Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966)

Who's Afraid of Virginia Woolf?

Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) hollywood : Mike Nichols ♥♥♥♥♡

หนึ่งในภาพยนตร์ Hollywood ที่ดีที่สุดที่ไม่ได้ Oscar: Best Picture เข้าชิง 13 สาขา (ทุกสาขา) ได้มา 5 รางวัล, ดัดแปลงจากบทละคร Broadways รางวัล Tony Award เขียนโดย Edward Albee ผู้ล่วงลับ เป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ Mike Nichols (The Graduate-1967) ใช้นักแสดงทั้งหมดเพียง 4 คน Elizabeth Taylor, Richard Burton, George Segal และ Sandy Dennis, ใครกันที่จะกลัวหมาป่า… ฉันเอง!

ผมเลือกหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นการรำลึกถึง Edward Albee ผู้เขียนบทละครเรื่องนี้ ที่เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 16 กันยายนปี 2016 ไม่น่าเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนไหนสามารถคิด สร้างสรรค์เรื่องราวที่มีความซับซ้อน หยาบคาย (แบบสุภาพ) และยอดเยี่ยมไปกว่า Who’s Afraid of Virginia Woolf? ไปได้เป็นแน่

สักประมาณ 5-10 ปีก่อน ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก คุ้นๆว่านี่เป็นหนังที่เจ๋งมากๆเรื่องหนึ่ง แต่กลับจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลย คือมันเป็นไปได้ยังไงกัน บอกว่าเจ๋งแต่จำอะไรไม่ได้? ก็มีบางสิ่งที่จำได้นะ เช่น มีนักแสดง 4 คนคุยกันทั้งเรื่อง (จำได้แค่นี้แหละ) ได้ดูครั้งนี้ผมตระหนักได้ทันที ถ้าสิบปีผ่านไปแล้วจำอะไรได้แสวงว่าหนังเรื่องนี้มันต้องไม่เจ๋งนะสิครับ, ความซับซ้อนของเรื่องราวในหนัง ต้องบอกเลยว่า เกินที่จะจดจำจริงๆ คือมันเยอะมาก ลึกล้ำมาก อะไรก็ไม่รู้วุ่นวายไปหมด กระนั้นบางคนอาจจดจำความรู้สึกช่วงท้ายของหนังได้ ว่ามีอะไรบางอย่างที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น, ผมว่ามันคงเยี่ยมไปเลยกับการดูหนังเรื่องนี้ทุกๆ 5-10 ปี แล้วจดจำอะไรไม่ได้เลย เพราะทุกครั้งหนังจะทำให้คุณอึ้ง ทึ่ง กับอะไรๆหลาย ด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มขึ้น จะทำให้มุมมอง ทัศนคติของคุณต่างออกไปทุกครั้งที่ดู

คงต้องขอเริ่มจาก Who’s Afraid of Virginia Woolf? เวอร์ชั่นละครเวที Broadways เขียนโดย Edward Albee เมื่อปี 1962 กำกับการแสดงโดย Alan Schneider ที่สามารถกวาดรางวัล Tony Award มาได้ถึง 5 สาขา ที่เป็น Big 5 (Best Producer: Dramatic, Best Direction, Best Actor, Best Actress, Best Play [บท]) อีกทั้งบทละครเรื่องนี้ยังได้รับคัดเลือกให้ได้ 1963 Pulitzer Prize for Drama ที่ต้องได้แน่ๆ แต่กลายเป็นว่าคณะกรรมการคัดค้างบทละครนี้ เพราะมีการใช้คำพูดที่รุนแรงดูหมิ่น และมี Sexual Theme ทำให้ต้องตัดสิทธิ์บทละครนี้ และปีนั้นก็ไม่มีเรื่องไหนได้รางวัลไป

เปิดการแสดงครั้งแรกเมื่อ 13 ตุลาคม ปี 1962 ที่ Billy Rose Theatre มีนักแสดงดังนี้
Uta Hagen รับบท Martha
Arthur Hill รับบท George
Melinda Dillon รับบท Honey
George Grizzard รับบท Nick

ด้วยการแสดงที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง (มี 3 Act 2 break) และทุกรอบบัตรขายหมดเกลี้ยง ทำให้ต้องไปจ้างนักแสดงอีกชุดเพื่อขยายรอบตอนกลางวัน (มีคำเรียกการแสดงรอบกลางวันว่า Matinee Performance)
Kate Reid รับบท Martha
Shepperd Strudwick รับบท George
Avra Petrides รับบท Honey
Bill Berger รับบท Nick

การแสดงรอบสุดท้ายวันที่ 16 พฤษภาคมปี 1964 นับจำนวนการแสดงได้ 664 รอบ

สำหรับชื่อ Who’s Afraid of Virginia Woolf? มาจาก 2 สิ่งที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
1) Virginia Woolf เป็นชื่อนักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ และผู้สนับสนุนสิทธิสตรี (feminist) คนสำคัญชาวอังกฤษ
2) อนิเมชั่นขนาดสั้น Silly Symphony ความยาว 8 นาทีของ Walt Disney เรื่อง ลูกหมูสามตัว The Three Little Pigs (1933) กำกับโดย Burt Gillett ที่มีเพลงประกอบชื่อ Who’s Afraid of the Big Bad Wolf?

The Three Little Pigs ด้วยทุนสร้าง $22,000 เหรียญ ทำเงินได้ถึง $250,000 แถมได้ Oscar สาขา Best Animated Short Film, ‘ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการสร้างตัวละครที่หน้าตาเหมือนกัน แต่แสดงออกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง’, นี่เป็นอนิเมชั่นขนาดสั้นที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

Edward Albee เล่าให้ฟังถึงการตั้งชื่อบทละครว่า วันหนึ่งขณะกำลังดื่มเบียร์ เดินไปเข้าห้องน้ำ เห็นคำว่า Who’s Afraid of the Virginia Woolf? เขียนบนสบู่ เขาเงยหน้ามองกระจกแล้วคิดว่า ‘ใครกันจะกลัว Big Bad Wolf’, หรือใครกันที่กลัวจะมีชีวิตปราศจากภาพลวงตา (who’s afraid of living life without false illusions.) นี่เลยกลายมาเป็นชื่อหนัง แม้จะดูธรรมดา แต่มีความหมายลึกซึ้ง

ในบทละครของ Albee มีการใช้คำพูดที่ถือว่าหยาบคายมากในสมัยนั้น อาทิ goddamn, son-of-a-bitch, screw you, monkey nipples, hump the hostess ฯ เหล่านี้ก็เพื่อให้คนที่เข้าไปชม ลืมภาพความเครียดจากสงครามเย็น และ Cuban Missile Crisis ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน Broadways (สมัยนั้นยังไม่มีการจัดเรตติ้ง) นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ, ขณะเดียวกันก็มีการถกเถียงกันว่า ถ้าดัดแปลงเรื่องราวนี้กลายเป็นภาพยนตร์ คงเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะขณะนั้น Hollywood ยังมีข้อตกลงเรื่อง Production Code (Hays Code) การมีคำหยาบคายรุนแรงในหนังจะไม่ได้รับสิทธิ์ให้ฉายในประเทศ, Ernest Lehman โปรดิวเซอร์หนังเรื่องนี้ ตัดสินใจรอ 4 ปี ถึงค่อยเริ่มสร้างหนังเรื่องนี้ ในปี 1966 ขณะที่ศาลสั่งฟ้อง Production Code ข้อหาล้าหลังไม่ทันยุคสมัย นี่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน Hollywood และเป็นจุดเริ่มต้นของระบบเรตติ้ง (Rating System)

ตอนที่ Warner Bros. ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ Jack L. Warner คุยกับ Albee ว่าอยากให้ Bette Davis กับ James Mason รับบท Martha และ George ซึ่งในฉากต้นเรื่องจะมีขณะ Martha อ้างถึงคำพูดของ Davis ว่า ‘What a dump!’ จากหนังเรื่อง Beyond the Forest (1949) มันคงตลกไม่น้อย ที่นักแสดงอ้างถึงตัวเองในหนังเรื่องก่อนหน้า, Albee แสดงความเห็นว่า ‘James Mason ดูเหมาะสมมากๆ และ Bette Davis คงยอดไปเลย’ แต่ภายหลังเมื่อ Richard Burton และ Elizabeth Taylor ได้รับเลือกมาแทน Albee ให้ความเห็นว่า ‘ทั้งสองก็ไม่เลว แต่คิดว่า Mason กับ Davis น่าจะทำได้ดีกว่า’

Mikhail Igor Peschkowsky หรือ Mike Nichols (1931-2014) ผู้กำกับ นักแสดง สัญชาติ American-German, ในยุค 50s เขาเป็นนักแสดงตลกอยู่ The Compass Players เปิดการแสดงใน Chicago มีคู่หูคือ Elaine May ชื่อการแสดงคือ Nichols and May ที่โด่งดังขนาดว่าออกอัลบัมเพลงแรกก็ได้ Grammy Award, หลังจากแยกวงในปี 1961 Nichols ผันตัวมาเป็นผู้กำกับละครเวที เรื่องแรก Barefoot in the Park (1963) นำแสดงโดย Robert Redford และ Elizabeth Ashley ทำให้เขาได้ Tony Award สาขา Best Direction ครั้งแรก (และได้อีกหลายครั้งนับไม่ถ้วน) นิตยสาร TIME ให้คำนิยาม Nichols ว่าเป็น ‘ผู้กำกับละครเวทีอเมริกันที่ใครๆต้องการตัวมากที่สุด’ (the most in-demand director in the American theatre.), ผมอ่านในเกร็ด ไม่แน่ใจว่าจริงหรือเปล่าที่บอกว่า Nichols กำกับหนังเรื่องนี้ เพราะเล่นไพ่แพ้ Richard Burton ที่เดิมผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ Fred Zinnemann แต่ชิ่งหนีไปกำกับ A Man for All Seasons (1966) แล้วแถมแย่ง Oscar ไปจาก Burton ด้วย (อีกแหล่งข่าวบอก Warner Bros. เป็นผู้เข้าไปติดต่อ ชักชวน Nichols ให้มากำกับหนังเรื่องนี้เท่านั้น)

หลังจากหนังเรื่องนี้ Nichols ได้รับฉายาว่า ‘The new Orson Welles’ ไปในทันที

สำหรับบท George ตัวเลือกแรกของ Warner Bros. คือ Jack Lemmon ที่ตอนแรกตกลงรับปากไว้แล้ว แต่วันถัดมาก็ถอนตัว ไม่ทราบสาเหตุ บทเลยตกเป็นของ Richard Burton ที่ตอนนั้นก็แต่งงานอยู่กินกับ Elizabeth Taylor เมื่อได้อ่านบทหนังก็พยายามมล็อบบี้ให้ Taylor ได้บท Martha [ผมไม่แน่ใจว่ากลับกันหรือเปล่า คืออาจเป็น Taylor ที่ได้รับบทก่อนแล้วล็อบบี้ให้ Burton ได้รับบทด้วย]

สำหรับ Elizabeth Taylor เธอคือผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกขณะนั้น (ไม่แน่ใจ ค่าตัวสูงสุดด้วยหรือเปล่า) นี่น่าจะการันตีดึงดูดผู้ชมได้ระดับหนึ่ง กระนั้นเธอต้องเพิ่มน้ำหนักตัวถึง 30 ปอนด์ (13.5 กิโลกรัม) เพื่อรับบทนี้ นี่ทำให้หนุ่มๆในสมัยนั้นช็อคไปเลยเมื่อเห็นหุ่นเธอท้วมได้ขนาดนั้น, แน่นอนทุ่มได้ขนาดนี้ Oscar ย่อมต้องยกให้ รางวัล Best Actress

George และ Martha เป็นสามีภรรยา อยู่กินกันมาหลายปี มีชีวิตคู่ที่กระท่อนกระแท่น ด้วยความที่ George มีนิสัย โอนอ่อนผ่อนตาม เป็นคนยอมคน และขาดความทะเยอทะยาน ส่วน Martha มีนิสัยเลือดร้อน เอาแต่ใจ เจ้ากี้เจ้าการ และมักใหญ่ใฝ่สูง (จะว่าตรงข้ามกันเลยก็ได้) ค่ำคืนหนึ่งเวลาตีสอง หลังงานเลี้ยงของมหาวิทยาลัย กำลังเมามึนได้ที่ Martha ได้เชิญคู่หนุ่มสาว ที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ในเมือง ให้มาเป็นแขก (ตอนตีสองเนี่ยนะ) ตามคำขอของพ่อ (ที่เป็นอาจารย์ใหญ่) เพื่อสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นกันเองให้กับพวกเขา

เกร็ด: Elizabeth Taylor บอกว่า เธอชื่นชอบการแสดงของตนเองในบท Martha นี้ที่สุดแล้ว

เกร็ด2: Richard Burton และ Elizabeth Taylor ทั้งคู่เล่นหนังร่วมกันถึง 11 เรื่อง (นี่เป็นเรื่องที่ 4)

เกร็ด3: เห็นว่าทั้งคู่เลิกกันในปี 1974 เพราะชีวิตจริง Taylor ก็เป็นแบบ Martha อยู่ตลอดเวลา ทำให้ Burton ทนไม่ได้ แต่ทั้งคู่ แต่งกันอีกรอบปี 1975 แล้วก็หย่าขาดในปี 1976 (เพื่อ!)

George Segal รับบท Nick ชายหนุ่มอาจารย์สอนชีววิทยา แต่งงานกับ Honey รับบทโดย Sandy Dennis, สองตัวละครนี้ ก็ไม่รู้คิดยังไง ถึงยอมมาเป็นแขกตอนตีสองของ George และ Martha, Nick มีนิสัยคล้ายๆกับ George คือ โอนอ่อนผ่อนตาม ยอมคน ส่วน Honey ก็เลือดร้อน เอาใจ แต่เธอมึนเมาง่ายไปเสียหน่อย (คออ่อน) ซึ่งการเป็นแขกของพวกเขาทั้งสอง ก็ไม่เชิงถือว่าได้รับเชิญเท่าไหร่ ไปๆมาๆกลับเป็นชนวนก่อให้สงครามภายในที่ลุกลามไปจนกู่ไม่กลับเลย

ถ่ายภาพโดย Haskell Wexler ซึ่งเครดิตงานภาพที่สุดยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้ ต้องยกให้เขาคนเดียวเลย เพราะผู้กำกับ Nichols ไม่มีประสบการณ์ด้านภาพยนตร์มาก่อน จึงไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ควรจะถ่ายยังไง ทั้งหมดเป็นความคิด ฝีมือของ Wexler ล้วนๆ, หนังถ่ายด้วยภาพขาว-ดำ เหตุผลสำคัญคือ หนังมีฉากเฉพาะตอนกลางคืน ใช้ฟีล์มสีไปก็ไม่มีประโยชน์มากนัก การจัดแสงสีก็ทำได้ยาก (ในสมัยนั้น) และผู้สร้างไม่ต้องการให้ผู้ชมเห็น Elizabeth Taylor ร่างท้วมในภาพสี จะเสียภาพลักษณ์, ผมว่าการถ่ายภาพขาว-ดำ ถือเป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ด้วย เพราะทำให้ Wexler ลดความกังวลในเรื่องสีไปได้มาก โฟกัสอยู่กับการจัดแสงและการเคลื่อนไหวกล้องเท่านั้น

เนื่องจากฉากแทบทั้งหมดเป็นการสนทนา เราจะเห็นภาพระยะใกล้ mid-shot, middle-close-up และ close-up เป็นส่วนใหญ่ (มี long-shot อยู่ 2-3 ครั้งเท่านั้น) การเคลื่อนกล้องก็มีทั้ง เคลื่อนเข้าออก tracking-shot แพนตามตัวละคร (ขณะเดินไปมา) บางครั้งก็แทนมุมมองตัวละคร (มุมมองที่ 1) ฉากไหนที่ตัวละครต้องแสดงความรู้สึก ถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากๆ ภาพจะ close-up ขนาดใหญ่ (แต่ไม่ถึงขั้น extreme close-up) ขณะสนทนากันธรรมดาทั่วไป จะเป็น mid-shot ห่างไกลตัวละครเสียหน่อย, การจัดวางองค์ประกอบ ตัวละครจะมีความลึกไม่เท่ากัน คนที่กำลังมีบทพูดหรือการแสดงมักจะอยู่ด้านหน้าใกล้กล้อง ส่วนคนที่ยังไม่มีบทพูดอะไรจะอยู่เป็นพื้นหลัง, สิ่งที่เด่นที่สุดของหนัง ไม่ใช่การเคลื่อนกล้องนะครับแต่เป็นการจัดแสง นี่ต้องใช้คนมีทักษะความเข้าใจสักหน่อยถึงจะมองเห็นเข้าใจได้ เนื่องจากฉากภายในแหล่งกำเนิดแสงจะมาจากหลอดไฟเท่านั้น มันจึงเป็นการยากมากที่จะเลือกมุมกล้อง ในทิศทางที่สามารถสร้างความต่อเนื่องให้กับแสงได้, เห็นว่าแต่ละฉาก Wexler จะใช้ bitty lights อันเล็กๆ วางไว้รอบฉาก ให้แสงสว่างสลัวๆมาจากทุกทิศทาง และเขาเป็นคนกำหนดว่านักแสดงต้องเคลื่อนไปตรงไหน ที่แสงไฟจะเพียงพอถ่ายได้ ถ้าบริเวณนั้นไม่มีแสง ก็จะเปลี่ยนมุมกล้อง (ใช้การตัดต่อช่วย)

ตัดต่อโดย Sam O’Steen ถือว่าโดดเด่นไม่แพ้งานภาพเลย ไม่เชิงประดิษฐ์ภาษาการตัดต่อขึ้นมาใหม่ แต่สามารถสื่อสารให้เข้าใจได้ เริ่มต้นการสนทนาแต่ละครั้งด้วยภาพ mid-shot จากนั้นเมื่อเริ่มเข้มข้น ก็จะตัด close-up เข้าใกล้ใบหน้าตัวละครขึ้นเรื่อยๆ, บางครั้งเขา/เธอ เดินไปเดินมา สลับตำแหน่งกัน ก็ต้องเลือกใช้มุมกล้องที่เห็นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง, ไม่จำเป็นว่าทุกครั้งที่ตัวละครหนึ่งใดพูด จะต้องถ่ายให้เห็นแต่ใบหน้าของเขา/เธอ หลายครั้งตัดสลับให้เห็น re-action สีหน้า สายตา การตอบโต้, ช่วงที่ผมชอบมากๆคือการใช้เสียงสนทนาเป็นพื้นหลัง ถ่ายให้เห็นมุมมองของ George เดินเข้าไปห้องเก็บของ หยิบปืนขึ้นมา แล้วค่อยๆเดินกลับเข้าไป ไม่สปอยนะครับว่าเกิดอะไรขึ้น

เกร็ด: ในเวอร์ชั่นละครเวที มีแค่ห้องนั่งเล่นฉากเดียวทั้งเรื่องนะครับ แต่เวอร์ชั่นหนังใส่การผจญภัยเข้ามา 2-3 ฉาก ไม่ให้ผู้ชมเบื่อเกินไป

เพลงประกอบโดย Alex North มีไม่เยอะเท่าไหร่ ดังขึ้นระหว่างช่วงเปลี่ยนองก์หนัง และขณะไคลน์แม็กซ์ของแต่ละองก์ แต่ต้องถือว่ามีความโดดเด่น เข้ากับบรรยากาศของหนังมาก, ฉากแรกของหนังสวยมากนะครับ ขณะก้อนเมฆเคลื่อนผ่านเห็นพระจันทร์เต็มดวง เสียงพิณนุ่มๆและไวโอลินหวานๆ ก่อนเสียงกีตาร์ดีดเบาๆ ที่แฝงความเศร้าอมทุกข์ เจ็บปวดอยู่ภายใน (ใจความนี้จะเข้าใจเมื่อดูหนังจนจบแล้ว กลับมาเปิดย้อนดูใหม่จะรู้สึกว่า เพลงเข้ากับบรรยากาศหนังสุดๆเลย), ฉากตอนจบ ใช้เพลงเดียวกับฉากแรก แต่จะทำให้คุณน้ำตาคลอเลย เพราะรับรู้เรื่องราวทั้งหมด เข้าใจความเจ็บปวดว่าคืออะไร ฟังอีกครั้งเพื่อตระหนัก ระลึก จดจำความรู้สึกนี้

หนังแบ่งออกเป็น 3 องก์ ผมขอยึดตามฉบับละครเวทีนะครับ (ในหนังก็แบบเดียวกันนะแหละ แต่มองแบบนี้เห็นภาพกว่า)
องก์ 1) Fun and Games เกมที่ทั้ง George และ Martha เล่นขณะนี้คือ ’emotional games’ ด้วยการคำพูดเสียดสี นินทา เล่าเรื่องเหน็บแนม (Taunts), เรื่องที่น่าละอายขายหน้า ให้แขกทั้งสองฝัง จนรู้สึกเอือมละอา จบองก์ขณะที่ Honey วิ่งไปอ๊วกในห้องน้ำ เพราะดื่มเหล้ามากเกินไป และรับการกระทำของพวกเขาไม่ได้

องก์ 2) Walpurgisnacht หรือ Witch Meeting, ผู้ชายคุยกัน ผู้หญิงคุยกัน เล่าเรื่องส่วนตัว เปิดเผยความลับบางอย่าง เพราะเชื่อว่าคงเชื่อถือได้ ไม่ปากโป้ง, แต่กลายเป็นว่า เกมเหน็บแนมจากองก์แรกยังไม่จบ ต่อยอดมาองก์สอง ทำให้ความลับของสองฝ่ายที่แอบไปคุยกันถูกเปิดเผยออกมา นี่ทำให้เกิดการข้ามเส้นความเหมาะสม จบองก์ที่ Honey วิ่งออกไปอ๊วกเพราะรับไม่ได้ที่ Nick เปิดเผยความลับของเธอออกไป

องก์ 3) The Exorcism เกมสุดท้าย อะไรจริงอะไรเท็จ เพื่อที่จะตอบโต้กับการล้ำเส้นของ Martha ทำให้ George ต้องหาบทสรุปที่ลงตัวกับสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้น อะไรจริงอะไรเท็จ ให้มันเหมือนล้างบาง ไล่ผีกันไปเลย

หลังจากไคลน์แม็กซ์ของหนังได้รับการเปิดเผย ผมก็ช็อคไปเลย แบบเดียวกับขณะที่ Nick พูดซ้ำๆกับตัวเองหลายรอบ ‘ฉันคิดว่า ฉันเข้าใจแล้ว’ (I think I understand this.) ณ จุดนี้ทำให้ประเด็นทุกอย่างในหนังเคลียร์หมด Martha-George และ Honey-Nick สองคู่นี้มีอะไรๆคล้ายกันอย่างคาดไม่ถึง เปรียบเหมือนกระจกที่สะท้อนซึ่งกันและกัน ในแทบทุกๆเรื่อง นี่แสดงถึงเรื่องราวมีการผูกเงื่อนที่ซับซ้อน ล้ำลึก เล่นแง่ มีชั้นเชิงตั้งแต่ต้นเรื่อง และจบลงได้สวยสด งดงามแบบคาดไม่ถึง

ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครคาดเดาตอนจบได้จากการดูครั้งแรกแน่ๆ อาจรู้สึกฉงนสงสัย ตะหงิดๆ แต่ก็คงไม่คิดว่า เรื่องพรรค์นี้จะเกิดขึ้นจริงๆ นี่ถือเป็น ‘เรื่องต้องห้าม’ ที่เมื่อคนสองคนทำข้อตกลงร่วมกันแล้ว ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะพูดออกมา แต่อาจเพราะความระเริงและฤทธิ์น้ำเมา ทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น วิธีเดียวที่จะแก้ปัญหา เฉลยและอธิบาย มันจึงต้องใช้ความรุนแรงขั้นเด็ดขาดแสดงออกมา เพื่อให้เกิดการยอมรับความจริงกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ในองก์ที่ 3 เริ่มต้นจากทีเล่นของ George ที่ทำให้ Nick และ Martha รู้สึกหงุดหงิดไม่พอใจ (เชิงบอกว่า เล่นไม่รู้กาลเทศะ) ทุกสิ่งที่ George แสดงออกมา ทั้ง Snapdragons (Flowers for the dead), บทสวดละติน (Libera me) ฯ ล้วนเพื่อเป็นนัยยะบอกว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร, และเมื่อ George พูดสิ่งนั้นออกมา ฟังดูเหมือนเล่นๆ แต่เขาพูดจริง เพราะสิ่งที่พูดไม่มีตัวจริงตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว

ตอนจบประโยคสุดท้าย George พูดว่า Who’s afraid of Virginia Woolf? แล้ว Martha ตอบว่า ‘ฉันกลัว’ ความกลัวของเธอไม่ใช่ต่อหมาป่า แต่คือ การจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากภาพลวงตา ใช้ชีวิตอยู่บนความจริง ที่ทั้งสองต้องเผชิญหน้าอยู่ร่วมกัน

ผมค่อนข้าง ‘เชื่อ’ ว่าทั้ง George และ Martha จะครองรักกันต่อไปได้จนแก่เฒ่า แม้เปิดเรื่องมาจะรู้สึกว่า ทั้งคู่ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้เลยด้วยซ้ำ แต่มีครั้งหนึ่งในหนัง Martha พูดว่า ‘คนที่เธอรักที่สุดคือ George’ แม้การแสดงออกของทั้งคู่ จะดูเกลียดชังกันแค่ไหน แต่ข้างในรักกันมาก รักกันจริงๆ ขาดกันไม่ได้ เข้ากันแบบที่สุดเลย

ด้วยทุนสร้าง $7.5 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่หมดไปกับค่าตัวนักแสดง สำหรับ Tayler ประมาณ $2.35 ล้านเหรียญ, Burton $750,000 เหรียญ, ค่าลิขสิทธิ์ Albee อีก $500,000 เหรียญ ฯ, นี่ถือเป็นหนังขาว-ดำที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในโลก กระนั้นหนังทำรายได้ทั่วโลก $40 ล้านเหรียญ กำไรเน้นๆ

ในประวัติศาสตร์ Hollywood มีหนังเพียง 2 เรื่องเท่านั้นที่ได้เข้าชิง Oscar ครบทุกสาขา นอกจาก Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) ก็มี Cimarron (1931) ที่แม้จะแค่ 7 สาขา แต่ถือว่าครบทุกรางวัลที่มีขณะนั้น

สำหรับรางวัล Oscar ที่ Who’s Afraid of Virginia Woolf? ได้รับ ประกอบด้วย
– Best Actress in a Leading Role (Elizabeth Taylor)
– Best Actress in a Supporting Role (Sandy Dennis)
– Best Cinematography, Black-and-White
– Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White
– Best Costume Design, Black-and-White

สำหรับ Best Picture, Best Director และ Best Actor พ่ายให้กับ A Man for All Seasons ของผู้กำกับ Fred Zinnemann

นี่เป็นหนังเรื่องที่ต้องดูให้จบ เข้าใจเรื่องราวให้ถ่องแท้ ถึงสามารถเริ่มตกหลุมรัก หลงใหล คลั่งไคล้, กว่าผมจะเริ่มหลงรักหนังก็ ณ ตอนจบเลย เมื่อปริศนาต่างๆเฉลยออก ทำให้ได้คิดทบทวน ทำความเข้าใจหนังใหม่ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การกระทำ เรื่องราว ทำไมถึงแสดงออกมาแบบนั้นตั้งแต่ต้น ก็จะพบทุกอย่างมีเหตุผลอธิบายประกอบได้ เห็นความล้ำลึกของเรื่องราว ที่ต้องบอกว่า สมบูรณ์แบบหาที่ติไม่ได้เลย

นอกจากนี้ด้านเทคนิคยังถือว่าตระการตาสุดๆ ทั้งงานภาพ การตัดต่อ บันทึกเสียง แต่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้นการแสดง เรียกว่านักแสดงมีเท่าไหร่ใส่มาให้หมด การประทะทางอารมณ์ กั๊กอะไรไว้ไม่ได้เลย, สำหรับคนที่ภาษาอังกฤษแข็งแกร่ง เชื่อว่าคุณอาจสังเกตอะไรบางอย่างได้ตั้งแต่ต้นเรื่อง ผมเพิ่งมารู้สึกได้ตอนท้ายว่าหนังมีการเล่นคำที่ สำบัดสำนวนไม่น้อย ถ้าไม่ตั้งใจฟัง คิดให้ลึกๆ ก็อาจไม่เข้าใจหนังเลยก็ได้ ผมไม่รู้แปลไทยทำได้ลึกล้ำแค่ไหน ใครเก่งภาษาดูหนังเรื่องนี้ได้เปรียบมาก

ถ้าคุณชอบดูละครเวที ที่เน้นขายการแสดง นี่เป็นหนังที่คุณภาพจัดเต็ม ไม่ควรพลาดเลย, นักเรียน คนทำงานสายภาพยนตร์ ห้ามพลาดเช่นกัน นี่เป็นหนังโคตรเทคนิคที่สมบูรณ์แบบทุกด้าน ราวกับตำราเรียน, หมอ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ ศึกษาพฤติกรรม แนวคิดของตัวละคร หาคำตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม เพราะอะไร?, นักภาษาศาสตร์ อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ต้องดูเลยนะครับ นี่เป็นหนังที่มีการ ‘เล่น’ คำ ภาษาพูดได้ลึกซึ้งมาก

แนะนำอย่างยิ่งกับคนที่เป็นนักแสดง รับชม เรียนรู้ ศึกษา ปรับใช้ มีประโยชน์แน่นอน

กับคนที่ชื่นชอบแนว Drama ขายการแสดงเน้นๆ แนะนำ A Streetcar Named Desire (1951), Cat on a Hot Tin Roof (1958), On Golden Pond (1981), Revolutionary Road (2008) ฯ

นี่เป็นหนังเรื่องแรกในระบบเรตติ้งของ MPAA ที่มีคำโปรยขึ้นว่า “No one under 18 will be admitted unless accompanied by his parent.” (ไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่จัดเรตติ้งนะครับ แต่เป็นหนังเรื่องแรกได้เรต R)

ผมจัดเรตแค่ 15+ ก็พอนะครับ กับการแสดงออกทางคำพูดที่รุนแรง ส่อเสียด และหยาบคาย

TAGLINE | “Who’s Afraid of Virginia Woolf? ของผู้กำกับ Mike Nichols ถือว่ายอดเยี่ยมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะการแสดงของ Elizabeth Taylor และ Richard Burton ที่เหนือชั้นที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of