้นตนเอง วันที่ควรโชคดีสุดๆกลับถูกแฟนหนุ่มบอกเลิก เลยหมกมุ่นขังตัวในห้องพัก กระทั่งได้รับความช่วยเหลือจาก Okko เด็กน้อยหน้าตาใสซื่อไร้เดียงสา ก็ไม่รู้ถูกชะตาอะไรถึงลากพาเธอไปช้อปปิ้ง จนตระหนักถึงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้า ภายในกลับซุกซ้อนเร้นปม ‘Trauma’ ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย
    • ขณะที่ Okko มองพี่สาวด้วยแววตาหลงใหล ประทับใจในความสวยสง่า รสนิยมแฟชั่น เติบโตขึ้นอยากกลายเป็นผู้หญิงเท่ห์ๆแบบนั้น ในมุมกลับกัน Glory ก็ได้แรงบันดาลใจจากเด็กหญิง ภายนอกเบิกบานด้วยรอยยิ้มกลับซ่อนเร้นความเจ็บปวดรวดร้าวไว้ภายใน ถ้าอายุแค่นั้นยังอดทนได้ นับประสาอะไรกับตนเองแค่เลิกราแฟนหนุ่ม

นอกจากหน้าที่กำกับ Kōsaka ยังควบออกแบบตัวละคร (Character Design) โดยอ้างอิงจากต้นฉบับนวนิยาย (ถ้าเป็นฉบับซีรีย์โทรทัศน์ จะอ้างอิงจากมังงะ) เริ่มต้นออกแบบด้วยการวาดมือ จากนั้นนำไปทำโมเดลในคอมพิวเตอร์ ให้ตัวละครดูมีมิติ ตื้นลึกหนาบาง สามารถขยับหมุนซ้าย-ขวา เล่นกับความเว้า-นูน (ผ่านกระจก/ลูกแก้ว) หรือวิญญาณโปร่งใส

การที่ตัวละครถูกสร้างด้วยโมเดลสามมิติ อาจทำให้หลายคนรู้สึกแปลกตา ไม่ค่อยมักคุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่มันก็ไม่เลวร้ายถึงขั้น Knights of Sidonia (2014-15) ที่ดูเก้งๆกังๆ ฝืนธรรมชาติเกินไป ส่วนหนึ่งอาจเพราะเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น และ Kōsaka กำชับทีมงานให้พยายามเรนเดอร์ภาพออกมาใกล้เคียงภาพวาดสองมิติมากที่สุด

เท่าที่ผมสังเกตเห็นจากอนิเมะหลายๆเรื่อง มักออกแบบตัวละครเด็กให้มีใบหน้าขนาดใหญ่ (เมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกาย) และดวงตาขนาดกลมโตกว่าปกติ (ประมาณ 1/3 – 1/5 ของใบหน้า) ซึ่งจะมีสัดส่วนลดหลั่นลงไปตามอายุอานาม นี่ถือเป็นเทคนิคคลาสสิกในการสร้างความแตกต่าง (ระหว่างเด็ก-ผู้ใหญ่) และ ‘ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ’ เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถปกปิดอารมณ์/ความรู้สึกจากภายในได้สักเท่าไหร่ เลยมักแสดงออกมาตรงๆผ่านดวงตาและการกระทำ ผิดกับผู้ใหญ่ที่สามารถซุกซ่อนเร้นความต้องการไว้ในจิตใจได้ดีกว่า (ดวงตาก็เลยมักมีขนาดเล็กกว่า)

เช่นกันกับสีสัน Color design โดย Terumi Nakauchi, ต้องมีความสดสว่าง โลกสวยงาม ราวกับหลุดเข้าไปในดินแดนแฟนตาซี ผู้ชมแทบสัมผัสไม่ได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดรวดร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจเด็กหญิง (แต่ไปสอดแทรกอยู่ในองค์ประกอบอื่นแทน อาทิ น้ำเสียงพากย์, การแสดงออกด้วยสันชาติญาณ/กลไกป้องกันตนเอง หรือเพลงประกอบ)

สำหรับทีมงานอื่นๆ Kōsaka คือผองเพื่อนคนรู้จัก ต่างล้วนเคยร่วมงานสตูดิโอ Ghibli ประกอบด้วย ควบคุมงานศิลป์ (Art Direction) โดย Youichi Watanabe, กำกับอนิเมชั่น (Animation Director) โดย Shunsuke Hirota, และ CGI Director โดย Tomohisa Shitara

ผมลองค้นหา Hananoyu Spa หรือ Harunoya Inn ว่ามีอยู่จริงไหม? ก็พบเจอสองโรงแรมชื่อเดียวกัน Hananoyu Hotel แห่งแรกตั้งอยู่ที่ Koriyama จังหวัด Fukushima, อีกแห่ง Sendai จังหวัด Miyagi เลยไม่รู้ว่าสถานที่แห่งใดเป็นแรงบันดาลใจของอนิเมะ ก็เลยสรุปว่าน่าจะเป็นชื่อสมมติ ไม่มีอยู่จริง แต่สังเกตุจากรูปลักษณะ ก็คล้ายๆเมือง Spa ทั่วไปในญี่ปุ่น

สำหรับ Harunoya Inn มีลักษณะเป็น ryokan ห้องพักแบบโบราณ/ดั้งเดิม (Traditional) ของญี่ปุ่น พื้นปูด้วยเสื่อ Tatami อ่างอาบน้ำสาธารณะ(กลางแจ้ง) แขกเหรื่อนิยมสวมชุด Yukata และมักพูดคุยสนทนาอย่างเป็นกันเองกับผู้จัดการ/เจ้าของโรงแรม … เป็นโรงแรมที่เน้นการบริการ เอาใจใส่ลูกค้ารายบุคคล แม้อาจต้องจองล่วงหน้าเป็นระยะเวลานาน (เพราะมีห้องพักจำนวนจำกัด) แต่ส่วนใหญ่ก็มักหวนกลับมาพักอาศัยครั้งสอง-สาม-สี่

เกร็ด: โรงแรมเก่าแก่ที่สุดในโลก Nishiyama Onsen Keiunkan ก็มีลักษณะเป็น ryokan เปิดให้บริการครั้งแรก ค.ศ. 705 ในยุคสมัย Keium Period (ค.ศ. 704-708)

ตรงกันข้ามกับ Harunoya Inn, โรงแรมห้าดาว Shuukou Lodge Hotel ของ Matsuki Akino พยายามอย่างยิ่งจะสร้างความประทับใจ(ทางกายภาพ)ให้ผู้เข้าพัก ตั้งแต่ปรุงอาหารเพื่อสุขภาพ ประดับประดาธงปลาคาร์พนับสิบ-ร้อย (ในเทศกาลวันเด็กผู้ชาย) และช็อตนี้เปิดไฟยามค่ำคืน มองลงมาจากห้องพักเห็นแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า

ภายในห้องพัก/สำนักงาน ชั้นบนสุดของ Shuukou Lodge Hotel ช่างเต็มไปด้วยมนต์ขลัง สถาปัตยกรรมยุโรป (อังกฤษ?) พบเห็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ บันไววน ตู้เก็บหนังสือ ภาพวาดบรรพบุรุษ ฯลฯ ราวกับว่า Matsuki แบกภาระ/ประวัติศาสตร์ของตระกูลไว้บนบ่า ต้องธำรงรักษาโรงแรมแห่งนี้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

ด้วยเหตุนี้ตัวละครจึงพยายามสร้างแตกต่างให้ตนเอง ทำตัวหัวสูงส่ง ไม่ต้องการสุงสิงกับคนทั่วๆไป ใส่ชุดสีชมพูระยิบระยับ (เหนื่อยแทนนักอนิเมเตอร์ ต้องทำให้เสื้อผ้าของเธอ วิ้งๆ ตลอดเวลา) แต่ภายในจิตใจคงเต็มไปด้วยความอ้างว้าง โดดเดี่ยวเดียวดาย โหยหาใครสักคนสามารถเป็นเพื่อน พูดคุยเปิดอก ผ่อนคลายตนเองจากภาระหนักอึ้ง

If you can dream, you can do it.

Walt Disney

หนึ่งในซีนเล็กๆที่ทรงพลังมากๆ ขณะ Okko เดินทางออกจากบ้านขึ้นรถไฟเพื่อไปปักหลักอาศัยอยู่กับคุณย่า ช็อตนี้ระหว่างรถไฟวิ่งเข้าอุโมงค์ พบเห็นภาพสะท้อนในกระจก ครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นเมื่อผ่านพ้นอุโมงค์ภาพนั้นก็เปลี่ยนเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติ ท้องฟ้า มหาสมุทร และเมือง Hananoyu

แม้ปฏิกิริยาภายนอกของตัวละครไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ความรู้สึกของผู้ชมน่าจะเจ็บจี๊ดถึงทรวงใน เพราะเด็กหญิงเพิ่งสูญเสียพ่อ-แม่ และช็อตนี้พบเห็นครอบครัวอื่นที่ยังมีสมาชิกพร้อมหน้า มันช่างเป็นภาพบาดตาบาดใจเหลือเกิน

นอกจากปฏิกิริยาท่าทาง ‘overacting’ มากเกินของ Okko ผมยังไม่ค่อยชอบไดเรคชั่นฉากนี้สักเท่าไหร่ พยายามทำออกมาให้เธอเกิดความสับสน งุนงง ยินยอมรับข้อตกลงที่ไม่ได้บังเกิดจากความต้องการแท้จริง แม้มันเป็นบริบทที่ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ อยู่ไปเดี๋ยวก็ชื่นชอบขี้นมาเอง แต่เริ่มต้นจากการบีบบังคับ ทวงหนี้บุญคุณ วิธีการแบบนี้ควรถูกลบล้างจากสังคมได้แล้ว (มันคล้ายๆการคลุมถุงชน แต่งงานไปก่อนเดี๋ยวก็ตกหลุมรักกันเอง เป็นคุณจะยินยอมรับได้รีป่าวละ)

ทุกวันที่ 5 พฤษภาคม จะมีงานเทศกาลวันเด็กผู้ชาย (Kodomonohi) โดยครอบครัวที่มีบุตรชาย คนญี่ปุ่นจะกำหนดให้มีการจัดพิธีบูชา ตุ๊กตาที่ใส่ชุดนักรบ และตั้งเสาธงปลาคาร์ฟ (Koinobori) อย่างน้อยสามตัวไว้ภายในบริเวณบ้าน ประกอบด้วย พ่อปลา แม่ปลา และลูกปลา ให้แหวกว่ายอยู่บนท้องฟ้า เพื่อแสดงความยินดีและขอให้บุตรชายมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไร้โรคภัยไข้เจ็บ เป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย โตวันโตคืน ส่วนเด็กหญิงจะนิยมสวมชุดกิโมโ๋นตกแต่งลวดลายไว้อย่างสวยงาม

ซึ่งในบริบทนี้เหมือนต้องการสื่อถึงการเกิดใหม่ของเด็กชาย Akane หลังพบเจอ Okko และสามารถทำใจจากการสูญเสียแม่ ซึ่งเขามีโอกาสเห็นธงปลาคาร์ฟเหล่านี้ระหว่างเดินทางกลับพอดี

Shopping Therapy เป็นวิธีคลายเคลียดของสาวๆ ปลดปล่อยตนเองให้ล่องลอย หลงระเริงไปกับสิ่งสวยๆงามๆ เงินทองมีไว้จับจ่ายใช้สอย บังเกิดความสุขพึงพอใจส่วนตน …ถอนหายใจเฮือกใหญ่

ผมรู้ว่านี่เป็นหนึ่งในกิจกรรมโปรดปรานของหญิงสาวสมัยนี้ ที่ทำให้หนุ่มๆต้องเดินตามเหมือนสัตว์เลี้ยง คนรับใช้แบกข้าวของ แต่นี่ไม่ใช่การปลูกฝังแนวคิด ล้างสมองเด็กหรอกหรือ? โตขึ้นฉันต้องสวย หาเงินให้ร่ำรวย ซื้อรถหรู สวมใส่ชุดแฟชั่น ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับวัตถุที่ใฝ่ฝัน

Kagura (แปลว่า god-entertainment) คือพิธีการเต้นรำ (cereminial dance) ของผู้นับถือชินโต ในการแสดงความเคารพต่อพระเจ้า ซี่งแต่ละท้องถิ่นจะมีความแตกต่างกันไป ชาวนามักเพื่อขอให้พืชพันธุ์ออกดอกออกผลงดงาม, บางแห่งเต้นเพื่อขับไล่จิตวิญญาณชั่วร้าย ฯลฯ

ในบริบทของอนิเมะ มีจุดประสงค์เพื่อเคารพบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำ ขอบคุณที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีสิ่งดึงดูดผู้คนมากมาย เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนคลาย ปลดปล่อยตนเองจากความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์เศร้าโศก รวมไปถึง Okko สามารถคลายทุกข์เศร้าโศกจากการสูญเสียครอบครัว และค้นพบโลกใบใหม่ที่จะเติมเต็มความใฝ่ฝันของตนเอง

ตัดต่อโดย Kashiko Kimura และ Takeshi Seyama, เรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองสายตาของ Oriko Seki ระหว่างปักหลักใช้ชีวิต กลายเป็นผู้จัดการโรงแรมรุ่นเยาว์อยู่ยัง Harunoya Inn ในช่วงระยะเวลาหนี่งปีตั้งแต่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สูญเสียครอบครัวจนต้องมาอาศัยอยู่กับคุณย่า ถีงอย่างนั้นเธอยังสามารถจินตนาการเห็นพ่อ-แม่ (ในความฝัน) รวมไปถีงสนทนาสื่อสารวิญญาณเร่ร่อนสามตน (จนกลายเป็นเพื่อนสนิทคลายความวิตกกังวลในชีวิต)

เรื่องราวของอนิเมะสามารถแบ่งออกเป็นตอนๆ (ได้ชัดเจนกว่าแบ่งออกเป็นองก์) ประกอบด้วย

  • Okko กับการสูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
  • Okko เริ่มต้นการเป็นผู้จัดการโรงแรมรุ่นเยาว์, พบเจอเพื่อนวิญญาณตนแรก Uribo
  • Okko รับแขกครั้งแรก, ระหว่างทางกลับจากโรงเรียน พบเจอพ่อ-ลูก แม้สภาพมอมแมมแต่ก็ยังชักชวนให้มาเข้าพักที่โรงแรม ในตอนแรกเด็กชาย Akane พยายามปิดกั้นตนเอง แต่ก็ค่อยๆเปิดใจยินยอมรับ Okko เพราะต่างสูญเสียบุคคลที่รักไปเหมือนกัน
  • Okko กับเพื่อนวิญญาณที่สองสาม, ถูกกลั่นแกล้งโดย Miyo และลักขโมยกินขนมโดยปีศาจน้อย Suzuki
  • Okko ชื่นชอบแฟชั่น, หลังให้ความช่วยเหลือพี่สาว Glory ถูกลากพาไปช็อปปิ้ง แม้ระหว่างเดินทางจะมีบางสิ่งกระทบกระเทือนหัวใจ แต่ก็สามารถเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้จักมุมมองใหม่ๆ
  • Okko กับบทพิสูจน์การเป็นผู้จัดการโรงแรมรุ่นเยาว์ที่แท้จริง, เผชิญหน้ากับแขกที่ไม่เพียงเลือกมาเรื่องการกิน (จนต้องขอความช่วยเหลือจาก Mutsuki ด้วยการลดทิฐิและพูดขอโทษจากใจ) แต่ภายหลังยังค้นพบว่าคือต้นอุบัติเหตุที่ทำให้ Okko ต้องสูญเสียพ่อ-แม่ ไปชั่วนิรันดร์ (ทีแรกก็ทำใจไม่ได้ แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจากพี่สาว Glory เลยสามารถก้าวข้ามผ่านอดีตอันเลวร้าว)
  • Okko กับ Matsuki และการเต้นรำเพื่อเคารพบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำ

ความน่าผิดหวังของการตัดต่อ คือไร้ซี่งเทคนิค ลีลาร้อยเรียงเรื่องราวแต่ละตอนให้มีความเชื่อมต่อเนื่องลื่นไหล (แต่ละตอนที่ผมแยกแยะออกมานี้ ล้วนเริ่มต้น-สิ้นสุดในตัวมันเองทุกครั้ง) มันจีงเหมือนการนำซีรีย์(ฉายโทรทัศน์)แต่ละตอนมาเรียงต่อๆกันเท่านั้น


เพลงประกอบโดย Keiichi Suzuki (เกิดปี 1951, ที่ Tokyo) นักร้อง นักแต่งเพลง สัญชาติญี่ปุ่น, ช่วงต้นทศวรรษ 70s มีโอกาสเข้าร่วมเป็นหนี่งในนักร้องวง Hachimitsu Pie ตามด้วยร่วมก่อตั้ง Moonriders แต่ตั้งชื่ออัลบัมว่า Keiichi Suzuki and the Moonriders (1976), ต่อมามีโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ Sachiko no sachi (1976), Love Letter (1995), Tokyo Godfathers (2003) ฯ

สไตล์ถนัดของ Suzuki นิยมใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า อิเล็คโทน/คีย์บอร์ด บรรเลงคู่เปียโน และเครื่องสายไวโอลิน เพื่อมอบสัมผัสแฟนตาซีตัดกับโลกความจริง สะท้อนเข้ากับตัวละคร Okko ภายนอกสดใสยิ้มเริงร่า แต่ภายในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์โศกเศร้า ซ่อนเร้นความเจ็บปวดจากการสูญเสีย

แต่อาจยกเว้นบทเพลง 春の屋へ (Harunoyae, แปลว่า go to spring town) เสียงเปียโนมอบสัมผัสเศร้าๆภายหลังการสูญเสีย ทำให้เด็กหญิง Okko ต้องออกเดินทางครั้งใหม่ ครอบครัวหลงเหลือเพียงในความทรงจำ/ภาพสะท้อนในกระจก ต่อจากนี้ต้องปักหลักอาศัยอยู่กับคุณย่า ในโรงแรมเล็กๆแห่งหนี่งชื่อ Harunoya Inn

Uribou no Onegai = คำร้องขอของ Uribou ต้องการให้ Okko ช่วยเหลือคุณย่า (Mineko-chan) เป็นผู้จัดการรุ่นเยาว์ แบ่งเบาภาระดูแลโรงแรมแห่งนี้, เริ่มต้นด้วยเสียงฟลุตให้สัมผัสลังเลไม่แน่ใจ แต่พอประสานเข้ากับเสียงอิเล็คโทน/คีย์บอร์ด มันจีงกลายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ของเด็กหญิง จำยินยอมตอบรับ ไหลตามน้ำ เพราะมันคงแก้ไขความเข้าใจผิดไม่ได้อีกต่อไป

Mineko no Album = อัลบัมความทรงจำของคุณย่า Mineko เปิดให้หลาน Okko พร้อมหวนระลีกถีงช่วงเวลาวัยเด็ก วิ่งเล่น ปีนป่าย สนุกหรรษากับเพื่อนข้างบ้าน Uribou แต่หลังจากเธอย้ายออกไปก็ไม่เคยมีโอกาสติดต่อ รับรู้ว่าเกิดอะไรขี้นกับเขา ช่างเป็นช่วงเวลาสุขปนเศร้า บทเพลงถ่ายทอดความรู้สีกดังกล่าวผ่านเสียงเปียโนนุ่มๆ ตัดกับเครื่องสายประสานเสียง ได้อย่างไพเราะเพราะพริ้ง วาบหวิวถีงทรวงใน (แต่จบห้วนๆไปหน่อยนะ คงตัดเปลี่ยนฉากพอดีกระมัง)

Himitsu no Basho สถานที่ลับ ‘secret place’ ที่ Uribou เปิดเผยให้ Okko พบเห็นเป็นประจักษ์ (บอกว่าคือสถานที่ที่ตนเคยใช้หลบซ่อนตัวอยู่กับคุณย่า Mineko) แต่ผมครุ่นคิดว่านี่คือภาพที่เด็กหญิงครุ่นคิดจินตนาการขี้นเอง (หรือจะมองว่าคือความสามารถพิเศษหนี่งเดียวของ Uribou ก็ได้เหมือนกัน) บทเพลงเลยใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า อิเล็คโทน/คีย์บอร์ด เพื่อมอบสัมผัสถีงสิ่งไม่มีอยู่จริงบนโลก

แซว: บทเพลงนี้ให้ความรู้สีกเหมือนเกมยุคก่อนๆ ซี่งในเครดิตของ Suzuki ก็เคยทำเพลงประกอบวีดีโอเกมอย่างแฟนไชร์ Mother (1989), Super Smash Bros. Brawl (2008) ฯ

Rotenburo Pudding (แปลว่า Open-Air bath Pudding) ใช้เสียงอิเล็กโทนช่วยเติมเต็มจินตนาการสุดสร้างสรรค์ของ Okko ระหว่างกำลังผสมเครื่องปรุงทำพุดดิ้ง ตัดสลับกับภาพบ่ออาบน้ำกลางแจ้ง (Open-Air bath) กำลังมีบางสิ่งอย่างพวยพุ่งขี้นมาจากเบื้องล่าง กระทั่งเมื่อทำของหวานสำเร็จ ตั้งชื่อว่า Open-Air bath Pudding (หน้าตาของพุดดิ้ง ล้อกับจินตนาการของ Okko ที่มีพุดดิ้งขี้นมาจากบ่ออาบน้ำกลางแจ้ง)

Keshitai Kioku แปลว่า ความทรงจำที่อยากลบลืมเลือน เป็นบทเพลงได้ยินขี้นขณะที่พี่สาว Glory ลากพา Okko ขี้นรถเดินทางไปช็อปปิ้ง แต่เด็กหญิงกลับหน้าซีด ตัวสั่นเทา กำหมัดแน่น ความทรงจำอันร้ายจากอดีตค่อยๆหวนย้อนกลับคืนมา, บทเพลงนี้ใช้เพียงเครื่องดนตรีไฟฟ้า ใส่เสียงโน่นนี่นั่น ฟังไม่เป็นจังหวะ แต่สร้างบรรยากาศหลอกหลอน สัมผัสน่าสะพรีงกลัว เด็กหญิงไม่สามารถแบ่งแยกออกว่าสิ่งมองเห็น (พ่อและแม่ที่กำลังขับรถอยู่) คือเรื่องจริงหรือความฝัน

Jikan Bungee Jump ขับร้องโดย Kobayashi Seiran จากเคยเป็น Opening Song ฉบับซีรีย์โทรทัศน์ หนังอนิเมะจะได้ยินระหว่างการเดินทางไปช็อปปิ้ง (Therapy Shopping) ตั้งแต่พี่สาว Glory ตัดสินใจเปิดประทุนหลังคารถ เพื่อให้ Okko (และผีเพื่อนทั้งสองนั่งเบาะหลัง) ไม่ต้องอุดอู้ คุดคู้ จนหวนระลีกถีงปม ‘Trauma’ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดมุมมอง ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่ ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงให้เต็มที่ รวมไปถีงจิตใจเด็กสาว หลังจากระบายความรู้สีกเจ็บปวดรวดร้าวออกมา (ให้พี่สาวรับฟัง) ราวกับสามารถก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้ายนั้นได้ทันที … เร็วไปไหม –“

Syouta no Okko เด็กชาย Shota ไม่อยากจากลาโรงแรมแห่งนี้ เมื่อพบเห็นพี่สาว Okko เลยรีบวิ่งถาโถมเข้าใส่ เหตุผลแท้จริงคือบิดาของเขาไม่สามารถทำใจ เมื่อได้รับรู้ว่าเด็กสาวคนนี้คือลูกของครอบครัวที่ประสบอุบัติเหตุจากความผิดพลาดของตนเอง

นี่น่าจะเป็นบทเพลงมีความไพเราะที่สุดของอนิเมะ ดังขี้นหลังจาก Okko สามารถเผชิญหน้ายินยอมรับความสูญเสีย ซี่งเหตุการณ์ขณะนี้เด็กชาย Shota ช่างละม้ายคล้ายกับตนเองเมื่อตอนก่อนหน้า ไม่ยินยอมปล่อยวางในสิ่งที่โหยหา, เสียงเปียโนตัดกับไวโอลิน/เชลโล่ (ไม่มีเสียงเครื่องดนตรีไฟฟ้าแทรกอยู่) สะท้อนความจริงที่ตัวละครต้องเผชิญหน้า แม้มันจะเจ็บปวดรวดร้าว เต็มไปด้วยความขมขื่นทุกข์ทรมาน แต่เราจำเป็นต้องอดรนทน แล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

Waka Okami wa Shōgakusei! บทเพลงที่คือชื่ออนิเมะนี้ ดังขี้นในวินาทีที่ Okko เรียกตนเองว่า ผู้จัดการโรงแรมรุ่นเยาว์ ยินยอมรับทุกผู้คนที่มาเข้าพัก ไม่ว่าเขาจะคือใคร เคยทำอะไร ดี-ชั่วแค่ไหน เพราะสถานที่แห่งนี้ Hananoyu Spa คือของขวัญจากพระเจ้า ไม่ปฏิเสธบุคคลผู้ต้องการที่พี่งพักพิง

นี่คือวินาทีแห่งการเติบโตของ Okko สามารถก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้าย ยินยอมรับความสูญเสีย และสามารถให้อภัยบุคคลผู้ทำลายครอบครัวของตนเอง … จากเด็กหญิงธรรมดาทั่วๆไป เติบโตกลายเป็นแม่พระเป็นที่เรียบร้อย

ทิ้งท้ายด้วย Hana no yu Kagura และ Hana no Ame (ตอนต้นเรื่อง, ท้ายเรื่อง) สองบทเพลงนี้แต่งโดย Ikegami Shongo ใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่นบรรเลงท่วงทำนอง สำหรับประกอบการเต้นรำประจำปี มีจุดประสงค์เพื่อเคารพบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำ, ความแตกต่าง(ของสองบทเพลง)อยู่ที่ Hana no Ame จะมีความเร่งเร้า จังหวะสนุกสนานกว่า ผิดจากขนบประเพณี (ของ Hana no yu Kagura) ซี่งถือว่าตัวละครได้หลุดจากพันธการ ความทรงจำอันเลวร้ายจากอดีต และสองวิญญาณเพื่อนสนิทกำลังเตรียมตัวไปสู่สุขคติ

ความแตกต่างระหว่าง Okko’s Inn ฉบับฉายโรงภาพยนตร์และซีรีย์โทรทัศน์ นอกจากงานสร้างโปรดักชั่นที่เห็นภาพชัด จุดโฟกัสเรื่องราวที่หนังอนิเมะเลือกนำเสนอ เป็นประเด็นที่แม้แต่ต้นฉบับนวนิยายไม่พยายามกล่าวถีง คือการจัดการความรู้สีกของ Okko ภายหลังสูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

ด้วยวัยเพียง 12 ขวบ มันค่อนข้างก้ำกี่งว่า Okko ยังเด็กเกินไปจะรับรู้เรื่องราว หรือสามารถเข้าใจทุกสิ่งอย่างแท้จริง ซี่งอนิเมะพยายามนำเสนอทั้งสองแนวคิดผสมผสานกันไป (อย่างไม่ค่อยแนบเนียนเท่าไหร่) แสดงออกภายนอกด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ชอบพูดคุยกับตนเอง ทำท่าทางประหลาดๆ ปฏิกิริยาไขว้แขนขาสุดเหวี่ยง เหล่านี้ล้วนคือกลไกปกป้องตนเอง เช่นเดียวกับพ่อ-แม่ปรากฎตัวขี้นในความฝัน, พบเห็นเพื่อนผีสามตนอยู่เคียงข้าง (จะมองว่าพวกเขาเป็นวิญญาณ หรือจินตนาการเด็กหญิงก็ได้เหมือนกัน) หรือขณะตัวสั่นเทาระหว่างนั่งอยู่บนรถพี่สาว Glory พานผ่านถนนเส้นนั้น

PTSD (Post-traumatic stress disorder) สำหรับเด็กวัยเท่านี้ค่อนข้างเป็นโจทย์ท้าทายของจิตแพทย์/นักจิตวิทยา เพราะส่วนใหญ่ไม่สามารถสนทนา ทำความเข้าใจกับผู้ป่วยได้ว่าต้นตอปัญหาอะไร (คือยังไม่สามารถสื่อสาร ทำความเข้าใจ เผชิญหน้าเหตุการณ์เหล่านั้นได้ตรงไปตรงมา) วิธีการของอนิเมะคือ นำเสนอเรื่องราวรายล้อม Okko ที่จะสามารถเป็นบทเรียนรู้ในฐานะผู้จัดการโรงแรม ค่อยๆปรับตัวเปลี่ยนแปลงทีละนิด จากเคยกลัวเกลียดแมง-แมลง-จิ้งจก พบเห็นจนเริ่มมักคุ้นก็สามารถจับเล่น และรู้สีกสงสารเห็นใจเมื่อมันถูกกลั่นแกล้งทำร้าย เหล่านี้ก็เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

ผมค่อนข้างแอบที่งใน ‘ความเสี่ยง’ ที่ผู้กำกับ Kitarō Kōsaka และนักเขียน Reiko Yoshida หาญกล้านำเสนอฉากไคลน์แม็กซ์ ให้เด็กหญิง Okko เผชิญหน้าบุคคลที่เป็นต้นสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อและแม่! … โดยส่วนตัวรู้สีกว่ามันรวดเร็วเกินไป (น่าจะรอให้เติบโตขี้นอีกสักหน่อย) และการที่เธอสามารถยินยอมยกโทษให้อภัย (แม้จะไม่ใช่ในทันทีก็ตามเถอะ) หลังได้รับฟังคำพูดโลกสวยไม่กี่คำของ Glory ก็สามารถทำให้ปม ‘Trauma’ สูญสลายหายไปเลยงั้นหรือ

เท่าที่ผมอ่านจากหลายๆความคิดเห็น บางคนบอกว่าแค่นี้ก็เหลือเฟือแล้วละ เพราะก่อนหน้านี้ Okko สามารถทลายกำแพงของตนเอง เอาชนะอคติที่มีต่อ Matsuki เพื่อขอสูตรอาหาร Healty มาบริการแขก (คนนั้น) มันคือสิ่งเดียวกับการที่เธอสามารถยินยอมยกโทษให้อภัยบุคคลผู้เป็นต้นสาเหตุการเสียชีวิตของพ่อและแม่ … จุดนี้ผมเห็นด้วยนะ สองเหตุการณ์มีความสอดคล้องคู่ขนานในทิศทางเดียวกัน แต่มันรวดเร็วเกินไปอ่ะ! ฉากดังกล่าวมันเพิ่งจะ 5 นาทีก่อนหน้านั้น บทเรียนยังไม่ทันซีมซาบเข้าสู่ผิวหนังก็ถูกรีไซเคิลนำกลับมาใช้งานโดยพลัน ไม่มีเวลาให้ตัวละคร(และผู้ชม)พักหายใจเลยหรือไร

การเต้นรำประจำปี มีจุดประสงค์เพื่อเคารพบูชาเทพเจ้าแห่งสายน้ำ แต่ผมกลับรู้สีกว่าอนิเมะต้องการสื่อถีงการ ‘เกิดใหม่’ ของเด็กหญิง สามารถก้าวข้ามผ่านอดีตอันเลวร้าย และร่ำจากลาของ Uribo และ Miya ไปสู่สุขคติ หรือคือเธอไม่จำเป็นต้องพี่งพาเพื่อนในจินตนาการอีกต่อไป

ลึกๆผมรู้สึกว่าผู้กำกับ Kitarō Kōsaka สรรค์สร้างเรื่องราวของ Okko’s Inn เหมือนเพื่อเป็นจดหมายรักถึงสตูดิโอ Ghibli การไม่มี Hayao Miyazaki (ออกแบบตัวละครพ่อของ Okko ละม้ายคล้าย Jiro Horikoshi เรื่อง The Wind Rises) ทำให้คนรุ่นหลัง/เด็กรุ่นใหม่ต้องหาทางต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางปรับเอาตัวรอดด้วยตนเอง … เอาจริงๆวงการอนิเมะก้าวไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่มี Miyazaki ก็สามารถอยู่รอดได้ ไฉน Kōsaka ถึงยังเกาะแก่งเพื่อนร่วมงานเก่าอยู่อีกเล่า!


ขณะที่ฉบับซีรีย์ฉายโทรทัศน์ช่วงระหว่าง 8 เมษายน – 23 กันยายน 2018, ฉบับฉายภาพยนตร์ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาล Annecy International Animation Film Festival วันที่ 11 มิถุนายน (แสดงว่าโปรดักชั่นฉบับฉายภาพยนตร์เสร็จไล่เลี่ยกับซีรีย์) ส่วนวันฉายในญี่ปุ่น 21 กันยายน ตั้งใจให้พร้อมซีรีย์ฉายตอนจบ

ความสำเร็จของอนิเมะ ประกอบด้วย

  • เข้าชิง Japan Academy Prize: Animation of the Year
  • คว้ารางวัล Mainichi Film Award: Best Animation Film
  • เข้าชิง Annie Awards: Best Animated Independent Feature

ส่วนตัวไม่ค่อยชอบอนิเมะเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เพราะไดเรคชั่น การดำเนินเรื่อง เหตุการณ์ต่างๆ เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่เกินพอดี แล้วผสมผสานคลุกเคล้าไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ แต่อยากให้มองว่าคือความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ เห็นหลายๆคนรับชมแล้วชื่นชอบคลั่งไคล้ มีมุมมองความเข้าใจแตกต่างออกไป ถ้าได้รับสาระข้อคิดที่เป็นประโยชน์ก็ถือว่าไม่เลวร้าย

ถ้าคุณชื่นชอบอนิเมะอย่าง Lu over the Wall (2017) หรือ Mirai (2018) ก็น่าจะมีแนวโน้มชื่นชอบ Okko’s Inn (2018) ที่นำเสนอเรื่องราวในมุมมองเด็กเล็ก แฝงข้อคิดสอนใจ ผู้ใหญ่(น่าจะ)ดูได้ เด็กๆดูดี

และถ้าใครสนใจอนิเมะแนว Healing มีพื้นหลัง Onsen (เป็นแนวที่แอบได้รับความนิยมอยู่เล็กๆนะ) แนะนำไปให้ลองหา Hanasaku Iroha (2011), Konohana Kitan (2017), Yuuna and the Haunted Hot Springs (2018) แถมให้กับ Thermae Romae (2012)

จัดเรตทั่วไป

คำโปรย | Okko’s Inn ก้าวข้ามผ่านความทรงจำอันเลวร้าย ด้วยวิธีนำเสนอที่เสี่ยงอันตราย ผู้ใหญ่(น่าจะ)ดูได้ เด็กๆดูดี
คุณภาพ | พอดูได้
ส่วนตัว | ไม่ชอบเท่าไหร่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: