What Ever Happened to Baby Jane? (1962)

What Ever Happened to Baby Jane? (1962)

What Ever Happened to Baby Jane? (1962) hollywood : Robert Aldrich ♥♥♥

(11/7/2025) Bette Davis และ Joan Crawford รับบทพี่น้อง Hudson ทั้งรักทั้งเกลียด แต่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเธอในหนัง และชีวิตจริง?, ภาพยนตร์แนวสยองขวัญจิตวิทยา บรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง พ่อแม่รังแกฉัน

มันมีภาพยนตร์มากมายที่นำเอาสองนักแสดงชื่อดังแห่งยุคมาประชันบทบาท แต่ไม่มีเรื่องไหนจะหลอกหลอน สั่นสยองขวัญไปมากกว่า What Ever Happened to Baby Jane? (1962) นั่นเพราะความเลือนลางระหว่างชีวิต-การแสดง Bette Davis vs. Joan Crawford พวกเธอไม่ใช่เพื่อนหรือศัตรู ต้องเรียกว่าคู่ปรับ (Rival) พานผ่านประสบการณ์ชีวิตละม้ายคล้ายกันเปี๊ยบ มันจึงช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับหนัง งดงาม ตราตรึง กลายเป็นหนึ่งในตำนานเล่าขานของวงการภาพยนตร์

วันก่อนตอนเขียนถึง Kiss Me Deadly (1955) ของผกก. Aldrich ทำให้ผมโคตรๆกระตือรือล้น ขวนขวายอยากรับชม What Ever Happened to Baby Jane? (1962) แถมพบเห็นนักวิจารณ์ Roger Ebert จัดเป็น Great Movie เลยครุ่นคิดว่ามันอาจมีบางสิ่งอย่างมองข้ามไป … แต่นอกจากเรื่องการแสดง และบรรยากาศหลอนๆ หนังแทบไม่มีเนื้อหาสาระสักสิ่งอย่าง!

และอีกปัญหาหนึ่งคือตัวละครของ Davis มีความโดดเด่น น่าสนใจกว่า Crawford นั่นทำให้การประชันบทบาทระหว่างสองโคตรนักแสดงรุ่นคลาสสิกเกิดความเหลื่อมล้ำ ปรากฎผู้แพ้-ชนะอย่างชัดเจน! สร้างปัญหาโลกแตกให้แฟนคลับของทั้งสอง และนำไปสู่ความขัดแย้งในงานประกาศรางวัล Oscar

แซว: นั่นเพราะ Bette Davis เป็นคนเดียวที่ได้เข้าชิง Oscar: Best Actress, บางแหล่งข่าวอ้างว่า Joan Crawford จ่ายเงินล็อบบี้สมาชิก Academy ให้เลือกคู่แข่ง Anne Bancroft ภาพยนตร์ The Miracle Worker (1962) แล้วขันอาสา(เพราะ Bancroft ไม่ว่างมาร่วมงาน)ขึ้นรับรางวัลแทน … ดูเธอระเริงรื่นกับการขึ้นรับรางวัลแทนครั้งนี้อย่างมากๆ

ข้อความด้านล่างของใบปิดหนังอาจจะตัวเล็กไปสักหน่อย ผมเลยนำมาให้อ่านแบบเต็มๆ เริ่มจากข้อความ “Things you should know about this motion picture before buying a ticket:” ดูเหมือนจะได้แรงบันดาลใจจาก Psycho (1960)

  1. If you’re long-standing fans of Miss Davis and Miss Crawford, we warn you this is quite unlike anything they’ve ever done.
  2. You are urged to see it from the beginning.
  3. Be prepared for the macabre and the terrifying.
  4. We ask your pledge to keep the shocking climax a secret.
  5. When the tension begins to build, remember it’s just a movie.

Robert Burgess Aldrich (1918-83) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cranston, Rhode Island ในตระกูลมหาเศรษฐี “The Aldriches of Rhode Island” โตขึ้นเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ University of Virginia แต่การมาถึงของ Great Depression (1929-39) เริ่มตั้งคำถามถึงถึงสถานะครอบครัว กินหรูอยู่สบาย ขณะที่ประชาชนรากหญ้ากลับต้องหาเช้ากินค่ำ เกิดความสงสารเห็นใจ ลาออกจากมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ตัดขาดความสัมพันธ์ครอบครัว แล้วเดินทางสู่ Hollywood ทำงานเสมียน RKO Studio ได้ค่าแรงสัปดาห์ละ $25 เหรียญ จากนั้นไต่เต้าเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เรียนรู้งานจาก Jean Renoir, Lewis Milestone, William A. Wellman, Joseph Losey, Charlie Chaplin ฯ กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Big Leaguer (1953), แจ้งเกิดกับ Apache (1954), Vera Cruz (1954), ผลงานเด่นๆ อาทิ Kiss Me Deadly (1955), The Big Knife (1955), Autumn Leaves (1956), What Ever Happened to Baby Jane? (1962), Hush…Hush, Sweet Charlotte (1964), The Dirty Dozen (1967), The Longest Yard (1974), Hustle (1975) ฯ

เกร็ด: ผกก. Aldrich ไม่เคยเข้าชิง Oscar หรือ Golden Globe เลยสักครั้ง! แต่หลายๆผลงานได้รับการยกย่องกล่าวขวัญในยุโรป โดยเฉพาะ Kiss Me Deadly (1955) เป็นที่รักคลั่งของบรรดาผู้กำกับรุ่น French New Wave และยังเคยคว้ารางวัลจากเทศกาลหนัง …

  • The Big Knife (1955) คว้ารางวัล Silver Lion: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Venice
  • Autumn Leaves (1956) คว้ารางวัล Silver Bear: Best Director จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

สำหรับ What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ต้นฉบับคือนวนิยาย Psychological Horror แต่งโดย Henry Farrell หลังวางจำหน่าย 3 มีนาคม ค.ศ. 1960 แค่เพียงสามสัปดาห์โปรดิวเซอร์ Richard Ruch ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง โดยวางแผนเลือกนักแสดง Hugh O’Brian, Agnes Moorehead และ Jennifer West แต่โปรเจคไม่มีความคืบหน้าใดๆ

เฉกเช่นเดียวกับโปรดิวเซอร์ William Frye จาก Warner Bros. เคยพยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง โดยวางตัวผู้กำกับ Alfred Hitchcock และนักแสดงนำ Bette Davis แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆเช่นเดียวกัน

จนท้ายที่สุดลิขสิทธิ์ดัดแปลงตกเป็นของโปรดิวเซอร์ Joseph E. Levine จากสตูดิโอโปรดักชั่น Embassy Pictures มอบหมายผู้กำกับ Robert Aldrich, พัฒนาบทหนังโดย Lukas Heller และเลือกนักแสดงนำ Joan Crawford & Bette Davis

หนังวางแผนทุนตั้งต้น $600,000 เหรียญ ได้รับงบประมาณจาก Seven Arts Productions และ Warner Bros. ถือลิขสิทธิ์จัดจำหน่าย แต่ภายหลังทุนสร้างบานไปกว่า $800,000 เหรียญ นี่ยังไม่รวมค่าตัวสองนักแสดง ยินยอมลดค่าแรงลงกว่าครึ่ง แลกกับส่วนแบ่งกำไร (Davis 10%, Crawford 15%)


เรื่องราวเริ่มต้น ค.ศ. 1917, นักแสดงเด็ก “Baby Jane” Hudson มีชื่อเสียงโด่งดังจากการออกทัวร์การแสดงทั่วประเทศร่วมกับบิดา ได้รับการตามอกตามใจ จนติดนิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว สร้างความอิจฉาริษยาให้พี่สาว Blanche ที่อยู่ภายใต้ร่มเงา ไม่มีใครเห็นหัว

เมื่อสองพี่น้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ สถานการณ์พลิกกลับตารปัตร ฝีไม้ลายมือด้านการแสดงของ Blanche ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ กลายเป็นนักแสดง Hollywood ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง! ตรงกันข้ามกับ Jane ติดเหล้าเมายา ไม่มีใครไหนอยากร่วมงานด้วย, จนกระทั่งค่ำคืนหนึ่งในปี ค.ศ. 1935 เกิดเหตุรถพุ่งชนประตูรั้วบ้าน ทำให้ Blanche กลายเป็นอัมพาตท่อนล่าง อาชีพนักแสดงของเธอจึงสิ้นสุดลงโดยพลัน

ปัจจุบัน ค.ศ. 1962, Blanche (รับบทโดย Joan Crawford) และ Jane (รับบทโดย Bette Davis) ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันในแมนชั่นเคยซื้อเอาไว้ ในวันที่ภาพยนตร์เก่าๆของ Blanch ถูกนำกลับมาฉายในโทรทัศน์ Jane เกิดความขุ่นเคือง อิจฉาริษยา ดื่มเหล้าเมายา พูดจาดูถูกเหยียดหยาม แสดงอาการคลุ้มคลั่ง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย (Mentally Unstable) เริ่มใช้ความรุนแรง และพยายามทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้ตนเองหวนกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง


Ruth Elizabeth ‘Bette’ Davis (1908-89) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lowell, Massachusetts ครอบครัวหย่าร้างตอนอายุสิบขวบ อาศัยอยู่กับมารดาที่ New York ในตอนแรกมีความสนใจด้านการเต้น แต่หลังมีโอกาสรับชมละคอนเวที The Wild Duck นำแสดงโดย Blanche Yurka & Peg Entwistle ค้นพบความหลงใหลด้านการแสดง หลังเรียนจบออดิชั่นเข้าร่วมคณะการแสดงของ George Cukor ไต่เต้าจาก Off-Broadway กลายเป็นนักแสดง Broadway ก่อนหันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์เรื่องแรก Bad Sister (1931), แจ้งเกิดกับ The Man Who Played God (1932), Of Human Bondage (1934), Dark Victory (1939), The Letter (1940), The Little Foxes (1941), Now, Voyager (1942), All About Eve (1950), What Ever Happened to Baby Jane? (1962), คว้ารางวัล Oscar: Best Actress จำนวนสองครั้งจาก Dangerous (1935) และ Jezebel (1938)

เกร็ด: Bette Davis ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Female Legends ติดอันดับ #2

รับบท Jane Hudson เมื่อครั้นยังเป็นเด็กน้อย ‘Baby Jane’ มีความสามารถด้านการแสดงโดดเด่นเกินวัย จึงได้รับการยกย่องเยินยอจากใครๆ แถมบิดาเลี้ยงดูแบบตามใจ ปรนเปรอจนเสียนิสัย ทำให้ตอนโตเป็นผู้ใหญ่ติดนิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ สวนทางกับความสามารถที่สาละวันเตี้ยลง จนบั้นปลายชีวิตต้องเกาะกินพี่สาวขาพิการ เสริฟข้าวปลาอาหาร ถูกกักขังร่วมกันในบ้านหลังนี้ เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ยังครุ่นคิดว่าตนเองมีชื่อเสียงโด่งดัง

เกร็ด: เชื่อกันว่าตัวละคร Jane Hudson ได้แรงบันดาลใจจากอดีตนักแสดง Mary Miles Minter (1902-84) เคยเล่นหนังเงียบ 52 เรื่องระหว่างปี ค.ศ. 1912-23 ก่อนเกิดเหตุอื้อฉาวที่เชื่อกันว่าเธอลงมือฆาตกรรมแฟนหนุ่ม/ผู้กำกับ William Desmond Taylor เมื่อปี ค.ศ. 1922 แม้ไม่มีหลักฐาน พยาน หรือการฟ้องร้องใดๆ แต่นั่นทำให้เธอตัดสินใจรีไทร์จากวงการภาพยนตร์

แต่ไหนแต่ไร Davis ไม่ใช่คนห่วงสวย ไม่หวาดกลัวเล่นบทตัวร้าย ออกแบบตัวละคร Jane Hudson เกินเลยกว่าคำว่าอัปลักษณ์ (Ugly) ถึงระดับวิปลาส (Grotesque) โบ๊ะเครื่องสำอางค์ขาวราวกับตุ๊กตา แต่เต็มไปด้วยริ้วรอยตีนกา ชอบทำหน้าแสยะยิ้ม พูดจาเยาะเย้ย เสียดสี แดกดัน ประชดประชัน ดัดเสียง Blanche (เสียงจริงๆของ Crawford) เวลาต้องการหลอกลวงใครบางคน และพอตกอยู่ในสถานการณ์ไม่รู้จะทำยังไง ส่งเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กน้อย เรียกร้องหาความช่วยเหลือจากพี่สาว

Davis ครุ่นคิดว่า Jane วัยชราน่าจะไม่เคยล้างหน้า พยายามมองหานักแต่งหน้าอาชีพแต่ไม่มีใครยินยอมตอบตกลงทำตามคำร้องขอ “What I had in mind no professional makeup man would have dared to put on me.” ด้วยเหตุนี้เธอจึงลงมือทำเอง แต่งหน้าแต่งตาด้วยเครื่องสำอางค์หนาเตอะ เมื่อบุตรสาว Barbara Merrill มาพบเห็น “Oh, mother, this time you’ve gone too far.” แต่ทว่าผู้แต่งนวนิยาย Henry Farrell กล่าวชื่นชม “My God, you look just exactly as I pictured Baby Jane.” 

อาการผิดปกติของ Jane ได้รับการวินิจฉัยว่าคือโรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder, NPD) ภาวะทางสุขภาพจิตที่บุคคลแสดงออกถึงความรู้สึกสำคัญในตนเองอย่างมากๆ ต้องการการถูกยกย่องชื่นชม ลุ่มหลงใหลในชื่อเสียง กระหายความสนใจ ขาดความเห็นอกเห็นใจ จนเกิดความอิจฉาริษยาผู้อื่น นำไปสู่การครอบงำ บีบบังคับ ใช้ความรุนแรงเพื่อตอบสนองความพึงพอใจ

แต่เบื้องหลังอาการป่วยของ Jane เกิดจากความรู้สึกผิด ครุ่นคิดว่าตนเองกระทำร้ายพี่สาวจนได้รับบาดเจ็บขาพิการ (แต่จริงๆแล้ว Blanche กระทำตนเอง) พยายามชดใช้ด้วยการช่วยเหลือดูแลช่วยเหลือมากลายสิบปี จนถึงขีดสุดความอดกลั้น จึงระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง

ในบรรดาบทบาทการแสดงของ Bette Davis ตัวละคร Jane Hudson น่าจะถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการจดจำจากใบหน้าสุดอัปลักษณ์ สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง สั่นสยองขวัญทรวงใน, แต่เรื่องการแสดงผมยังมองว่า All About Eve (1950) มีความตราตรึงทรงพลัง ด้วยเรื่องราวที่จับต้องได้มากกว่า

เกร็ด: ตัวละคร Baby Jane Hudson ได้รับเลือก AFI’s 100 Years…100 Heroes & Villains (2003) ติดอันดับ #44 ฟากฝั่งตัวร้าย (Villains)


Joan Crawford ชื่อเดิม Lucille Fay LeSueur (1904 – 1977) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Antonio, Texas บิดาแท้ๆทอดทิ้งเธอไปไม่กี่เดือนหลังคลอด มารดาแต่งงานใหม่กับพ่อเลี้ยงทำงานอยู่ Opera House ทำให้เกิดความชื่นชอบหลงใหลด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก เคยทำงานสาวเสิร์ฟ เซลล์เกิร์ล ก่อนได้ขึ้นเวทียัง Winter Garden Theatre เข้าตาโปรดิวเซอร์ Harry Raph จับเซ็นสัญญาสตูดิโอ M-G-M มุ่งหน้าสู่ Hollywood ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ เริ่มจากบทสมทบเล็กๆ The Circle (1925), The Merry Widow (1925), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Sally, Irene and Mary (1925) ติดหนึ่งใน WAMPAS Baby Stars ตามด้วย The Unknown (1927), Our Dancing Daughters (1928), การมาถึงของยุคหนังพูด ยิ่งทำให้โด่งดังยิ่งขึ้นกว่าเดิม Untamed (1929), Grand Hotel (1932), กระทั่งย้ายมา Warner Bros. มีผลงานชิ้นเอก Mildred Pierce (1945) คว้า Oscar: Best Actress, เด่นๆนอกจากนี้ อาทิ Possessed (1947), Sudden Fear (1952), Johnny Guitar (1954), Whatever Happened to Baby Jane? (1962) ฯ

เกร็ด: Joan Crawford ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Female Legends ติดอันดับ #10

รับบท Blanche Hudson ตอนยังเด็กอิจฉาริษยาความสำเร็จของน้องสาว ตั้งใจว่าพอเติบโตขึ้นจะทำทุกอย่างให้ตนเองมีชื่อเสียงโด่งดังกว่า แต่ทว่าพอถึงจุดนั้นเธอกลับยังเต็มไปด้วยความเคียดแค้นฝังหุ่น เคยพยายามขับรถพุ่งชนอีกฝ่าย กลับกลายเป็นตนเองกรรมสนอง ได้รับบาดเจ็บขาพิการ ชีวิตหลังจากนั้นจำต้องพึ่งพา Jane ใช้ประโยชน์จากความรู้สึกผิดของอีกฝ่าย (ที่ครุ่นคิดว่าตนเองคือกระทำร้ายพี่สาว) มาจนปัจจุบันถึงจุดแตกหัก ถึงเวลาต้องยินยอมรับ เปิดเผยความจริงออกไป

Crawford เคยร่วมงานผกก. Aldrich เมื่อตอน Autumn Leaves (1956) แสดงเจตจำนงค์ว่าต้องการร่วมงานกันอีก ซึ่งพอมีโอกาสพูดคุยโปรเจคนี้ เธอจึงเสนอแนะ Bette Davis โดยอ้างว่าอยากร่วมงานมานานตั้งแต่อีกฝ่ายแรกเข้าวงการ

เบื้องหลังความจริงไม่มีใครบอกได้ว่า Crawford จงรัก? จงชัง? อะไรในกอไผ่กับ Davis การร่วมงานครั้งนี้พวกเธอต่างสำแดงความเป็นมืออาชีพ ไม่เคยมีปัญหาใดๆระหว่างการถ่ายทำ แถมยังช่วยกันประชาสัมพันธ์หนัง (เพราะรายรับขึ้นอยู่กับส่วนแบ่งกำไร) แต่เวลาออกสื่อสัมภาษณ์ ก็ชอบเหน็บแหนม แสดงความริษยาออกมาอย่างชัดเจน

สำหรับบทบาท Blanche มันอาจฟังดูขัดแย้งจากตอนวัยเด็กที่ทั้งอิจฉาริษยา อาฆาตมาดร้าย พอโตขึ้นถึงขนาดขับรถพุ่งชน พยายามเข่นฆ่า Jane ให้ตกตาย! แต่นั่นคงกลายเป็นบทเรียนชีวิต จำต้องยินยอมรับสภาพความจริงในปัจจุบัน บาดเจ็บขาพิการ ไม่สามารถลุกไปไหน เพียงอาศัยอยู่บนบ้านชั้นสอง ต้องได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาวอยู่ตลอดเวลา

บทเรียนดังกล่าวคงทำให้ Blanche ปรับเปลี่ยนอุปนิสัย แสดงความสุภาพอ่อนน้อม ถ่อมตนต่อคนรอบข้าง (ที่เหลืออยู่ไม่กี่คน) ถึงอย่างนั้นกลับต้องอดรนทนต่อพฤติกรรมน้องสาว (ราวกับเป็นการใช้กรรมเคยก่อ) รับฟังถ้อยคำเสียดสี แดกดัน ประชดประชัน จากนั้นถูกกลั้นแกล้ง ใช้ความรุนแรง มัดมือมัดเท้า อดข้าวอดน้ำ พยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน หาใครสักคนขอความช่วยเหลือ สุดท้ายกลับกลายเป็นหายนะ!

ว่ากันตามตรงผมชอบการแสดงของ Crawford มากเสียกว่า Davis เพราะสัมผัสได้ถึงความจริงใจ รู้สำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองเคยการกระทำไว้ แม้ช่วงครึ่งหลังถูกมัดมือมัดเท้า อดข้าวอดน้ำ ในสภาพใกล้ตายยังสำแดงความเป็นห่วงเป็นใย ถ้าฉันตายไปแล้วเธอจักอยู่ยังไง? นั่นน่าจะทำให้มุมมองผู้ชมต่อตัวละครนี้ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง!

น่าเสียดายที่ผู้ชมสมัยนั้นมองไม่เห็นความยอดเยี่ยมของ Crawford ถูกกลบเกลื่อนด้วยใบหน้าสุดอัปลักษณ์ของ Davis (มันช่างย้อนรอยกับตอน All About Eve (1950) ที่การแสดงของ Davis โดดเด่นจนกลบเกลื่อน Anne Baxter ที่รับบท Eve Harrington) จึงไม่มีโอกาสลุ้นรางวัลใดๆ เพียงกาลเวลาจะค่อยๆทำให้หลายคนเริ่มพบเห็นความน่าสนใจของตัวละครนี้


Victor Charles Buono (1938-82) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Diego, California บิดาคืออดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตข้อหาฆาตกรรม และร่วมกันปล้นชิงทรัพย์ แต่ยังสามารถหาเงินส่งให้บุตรชายร่ำเรียนจนจบมัธยม พออายุ 18 เข้าร่วมคณะการแสดง Globe Theater Players ก่อนเข้าตาแมวมองจาก Warner Bros. แจ้งเกิดภาพยนตร์ What Ever Happened to Baby Jane? (1962), Hush…Hush, Sweet Charlotte (1964), นอกจากนี้ยังมีชื่อเสียงในแวดวงโทรทัศน์จากบทบาท King Tut ซีรีย์ Batman (1966-68)

รับบท Edwin Flagg ชายร่างใหญ่ อาศัยอยู่กับมารดา พอมีความสามารถด้านดนตรี แต่ไม่เคยครุ่นคิดจะทำอะไรจริงจัง จนกระทั่งได้พบเห็นโฆษณารับสมัครงานของ Jane Hudson เงินมาก็พร้อมทำทุกสิ่งอย่าง!

แรกเริ่มนั้น Peter Lawford ตอบตกลงรับเล่นบท Edwin Flagg แต่สองวันถัดมาขอถอนตัวออกไปเพราะกลัวเสียภาพลักษณ์พี่เขยปธน. John F. Kennedy, เลยส้มหล่นใส่นักแสดงหน้าใหม่ Victor Buono ก่อนหน้านี้มีผลงานโทรทัศน์ ตัวประกอบหนังหลายเรื่องแต่ยังไม่เคยได้รับเครดิต … ถือเป็นบทบาทภาพยนตร์เรื่องแรก

บทบาทแจ้งเกิดของ Buono คือตัวประกอบแย่งซีน โตเป็นผู้ใหญ่แต่ยังมีนิสัยเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา เมื่อได้พบเจอ Jane Hudson แม้อีกฝ่ายหน้าตาดูอัปลักษณ์ แต่ยังสามารถตกหลุมรักใคร่ เพราะเธอสามารถมอบสิ่งที่เขาต้องการ เติมเต็มกันและกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรมากีดขวางกั้น ทั้งสองมีแนวโน้มจะได้แต่งงานกัน

เหตุผลที่ Flagg เติบโตมาเป็นคนแบบนี้ ย่อมเกิดจากการเลี้ยงดูของมารดา ห่วงหวงแหนบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน (อาจเพราะบิดา/สามีทอดทิ้งหรือเสียชีวิตจากไป) ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม คอยควบคุมจัดการทุกสิ่งอย่าง ด้วยเพราะเหตุนี้พอเขาเติบโตขึ้นจึงไม่สามารถกางปีกโบยบิน เอาตัวรอดบนโลกกว้างได้เอง … ล้อกับบิดาของ Jane Hudson เลี้ยงดูบุตรสาวอย่างตามอกตามใจจนเสียคน!


ถ่ายภาพโดย Ernest Jacob Haller (1896-1970) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles หลังเรียนจบ Hollywood High Scholl ตอนแรกใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง เข้าทำงาน Biograph Studio แต่ไม่นานผันตัวสู่แผนกถ่ายภาพ เคยเป็นผู้ช่วยตากล้อง Billy Bitzer ในหลายๆผลงานของผกก. D.W. Griffith, ได้รับเครดิตครั้งแรก Mothers of Men (1920), แต่เริ่มมีชื่อเสียงในยุคหนังพูด The Dawn Patrol (1930), The Rich Are Always with Us (1932), The Emperor Jones (1933), Dangerous (1935), Dark Victory (1939), Jezebel (1938), กลายเป็นตำนานกับ Gone with the Wind (1939), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Roaring Twenties (1939), The Maltese Falcon (1941), Mildred Pierce (1945), The Flame and the Arrow (1950), Rebel Without a Cause (1955), What Ever Happened to Baby Jane? (1962), Lilies of the Field (1963) ฯ

เกร็ด: Ernest Haller คือตากล้องขาประจำของ Bette Davis ร่วมงานกันมาตั้งแต่เธอเล่นหนังเรื่องแรกๆ มีความไว้เนื้อเชื่อใจไม่ว่าจะตอนสวยหรืออัปลักษณ์

Ernest Haller had always been my favorite cameraman. I never told him what to do, but I put my trust in him to do what he knew how to do, to make me look my best.

Bette Davis

แรกเริ่มนั้นโปรดิวเซอร์อยากให้ถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มสี แต่ด้วยงบประมาณมีจำกัด ทั้งยังได้รับคำทัดทานจาก Bette Davis กล่าวว่า “it would just make a sad story look pretty.” การถ่ายภาพขาว-ดำ ช่วยสร้างบรรยากาศนัวร์ๆ นำเสนอด้านมืดตัวละคร (แต่นี่ไม่ใช่หนังนัวร์นะครับ) และช่วยให้การแต่งหน้าหนาเตอะของตัวละคร Jane Hudson ไม่ดูเลอะเทอะจนเกินไป

(มันไม่จำเป็นว่าหนังที่ละเล่นกับเงามืดจะต้องคือหนังนัวร์เสมอไป! อย่างภาพยนตร์เรื่องนี้จัดเป็นแนวสยองขวัญจิตวิทยา มุ่งเน้นสร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง บางสิ่งอย่างซุกซ่อนอยู่ในเงามืด)

งานภาพของหนังโดดเด่นกับการสร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม การจัดแสง-เงามืด โดยเฉพาะตกแต่งภายในบ้านให้ดูเหมือนแมนชั่นหลอนๆด้วยสถาปัตยกรรม Spanish Colonial Revival (แบบเดียวกับภาพยนตร์ Double Idemnity (1944)) เต็มไปด้วยสิ่งข้าวของหรูหรา แม้บันไดอาจไม่ได้โค้งวน (ตามสไตล์ German Expressionism) แต่คือองค์ประกอบสำคัญที่ใช้แบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้อง

ตุ๊กตา Baby Jane ผมมองว่าคือสัญลักษณ์แทนความละอ่อนเยาว์วัย ตัวแทนของ Jane Hudson เมื่อครั้นยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา, ซึ่งพอเธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วเกิดเหตุรถพุ่งชนกำแพงรั้ว ภาพตุ๊กตาแตกร้าวคือสัญญะของการสูญเสียความบริสุทธิ์ (Loss Innocence), และช่วงท้ายน่าจะสื่อถึงจิตวิญญาณของ Jane ที่ยังคงเป็นเด็กน้อย ละอ่อนเยาว์วัย ไม่เคยเติบโตขึ้นจากตอนนั้น

ฟุตเทจการแสดงของ Jane & Blanche นำจากผลงานยุค Pre-Code ของทั้ง Bette Davis และ Joan Crawford เมื่อครั้นพวกเธอยังเป็นสาวน้อยหน้าใส ผอมเพียว ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น

  • Parachute Jumper (1933) กำกับโดย Alfred E. Green, นำแสดงโดย Douglas Fairbanks, Jr. ประกบ Bette Davis
  • Ex-Lady (1933) กำกับโดย Robert Florey, นำแสดงโดย Bette Davis, Gene Raymond
  • ส่วนเรื่องที่ฉายทางโทรทัศน์ Sadie McKee (1934) กำกับโดย Clarence Brown, นำแสดงโดย Joan Crawford, Gene Raymond

นี่เป็นวิธีการนำเสนอที่ชาญฉลาดมากๆ เพราะผู้ชมต่างรับว่า Davis & Crawford ปัจจุบันกลายเป็นหญิงสูงวัย แทนที่จะให้พวกเธอแต่งหน้าสาว (ยุคนั้นยังไม่มี ‘de-age’) หรือหานักแสดงหน้าเหมือน ก็ใช้วิธีการฉายฟุตเทจหนังเก่า และผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์พูดพาดพิงกล่าวถึงเท่านั้น

เฉกเช่นเดียวกับอุบัติเหตุ/การพยายามฆ่า หนังจงใจสร้างความคลุมเคลือ ไม่ถ่ายให้เห็นใบหน้านักแสดง ผู้ชมเพียงรับรู้ว่ามีใครบางคนลงไปเปิดประตูรั้ว และใครอีกคนใส่เกียร์ เหยียบคันเร่ง ขับพุ่งชน แล้วหลังจบ Opening Credit ฉายภาพ Blanche ขาพิการ ย่อมครุ่นคิดว่าคนขับรถต้องคือ Jane … แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่!

ผมอ่านเจอว่า Joan Crawford สนิทสนมกับจิตรกร Margaret Keane พยายามนำเอาหลายๆผลงานของเธอมาแทรกใส่ในภาพยนตร์ อย่างรูปที่อยู่บนฝาผนังชื่อว่า The Stray (เด็กหญิงที่ถูกทิ้งกับแมวจรจัด) นี่สามารถสื่อถึงพี่น้อง Hudson ได้ตรงๆเลยกระมัง

นกในกรง สัตว์สัญลักษณ์สุดคลาสสิกของการถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ แล้วในบริบทของหนังต้องการสื่อถึงใคร? ส่วนใหญ่คงครุ่นคิดว่าคือ Blanche ล้มป่วยขาพิการ จำต้องนั่งอยู่บนรถเข็น อาศัยอยู่ในห้องพักชั้นบน ไม่สามารถออกไปไหน แต่ผมว่า Jane ก็ไม่แตกต่างกัน! แม้สามารถออกนอกบ้าน ขับรถไปทำธุระโน่นนี่นั่น ถึงอย่างนั้นเวลาเกิดปัญหา ต้องหวนกลับมาขอความช่วยเหลือพี่สาว พึ่งพาอาศัย น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เรียกว่าพันธนาการทางใจ … สรุปคือทั้งพี่ทั้งน้อง Hudson ไม่ต่างจากนกในกรงตัวนี้!

ผมเพิ่งรับชม Kiss Me Deadly (1955) มาเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังติดตาฝังใจกระเป๋าใส่ MacGuffin แอบผิดหวังเล็กๆที่ผกก. Aldrich เลือกฉายสิ่งอยู่ในจานอาหาร น่าจะปล่อยทิ้งไว้ให้ผู้ชมจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล … คาดว่าคงต้องการ Shock Value ให้ผู้ชมตกอกตกใจ รับไม่ได้กับพฤติกรรมของ Jane

อาหารจานแรกคือนกในกรง อีกจานคือหนูที่ถูกจับได้ ทั้งสองจานต่างสื่อถึง Blanche ที่พยายามหลบหนี หาความช่วยเหลือจากภายนอก จึงถูก Jane ตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ทำลายโอกาส ความหวัง เราสองพี่น้องต้องร่วมหัวจมท้าย ตายไปด้วยกันจนตลอดรอดฝั่ง

ใครเคยรับชมโคตรหนังเงียบ Broken Blossoms (1919) กำกับโดย D.W. Griffith มันจะมีฉากที่ตัวละครของ Lillian Gish ส่ายศีรษะไปมา เดินหมุนวงกลมด้วยความร้อนรน กระวนกระวาย หวาดกลัวขีดสุด! คล้ายๆเดียวกับฉากนี้ของ Blanche หลังจากพบเห็นหนูในจานอาหาร หมุนรถเข็นเวียนวงกลมด้วยความร้อนรน กระวนกระวาย ทำไม Jane ถึงได้โฉดชั่วร้าย ไม่ต่างจากนกในกรงที่ตกใจกับเสียงปิดประตูดัง

บ้านด้านหลังมันแทบจะเหมือนเปี๊ยบเลยนะ! แต่ภาพซ้ายผมนำจากไคลน์แม็กซ์ภาพยนตร์ Kiss Me Deadly (1955) นี่แสดงว่าผกก. Aldrich เลือกใช้ริมชายหาด Malibu แห่งเดียวกัน! สถานที่แห่งนี้ราวกับสุดขอบโลก จุดเชื่อมต่อระหว่างผืนแผ่นดิน-มหาสมุทร ชีวิต-ความตาย สองพี่น้องปรับความเข้าใจ เปิดเผยเบื้องหลังความจริง เพื่อพวกเธอจักสามารถเริ่มต้นใหม่ (Rebirth)

เมื่อตอนที่ Blanche เปิดเผยเบื้องหลังความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนนั้น มุมกล้องช็อตนี้ถ่ายมุมเงยติดท้องฟ้า ราวกับว่าเป็นการปลดปล่อย Jane ให้ได้รับอิสรภาพโบยบิน ซึ่งสิ่งแรกที่เธอทำคือวิ่งไปซื้อไอศกรีม ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่ Baby Jane เรียกร้องขอไอศกรีมจากบิดา … ตอนต้นเรื่องเหมือนจะไม่ได้กินเพราะบิดาไม่ซื้อให้ แต่ตอนนี้เป็นอิสระแล้วเลยสามารถไปซื้อกินเองได้

แต่การไปซื้อไอศครีมกินเองครั้งนี้ของ Jane ทำให้เธอพบเจอโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วถูกห้อมล้อมโดยบรรดานักท่องเที่ยวชายหาด (ในมุมของ Jane ครุ่นคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ชม จึงเริงระบำ ทำการแสดง) ชีวิตหลังจากนี้ย่อมสูญเสียอิสรภาพ ไม่สามารถดิ้นหลบหนีจากคดีฆาตกรรม (นอกเสียจากถูกวินิจฉัยว่าเป็นคนบ้า)

ตัดต่อโดย Michael Luciano (1909-92) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ McAdoo, Pennsylvania หลังจากภาพยนตร์ Body and Soul (1947) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Robert Aldrich ร่วมงานกันตั้งแต่ World for Ransom (1954) จนถึง Twilight’s Last Gleaming (1977)

การดำเนินเรื่องของหนังมีจุดศูนย์กลางคือสองพี่น้อง Jane & Blanche Hudson เริ่มจากวัยเด็ก กระโดดไปผู้ใหญ่ และเรื่องราวหลักๆอยู่ในช่วงเวลาผู้สูงวัย หลังจากอดรนทนใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปี ก็ดำเนินมาถึงขีดสุด จุดแตกหัก ถึงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลง

  • อารัมบท, แนะนำสองพี่น้อง Hudson
    • ค.ศ. 1917, Baby Jane Hudson ทำการแสดงบนเวที และผู้ชมมารอคอยต้อนรับหลังโรงละคอน
    • ค.ศ. 1935, Blanche Hudson กลายเป็นนักแสดง Hollywood ได้รับคำชื่นชมจากผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ ก่อนค่ำคืนนี้ประสบเหตุขับรถพุ่งชนกำแพง
  • สองพี่น้องสูงวัย
    • เพื่อนบ้านสนทนาถึงภาพยนตร์ของ Blanche ฉายทางโทรทัศน์
    • Blanche ก็กำลังรับชมผลงานของตนเอง ก่อนที่ Jane จะขึ้นมาปิดโทรทัศน์ แล้วนำอาหารมาเสิร์ฟ
    • แม่บ้าน Elvira Stitt พูดคุยกับ Blanche ให้ข้อสังเกตอาการผิดปกติของ Jane
    • ยามค่ำคืน Jane ขับร้องเพลง I’ve Written A Letter To Daddy 
    • Blanche บอกกับ Jane ว่าต้องการขายบ้าน นั่นคือจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
  • วันวานยังหวานอยู่ของ Jane
    • Jane เดินทางไปสำนักพิมพ์เพื่อลงประกาศหานักดนตรี
    • Blanche พยายามหาหนทางส่งข้อความช่วยเหลือกับเพื่อนบ้านแต่ไม่สำเร็จ แถมถูก Jane จับได้
    • Jane นำนก/หนูใส่จานอาหารของ Blanche
    • Edwin Flagg เดินทางมาสมัครงาน แล้วได้ทดลองงานกับ Jane
  • ความสิ้นหวังของ Blanche
    • Blanche พยายามตะเกียกตะกายลงไปโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากแพทย์ แต่ทว่า Jane กลับมาทัน
    • แม่บ้าน Elvira เดินทางมาเยี่ยมเยียนแต่กลับถูก Jane ไล่ออก ถึงอย่างนั้นเธอก็รอคอยจังหวะแอบเข้าบ้าน
    • ระหว่างพยายามให้ความช่วยเหลือ Blanche ถูก Jane กระทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต
    • ยามค่ำคืน Jane จัดการกับศพของ Elvira
  • ข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือน
    • ตำรวจติดต่อหา Jane สอบถามถึงการหายตัวของ Elvira
    • Jane ส่งเสียงออดอ้อน ขอความช่วยเหลือจาก Blanche ที่ถูกมัดไว้บนเตียง
    • Edwin แวะเวียนมาตอนดึกดื่น ก่อนได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือจาก Blanche
    • Jane ลากพา Blanche ขับรถไฟยังชายหาด
    • พอฟ้าสาง Blanche สารภาพความจริงที่ Jane น่าจะเข้าใจผิดไป

ลีลาการตัดต่อที่มักตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่าง Jane vs. Blanche เมื่อครั้งแมวไม่อยู่หนูร่าเริง (ทุกครั้งที่ Jane ออกไปนอกบ้าน Blanche มักต้องทำอะไรบางอย่างเสมอๆ) ช่วยสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก จะทันไหม? จะเอาตัวรอดได้หรือเปล่า?

แต่ความยาว 134 นาที ผมรู้สึกว่ามีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องช้า เยิ่นยาวนานเกินไป โดยเฉพาะเดี่ยวการแสดงของ Davis ที่เหมือนต้องการโชว์อ๊อฟเพียงอย่างเดียว แล้วดันมีสัดส่วนมากกว่า Crawford (ที่มีเดี่ยวการแสดงแค่ไม่กี่ครั้งก่อนถูกจับมัด หมดบท) ทำให้คำโปรโมทการประชันบทบาทระหว่างสองนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ มีบุคคลหนึ่งโดดเด่นกว่าอีกบุคคลหนึ่งอย่างชัดเจน!


เพลงประกอบโดย Frank Denny De Vol (1911-99) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Moundsville, West Virginia แล้วมาเติบโตยัง Canton, Ohio บิดาคือหัวหน้าวงออร์เคสตรา Grand Opera House นั่นทำให้บุตรชายมีความสนใจด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก เคยเล่นไวโอลินในวงของบิดา ต่อมากลายเป็นนักแต่งเพลงให้ศิลปินอย่าง Nat King Cole (Nature Boy), Ella Fitzgerald ฯ ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Robert Aldrich ร่วมงานกันตั้งแต่ World for Ransom (1954) จนถึงเรื่องสุดท้าย …All the Marbles (1981), เคยเข้าชิง Oscar ทั้งหมดห้าครั้ง แต่ไม่ได้สักรางวัล Pillow Talk (1959), Hush…Hush, Sweet Charlotte (1964) [Original Score และ Original Song], Cat Ballou (1965) และ Guess Who’s Coming to Dinner (1967)

งานเพลงของหนังมีรากฐานจากบทเพลง I’ve Written a Letter to Daddy แต่งโดย Frank De Vol, คำร้องโดย Bob Merrill, สำหรับการขับร้องมีทั้ง Bette Davis และนักแสดงเด็ก Julie Allred (ขับร้องโดย Debbie Burton)

  • ฉบับเด็กร้อง อาจไม่ถึงขั้นไพเราะเพราะพริ้ง หลายครั้งน้ำเสียงไม่ตรงกับคีย์ แต่มันมีความบริสุทธิ์ น่ารักสดใส รับฟังแล้วรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลงใหล เกิดความชื่นชอบประทับใจ
  • ตรงกันข้ามกับฉบับของ Bette Davis ยากจะทนรับฟัง! พยายามดัดเสียงให้เหมือนเด็กน้อย แต่มันฟังดูแดกดัน ประชดประชัน ไร้ความบริสุทธิ์สดใส สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง สั่นสะท้านทรวงใน

I’ve written a letter to Daddy
His address is Heaven above
I’ve written “Dear Daddy, we miss you
And wish you were with us to love”

Instead of a stamp, I put kisses
The postman says that’s best to do
I’ve written a letter to Daddy
Saying “I love you”

I’ve written a letter to Daddy
Saying “I love you”

งานเพลงอื่นๆของ De Vol เพียงค่อยแต่งเติม สร้อยเสริมช่องว่างของหนัง ส่วนใหญ่มุ่งเน้นสร้างความตื่นเต้น สัมผัสลุ้นระทึก (ไม่ค่อยมีความหลอกหลอนสักเท่าไหร่) โดยเฉพาะเมื่อตอน Jane ไม่อยู่บ้าน แมวไม่อยู่หนูร่าเริง Blanche มักต้องหาอะไรทำสักสิ่งอย่าง ลับๆล่อๆ ไม่ต้องการให้น้องสาวพบเห็น แต่ก็มิเคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง! … ตรงกันข้ามกับ Jane ที่เวลาทำสิ่งลับๆล่อๆหลังพี่สาว ไม่เคยสนใจอะไรใคร นั่นเพราะ Blanche ไม่สามารถเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่าย อีกฝ่ายอาศัยอยู่บนห้องชั้นบน ขาพิการ พึ่งพาตนเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ

What Ever Happened to Baby Jane? (1962) นำเสนอผลกระทบจากการเลี้ยงดูของบิดา-มารดา ที่อาจเรียกได้ว่าพ่อแม่รังแกฉัน

  • Jane Hudson ตั้งแต่เล็กบิดาเลี้ยงดูอย่างตามใจ ขึ้นเวทีทำการแสดงได้รับเสียงชื่นชม ปรบมือ เด็กอัจฉริยะ โตขึ้นจึงกลายเป็นคนลุ่มหลงตัวเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง ยังมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่สามารถก้าวผ่านช่วงวัยดังกล่าว
  • Blanche Hudson ตอนวัยเด็กถูกบิดากดขี่ข่มเหง (เพราะไม่ได้เป็นตัวเงินตัวทองเหมือน Jane) จึงเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา โตขึ้นแม้สามารถไต่เต้าเป็นดาวดารากลับยังอาฆาตมาดร้ายน้องสาว ก่อนได้รับบทเรียนชีวิต ประสบอุบัติเหตุขาพิการ ทนทุกข์ทรมานตราบจนวันตาย
  • Edwin Flagg เป็นอีกคนที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างตามใจ ยุงไม่ให้ ไรไม่ให้ตอม เอ็นดูทะนุถนอม เพราะคือลูกคนเดียว และยังมีมารดาคอยปกป้อง จึงทำอะไรไม่เป็น พึ่งพาตนเองไม่ได้

จริงๆแล้วเราไม่ควรมองปัญหาของ What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ว่าเกิดจากพ่อแม่รังแกฉันเพียงส่วนเดียว เพราะมันยังปัจจัยอื่นอีกมาก ในกรณีของครอบครัว Hudson คือสภาพแวดล้อมของแวดวงการแสดง ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จของ Baby Jane ผู้ชมทั้งหลายที่ให้การส่งเสริมสนับสนุน ซื้อตั๋ว ซื้อตุ๊กตา แฟนคลับมาเฝ้ารอหลังเวที ล้วนมีส่วนให้เธอสูญเสียความบริสุทธิ์วัยเด็ก (Loss Innocence)

อาการผิดปกติทางจิตของ Jane มันยังมีอีกเบื้องลึกที่ซุกซ่อนอยู่ นั่นก็คือเธอครุ่นคิดว่าตนเองคือสาเหตุให้ Blanche ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย กลายเป็นคนพิการ ต้องอาศัยอยู่บนรถเข็น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจึงพยายามชดใช้ความผิด ด้วยการให้ความช่วยเหลือ ดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยทอดทิ้งไปไหน จนกระทั่งวันหนึ่งถูกกระตุ้นความทรงจำ ปลุกตื่นบางสิ่งอย่างขึ้นภายใน

What Ever Happened to Baby Jane? (1962) มักได้รับการเปรียบเทียบถึง Sunset Boulevard (1950), ตัวละคร Baby Jane ละม้ายคล้ายกับ Norma Desmond บุคคลหมกมุ่นยึดติดกับอดีต ครุ่นคิดว่าฉันยังมีชื่อเสียงโด่งดัง โหยหาวันวานยังหวานอยู่ แต่ทั้งหมดล้วนคือภาพลวงตา วงการมายา อาการหลงผิด/หลงตัวเอง ไม่สามารถเผชิญหน้ากับโลกความจริง

ผกก. Aldrich เกิดในครอบครัวที่มีชื่อเสียง ร่ำรวยเงินทอง อำนาจบารมีเพรียบพร้อม แต่เมื่อเติบโตขึ้นได้เรียนรู้จักโลกกว้าง ค้นพบว่าชีวิตจริงไม่ได้ง่าย สุขสบาย สวยงามอย่างเคยคิดไว้ ตรงกันข้ามเต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก ผู้คนมากมายต้องอดอยากปากแห้ง หาเช้ากินค่ำ นั่นทำให้เขาตัดสินใจเผชิญหน้าความจริง ยินยอมละทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง (ตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัว)

What Ever Happened to Baby Jane? น่าจะเรียกว่า What Ever Happened to Aldrich Family? สะท้อนมุมมองของผกก. Aldrich ต่อ(อดีตครอบครัว)บุคคลที่หมกมุ่นยึดติดกับชื่อเสียง ความสำเร็จในอดีต ปัจจุบันเมื่อแทบไม่หลงเหลืออะไร Jane จึงสูญเสียความสามารถในการแยกแยะโลกความจริง-มายาคติ, ตรงกันข้ามกับ Blanche (น่าจะคือตัวแทนผกก. Aldrich) วันนี้รู้จักปล่อยละวาง พบเห็นสภาพน้องสาวแล้วเกิดความสมเพศเวทนา น่าสงสารเห็นใจ


หนังใช้ทุนสร้าง $980,000 เหรียญ ในปี ค.ศ. 1962 ถือว่าน้อยนิดกระจิดริด ก็ขนาดว่าสองนักแสดงนำ Bette Davis & Joan Crawford ยินยอมลดค่าตัวแลกกับส่วนแบ่งกำไร แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะค่อนไปทางย่ำแย่ กลับสามารถทำเงินในการฉายครั้งแรกสูงถึง $9 ล้านเหรียญ แบ่งไปคนละกว่าครึ่งล้าน!

แม้เสียงตอบรับเมื่อตอนออกฉายจะย่ำแย่ แต่โปรดักชั่นงานสร้าง และการแสดงไม่เป็นสองรองใคร สามารถเข้าชิง Oscar ถึงห้าสาขา คว้ามาหนึ่งรางวัล

  • Academy Awards
    • Best Actress (Bette Davis)
    • Best Supporting Actor (Victor Buono)
    • Best Cinematography, Black-and-White
    • Best Costume Design, Black-and-White ** คว้ารางวัล
    • Best Sound
  • Golden Globe Awards
    • Best Actress – Drama (Bette Davis)
    • Best Supporting Actor (Victor Buono)

เกร็ด: ความสำเร็จอย่างล้นหลามของ What Ever Happened to Baby Jane? (1962) ทำให้อีกสองปีถัดมาผกก. Aldrich ตัดสินใจสร้าง(ไม่เชิงว่า)ภาคต่อ ดัดแปลงจากนวนิยายอีกเล่มของ Henry Farrell ชื่อว่า What Ever Happened to Cousin Charlotte? นำแสดงโดย Bette Davis (รับบท Charlotte Hollis), Olivia de Havilland [ทีแรกตั้งใจให้ Joan Crawford แต่ความล่าช้าเลยจำต้องเปลี่ยนนักแสดง] และ Joseph Cotten แม้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม เข้าชิง Oscar 7 สาขา (ไม่ได้สักรางวัล) แต่รายรับห่างไกลกันลิบลับ

แม้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่สตูดิโอ Warner Bros. เก็บรักษาฟีล์มหนังได้ยอดเยี่ยม เมื่อตอนครบรอบ 50th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2012 มีการสแกน ‘digital transfer’ ภาพดีเยี่ยม เสียงเหมือนจะมีปัญหานิดๆหน่อยๆ น่าจะได้รับการแก้ไขฉบับวางขาย Blu-Ray เมื่อปี ค.ศ. 2019

เพราะผมเพิ่งรับชม Kiss Me Deadly (1955) เลยแอบคาดหวังกับผลงานเรื่องนี้ของผกก. Aldrich ซึ่งเริ่มต้นประเด็นพ่อแม่รังแกฉันทำออกมาได้อย่างน่าสนใจ สร้างบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง ประชันการแสดงของ Bette Davis vs. Joan Crawford ไม่เป็นสองรองใคร แต่พอหนังจบเริ่มขบครุ่นคิด ทอดถอนหายใจ เนื้อหาสาระมันอิหยังว่ะ?

สารพัดสิ่งที่ผมพยายามวิเคราะห์มานั้น ล้วนไม่มีอะไรโดดเด่นไปกว่าการประชันกันระหว่าง Davis vs. Crawford แต่ความไม่เทียมของทั้งสอง (บทบาทของ Davis มีความน่าสนใจกว่า) สร้างความรู้สึกเสียดายอะไรๆหลายอย่าง บทหนังน่าจะดีกว่านี้ ผกก. Aldrich น่าจะทำได้ดีกว่านี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันบังเกิดอะไรขึ้น?

จัดเรต 18+ บรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง และความน่าสะพรึงกลัวของ Bette Davis

คำโปรย | What Ever Happened to Baby Jane? ประชันการแสดงระหว่าง Bette Davis vs. Joan Crawford ด้วยบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง แล้วยังไงต่อ?
คุณภาพ | เกิดอะไรขึ้น?
ส่วนตัว | อิหยังว่ะ?


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)