Watership Down (1978)

Watership Down

Watership Down (1978) British : Martin Rosen ♥♥♥♥♡

ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรต PG แต่เต็มไปด้วยความรุนแรงที่สุดในโลก, เล่าเรื่องผ่านมุมมองกระต่ายน้อยฝูงหนึ่ง ออกเดินทางแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่เพราะถูกขับไล่จากมนุษย์ พบเจออุปสรรคขวากหนาม อยู่ดีๆนกอินทรีโฉบจับไป โดนบ่วงกับดักรัดคอเลือดออกตาหูจมูกปาก ไหนจะหมาแมววิ่งไล่ มนุษย์ใช้ปืนยิงจับกิน จนกระทั่งมาถึงเนินเขาเล็กๆ Watership Down, Hampshire พบความสุขสบายดี แต่บางสิ่งอย่างในชีวิตกลับยังขาดหายไป, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมเกิดอาการช็อค! ตั้งแต่ Prologue เล่าตำนานความเชื่อของฝูงสรรพสัตว์ มีภาพกราฟฟิกที่กระต่ายน้อยน่ารักถูกเข่นฆ่าจับกิน แม้มันจะมิได้มีความสมจริงหรือดูรุนแรงประการใด แต่ถือเป็นการชี้ชักนำสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนิเมชั่นเรื่องนี้ ถ้าคุณเป็นผู้ใหญ่ที่มีสติและปัญญาสูงพอ ก็จงอย่านำให้ลูกๆหลานๆยังไม่โตพอของท่านรับชมเลยนะครับ

มันเป็นเรื่องชวนให้ถกเถียงกันเลยว่า อายุช่วงวัยไหนเหมาะสมที่สุดในการรับชมภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้? ก็ขออ้างอิงจากผู้กำกับ Guillermo del Toro เคยให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้รับชม Watership Down (1978) ตอนอายุประมาณ 13-14 บอกว่านั่นน่าจะเป็นช่วงวัย/เวลาเหมาะสม (จุดเปลี่ยนระหว่างเด็กเล็กสูวัยรุ่น) ทำให้เรียนรู้เข้าใจอะไรต่างๆมากมาย ความแตกต่างระหว่างจินตาการเพ้อฝัน/ชีวิตจริง และอนิเมชั่นไม่ใช่สื่อสำหรับเด็กเท่านั้น

“[this] film was the moment in which I give my age came to realize animation was not just a medium for children’s stories but it could be something else”.

นิยามของผมเองต่อ Watership Down (1978) คือส่วนผสมของ ‘The Rules of the Game (1939) ในมุมมอง Au Hasard Balthazar (1966) ผลลัพท์กลายเป็น Apocalypse Now (1979)’ ที่สะท้อนเสียดสีสันชาติญาณ/ความต้องการของทุกสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ ไม่ต้องอ้างหลักการเหตุผล หรือคุณธรรม-ศีลธรรม-มโนธรรมข้อใดๆ ทั้งหมดล้วนเกิดจากแรงขับเคลื่อนผลักดันทางเพศ (Sex Drive) เพื่อความพึงพอสุขสำราญทางกายใจ

สิ่งน่าทึ่งสุดของอนิเมชั่นเรื่องนี้ คือทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้นถูกนำเสนอในลักษณะ ‘passive’ มองเป็นเรื่องของธรรมชาติ ในโลกและจักรวาลของสัตว์เดรัจฉาน ว่าไปก็มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มี ‘ธัมมสัญญา’ ความรู้จักผิดชอบชั่วดี สติและปัญญาในการครุ่นคิด ‘แยกแยะ’ อะไรคือสิ่งสมควรไม่สมควร, รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมสามารถเข้าใจได้ว่า มนุษย์ vs. สัตว์ แตกต่างกันเช่นไร

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Richard George Adams (1920 – 2016) นักเขียนนิยายสัญชาตอังกฤษ เกิดที่ Wash Common, Newbury, Berkshire โตขึ้นสอบเข้า Worcester College, Oxford สาขา Modern History ถูกเรียกเป็นทหารสังกัด Royal Army Service Corps ประจำการอยู่ Palestine, หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าร่วม British Civil Service ทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการ กระทรวงเคหะและรัฐบาลท้องถิ่น ตามด้วยกรมสิ่งแวดล้อม

จุดเริ่มต้นของ Watership Down มาจากเรื่องเล่าที่เขาครุ่นคิดขึ้นระหว่างขับรถเดินทางกับลูกสาวสองคน มุ่งสู่ Stratford-upon-Avon เพื่อไปรับชมละครเวที Twelfth Night นำแสดงโดย Judi Dench

“This called for spontaneity, it had to, and I just began off the top of my head: ‘Once upon a time there were two rabbits, called eh, let me see, Hazel and Fiver, and I’m going to tell you about some of their adventures,’”

เป็นช่วงเวลาน่ารักๆของครอบครัว Adams เพราะทำให้พ่อต้องครุ่นคิดค้นหาสิ่งจะเล่าต่อในวันถัดไป ระหว่างเดินทางไปส่งโรงเรียน หรือกล่อมขณะเข้านอน

“I’ve got a thing about that. Parents ought to spend a lot of time in their children’s company. A lot of them don’t, you know”.

ก็ไม่รู้เล่าจบหรือเปล่านะ แต่พ่อถูกลูกสาวบังคับให้จดบันทึกเขียนเป็นหนังสือ ซึ่งกว่าจะเสร็จสิ้นใช้เวลาถึง 18 เดือน ได้ความยาว 413 หน้า ถูกปฏิเสธถึง 7 ครั้ง ก่อนลงเอยสำนักพิมพ์ Rex Collings ตอนแรกตั้งชื่อว่า Hazel and Fiver แต่ Collings เปลี่ยนให้เป็น Watership Down วางขายมิถุนายน 1972 ได้รับเสียงตอบรับดีล้นหลาม ไม่นานยอดขายผ่านหลักล้าน คว้ารางวัลมากมาย แปลเป็นหลายภาษา ประมาณทั่วโลกเห็นว่าถึงปัจจุบันเกินกว่า 50 ล้านเล่มไปแล้ว

“To Juliet and Rosamund,
remembering
the road to Stratford-on-Avon”

– คำอุทิศที่ Adams เขียนลงในหนังสือ

ด้วยความสำเร็จแบบที่ชีวิตนี้ไม่เคยวาดฝันมาก่อนเมื่อตอนอายุ 52 ปี ทำให้ Adams ผันตัวกลายมาเป็นนักเขียน แทบทุกเรื่องใช้มุมมองของสัตว์พูดได้เป็นตัวแทนของมนุษย์ ผลงานเด่นอื่นๆอย่าง Shardik (1974), The Plague Dogs (1977), The Ship’s Cat (1977), Traveller (1988), และภาคต่อในลักษณะรวมเรื่องสั้น Tales from Watership Down (1996)

เกร็ด: ชื่อนิยาย และภาพพื้นหลังของอนิเมะ อ้างอิงจากสถานที่จริง Watership Down, Hampshire อยู่ใกล้ๆบ้านเกิดของ Adams ปัจจุบันเหมือนว่าจะยังคงสภาพนี้อยู่ แม้มีข่าวแว่วๆจะถูกทำเป็นสวนสาธารณะ

สำหรับฉบับภาพยนตร์อนิเมชั่น เริ่มต้นจาก Martin Rosen (เกิดปี 1936) โปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เมื่อได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลง Watership Down มอบหมายให้ John Hubley (1914 – 1977) ผู้กำกับ นักอนิเมเตอร์สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Marinette, Wisconsin เคยทำงานออกแบบวาดพื้นหลังให้กับสตูดิโอ Disney อาทิ Snow White and the Seven Dwarfs (1937), Fantasia (1940)** วาดพื้นหลังตอน The Rite of Spring, Pinocchio (1940), Dumbo (1941), Bambi (1942) ฯ แต่ภายหลังปฏิเสธการเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ เลยถูก Blacklist อยู่หลายปี ทำงานโดยไม่รับเครดิต กระทั่งเมื่อเริ่มสร้างอนิเมชั่นเรื่องนี้ เสร็จเพียง Prologue ก็พลันด่วนเสียชีวิตจากไป

ด้วยความสูญเสียอันคาดไม่ถึงนี้หลังจากโปรดักชั่นเริ่มต้นขึ้นแล้ว จะหาผู้กำกับคนใหม่คงไม่ทันกาล ทำให้ Rosen ตัดสินใจรับหน้าที่กำกับอนิเมชั่นเรื่องนี้ขึ้นแทนเอง ปรับเปลี่ยนไดเรคชั่นสู่ความสนใจของตนเอง คงสาระสำคัญของวรรณกรรมต้นฉบับไว้

เรื่องราวเริ่มต้นที่เมืองชนบท Sandleford, กระต่ายหนุ่มพี่คนโต Hazel (พากย์เสียงโดย John Hurt) พบเห็นน้องชาย Fiver (พากย์เสียงโดย Richard Briers) เต็มไปด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน สอบถามได้ความหวาดกลัวต่อบางสิ่งอย่างชั่วร้ายกำลังคลืบคลานเข้ามา ร้องขอให้ทั้งฝูงอพยพสู่สถานที่ห่างไกล แม้ไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของฝูง แต่ก็มีกระต่ายหลายตัวที่ติดตามมา อาทิ Bigwig (พากย์เสียงโดย Michael Graham Cox) กลายเป็นกำลังสำคัญให้สามารถเอาตัวรอดมาถึง Watership Down ปักหลักสร้างฐานใช้ชีวิตกันอย่างมีสงบสุข

แต่แล้ววันหนึ่งฝูงกระต่ายหนุ่มต่างครุ่นคิดได้ ชีวิตอิสระของพวกเราช่างไร้ค่าถ้าขาด Doe กระต่ายเพศเมียเพื่อครองคู่สืบพงษ์เผ่าพันธุ์ ก็มีสองเป้าหมายที่เล็งไว้
1) กระต่ายบ้านที่ถูกจับขังในฟาร์มของ Nuthanger แต่ติดตรงหมาแมว และมนุษย์คอยจ้องขัดขวาง
2) กระต่ายป่าภายใต้การปกครองอันเผด็จการของ Woundwort (พากย์เสียงโดย Harry Andrews)

สุดท้ายแล้วฝูงกระต่าง Hazel, Fiver และ Bigwig จะได้ครองรักสาวสำเร็จหรือไม่ ก็ต้องติดตามลุ้นกัน

ลักษณะของอนิเมชั่นคือการวาดมือ Tradition Animation พื้นหลังละเลงด้วยสีน้ำ มุ่งเน้นความเสมือนสมจริงเป็นธรรมชาติ ‘Naturalistic’ ขณะที่การออกแบบตัวละครสรรพสัตว์ทั้งหลาย มีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกับมนุษย์(มากกว่าสัตว์) ในสีหน้า ท่าทาง และพูดภาษามนุษย์

เกร็ด: จริงๆภาษาที่บรรดากระต่ายพูดคุยกัน ผู้เขียนนิยายให้ชื่อว่า Lapine Language เฉพาะสรรพสัตว์ที่พระเจ้า Frith (ดวงอาทิตย์) สร้างขึ้นเท่านั้นถึงสนทนากันรู้เรื่อง

เกร็ด 2: Lapine ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า กระต่าย

เชื่อว่าหลายคนคงจำแนกแยกตัวละครไม่ค่อยออก ผมก็คนหนึ่งที่มีปัญหาต้องคอยฟังน้ำเสียงถึงรับรู้ความแตกต่าง แต่มันก็สังเกตได้อยู่นะ อาทิ
– Hazel ผู้นำกระต่าย พี่คนโต ตัวสูงใหญ่เต็มไว ลำตัวสีน้ำตาล มีความเป็นปกติที่สุดในกลุ่ม (หูไม่เบี้ยว ตาไม่บอด ลำตัวลายทาง หรือแขนขาพิการ) เฉลียวฉลาด ไหวพริบเป็นเลิศ และมีความเป็นผู้นำสูง
– Fiver น้อยชายของ Hazel ตัวเล็กกว่าพี่ ลำตัวสีน้ำตาลเข้มกว่านิดๆ นอกนั้นปกติสมบูรณ์ดี, เป็นกระต่างมีลางสังหรณ์ดี ราวกับสามารถคาดการณ์มองเห็นอนาคต
– Bigwig สังเกตง่ายสุดคือปอยผมที่เหมือนวิกอยู่บนศีรษะ ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม พูดน้ำเสียงใหญ่ๆ เป็นนักสู้มีความแข็งแกร่งและน่าจะสูงวัยที่สุดในกลุ่ม
– Blackberry กระต่ายหูดำ มีความเฉลียวฉลาดที่สุดในกลุ่ม สังเกตพบว่าแผ่นน้ำลอยน้ำได้ย่อมสามารถพายข้าม/ขึ้นเรือ ตอนที่ Bigwig ถูกบ่วงกับดักก็เป็นตัวให้ข้อสังเกตหลักปัก
– Holly กระต่ายสีน้ำเงิน ตอนแรกตั้งใจจะจับ Hazel แต่ก็สู้พวกมากไม่ไหว ภายหลังเมื่อสูญเสียรัง Sandleford ออกเดินทางติดตามก่อนจะมาถึง Watership Down ถูกจับโดย Woundwort ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็หนีมาได้
ฯลฯ

สำหรับ General Woundwort เชื่อว่าคงไม่มีใครหลงลืมจำผิดอย่างแน่นอน หน้าบูดบึ้งตึง ตาบอดข้างหนึ่ง ลำตัวอ้วนใหญ่ ผิวสีแดงกล่ำ เป็นจอมเผด็จการเหี้ยมโหดร้ายอันดับหนึ่ง ไร้ซึ่งความหวาดกลัวเกรงแม้แต่สุนัขจากฟาร์ม Nuthanger ชะตากรรมไม่มีใครรู้ แต่ได้กลายเป็นปรัมปรานิทานเล่าก่อนนอนของฝูงกระต่าย ‘ถ้าไม่ทำตามคำสั่งจะถูก General Woundwort จับกิน’

เรื่องราวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน โดยมีฝูงกระต่ายนำโดย Hazel เป็นจุดศูนย์กลาง
– ครึ่งแรก ออกเดินทางจากบ้านเก่าที่กำลังจะถูกทำลาย มุ่งสู่บ้านใหม่ Watership Down สู่อนาคตอันสดใส
– ครึ่งหลัง เมื่อเดินทางถึง Watership Down บางสิ่งอย่างในชีวิตของฝูงกระต่ายขาดหาย ทำภารกิจเสี่ยงตายเพื่อเติมเต็มสันชาติญาณความต้องการของตนเอง

ช่วงครึ่งแรกระหว่างการออกเดินทางสู่ดินแดนโลกใหม่ของฝูงกระต่าย เรื่องราวจะยังสามารถแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามสิ่งต่างๆที่พวกมันพบเจอระหว่างทาง อาทิ
– เริ่มต้นออกเดินทาง ถูก Holly ขัดขวาง, ข้ามรั้วลวดหนามสู่ป่าดงพงไพร, ข้ามแม่น้ำก่อนถูกหมาไล่, ข้ามถนนรอดรถชน: นัยยะสื่อถึงการจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ มักถูกหักห้ามปราม กีดกัน หรือเป็นอุปสรรคขวากหนาม เมื่อไหร่สามารถเดินทางข้ามผ่านขอบเขต ก็เท่ากับสามารถเปิดตนเองสู่โลกทัศน์ใหม่
– หลับนอนในทุ่ง (อะไรสักอย่าง), หลับนอนในโรงนา เจอฝูงหนู, พบเจอรังของ Cowslip แล้ว Bigwig ติดบ่วงกับดัก: บางสถานที่ก็มีความเย้ายวนน่าหลงใหลให้ล้มเลิกความตั้งใจสู่จุดหมายปลายทาง แต่ถ้าสามารถพบเห็นความจริงที่หลบซ่อนเสมือนกับดักลวงลวงล่อ ได้พบประสบการณ์เอาตัวรอดคงไม่มีใครคิดปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่
– ฟาร์มของ Nuthanger เอาตัวรอดมาได้พบเจอกับ Holly ได้รับบาดเจ็บสาหัส: สะท้อนถึงสถานที่อันตราย แต่กลับมีความเย้ายวนน่าหลงใหล และต่อมากลายเป็นความจำเป็นของฝูงกระต่ายที่ต้องนำพาตัวเองเข้าไปติดกับ

ขณะที่ครึ่งหลังคือการเติมเต็มชีวิตของฝูงกระต่าย มีสองเป้าหมายที่มีเพศเมียให้สมหวัง
– ฟาร์มของ Nuthanger: อุปสรรคคือหมาแมว ปืนลูกซองของมนุษย์ และทัศนคติของกระต่ายบ้าน พวกมันไม่คิดต้องการมีชีวิตอิสระเสรี ปัจจุบันได้รับการเลี้ยงดูดีอิ่มหนำก็มีความสุขสำราญ เปิดกรงออกยังไม่ยอมหนีไปไหน เสี่ยงตายแบบไม่คุ้มเอาเสียเลย
– รังของ Woundwort: ที่เต็มไปด้วยกระต่ายหัวรุนแรง ชอบใช้กำลัง มีความเข้มงวดกวดขัน ทั้งนี้ทั้งนั้น Doe ภายใต้สังกัด ต่างโหยหาอิสรภาพ มีความคิดก่อกบฎขัดแย้ง แค่ไร้ซึ่งพละกำลังดิ้นรนขัดขืน

แม้ขวากหนามจากทั้งสองเป้าหมาย เป็นสิ่งเกินความสามารถในการต่อสู้ขัดขืนของ Hazel และผองพวก แต่ด้วยไหวพริบความเฉลียวฉลาด ก็จับพวกมันให้ต่อสู้กันเอง เข่นฆ่ากันตายไปข้างหนึ่ง แล้วพวกตนก็จักมีชีวิตอย่างสงบสันติสุขตราบชั่วนิรันดร์จนวันตาย

สำหรับเพลงประกอบตอนแรกใช้บริการของ Malcolm Williamson สัญชาติ Australian แต่เพราะความล่าช้าและเสร็จเพียง Main Theme เลยติดต่อขอให้ Angela Morley หรือชื่อเดิม Wally Stott นักแต่งเพลงข้ามเพศสัญชาติอังกฤษ เข้ามาเรียบเรียงต่อให้ คนหลังนี่ฝีมือไม่ธรรมดา เคยเข้าชิง Oscar: Best Original Score สองครั้งจาก The Little Prince (1974) และ The Slipper and the Rose (1976) และอีกผลงานเด่น Peeping Tom (1960)

เกร็ด: Watership Down คืออนิเมชั่นเรื่องแรกที่นำเสนอในระบบเสียง Dolby Surround

บทเพลงหนึ่งเดียวที่ Malcolm Williamson ประพันธ์ขึ้นประกอบ Prologue and Main Title พร้อมเสียงบรรยายของ Michael Hordern (ผู้พากย์พระเจ้า Frith แห่งจักรวาลของสรรพสัตว์) จบลงนาที 3:45 ภาพของเป้าหมายปลายทาง ดินแดนแห่งความเพ้อฝัน Watership Down ค่อยๆเลื่อนเคลื่อนซูมออกย้อนกลับมาจนถึงจุดเริ่มต้น Sandleford เรื่องราวของการต่อสู้ผจญภัยของผองกระต่ายจึงได้เริ่มต้นขึ้น

เสียงฟลุตในบทเพลง Venturing Forth ให้สัมผัสราวกับดินแดนบนสรวงสวรรค์ บ้านรังหลังเก่าถิ่นที่อยู่เดิมของ Hazel และผองเพื่อน แต่ลึกๆแล้วบางสิ่งอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่มันคืออะไรละ!

บทเพลงที่ก็มิได้มีทำนองโศกเศร้าถึงขนาดบีบน้ำตา แต่ถ้าคุณรับชมพร้อมประกอบฉากที่อยู่ในอนิเมะ จะทำให้จิตใจหายวูบวาบตกลงตาตุ่ม อ้ำอึ้งอ้าปากค้าง น้ำตาไหลพรากๆโดยไม่รู้ตัว

ในที่สุดก็มาถึงเป้าหมายของฝูงกระต่ายเสียที สิ่งที่พวกมันต้องทำก็เพียงแค่ปีนขึ้นเพื่อไปให้ถึงยอดเนินเขา Watership Down บทเพลงจะค่อยๆไล่ทำนองประสานเสียงขึ้นไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดสูงสุด ก็ราวกับได้พบสรวงสวรรค์บ้านหลังใหม่ ดินแดนที่ใครๆต่างเพ้อฝันถึง

เผื่อคนสับสนกับชื่อเพลง Climbing the Down ปีนขึ้นแต่ลง? คำว่า Down ในบริบทนี้จัดเป็นคำนาม (เพราะมี The อยู่ข้างหน้า) สื่อแทนถึงชื่อเรียกย่อๆของ Watership Down ความหมายแบบตรงๆจักคือ Climbing ‘Watership Down’

อีกหนึ่งบทเพลงที่โดยไม่รู้ตัว เรียกน้ำให้หลายๆคน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกระโดดข้ามไปยังตอน Hazel แก่หง่อม คิ้วหนาวกลายเป็นสีขาว กระต่ายดำแห่งความตายล่องลอยมาเยี่ยมเยือน ถึงเวลาจักต้องพรากจากชีวิตที่เคยสุขสันต์ สู่โลกใบใหม่กลับคืนสู่อ้อมอกพระเจ้า Frith แห่งสุริยัน

เสียงโอโบกับแซกโซโฟนช่วงท้าย สะท้อนอารมณ์เต็มอิ่มเอิบของชีวิต ไม่มีอะไรอีกแล้วให้ต้องต่อสู้ดิ้นรน จากนี้คือมุ่งสู่หนทางแห่งความสงบสุขชั่วนิจนิรันดร์

‘Sex’ คือแรงขับเคลื่อนของทุกสิ่งมีชีวิต มนุษย์เกิดมาเพราะความยึดติดในกิเลสตัณหาราคะ ต้องการโน่นนี่นั่นยังมิสามารถปลดปล่อยวางความต้องการลงได้ ถึงกระนั้นสิ่งที่แบ่งแยกมนุษย์จากสรรพสัตว์ คือการแสดงออกของ ‘Sex Drive’ ด้วยสัญชาติญาณทางกาย หรือสามารถหักห้ามใจด้วยสติและปัญญา

มันไม่ผิดอะไรหรอกนะ กับการที่มนุษย์หลงใหลในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ราคะ-โทสะ-โมหะ เพราะนั่นคือกงกรรมเกวียนเก่ายังใช้ไม่หมด เลยมิรู้เบื่อหน่าย หรือเกิดความสนใจที่จะปล่อยวาง แต่เราสามารถสังเกตจำแนกแยกแยะบุคคล พบเห็นการกระทำอันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว สนองอารมณ์สุขพึงพอใจของตนเองหน่ายเดียว ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันคิดช่วยเหลือผู้อื่น คนแบบนี้ยังมีความเป็น ‘สัตว์’ อยู่มาก ใช้ชีวิตด้วยแรงขับเคลื่อนของสันชาติญาณ จัดว่าห่างไกลความเป็นมนุษย์อยู่มากโข

ผมเพิ่งมีโอกาสได้ลองค้นหาความหมายของคำว่า ‘เดรัจฉาน’ มาจากภาษาบาลี ติรจฺฉาน (อ่านว่า ติ-รัจ-ฉา-นะ) แปลว่า ผู้ไปโดยส่วนขวาง (มีร่างกายขนานไปกับพื้นโลก) หรือผู้ไปขวางจากมรรคผล (บรรลุนิพพานไม่ได้) มักมีสัญญา 3 อย่าง ได้แก่

  1. กามสัญญา รู้จักเสพกาม
  2. โคจรสัญญา รู้จักกินและนอน
  3. มรณสัญญา รู้จักกลัวตาย

หากเป็นเดรัจฉานชั้นสูง อาทิ เดรัจฉานที่เป็นพระโพธิสัตว์ จะมี ธัมมสัญญา คือความรู้จักผิดชอบชั่วดี จึงรู้จักการทำทานสั่งสมสร้างบำเพ็ญบารมี เพื่ออนาคตจะได้บรรลุโพธิญาณกลายเป็นพระพุทธเจ้าในกาลสืบไป

กลับมาที่ใจความของอนิเมชั่นเรื่องนี้ แม้ความต้องการของฝูงกระต่ายน้อย สุดท้ายแล้วจะแค่เพียงสนองสันชาตญาณของพวกมันเอง แต่วิธีการให้ได้มาซึ่งคู่ครอง ถือว่าเต็มไปด้วยลักษณะของความเป็นมนุษย์ มีทั้งตัวที่ยินยอมเสียสละชีพ ต่อสู้ปกป้องผู้อ่อนแอกว่า กลายเป็นมิตรภาพของผองเพื่อนและต่างเผ่าพงษ์พันธุ์ เอาชนะ Tyrant จอมเผด็จการที่สนแค่ผลประโยชน์ของตนเอง ว่าไปมันก็ไม่เลวร้ายอะไรดั่งนิทานแฝงข้อคิดสอนใจ ‘ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราเอง’

มีหลากหลายใจความอื่นที่นักวิเคราะห์วิจารณ์ พยายามครุ่นคิดทำความเข้าใจ แต่ผมไม่ใคร่สนใจเท่าไหร่ เลยขอนำมาอ้างถึงแบบผ่านๆ ประกอบด้วย
– ประเด็นศาสนา ที่อ้างอิงถึงพระเจ้าผู้สร้างโลกและจักรวาล ความเชื่อศรัทธา วิญญาณความตายของสรรพสัตว์
– เสียดสีถึงวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีของมนุษย์ ขับไล่ถิ่นที่อยู่ของฝูงกระต่าย แถมยังผลักดันให้เกิดความเกรี้ยวกราดรุนแรง (แบบฝูง Woundwort) และหายนะ (แบบฝูง Cowslip)
– การต่อสู้ระหว่างเผด็จการเบ็ดเสร็จ (รังเก่าที่ Sandleford และรังของ Woundwort) vs. ประชาธิปไตย (ฝูงของ Hazel)
– เปรียบเทียบการสร้างชุมชนและความเป็นวีรบุรุษ กับวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก Odyssey และ Aeneid (คล้ายกันยังไงไปเทียบดูเองนะครับ)
ฯลฯ

และทัศนะที่น่าสนใจของผู้กำกับ Guillermo del Toro มองอนิเมชั่นเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การสะท้อนเสียดสีถึงปัญหาสังคม-การเมือง แต่คือการสร้างโลกที่มีประเด็นเหล่านี้คือสาระสำคัญระดับจิตวิญญาณของสรรพสิ่ง

“Watership Down is that it was not trying to just mirror Social-Political concerns, it was creating a world with Social-Political concerns”.

คือเพราะประเด็นที่ใครๆต่างครุ่นคิดวิเคราะห์เพ้อทั้งหลายเหล่านี้ ผู้เขียนนิยาย Adams บอกว่าตัวเองไม่ได้มีความต้องการตั้งใจอะไรแบบนั้นเลยสักนิด

“It was meant to be just a story, and it remains that. A story—a jolly good story, I must admit—but it remains a story. It’s not meant to be a parable. That’s important, I think. Its power and strength come from being a story told in the car.”

Watership Down คือชื่อของสถานที่ หรือจะว่าไปก็คือบ้านหลังเก่าของผู้เขียนนิยาย Richard Adams ดินแดนแห่งความทรงจำ ธรรมชาติอันสวยงาม พระอาทิตย์สาดเสียง ท้องฟ้าสดใส บ่อน้ำลำธาร เนินเขาตั้งตระหง่าน ถ้าได้มีโอกาสหวนกลับใช้ชีวิตบั้นปลายที่นั่น คงไม่มีอะไรสุขใจกว่านี้อย่างแน่แท้

ด้วยทุนสร้าง $4.8 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกาเพียง $3.7 ล้านเหรียญ แต่ขณะที่ยุโรปและอังกฤษประสบความสำเร็จล้นหลาม ไม่มีรายงานตัวเลขแต่เห็นว่าทำกำไรเกินกว่า 5,000% (คงไม่น้อยกว่า $40-50 ล้านเหรียญ)

สิ่งที่โดยส่วนตัวหลงใหลคลั่งไคล้ในอนิเมชั่นเรื่องนี้ คือการสะท้อนสันชาติญาณ/ความต้องการของฝูงกระต่ายน้อย เปรียบเทียบกับมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์ ตรงไปตรงมาถึงที่สุด ต่อสู้เสี่ยงตายเพื่อแย่งชิงครอบครองสาวเนี่ยนะ! คนเราก็ไม่ต่างกันหรอกรึ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เกิดมาเป็นมนุษย์มีความโชคดีกว่าสัตว์มากหลาย อย่างน้อยก็ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเข่นฆ่าแกงใครเพื่อเอาตัวรอด เราจึงควรแสดงหาบางสิ่งอย่างที่เหนือกว่าการมีชีวิตด้วยสันชาติญาณ เลือกเป็นผู้ประเสริญด้วยสติและปัญญาย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคออนิเมชั่นสองมิติ แนวผจญภัย เอาตัวรอด, คนรักกระต่าย ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ทั้งหลาย, ผู้หลงใหลในวรรณกรรมของ Richard Adams ไม่ควรพลาด

ประเทศอังกฤษทศวรรษนั้นมี British Board of Film Classification หน้าที่จัดเรตติ้งภาพยนตร์ ซึ่งอนิเมชั่นเรื่องนี้ได้รับคือ U (Universal เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย) ทำให้ถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักต่อการมองข้ามเนื้อหาสาระ และภาพกราฟฟิกที่มีความโหดเหี้ยมทารุณ ถึงกระนั้นเมื่อออกฉายต่างประเทศ อเมริกา, ออสเตรเลีย, ไอร์แลนด์ ต่างมอบเรต PG ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย!

ที่เหมาะสมจริงๆ ผมมองว่าประมาณ 13+ เพราะเรื่องราวการดิ้นรนเอาตัวรอด ภาพกราฟฟิกของการต่อสู้และเลือด อันจะก่อให้เกิดความ ‘Horror’ ตราติดฝังใจ

TAGLINE | “โลกของกระต่ายน้อยใน Watership Down สะท้อนความจริงอันโหดร้ายของชีวิต ออกมาได้หลอกหลอนน่าสะพรึงกลัว”
QUALITY | RARE
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of