Way Down East (1920)

Way Down East

Way Down East (1920) hollywood : D. W. Griffith ♥♥♥♡

ขณะธารน้ำแข็งกำลังเคลื่อนไหลเข้าใกล้ถึงน้ำตก มีสองนักแสดงเสี่ยงตายเพื่อผลงานศิลปะ Lillian Gish กับ Richard Barthelmess หญิงสาวนอนสลบไสลไร้สติบนธารน้ำแข็ง ชายหนุ่มต้องหาทางกระโดดข้ามไปมาเพื่อช่วยชีวิตเธอ, ภาพยนตร์โดยปรมาจารย์ผู้กำกับ D. W. Griffith ทำเงินถล่มถลายสูงสุดแห่งปี “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สถิติรายรับของภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบ ถือว่าไม่มีความแน่นอนถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตอนนั้นยังไม่มีการจัดเก็บตัวเลขแบบจริงๆจังๆ เว้นแต่สตูดิโอใหญ่ที่ต้องการนำมาอวดอ้างและใช้จ่ายภาษี, อ้างอิงจากนิตยสาร Variety เมื่อปี 1932 เฉพาะหนังเงียบในยุคหนังเงียบ (ก่อนปี 1930) สิบอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดใน Hollywood
1. The Birth of a Nation (1915) : D. W. Griffith
2. The Big Parade (1925) : King Vidor
3. Ben-Hur (1925) : Fred Niblo
4. Way Down East (1920) : D. W. Griffith
5. The Gold Rush (1925) : Charlie Chaplin
6. The Four Horsemen of the Apocalypse (1921) : Rex Ingram
7. The Circus (1928) : Charlie Chaplin
8. The Covered Wagon (1923) : James Cruze
9. The Hunchback of Notre Dame (1923) : Wallace Worsley
10. The Ten Commandments (1923) : Cecil B. DeMille

เกร็ด: ถ้านับรวม City Light (1930) : Charlie Chaplin เข้าไปอีกเรื่อง จะแทรกแซงอยู่ระหว่างอันดับ 3 กับ 4

ผมเคยพูดถึงนิสัยเสียอย่างหนึ่งของ D. W. Griffith ไปแล้วว่า เป็นคนที่มีความ racist ค่อนข้างรุนแรง, กับหนังเรื่องนี้หลายคงอาจมองไม่เห็นว่าเขาเหยียดอะไร แทบไม่ปรากฎคนผิวสีหรือชาวเอเชีย แต่กลับมี 2 สิ่งที่สะเทือนใจผมมาก นั่นคือ ผู้หญิง และค่านิยมทางศาสนา

ขอพูดเรื่องศาสนาก่อนแล้วกัน มันคงเป็นสิ่งปลูกฝังลึกเข้าไปในจิตใจของผู้คนสมัยนี้ไปแล้วว่า “ผู้ชายควรจะรักเดียวใจเดียว แต่งงานกับผู้หญิงเพียงคนเดียว” นี่คือค่านิยมที่เราได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาของชาวตะวันตกนะครับ … ผมจะบอกว่า พุทธศาสนาไม่เคยมีคำสั่งสอนที่แนะนำกึ่งบังคับแบบที่ว่า มนุษย์ควรแต่งงานได้เพียงครั้งเดียว ผัวเดียวเมียเดียว ดูพระมหากษัตริย์ไทยสมัยก่อนก็ได้ ใกล้ตัวก็รัชกาลที่ ๕ มีภรรยามากมายตั้งเท่าไหร่ นี่ไม่ใช่สิ่งผิดเลยต่อค่านิยมสมัยก่อนของชาวเอเชีย ขึ้นอยู่กับฐานะและบารมี สองสิ่งนี้ถ้าทำให้คุณเลี้ยงดูมีภรรยาหลายคนได้ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดอะไร (ถ้าตายแล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์ มีเทวดาสาวสวยคอยรับใช้ 500 พันหมื่นคน มากกว่าที่จะหาได้บนโลกในชาติหนึ่งอีก!), ว่ากันว่าเริ่มต้นเกิดจากสมัยที่มิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่ศาสนาในไทย เห็นแบบนี้วีนแตกรับไม่ได้ เอาไปล้อเลียนเป็นเรื่องตลกขบขัน (แบบหนังเรื่อง The King and I) เพื่อไม่ให้ได้รับการดูถูกว่าป่าเถื่อนล้าหลัง เราจึงจำต้องรับเอาค่านิยม แต่งงานผัวเดียวเมียเดียว เข้ามาในสังคมไทย

ผมเคยวิพากย์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนไปแล้วรอบหนึ่ง ต่อกรณีปัญหาเรื่องชู้สาว มือที่สาม หึงหวง ตบตีแย่งผัว นี่เป็นสิ่งที่เมืองไทยสมัยแต่ก่อนโน้นแทบไม่ค่อยพบเจอปรากฎ เพราะในโลกที่ค่านิยมเมียหลวง เมียรอง เมียน้อง เป็นสิ่งยอมรับได้ มันทำให้อย่างน้อยที่สุด ผู้หญิงจะเปิดใจกว้างยอมรับได้ กับสามีมีภรรยาอื่นหลายคน (แต่มันก็พาลให้มีปัญหาอื่นมากมาย เช่นว่า ความอิจฉาริษยา แก่งแย่งเป็นใหญ่ในบ้าน ฯ)

Way Down East กับประเด็นศาสนา ออกไปในทางแสดงทัศนะและความเห็นมากกว่าต่อต้านความเชื่อของคริสต์เรื่องแต่งงาน ซึ่งสมัยนั้นยังมีผู้คนอีกมากที่หัวรุนแรงยอมรับให้อภัยไม่ได้ในกรณีที่ผู้หญิงที่เคยผ่านมือชายอื่นมาแล้ว มีลูกไม่มีพ่อ มองว่าเป็นคนสำส่อน สกปรก เสนียดของสังคม ขณะเดียวกันก็เป็นการปลูกฝังแนะนำ สร้างค่านิยมการให้โอกาสและให้อภัยต่อความผิดพลาด ชี้ชักนำบุคคลที่เราควรตำหนิต่อว่า ไม่ใช่หญิงสาวที่อาจไร้เดียงสาหลงผิด แต่คือเพศชายตัวดีที่มักถืออำนาจเหนือกว่า ชักจูงจมูกนำพา ทำทุกอย่างเพื่อล่อลวงหลอกเธอ

สำหรับการเหยียดผู้หญิง ผมคิดว่า Lillian Gish รู้ตัวเองนะ ว่าผู้กำกับมีความตั้งใจให้เธอตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดของชีวิต แต่เพราะนั่นคือการแสดง ต้องถือว่า Gish มอง ‘การเสียสละเพื่องานศิลปะ มีความยิ่งใหญ่ สำคัญ และคุณค่าสูงสุด’ ถือว่าเป็นปรัชญาชีวิตของเธอนะครับ แต่กับผู้ชมหลายคนคงตั้งคำถาม ‘มันคุ้มแล้วหรือกับการถูกกระทำแบบนั้น?’ ถ้าทัศนะของคุณคือไม่คุ้ม หนังเรื่องนี้ถือว่าโคตรเหยียดย่ำยีผู้หญิงเลยละ แต่ถ้ามองว่าคุ้มนั่นคือโคตรของศิลปะ!

ดัดแปลงจากบทละครเวที Way Down East เขียนโดย Charlotte Blair Parker หรือที่รู้จักในนามปากกา Lottie Blair Parker เปิดการแสดงครั้งแรกที่ Manhattan Theatre ปี 1897 ทั้งหมด 152 รอบ ได้รับการ Revivals โดย Joseph R. Grismer และ Phoebe Davis เมื่อปี 1903 กับ 1905 และออกทัวร์ไปทั่วประเทศ เห็นว่าได้รับความนิยมอย่างสูง รวมๆแล้วประมาณกว่า 4,000 รอบการแสดง, ปี 1920 D. W. Griffith ขอซื้อลิขสิทธิ์เป็นเงินสูงถึง $175,000 เหรียญ ถือว่าเยอะมากสำหรับบทละครที่ค่อนข้างเก่า มีความล้าสมัยแล้ว

เรื่องราวของหญิงสาวบ้านนอก Ann Moore (รับบทโดย Lillian Gish) ได้ถูกล่อลวงจาก Lennox Sanderson (รับบท Lowell Sherman) หนุ่มผู้ดีเพลย์บอย ถึงขนาดหลอกแต่งงานเพื่อครอบครองพรหมจรรย์ของเธอ เมื่อสำเร็จกามกิจแล้วก็เปิดเผยความจริง ทอดทิ้งหญิงสาวพร้อมลูกไม่มีพ่อ ทำให้ต้องทนถูกเหยียดหยามต่อสังคม แต่โชคดีเด็กน้อยด่วนจากไปก่อนไม่ต้องทนรับเคราะห์กรรมใดๆ แต่แม่ผู้ซึ่งไร้หนทางต้องระหกระเหินเร่ร่อน ไปจนพบครอบครัว Bartlett ที่ให้การช่วยเหลืออุปถัมภ์ และ David Bartlett (รับบทโดย Richard Barthelmess) หนุ่มบ้านนาที่ตกหลุมรักเธอ แต่ไม่วาย อดีตอันชั่วร้ายกลับหวนคืนมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง

ถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดการแสดงของ Lillian Gish ที่สามารถถ่ายทอดจิตวิทยาของตัวละครออกมาได้อย่างสมจริงจับต้องได้ ความเจ็บปวดรวดร้าวขณะที่ถูกสังคมตีตราหน้า โดยเฉพาะตอนลูกน้อยไร้พ่อที่ป่วยหนักสิ้นลมจากไป วินาทีนั้นอารมณ์ความรู้สึกมันเอิ่อล้นสั่นสะท้าน ล้นออกมานอกจอ จุกอกรวดร้าวจับใจ ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ สมแล้วกับวิทยฐานะที่เธอได้รับการยกย่องเป็น ‘First Lady of American Cinema’

แต่ความทุ่มเทในการแสดงของเธอทั้งเรื่อง เทียบไม่ได้กับไคลน์แม็กซ์ช่วงท้ายของหนัง เพื่อปรับตัวเองรับกับสภาพอากาศหนาว ทุกเช้าจะต้องออกเดินวิ่งเล่นไม่สวมเสื้อโค้ทถุงมือ อาบน้ำลงอ่างน้ำเย็น ทนต่อสภาพอาการหนาวจัด และพอวันหิมะเริ่มตกก็ถึงเวลาเริ่มการถ่ายทำ, เข้าฉากนอนอยู่บนธารน้ำแข็ง มือข้างหนึ่งจุ่มลงในน้ำเย็น ค้างไว้อย่างนั้นโดยไม่ค่อยจำเป็น ฝืนทนทานอยู่นานไม่รู้เท่าไหร่ ผมเผ้ากลายเป็นเกร็ดแข็ง(เพราะอากาศหนาวเย็นติดลบ) ส่วนมือก็เย็นชาจนเส้นประสาทรับสัมผัสเสียหายถาวร จนตลอดชีวิตมือข้างนั้นแทบจะใช้การอะไรไม่ได้อีกแล้ว, แต่ Gish ไม่เคยออกมาพูดต่อว่า D. W. Griffith ที่ปล่อยเธอในสภาพนั้นเลยนะครับ กลับเต็มเปี่ยมด้วยความสุขเอ่อล้น

“When I was absorbed in one of Mr Griffith’s pictures, I underwent a period of creative fervour that to me was intense happiness,”

มันมีความจำเป็นอะไรที่มือข้างหนึ่งต้องจุ่มลงในน้ำ? สภาพจิตใจของหญิงสาวตอนนั้นถือว่า คลั่งดั่งลมพายุ ไม่สนว่าชีวิตเป็นตาย ออกวิ่งเพื่อหนีความจริง หมดสิ้นเรี่ยวแรงก็ล้มลง มือข้างที่จุ่มลงในน้ำเปรียบคล้ายคำพูด ‘เท้าข้างหนึ่งก้าวย่างสู่ขุมนรก’ เปลี่ยนจากเท้าเป็นมือย่อมได้ความหมายเดียวกัน คือบางส่วนของร่างกาย/จิตใจ ได้สูญสิ้นสลาย ละลายตายลงไปแล้ว, มือ คือสัญลักษณ์ของการกระทำ คงมีความหมายประมาณว่า ไม่เหลือความเชื่อมั่นในตัวเองที่จะคิดทำการอะไรได้อีกแล้ว

Richard Barthelmess หลังจากที่เคยประกบกับ Gish ในหนังเรื่อง Broken Blossoms (1919) นี่เป็นผลงานร่วมกันถัดมาของทั้งคู่ (ไม่แน่ใจครั้งสุดท้ายหรือเปล่า) ตัวละคร David Bartlett มีความล่องลอยเรื่อยเปื่อยไร้เป้าหมายชีวิต ใครว่าอะไรมาก็เออออห่อมกได้หมดไม่คิดอะไร แต่เมื่อได้พบเจอหญิงสาวที่ตนชอบ ตกหลุมรัก ก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ กล้าพูด-คิด-ทำ ตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง แต่อุปสรรคคือครอบครัวและความเชื่อศรัทธาในศาสนา แต่ช่างมันประไร! ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ว่าอะไรยังไงต้องได้เธอมาครอบครอง

สำหรับฉากไคลน์แม็กซ์ช่วงท้าย Barthelmess ถือว่าตรงข้ามกับ Gish เคยออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีเชิงตำหนิติเตียน ไม่พึงพอใจการทำงานของผู้กำกับ ว่ามีความเรื่องมากเห็นแก่ตัว บังคับให้เขาเล่นฉากเสี่ยงดายนี้ด้วยตนเอง ซึ่งว่ากันตามตรงถือว่ามีความอันตรายสูงมาก เพราะต้องวิ่งบนธารน้ำแข็ง แม้จะสร้างทุ่นให้ลอยได้ไม่จม แต่ยังมีความเสี่ยงลื่นล้ม ไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

“I would not make that picture again for any money that a producer would be willing to pay for it. I had on a heavy fur coat, and if I slipped, or if one of the cakes cracked and let me through, my chances would not have been good.”

อีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องพูดถึงเลยคือ Lowell Sherman นักแสดงและผู้กำกับสัญชาติอเมริกา ในยุคหนังเงียบคือนักแสดงยอดฝีมือ แต่พอยุคหนังพูดไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักเลยผันตัวเป็นผู้กำกับ แต่กลับมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ด่วนจากไปเมื่อปี 1934 สิริอายุ 49 ปีเท่านั้น, บทบาท Lennox Sanderson เพลย์บอยที่มีความหื่นกระหายในสายตา มองความรักเป็นดั่งเกมที่ต้องการเอาชนะ เมื่อสำเร็จแล้วก็ทิ้งขว้างเหมือนเศษขยะ สนแต่หน้าตาผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น โคตรเห็นแก่ตัวเลยคนแบบนี้

เพลย์บอยก็แบบนี้นะครับ ความหล่อเหลาทั้งใบหน้าคารม ย่อมทำให้หญิงสาวไหนๆต่างคลั่งไคล้ลุ่มหลงใหล กระนั้นผมรู้สึก Lennox Sanderson เป็นคนชั่วช้าไปเสียนิด เพราะไร้ซึ่งจรรยาบรรณ หรืออย่างน้อยอุดมการณ์ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับของตนเอง คือเขาเล่นแรงมากตอนแต่งงานปลอม นี่เรียกได้ว่าโคตรเxยอ่ะครับ เป็นการล้ำเส้นที่เกินเลยทั้งต่อความเชื่อศรัทธาศาสนา และหญิงสาว

การแสดงของ Sherman ต้องบอกว่าโคตรสมจริง โคตรเพลย์บอย ไม่รู้ตัวจริงพี่แกเป็นแบบนี้หรือเปล่า แต่ถ่ายทอดนำเสนอตัวละครได้แบบว่าโฉดชั่วร้าย หื่นกระหาย เห็นแก่ตัว ไม่สนอะไรใครทั้งนั้น สิ่งที่ฉันอยากได้ต้องได้ … ผลกรรมของตัวละครนี้ ผมว่ายังไม่ค่อยสาสมเท่าไหร่ แค่หน้าเขียวฟกช้ำ จริงๆน่าจะทำให้อับอายขายหน้า ประจานไปสามบ้านแปดบ้านให้โลกได้รับรู้ทั่วกัน

ถ่ายภาพโดย Billy Bitzer และ Hendrik Sartov, น่าเสียดายจริงๆที่มีฟุตเทจหลายส่วนของหนังสิ้นสภาพไม่สามารถบูรณะฟื้นฟูได้แล้ว แต่เท่าที่มีก็ถือว่าเพียงพอให้สามารถรับรู้ใจความสำคัญของหนังได้

คงไม่มีอะไรให้พูดถึงนอกจากไคลน์แม็กซ์ของหนัง ถ่ายทำที่ White River Junction, Vermont ส่วนน้ำตกที่เห็นนั้นเป็น Montage หลอกๆของ Niagara Falls (ความสูงของน้ำตกจริงๆที่ไปถ่ายทำ ไม่ถึงเมตรด้วยซ้ำ) ธารน้ำแข็งใช้การสร้างขึ้นด้วยทุ่น ท่อนซุงลอยน้ำได้ ซึ่งเตรียมการไว้ก่อนหน้าเริ่มการถ่ายทำ, ระหว่างการถ่ายทำ บริเวณใต้กล้องถ่ายภาพ (บนบก) จะต้องจุดกองไฟเล็กๆตลอดเวลา เพื่อให้ความอบอุ่นกับกล้องถ่ายภาพ ไม่ให้เกิดอาการฝืดติดขัดระหว่างถ่ายทำ

เกร็ด: เหตุที่หนังไม่ใช่นักแสดงแทน เพราะสมัยนั้นยังไม่มี Stuntman เกิดขึ้นนะครับ นักแสดงจึงต้องเล่นเองทั้งหมด

เกร็ด2: เห็นว่าผู้กำกับ D. W. Griffith ก็ได้รับผลกระทบจากการถ่ายฉากนี้เช่นกัน ใบหน้าครึ่งซีกถูกน้ำแข็งกัดกิน (Frostbite)

การตัดต่อในช่วงครึ่งแรก มีความพยายามเล่าเรื่องคู่ขนาน ตัดสลับระหว่าง Anna Moore กับ David Bartlett แต่ผมรู้สึกว่าไม่เวิร์คเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวฝั่ง David มีเพียงนิดน้อยเดียวทำให้เกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง ไม่มีความจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะใช้การตัดสลับ (จริงๆควรทำเป็นประมวล สรุปย่อตอนช่วงต้นครึ่งหลังก็เพียงพอแล้ว)

แต่การตัดต่อก็มีไฮไลท์อยู่ช่วงท้าย นั่นคือ Montage ที่ Griffith อาจคิดค้นขึ้นมาเอง คือตัดสลับไปมาระหว่างธารน้ำแข็งที่ค่อยๆแตกหัก และน้ำตก Niagara Falls ที่ต้องถือว่าหลอกผู้ชมได้สนิทใจเลยว่า กำลังลุ้นระทึกไปกับ David ว่าจะช่วยชีวิต Anna ได้ทันหรือไม่

ใครเคยรับชมหนังรัสเซียเรื่อง Mother (1926) ของ Vsevolod Pudovkin ว่ากันว่าฉากนั้นได้แรงบันดาลใจจากไคลน์แม็กซ์หนังเรื่องนี้ แต่ต้องบอกว่า Pudovkin ตัดต่อได้บ้าคลั่งกว่ามาก (เพราะนั่นคือ Soviet Montage ของแท้เลยละ)

จริยธรรม/ศีลธรรมของศาสนา เป็นสิ่งที่ดีแต่ใช่ว่าจะถูกต้องเหมาะสมทั้งหมด, ใครก็ตามที่คิดแบบนี้ สมัยก่อนถือว่าเป็นพวกนอกรีต มารศาสนา แม่มดที่ต้องถูกกำจัด ชะล้าง เผาให้ตายทั้งเป็น โชคยังดีที่ยุคสมัยนี้ความเชื่อศรัทธาไม่รุนแรงบ้าคลั่งเท่าแต่ก่อน แต่เมื่อต้นศตวรรษ 20 เรื่องราวลักษณะนี้ยังถือว่ามีความเข้มข้นรุนแรง จัดเป็น Controversy ได้ระดับหนึ่งเลย

บางรัฐในอเมริกาที่หนังไปฉาย ถูกกองเซ็นเซอร์ร้องขอให้ตัดหลายๆฉากออกไป อาทิ
– การแต่งงานหลอกๆ
– ฮันนีมูน เลิฟซีนเล็กๆของ Lennox กับ Anna
– ฉากที่บ่งบอกว่า Anna ท้อง
– ฉาก Baptism
ฯลฯ

โชคยังดี อเมริกาเป็นประเทศเสรี มีกลุ่มคนที่รับไม่ได้อยู่เยอะ แต่ก็มีหลายกลุ่มที่รับได้ สองฝั่งคละเคล้าปะปนเปกันไปทั่ว, รับชมหนังเรื่องนี้ในปีปัจจุบัน ผมว่าเรื่องพรรค์นี้คงไม่กระทบกระเทือนจิตใจ ความเชื่อของผู้คนมากนัก แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังก็ลองค้นวิเคราะห์ใคร่ครวญดูสักหน่อย แล้วจะเห็นว่าเป็นจริงดังคนโบราณที่เขามองเห็นกัน

ใจความของหนังเรื่องนี้คือการเปิดโลกทัศน์ ชี้แนะชักแนะนำให้ผู้คนได้เรียนรู้จักผู้คน มีความเฉลียวฉลาดทางความคิด มุมมองชีวิตมากขึ้น, นี่เป็นเรื่องราวที่ไม่เก่าเลยนะ อาจเชยบ้างเพราะเทคนิคการนำเสนอ แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังมีให้พบเจอได้อีกมากในปัจจุบัน หญิงสาวไร้เดียงสา พบเจอกับเพลย์บอยหล่อทั้งรูปแลคารม

ผมเคยรู้จักเพื่อนที่เป็นเพลย์บอยนะ เล่าให้ฟังถึงจรรยาบรรณของตัวเองที่จำเป็นต้องมี หนึ่งคือไม่เล่นเกมกับหญิงสาวบริสุทธิ์ (ยกเว้นเธอยินยอมทอดกายให้จริงๆ) เลิกแบบมีสไตล์ (คือทำให้แยกย้ายแบบมีน้ำใจ) และรับผิดชอบถ้ามีเกิดความผิดพลาด (แต่ส่วนใหญ่เพลย์บอยมักไม่พลาดโง่ทำใครท้องนะ) กับคนที่เป็นเพลย์บอยแบบไร้จรรยาบรรณ เรียกได้เลยว่าคือกระหรี่ ตัวเxย สังคมแม้แต่เพลย์บอยกันเองก็ไม่ยอมรับเข้าพวก

เรื่องราวความโชคร้ายของหญิงสาวในหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญของชีวิต ในทางจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนทั่วไปจะสามารถก้าวผ่าน กลับไปดำเนินชีพสู่สภาวะปกติได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพบคนมีความเข้าใจ ยินยอมรับเรื่องพรรค์นี้โดยเฉพาะเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาพบ เจอแล้วก็ใช่ว่าจะยอมรับเปิดใจออกง่ายๆ (เพราะบทเรียนเก่ามันยังฝังใจ) เรื่องพรรค์นี้เวลาเท่านั้นจะช่วยเยียวยาได้ แต่มันอาจจะรักษาไม่หายก็ได้นะครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นคงถือเป็นโศกนาฎกรรมที่น่าเศร้าไม่น้อย

ด้วยทุนสร้างโดยประมาณ $700,000 เหรียญ หนังทำเงินประมาณ $4.5 ล้านเหรียญ สูงที่สุดแห่งปี สูงเป็นอันดับสองในบรรดาหนังของ D. W. Griffith เป็นรองเพียง The Birth of a Nation (1915) และประมาณว่าเป็นอันดับ 4 หนังเงียบทำเงินสูงสุดในยุคหนังเงียบ

ส่วนตัวถือว่าชอบหนังนะครับ หลงใหลในการแสดงของ Gish ส่วนตัวมองว่าเธอถูกกระทำมากไป ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่กับฉากนั้น แต่เมื่อตัวเธอยอมรับได้จะไปขัดขืนทำไม, ที่ไม่ชอบยังคงเป็นหลายๆประเด็นที่ D. W. Griffith แสดงทัศนะการเหยียดของตนเองออกมา บรมครูของวงการภาพยนตร์ทำอะไรไม่ผิดจริง! น่าเศร้าใจนัก

แนะนำกับคอหนังเงียบ ชื่นชอบ Melodrama แบบเข้มข้น ท้าทายความเชื่อ หลักศาสนา การแต่งงาน, แฟนๆของนักแสดง Lillian Gish, Richard Barthelmess, Lowell Sherman และผู้กำกับ D. W. Griffith ไม่ควรพลาด

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เป็นนิทานสอนหญิงให้กับสาวๆทั้งหลาย อย่างหลงเชื่อคนง่าย มีสติใจเย็น ให้เวลาศึกษาเรียนรู้คู่ชายที่ต้องการแต่งงานกับตนให้ดี อย่าหลงพลาดผิดคิดคบเพลย์บอยไร้จรรยาบรรณ โดนหลอกแบบในหนังกู่ไม่กลับเลยนะครับ

และสำหรับคุณผู้ชาย หรือคนที่เคร่งมากๆในความเชื่อ อุดมการณ์ หลักศาสนาเรื่องการแต่งงาน ว่าคือข้อผูกมัดสำคัญสุดในชีวิต ควรมีขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น หนังเรื่องนี้จะตบหน้าคุณแรงฉาด อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ อย่าหัวรั้นในสิ่งที่สามารถยอมรับให้อภัยกันได้เถอะ

จัดเรต pg กับพฤติกรรม ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ และความรุนแรงบ้าคลั่งในหลายๆฉาก

TAGLINE | “ความทุ่มเทกายใจของ Lillian Gish ในหนังเรื่อง Way Down East ของ D. W. Griffith มองยังไงก็ไม่คุ้มค่า แต่เมื่อตัวเธอยอมรับได้ มันก็มีความยิ่งใหญ่ในระดับของงานศิลปะ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of