Cyclo

Cyclo (1995) hollywood : Trần Anh Hùng ♥♥♥♥

ปั่นสามล้อถีบรอบกรุง Ho Chi Minh ในช่วงทศวรรษ 90s พบเห็นวิถีชีวิต ผู้คน สภาพสังคมเสื่อมโทรมทราม จักรยานถูกลักขโมย (พล็อตคล้ายๆ Bicycle Thieves (1948)) ทำให้ติดอยู่ในวังวนอาชญากรรม, คว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Venice

ทั้งๆไปคว้ารางวัล Golden Lion แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับถูกแบนห้ามฉายในเวียดนาม เพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์มองว่ามีเนื้อหาส่งผลกระทบเสียๆหายๆต่อภาพลักษณ์ของประเทศ (ทั้งๆกองเซนเซอร์เคยอนุมัติบทหนังที่ยื่นข้อเสนอมาก่อนหน้า)

When I made the movie Cyclo, I never thought about defaming my country. I am a Vietnamese artist residing abroad. And the Vietnamese homeland is very sacred to me. If anyone who doesn’t understand me makes hasty conclusions about me, that’s a horrible aversion I can’t imagine … My purpose in making this film is to bring a work of art into the world cinema. Art made by a Vietnamese person.

Trần Anh Hùng

แต่ความตั้งใจของผู้กำกับ Trần Anh Hùng ไม่ได้ต้องการดูถูกเหยียดหยามชาติพันธุ์ตนเอง เพียงสะท้อนสภาพเป็นจริงในยุคสมัยนั้น เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความไม่ถูกต้องชอบธรรม บุคคลผู้มีอำนาจควรหันมาสนใจประชาชนรากหญ้า ไม่ใช่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยปละละเลยจนมีสภาพเช่นนี้แล

รับชม Cyclo (1995) ทำให้ผมนึกถึง Bicycle Thieves (1948), Borom Sarret (1963), Beijing Bicycle (2001) ฯ สารพัดภาพยนตร์แนว Neo-Realist ที่เกี่ยวกับจักรยาน/สามล้อถีบถูกลักขโมย ชีวิตตกอยู่ในความสิ้นหวัง ครุ่นคิดก่ออาชญากรรม ทำให้ผลกรรมติดตามทันควัน

แต่ถึงพล็อตเรื่องราวจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ Cyclo (1995) เต็มไปด้วยความท้าทายในการรับชม มอบอิสระในการครุ่นคิดตีความ นัยยะเชิงสัญลักษณ์มากมายเต็มไปหมด อีกทั้งยังทำการบันทึกภาพเวียดนามช่วงทศวรรษ 90s เก็บไว้ใน ‘Time Capsule’ ต้องถือว่างดงาม ทรงคุณค่า และยังได้ว่าที่นักแสดงระดับโลกอย่าง Tony Leung Chiu-wai แค่ท่าคาบบุหรี่ก็หล่อเท่ห์ โดนใจวัยรุ่นแล้วละ!


Trần Anh Hùng (เกิดปี 1962) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Vietnamese-French เกิดที่ Da Nang, South Vietnam ในช่วงสงคราม Vietnam War (1955-75) อพยพสู่ลาว ก่อนลี้ภัยไปฝรั่งเศส โตขึ้นระหว่างร่ำเรียนปรัชญา กระทั่งมีโอกาสรับชม A Man Escaped (1956) กำกับโดย Robert Bresson หันเหความสนใจมายังภาพยนตร์ ร่ำเรียนการถ่ายภาพ École nationale supérieure Louis-Lumière ทำงานเป็นตากล้อง กำกับหนังสั้น The Married Woman of Nam Xuong (1989), La pierre de l’attente (1991), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Scent of Green Papaya (1993)

ความสนใจของ Trần Anh Hùng ไม่ใช้การเล่าเรื่องแบบปกติทั่วๆไป พยายามมองหาวิธีสื่อสาร ภาษาภาพยนตร์รูปแบบใหม่ๆ ให้คำนิยามงานศิลปะ “Art is the truth wearing a mask” ท้าทายให้ผู้ชมครุ่นคิดค้นหาคำตอบของสิ่งที่หลบซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังหน้ากาก

ช่วงระหว่างที่ผกก. Trần Anh Hùng เดินทางมาเวียดนามเพื่อมองหาสถานที่ถ่ายทำ The Scent of Green Papaya (1993) [แต่สุดท้ายก็ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในสตูดิโอที่ฝรั่งเศส] มีโอกาสพบเจอหญิงสูงวัยคนหนึ่ง เล่าให้ฟังเกี่ยวกับหายนะจากสงคราม Vietnam War แต่วิธีการที่เธอพูดกลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แม้ขณะถูกทรมานก็ยังไม่มีน้ำเสียงเกรี้ยวกราด อารมณ์ของความเกลียดชัง

When I went to Vietnam to cast the film, I met old women who told me the horrors they had lived through during the war. The strangest thing was they were discussing it with a smile of extraordinary serenity and sweetness. One of them even listed the menu of tortures she had gone through during the wars–and she’s known both wars, the French war and the American war.

It’s that sweetness that gave me the idea to try and make the film with the same serenity. If you’re not turned on by the violence, you’ll notice it is depicted with an overlay of sweetness; only through that contrast does violence become unbearable.

Trần Anh Hùng

เหตุการณ์นั้นเองทำให้ผู้กำกับ Trần Anh Hùng บังเกิดแนวคิดที่จะนำเสนอภาพความรุนแรง เหี้ยมโหดร้าย สังคมเวียดนามที่มีสภาพเสื่อมโทรมทราม ทำออกมาให้มีความละมุน นุ่มนวล และแฝงข้อคิดทางศีลธรรม ‘moral violence’

People find the violence in this movie very disgusting. I think that’s a good thing. Violence must give rise to a feeling of disgust.


เรื่องราว Xích Lô หรือ Cyclo (รับบทโดย Lê Văn Lộc) ชายหนุ่มอายุสิบแปด สูญเสียบิดาถูกรถบรรทุกชน ทำให้ต้องต่อสู้ดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ ทำงานรับจ้างสามล้อรอบเมืองโฮจิมินห์ อาศัยอยู่ในบ้านสลัมร่วมกับคุณปู่ทำงานสูบลมล้อจักรยาน พี่สาวแบกหามน้ำ และน้องสาวคนเล็กรับจ้างขัดรองเท้า

อยู่มาวันหนึ่งสามล้อถีบถูกลักขโมย ทำให้ Xích Lô จำใจต้องเข้าร่วมกลุ่มอาชญากรรมของ The Poet (รับบทโดย เหลียงเฉาเหว่ย) อีกทั้งพี่สาวยังกลายเป็นโสเภณี มันจะยังมีหนทางออกอื่นสำหรับครอบครัวนี้หรือไม่?


สำหรับนักแสดงนำ Lê Văn Lộc เป็นชาว Hà Tĩnh มาขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่เมือง Đà Nẵng วันหนึ่งขณะผ่านหน้าคาเฟ่แถวๆถนน Lê Duẩn Street ได้ยินเสียงเรียกให้หยุดจากด้านหลัง พบเจอผู้กำกับ Trần Anh Hùng แม้ไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าภาพยนตร์คืออะไร แต่ยินยอมตอบตกลงเพียงเพราะค่าตอบแทนงามๆ

รับบท Xích Lô หรือ Cyclo หนุ่มปั่นสามล้อถีบ มีความขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน แต่เพียงเพราะพลั้งพลาดรับผู้โดยสารต่างถิ่น เลยโดนเขม่นจากนักเลงเจ้าที่ ต่อมาจึงถูกรุมทำร้าย จักรยานสูญหาย จำใจต้องเข้าร่วมกลุ่มอาชญากรรม ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยอาการหวาดหวั่นกลัวเกรง หลังจากได้แก้แค้นศัตรูก็แสดงฝีปากกล้า พูดบอกว่ายินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่าง ถึงอย่างนั้นเมื่อพบเห็นการฆาตกรรม ได้รับมอบหมายเข่นฆ่าใครบางคน กลับมิอาจปลงใจทำได้ลง เสพยาเกินขนาดจนเห็นภาพหลอน โชคยังดีได้รับการปลดปล่อยจากแก๊งค์อาชญากร จึงสามารถกลับตัวกลับใจ หวนกลับไปทำอาชีพปั่นจักรยานรับจ้าง

I don’t know about them, but I am sure that I can do it no matter how difficult it is and I’ll do my best. I am used to the hard works.

Lê Văn Lộc

ผกก. Trần Anh Hùng ได้พัฒนาวิธีกำกับนักแสดงสมัครเล่น (มาตั้งแต่ The Scent of Green Papaya (1993)) คล้ายๆแบบ ‘สไตล์ Bresson’ ด้วยการลดบทพูดสนทนา มุ่งเน้นบันทึกภาพการกระทำ แล้วใช้ลูกเล่นภาษาภาพยนตร์เข้าช่วยดำเนินเรื่องราว

เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการแสดง Lê Văn Lộc จึงยินยอมพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งผกก. Trần Anh Hùng แม้บางครั้งจะต้องเสี่ยงอันตราย กระโดดท่อระบายน้ำ(เน่า) โยนขวดใส่น้ำมันแก๊สโซลีน หรือแม้แต่ละเลงตัวด้วยสีทาบ้าน ฯ เพราะชีวิตจริงเคยผ่านความทุกข์ยากลำบากยิ่งกว่านี้หลายเท่าตัว จึงไม่มีปัญหากับการเสี่ยงเล็กเสี่ยงน้อย

I play like a stuntman, even though I know I’m holding a bottle full of gasoline and stuffing it with a burning rag, exploding in my hand like playing. No matter how similar it is to real life, you just do it.

ค่าจ้างที่ได้รับจากการแสดง เพียงพอสำหรับเดินทางกลับบ้าน (ที่ Hà Tĩnh) ซื้อรถมอเตอร์ไซด์คันใหม่ บทสัมภาษณ์เมื่อปี ค.ศ. 2014 เหมือนจะกลายเป็นคนขับแท็กซี่ แถมยังมี CD หนังเรื่องนี้ (พร้อมซับไตเติ้ล 4 ภาษา) สำหรับเปิดให้ผู้โดยสารรับชมระหว่างการเดินทาง ไม่แต่งงาน ไม่มีครอบครัว พร้อมรับจ้างไปทุกแห่งหน

My friends ask me the same question. But everyone has their own career, and it also depends on each person’s destiny. My destiny with acting only got to there. Perhaps it was a surprise for me to be ‘famous’, but if I don’t know to stop at the right time, I could have fallen hard.


เหลียงเฉาเหว่ย, Tony Leung Chiu-wai (เกิดปี 1962) นักแสดงชาวจีน เกิดที่ฮ่องกง วัยเด็กเป็นคนหัวรุนแรงเพราะพบเห็นบิดา-มารดาทะเลาะเบาะแว้งบ่อยครั้ง แต่หลังจากพ่อของเขาหายตัวไปทำให้นิสัยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นเด็กเงียบๆ เคร่งขรึม หันมาพึ่งพาการแสดงระบายออกทางอารมณ์ของตนเอง, ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 15 ทำงานเป็นเด็กส่งของ ตามด้วยเซลล์แมน ฝึกงานที่ TVB กลายเป็น Host เล่นละครซีรีย์ จนมีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Mad, Mad 83 (1983), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Love Unto Waste (1986), โด่งดังระดับเอเชียเรื่อง A City of Sadness (1989), Hard Boiled (1992), Cyclo (1995), ยิ่งใหญ่ระดับโลกจากการร่วมงานผู้กำกับกับหว่องกาไว ตั้งแต่ Days of Being Wild (1991), Chungking Express (1994), Happy Together (1997), In the Mood for Love (2000), 2046 (2004), The Grandmaster (2013), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Hero (2003), Infernal Affairs (2002), Lust, Caution (2007), Red Cliff (2008-09), Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings (2021) ฯ

รับบท(ฉายา) The Poet ชายหนุ่มผู้ขายวิญญาณให้ปีศาจ! เข้าสู่โลกอาชญากรรมเพียงเพราะลุ่มหลงเงินๆทองๆ โหยหาความสุขสบาย ตอบสนองความต้องการร่างกาย แต่แสดงออกราวกับคนไร้จิตวิญญาณ ใช้ชีวิตอย่างล่องลอยเรื่อยเปื่อย ทำเหมือนไม่ยี่หร่าอะไรใคร แท้จริงแล้วโหยหาการยินยอมรับจากครอบครัว พยายามแสดงให้ Xích Lô (และพี่สาว) พบเห็นด้านมืดสังคม

It was a pleasure working with Trần Anh Hùng on Cyclo (1995). He also gave me a lot of freedom. After he’d finished with The Scent of the Green Papaya (1993), he thought I would be appropriate to play the poet in this story about the mafia in Vietnam. Trần Anh Hùng came to Hong Kong a few times to talk with me. We met and I found his story fascinating, so I accepted the part. For my part I had to learn both Vietnamese and French: The French version was for the French censors because Cyclo was a French production. A Vietnamese lady who spoke both Vietnamese and French came to teach me every day in Hong Kong for three months. But when I got on the set, I still did not understand any Vietnamese or French besides my lines.

Tony Leung Chiu-wai

ดวงตาของเหลียงเฉาเหว่ย เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ (ไม่ต่างจากผลงานอื่นๆก่อนหน้า A City of Sadness, Chungking Express ฯ) รับรู้ตัวเองดีว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง (ทุกครั้งที่ทำสิ่งไม่ถูกต้อง เลือดกำเดามักไหลออกมา) แต่เพราะมิอาจหักห้าม ควบคุมความต้องการของตนเอง เมื่อก้าวเข้าสู่โลกอาชญากรรมย่อมไม่สามารถเดินถอยหลัง … ท่าคาบบุหรี่ดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เหมือนคนพานผ่านอะไรมามาก หมดสิ้นเรี่ยวแรง ไร้ชีวิตชีวา

การพบเจอ Xích Lô และพี่สาว ราวกับได้เห็นตนเองในอดีต พยายามปกปักษ์รักษา เอ็นดูราวกับไข่ในหิน แต่แล้วทั้งสองกลับกำลังลุ่มหลงระเริง มุ่งสู่ทิศทางอาชญากรรม(แบบเดียวกับตนเอง) บังเกิดอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ตัดสินใจผิดพลาด ความพยายามฆ่าตัวตายของพี่สาว Xích Lô นั่นคือจุดแตกหักของที่ทำให้ The Poet จิตวิญญาณแตกสลาย ต้องการทำลายทุกสิ่งอย่าง

The Poet is someone who, on a spiritual level, considers himself dead to himself and to society. He sold his innocence for easy money to enter the world of crime, and he’s nostalgic for it.

The gangster-poet is aware of the problem, his sister and Cyclo are not. When they first arrive, he sees them for what they are–innocents–and the only way he can handle their innocence is to precipitate them into a life of crime. That’s why he becomes his sister’s pimp; that’s why, when she cries after her first trick, for him it’s a sort of consolation: innocence protesting against the hardness of reality.

Trần Anh Hùng

การเลือกอาเหลียงที่เป็นชาวฮ่องกง มารับบทในภาพยนตร์สัญชาติเวียดนาม มันช่างผิดแผกแปลกประหลาด ผิดที่ผิดทาง แต่จะว่าไปก็แบบเดียวกับผกก. Trần Anh Hùng แม้เป็นชาวเวียดนาม แต่จากบ้านเกิดไปอยู่ฝรั่งเศสหลายสิบปี พวกเขาต่างมีความแปลกแยก มองโลกแตกต่างจากพวกพ้อง

แซว: ด้วยความที่เหลียงเฉาเหว่ยพูดเวียดนามได้แค่บางคำ ส่วนใหญ่จึงสงบเงียบงัน ประหยัดถ้อยคำ เน้นแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าท่าทาง หลายครั้งได้ยินเสียงรำพันบทกวี … เลยได้รับการตั้งชื่อตัวละคร The Poet

an unknown man
an unknown river
a flower without color
and also without a scent


ถ่ายภาพโดย Benoît Delhomme (เกิดปี 1961) ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส สำเร็จการศึกษาจาก École nationale supérieure Louis-Lumière จบออกมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง Bruno Nuytten ถ่ายทำภาพยนตร์ Jean de Florette (1986), Manon des Sources (1986), ฉายเดี่ยวกับ The Scent of Green Papaya (1993), Cyclo (1995), Family Resemblances (1996), Artemisia (1997), The Proposition (2008), 1408 (2007), The Boy in the Striped Pajamas (2008), The Theory of Everything (2017), At Eternity’s Gate (2018) ฯ

งานภาพของหนังโอบรับอิทธิพล ‘สไตล์ Bresson’ มุ่งเน้นบันทึกภาพการกระทำ ท่าทางขยับเคลื่อนไหว ภาษากายของตัวละคร (เพราะส่วนใหญ่คือนักแสดงสมัครเล่น หลายคนไม่เคยมีประสบการณ์ภาพยนตร์) บ่อยครั้งพบเห็นกล้องเคลื่อนติดตามตัวละคร (Tracking Shot) เดินวกไปวนมา (Long Take) นอกจากนี้ยังมีมุมกล้องแปลกๆ แพรวพราวด้วยนัยยะเชิงสัญลักษณ์ และการจัดแสงสีก็โดดเด่นไม่แพ้กัน

ตรงกันข้ามกับ The Scent of Green Papaya (1993) ที่สร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ, Cyclo (1995) โอบรับแนวคิด Neo-Realist ถ่ายทำยังสถานที่จริงทั้งหมดในกรุงโฮจิมินห์ หลายครั้งจึงมีลักษณะแอบถ่าย กล้องสั่นๆ บันทึกภาพผู้คนสัญจรไปมาแถวนั้น ผลลัพท์ออกมาดูสมจริง (realist) จับต้องได้ … และผมรู้สึกว่าคุณภาพ DVD สีตกๆ มันช่างเข้ากับบรรยากาศลักษณะนี้ด้วยเช่นกัน


ไม่ใช่แค่ Neo-Realist แต่ผกก. Trần Anh Hùng ยังรับอิทธิพลล้นหลามจากผลงานของ Jean-Luc Godard อย่างวิธีการแนะนำตัวละคร Xích Lô หลังปั่นสามล้อถีบทั่วกรุงโฮจิมินห์ เข้าพบหน่วยงานราชการอะไรสักอย่าง ถูกซักถามประวัติ มีเพียงสามมุมกล้องตัดสลับไปมา … แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Vivre Sa Vie (1962)

เกร็ด: หนังไม่มีการกล่าวชื่อตัวละคร Xích Lô (แปลว่า Cyclo หมายถึงคนปั่นสามล้อถีบ), พี่สาว Xích Lô, The Poet ฯ จุดประสงค์เพื่อการเหมารวม ไม่จำเพราะเจาะจง ตัวแทนบุคคลทั่วไป ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากพวกเขาเหล่านี้

รับเงิน-แลกเงิน-คืนเงิน-จ่ายเงิน มุมกล้องจับจ้องการเคลื่อนไหล ดำเนินไปของธนบัตร นี่คือลักษณะบันทึกภาพการกระทำของตัวละคร ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Pickpocket (1959) หรือผลงานเรื่องอื่นๆของ Robert Bresson น่าจะมักคุ้นเคยเป็นอย่างดี!

อีกหนึ่งการอ้างอิงที่ไม่พูดถึงไม่ได้ น้องสาวคนเล็กของ Xích Lô ทำงานรับจ้างขัดรองเท้า นี่ชัดเจนถึงภาพยนตร์ Shoeshine (1946) กำกับโดย Vittorio De Sica, ส่วนพี่สาวคนโตรับจ้างแบกน้ำ คุ้นๆว่า To Live (1994) ของ Zhang Yimou นางเอกก็รับจ้างทำงานคล้ายๆกัน, คุณปู่สูบลมล้อจักรยาน ชวนนึกถึงหนังจากอิหร่านเรื่องหนึ่ง??

  • สามล้อถีบ อาชีพที่ต้องออกเดินทาง สื่อถึงการดำเนินไปของชีวิต ใช้เรี่ยวแรง พละกำลัง ปากกัดตีนถีบ รับส่งผู้โดยสารจากสถานที่หนึ่งสู่เป้าหมายปลายทาง (ไม่ต่างจากอาชีพเรือข้ามฟาก)
  • ขัดรองเท้า ถือเป็นตัวแทนชนชั้นระดับล่างสุดในสังคม (เพราะรองเท้าคือเครื่องแต่งกายที่อยู่ต่ำสุด)
  • แบกหามน้ำ เครื่องบริโภคสำหรับประทังชีวิต ใช้ในกิจวัตรประจำวัน
  • สูบลมล้อจักรยาน ต่อลมหายใจ(ของคุณปู่)ไปวันๆ
    • ส่วนตาชั่งน้ำหนัก ราวกับเครื่องวัดมูลค่าชีวิตมนุษย์

หนึ่งในวัฒนธรรมชาวเวียดนามคือการนั่งยองๆกับพื้น ถือเป็นวิถีชนชั้นล่าง, บุคคลนั่งบนเก้าอี้ พับเพียบ หรือขัดตะหมาด มักเป็นหัวหน้า เจ้าคนนายคน หรือในบริบทนี้เจ๊เจ้าของสามล้อถีบ (สังเกตจากตำแหน่งความที่นั่งก็ชัดเจนอยู่)

นอกจากนี้ยังช็อตถ่ายจากภายนอก The Poet หันหลังยืนพิงเหล็กดัด (สามคน-สามท่า-สามทิศทาง) สามารถสื่อถึงบุคคลนอก ผู้ไม่อยู่ภายใต้กฎกรอบ หรืออาชญากรกระทำสิ่งผิดกฎหมาย

ที่อยู่อาศัยของครอบครัว Xích Lô อยู่ด้านหลังร้านตัดผม สถานที่เสริมความสวย-หล่อ นัยยะของการสร้างภาพภายนอกให้ดูดี แต่เบื้องหลังกลับเป็นสลัม ชุมชนแออัด ประเทศชาติยังไม่ได้รับการพัฒนา

แวบแรกผมนึกถึง Rear Window (1954) ของ Alfred Hitchcock แต่จุดประสงค์ของผกก. Trần Anh Hùng น่าจะต้องการสื่อถึงอิทธิพลระบอบทุนนิยม การมาถึงของแฟลต คอนโด ตึกระฟ้าสูงใหญ่ ใครมีเงินก็สามารถเข้าพักอาศัย ห้องติดๆกันแต่ส่วนใหญ่ล้วนไม่เคยรับรู้จัก … ชวนให้นึกถึงผลงานของ Jacques Tati อย่าง Mon Oncle (1958) และ Playtime (1967)

ยามค่ำคืน Xích Lô ยังคงต้องออกทำงานหาเงิน ได้ยินสองบทเพลงที่มีความแตกต่างขั้วตรงข้าม

  • บทเพลงเพื่อชีวิตโดยสองนักดนตรีพิการ ท่วงทำนองสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้คนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ทนทุกข์ทรมาน ไม่ให้ย่นย่อท้อแท้ต่ออุปสรรคขวากหนาม
  • ส่วนบทเพลงในผับ Just Like You ของ Rollins Band ออกไปทาง Heavy Rock (ไม่ใช่ Heavy Metal นะครับ) ทั้งแสงสี ท่าเต้น ล้วนเป็นการระบายอารมณ์อัดอั้น ความทุกข์ทรมานที่อยู่ภายในออกมา

วินาทีที่จักรยานของ Xích Lô ถูกลักขโมย มุมกล้องถ่ายลอดผ่านรั้วลวดหนาม ชวนให้นึกถึงช็อตก่อนหน้านี้ที่อาเหลียง/The Poet ยืนสูบบุหรี่อยู่นอกห้องเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ โดยลวดเหล็กคือสัญลักษณ์แทนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างดินแดนแห่งอารยธรรม ภายใต้กฎหมายบ้านเมือง vs. โลกอาชญากรรม บ้านป่าเมืองเถื่อน

ปล. บริเวณที่ถูกลักขโมยจักรยาน ยังพบเห็นคนงานกำลังขุดเจาะ ซ่อมถนน ได้ยินเสียงเครื่องจักรกล นั่นแสดงถึงความเปราะบางของสังคม เรื่องราวต่อจากนี้กำลังจะเปิดเผยสิ่งซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ (โลกใต้ดิน=ถิ่นอาชญากรรม)

Xích Lô ระหว่างวิ่งไล่ล่าพวกหัวขโมยมาถึงกลางสี่แยก แม้เต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ กลับถูกรุมโทรมจนลงไปนอนกลิ้งเกลือก ก็ยังคงไม่มีใครสักคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ นี่สะท้อนสภาพสังคมในเวียดนาม/โลกยุคสมัยใหม่ ที่มนุษย์ต่างเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่มีใครสนใจใยดี เช่นเดียวกับผู้นำประเทศที่ก็ไม่เคยเหลียวแลประชาชน

ก่อนจะตัดเปลี่ยนฉากถัดไป กล้องพยายามเคลื่อนเลื่อนมายังรองเท้าขาว (จิตวิญญาณอันบริสุทธิ์) ของ Xích Lô แสดงถึงสภาพจิตใจอันตกต่ำ เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า สูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธา

แม้ขณะนี้ เจ๊เจ้าของสามล้อถีบกำลังขับกล่อมบทเพลงให้บุตรชายสติไม่สมประกอบ แต่สังเกตจากภาษาภาพยนตร์ เหมือนว่าผกก. Trần Anh Hùng ยังต้องการปลอมปะโลม Xích Lô (และผู้ชม) หลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ถูกลักขโมยจักรยานด้วยเช่นกัน … นี่ยังแสดงให้เห็นว่าเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ มองเห็น Xích Lô เหมือนลูกแท้ๆอีกคนของตนเอง (นั่นคือเหตุผลที่ช่วงท้ายของหนัง เธอยินยอมปลดปล่อยเขาจากกลุ่มแก๊งค์อาชญากร)

นอกจากนี้เนื้อคำร้องบทเพลงยังมีท่อนหนึ่ง “I give you a pond full of fish” ใครที่รับชมหนังจนจบก็อาจตระหนักได้ว่าปลาตัวนี้ทำการอ้างอิงถึงอะไร?

ไฟช็อต ปวดท้อง เลือดกำเดาไหล ฯ หลากหลายอาการผิดปกติที่พบเห็นในหนัง สามารถสะท้อนถึงสภาพเวียดนามยุคสมัยนั้น ที่อะไรๆก็ไม่ค่อยปกติเฉกเช่นเดียวกัน

  • ไฟช็อตในห้องพักของ Xích Lô ชวนให้ผมนึกถึงสำนวน ‘อย่าเล่นกับไฟ’ ราวกับเป็นการเตือนสติตัวละครว่าสิ่งกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่ถูกต้อง อย่าหลงระเริง หลวมตัวเข้าไปในโลกอาชญากรรม
    • ผมเห็นไฟช็อตแล้วก็สะดุ้งโหยง เป็นห่วงแทนนักแสดง เพราะนี่ไม่ใช่การกระทำที่ปลอดภัยเลยสักนิด!
  • อาการปวดท้องไส้ของ Xích Lô เหมือนกินอาหารผิดสำแดง แต่สามารถสื่อถึงจิตใจปั่นป่วน ไม่รู้จะทำอะไรยังไง จึงจำยินยอมต้องปฏิบัติตามคำสั่งเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ
  • เลือดกำเดาไหลของ The Poet (มันเหมือนสั่งได้) น่าจะเกิดขึ้นจากความรู้สึกขัดแย้งภายใน กำลังกระทำในสิ่งที่ตนเองไม่อยากทำ รับรู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ร่างกายจึงไม่สามารถควบคุมอาการผิดปกติบังเกิดขึ้น

พี่สาวของ Xích Lô เมื่อตอนต้นเรื่องทำอาชีพแบกหามน้ำ พอกลายเป็นโสเภณีแม้ยังไม่ได้สูญเสียความบริสุทธิ์(ทางร่างกาย)ให้ลูกค้าคนนี้ แต่รสนิยม(ทางเพศ)ของเขาบีบบังคับให้เธอดื่มน้ำ แล้วชื่นชมปัสสาวะไหลเป็นทาง (ถ่ายผ่านผ้าม่านหรืออะไรสักอย่าง นัยยะเดียวกับลวดเหล็กที่เคยอธิบายไป) นั่นสร้างความรู้สึกอับอาย ทำลายสามัญสำนึกความเป็นมนุษย์ (หรือจะเรียกว่าสูญเสียความบริสุทธิ์ทางจิตใจก็ได้กระมัง)

หลังการทรมาน Xích Lô เนื่องจากพยายามหลบหนีออกจากห้องพัก ฉากถัดมาได้ยินเสียงอ่านบทกวีของ The Poet จากนั้นร้อยเรียงภาพที่มีความฟุ้งๆ จัดแสงจ้าๆ ดูราวกับความเพ้อฝัน นักแสดง/เด็กๆยืนหลับตา หันหน้าเข้ากล้อง พื้นหลังคือสลัม ชุมชนแออัด เพิ้งใกล้กองขยะ สภาพซอมซ่อ รอมร่อ … ผมมองว่าต้องการสื่อถึงความเพ้อฝัน ต้องการออกไปจากดินแดน(สลัม)แห่งนี้

Nameless river
I was born sobbing
Blue sky, vast earth
Black stream water
I grow with the months, the years
With no one to watch over me

Nameless is man
Nameless is the river
Colorless the flower
Perfume without a scent

O, river! O, passer-by!
In the closed cycle
Of the months, the years
I can’t forget my debt to my roots
And I wander
Through worlds
Towards my land…

The Poet พาพี่สาวของ Xích Lô มาเยี่ยมเยียนครอบครัว พวกเขาอาศัยอยู่ในสลัม หาเช้ากินค่ำ ทั้งยังถูกบิดาทุบตี ทำร้ายร่างกาย นั่นน่าจะคือเหตุผลให้เขาต้องการหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้! ขวนขวายเงินทอง โดยไม่สนถูกผิดชอบชั่วดี โหยหาการยินยอมรับ ต้องการบุคคลสำหรับพึ่งพักพิง (The Poet ตอนสนทนาในมุ้งกับมารดา จะมีการโน้มตัวพิงหลัง นั่นคือภาษากายของโหยหาที่พึ่งพักพิง)

ในทิศทางตรงกันข้าม มารดาก็ต้องการบุตรชายสำหรับพึ่งพักพิง (The Poet ทิ้งตัวลงนอน แล้วมารดานอนแอบอิงอ้อมอก) เพราะบิดา/สามีพึ่งพาไม่ได้ ถูกกดขี่ข่มเหง บีบบังคับไม่ให้ออกไปทำงาน วันๆอาศัยอยู่แต่ในบ้านสลัม ขยะเต็มเตียงนอน ใช้ชีวิตราวกับอยู่ในกรงขัง (จะว่าไปลักษณะของมุ้ง ก็คือสื่อถึงกรงขังได้เช่นกัน) ไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นจากสถานที่แห่งนี้

Xích Lô ทำการล้างแค้นพวกลักขโมยสามล้อถีบด้วยการจุดไฟ มอดไหม้ในกองเพลิง ส่วนตนเองวิ่งหลบหนีตำรวจ กระโดดลงคูคลอง กลับห้องพักในสภาพเปลอะเปลื้อนโคลนเลน พบเห็นหนอนไรยั้วเยี้ยว ราวกับขึ้นมาจากขุมนรกใต้ดิน … สภาพเกรอะกรังของ Xích Lô แสดงให้ถึงสภาพจิตใจตัวละคร อันเป็นผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางสังคม มีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ สกปรกโสมม

การเอาใบหน้า(ที่เปลอะเปลื้อนโคลนเลน)จุ่มลงในตู้ปลา มันดูราวกับพิธีจุ่มศีล สัญลักษณ์ของการถือกำเนิด เกิดใหม่ สังเกตว่าตอนเอาใบหน้าจุ่มลง-ยกขึ้น ยังมีทิศทางแตกต่างตรงกั้นข้าม (จุมลงแนวนอน ยกขึ้นแนวตั้ง) เพื่อสื่อถึงมุมมองโลกทัศน์ที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป อดีตเคยใสซื่อไร้เดียงสา ต่อจากนี้พร้อมลุกขึ้นมาโต้ตอบ กระทำในสิ่งตอบสนองความต้องการของตนเอง

คู่ขนานกับการเกิดใหม่ของ Xích Lô พี่สาวทำการปลดเปลื้องเสื้อผ้า สวมใส่ถุงน่อง ยินยอมให้ลูกค้าออกคำสั่งทำสิ่งโน่นนี่นั่น ไม่แสดงปฏิกิริยาต่อต้านขัดขืนเหมือนครั้งแรก … เรียกได้ว่ายินยอมศิโรราบต่อด้านมืดสังคม

วินาทีที่ Xích Lô บอกกับพรรคพวกว่าอยากเข้าร่วมกลุ่มอาชญากร สร้างความไม่พึงพอใจให้กับ The Poet เข้ามาชกหน้า ก่อนพามาให้รับรู้จัก Mr. Lullaby (ได้รับฉายานี้เพราะชื่นชอบร้องเพลงขับกล่อมเป้าหมาย ก่อนเชือดคอให้ตกตาย) พบเห็นความตายบังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา วินาทีที่ถูกเชือด สังเกตว่าเลือดสาดกระเซ็นไปบนผนังกำแพง นี่ชวนให้นึกถึง ‘Painting of the Dead’ จากภาพยนตร์ Tenebrae (1982)

หลังจากพบเห็นความตายต่อหน้าต่อตาย ค่ำคืนนี้ในห้องพักของ Xích Lô อาบฉาบด้วยแสงสีเขียว นอนจับจ้องมองกระจก ละเล่นกับมีด เลียนแบบท่ากรีดคอ ภาษากายนี้น่าจะสื่อถึงความลุ่มหลงใหล ใคร่สนใจ จากนั้นลุกขึ้นมาจับจิ้งจก เด็ดหาง รับประทาน? ผมมองว่าเป็นสัญลักษณ์ความระเริงในอำนาจ จิ้งจกเป็นสัตว์ที่สามารถงอกหางขึ้นใหม่ การกระทำของเขาจึงคือการกลั่นแกล้ง กดขี่ข่มเหง ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเครื่องบินมันมายังไง? แต่การแทรกใส่ซีนนี้เข้ามา เป็นความพยายามหวนระลึก ปลุกความทรงจำสงครามเวียดนาม แบบเดียวกับตอน Mr. Lullaby เปรียบเทียบเสียงปืนกลราวกับนักร้องเพลงชื่อดัง สร้างสัมผัสชั่วร้าย หายนะ ความตายอยู่ทุกแห่งหน … เป็นการสะท้อนอิทธิพลจากสงคราม(เวียดนาม) ที่ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน(นั้น)

ไหนๆอุตส่าห์ตั้งชื่อ ‘Vietnam Trilogy’ มันจึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีการอ้างอิงถึง The Scent of Green Papaya (1993) ซึ่งเรื่องนั้นมะละกอคือสัญลักษณ์แทนหญิงสาว/มารดา สตรีเพศชาวเวียดนาม ในวัยกำลังสุกหง่อม/เจริญพันธุ์ สอดคล้องกับซีนนี้ที่หนึ่งในสาวๆบอกว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์

เมื่อตอน The Scent of Green Papaya (1993) สาวใช้ Mùi มีความหลงใหลในมะละกอ ต้องการผ่ากลาง จับจ้องมองเมล็ดพันธุ์, สำหรับ Cyclo (1995) ปรับเปลี่ยนมาเป็น The Poet ใคร่สงสัยสิ่งที่อยู่ภายใต้หัวปลี ใช้มีดโกนกรีดเบาๆ พบเห็นเส้นขาวๆภายใน จะมองเป็นสัญลักษณ์เพศชาย หรือจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ ที่กำลังถูกแปดเปื้อนด้วยเลือดกำเดา(ของ The Poet)

Xích Lô ได้รับมอบหมายให้ลักลอบขนยา ยัดใส่เนื้อหมูที่เพิ่งโดนเชือดสดๆ ซึ่งหนังยังทำการเปรียบเทียบคู่ขนานกับชายคนหนึ่ง/คนขับสามล้อถีบ ถูกรถชนระหว่างกลุ่มวัยรุ่นกำลังเข้าปะทะเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วกระเด็นกระดอนขึ้นมาบนสามล้อถีบ นอนตายอยู่บนเจ้าหมู … นี่เป็นการเปรียบเทียบหมูโดนเชือด = มนุษย์ถูกฆ่า สะท้อนถึงการใช้อำนาจบาดใหญ่ โดยไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์

ไม่เพียงเท่านี้ ภาพคนขับสามล้อถูกรถชนตาย ยังปลุกความทรงจำของ Xích Lô นึกถึงการจากไปของบิดา (ที่ก็เสียชีวิตจากการถูกรถชน) นั่นสร้างความตื่นตกอกตกใจ (ยิ่งกว่าตอนพบเห็น Mr. Lullaby กรีดคอคนตาย) ระลึกถึงคำเคยสอน เกิดความตระหนักว่านี่ไม่ใช่โลกของตนเอง วิถีทางที่ถูกต้อง!

เมื่อเกิดความตระหนักได้เช่นนั้น Xích Lô จึงนำเงินเก็บทั้งหมดมาขอเช่าสามล้อถีบคันใหม่ ต้องการออกไปจากโลกอาชญากรรม แต่เธอกลับเพิกเฉยเย็นชา ก่อนเปลี่ยนไปให้ความสนใจบุตรชายไม่สมประกอบ ขณะนั้นอาบสีเหลืองทั่วตัว เดินเข้ามาโอบกอด Xích Lô … ผมไม่ค่อยแน่ใจนัยยะของเฉดสีเหลืองสักเท่าไหร่ เลยขอคาดเดาจากธงชาติเวียดนามที่มีพื้นแดงและดาวเหลือง

  • พื้นแดง คือสัญลักษณ์แทนเลือดเนื้อ การต่อเพื่อเอกราช
  • ดาวเหลือง แทนด้วยสีผิวชาติพันธุ์ “the color of our race’s skin”
  • ดาวห้าแฉก แทนด้วยชนชั้นนักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทหาร

ผมยังอ่านเจอว่าหลังรวมประเทศเหนือ-ใต้ เมื่อปี ค.ศ. 1976 ธงชาติเวียดนามยังอีกมีความหมายที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป

  • สีแดง หมายถึง การปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ
  • ดาวสีทอง หมายถึง การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

หลังจาก Xích Lô ได้รับมอบหมายภารกิจลอบสังหาร หนังนำเสนอคู่ขนานกับเหตุการณ์สูญเสียความบริสุทธิ์(ทางร่างกาย)ของพี่สาว หลังจาก The Poet ตัดสินใจขายเธอให้กับลูกค้ารายหนึ่ง!

ก่อนหน้าจะถึงฉากนั้น ระหว่างสระผม ซักผ้า (มีเงินแล้วพี่สาวจึงไม่ต้องแบกหามน้ำอีกต่อไป) The Poet เกิดความสนอกสนใจเครือมะพร้าว พยายามเข้าไปฉุดกระชากลากดึง แต่พี่สาวของ Xích Lô สั่งห้ามปรามไม่ให้ทำให้ทำลายเมล็ดพันธุ์ ถึงอย่างนั้นเขากลับปฏิเสธรับฟัง เฉกเช่นเดียวกับตอนขายเธอให้ลูกค้ารายหนึ่ง ไม่ยี่หร่าว่าอีกฝ่ายครุ่นคิดรู้สึกเช่นไร ก้าวเดินออกหลังผับ อาบฉาบด้วยแสงสีน้ำเงิน

The Poet ตระหนักถึงความผิดพลาดจากการขายความบริสุทธิ์พี่สาวของ Xích Lô แสดงสีหน้ารู้สึกผิด เลยตัดสินใจฆ่าปิดปากลูกค้ารายนั้น จนเสื้อขาวอาบฉาบด้วยเลือดแดงฉาน อีกฝ่ายพยายามดิ้นรน กระเสือกกระสน หาหนทางหลบหนีบนดาดฟ้าอาคาร (แลดูเหมือนการเริงระบำความตาย ‘Dance of the Death’) กล้องถ่ายมุมก้ม ราวกับผู้มีอำนาจ/เบื้องบนมองลงมา เคลื่อนเลื่อนไปจนพบเห็นท้องถนนด้านล่าง ก่อนเอาธนบัตรยัดปาก เงินไม่สามารถซื้อได้ทุกสิ่งอย่าง

ผมมองชายคนนี้คือตัวแทนบุคคลผู้มีความลุ่มหลงระเริงไปกับระบอบทุนนิยม ครุ่นคิดว่าอำนาจการเงิน สามารถจับจ่ายซื้อขายได้ทุกสิ่งอย่าง แต่นั่นถือเป็นการบ่อนทำลายจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ (=พรหมจรรย์หญิงสาว)

ทำไมหลังเหตุการณ์ฆาตกรรม ถึงตัดภาพมายังห้องเรียน เด็กๆกำลังขับร้องเพลง? ผมครุ่นคิดว่าเหตุผลการทำเช่นนี้น่าจะเพราะเนื้อเพลงมีนัยยะเคลือบแอบแฝงบางอย่าง แต่หนังดันไม่มีคำแปลซับไตเติ้ล ก็เลยมึนตึง ใครจะไปคาดคิดถึง? หรืออาจเพราะความละอ่อนเยาว์วัย ไร้เดียงสาของเด็กๆ ขัดแย้งกับภาพผู้ใหญ่ กร้านโลก กระทำสิ่งชั่วร้าย นี่คือช่วงเวลาผ่อนคลายเล็กๆ ลมสงบก่อนการมาถึงของพายุลูกใหญ่

ค่ำคืนนี้มีงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่! พบเห็นเครื่องเส้นไหว้ แต่งชุดอ่าวหญ่าย ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ ส่วนบุตรชายนั่งเล่นรถดับเพลิงอยู่นอกบ้าน อ้าปากหวอเหมือนปลากำลังหายใจเฮือกสุดท้าย ส่วนเด็กๆก็ทำท่าเลียนแบบ (นี่เป็นการเปรียบเทียบแบบเหมารวม เด็กชาย = ชาวเวียดนาม = ปลาทองถูกเลี้ยงไว้ในตู้ ต้องแหวกว่าย กระเสือกกระสน ต่อสู้ดิ้นรน ไร้หนทางแห่งอิสรภาพ)

เมื่อตอนที่เจ๊เจ้าของสามล้อถีบพูดว่า “Why do you love paint so much?” สังเกตใบหน้าบุตรชายอาบเปื้อนด้วยเลือดแดงฉาน ซึ่งจะมองว่านั่นคือสีๆหนึ่งก็ได้กระมัง ความหมายจากธงชาติเวียดนามก็คือการต่อสู้ ความตาย เสียสละเพื่อประเทศชาติบ้านเกิด

The Poet เพราะมิอาจอดรนทนกับตนเองได้อีกต่อไป จึงจุดไฟเผาห้องพัก ทำให้ทุกสรรพสิ่งอย่างมอดไหม้ (หรือจะมองว่าเป็นการแก้แค้นตนเอง คล้ายตอนกลางเรื่องที่ Xích Lô จุดไฟเผาโจรปล้นจักรยาน)

อีกสิ่งน่าสนใจคือภาพนาฬิกา ตอนต้นเรื่องมันคือสถานที่เก็บซ่อนเงินของ The Poet ขณะนี้เปลวเพลิงกำลังลุกลาม ธนบัตรภายในจึงปลิดปลิวออกมา เพื่อสื่อว่าเงินไม่สามารถซื้อเวลา ซื้อชีวิต ทำให้จิตวิญญาณมอดไหม้ เหลือเพียงเถ้าถ่าน

ตอนพบเห็น Xích Lô ละเลงสีลงบนใบหน้า ผมนึกถึงภาพยนตร์ Pierrot le Fou (1965) ขึ้นมาโดยพลัน! แสดงความคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก ไม่สามารถควบคุมตนเอง เสียงเป่าขลุ่ยราวกับลมหายใจเฮือกสุดท้าย ซึ่งในบริบทของหนังคืออาการมึนเมาระหว่างเสพยา(เกินขนาด) ทำให้แทนที่จะสังหารเป้าหมาย เกือบกลายเป็นการฆ่าตัวตาย

(จะว่าไปเปลวไฟแดง เป็นสีตรงกันข้ามกับน้ำเงิน นั่นสามารถสื่อว่าความตายทางร่างกายของ The Poet = ความตายทางจิตวิญญาณของ Xích Lô)

ไม่ใช่แค่ละเลงสีสัน Xích Lô ยังทำการคาบปลาทอง (แต่ถูกย้อมสีเหลือง) ดิ้นกระแด่วๆ สื่อความหมายเดียวกับบุตรชายของเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ แทนความกระเสือกกระสน ต่อสู้ดิ้นรน เหมารวมถึงชาวเวียดนามยุคสมัยนั้น

พี่สาวของ Xích Lô นั่งอย่างหมดอาลัยในห้องพักของ The Poet ที่หลงเหลือเพียงเถ้าถ่าน ปกคลุมด้วยแสงสีน้ำเงิน มอบสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน กล้องถ่ายจากเบื้องบนก้มลงมา ค่อยๆเคลื่อนไหล ก่อนไปสิ้นสุดยังต้นไม้สีเขียวในกระถาง (ดูสดชื่น มีชีวิตชีวา) ราวกับว่าท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง ทุกสิ่งอย่างสามารถเริ่มต้น(ชีวิต)ใหม่

มันช่างเป็นความเหมาะเจาะพอดี ที่ค่ำคืนแห่งหายนะตรงกับวันสิ้นปี ประเพณีชาวเวียดนามก็นิยมไปไหว้พระ อธิษฐานขอพร จุดธูปไม่รู้กี่ดอก ขอให้เรื่องร้ายๆพานผ่านพ้นไป

พี่สาวของ Xích Lô เดินเตร็ดเตร่ไปจนรุ่งเช้า นั่งเหงาอยู่ริมคลอง แล้วจู่ๆมีเด็กคนหนึ่งเข้ามาจูงมือพาข้ามสะพาน นั่นคือสัญลักษณ์ของการก้าวผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย ให้สามารถเริ่มต้นชีวิต/ปีใหม่

วินาทีที่เจ๊เจ้าของสามล้อถีบถูกไฟช็อต ความเจ็บปวดทางร่างกาย ทำให้เธอไม่สามารถอดกลั้นความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุตรชาย ตรงเข้าไปโอบกอด Xích Lô ระบายความรู้สึกภายในออกมา … ผมพยายามจับจ้องอยู่นานว่าสิ่งติดอยู่ในผม Xích Lô คืออะไร? ก่อนพบว่าเจ้าปลาทองนั่นไง

ความตายของเจ้าปลาทอง น่าจะสื่อถึงการหมดเวรหมดกรรม ความคาดหวังของผกก. Trần Anh Hùng ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จักสามารถทำลายวงจรอุบาศว์ในประเทศเวียดนามให้หมดสิ้นลง

ภาพสุดท้ายของหนังก่อน Closing Credit ถ่ายจากเบื้องบน พบเห็น Xích Lô ปั่นสามล้อถีบพาครอบครัวออกเดินทาง สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ สอดคล้องเข้ากับเสียงบรรยายเล่าถึงเจ้าแมวเหมียวที่หวนกลับมาหา รูปร่างหน้าตาดูหล่อเหลายิ่งกว่าเดิมเสียอีก!

ขณะเดียวกันเจ้าเหมียวตัวนี้ยังทำให้ Xích Lô หวนระลึกถึงบิดา เพราะครั้งสุดท้ายพบเจอวันเดียวกับที่บิดาเสียชีวิต (กำลังนอนอาบแดดร่วมกัน) เลยครุ่นคิดว่ามันคงตายจากไปแล้ว ซึ่งการหวนกลับมาของเจ้าเหมียว คงทำให้เขารู้สึกเหมือนบิดาหวนกลับมาเช่นเดียวกัน!

Yesterday, the cat came back. We thought he was dead. He’s even more handsome than before so handsome, nobody recognized him. I remember my father right before he died. It was a Sunday the only day he took a nap at home. The cat was sleeping in the sun. A gash across his face. My father slept swinging his leg. I was a child. I remember watching my father’s knee, for a long time.

ตัดต่อโดย Nicole Dedieu, Claude Ronzeau

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Xích Lô ตั้งแต่เริ่มทำงานสามล้อถีบ ครั้งหนึ่งปั่นไปต่างที่ต่างถิ่น โดนนักเลงละแวกนั้นลักขโมยจักรยาน จำต้องผันตัวสู่โลกอาชญากร ได้รับการเสี้ยมสอนโดย The Poet ที่ก็ชักนำพาพี่สาว (ของ Xích Lô) เข้าสู่แวดวงโสเภณีเช่นเดียวกัน

  • อารัมบท, วิถีชีวิตของ Xích Lô
    • ปั่นสามล้อถีบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ
    • ตกเย็นขับรถไปรับปู่ทำงานสูบลมยาง, พบเห็นพี่สาวแบกหามส่งน้ำ และน้องสาวคนเล็กรับจ้างขัดรองเท้า
  • จักรยานถูกลักขโมย
    • วันหนึ่ง Xích Lô ไปส่งลูกค้าต่างถิ่น แล้วถูกเขม่นโดยนักเลงเจ้าที่
    • วันถัดมาจักรยานของ Xích Lô จึงถูกลักขโมยไปซึ่งๆหน้า
    • เจ๊เจ้าของสามล้อถีบจึงแนะนำ Xích Lô ให้กับ The Poet พาไปยังห้องพักสำหรับหลบซ่อนตัว
    • พี่สาวของ Xích Lô เดินทางมาหา The Poet จำยินยอมกลายเป็นโสเภณี
  • ช่วงการพิสูจน์ตนเอง โหยหาการยินยอมรับ
    • Xích Lô หลบหนีออกจากห้องพัก แต่ก็ถูกจับกลับมาคุมขัง
    • The Poet พาพี่สาวของ Xích Lô มาเยี่ยมเยียนครอบครัว แต่เขากลับถูกบิดาเฉดหัวขับไล่
    • Xích Lô จุดไฟในขวดใส่น้ำมันแก๊สโซลีน เขวี้ยงขว้างใส่บ้านพักของศัตรูคู่อาฆาต
    • หลังสามารถหลบหนีเอาตัวรวด Xích Lô ต้องการจะเข้าร่วมกลุ่มอาชญากรของ The Poet
    • The Poet จึงนำพา Xích Lô มาให้พบเห็นการฆาตกรรมของ Mr. Lullaby
  • การสูญเสียความบริสุทธิ์
    • พี่สาวของ Xích Lô เหมือนว่าจะตกหลุมรัก The Poet
    • Xích Lô ได้รับภารกิจขนส่งยาจากโรงเชือด ระหว่างทางถูกตำรวจดัดตรวจค้น บังเอิญว่ามีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง เลยสามารถเอาตัวรอดหวุดหวิด แต่ก็พบเห็นภาพติดตาฝังใจ
    • Xích Lô ต้องการจะออกจากวังวนอาชญากรรม แต่กลับได้รับมอบหมายลอบสังหารใครบางคน
    • The Poet ตัดสินใจขายพี่สาวของ Xích Lô ให้กับลูกค้ารายหนึ่ง โดยไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายยังเป็นสาวบริสุทธิ์
  • อารมณ์เกรี้ยวกราด ทำลายล้าง
    • วันถัดมาพี่สาวของ Xích Lô กรีดข้อมือจะฆ่าตัวตาย รับไม่ได้การถูกข่มขืน
    • The Poet ลงมือฆ่าปิดปากลูกค้ารายนั้น แล้วกลับมาห้องพัก เผาทุกสิ่งอย่างให้มอดไหม้วอดวาย
    • Xích Lô เสพยาเกินขนาดจนมึนเมามาย ทำให้ไม่สามารถลงมือลอบสังหารใคร
    • บุตรชายของเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ ประสบอุบัติเหตุถูกรถดับเพลิง(ที่กำลังจะมาดับเพลิงห้องพัก The Poet)พุ่งชนเสียชีวิต
  • ปัจฉิมบท
    • ความสูญเสียดังกล่าวทำให้ Xích Lô ได้รับการปลดปล่อย หวนกลับไปประกอบอาชีพปั่นสามล้อถีบ

โดยปกติแล้วสไตล์ของผู้กำกับ Trần Anh Hùng มักไม่ค่อยมีคำอธิบายเรื่องราวใดๆ ว่ามันเกิดเหตุการณ์ห่าเหวอะไร ให้อิสระในการครุ่นคิดตีความ แต่สำหรับ Cyclo (1995) หลายครั้งได้ยินเสียงบรรยาย ไม่ก็อ่านออกเสียงบทกวีนิพนธ์ ถึงจากนั้นผู้ชมยังต้องไปขบคิดต่อเอาเอง ไม่ใช่การเล่าเรื่องว่ามีอะไรกำลังบังเกิดขึ้น

โครงสร้างของหนังมีการดำเนินเรื่องคู่ขนานกันบ่อยครั้ง ระหว่าง Xích Lô และพี่สาว ซึ่งเรื่องราวมักมีความสอดคล้อง หรือแฝงนัยยะบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน ยกตัวอย่าง

  • Xích Lô โดนบีบบังคับให้เข้าร่วมกลุ่มอาชญากร = พี่สาวถูกบีบบังคับให้กลายเป็นโสเภณี (แต่ยังไม่เสียความบริสุทธิ์)
  • Xích Lô ทำการล้างแค้นโจรปล้นสามล้อ = พี่สาวมีความคุ้นเคยชินกับอาชีพโสเภณี
  • Xích Lô ได้รับภารกิจลอบสังหาร = พี่สาวถูกหลอกขายตัว สูญเสียพรหมจรรย์

โดยปกติแล้วภาพยนตร์แนว Neo-Realism นิยมใช้เสียงธรรมชาติ บันทึกจากสถานที่จริง (เสียงพื้นหลังจึงมีความอื้ออึง ค่อนข้างหนวกหู) ในส่วนเพลงประกอบมักมีลักษณะ ‘diegetic music’ ดังขึ้นจากแหล่งกำเนิดเสียง พบเห็นขับร้อง-บรรเลง ในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีทั้งเพลงพื้นบ้าน (Ca Dao แปลว่า Folk Songs) ท่วงทำนองกล่อมเด็ก (Ru Con แปลว่า Lullaby) และดนตรีป็อปร่วมสมัยนั้น

  • Nắng Chiều (แปลว่า Sunny afternoon) โดยสองศิลปินพิการข้างถนน Nguyen Van Ngoc และ Tran Van Hai
  • Just Like You ของวงร็อค Rollins Band ดังขึ้นระหว่าง Xích Lô เข้าไปเที่ยวในผับ
  • Thằng Bờm (แปลว่า Little Bờm) ขับร้องโดยเจ๊เจ้าของสามล้อถีบ (รับบทโดย Nguyen Nhu Quynh) ขับกล่อมบุตรชายสติไม่สมประกอบ
  • Em ơi, Hà Nội phố (แปลว่า Little Sister, Hanoi City) ขับร้องโดย Thanh Lam ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
  • Hoa Tím Ngoài Sân (แปลว่า Purple Flowers in the Yard) ขับร้องโดย Lê Khanh ดังขึ้นระหว่างสาวๆกำลังเล่นสนุกสนาน
  • Creep ของวง Radiohead ดังขึ้นในไนท์คลับก่อนเสียความบริสุทธิ์
  • บทเพลงขับร้องและบรรเลง Mandolin (Closing Credit) โดยเด็กๆจาก Children Of The Kinderhouse Of Saïgon

ผมเลือกบทเพลง Em ơi, Hà Nội phố (แปลว่า Little Sister, Hanoi City) ซึ่งมีเนื้อร้องในเชิงเปรียบเทียบหญิงสาว=กรุง Hanio (แต่หนังถ่ายทำในนคร Ho Chi Minh) เธอทอดทิ้งฉันไว้ให้พานผ่านฤดูกาลหนาวเหน็บ เย็นยะเยือกทางร่างกาย สั่นสะท้านทรวงใน … เป็นการรำพันความสัมพันธ์ระหว่าง The Poet และสาวๆในสังกัด พวกเธอต่างตกหลุมรัก แต่เขากลับไม่เคยมีใจให้

คำร้องเวียดนามคำแปลอังกฤษ
Em ơi, Hà Nội phố
Ta còn em mùi hoàng lan
Ta còn em mùi hoa sữa
Con đường vắng rì rào cơn mưa nhỏ
Ai đó chờ ai tóc xõa vai mềm.

Ta còn em cây bàng mồ côi mùa đông
Ta còn em nóc phố mồ côi mùa đông
Mảnh trăng mồ côi mùa đông
Mùa đông năm ấy
Tiếng dương cầm trong căn nhà đổ
Tan lễ chiều sao còn vọng tiếng chuông ngân?

Ta còn em một màu xanh thời gian
Từng chiều phai tóc em bay
Chợt nhòa, chợt hiện
Người nghệ sĩ lang thang hoài trên phố
Bỗng thấy mình chẳng nhớ nổi một con đường?

Ta còn em hàng phố cũ rêu phong
Và từng mái ngói xô nghiêng
Nao nao kỷ niệm
Chiều Hồ Tây lao xao hoài con sóng
Chợt hoàng hôn về tự bao giờ?
Little sister, Hanoi, old streets
You’re all that’s left me, orchid scent
You’re all that’s left me, alstonia flower
Rain whispering down deserted streets
Waiting for a woman, wind swept hair, tender shoulders

You’re all that’s left me, winter tree
You’re all that’s left me, icy abandoned street
Slip of winter moon
That year’s winter
where the voice of a piano echoes
Late into the night a bell still chimes

You’re all that’s left me, color of time
The evening fades, your hair flutters
Suddenly blurred, suddenly appeared
The poet wanders in vain through the streets
Suddenly realizing he has lost his way

You’re all that’s left me, old streets covered in moss
Every creaky old rooftop
In my topsy-turvy memory
Floating over the waves of West Lake
Suddenly twilight has fallen When it fell, I don’t know
You’re all that’s left me, orphaned winter tree

นอกจากนี้ Cyclo (1995) ยังมีการเพิ่มเติม ‘non-diegetic’ ประพันธ์โดย Tôn-Thất Tiết ในลักษณะคล้ายๆสร้อยของบทกวี มักดังขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องการสร้างสัมผัสทางอารมณ์ ให้มีความรุนแรงเข้มข้น ผู้ชมบังเกิดความรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ขณะนั้นๆ

Tôn-Thất Tiết (เกิดปี 1933) คีตกวีสัญชาติ Vietnamese-French เกิดที่ Huê เดินทางสู่ Paris ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 เพื่อมาร่ำเรียนการแต่งเพลงยัง Conservatoire de Paris เคยเข้าคลาสของ Jean Rivier และ André Jolivet รับอิทธิพลการผสมผสานเพลงบทเพลงพื้นบ้านเข้ากับดนตรีตะวันตก (Eastern & Western) จบออกมามีผลงานประพันธ์ซิมโฟนี ออร์เคสตรา บัลเล่ต์ เพลงประกอบภาพยนตร์, เมื่อปี ค.ศ. 1993 ก่อตั้งสมาคม France-Vietnam Music Association เพื่อโปรโมทบทเพลงพื้นบ้าน (Traditional Music) ในประเทศเวียดนาม

ในอัลบัมเพลงประกอบ งานเพลงของ Tôn-Thât Tiêt ใช้ชื่อเรียก Suite Symphonique มีทั้งหมด 5 Movement ประกอบด้วย Part I, II, III, Epilogue และ Appendix น่าเสียดายที่หาคลิปมาให้รับฟังทั้งหมดไม่ได้

Cyclo (1995) นำเสนอเรื่องราวชายปั่นสามล้อถีบ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางเอาตัวรอดปลอดภัย โชคชะตานำพาให้เข้าสู่โลกอาชญากรรม พบเห็นความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ มุมมืดของประเทศเวียดนาม เกิดความตระหนักว่านั่นไม่ใช่สถานที่ของตน ยังดีที่ไม่ได้ก้าวถล้ำลึก จึงมีโอกาสกลับตัวกลับใจ ถอยหลังออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผกก. Trần Anh Hùng เมื่อครั้นเดินทางหวนกลับเวียดนาม เพื่อสำรวจสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ The Scent of Green Papaya (1993) คาดไม่ถึงว่าประเทศบ้านเกิดผ่านมาหลายสิบปี (อพยพหนีออกนอกประเทศตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม) กลับยังมีสภาพเสื่อมโทรม ล้าหลัง พบเห็นความทุกข์ยากลำบากผู้คน ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน ปากกัดตีนถีบ เพียงหาหนทางเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่มีความฝัน ไม่รู้อนาคต เมื่อไหร่อะไรๆจะดีขึ้นกว่าวันวาน

Neo-Realist เป็นแนวภาพยนตร์ที่มีความสองแง่สองง่าม ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้ชม

  • ในแง่มุมของผู้สร้าง ส่วนใหญ่ต้องการบันทึกภาพ ประวัติศาสตร์ เก็บฝังไว้ใน ‘Time Capsule’ ให้คนรุ่นหลังได้พบเห็นวิถีชีวิต ผู้คน สภาพสังคมในยุคสมัยนั้นๆ
    • บางครั้งอาจยังต้องการให้ผู้ชม ตระหนักถึงสภาพเป็นจริงในสังคมขณะนั้นๆ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง อนาคตต้องดีกว่าวันวาน
  • การนำเสนอมุมมืด สิ่งชั่วร้าย สภาพสังคมเสื่อมโทรมทราม สำหรับประเทศฟากฝั่งสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์ มักมองว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

สำหรับผกก. Trần Anh Hùng อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศบ้านเกิด เพียงนำเสนอสภาพเป็นจริงของสังคม เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับชาวเวียดนาม โดยใช้สารพัดเหตุการณ์รุนแรงในเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนจิตสำนึก/ความทรงจำจากสงคราม (Vietnam War) ที่ยังคงติดตามมาหลอกหลอนถึงปัจจุบัน(นั้น)

As you know, in Japan, modern dance has stopped being what it was after Hiroshima. For me, cinema can no longer be what it was after the Vietnam war.

The violence in the film is not just a description of a bleak aspect of what Vietnam is today; it really carries my consciousness and memory of that war.

Trần Anh Hùng

เวียดนามทำการเปิดประเทศมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 (มีคำเรียก Đổi Mới นโยบายเศรษฐกิจใหม่ของเวียดนาม มุ่งเน้นตลาดเสรี แต่ใช้ระบบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์) แต่เพราะสภาพสังคมที่ถูกแช่แข็ง หยุดนิ่งมาหลายปี (ตั้งแต่สงครามเวียดนาม) มันจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

“เงิน” คืออิทธิพลจากชาติตะวันตกที่เผยแพร่เข้ามาถึง กลายเป็นปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต ผู้คนพยายามทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้ครอบครอง ปลดแอกความทุกข์ยากลำบาก ก้าวออกไปจากสลัม สร้างความสุขสบาย เติมเต็มความต้องการร่างกาย เคลิบเคลิ้ม หลงระเริง มึนเมาไปกับแสงสีเสียง แต่โดยไม่รู้ตัวมันเป็นสิ่งกลับบ่อนทำลายจิตวิญญาณมอดไหม้ หลงเหลือเพียงความเวิ้งว่างเปล่าทรวงใน

Xích Lô สูญเสียบิดาจากอุบัติเหตุ ตรงกันข้ามกับ The Poet แม้ยังมีชีวิตอยู่แต่ปฏิเสธยินยอมรับบุตรชาย ทั้งสองต่างถือว่ามีปมเกี่ยวกับการสูญเสีย ‘father figure’ บุคคลสำหรับเป็นต้นแบบอย่างในการดำรงชีวิต … นี่คือบทสรุปที่ผกก. Trần Anh Hùng พยายามสื่อถึงสภาพเสื่อมโทรม ล้าหลังของเวียดนาม(ขณะนั้น) เพราะขาดผู้นำที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทาง บริหารประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

When I started writing the script, my intention was to talk about rapport between fathers and sons. The idea comes from a physical sensation that swells up in me from time to time, that I’m doing the same gestures as my father did–and I’ve been able to verify that through writings, music preferences, etc. If in today’s Vietnam, you take some one like Cyclo, who has no father, no education, no future, which moral yardstick can he use in order to grow?

The film presents variations on that theme. Cyclo’s father is dead, yet present in his memory; the poet’s father is physically present, but dead in his son’s mind. Which makes it logical for these two guys to come together and become almost like brothers.

เมื่อตอนสรรค์สร้าง The Scent of Green Papaya (1993) ผกก. Trần Anh Hùng พยายามสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง & มารดา แทนด้วยหญิงชาวเวียดนามที่อยู่ภายใต้ระบอบปิตาธิปไตย (Patriarchy)

Cyclo (1995) สลับมาที่ความสัมพันธ์กับบิดา ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายล้มหายตายจาก แต่เป็นการสะท้อนถึงอิทธิพลที่มีต่อบุตรชาย แม้ไม่ค่อยแสดงออกความรัก หรืออยู่เคียงชิดใกล้ สายสัมพันธ์ฉันท์พ่อ-ลูก ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสายเลือด สืบทอดจากบรรพบุรุษ

And when Cyclo resumes his rapport with his father, he is, in a way, spiritually liberated, as through his father, he reestablishes a rapport with his ancestors. The oldest cult in Vietnam is that of ancestors’, and its most important rule is, “Live as good a life as you can, so that you can transmit to those that follow you, just as those before you tried to do for you.”


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Venice ได้เสียงตอบรับอย่างดีล้นหลาม สามารถคว้ามาสองรางวัล Golden Lion และ FIPRESCI Prize … แต่เป็นปีที่ไม่ค่อยมีหนังน่าจดจำเข้าฉายสักเท่าไหร่ La Cérémonie, Maborosi, The Deathmaker, The Star Maker ฯ

การถูกแบนห้ามฉายในเวียดนาม ทำให้ชื่อเสียงของผกก. Trần Anh Hùng (ในสายตาชาวเวียดนาม) หมดความน่าเชื่อถือโดยพลัน แม้พยายามแก้มือใหม่ด้วย The Vertical Ray of the Sun (2000) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ ‘Vietnam Trilogy’ แต่กลับไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ ดูสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองไปไม่น้อยเลยละ

ปัจจุบันหนังหารับชมได้ค่อนข้างยากยิ่ง ผมพบเจอเพียง DVD จัดจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2004 คุณภาพตามมีตามเกิด (แต่เข้ากับบรรยากาศ Neo-Realist ได้ดีมากๆ) โอกาสบูรณะช่างน้อยนิด เพียงคาดหวังว่า Criterion จะให้ความสนใจเข้าสักวัน

แม้ส่วนตัวรู้สึกเบื่อๆกับพล็อตจักรยานถูกขโมย แต่หลงใหลรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในสไตล์ผกก. Trần Anh Hùng ให้อิสรภาพผู้ชมในการขบครุ่นคิด ทำความเข้าใจวิถีชีวิต พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามยุคสมัยนั้น ที่ต้องอดรนทน ต่อสู้ดิ้นรน ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาชีพรอดปลอดภัย อาเหลียงคือสีสัน และจบอย่างหนังอาร์ทได้น่าประทับใจ

จัดเรต 18+ กับเรื่องราวอาชญากร สภาพสังคมเสื่อมโทรมทราม

คำโปรย | Cyclo ปั่นสามล้อถีบรอบกรุง Ho Chi Minh พบเห็นสภาพเป็นจริงที่สังคมนิยมไม่ให้การยินยอมรับ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: