The Little Prince and the Eight-Headed Dragon

The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) Japanese : Yūgo Serikawa ♥♥♥♥

หลังทดลองผิดลองถูก สะสมประสบการณ์มาจนถึงภาพยนตร์อนิเมชั่นลำดับที่หกของ Toei Animation แต่ถือเป็นมาสเตอร์พีซเรื่องแรก สำแดงความเป็นญี่ปุ่น ดัดแปลงตำนานเทพปกรณัมเมื่อครั้น Izanami และ Izanagi ให้กำเนิดหมู่เกาะ Ōyashima (ประเทศญี่ปุ่น) และบุตรชาย Susanoo ต่อสู้อสูรกายแปดหัว Yamata no Orochi

ว่ากันอย่างไม่อ้อมค้อม The White Snake Enchantress (1958) คิอภาพยนตร์อนิเมชั่นที่น่าอับอายขายขี้หน้า เพียงความหาญกล้าแต่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ ไม่สมควรเป็นตัวแทนอะไรหลายๆอย่าง … อนิเมะขนาดยาวเรื่องแรกของค่าย Toei Animation, อนิเมะฟีล์มสีเรื่องแรกของญี่ปุ่น, อนิเมะส่งออกฉายต่างประเทศเรื่องแรกๆ ฯลฯ

The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) ต่างหากละ!เป็นผลงานสมควรค่าแก่การจดจำ ตั้งแต่ดัดแปลงเรื่องราวเทพปกรณัมสร้างเกาะญี่ปุ่น ตัวละคร สไตล์ลายเส้น ลูกเล่นอนิเมชั่น สร้างขึ้นด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจทำงาน (ชัยชนะหลังการประท้วงหยุดงานเมื่อปี 1961 ทำให้คุณภาพชีวิตของนักอนิเมเตอร์ดีขึ้นพอสมควร และยังเป็นช่วงฤดูกาล ‘Prague Spring’ ของสตูดิโอ Toei Animation) ร่วมแรงร่วมใจสรรค์สร้างอัตลักษณ์ ‘ความเป็นญี่ปุ่น’ เปิดประตูสู่จุดเริ่มต้นวงการอนิเมะ(ญี่ปุ่น)ที่แท้จริง

วันก่อนเขียนถึง Tale of a Street Corner (1962) อนิเมชั่นเรื่องแรกที่คว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award แล้วเหลือบไปเห็น The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) ภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว (Feature Length) เรื่องแรกที่คว้ารางวัลนี้ในปีเดียวกัน! (เฉพาะปีแรกที่มอบรางวัลให้อนิเมชั่นสองเรื่อง) เลยเกิดความสนอกสนใจ เห็นว่าได้รับการบูรณะแล้วด้วยจึงลองขวนขวายหามารับชม

เกร็ด: กว่าจะมีภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวถัดจาก The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) ที่สามารถคว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award ก็ต้องรอคอยนานนับทศวรรษ The Castle of Cagliostro (1979)

นอกจากนี้ในชาร์ท Laputa: Top 150 Japanese and World Animation (2003) อนิเมชั่นเรื่องนี้ยังติดอันดับ #10 การันตีถึงอิทธิพล ทรงคุณค่าต่อคนในวงการ อาจจะเรียกได้ว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นมาสเตอร์พีซเรื่องแรกของประเทศญี่ปุ่น ก็ว่าได้กระมัง!


Yūgo Serikawa, 芹川 有吾 (1931-2000) ผู้กำกับอนิเมชั่น เกิดที่ Koishikawa, Tokyo บิดาเป็นเจ้าของโรงหนัง Tokyo Cinema Shoka จึงมีความชื่นชอบหลงใหลสื่อภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก เคยฝึกงาน เป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ยัง Shintoho กระทั่งมีโอกาสรับชม Bambi (1942) และ The White Snake Enchantress (1958) จึงสมัครงานสตูดิโอ Toei Animation กำกับอนิเมะเรื่องแรก The Little Warrior (1961), โด่งดังกับ The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963), ผลงานอื่นๆ อาทิ Cyborg 009 (1966), Little Remi and Famous Dog Capi (1970), The Panda’s Great Adventure (1973) ฯ

わんぱく王子の大蛇退治 อ่านว่า Wanpaku Ōji no Orochi Taiji, แปลตรงตัว The Naughty Prince’s Orochi Slaying นำแรงบันดาลใจจากพงศาวดารญี่ปุ่น 日本書紀 (ค.ศ. 720) อ่านว่า Nihon Shoki หนังสือเก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคคลาสสิก โดยบทแรกจะมีการกล่าวถึงตำนานการสร้างของเกาะญี่ปุ่น อธิบายต้นกำเนิดของโลกและเทพเจ็ดรุ่นแรก

เมื่อคราที่เทพบิดร Inzanagi (イザナギ) และเทพมารดร Izanami (イザナミ) สร้างประเทศญี่ปุ่นด้วยการเอาง้าวจุ่มลงในทะเลโคลน กวนให้น้ำแยกออกจากกันจนกลายเป็น 7 เกาะใหญ่ (Ōyashima) ได้บังเกิดจอมอสูร Yamata no Orochi (山田 の オロチ) มีลักษณะเป็นงูยักษ์ ร่างกายใหญ่โตปานขุนเขา ศีรษะแปดหัว (Yamata แปลว่าแปดง่าม หรือมีหัวทั้งแปด) และสามารถพ่นไฟ ไม่ว่าปรากฎตัวยังหมู่บ้านแห่งหนไหนล้วนก่อให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ จนกระทั่งถูกสังหารโดยจอมเทพ Susanoo (スサノオ) น้องชายเทพเจ้าดวงอาทิตย์ Amaterasu (アマテラス) และเทพเจ้าดวงจันทร์ Tsukuyomi (ツクヨミ) [หรือก็คือบุตรของ Izanagi และ Izanami]

เกร็ด: Working Title ของอนิเมะเรื่องนี้คือ 日本神話 虹のかけ橋 แปลว่า Japanese Mythology: Rainbow Bridge

บทอนิเมะดัดแปลงโดย Ichirō Ikeda และ Takashi Iijima แน่นอนว่าการจะนำเสนอตำนานเทพปกรณัมอย่างตรงไปตรงมาคงไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่ เพราะกลุ่มเป้าหมายคือเด็กและเยาวชน จึงจำต้องปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เข้าใจง่าย Susanoo กลายเป็นเด็กชาย ใช้ปมสูญเสียมารดาเป็นแรงผลักดันให้ออกผจญภัยค้นหาบทเรียนชีวิต (ที่สะท้อนถึงประเทศญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม), เพิ่มเติมเพื่อนร่วมเดินทาง กระต่ายน้อย Akahana, ยักษ์เผ่าไฟ Titanbō, และพยายามออกแบบตัวละครไม่ให้น่าเกลียดน่ากลัวเกินไป

เกร็ด: หนึ่งในผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คือ Isao Takahata แต่ผมไม่แน่ใจว่า Hayao Miyazaki มีส่วนร่วมอะไรกับโปรเจคนี้ไหม ขณะนั้นน่าจะได้เข้าทำงาน Toei Animation แล้วละ!


เด็กชาย Susanoo (ให้เสียงโดย Morio Kazama) อาศัยอยู่บนเกาะ Onogoro ร่วมกับบิดา-มารดา Izanagi และ Izanami วันๆชอบเล่นต่อสู้กับสรรพสัตว์ มีพละกำลังแข็งแกร่งเหนือใคร อยู่มาวันหนึ่งมารดาจากไปโดยไม่บอกกล่าว เกิดความเศร้าโศกเสียใจ ร่ำร้องไห้จนน้ำเกือบท่วมโลก พอฟื้นคืนสติ จึงครุ่นคิดออกเดินทางติดตามหา สรวงสวรรค์/ยมโลก มารดาอยู่แห่งหนไหน

  • ล่องเรือข้ามมหาสมุทรร่วมกับกระต่ายน้อย Akahana ต่อสู้กับปลาปีศาจ Akuru (暴れる) ได้รับคำขอบคุณจากเทพเจ้าแห่งท้องทะเล Wadatsumi (わだつみ)
  • เยี่ยมเยียนพี่ชาย Tsukuyomi ยังดินแดนแห่งความมืด Yoru no wosu kuni (よる の をす 国)
  • ออกเดินทางต่อสู่ดินแดนแห่งไฟ Hinokoku (火の国 ) ต่อสู้กับเทพเจ้าไฟ Hinokami (火の神) แล้วร่วมออกเดินทางต่อกับยักษ์เผ่าไฟ Titanbō 
  • มาถึงยังที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara (高天原) พบเจอพี่สาว Amaterasu พยายามจะตั้งรกรากถิ่นฐาน แต่กลับถูกชาวเมืองขับไล่ ผลักไสส่ง
  • ท้ายที่สุดเดินทางมาถึง Izumo (出雲) พบเจอกับ Princess Kushinada (クシナダ) เทียมม้าสวรรค์ (Tianma, 天馬) Amenohayakoma ต่อสู้กับจอมอสูร Yamata no Orochi ใช้ดาบ Kusanagi (草薙) ฟันคอสุดท้ายเสียชีวิต

ซูซาโนโอะ (須佐之男命 อ่านว่า Susano-o no mikoto) เทพเจ้าแห่งพายุและท้องทะเลในศาสนาชินโต (神道, Shinto) ตามตำนานเล่าว่าถือกำเนิดจากจมูกของ Izanagi ได้รับการมอบหมายให้ปกครองท้องทะเล แต่ด้วยความที่เป็นเทพเจ้าที่หัวแข็ง ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใดๆ ชื่นชอบออกเดินทางผจญภัย อีกทั้งยังใจร้อน หุนหันพลันแล่น จึงมักทำลายทุกสรรพสิ่งที่ไปย่างเหยียบ

ฉบับดัดแปลงภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ ปรับเปลี่ยนเทพเจ้า Susanoo ให้กลายเป็นเด็กชาย (ตามวิสัยการ์ตูน Shonen) นิสัยขี้เล่น ซุกซน ชอบใช้กำลัง ความรุนแรงแก้ปัญหา รักและเคารพมารดา หลังเธอจากไปโดยไม่ร่ำลา จึงร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอย่างหนัก พอฟื้นคืนสติจึงครุ่นคิดออกเดินทางติดตามหา มารดาอยู่แห่งหนไหน? ผจญภัยไปยังสถานที่ต่างๆ เรียนรู้จักโลกกว้าง พิสูจน์ตนเอง และค้นพบเป้าหมายชีวิต

ว่ากันตามตรงปรัมปรา Susanoo ไม่ใช่เทพเจ้านิสัยดีสักเท่าไหร่ ดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แต่พอภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ปรับเปลี่ยนให้เป็นเด็กชาย พยายามอธิบายสาเหตุผล สร้างความถูกต้องชอบธรรม ผลลัพท์ถือว่าน่าอึ่งทึ่ง กลายเป็นเรื่องราวแฝงสาระข้อคิดสำหรับเด็กๆ (และผู้ใหญ่) บทเรียนการใช้ชีวิต ออกเดินทางค้นหาตัวตนเอง และอัตลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น

พากย์เสียงโดย Morio Kazama, 風間杜夫 (เกิดปี 1949) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Setagaya, Tokyo บิดาทำงานแผนกการขายสตูดิโอ Shintoho ตั้งแต่เด็กจึงมีความชื่นชอบหลงใหลด้านการแสดง ตอนอายุ 8 ขวบเข้าร่วม Toei Children’s Theater Training Institute มีผลงานถ่ายโฆษณา การแสดง พากย์เสียงอนิเมชั่น แต่กว่าจะเริ่มมีชื่อเสียงจริงๆก็ตอนโต Shiki Natsuko (1980), Yūgure made (1980) ฯ

ถ้าเป็นอนิเมะสมัยใหม่ ตัวละครเด็กชายมักให้เสียงโดยนักพากย์หญิง เพื่อความนุ่มนวล ละอ่อนวัย (ยังไงก็แยกแยะไม่ค่อยออกอยู่แล้วว่าเสียงชายหรือหญิง) แต่อนิเมะยุคแรกๆมักจะเลือกนักพากย์ให้ตรงตามเพศสภาพ ซึ่งน้ำเสียงของ Kazama ในวัยสิบขวบกว่าๆ ฟังดูรีบร้อน แข็งกระด้าง เข้ากับอุปนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจของเด็กชาย Susanoo ได้เป็นอย่างดี!

ภาพวาดส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับเทพเจ้าญี่ปุ่น ศาสนาชินโต มักมีลักษณะสร้างความหวาดกลัว ดูหลอกหลอน สยดสยอง ขนหัวลุกพอง เพื่อสร้างความตระหนักถึงนรก-สวรรค์ สอนให้คนทำความดีละเว้นความชั่ว บลา บลา บลา ซึ่งภาพเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งเหมาะสมจะมาทำเป็นอนิเมะสำหรับเด็กและเยาวชน ด้วยเหตุนี้งานศิลป์ ภาพพื้นหลัง และตัวละคร จึงพยายามออกแบบให้ดูเรียบง่าย เกลี้ยงเกลา ไม่เก็บรายละเอียดมากนัก มีลักษณะ Modernism บางตัวละครก็ออกไปทาง Abstracted Character (ไม่เน้นความสมจริง แต่มองผ่านๆรับรู้ได้ว่าคืออะไร) ซึ่งยังสามารถลดงานทำอนิเมชั่นได้พอสมควรเลยละ! … ออกแบบตัวละครโดย Yōichi Kotabe

ผมเห็นหน้าตาของเจ้าเสือ Tarô แวบแรกนึกถึงภาพวาด Le Rêve (แปลว่า The Dream) ของ Henri Rousseau แต่พอครุ่นคิดไปมา Tiger ของ Pablo Picasso ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงอยู่เล็กๆ แต่สไตล์การออกแบบของอนิเมะเรื่องนี้เค้าเรียกกันว่า Modernism ไม่ได้พยายามจะวาดออกมาให้ดูเหมือนเปะๆ เพียงรูปร่าง เค้าโครง เอกลักษณ์บางอย่าง มองผ่านๆก็ยังสามารถทำความเข้าใจได้ว่ามันคือเสือ

เจ้าเสือว่าแปลกประหลาดแล้วนะ ยังมีม้ากระป๋องม้าสวรรค์ (Tianma, 天馬) ชื่อว่า Amenohayakoma หน้าตาเหมือนม้าโยก/เครื่องเล่นม้าหมุน มีเพียงรายละเอียดที่แลดูเหมือนม้า ทำออกมาในลักษณะ Minimal ที่สุดแล้ว

สองการต่อสู้ พิสูจน์ตนเองของ Susanoo ก่อนพบเจอพี่ชายและพี่สาว มีความแตกต่างตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

  • ปลาปีศาจ Akuru อสูรกายอาศัยอยู่ใต้ท้องทะเล ดำผุดดำว่าย ชิงไหวชิงพริบ สามารถใช้เพียงพละกำลังร่างกายต่อสู้เอาชนะ
  • เทพเจ้าแห่งไฟ Hinokami อาศัยอยู่ในป่องภูเขาไฟ สามารถโบยบิน แยกร่าง พลังกายภาพไม่สามารถทำอะไร จำต้องหยิบยืมพลังน้ำแข็งของพี่ชาย ถึงสามารถหยุดยับยั้ง แช่แข็งอีกฝั่งฝ่าย
    • นอกจากบทเรียน พละกำลังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกสิ่งอย่าง! ยังสอนให้รู้จักครุ่นคิด นำเอาสิ่งตรงกันข้าม แพ้ทาง จุดอ่อนของอีกฝ่ายมาใช้จัดการปัญหา

สำหรับพี่ชาย Tsukuyomi และพี่สาว Amaterasu ของ Susanoo จะมีการออกแบบตัวละคร (รวมถึงสถานที่) ที่ก็มีความแตกต่างตรงกันข้าม

  • ดินแดนแห่งความมืด Yoru no wosu kuni อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ต้องดำผุดดำว่าย ได้รับการชี้นำทางจากเทพเจ้าแห่งท้องทะเล Wadatsumi, ที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara อยู่บนท้องฟากฟ้า ได้รับการชี้ทางจากเทพเจ้าแห่งไฟ Hinokami มอบนกยักษ์สำหรับโบยบินขึ้นไป
  • Tsukuyomi จะมีรูปร่าง ใบหน้าตา เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม เรียวแหลมคม, ตรงกันข้ามกับทรงกลม โค้งมนของ Amaterasu
  • เฉดสีสันของ Tsukuyomi ใช้โทนน้ำเงิน-ฟ้า รู้สึกหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก, Amaterasu เต็มไปด้วยแสงสี เหลือง-ส้ม สัมผัสอบอุ่น ลุ่มร้อน

ยุคสมัยก่อนหน้านี้ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่น จะมีหน้าที่กำหนดทิศทาง พูดคุยประสานงานแผนกต่างๆ เขียนบท (Script Writing), ออกแบบตัวละคร (Charactor Design), งานศิลป์ (Art Direction), ภาพพื้นหลัง (Backgroud Art), ลงสีสัน (Color Design), กำกับอนิเมชั่น (Animation Director), และยังรวมถึงงาน Post-Production ตัดต่อ พากย์เสียง เพลงประกอบ ฯ

แต่ด้วยความที่ Yūgo Serikawa ไม่ใช่ผู้กำกับมาจากสายอนิเมเตอร์ จึงไม่มีความรู้ เชี่ยวชาญในการทำอนิเมชั่น ด้วยเหตุนี้จึงบังเกิดตำแหน่งงานใหม่ Animator Supervising โดย Sanae Yamamoto เป็นผู้คอยแบ่งงาน ตรวจสอบความถูกต้อง ควบคุมดูแลในส่วนงานสร้างอนิเมชั่นทั้งหมด (งานอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทำอนิเมชั่น เขียนบท ตัดต่อ พากย์เสียง เพลงประกอบ ก็ตกเป็นหน้าที่ของผู้กำกับแทน) … นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นระบบ “Animator Director” อันเป็นรากฐานวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

เห็นว่าระบบ Animator Director ครุ่นคิดจะเริ่มต้นมาตั้งแต่ Alakazam the Great (1960) ตั้งใจมอบหมายให้ Osamu Tezuka เป็นผู้กำกับดัดแปลงมังงะของตนเอง แต่ได้รับการบอกปัดเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน, การประท้วงหยุดงานเมื่อปี ค.ศ. 1961 (ที่มี Hayao Miyazaki คือหนึ่งในแกนนำ) สตูดิโอ Toei Animation ยินยอมเพิ่มค่าจ้างนักอนิเมอร์ระดับล่างกว่าเท่าตัว นั่นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ทุกคนตั้งใจทำงาน หัวหน้าพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นลูกน้อง แทบจะเรียกได้ว่ายุคสมัย ‘Prague Spring’

เกร็ด: Prague Spring (1968) คือช่วงเวลาเจ็ดเดือนสั้นๆที่ชาว Czechoslovakia ได้รับอิสรภาพจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ไม่ถูกกีดกัน ควบคุมครอบงำ ทำให้บรรดาศิลปิน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สรรค์สร้างผลงานศิลปะที่สำแดงอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์! ฉันท์ใดฉันท์นั้น ต้นทศวรรษ 60s ของสตูดิโอ Toei Animation เป็นช่วงเวลาที่คนทำงานสายอนิเมชั่น ได้รับสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม ไม่มีหัวหน้า-ลูกน้อง หรือยึดหลักอาวุโส-เด็กใหม่ ทุกคนสามารถพูดคุย โต้ถกเถียง แสดงความคิดเห็น ระบบดังกล่าวจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำวิสัยทัศน์ของบุคคลภายนอกเข้าสู่วงการอนิเมะ … คนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านอนิเมชั่น ก็สามารถทำงานเป็นผู้กำกับอนิเมะ


ถ่ายภาพโดย Mitsuaki Ishikawa (Panda and the Magic Serpent, Magic Boy, Alakazam the Great) และ Hideaki Sugawara

ด้วยกระแสนิยม CinemaScope กำลังได้รับความล้นหลามใน Hollywood ลุกลามมาถึง Lady and the Tramp (1955) ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วย Anamorphic Widescreen (2.39:1) นั่นทำให้ Toei Animation ตัดสินใจดำเนินรอยตามกับ The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) ใช้ระบบชื่อว่า ToeiScope (มันก็คือ CinemaScope อัตราส่วนภาพ Anamorphic แค่เพียงฟีล์มสร้างขึ้นในประเทศญี่ปุ่น)

การเลือกใช้ Anamorphic Widescreen แม้อาจเพิ่มภาระงานให้นักอนิเมเตอร์ แต่ประสบการณ์รับชมภาพยนตร์อนิเมชั่น ก็ยิ่งใหญ่อลังการเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอสูรกายแปดหัว Yamata no Orochi มันช่างเต็มตาเต็มใจ ยิ่งใหญ่อลังการ ผู้ชมสมัยนั้นคงจะอ้าปากค้าง เด็กๆคงขนหัวลุกพอง สร้างบรรยากาศ(พร้อมเพลงประกอบ)ได้หวาดสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

มุมมองผู้ชมสมัยใหม่หลายคนคงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ดูจากภาพไม่เห็นมันจะน่าหวาดสะพรึงกลัวตรงไหน? หน้าตาทรงสี่เหลี่ยมของ Yamato no Orochi ดูตลกขบขันเสียมากกว่า! ผมอยากแนะนำให้ลองหาอนิเมะมารับชมดูก่อนนะครับ คือตลอดทั้งเรื่องมันจะมีภาพออกแบบตัวละครหน้าตาแปลกๆประหลาดให้เราปรับตัว ปรับทัศนคติ มักคุ้นชินกับสไตล์ลายเส้น พอมาถึงอสูรกายแปดหัวตัวนี้ก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีงานศิลป์ที่พยายามทำออกมาให้ทะมึน อึมครึม ท้องฟ้ามืดมิด ลำดับเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเพลงประกอบของ Akira Ifukube สร้างบรรยากาศขนลุกขนพองชิบหาย … อย่าตัดสินคนที่ใบหน้า ตัวละครแค่ภาพวาด ต้องลองรับชม แล้วจะพบเห็นความโคตรๆมหัศจรรย์ของไคลน์แม็กซ์นี้

เครดิตงานศิลป์ (Art Direction) โดย Reiji Koyama, วาดภาพพื้นหลัง (Background Art) ประกอบด้วย Eiko Sugimoto, Hideo Chiba, Isamu Kageyama, Norio Fukumoto, และออกแบบสีสัน (Color Design) โดย Saburo Yokoi

บนเกาะ Onogoro บ้านเกิดของ Susanoo ภาพพื้นหลังที่มีความสวยสดงดงาม มองผ่านๆเหมือนภาพวาด Post-Impressionist เน้นความเรียบง่าย ไม่ได้พยายามทำออกมาให้ดูสมจริง เพียงมองผ่านๆหางตา ก็สามารถบังเกิดความประทับใจ รับรู้ว่าคือภาพวาดดังกล่าวคิออะไร

เกร็ด: อนิเมะเรื่องนี้ใช้ทีมงาน 180 คน วาดภาพทั้งหมด 250,000+ เฟรม ปริมาณสีประมาณ 1 ตัน!

ใครเคยรับชมอนิเมชั่น The Snow Queen (1957) น่าจะมักคุ้นเคยกับการออกแบบพระราชวังคริสตัล ณ ดินแดนแห่งความมืด Yoru no wosu kuni มีความแวววาว ระยิบระยับ เต็มไปด้วยเหลี่ยมแหลมคม เฉกเช่นเดียวกับผู้คนในเมืองแห่งนี้ ทหารหาญไม่เป็นมิตรกับ Susanoo ตั้งแต่แรกพบเจอ ทำให้เกิดการปะทะ ต่อสู้ ก่อให้เกิดความเสียหายขยายวงกว้างไปทั่ว

ดินแดนแห่งไฟ Hinokoku แน่นอนว่าต้องใช้โทนสีเหลือง-ส้ม-แดง (สีของไฟ) มีความเหือดแห้งแล้ง ทะเลทราย ต้นไม้เหี้ยมเกรียม ที่พักอาศัยเหมือนจะรับอิทธิพลจาก Primitive Art และตัวละครยักษ์เผ่าไฟ Titanbō ขนาดใหญ่โต ผิวสีดำ ดูไม่ต่างจากชนพื้นเมืองแอฟริกัน

และหลังจาก Susanoo เอาชนะเทพเจ้าไฟ Hinokami เฉดสีสันของดินแดนแห่งนี้ก็กลับตารปัตรขั้วตรงข้าม น้ำเงิน-ฟ้า-คราม ดูสดสว่าง สบายตา แต่ต้นไม้ก็ยังคงเหี้ยมเกรียม ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะสามารถบูรณะฟื้นฟู

บางคนอาจมีความสงสัยว่าทำไมที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara ถึงแลดูเหมือนภาพวาด Chinese Landscape Painting แต่จริงๆแล้วมันมีคำเรียก 山水画 อ่านว่า Shanshui (China) หรือ Sansuiga (Japan) ซึ่งเหมารวมผลงานภาพวาดทิวทัศน์ของ Chinese, Korean และ Japanese (Far East) ล้วนมีลวดลายเส้นที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน

  • ภาพแรกชื่อว่า Eight Views of Xiaoxiang (ประมาณศตวรรษที่ 12) ผลงานของ Li Shi จิตรกรภูมิทัศน์ชาวจีน
  • อีกภาพชื่อว่า Mountain Landscape (ประมาณกลางศตวรรษที่ 15) ผลงานของ Tenshō Shūbun พระสงฆ์นิกาย Zen/จิตรกรชาวญี่ปุ่น

ผมแอบคาดไม่ถึงกับการใช้ภาพ Abstract Art (แรงบันดาลใจจาก Fantasia (1940)) ระหว่างซีเควนซ์เต้นระบำ Dance of AMENOUZUME เพื่อนำเสนออิทธิพล ความสำคัญของแสงสว่าง บรรดาชาวเมืองที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara ต่างพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เทพเจ้า Amaterasu กลับออกมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง

Izumo สถานที่ต่อสู้ระหว่าง Susanoo และ Yamata no Orochi ยามค่ำคืนช่างดูราวกับขุมนรก ต้นไม้มีเพียงกิ่งก้าน หนามแหลม ทะเลสาปกว้างใหญ่ รายล้อมรอบด้วยทิวเขาสูงชัญ (ในลักษณะของ Shanshui) ยิ่งดึกจะยิ่งมืดมิด ปรับเฉดสีจนทะมึนดำ การต่อสู้ระหว่างทั้งสอง ทำให้ทุกสิ่งอย่างพังทลาย ราบเรียบเป็นหน้ากลอง

ตัดต่อโดย Ikuzō Inaba (The Littlest Warrior, Arabian Nights: The Adventures of Sinbad)

หลังอารัมบทเกริ่นนำ Izanagi และ Izanami ให้กำเนิดหมู่เกาะญี่ปุ่น! อนิเมะดำเนินเรื่องผ่านมุมมองบุตรชาย Susanoo หลังการสูญเสียมารดา (Izanami) ตัดสินใจออกเดินทางร่วมกับกระต่ายน้อย Akahana ไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อติดตามค้นหา มารดาอยู่แห่งหนไหน?

การผจญภัยของ Susanoo ผมขอแบ่งออกเป็นตอนๆ (Episodic) ตามสถานที่ต่างๆเดินทางไปถึง

  • อารัมบท เกริ่นนำ Izanagi และ Izanami ให้กำเนิดหมู่เกาะญี่ปุ่น
  • แนะนำเด็กชาย Susanoo
    • เด็กชาย Susanoo นิสัยซุกซน ชื่นชอบการต่อสู้ เอาชนะสรรพสัตว์ทั้งหลาย
    • การสูญเสียมารดาทำให้ Susanoo เศร้าโศกเสียใจ
    • ก่อนตัดสินใจเริ่มต้นออกเดินทาง ติดตามค้นหา มารดาอยู่แห่งหนไหน?
  • ล่องเรือข้ามมหาสมุทร
    • ต่อสู้กับปลาปีศาจ Akuru
    • ได้รับคำขอบคุณจากเทพเจ้าแห่งท้องทะเล Wadatsumi ชี้นำทางสู่ดินแดนแห่งความมืด
  • ดินแดนแห่งความมืด/ปราสาทน้ำแข็ง
    • เดินทางมาถึงดินแดนแห่งความมืด Yoru no wosu kuni แต่ถูกทหารหาญเข้าใจผิดจึงเกิดการปะทะต่อสู้
    • พบเจอกับพี่ชาย Tsukuyomi
  • ดินแดนแห่งไฟ Hinokoku
    • ออกเดินทางมาถึงดินแดนแห่งไฟ
    • ต่อสู้กับเทพเจ้าไฟ Hinokami
    • หลังได้รับชัยชนะ ร่วมออกเดินทางกับยักษ์เผ่าไฟ Titanbō 
  • ที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara
    • โบยบินมาถึงที่ราบบนท้องฟ้าสูง พบเจอพี่สาว Amaterasu
    • ระหว่างพยายามตั้งรกรากถิ่นฐาน Susanoo กลับก่อเรื่องวุ่นๆวายๆ
    • จนพี่สาว Amaterasu รู้สึกอับอายจึงหลบซ่อนตัวในถ้ำ ทำให้ชาวเมืองทำพิธีล่อหลอกให้เธอกลับออกมา
    • สุดท้ายพี่สาวก็ร้องขอให้ Susanoo ออกเดินทางไปจากดินแดนแห่งนี้
  • เดินทางมาถึง Izumo
    • พบเห็นแม่น้ำกลายเป็นลำธารเลือด รับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นจาก Princess Kushinada
    • Susanoo ทำการเทียมม้าสวรรค์ Amenohayakoma
    • จากนั้นตระเตรียมแผนการมอมเหล้า
    • ต่อสู้กับจอมอสูร Yamata no Orochi
    • หลังจากได้รับชัยชนะ Susanoo ก็ตัดสินใจลงหลักปักฐานอยู่ยังดินแดนแห่งนี้

ไฮไลท์ตัดต่อต้องยกให้การต่อสู้ระหว่าง Susanoo และ Yamata no Orochi ต้องเริ่มตั้งแต่เริ่มต้นเตรียมความพร้อม สร้างบรรยากาศขนลุกขนพอง จนกระทั่งการต่อสู้บนอากาศ บินโฉบไปโฉบมา มีการสลับสับเปลี่ยนมุมกล้อง ผมอ่านเจอว่ากว่า 300+ ช็อต 10,000+ ภาพเคลื่อนไหว ถือเป็นหนึ่งในซีเควนซ์มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับคำชื่นชมสรรเสริญ สร้างมาตรฐานฉากการต่อสู้ไว้สูงลิบลิ่วทีเดียว


เพลงประกอบโดย Akira Ifukube, 伊福部 昭 (1914-2006) คีตกวีสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kushiro, Hokkaido วัยเด็กมีความหลงใหลบทเพลงพื้นบ้าน Ainu Music บังเกิดความตั้งใจอยากเป็นนักแต่งเพลงหลังได้ยินบทเพลง Stravinsky: The Rite of Spring (1913) แต่โตขึ้นเข้าเรียนต่อวนศาสตร์ Hokkaido Imperial University ใช้เวลาว่างศึกษาดนตรีด้วยตนเอง (Self-Taught) จนสามารถแต่ง Piano Suite, โด่งดังจากบทเพลง Japanese Rhapsode (1935) คว้ารางวัล(อย่างเป็นเอกฉันท์)การแข่งขันระดับนานาชาติ ถึงขนาดผู้จัดงาน Alexander Tcherepnin เดินทางมาญี่ปุ่นเพื่อมอบรางวัล และยังให้คำแนะนำ Masterclass เป็นการส่วนตัว! หลังสงครามโลกครั้งที่สอง กลายเป็นครูดนตรี Tokyo Music School (ปัจจุบันคือ Tokyo University of the Arts) แล้วมีโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Snow Trail (1947), The Quiet Duel (1949), Children of Hiroshima (1952), โด่งดังจากให้กำเนิดเสียง Gojira (1954), The Burmese Harp (1956), The Tale of Zatoichi (1962), The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) ฯลฯ

งานเพลงของ Ifukube คละคลุ้งด้วยกลิ่นอาย Gojira แต่ปรับเปลี่ยนเรื่องราวมาเป็นเจ้าชายน้อย Susanoo ต่อสู้สารพัดสิ่งชั่วร้าย ก่อนครั้งสุดท้ายเผชิญหน้าอสูรกายแปดหัว Yamata no Orochi เต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ด้อยไปกว่าภาพยนตร์คนแสดง

สไตล์เพลงของ Ifukube ชอบที่จะบรรเลงท่วงทำนองซ้ำๆ เน้นย้ำหลายครั้ง มีคำเรียก Ostinato (มาจากภาษาอิตาเลี่ยนแปลว่า Stubborn) เพื่อสร้างความตื่นเต้น รุกเร้าใจ สอดคล้องจังหวะการเต้นหัวใจ และยังภาพอนิเมชั่นการต่อสู้ มันไม่ใช่ว่าพระเอกตรงเข้าไปฟันฉับคอขาด แต่ต้องพุ่งเข้า-โฉบออก เดี๋ยวรุก-เดี๋ยวรับ โต้ตอบสลับกันไปมา … นี่คือศาสตร์การแต่งเพลงให้เข้ากับฉากต่อสู้ที่ทรงพลังอย่างมากๆ

ไม่ใช่แค่ Main Theme ที่เป็นไฮไลท์ของอนิเมะ แต่ยังความหลากหลายของท่วงทำนองเพลง ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศพื้นหลัง เหตุการณ์ต่างๆที่ Susanoo ต้องประสบพบเจอ และหลายครั้งยังมีการใช้เสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่น (ผสมผสานกับดนตรีตะวันตก) ทำออกมาในลักษณะคล้ายๆ ‘Silly Symphonies’ สร้างจังหวะให้สอดคล้องการกระทำ หลายครั้งใช้แทนเสียงประกอบ Sound Effect … นี่ถือเป็นวิวัฒนาการทางดนตรีประกอบอนิเมชั่นครั้งสำคัญของญี่ปุ่น สามารถสร้างอัตลักษณ์ให้ตนเอง แยกตัวออกมาจาก Walt Disney ได้สำเร็จเสียที!

Dance of AMENOUZUME ดังขึ้นระหว่างชาวที่ราบบนท้องฟ้าสูง Takamagahara ทำการร้อง-เล่น-เต้น เพื่ออัญเชิญเทพเจ้า Amaterasu ให้กลับออกมาส่องแสงสว่างสู่โลกภายนอก, บทเพลงนี้ไม่ใช่ Traditional Japanese แต่ยังมีการผสมผลาสเครื่องดนตรีตะวันตก กลิ่นอาย Slavic มีการแสดงความคิดเห็นว่าควรเรียก Pan-Eurasia น่าจะใกล้เคียงที่สุด

ทิ้งท้ายด้วยบทเพลง Lullaby For A Motherless Child (母のない子の子守歌 อ่านว่า Haha no Nai Ko no Komoriuta) แต่งคำร้องโดย Takashi Morishima, ขับร้องโดย Setsuko Watanabe, ดังขึ้นระหว่างที่มารดา Izanami ขับกล่อมบุตรชาย Susanoo ระหว่างการอาบน้ำ ชำระร่างกาย แต่น่าเสียดายผมไม่สามารถหาคลิปแยกมาให้ ก็ลองไล่ฟังไปเรื่อยๆในคลิปรวมอัลบัมนี้เองนะครับ (นาทีที่ 3:49)

The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าการถือกำเนิดเกาะ Ōyashima แม้เป็นเพียงปรัมปรา ตำนานประเทศญี่ปุ่น แต่สะท้อนความเชื่อศรัทธาของผู้คนสมัยก่อน ที่ถึงขนาดมีการจดบันทึกลายลักษณ์อักษร สืบสานต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เทพเจ้า/เด็กชาย Susanoo เพราะไม่สามารถยินยอมรับการสูญเสียมารดา Izanami จึงตัดสินใจออกเดินทาง ติดตามค้นหา มารดาอยู่แห่งหนไหน ซึ่งระหว่างการผจญภัย ได้รับบทเรียนต่างๆมากมาย

  • นิสัยใจร้อนของ Susanoo ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดๆ ทำสิ่งพลาดพลั้ง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์เกรี้ยวกราด โกรธเกลียด สนเพียงใช้พละกำลังทำลายล้าง
  • ไม่ใช่ทุกครั้งที่การใช้พละกำลังจะสามารถต่อสู้เอาชนะ แก้ไขอุปสรรคปัญหา บางครั้งต้องครุ่นคิดวางแผน ใช้สติปัญญา รู้จักประณีประณอม อ่อนน้อมถ่อมตน เอาใจเขามาใส่ใจเรา

บทเรียนสำคัญที่สุดของ Susanoo ก็คือการยินยอมรับความตาย/หายนะบังเกิดขึ้น ค้นพบว่ามารดาจักยังคงอยู่ภายในจิตใจชั่วนิรันดร์ และหลังจากพบเห็นซากศพอสูรกาย Yamata no Orochi กลายเป็นผืนน้ำ ลำธาร ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี สถานที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์น้อยใหญ่ นั่นแฝงนัยยะถึงการเวียนว่ายตายเกิด วงเวียนวัฏจักรแห่งชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถดิ้นหลุดพ้น

ดินแดน Izumo สามารถเปรียบเทียบถึงประเทศญี่ปุ่น ถูกรุกรานโดยอสูรกาย Yamata no Orochi (นัยยะคล้ายๆ Gojira ฉบับดั้งเดิม สามารถสื่อถึงระเบิดปรมาณูจากสงครามโลกครั้งที่สอง) ทุกสถานที่ที่มันเคลื่อนพานผ่าน ด่อให้เกิดหายนะ ความตาย สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เลือดไหลนองเต็มลำธาร

ซากศพของ Yamato no Orochi ทำให้สถานที่รกร้างกลับกลายเป็นผืนแผ่นดินเขียวขจี! นี่ก็คือญี่ปุ่นหลังสงครามโลก จากความสูญเสียหายย่อยยับเยิน เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านกว่าทศวรรษ ทุกสิ่งอย่างก็กำลังฟื้นคืน ต้นไม้เติบโต เขียวขจี ราวกับประเทศญี่ปุ่นได้ถือกำเนิดใหม่ขึ้นอีกครั้ง!

(จะว่าไปแทบทุกสถานที่ผจญภัยของ Susanoo ล้วนต้องมีก่อน-หลัง มืด-สว่าง พังทลาย-ซ่อมแซมใหม่ จุดสูงสุด-ต่ำสุด ก่อนค้นพบดินแดนแห่งความสุขทางใจ)

วงการอนิเมะก็เฉกเช่นเดียวกัน สงครามโลกทำให้ทุกสิ่งอย่างแช่แข็ง หยุดนิ่ง ไร้การเติบโตนานนับทศวรรษ Toei Animation พยายามปลูกต้นกล้า เริ่มต้นใหม่กับ The White Snake Enchantress (1958) แต่มันยังไม่ใช่ผลงานสำแดงอัตลักษณ์ ตัวตน จนกระทั่ง The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) นี่ต่างหากถือเป็นหมุดหมายแท้จริงของวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น … ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอ

อนิเมะใช้ทุนสร้างสูงถึง 70 ล้านเยน! แม้ไม่มีรายงานรายรับ แต่เสียงตอบรับถือว่าดียอดเยี่ยม นอกจากคว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award ยังเดินทางไปฉายเทศกาล Venice International Film Festival: Children’s Film และคว้ารางวัล Bronze Osella ดูแล้วน่าจะขายต่างประเทศได้พอสมควรเลยละ

อิทธิพลของ The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) พบเห็นได้จากซีรีย์ Samurai Jack (2001-04), วิดิโอเกม The Legend of Zelda: The Wind Waker (2002) และหลายๆผลงานของผกก. Tomm Moore (เจ้าของผลงาน The Secret of Kells (2009), Song of the Sea (2014) ฯ)

ปัจจุบันอนิเมะได้รับการบูรณะ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2020 สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของ Toei Video เหมือนจะมีวางจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่น แต่หารับชมออนไลน์ไม่ยาก คุณภาพคมชัดกริบ!

ผมรับชมฉบับ DVD คุณภาพเห่ยๆ เสียงแตกๆ ไปประมาณครึ่งค่อนเรื่องระหว่างรอโหลด Blu-Ray ซึ่งพอเห็นคุณภาพฉบับบูรณะ 4K แม้งแตกต่างราวฟ้ากับเหว เลยตัดสินใจเริ่มดูใหม่ตั้งแต่ต้นอีกรอบ บอกเลยว่าคนละอรรถรส ดื่มด่ำไปกับงานศิลป์ อนิเมชั่น ฉากแอ๊คชั่นตื่นตระการตา และเพลงประกอบของ Akira Ifukube ฟังลื่นหู สบายอารมณ์ ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมเสียอีก!

เอาจริงๆถ้าไม่เพราะฉบับบูรณะ ผมคงก้ำๆกึ่งๆว่าจะชอบหรือไม่ชอบ The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963) แต่ตอนนี้ถือว่าเป็นไร้ข้อกังขา เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่ามาสเตอร์พีซ สนุกกว่าอนิเมะแอ็คชั่นสมัยใหม่บางเรื่องเสียอีก!

จัดเรต pg กับการต่อสู้สรรพสิ่งชั่วร้าย อสูรกายแปดหัว

คำโปรย | The Little Prince and the Eight-Headed Dragon การผจญภัยของ Susanoo ในเทพปกรณัมญี่ปุ่น มีความสนุกสนาน ยิ่งใหญ่อลังการ งดงามวิจิตรศิลป์ หมุดหมายแท้จริงแห่งวงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตื่นตาตื่นใจ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: