Week-end

Week-end (1967) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥

สิ้นสุดสัปดาห์ภาพยนตร์ยุคสมัยแรกของผู้กำกับ Jean-Luc Godard นำพาผู้ชมออกเดินทาง (Road Movie) จากสังคมเมือง มุ่งสู่ชนบท แล้วลงขุมนรก! นำเสนอความเสื่อมถดถอยของอารยธรรม ผ่านบทพิสูจน์แห่งศรัทธา ดินแดนแฟนตาซี โลกความจริงที่เหี้ยมโหดร้าย และท้ายสุดคือการสูญเสียความเป็นมนุษย์

ระหว่างเดินทางไปโปรโมทภาพยนตร์ La Chinoise (1967) ยังเทศกาลหนังเมือง Venice ผู้กำกับ Godard ให้คำอธิบายภาพยนตร์เรื่องถัดไป ใช้ชื่อทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Weekend แต่เขียนอย่างมีลูกเล่นว่า Week-End

a couple… who go driving on the highways for a weekend.

Jean-Luc Godard

ฟังดูผิวเผินคงเป็นภาพยนตร์แนว Road Movie อารมณ์ชิลๆ บรรยากาศผ่อนคลาย ท่องเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์แบบ It Happened One Night (1934), Il sorpasso (1962) แต่ความเป็นจริงแล้วยิ่งดูยิ่งเครียดพอๆกับ The Wages of Fear (1953) แถมเต็มไปด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์ให้ขบครุ่นคิด นำพาสองสามี-ภรรยาจากจุดสูงสุดอารยธรรม ค่อยๆตกต่ำลงเรื่อยๆจนกลายเป็น ‘Cannibalism’ เรียกว่าสูญสิ้นความเป็นมนุษย์! … แต่ก็แล้วแต่ผู้ชมจะมองว่าเรื่องราวทั้งหมดคือ Tragedy หรือ Comedy

Week-end (1967) ยังคือความตั้งใจของผู้กำกับ Godard อาจเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย “-End” เพราะรายรับที่ล้มเหลว ขาดทุนย่อยยับมาตั้งแต่ Made in U.S.A. (1966) ทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีใครอยากรับชมผลงานของตนเองอีกต่อไป!

วันสุดท้ายในกองถ่าย ผู้กำกับ Godard บอกกับเพื่อนร่วมงานขาประจำ ตากล้อง Raoul Coutard, นักตัดต่อ Agnès Guillemot และ ‘script girl’ Suzanne Schiffman ให้มองหางานทำใหม่ หลังจากนี้จะเลิกสรรค์สร้างภาพยนตร์ไปสักพัก … แต่ไม่นานเขาก็ได้รับโอกาสในการทำหนังฉายโทรทัศน์ (ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีโอกาสร่วมทีมงานขาประจำอีกแล้ว)


Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

ตั้งแต่ความล้มเหลวไม่ทำเงินของ Made in U.S.A. (1966) ทำให้ผู้กำกับ Godard เริ่มตระหนักว่ากลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ของตนเองลดน้อยถอยลง ถ้าผลงานถัดๆไปยังขาดทุนย่อยยับเยิน คงไม่มีโปรดิวเซอร์คนไหนยินยอมออกทุนให้อีกแน่

I know that my films don’t do well. Made in USA was a total flop. Two or Three Things isn’t doing well. If nobody goes to see my films, I’ll have to stop. Or to find another way of making them. Or do something else. If only I knew a way to make as much money doing something else, I’d do it.

Jean-Luc Godard

โชคดีว่าผู้กำกับ Godard ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโปรดิวเซอร์ Raymond Danon ให้ทำการดัดแปลงเรื่องสั้น La autopista del Sur แปลว่า The Southern Thruway ต้นฉบับแต่งโดย Julio Cortázar (1914-84) นักเขียนชาว Argentine

เกร็ด: อีกผลงานที่ดังๆของ Cortázar คือ Las babas del diablo กลายเป็นภาพยนตร์ Blowup (1966) กำกับโดย Michelangelo Antonioni

ด้วยสไตล์การทำงานของผู้กำกับ Godard จึงนำเพียงแนวคิด เค้าโครงของเรื่องสั้นดังกล่าว (เลยไม่ได้ขึ้นเครดิต) แล้วทำการปรับเปลี่ยนเนื้อหาภายในให้สอดคล้องความสนใจ จนกลายมาเป็น Week-end (1967) และเผื่อใจไว้อย่างมากๆว่าอาจเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย

By following a young managerial couple on the road, I will attempt to show all the perversions which flow from that state of affairs. The journey, begun in apotheoses, will end in tragi-comedy (having left in a new car, our heroes will come home on foot…).

Jean-Luc Godard

สองสามีภรรยา Roland (รับบทโดย Jean Yanne) และ Corinne Durand (รับบทโดย Mireille Darc) อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์หรูกลางกรุง Paris ต่างครุ่นคิดวางแผนทรยศหักหลังกันและกัน แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นพวกเขาต้องออกเดินทางช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อไปเยี่ยมเยียนครอบครัวของ Corinne ที่ต่างจังหวัด คาดหวังกองมรดกจากบิดาใกล้หมดสิ้นลมหายใจ

แต่การเดินทางครั้งนี้ พวกเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม ขบวนรถติดยาวสุดลูกหูลูกตา อุบัติเหตุเฉียดเป็นเฉียดตาย การท้าทายศรัทธาจากพระเจ้า หลุดเข้าไปในโลกแห่งความเพ้อฝันจินตนาการ ระหว่างกำลังหลบหนี/หาทางกลับกรุง Paris ถูกจับกุมตัวโดยกลุ่มฮิปปี้ อ้างว่าคือสมาชิก FLSO (Front de Libération de la Seine-et-Oise) แท้จริงแล้วกลับเป็นพวกชอบกินเนื้อมนุษย์ โอกาสรอดชีวิตของทั้งสองช่างต่ำยิ่งนัก


Mireille Darc ชื่อจริง Mireille Christiane Gabrielle Aimée Aigroz (1938-2017) นักแสดง/นางแบบ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Toulon, ครอบครัวเปิดกิจการร้านขายของชำเล็กๆ ฐานะยากจน พออายุ 15 เลยตัดสินใจเลิกเรียนหนังสือ หันมาเอาจริงเอาจังด้านการเต้น เข้าเรียนต่อ Conservatoire Toulon Provence Méditerranée พอเดินทางเข้ากรุง Paris เริ่มจากเป็นนักแสดงโทรทัศน์ พอมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ Pouic-Pouic (1963), รับบทนำครั้งแรก Les Barbouzes (1964), ผลงานเด่นๆ อาทิ Week-end (1967), The Tall Blond Man with One Black Shoe (1972) ฯ

รับบท Corinne Durand ภรรยาผู้เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ แอบคบชู้ โหยหาเสรีภาพทางเพศสัมพันธ์ ครุ่นคิดวางแผนฆาตกรรมสามี แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เป็น-ตาย ก็พร้อมปรับตัวเพื่อเอาชีพรอด โดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ไร้ซึ่งอุดมการณ์ เป้าหมายชีวิตใดๆทั้งนั้น

ทั้งสองนักแสดงนำ Mireille Darc และ Jean Yanne คือตัวเลือกของโปรดิวเซอร์ที่ผกก. Godard ไม่สามารถตอบปัดปฏิเสธ ต่างเป็นดารามีชื่อเสียงพอสมควรในฝรั่งเศส (คาดหวังใช้เป็นจุดขายของหนัง) เขาเพียงแสดงความคิดเห็นว่า “a very plausible couple”

ถึงอย่างนั้นผกก. Godard กลับเต็มไปด้วยอคติต่อ ‘ภาพจำ’ ของ Darc เมื่อตอนแรกพบเจอก็แทบไม่ยินยอมพูดคุยอะไร มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายจนกระทั่งเธอสอบถาม ได้รับคำตอบที่สร้างความกระอักกระอ่วนใจอย่างรุนแรง ‘คือก็ไม่ได้อยากร่วมงานกันหรอกนะ แต่เพราะบทบาทนี้คือหญิงสาวนิสัยแย่ๆ เลยเหมาะสมกับเธอดี’

When I ask him why he is consenting to make this sacrifice, his answer chokes the laughter in my throat: “Because I don’t like you, I don’t like the character you play in your films and who you are in life, and because the character in my film must be unpleasant. Oh, I almost forgot: your hair is too blonde; make it light chestnut. And come without makeup; just a little under the eyes, and even so …”

Mireille Darc

มีอยู่ฉากหนึ่ง László Szabó ต้องตบหน้าตัวละครของ Darc ผู้กำกับ Godard เรียกทั้งสองให้มาซักซ้อม ทดสอบหน้ากล้องนับสิบๆครั้ง นั่นมันผิดสังเกตเอามากๆ

I had a scene with her where I was eating a sandwich, she was hungry and asked me for a piece. My mouth was full, I kissed her, then slapped her. “How come you kiss me, then slap me?” “Like the Americans do with the Arabs.” That was my line. He had us rehearse the scene ten times. He was taking his revenge on her.

László Szabó

ด้วยเหตุนี้ตลอดทั้งเรื่อง Darc จึงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด สีหน้าหงุดหงิด อารมณ์บูดบึ้งตึง ไม่พึงพอใจต่อการทำงานครั้งนี้ ราวกับกำลังตกอยู่ในขุมนรก ต้องพยายามอดรนทน อีกไม่นานย่อมสามารถเอาตัวรอดพานผ่านช่วงเวลานี้ได้สำเร็จ … คือมันก็พูดยากนะว่าการสร้างบรรยากาศแย่ๆในกองถ่าย เพื่อให้นักแสดงถ่ายทอดความรู้สึกแย่ๆนั้นออกมา เป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่า แต่ผลลัพท์ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลย


Jean Yanne ชื่อจริง Jean Roger Gouyé (1933-2003) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Les Lilas ก่อนหน้าเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ ต่อมากลายเป็นนักเขียน จับพลัดจับพลูมีโอกาสแสดงละครโทรทัศน์ ตามด้วยภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ Week-end (1967), This Man Must Die (1969), We Won’t Grow Old Together (1972) ฯ

รับบท Roland Durand สามีผู้เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ แอบคบชู้ โหยหาเสรีภาพทางเพศสัมพันธ์ ครุ่นคิดวางแผนฆาตกรรมภรรยา แต่เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เป็น-ตาย พยายามหาหนทางหลบหนีเอาตัวรอดฝ่ายเดียว ผลลัพท์เลยถูกเข่นฆาตกรรม กลายเป็นอาหารอันโอชาของพวกกินเนื้อมนุษย์

ผู้กำกับ Godard ไม่ได้มีอคติต่อ Yanne เทียบเท่า Darc จึงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ย่ำแย่ขนาดนั้น แต่เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้องรักษาระยะห่างจากทั้งสอง เป็นประสบการณ์ทำงานที่สุดแสนทรมาน ยากจะลืมเลือน

บทบาทของ Yanne มีความละม้ายคล้าย Darc ยังกะแกะ! เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด สีหน้าหงุดหงิด อารมณ์บูดบึ้งตึง ไม่พึงพอใจต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ พร้อมใช้ความรุนแรงกับทุกสรรพสิ่งอย่าง แต่หนทางออกของตัวละครนั้น ปฏิเสธประณีประณอมอ่อนข้อเหมือนภรรยา คงด้วยเกียรติ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฆ่าได้หยามไม่ได้ แค่พอตกตายไป ก็กลายเป็นมื้ออาหารอันโอชา


ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

ครั้งสุดท้ายที่ผกก. Godard ร่วมงานตากล้องขาประจำ Coutard ออกเดินทางจากกรุง Paris มุ่งสู่ชนบท Oinville-Sur-Montcient, Ile de France ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรหวือหวา เรียบง่ายธรรมดาๆ แพนนิ่ง, แทร็กกิ้ง, วนไป-วนมา ฯลฯ แต่ขยับขยายระยะเวลาถ่ายทำ ‘Long Take’ จนสร้างความผิดสังเกต ฉงนสงสัย ชวนให้ขบครุ่นคิดถึงสาเหตุผล รายละเอียด Mise-en-scène ทุกช็อตฉากล้วนมีนัยยะซุกซ่อนเร้น

การละเลงสีสัน Eastmancolor ของ Week-End (1967) มอบสัมผัสที่แตกต่างจากผลงานเรื่องอื่นๆ โดยปกติแล้วจะมีการขับเน้นความสว่าง (Contempt, Pierrot le Fou) ฉูดฉาด (La Chinoise) หรือไม่ก็เต็มไปด้วยความหลากหลายของป้ายโฆษณา (Made in U.S.A., Two or Three Things I Know About Her) แต่เรื่องนี้กลับใช้โทนสีเข้มๆ สร้างบรรยากาศมืดหมองหม่น เพื่อสะท้อนการเดินทางสู่จุดจบ ขุมนรก แห่งความหมดสิ้นหวัง


หนังเริ่มต้นที่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง สามารถสื่อถึงจุดสูงสุดอารยธรรม พวกเขาเหม่อมองลงมาพบเห็นเบื้องล่างเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การใช้กำลังรุนแรง สะท้อนถึง(จุดสูงสุดของ)โลกยุคสมัยเสรีทุนนิยม มนุษย์จักเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ‘ปัจเจกบุคคล’ ปฏิเสธการประณีประณอม อ่อนน้อมถ่อมตน สนเพียงกระทำสิ่งสร้างผลประโยชน์ ตอบสนองตัณหาความใคร่

เช่นกันกับสองสามี-ภรรยา Roland และ Corinne Durand ต่างแอบคบชู้นอกใจ คิดคดทรยศหักหลังอีกฝั่งฝ่าย เพียงเฝ้ารอคอยกลับมาจากเยี่ยมญาติครั้งนี้ หวังว่าชีวิตฉันคงจะได้รับอิสรภาพเสียที … สังเกตว่าหนังเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งในลักษณะตารปัตรตรงกันข้าม

  • Corinne แอบมีชู้กับเพื่อนสนิทระหว่างยืนอยู่ตรงระเบียง
  • Roland กำลังคุยโทรศัพท์กับชู้รัก ภายในห้องนอน

หลายคนน่าจะคาดเดาไม่ยากว่า ผู้กำกับ Godard คงเพิ่งรับชม Persona (1966) ของผู้กำกับ Ingmar Bergman ที่ตัวละครของ Bibi Andersson พูดเล่าประสบการณ์ Orgy ซึ่งเขาได้คัทลอกคำกล่าวตัวละครของ Mireille Darc จากเรื่องสั้น Histoire de l’œil (1928) แต่งโดย Georges Bataille (1897-1962) ซึ่งทำการพรรณาความสัมพันธ์ทางเพศของวัยรุ่นสองสามคน

ผมไม่ได้มีความสนใจในเรื่องเล่าของ Corinne เพราะเสียงเพลงประกอบดังมากๆ เหมือนพยายามจะกลบเกลื่อน บอกผู้ชมว่าจะรับฟังหรือไม่ฟังก็ได้ ณ จุดสูงสุดของเสรีภาพทางเพศ (ในหนังเล่าเรื่องการสวิงกิ้ง หญิงสอง-ชายหนึ่ง) เป็นสิ่งที่อัปลักษณ์พิศดาร ผิดแผกแปลกประหลาด ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สมควรยินยอมรับ สามารถตีความถึงการทรยศหักหลัง เพื่อตอบสนองตัณหาความใคร่ พึงพอใจส่วนตน

สังเกตว่าระหว่างกำลังเล่าเรื่องนั้น กล้องจะเคลื่อนเข้า-เคลื่อนออก Lont-Take ตลอดทั้งซีเควนซ์ และหลังจากสำเร็จกามกิจรอบแรก Corinne เดินเข้าไปให้ครัวแล้วกลับมานั่งหันอีกด้าน เพื่อเล่าต่ออีกเรื่องที่มีลักษณะกลับตารปัตรตรงกันข้าม จากเคยรู้สึกเหมือนถูกกระทำมาครานี้เป็นผู้กระทำเสียเอง

Roland: Is this true, or a nightmare?
Corinne: I don’t know.

นี่เป็นโลกทัศน์เบี้ยวๆของชาวตะวันตก เพราะพวกเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่โบราณกาล การแต่งงานต้องผัวเดียวเมียเดียว (monogamy) เมื่อครั้นออกล่าอาณานิคม พบเห็นพฤติกรรมคนต่างสีผิว ทั้งแอฟริกันและคนเหลืองเต็มไปด้วยเมียน้อย นางสนมเยอะๆ เลยตีตราว่าเป็นความป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม ด้วยเหตุนี้ถ้าในอนาคตโลกดำเนินมุ่งสู่ทิศทางนั้น ก็จักเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งโลกาวินาศ

ความยียวนกวนประสาทของเด็กชาย (Christophe Bourseiller) สวมใส่ชุดอินเดียนแดง พยายามจะแบล็กเมล์/รีดไถเงิน Roland และ Corinne สะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ที่ได้ถูกปลูกฝัง เรียนรู้จักพฤติกรรมแย่ๆเหล่านั้นตั้งแต่เล็ก (สื่อภาพยนตร์นี่ตัวดีเลยนะ!) แล้วอนาคตเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น โลกจะดำเนินไปเช่นไร (ล้อกับความป่าเถื่อนของชนพื้นเมืองอินเดียนแดง ที่เป็นผลกระทบจากการเข้ามารุนรานของคนขาวในสหรัฐอเมริกาด้วยนะครับ!)

ซึ่งทั้งสองเมื่อเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ พยายามโต้ตอบกลับอย่างรุนแรง ตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงถูกมารดาของเด็กชาย และสามี/เจ้าของอพาร์ทเม้นท์เอาปืนมายิงขับไล่ … ฝ่ายชายคือนักแสดง/ผู้กำกับละครเวที Antoine Bourseiller (1930-2014) สามีคนแรกของ Agnès Varda ขณะนั้นแต่งงานกับ Chantal Darget ต่างมารับเชิญในฉากนี้

แซว: ฉากนี้ถือว่าล้อกับตอนที่ Antoine Bourseiller อนุญาตให้ผกก. Godard หยิบยืมอพาร์ทเม้นท์ในการถ่ายทำ La Chinoise (1967) เดือนกว่าๆกลับมาพบเห็นสภาพ … คงจะอยากเอาปืนมาขับไล่ยิงอย่างแน่แท้!

9 นาทีกับ 3 Longggg Shot ได้รับการจดจำ พูดกล่าวถึงมากที่สุดในผลงานของ ผกก. Godard ไม่ใช่แค่การล้อเลียน ‘รถติด’ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น

  • ขณะที่ใครต่อใครยินยอมต่อแถว รอคอยให้รถขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ Roland กลับขับรถในเลนสวนทาง แซงหน้าทุกคัน ทำผิดกฎจราจรแบบไม่ยี่หร่าอะไรใคร
    • สะท้อนความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่สนกฎระเบียบข้อบังคับ แตกแถว นอกคอก ปฏิเสธทำตามข้อตกลงการอยู่ร่วมกันทางสังคม
  • แต่ระหว่างที่พวกเขาพานผ่านรถคันต่างๆ ต่างก็เห็นผู้คนเหล่านั้นพยายามใช้ประโยชน์จากช่วงเวลารถติด นั่งปิคนิก รับประทานอาหาร โยนลูกบอล หรือหากิจกรรมเล่นสนุกสนาน
    • สะท้อนถึงการแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้กฎกรอบข้อบังคับ พยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน
  • พานผ่านอุบัติเหตุ รถชน คนเสียชีวิต แต่ก็แทบไม่มีใครให้ความสนใจ
    • แสดงถึงความเร่งรีบ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ทำไมฉันต้องเข้าไปวุ่นวายกับปัญหาของผู้อื่น

นอกจากนี้เสียงบีบแตร, เป่านกหวีด, Sound Effect อื้ออึงของฝูงชน ฯลฯ ร่วมสร้างบรรยากาศตึงเครียดระหว่างรถติดได้เป็นอย่างดี (ใครเคยขับรถ ย่อมสามารถสัมผัสความรู้สึกนั้น!) จนกระทั่งสามารถพานผ่านต้นตอของปัญหา บทเพลงแห่งการปลดปล่อย เสรีภาพ เพื่อสื่อถึงการดิ้นหลุดพ้นจากอารยธรรมของมนุษยชาติ แต่ก็ไม่ได้มีท่วงทำนองหายใจทั่วท้องสักเท่าไหร่

เหตุการณ์รถติดเกิดขึ้นได้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ หรือความประมาท แต่ยังคือปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ “ปลาหมอตายเพราะปาก” “หมองูตายเพราะงู” ในที่นี้หมายถึงอารยธรรม/ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ เมื่อได้รับการพัฒนามาจนถึงจุดๆหนึ่ง มันก็มักจะหวนกลับมาร้างปัญหา/ทำลายตัวตนเอง … เทคโนโลยีสร้างความสะดวกสบายให้แก่บุคคล แต่นำพาหายนะสู่มวลมนุษย์ รวมถึงโลกของเรา

The traffic jam shows us a civilization that has gotten clogged up in its own artifacts.

Roger Ebert

ผู้กำกับ Godard ให้คำอธิบายนัยยะของฉากนี้ ทำไมต้อง Long Take ยาวนานหลายนาที? “Politics is a traveling shot”. การเมืองในบริบทนี้สื่อถึงความแตกต่างระหว่างประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ ฝั่งซ้าย(เริ่มต้น)-ฝั่งขวา(สิ้นสุด) ช่างมีความเยิ่นยาวนาน เหินห่างไกลยิ่งนัก ไม่มีทางที่สองขั้วตรงกันข้ามจักสามารถเผชิญหน้า ประณีประณอม หาจุดกึ่งกลางร่วมกัน

“THE CLASS STRUGGLE” เมื่อรถหรูพุ่งชนรถแทร็คเตอร์ ทำให้คนขับซึ่งพ่อรวยเสียชีวิตคาที หญิงสาวแม้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กลับลุกขึ้นมาด่าทอ(คนขับ)รถแทรคเตอร์ ขณะที่ชาวบ้านอื่นๆต่างยืนไทมุง จับจ้องมองอยู่ห่างๆพร้อมป้ายโฆษณาแปะเต็มด้านหลัง (ผมรู้สึกเหมือนผู้บริโภคกำลังรับชมละครดราม่า) ไม่มีใครสนใจเข้ามาให้ช่วยเหลือ หรือแม้กระทั่ง Roland กับ Corinne จู่ๆถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้อง เลยบึ่งรถหนีโดยพลัน

ฉากนี้เหมือนพยายามนำเสนอความขัดแย้ง การล่มสลายของชนชั้นวรรณะ แต่แท้จริงๆแล้วคือความสูญเสียของเฉพาะพวกชนชั้นกลางและสูง เพราะพวกเขาต่างมีความหมกมุ่นยึดติดในวัตถุ สิ่งข้าวของ เงินๆทองๆ มีอะไรมากมายให้ต้องสูญเสีย ผิดกับชนชั้นล่าง/กรรมกรแรงงาน เพราะความยากจนข้นแค้น ชีวิตแทบไม่มีอะไรติดตัว เลยไม่รู้สึกสูญเสียสักเท่าไหร่

นอกจากนี้ยังสะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ อะไรที่ไม่ใช่เรื่องของฉัน ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเขาไปยุ่งเกี่ยว สร้างภาระให้กับตนเอง จับจ้องมองเหมือนภาพยนตร์ดราม่า แทบจะไม่ละครน้ำเน่าหลังข่าว

เกร็ด: Juliet Berto นอกจากเล่นเป็นหญิงสาวโต้ถกเถียงคนขับรถแทรกเตอร์ เหมือนว่านั่นคือสาเหตุให้เธอเข้าร่วมกลุ่ม FLSO กลายเป็นนักปฏิวัติกินเนื้อมนุษย์ (ชายคนนี้ กระมัง)

Roland และ Corinne ถูกชาย-หญิงปล้นจี้รถ สั่งให้พาไปส่งยังประเทศอังกฤษ ทำเหมือนตนเองเป็นพระเจ้า สามารถเสกกระต่ายออกจากช่องเก็บของ เลยสอบถามทั้งสองอยากได้อะไรตอบแทน

Roland: A big Mercedes sports car?
Corinne: An Yves St. Laurent evening dress?
Roland: A Miami Beach hotel?
Corinne: Make me a blonde, a natural blonde.
Roland: A squadron of Mirage IVs, like the yids used to thrash the wogs.
Corinne: A weekend with James Bond.

ทุกอย่างที่สามี-ภรรยาคู่นี้พูดร้องขอ ล้วนคือวัตถุ ข้าวของ สิ่งตอบสนองตัณหาส่วนตน ไม่มีอะไรเพื่อผู้อื่น หรือสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ เรียกว่าเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไร้สาระจนพระเจ้าไม่อยากจะให้ เลยถูกแก่งแย่งปืน ขับไล่ลงจากรถ แต่ทันใดนั้นซากปรักหักพังถูกเสกให้กลายเป็นฝูงแกะ … ฤานี่พระเจ้าตัวจริง??

ทั้งซีเควนซ์นี้แสดงถึงความสูญสิ้นศรัทธาศาสนา พระเป็นเจ้า มนุษย์หันมาเชื่อในวิทยาศาสตร์ วัตถุข้าวของ สิ่งสามารถพิสูจน์จับต้อง มองเห็นได้ด้วยตา ละทอดทิ้งจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ หรือการทำประโยชน์เพื่อสาธารณะ

หลังจากหลบหนีจากพระเจ้า Roland ก็กลายเป็นควายหลุดบนท้องถนน วิ่งโฉบเฉี่ยวซ้าย-ขวา ผลักดันจักรยาน รถคันอื่นจนตกข้างถนน กระทั่งถึงคราวของตนเองพลิกคว่ำ ฟีล์มหนังก็เช่นกัน นี่ก็ล้อกับ Persona (1966) ที่มีการทำฟีล์มขาด ถูกเผาไหม้ ฯลฯ สร้างภาษาภาพยนตร์(จากแผ่นฟีล์ม)เพื่อสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวละคร … แต่ Week-end (1967) ไม่ได้เล่นอะไรไปมากกว่าทำให้ภาพหลุดเฟรมช็อตนี้นะครับ

Corinne: My Hermès handbag!

แม้รถจะคว่ำ แต่ Corinne กลับรำพันถึงกระเป๋าถือ Hermès ราคาน่าแพงโคตรๆ สำคัญกว่าชีวิต สามี หรือทรัพย์สินอื่นใด แทบจะขาดใจตายเพราะมิอาจนำออกมาได้ … นี่ก็แสดงถึงความหมกมุ่นยึดติดในวัตถุนิยม มองมุมหนึ่งรู้สึกน่าขัน ขณะเดียวกันมันก็คือโศกนาฎกรรม

แซว: พอแบ่งภาพออกเป็นสามแถบ แอบชวนให้นึงถึงธงไตรรงค์ฝรั่งเศส น้ำเงิน-ขาว-แดง กลายมาเป็น

  • liberté (น้ำเงิน)เสรีภาพในการขับรถ พุ่งชน เข่นฆาตกรรมคนตาย
  • égalité (ขาว) ความเสมอภาคเท่าเทียมไม่มีอยู่จริง (ภาพแถบดำ)
  • fraternité (แดง) ภารดรภาพอยู่บนท้องฟ้า เบื้องบน สรวงสวรรค์ ชนชั้นสูง

Jean-Pierre Léaud รับเชิญเป็นสองตัวละคร ในฉากที่ติดๆกันเลย นี่ย่อมสร้างความสับสนว่าคือตัวละครเดียวกันรึเปล่า? หรือต้องการแฝงนัยยะอะไร? จะว่าไปก็มีนักแสดงรับเชิญบางคนที่เล่นสองบทนะครับ

  • ตัวละครแรกคือ Louis Antoine de Saint-Just (1767-94) นักปฏิวัติ นักปรัชญาการเมือง หนึ่งในบุคคลสำคัญช่วง French Revolution เคยได้รับฉายาว่า Archangel of the Terror
    • Freedom is violence. Like crime. … Freedom will kill herself in the long struggle.
    • ข้อความที่อ่านนำจากหนังสือ L’esprit de la Révolution et de la Constitution de la France (1790) แปลว่า The Spirit of the Revolution and the Constitution of France รวบรวมแนบคิดปรัชญา-การเมืองของ Saint-Just ในช่วงครึ่งปีหลัง ค.ศ. 1790
  • ตัวละครที่สองคือชายในตู้โทรศัพท์ กำลังขับร้องบทเพลง Allo, tu m’Entends? (1964) แปลว่า Hello, can you hear me? โดยไม่ใคร่สนใจการเมือง หรือยินยอมให้ความช่วยสามี-ภรรยาคู่นี้ แถมด้วยรถสป็อตยังมีที่นั่งเดียว (เป็นรถที่มีความเห็นแก่ตัวเอามากๆ)

ข้อความที่ปรากฎก่อนนำเข้าตอนนี้คือ “FROM THE FRENCH REVOLUTION TO GAULLIST WEEKENDS” คงต้องการแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองยุคสมัย อดีตกำลังถูกลืมเลือน ปัจจุบันหลงเหลือเพียงความเห็นแก่ตัว ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากใครอีกต่อไป

Blandine Jeanson รับบทเป็น Emily Brontë (1818-48) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ เจ้าของผลงานอมตะ Wuthering Heights (1847) แต่สวมชุดราวกับ Alice in Wonderland เอาแต่พูดพร่ำบทกวี และตั้งคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบได้

Yves Afonso รับบท Tom Thumb ตัวการ์ตูนในเทพนิยาย The History of Tom Thumb (1962) จริงๆต้องมีขนาดไม่ใหญ่กว่านิ้วหัวแม่โป้ง (เลยได้ชื่อ Thumb) แต่หนังให้ตัวละครขนาดเท่ามนุษย์ปกติ มักได้รับก้อนหิน(ขนาดเท่าหัวแม่โป้ง)จาก Emily Brontë ไม่รู้เหมือนกันเอาไปทำอะไร

ทั้งสองตัวละครมีความเกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรม เทพนิยาย ซึ่งสามารถแทนด้วยจินตนาการเพ้อฝัน (ท่ามกลางป่าดงพงไพร) ซึ่งช่วงท้าย Roland ได้ทำการจุดไฟเผา Emily Brontë เป็นสัญลักษณ์ของการทำลายหนังสือ (แบบเดียวกับที่คอมมิวนิสต์จีน ทำในช่วง Cultural Revolution) ปฏิเสธสิ่งสร้างความบันเทิง ทำให้มนุษย์สูญเสียความสามารถในการจินตนาการ

นี่เป็นช็อตเล็กๆที่ผมแอบชื่นชอบ เมื่อครั้น Emily Brontë ก้มหน้าอ่านหนังสือ ราวกับมีแสงสว่างเปร่งประกายบนใบหน้า เพื่อแสดงถึงความเจิดจรัส คุณประโยชน์ของการอ่าน ซึ่งคำถามที่เธออ่านมาจากหนังสือของ Lewis Carroll ซึ่งก็มีปริศนามากมายไม่ใช่ตรรกศาสตร์เท่านั้นนะครับ

One: No kitten that loves fish is unteachable.
Two: No kitten without a tail will play with a gorilla.
Three: Kittens with whiskers always love fish.
Four: No teachable kitten has green eyes.
Five: No kittens have tails unless they have whiskers.

การจะหาคำตอบนี้ต้องใช้หลักการทางตรรกศาสตร์ โดยเริ่มต้นกำหนดให้

p: This kitten loves fish.
q: This kitten is teachable.
r: This kitten has a tail.
s: This kitten will play with a gorilla.
t: This kitten has whiskers.
u: This kitten has green eyes

เมื่อแปลงเป็นสัญลักษณ์จะได้
p → q
s → r
t → p
q → ∼u
r → t

ดังนั้น s → r → t → p → q →∼ u
หรือ s →∼ u

คำตอบที่ได้จึงคือ If this kitten will play with a gorilla, then it does not have green eyes.
หรือ Only a kitten without green eyes will play with a gorilla.

ส่วนอีกคำถามลองไปครุ่นคิดหาคำตอบกันเอาเองนะครับ วิธีการคิดคล้ายๆกัน

One: No shark ever doubts that he is well fitted out.
Two: A fish, that cannot dance a minuet, is contemptible.
Three: No fish is quite certain that it is well fitted out, unless it has three rows of teeth.
Four: All fishes, except sharks, are kind to children.
Five: No heavy fish can dance a minuet.
Six: A fish with three rows of teeth is not to be despised.

คำตอบคือ Sharks are not kind to children.
หรือ Therefore, heavy fish are kind to children.

นัยยะของคำถามเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงการสูญเสียตรรกะในการครุ่นคิด … เมื่อรวมกับการเผาไหม้ Emily Brontë (=สูญเสียความสามารถในการจินตนาการ) ก็เท่ากับการสูญเสียความครุ่นคิด-จินตนาการ รวมถึงแยกแยะระหว่างโลกความจริง-เพ้อฝัน

ตั้งกล้องไว้กึ่งกลางหมู่บ้าน จากนั้นแพนนิ่งหมุนรอบ 360 องศา ทวนเข็ม-ตามเข็ม วนไป-วนกลับอยู่สองสามรอบ เพื่อให้เห็นการแสดงเปียโน Mozart ให้ชาวชนบทมาห้อมล้อมรับฟัง พวกเขาส่วนใหญ่คงฉงนสงสัย (ว่ามาทำอะไร?) ไม่สามารถเข้าใจความไพเราะของบทเพลง แต่ถึงอย่างนั้นก็คงรู้สึกเคลิบเคลิ้มผ่อนคลาย จิตใจเบาสบายโดยไม่รับรู้โดย … นั่นถือเป็นความมหัศจรรย์ในบทเพลงของ Mozart โดยแท้!

นัยยะของฉากนี้สื่อถึงการสูญเสียสุนทรียะ ความสามารถในการเข้าใจบทเพลง/งานศิลปะขั้นสูง เพียงสัมผัสถึงความไพเราะเพราะพริ้ง แต่ขาดศักยภาพในการครุ่นคิดวิเคราะห์รายละเอียด องค์ประกอบ สาเหตุผล ที่มาที่ไป … เปรียบเทียบกับวงการภาพยนตร์ ก็เหมือนการรับชมเพียงเพื่อความบันเทิง จะทำให้เรามองข้ามรายละเอียดส่วนอื่นๆ ไม่เข้าใจความงดงามอันลึกซึ้งของศิลปะขั้นสูง

แซว: เห็นฉากนี้ทำให้ผมนึกถึงการทดลองของนักไวโอลินชาวอเมริกัน Joshua Bell เมื่อปี 2007 ปลอมตัวไปเล่นเปิดหมวกยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน Washington DC. นับพันคนที่เดินผ่านไป 27 คนบริจาคเงิน และมีเพียง 7 คนเท่านั้นที่ยืนรับฟังจนจบเพลง!

ผมรู้สึกเหมือนเป็นการล้างแค้นของ Roland ปล่อยให้ภรรยาถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า เพื่อล้อกับเรื่องเล่าสวิงกิ้งตอนต้นเรื่อง ทั้งๆมันอาจจริง-ไม่จริง แต่ขณะนี้เขาก็ขี้เกียจคร้านเกินกว่าจะให้ความช่วยเหลือ ขับไล่บุคคลผู้นั้น ซึ่งพอแล้วเสร็จกามกิจ ต่างทำเหมือนไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น … ราวกับว่า Corinne เหมือนจะสมยินยอม ได้เติมเต็มพลังงานให้กับตนเอง ยังไงยังงั้น!

รถคันที่ผ่านมา: Would you rather be screwed by Mao or Johnson?
Roland: Johnson, of course.
รถอีกที่ผ่านมา: Drive on, Jean. He’s a Fascist.

การยินยอมให้ภรรยาร่วมรักชายอื่น นี่อาจคือ ‘เสรีภาพ’ ของการมีเพศสัมพันธ์ ขณะเดียวกันผมมองว่า…

  • ยังเป็นการสูญเสียความเป็น(สุภาพ)บุรุษ/ลูกผู้ชาย ที่ควรปกป้องภรรยา/หญิงสาวที่ตนรัก ไม่ให้ใครอื่นมาเหยียดหยาม ย่ำยี
  • ขณะเดียวกับฝ่ายหญิงก็สูญเสียความเป็น(สุภาพ)สตรี/ลูกผู้หญิง ที่ควรมั่นคงต่อสามี/ชายคนรัก ไม่ใช่เสพสำราญกับบุคคลแปลกหน้า

Omar Diop เป็นชาวแอฟริกัน (เคยมารับเชิญเป็นผู้บรรยายใน La Chinoise (1967)) ขณะที่ László Szabó สัญชาติฮังกาเรียน (พบเห็นบ่อยครั้งในหนังของผกก. Godard) รับบทคนอาหรับ ทั้งสองต่างเป็นนักปฏิวัติ แต่ทำงานอาชีพคนเก็บขยะ ต่างกล่าวสุนทรพจน์ทางการเมืองที่ทำให้ผมลุกไปเข้าห้องน้ำ (ขี้เกียจจะอ่านซับตาม) พยายามสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังความคิดอะไรสักสิ่งอย่าง แต่การพร่ำบนข้างรถขยะ มันไม่ได้มีความน่าฟังตรงไหน??

ผมรู้สึกว่ามันไม่มีจำเป็นจริงๆที่จะต้องรับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ของทั้งสองตัวละคร แค่สังเกตการแบ่งปันขนมปังก็เพียงพอแล้วละ และความคิดเห็นของ World 3 (ประเทศโลกที่สาม) ได้รับการเปรียบเทียบไม่ต่างจากกองขยะ! ที่ถูกหมาอำนาจทอดทิ้งๆขว้างๆ

  • ขณะที่ Omar Diop แบ่งปันขนมปังเพียงคำเดียวให้ Roland (ก็ให้ตามคำร้องขอ Just one mouthful.)
    • That piece exactly corresponds to the fraction of the USA Budget given to the Congo.
    • ก้อนขนมปังคำเดียง สื่อถึงงบประมาณอันน้อยนิดที่หมาอำนาจแบ่งปันให้ประเทศโลกที่สาม/ทวีปแอฟริกา นั่นเพราะชาติเหล่านั้นไม่ได้สร้างผลประโยชน์ใดๆตอบแทน ทำไมถึงต้องช่วยเหลือ ให้ความสำคัญ อยากได้เงินก็ต้องเอาผลประโยชน์มาแลก นี่คือวิถีของโลกทุนนิยม
  • ส่วน László Szabó แบ่งครึ่งขนมปัง แลกกับการตบจูบให้กับ Corinne
    • I’m applying the law that the big oil companies apply to Algeria. The law of a kiss and a kick in the ass.
    • การแบ่งขนมปังไม่ต่างจากแบ่งก้อนเค้ก สำหรับประเทศที่มีผลประโยชน์อย่างน้ำมัน พวกหมาอำนาจก็พร้อมยื่นข้อเสนอให้อย่างเท่าเทียม 50-50 แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเชื้อเพลิงพลังงานหมดเมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาถีบไสไล่ส่ง ไม่เห็นหัวเห็นหางอีกต่อไป

ระหว่างสุนทรพจน์ครั้งนี้ (สำหรับคนที่ตั้งใจจะรับฟัง) จะมีการแทรกภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ดำเนินผ่านมา (รวมถึงในอนาคตด้วยนะ) เพื่อเป็นคำอธิบายนัยยะเชิงการเมืองที่หนังต้องการเปรียบเทียบถึง … นี่สำหรับคนสนใจวิเคราะห์หนังในทิศทางนั้น แต่ผมไม่เอาด้วยเพราะขี้เกียจคิดตามตรรกะเบี้ยวๆของผกก. Godard เอาแค่ที่เป็นความหมายสากลก็เพียงพอแล้วละ

ไม่รู้กระต่ายตัวเดียวกับที่พระเจ้ามอบให้กับ Roland และ Corinne หรือเปล่านะ? แต่ชวนให้นึกถึงโคตรภาพยนตร์ The Rules of the Game (1939) เพื่อสื่อถึงความตายของบุคคลผู้บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ทั้งมารดา (ของ Corinne) และเจ้ากระต่ายตัวนี้ ล้วนไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ทำไมถึงถูกเข่นฆ่า นำมาเป็นอาหารโอชา ตอบสนองความหิวโหย ต้องการเติมเต็มตัณหาราคะ!

เกร็ด: Game ในบริบทนี้คือคำเรียกเนื้อกระต่าย ยุคสมัยก่อนคือกิจกรรม ‘เกม’ สร้างความบันเทิงสำหรับชนชั้นสูง เป็นสัตว์ที่มักถูกไล่ล่า เข่นฆ่า นำมาทำเป็นอาหาร

หลังจากฆาตกรรมมารดา ชาย-หญิงทั้งสองมองหาสิ่งที่จะสามารถกลบเกลื่อนหลักฐาน (Alibi) มาถึงยังบริเวณเครื่องบินพุ่งชนรถยนต์ … เอาว่ามันคือเครื่องบินตกลงพื้นก็แล้วกัน สามารถสื่อถึงจุดสิ้นสุดของอารยธรรม จากเคยโบยบินชูหน้าชูตาอยู่บนท้องฟากฟ้า ขณะนี้ทิ้งดิ่งลงสู่ภาคพื้นพสุธาลง หรือคือ Roland และ Corinne เมื่อกระทำการเข่นฆาตกรรมผู้ให้กำเนิด/มารดา คงต้องถือว่าหมดสูญสิ้นความเป็นมนุษย์เรียบร้อยแล้วละ!

ระหว่างหาหนทางกลับกรุง Paris ทั้งสอง Roland และ Corinne กำลังดักปล้นกลุ่มคนที่มาปิกนิก แต่แล้วจู่ๆมาจากไหนก็ไม่รู้ -กรรมใดใครก่อ- กลุ่มฮิปปี้อ้างว่าคือสมาชิก FLSO (Front de Libération de la Seine-et-Oise) [กากบาทแบบนี้บอกใบ้ว่า แม้งไม่ใช่อย่างแน่นอน!] เข้ามาซ้อนการโจรกรรม ลักพาตัวพวกเขาทั้งหมด ออกเดินทางเข้าป่า สำหรับเป็นเสบียงกรัง หรือยินยอมเข้าร่วมกลุ่มปลดแอกอิสรภาพ

แซว: Front de Libération de la Seine-et-Oise ไม่ใช่องค์กรที่มีอยู่จริงนะครับ! การกากบาทข้อความก็เป็นความพยายามบอกว่าสิ่งที่หนังนำเสนอนี้ก็แค่เรื่องสมมติ อย่าเอาไปเป็นตุเป็นตะเลยนะครับ

หลายครั้งที่มีการอ้างอิงถึงชื่อหนัง ตั้งแต่พระเจ้ากล่าวถึง Modern Times (1936), หรือคราวนี้ที่ FLSO พูดคุยผ่านวิทยุสื่อสาร Battleship Potemkin (1925), The Searchers (1956), ช่วงท้ายยังมีการกล่าวถึง The Saga of Gösta Berling (1924) และ Johnny Guitar (1954)

แซว: สังเกตว่าการสื่อสารระหว่าง FLSO จะกล่าวถึงหนังเงียบขาว-ดำ vs. หนังพูดฟีล์มสี ซึ่งมีความแตกต่างคนละยุคสมัย แต่ทั้งสี่เรื่องล้วนมีความสัมพันธ์บางอย่างเกี่ยวกับการเมือง หรือเป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอความขัดแย้งระหว่างสองฟากฝั่ง

การรับประทานเนื้อมนุษย์ (Cannibalism) สามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ถึงพฤติกรรมทรยศหักหลังพวกพ้อง พร้อมที่จะทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่าอีกฝั่งฝ่าย รับประทานเนื้อหนังมังสา เพื่อตอบสนองความต้องการ พึงพอใจ กอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนว่าจะสร้างความเจ็บปวดให้อีกฝั่งฝ่าย (ทั้งร่างกาย-จิตใจ)

ในทัศนะผู้กำกับ Godard การถูกทรยศหักหลัง (จาก Anna Karina) ถือเป็นสิ่งเลวร้าย ชั่วช้าสามานย์ที่สุด! ไม่ใช่แค่ถูกรับประทานเนื้อหนัง แต่ยังกัดกร่อนถึงจิตวิญญาณ เมื่อโลกดำเนินมาถึงจุดที่สามารถเรากินเลือดกินเนื้อกันเองเพื่อเอาชีพรอด ย่อมแสดงถึงความตกต่ำยิ่งกว่าสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ (Humanity) กลายสภาพเป็นเดรัจฉาน (Beast)

แซว: หนังได้รับเรตติ้ง NC-18 (ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี) ก็เพราะฉากนี้นะครับ แต่กลับไม่มีข่าวพวกเรียกร้องสิทธิสัตว์ในฝรั่งเศสสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขาน่าจะมีสติปัญญาพอเข้าใจว่าภาพยนตร์ต้องการสื่อถึงอะไร ไม่ใช่หลับหูหลับตาเรียกร้องเรียน หิวแสงอยู่นั่น

Greetings, Ancient Ocean! เป็นอีกโคตร Long Take ที่แรกๆอาจทำให้หลายคนส่ายหน้า เกาหัว แต่ฟังไปฟังมาชอบว่ะ! เสียงกลองแม้สร้างความหนวกหู (ผิดกับเสียงเปียโนที่มีความไพเราะเพราะพริ้ง เคลิบเคลิ้มล่องลอย) มีความขัดแย้งต่อวิถีธรรมชาติ แต่โดยไม่รู้ตัวกลับทำให้ศีรษะโยกคลอน หัวใจเต้นตามจังหวะ นั่นแปลว่าอารยธรรมของมนุษย์คือจอมปลอม หลอกลวง ทำลายสมดุลของสากลจักรวาล

การจะหวนกลับสู่สามัญ/จุดเริ่มต้นของชีวิต นั่นคือเราต้องละทอดทิ้ง/สูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง ดำเนินชีวิตตามวิถีธรรมชาติ ต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอดโดยสันชาติญาณ … นี่สะท้อนแนวความคิด “Set Zero” ของผู้กำกับ Godard มาตั้งแต่ La Chinoise (1967)

เกร็ด: วัฏจักรชีวิตของกบ แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ

  1. ระยะไข่กบ (Frogspawn)
  2. ระยะลูกอ๊อด (Tadpole)
  3. ระยะลูกกบหรือลูกอ๊อดวัยแก่ (Froglet)
  4. และระยะตัวเต็มวัย (Frog)

การนำเสนอภาพลูกกบ(ในกำมือ) ซึ่งถือเป็นระยะที่สามของการเจริญเติบโตก่อนถึงตัวเต็มวัย สามารถสื่อถึงวิวัฒนาการถดถอยหลังของมนุษย์ชาติ! หรือคือ Corinne ได้สูญเสียสิ้นความเป็นมนุษย์ (Humanity) ปฏิเสธหวนกลับสู่ดินแดนแห่งอารยธรรม และกำลังจะรับประทานเนื้อของสามี เรียกว่าไม่สนห่าเหวอะไรอีกแล้วนอกจากเอาชีวิตรอด

ตัดต่อโดย Agnès Guillemot (1931-2005) หนึ่งในขาประจำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสามี-ภรรยา Roland และ Corinne Durand เริ่มจากอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์หรู ณ กรุง Paris เหม่อมองลงมาจากเบื้องบน จากนั้นออกเดินทางเพื่อไปเยี่ยมญาติ/ครอบครัวของ Corinne ยังชนบท Oinville-Sur-Montcient, Ile de France แต่พวกเขาประสบเหตุการณ์นรกแตกมากมายนับไม่ถ้วน กว่าจะมาถึง และเหตุการณ์หลังจากนั้นที่สุดแสน … WTF

  • อารัมบท ณ จุดสูงสุดของอารยธรรม/ก่อนเริ่มต้นออกเดินทาง
    • A FILM ADRIFT IN THE COSMOS
      A FILM FOUND IN A DUMP
      • Corinne กับชายชู้
      • Roland คุยโทรศัพท์กับหญิงชู้
    • ANALYSIS
      • Corinne เล่าการสวิงกิ้งกับชายชู้ให้สามี Roland
    • SATURDAY 10:00 AM
      • และระหว่างขึ้นรถ กำลังจะออกเดินทางไป ยังมีเรื่องวุ่นๆเฉียดเป็นเฉียดตาย
  • เรื่องวุ่นๆระหว่างการเดินทางไปยัง Oinville-Sur-Montcient
    • SCENE OF PARISIAN LIFE
      • พานผ่านขบวนรถติด เพราะอุบัติเหตุห่างไกลออกไป
    • THE CLASS STRUGGLE
      • ระหว่างแวะพักยังเมืองแห่งหนึ่ง พบเห็นรถแทรกเตอร์ชนรถหรู มีผู้เสียชีวิต
    • THE EXTERMINATING ANGEL
      • ถูกคนแปลกหน้าโบกรถระหว่างทาง อ้างว่าคือพระเจ้า (รับบทโดย Jean Eustache)
      • ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ จนต้องเปลี่ยนมาก้าวออกเดินทาง
    • FROM THE FRENCH REVOLUTION TO GAULLIST WEEKENDS
      • พบเจอ Saint-Just และชายในตู้โทรศัพท์ (ต่างรับบทโดย Jean-Pierre Léaud) ยื้อๆยักๆ ขอความช่วยเหลือ พอไม่ได้รับก็ใช้ความรุนแรง
    • LEWIS CARROLL’S WAY
      • พานผ่านโลกแฟนตาซี ในนวนิยายของ Emily Brontë และ Tom Thumb
    • A TUESDAY IN THE 100 YEARS WAR
    • MUSICAL ACTION
      • โบกขึ้นรถนักเปียโน (รับบทโดย Paul Gégauff) ทำการแสดงยังฟาร์มแห่งหนึ่ง
    • A FRIDAY FAR FROM ROBINSON AND MANTES LA JOLIE
      • Roland ปล่อยให้ Corinne ถูกข่มขืนโดยชายแปลกหน้า
    • WORLD 3 (น่าจะสื่อถึง THIRD WORLD, ประเทศโลกที่สาม)
      THE WEST
      • จากนั้นโบกขึ้นรถขยะ รับฟังคำเทศนาของชาวแอฟริกันและอาหรับ
  • เมื่อไปถึงเป้าหมาย Oinville-Sur-Montcient และเหตุการณ์หลังจากนั้น
    • SCENE OF PROVINCIAL LIFE
      • หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ตัดสินใจเข่นฆาตกรรมมารดาของ Corinne เพื่อคาดหวังเงินมรดก
      • ระหว่างหาทางกลับกรุง Paris ถูกจับกุมโดยกลุ่มฮิปปี้ อ้างว่าคือสมาชิก FLSO (Front de Libération de la Seine-et-Oise)
    • SEINE-ET-OISE LIBERATION FRONT
      TOTEM AND TABOO
      • พามายังฐานที่มั่นกลางป่า แสดงให้เห็นว่าเป็นพวกชอบกินเนื้อมนุษย์
    • SEPTEMBER MASSACRE
      • Roland พยายามหลบหนีเลยถูกเข่นฆ่า ถลกหนัง กลายเป็นมื้ออาหาร
    • OCTOBER LANGUAGE
      JUMP CUT
      • เพราะความต้องการอยู่รอดของ Corinne เลยยินยอมเป็นภรรยาหัวหน้ากลุ่ม และรับประทานเนื้อหนังของอดีตสามี

ลีลาการตัดต่อยังคงสไตล์ Godardian ซีนไหนที่ไม่ใช่ ‘Long Take’ ก็มักมีการแทรกตัวอักษร ข้อความ สำหรับอธิบายเหตุการณ์ หรือแสดงความครุ่นคิดเห็นของผกก. Godard, แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ค่อยพบเห็นภาพถ่าย ตัวการ์ตูน หรือป้ายโน่นนี่นั่น อาจเพราะเรื่องราวนำเสนอทิศทางการล่มสลายของอารยธรรม สิ่งพรรค์นั้นย่อมค่อยๆสาปสูญหายไปด้วยกระมัง


เพลงประกอบโดย Antoine Duhamel (1925 – 2014) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Valmondois, Val-d’Oise เป็นบุตรของนักเขียน Georges Duhamel และนักแสดงหนังเงียบ Blanche Albane, ด้วยความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก โตขึ้นได้เป็นลูกศิษย์ของ René Leibowitz มีเพื่อนร่วมรุ่น Serge Nigg, André Casanova, Jean Prodromidès, จากนั้นทำงานวาทยากร ครูสอนดนตรี มีผลงานเขียนบทเพลง Opera, Symphony, Concerto, มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์จากทำโคตรหนังสั้น Méditerranée (1963), ร่วมงานผู้กำกับ Jean-Luc Godard เพียงสองครั้ง Pierrot le Fou (1965), Weekend (1967), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Stolen Kisses (1968), Mississippi Mermaid (1969), Bed and Board (1970), Belle Epoque (1992), Safe Conduct (2002) ฯลฯ

ก่อนหน้านี้เมื่อตอน A Woman Is a Woman (1961) ผู้กำกับ Godard ก็เคยปฏิวัติการใช้บทเพลงประกอบภาพยนตร์ ด้วยการทำให้เดี๋ยวดัง เดี๋ยวหยุด สร้างความโคตรรำคาญแก่ผู้ชม เพื่อให้สอดคล้องแนวคิด Episches Theater (Epic theatre) ไม่ให้จิตวิญญาณล่องลอยไปตามอารมณ์เพลง บังเกิดสติ/ความครุ่นคิดในระดับจิตสามัญสำนึก

Week-end (1967) เป็นอีกครั้งที่มีการปฏิวัติ/ทดลองแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับการใช้บทเพลงประกอบ จากโดยปกติระหว่างตัวละครกำลังพูดคุยหรือกล่าวสุนทรพจน์ ก็มักลดระดับเสียงเพื่อให้ผู้ชมได้ยินการสนทนา แต่ผกก. Godard กลับเพิ่มระดับเสียงดังจนแทบฟังไม่ได้สดับ เพื่อบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องสนใจเนื้อหาสาระขณะนั้นก็ได้ เพียงรับรู้อารมณ์ สัมผัสจากบทเพลง ก็เพียงพอแล้วละ!

แต่เทคนิคนี้มันมีปัญหาประการหนึ่งสำหรับผู้ชมที่ฟังภาษาฝรั่งเศสไม่รู้เรื่อง ผมเองก็ใช้การอ่านซับไตเติ้ล เลยสามารถทำความเข้าใจสิ่งที่ตัวละครกำลังพูดคุยสนทนา (การอ่านซับ ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเนื้อหาสาระขณะนั้นๆ) ซึ่งก็สอดคล้องกับคำอธิบายที่บอกกล่าวไป บทเพลงเสริมบรรยากาศฉากนั้นๆได้เป็นอย่างดี

Lamento (แปลว่า Lament, คร่ำครวญ) ดังขึ้นระหว่าง Corinne กำลังสารภาพความสัมพันธ์กับชู้รัก พูดเล่าเรื่องการสวิ้งกิ้ง หญิงสอง-ชายหนึ่ง ให้กับสามี Roland มีสีหน้าดำคร่ำเครียด … สังเกตว่าบทเพลงดังกว่าเสียงการเล่าเรื่องเสียอีก! สำหรับผู้ชมชาวฝรั่งเศสคงต้องใช้ความตั้งใจเงี่ยหูฟังมากๆ ส่วนต่างชาติอย่างเราก็อ่านซับไตเติ้ล และเพลิดเพลินกับบทเพลงสร้างบรรยากาศอันเจ็บปวด อึดอัดอั้น ระทมทุกข์ทรทานทรวงใน (สะท้อนความรู้สึก/สภาพจิตใจของ Roland ที่ต้องอดรนทนรับฟังเรื่องราวการทรยศหักหลังของภรรยา)

บทเพลงที่ Jean-Pierre Léaud ขับร้องในตู้โทรศัพท์ชื่อว่า Allo, tu m’Entends? (1964) [แปลว่า Hello, can you hear me?] แต่งคำร้อง/ทำนองโดย Guy Béart, ต้นฉบับขับร้องโดย Dalida

แซว: ผมว่า Jean-Pierre Léaud ขับร้องได้ไพเราะกว่า Dalida เสียอีกนะ lol

ต้นฉบับฝรั่งเศสคำแปลอังกฤษ
J’appelle dans le vide
Je t’appelle au milieu de ma nuit
Mes mots roses s’en vont rapides
Iront-ils jusqu’à toi aujourd’hui

Allo, Allo tu m’entends?
Est-ce qu’il fait beau temps?
Là-bas sous ton ciel
Ici, même sous la pluie, l’odeur me poursuit
D’un peu d’esterelle
Je suis dans la cabine, enfermée dans la cage de verre
Et toi, je t’imagine dans un bar qui s’ouvre sur la mer

Allo, allo tu m’entends?
Comment vont Laurent, Jean-Luc et Joelle?
Dis-moi tes amis vont-ils toujours près des îles?
Pêcher les girelles
Ça nous fait deux unités
Chaque mot nous est compté

J’appelle sans relâche
Et pour moi dis que s’est-il passé
Qu’est-ce que ta voix me cache?
Avec qui ce soir vas-tu danser?

Allo, allo tu m’entends?
Est-ce que tu m’attends?
Ta bouche où est-elle?
Allo, tu parles trop bas
Seras-tu là-bas si je te rappelle?

Il faut que je te quitte
D’autres gens s’impatientent dehors
Et je t’ai parlé trop vite
Je ne t’ai presque rien dit encore

Allo, allo tu m’entends?
Dehors on attend les gens sont pressés
Dans cette course de fous
Le monde se fout d’un amour cassé

Ça nous fait quatre unités
Je ne veux pas te quitter
I’m calling in emptiness
I’m calling you in the middle of the night
My words go fast
Will they reach you today?

Hello, hello can you hear me?
Is it sunny
Over there, under your sky?
Here, even under the rain that smell remains
A bit of Esterelle
I’m in the phone box, locked in the glass cage
And I picture you in a pub opened to the sea

Hello, hello can you hear me?
How are Laurent, Jean-Luc and Joëlle?
Tell me, do your friends still go near the islands
Fishing for rainbow wrasse?
It will cost two units
Each word counts

I’m calling relentlessly
And what about me, tell me, what happened?
What is your voice hiding from me?
Who will you dance with tonight?

Hello, hello can you hear me?
Are you waiting for me?
Where is your mouth?
Hello, speak louder
Will you be there if I call you again?

I have to leave you
Other people are waiting outside
And I talked to you too fast
I’ve said nothing for now

Hello, hello can you hear me?
They’re waiting outside, people are in a hurry
In this crazy race
The world doesn’t care about a broken love

It will cost four units
I don’t want to leave you

สำหรับบทเพลงของ Wolfgang Amadeus Mozart ที่ Paul Gégauff ทำการแสดงยังโรงนาคือ Sonata No. 19 in D-major, K. 576 (1789) มีชื่อเล่นว่า The Hunt บ้างก็เรียก The Trumpet Sonata เป็นหนึ่งในหกบทเพลงที่ Mozart ประพันธ์ให้ Princess Frederica Louise of Prussia (1770-1836) … ผมนำภาพวาดของเจ้าหญิงมาช่วยเสริมจินตนาการระหว่างรับฟังบทเพลงนี้ด้วยนะครับ

บทเพลงนี้มีอยู่ 3 Movement โดยท่อนที่ใช้ในหนังคือ I. Allegro ผมเลือกฉบับบรรเลงโดยขุ่นแม่ Mitsuko Uchida เพราะมีความเร็วที่ส่วนรู้สึกว่าเพียงพอดี (ในหนังผมรู้สึกว่าเชื่องช้าไปนิด ขณะที่หลายๆคลิปใน Youtube ก็เร็วติดจรวดเกิ้น!) และใส่ความหนัก-เบา ดัง-ค่อยได้อย่างลงตัว กลมกล่อม เห็นภาพของเจ้าหญิงก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณ … Uchida คือหนึ่งในนักเปียโนตีความบทเพลงของ Mozart ได้ไพเราะเพราะพริ้งมากๆ ทำเอาผมจินตนาการเห็นภาพ Mozart กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน

ชาวบ้านนอกคอกนา (หรือผู้ชมทั่วไปที่ไม่ค่อยได้รับฟังเพลงคลาสสิก) แม้อาจไม่เข้าใจความลุ่มลึกล้ำของบทเพลงนี้ แต่ก็ยังมีความไพเราะเพราะพริ้ง จับจิตจับใจ จนใครต่อใครต้องหยุดยืนรับฟัง ดื่มด่ำไปกับความงดงาม เคลิบเคลิ้มจินตนาการ ล่องลอยถึงสรวงสวรรค์

บทเพลงที่ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง คือการรัวกลองพร้อมคำร้องที่มีลักษณะเหมือนบทพูด (หรืออาจจะเป็นสุนทรพจน์ยาวๆของผกก. Godard แล้วใส่เสียงรัวกลองเพื่อสร้างบรรยากาศบางอย่าง) มีคนตั้งชื่อให้ว่า Greetings, Ancient Ocean! เพื่อสื่อถึงมหาสมุทร ก้นเบื้องภายในจิตใจมนุษย์ยากหยั่ง สุดท้ายแล้วมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมาทำไม? … ใครที่เคยรับชม Contempt (1963) และ Pierrot le Fou (1965) น่าจะตระหนักถึงนัยยะของมหาสมุทร ซึ่งก็ละม้ายคล้าย Week-end (1967) เกี่ยวกับความตายกลายเป็นนิจนิรันดร์

ช่วงแรกๆที่ได้การรัวกลองพร้อมเสียงพูด สร้างความหนวกหู รู้สึกน่ารำคาญโคตรๆ แต่พอฟังไปฟังมาร่างกายกลับขยับโยกศีรษะโดยอัตโนมัติ (ตามอย่างตัวประกอบที่ก็ผงกหัวตาม) นี่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-ธรรมชาติ แม้เสียงที่ได้ยินจะเต็มไปด้วยมลพิษ (สร้างความหนวกหู น่ารำคาญ) แต่นั่นคือจังหวะของชีวิต กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกและจักรวาล

ภาพยนตร์กำลังก้าวสู่จุดสิ้นสุด! นี่คือคำเพ้อรำพันของผู้กำกับ Godard มาตั้งแต่เมื่อครั้ง Contempt (1963) จนพอสรรค์สร้าง Masculin Féminin (1966) ค่อยเริ่มตระหนักว่าปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุจากสหรัฐอเมริกา “Americanization” ที่ค่อยๆเข้ามามีอิทธิพล ควบคุมครอบงำ ชวนเชื่อล้างสมอง ปรับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สภาพสังคม ภูมิทัศน์กรุง Paris (Two or Three Things I Know About Her (1967)) รวมถึงจิตวิญญาณของเขาเอง จากนั้น La Chinoise (1967) จึงออกอาการปฏิเสธต่อต้าน ต้องการลบล้างอดีต ทุกสิ่งอย่าง

Week-end (1967) คือจุดสิ้นสุดการสรรค์สร้างภาพยนตร์(ยุคสมัยแรก)ของผู้กำกับ Godard นำพาตัวละครจากเคยอาศัยอยู่บนอพาร์ทเม้นท์ ณ สูงสุดของอารยธรรมมนุษย์(ขณะนั้น) ออกเดินจากเพื่อหวนกลับสู่สามัญ แสดงออกสิ่งที่คือสันชาติญาณ สันดานดิบของสิ่งมีชีวิต ไม่แตกต่างจากเดรัจฉาน … หรืออาจเลวร้ายยิ่งกว่า

  • สิ่งแรกที่สูญเสียคือความรัก สามี-ภรรยาต่างครุ่นคิดคดทรยศหักหลังกันและกัน
  • สูญเสียสถานที่อยู่อาศัย ถูกขับไล่จากเจ้าของอพาร์ทเม้นท์
  • สูญเสียความเชื่อมั่นต่อกฎหมาย ข้อกำหนดร่วมกันของสังคม กลายเป็นคนแตกแถว แหกคอก
  • สูญเสียชนชั้นวรรณะทางสังคม และปฏิเสธให้ความช่วยเหลือใครอื่น
  • สูญเสียความเชื่อศรัทธาต่อศาสนา พระเป็นเจ้า มัวเมาอยู่กับวัตถุนิยม
  • สูญเสียอดีต ความทรงจำ ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่น (เพราะเคยไม่ยินยอมให้ความช่วยเหลือผู้อื่น มาคราวนี้ก็เลยโดนปฏิเสธเองบ้าง)
  • สูญเสียจินตนาการเพ้อฝัน รวมถึงการครุ่นคิดอย่างมีตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล
  • สูญเสียความเพลิดเพลินในสุนทรียะ
  • สูญเสียเรี่ยวแรงพละกำลัง กาย-ใจ วามกระตือรือล้นที่จะครุ่นคิดทำอะไร รวมถึงความเป็นบุรุษและอิสตรี
  • และถูกใครต่อใครทอดทิ้งขว้าง ไม่ต่างจากเศษขยะ/ประเทศโลกที่สาม (ถูกพวกหมาอำนาจเฉดหัวส่ง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ใดๆตอบแทน)

เมื่อมนุษย์ดำเนินมาถึงจุดที่พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาชีพรอด ก็จะไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ศีลธรรม-มโนธรรม รวมถึงกฎหมายบ้านเมือง พร้อมก่ออาชญากรรม เข่นฆ่า ลักขโมย ข่มขืนกระทำชำเรา รวมถึงเมื่อไม่มีอะไรกิน เนื้อมนุษย์ด้วยกันเองก็ไม่คงละเว้น

อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วว่าการรับประทานเนื้อมนุษย์ สามารถตีความในเชิงสัญลักษณ์ถึงพฤติกรรมทรยศหักหลังพวกพ้อง เพื่อตอบสนองความต้องการ พึงพอใจ ผลประโยชน์ส่วนตน โดยไม่สนว่าจะสร้างความเจ็บปวดให้อีกฝั่งฝ่าย (ทั้งร่างกาย-จิตใจ) … นั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับโกรธรังเกลียดที่สุด จดจำฝังใจมาตั้งแต่เมื่อครั้นเลิกหย่าร้าง Anna Karina (จากเรื่อง Pierrot le Fou (1965) และ Made in U.S.A. (1966))

และน่าจะเช่นเดียวกัน ผกก. Godard รู้สึกเหมือนกำลังถูกวงการภาพยนตร์/ผู้ชมทรยศหักหลัง เพราะความล้มเหลวขาดทุนย่อยยับเยินตั้งแต่ Made in U.S.A. (1966) ทำให้เกิดความตระหนักว่าผลงานของตนเอง ไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณะอีกต่อไป ถ้าทำหนังเจ๊งๆติดต่อกันหลายๆเรื่อง มันจะมีโปรดิวเซอร์/นายทุนจากแห่งหนไหนมอบความเชื่อมั่นให้อีก

Week-end (1967) เลยกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายในยุคสมัยแรกของผู้กำกับ Godard ร่ำลาตากล้องขาประจำ Raoul Coutard, นักตัดต่อสาว Agnès Guillemot และทีมงานอีกหลายๆคนที่รับรู้จักกันมาตั้งแต่ Breathless (1960) เหมือนดั่งงานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป

ไม่นานหลังจากเสร็จสร้าง Week-end (1967) ผู้กำกับ Godard ก็ได้รับการว่าจ้างจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง สรรค์สร้างผลงาน Joy of Learning (1969) แต่กลับถูกสั่งห้ามออกฉาย (เลยนำออกฉายโรงภาพยนตร์สองปีให้หลัง) เดินทางไปประเทศอังกฤษ Sympathy for the Devil (1968) เสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ … ถือเป็นช่วงตกต่ำเพราะเอาเวลาไปหมกมุ่นอยู่กับการเมือง Revolutionary period (1968–1979) แต่ก็ได้รับการจดจำจากเป็นหนึ่งในผู้ป่วนเทศกาลหนังเมือง Cannes เมื่อปี 1968 (เพราะภายนอกกำลังวุ่นวายต่อเหตุการณ์ Mai ’68)

กว่าที่ผู้กำกับ Godard จะสามารถคัมแบ็ค (Come Back) หวนกลับมาสรรค์สร้างภาพยนตร์ในสไตล์ของตนเองอีกครั้งก็ช่วงทศวรรษ 80s (หลังหย่าร้าง Anne Wiazemsky พร้อมการล่มสลายของ Cultural Revolution) เมื่อได้แต่งงานใหม่กับ Anne-Marie Miéville แต่ยุคสมัยหลังจากนั้นจะมีทิศทางตามชื่อเรียกภาพยนตร์เรื่องแรก Every Man for Himself (1980)

จริงๆยังมีภาพยนตร์อีกเรื่องของผกก. Godard ที่ผมโคตรอยากหามารับชม ติดอันดับ 48 นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 นั่นคือ Histoire(s) du cinéma (1988-98) แต่ประเด็นคือหาดูยากมากๆ และมันไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ เลยจำใจต้องอดทนรอไปก่อน


ด้วยทุนสร้างประมาณ $250,000 เหรียญ แม้เสียงตอบรับจะค่อนข้างดี (ติดอันดับสาม ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Cahiers du Cinéma) แต่มีรายงานยอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศสเพียง 263,462 ใบ แน่นอนว่าขาดทุนย่อยยับเยิน

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoraion’ คุณภาพ 2K ตั้งแต่เมื่อปี 2012 กลายเป็น DVD/Blu-Ray โดย Criterion Collection และ Artificial Eye สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

นิตยสาร Premiere เลือกให้ Week-end (1967) คือหนึ่งใน “The 25 Most Dangerous Movies”

ส่วนตัวชื่นชอบความบ้าระห่ำ ท้าทายให้ขบครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งโน่นนี่นั่นแฝงนัยยะความหมายอะไร แม้ผมแอบรำคาญการกล่าวสุนทรพจน์ยาวเหยียด ขี้เกียจอ่าน(ซับไตเติ้ล) ขี้เกียจรับฟัง แต่ก็ต้องปรบมือให้การใช้เสียง Sound Effect ที่ดังจนสร้างความรู้สึกช่างหัวมันก็ได้ เป็นอีกครั้ง(สุดท้าย)ที่ผกก. Godard ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์

แนะนำคอหนัง Art House ชื่นชอบการครุ่นคิดวิเคราะห์ กลิ่นอาย Dark Comedy, แนวทดลอง (Experimental) ผจญภัย (Road Movie) พานผ่านเหตุการณ์ Fantasy & Reality นำสู่จุดสิ้นสุดโลกาวินาศ, ช่างภาพ ตากล้อง หลงใหลเกี่ยวกับรถ และชื่นชอบบรรยากาศชนบทฝรั่งเศส ไม่ควรพลาดเลยละ

จัดเรต 18+ กับอุบัติเหตุบนท้องถนน ความรุนแรงอันคลุ้มบ้าคลั่ง โศกนาฎกรรม และ Cannibalism (กินเนื้อมนุษย์)

คำโปรย | Week-end คือจุดจบแห่งมวลมนุษยชาติ และสิ้นสุดภาพยนตร์ยุคสมัยแรกของผู้กำกับ Jean-Luc Godard
คุณภาพ | -ยุคสมัยแรก
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: