Y Tu Mamá También (2001)

Y Tu Mamá También

Y Tu Mamá También (2001) Mexican : Alfonso Cuarón ♥♥♥♥

ทริปของสองวัยรุ่นหนุ่ม เพื่อหวังฟันหญิงกลางคนสุดเซ็กซี่ เธอย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแน่ แต่ทำไมถึงยินยอมร่วมออกเดินทางสู่เป้าหมายไม่รู้มีอยู่จริงหรือเปล่า

Y Tu Mamá También ภาษา Spanish แปลว่า And your mother too. ภาษาไทยคงประมาณ ‘แม่มึงตาย’ ถ้าใช้แบบปกติถือว่าไม่หยาบคายเท่าไหร่ แต่ในบริบทด่าทอ ตอบโต้ จัดเป็นคำหยาบคายรุนแรงที่สุดของภาษาสเปนเลยละ!

ภาพยนตร์แนว Road Movie แทบทั้งนั้นคือเรื่องราวของการออกเดินทางค้นหาตัวเอง เติบโต ก้าวข้ามวัย ‘Coming-Of-Age’ สำหรับ Y Tu Mamá También ถือว่าไม่แตกต่าง ซึ่งก็ได้มีนัยยะบางอย่างแฝงซ่อนเร้นไว้อีก 3-4 ชั้น
– หน้าหนัง เรื่องราวของสองวัยรุ่นหนุ่ม Mexican หวังฟาดสาวสวยสุดเซ็กซี่ แม้จะเคยฟันหญิงมามาก แต่เธอคนนี้ถือเป็นการ ‘ขึ้นครู’ ไม่ใช่แค่น้ำแตกแล้วแยกทาง แต่ยังเสี้ยมสั่งสอนให้พวกเขาเรียนรู้จักความต้องการแท้จริงของอิสตรี
– เนื้อในคือการเติบโตของสองหนุ่ม ไม่ใช่แค่เรื่อง Sex แต่รวมถึงใช้ชีวิต เรียนรู้จักแบ่งปัน ประณีประณอม เอาใจเขามาใส่ใจเรา
– การเติบโตของสองหนุ่มสู่วัยรุ่น สะท้อนพัฒนาการประเทศ Mexico จากเคยด้อยพัฒนา มุ่งสู่กำลังพัฒนา (หรือคือ Adult Country)
– และที่สุดคือเรื่องราวการเติบโต ความทรงจำ หวนกลับบ้านเกิด Mexico ของผู้กำกับ Alfonso Cuarón และน้องชาย Carlos Cuarón (เป็นผู้ร่วมเขียนบท)

Alfonso Cuarón Orozco (เกิด 1961) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Mexican เกิดที่ Mexico City โตขึ้นเข้าเรียนสาขาปรัชญา National Autonomous University of Mexico ตามด้วยสร้างภาพยนตร์จาก Centro Universitario de Estudios Cinematográficos รุ่นเดียวกับ Carlos Marcovich และตากล้องคู่ใจ Emmanuel Lubezki สร้างหนังสั้นเรื่องแรก Vengeance Is Mine, เริ่มต้นอาชีพในวงการ ฝ่ายเทคนิครายการโทรทัศน์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับบางตอน ช่วยงานภาพยนตร์ ผลงานเรื่องแรก Sólo con Tu Pareja (1991) ได้รับความนิยมอย่างสูงใน Mexico จึงถูกรับการเรียกตัวจาก Sydney Pollack กำกับตอนหนึ่งของซีรีย์ Fallen Angels (1993-95) ชื่อ Murder, Obliquely ตามด้วยภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง A Little Princess (1995) และ Great Expectations (1998)

หลังจากพักอาศัยอยู่อเมริกามาเกือบๆทศวรรษ ก็ถึงเวลาหวนกลับบ้านเก่าสักที

“One of the reasons why I wanted to do this film was because I wanted to go back to my roots, and I’m not talking about Mexico, but my creative roots: to make a film that we would have loved to do before going to film school”.

– Alfonso Cuarón

ร่วมงานกับน้องชาย Carlos José Cuarón Orozco (เกิดปี 1966) ที่เคยพัฒนาบทหนังเรื่องแรกให้พี่ Sólo con tu pareja (1991) ว่ากันความความยาวแค่ไม่กี่สิบแผ่นกระดาษ ให้มีความ ‘Minimal’ ที่สุด แล้วค่อยไป ‘Improvised’ ระหว่างการเดินทางถ่ายทำ

“This all goes back to our original idea of 15 years ago, in which we would do a low-budget road movie that would allow us to go with some young actors and semi-improvise scenes and have a bare storyline but not be afraid of adding things as we went”.

พื้นหลังปี 1999, เรื่องราวของ Julio (รับบทโดย Gael García Bernal) กับเพื่อนสนิท Tenoch (รับบทโดย Diego Luna) เริ่มต้นพบเห็นทั้งคูู่กำลังมี Sex กับแฟนสาว ต่อมาเข้าร่วมงานแต่งงานที่เต็มไปด้วยคนใหญ่คนโตเต็มสนามม้า พบเห็น Luisa (รับบทโดย Maribel Verdú) สาวสวยเซ็กซี่วัยกลางคน แม้เธอจะแต่งงานแล้วกับพี่เขย Jano แต่ชายหนุ่มทั้งสองกลับยังหวังฟาดฟัน สักครั้งในชีวิตก็ยังดี ชักชวนเธอร่วมทริปออกเดินทางสู่ Boca del Cielo (Heaven’s Mouth) ภายหลังตอบตกลงซะงั้น แล้วจะทำยังไงต่อให้ได้แอ้มละเนี่ย

นำแสดงโดย María Isabel Verdú Rollán (เกิดปี 1970) นักแสดงหญิง สัญชาติ Spanish เกิดที่กรุง Madrid ตั้งแต่อายุ 13 เป็นโมเดลลิ่ง นักแสดงโฆษณา ละครโทรทัศน์ สำหรับภาพยนตร์เริ่มมีชื่อเสียงจาก Amantes (1991), ผลงานเด่นๆ อาทิ Belle Époque (1992), Y tu mamá también (2001), Pan’s Labyrinth (2006) ฯ

รับบท Luisa Cortés เพราะการตรวจพบเจอบางสิ่งอย่างในตนเอง เลยพยายามครุ่นคิดหาทางออกโอกาสเหมาะ กระทั่งว่าวันหนึ่งสามี Jano โทรศัพท์มาบอกว่ามีชู้ร่วมรักกับหญิงอื่น นั่นไม่ใช่ชวนสาเหตุของการเลิกร้างรา แต่คือแรงผลักดันข้ออ้างออกเดินทางโดยไม่บอกบางสิ่งอย่างนั้นแก่เขา ต้องการใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ กับชายหนุ่มน้อยสองคนที่ทั้งรู้ว่าคงหวังเพียงฟาดฟัน แล้วจะทำอย่างไรให้พวกเขาไม่เกิดความขัดแย้งต่อกันขึ้นภายหลัง

หนังทั้งเรื่องชี้ชักนำความคิดของผู้ชม ว่าเหตุผลการออกเดินทางร่วมคณะกับสองหนุ่มของ Luisa เพราะต้องการเลิกร้างหย่ารากับสามี กระทั่งถึงตอนจบเมื่อความจริงบางอย่างได้รับการเปิดเผย จะพบว่าทั้งหมดที่เข้าใจกันมานั้นถือว่าคลาดเคลื่อนโดยสิ้นเชิง!

ไม่รู้เหมือนกันว่า Verdú รับทราบตอนจบแบบนั้นของหนังหรือเปล่า เพราะการแสดงของเธอสามารถตีความได้ทั้งสองแบบอย่างแนบเนียน แต่ถ้ารับรู้เข้าใจต้องถือว่าลึกล้ำมากๆ เพราะทุกฉากที่เธอร่ำร้องไห้มันแฝงเร้นความรู้สึกอย่างอื่นอยู่ด้วย โดยเฉพาะฉากคุยในตู้โทรศัพท์ (และมีภาพสะท้อนในกระจกของสองหนุ่ม กำลังเล่นโต๊ะฟุตบอลกันอยู่) ตกลงแล้วต้องการเลิกร้างราสามีจริงๆหรือเปล่า? ไฉนยังมัวแต่ทำหน้าเศร้าซึม รู้สึกผิด รวดร้าวรุนแรงขนาดนั้น!

Gael García Bernal (เกิดปี 1978) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Mexican เกิดที่ Guadalajara, Jalisco ทั้งพ่อ-แม่ต่างเป็นนักแสดง/ผู้กำกับ เลยเกิดความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเลือกเข้าเรียนปรัชญายัง National Autonomous University of Mexico แต่เกิดการประท้วงหยุดเรียน เลยออกท่องยุโรป ย้ายไปอยู่ London และได้เข้าเรียน Central School of Speech and Drama จบออกมาหวนกลับบ้านเกิดเป็นนักแสดง Soap Operas ประสบความสำเร็จพอสมควร, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจาก Amores Perros (2000), ตามด้วย Y tu mamá también (2001), The Crime of Father Amaro (2002), Bad Education (2004),The Motorcycle Diaries (2004), Babel (2006) ฯ

รับบท Julio Zapata จากครอบครัวชนชั้นกลาง เป็นพวกซ้ายจัด มีพี่สาวชอบเดินขบวนประท้วง(ขับไล่รัฐบาล?) เข้าร่วมงานเลี้ยงแต่งงานในฐานะเพื่อนสนิทของ Tenoch พบเห็นตกหลุมรักแรกพบ Luisa ชักชวนเพื่อนรักให้แนะนำ อี๋อ๋อ ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือคาดหวังฟัน แล้วโชคชะตาก็เข้าข้าง เลยยืมรถจากพี่เป็นคนขับออกเดินทาง

หลังจากพบเห็น Luisa ร่วมรักกับ Tenoch เกิดความขุ่นเคือง อิจฉาริษยา เลยพูดบอกความจริงบางอย่างแทงใจดำอดีตเพื่อนรัก จนมองหน้ากันไม่ติด ภายหลังเมื่อ Luisa ตัดสินใจร่วมรักกับเขา เลยโดนย้อนแย้งสวนเข้ากลับเข้าหาตนเองเข้าอย่างจังจนแทบรับไม่ได้เช่นกัน

ภาพลักษณ์ของ Bernal ดูมีความขึงขัง จริงจังมากกว่า Luna เวลาหงุดหงิด เกรี้ยวกราดโกรธ จึงมักทะลักความรุนแรงออกมา นี่ถ้าทุกครั้งไม่มีอะไรกั้นขวางไว้ เชื่อว่าคงได้ใช้กำลังชกต่อย เจ็บตัวอย่างแน่แท้

Diego Luna Alexander (เกิดปี 1979) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ Mexican เกิดที่ Toluca แต่มาเติบโตยัง Mexico City พ่อเป็นนักแสดง/นักออกแบบฉากโอเปร่า ชื่นชอบนำพาลูกชายมาสอนสั่ง เรียนรู้ ตั้งใจโอบอุ้มชูให้เลือกสายการแสดงเหมือนตนเอง เติบโตขึ้นมีผลงาน Telenovelas/ซีรีย์ Soap Opera หลายเรื่อง ขณะที่ภาพยนตร์แจ้งเกิดกับ Y Tu Mamá También (2001), Frida (2002), The Terminal (2004), Rogue One (2016) ฯ

รับบท Tenoch Iturbide พ่อเป็นนักการเมืองระดับสูง ขนาดว่างานแต่งลูกสาวเชิญท่านประธานาธิบดีมาร่วมงาน ตนเองอยากเป็นนักเขียนแต่ถูกบังคับให้เรียนเศรษฐศาสตร์ ใช้ชีวิตวันๆเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมา พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ กระทั่งว่าได้รับการติดต่อจากพี่เขย Luisa ร่วมออกเดินทางสู่ Boca del Cielo ได้แอ้มเธอก่อนแล้วถูกเพือนรักดัดหลัง รับไม่ได้ที่พวกเขากำลังจะฟัดกันบนรถ (แต่ก็อยากเห็น) ด้วยความแค้นเลยพูดบอกความจริงบางอย่างกับ Julio เอาตัวรอดด้วยการล็อกกลอนประตู

ในตอนแรก Luna ไม่ได้อยากแสดงหนังเรื่องนี้นัก เพราะตนเองมีผลงาน Soap Opera มากเกินไปจนผู้ชมเริ่มติดภาพลักษณ์ (ประมาณเป็น Teen Idol) แต่หลังจากได้มาทดสอบหน้ากล้อง แสดงคู่กับ Bernal เคมีของพวกเขารับส่งเข้าขากันอย่างมาก พลาดโอกาสนี้ไปอาจไม่มีอีกแล้วเลยตอบตกลงรับบท

Luna เป็นคนที่มีพลังการแสดงอย่างมาก ถ่ายทอดออกมาผ่านตัวละครด้วยลักษณะทีเล่นทีจริง เป็นถึงลูกรัฐมนตรี กลับดูพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ สนุกสนานไร้สาระไปวันๆ

เกร็ด: Luna สวมใส่ไอ้จ้อนปลอมตลอดทั้งเรื่อง เพราะของเขาไม่ได้ขลิบ –”

ถ่ายภาพโดย Emmanuel Lubezki หรือ Chivo ตากล้องยอดฝีมือสัญชาติ Mexican เพื่อนสนิทร่วมรุ่นเดียวกับ Cuarón เจ้าของสามรางวัลติด Oscar: Best Cinematography ประกอบด้วย Gravity (2013), Birdman or (The Unexpected Virtue of Ignorance) (2014), The Revenant (2015)

หนังทั้งเรื่องถ่ายทำด้วยกล้องมือถือ Hand-Held (Arriflex 35 IIC และ Moviecam Compact) โดย 90% ใช้แสงธรรมชาติ (อีก 10% คงเป็นฉากภายในที่ต้องใช้การจัดแสงเพิ่ม) ถือเป็นการนำเสนอทิวทัศนียภาพ ชนบทของประเทศ Mexico ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดแล้ว

ไดเรคชั่นของหนัง สามารถเรียกได้ว่า Documentary-like พบเห็นอะไรสวยๆมุมกล้องงามๆก็บันทึกภาพไว้ ซึ่งการที่นักแสดง ‘Improvised’ แทบทุกช็อตฉาก ส่วนใหญ่เลยเป็น Long-Take ยาวสุดก็ 7 นาที (ฉากที่ร้านอาหารก่อน Threesome) และใช้วิธีไล่เลียงถ่ายทำตาม Sequence (Chronically Order) สร้างความต่อเนื่องได้มาก (ยกเว้นฉากจบที่ร้านอาหาร นั่นเริ่มแรกสุดก่อนออกเดินทาง)

หลายครั้งตัวละครทำโน่นนี่นั่น เข้าห้องน้ำ เดินออกจากห้อง แต่กล้องยังคงเลื่อนลอยเคลื่อนต่อผ่านผนังกำแพงมาจนถึงหน้าต่าง หรือขณะกำลังขับรถพูดคุยสนทนาอย่างออกรส ภาพถ่ายด้านนอกพบเห็นรถทหาร/ตำรวจขับแซงตัดหน้า แล้วหยุดจอดลงจับกุมผู้ต้องสงสัย, เหล่านี้คือการนำเสนอเรื่องคู่ขนาน มันอาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ชักชวนให้ผู้ชมสังเกตจับจ้องมอง ระหว่างที่สามคนนี้ออกเดินทาง ประเทศชาติ/โลกก็ยังคงหมุนไปพร้อมกับพวกเขา

ตัดต่อโดย Cuarón และ Alex Rodríguez สัญชาติ Mexican เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Film Editing เรื่อง Children of Men (2006)

หนังดำเนินเรื่องผ่านสามตัวละครหลัก Luisa Cortés, Julio Zapata, Tenoch Iturbide พร้อมคำบรรยายจากบุคคลที่สาม (โดย Daniel Giménez Cacho) ซึ่งทุกครั้งก่อนได้ยินพูดบอกอะไร เสียงดนตรี/Sound Effect จะเงียบสงัดลง นี่ราวกับเชิงอรรถ (Footnote) สำหรับเติมเต็มเรื่องราวส่วนที่ไม่มีใครกล้าปริปากออกมา

เกร็ด: เห็นว่าเทคนิคนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Masculin Féminin (1966) ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

สำหรับเพลงประกอบ ล้วนเป็น Diegetic Music ดังขึ้นจากวิทยุ ผับบาร์ หรือมีใครกำลังขับร้องเล่นเต้นเมามาย น่าเสียดายสำหรับคนที่ฟังภาษาสเปนไม่รู้เรื่อง ย่อมพลาดโอกาสเข้าใจเนื้อคำร้อง ที่คงสะท้อนกับช่วงขณะเหตุการณ์นั้นๆอย่างแน่แท้

Si No Te Hubieras Ido (1983) แปลว่า If You Hadn’t Left แต่ง/ขับร้องโดย Marco Antonio Solís ดังขึ้นจากตู้เพลง ขณะที่ทั้งสามกำลังโยกเต้น เล้าโลม ก่อนลากพาตัวไปยังห้องหอร่วมรัก

สำหรับ Ending Song ชื่อเพลง Watermelon in Easter Hay แต่งโดย Frank Zappa ได้รับการยกย่องว่า ‘One of the Best Guitar Solo pieces of All Time’

เกร็ด: Zappa เคยร้องขอบอกกับครอบครัวว่า มีสามบทเพลงที่ตนเองไม่อนุญาตให้ขายสิขสิทธิ์นอกจากประกอบอัลบัมเพลง หนึ่งในนั้นคือ Watermelon in Easter Hay แต่หลังจากภรรยา Gail Zappa ได้มีโอกาสรับชมหนัง เกิดความชื่นชอบประทับใจอย่างมาก จนยินยอมมอบบทเพลงนี้ให้ ‘Zappa would be proud of the movie’.

ถือเป็นบทเพลงที่มีความเหมาะเจาะจงลงตัว เข้ากับตอนจบของหนังเป็นอย่างมาก สะท้อนห้วงอารมณ์ของสองหนุ่มที่พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หวนกลับมาพบเจอกัน ต่างยังคงเก็บความทรงจำ/รู้สึกจากวันวาน ซ่อนเร้นไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ แต่จะคืออดีตอันแสนหวาน หรือตราบาปอันรวดร้าวราน ก็อิสระแล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดทำความเข้าใจ

วัยรุ่น คือช่วงเวลาแห่งความคึกคะนอง หัวขบถ ชื่นชอบการลิ้มลองอะไรใหม่ๆ เห็นอะไรก็ตกหลุมรัก เคลิบเคลิ้ม คล้อยตาม (เพราะยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสา) เรียกได้ว่าสนองสันชาติญาณ ตัณหา ความต้องการของตนเองล้วนๆ ซึ่งการที่คนหนุ่มสาวจะสามารถเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จำต้องมีตัวแบบอย่าง ‘Idol’ หรือได้รับการเสี้ยมสั่งสอน ชี้ชักแนะนำพา ไปสู่แนวคิดหนทางถูกต้องเหมาะสมควร

สองวัยรุ่นหนุ่ม Julio และ Tenoch แม้จะมีพื้นฐานเบื้องหลังแตกต่าง ตัวแทนของ ประชาชนชั้นกลาง-ผู้นำบริหารประเทศ แต่ต่างตกหลุมรัก Luisa หญิงสาววัยกลางคน หรือคือผืนแผ่นดินแม่ ประเทศเม็กซิโก ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอแต่เพียงผู้เดียว

แม้จะเคยเป็นเพื่อนสนิทสนม แต่ Sex สำหรับพวกเขาคือการแข่งขัน ต่อสู้ แก่งแย่งชิง ศัตรูที่มีเพียงฝ่ายหนึ่งใดเท่านั้นคือผู้ชนะ ซึ่ง Luisa ได้ทำการเลือก…
– เริ่มต้นที่ Tenoch ตัวแทนชนชั้นสูง กลุ่มผู้นำบริหารประเทศ ว่าไปนี่คือวิถีของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณกาล บุคคลผู้เก่งกาจมีความสามารถสูงสุด/พระมหากษัตริย์/ประธานาธิบดี ย่อมได้รับอภิสิทธิ์เป็นเจ้าของผืนแผ่นดินแดนนี้ก่อนหน้าใครๆ
– การแสดงออกเป็นเจ้าค่ำเจ้าของ Tenoch สร้างบรรยากาศตึงเครียดให้เกิดขึ้น Luisa เลยตัดสินใจร่วมรักกับ Julio เพื่อมอบความเท่าเทียมกันให้ทั้งสองฝ่าย, โลกยุคสมัยนี้/ประชาธิปไตย ประชาชนคือคนกำหนดทิศทาง/คัดเลือกสรรบุคคลผู้จะมาบริหารประเทศชาติ ถือว่าพวกเขาคือเจ้าของผืนแผ่นดินแดนนี้แล้ว!

Boca del Cielo เป้าหมายที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามีอยู่จริงหรือไปถึง โดยไม่รู้ตัวหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ทั้งสามก็สามารถเดินทางไปถึงชายหาดแห่งความเพ้อฝัน ล่องเรือข้ามไปสู่สรวงสวรรค์ สถานที่ที่เราสองสามคน ‘Threesome’ เมื่อผู้นำสามารถสัมผัสลูบไล้ กอดจูบปากกับชนชั้นกลาง เห็นด้วยสั่นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน

แต่สถานที่แห่งนั้นก็เป็นเพียง Paradise ชั่วข้ามคืน เพราะวันถัดมาสองหนุ่มต่างเร่งรีบร้อน ขวนขวาย หาข้ออ้างเดินทางกลับบ้าน ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พลัดพรากแยกจากชั่วนิรันดร์ (เพราะต่างเติบโตขึ้น รับรู้ล่วงว่ามิอาจปรองดองสนิทสนมกันต่อไปได้อีก = กลุ่มผู้นำไม่สามารถกอดจูบปากกับชนชั้นกลาง)

การหวนพบเจอกันโดยบังเอิญครั้งสุดท้ายของสองหนุ่ม Tenoch เล่าบอกสิ่งที่เกิดขึ้นแท้จริงให้ Julio รับฟัง นัยยะคือ ผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้กำลังป่วยหนัก เสื่อมทรุดโทรม ใกล้พังทลาย ระยะสุดท้าย ความต้องการของเธอจึงคือให้มนุษย์ทั้งสองฟากฝั่งหันมาจูบปากคืนดีกัน แค่ชั่วข้ามคืนก็ยังดี!

เม็กซิโก ตั้งแต่ปี 1929 การมาถึงของพรรค National Revolutionary Party (PNR) ต่อมาเปลี่ยนเป็น Institutional Revolutionary Party (PRI) หรือรู้จักในชื่อ Maximato ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลเดี่ยว ได้รับเสียงข้างมากในสภา แม้จะนำพาเศรษฐกิจเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมยังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองยังไม่สงบสุขนัก นอกจากนี้ นักการเมืองที่มีตำแหน่งบริหารของพรรคปฏิวัติสถาบันเริ่มลุแก่อำนาจ ไม่ฟังเสียงประชาชน บางครั้งก็ดำเนินการกดขี่อย่างรุนแรง เกิดการเดินประท้วง ต่อต้าน ใช้ความรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน หลังจากบริหารประเทศอย่างยาวนานถึง 71 ปี ก็สูญเสียฐานเสียงข้างมากให้กับ National Action Party (PAN)

ชัยชนะของพรรค PAN เมื่อปี 2000 คงถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญของเม็กซิโก ก้าวข้ามผ่านเด็กหนุ่มสู่วัยผู้ใหญ่ เมื่อรัฐบาลยินยอมน้อมรับฟังเสียงของประชาชนมากขึ้น (เรียกได้ว่า การจูบปาก) หาจุดร่วมที่สามารถทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงตอนต้นผมจะอธิบายไปว่า เนื้อเรื่องราวของหนังยังสะท้อนความทรงจำ และการเติบโตของ Alfonso Cuarón และน้องชาย Carlos Cuarón แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเทียบแทนตัวเองด้วย Julio หรือ Tenoch หรือแม้แต่ Luisa, ในความเข้าใจส่วนตัว สองพี่น้อง Cuarón แทนตัวเองเป็นผู้สังเกตการณ์ ‘Observation’ ด้วยเสียงบรรยายจากบุคคลที่สาม และการเคลื่อนไหวของกล้องที่มักชอบหันเห เบี่ยงเบนความสนใจ จับจ้องบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นคู่ขนานกัน

“It was the first time I spent such a long time in Mexico in maybe 10 years. It was amazing. I hadn’t gone on a road trip there in a long time. So looking for locations was rediscovering Mexico, which in many ways hasn’t changed.

For me, it was a reclamation of Mexico. A lot of the vignettes we had in the film were things we experienced looking for locations”.

จากบ้านเกิดไปนานกว่าสิบปี แน่นอนว่าหวนกลับมาย่อมพบเห็นหลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจดจำไม่ได้ นี่เท่ากับว่าต้องเริ่มต้นบุกเบิก เปิดหูเปิดตาเปิดโลกทัศน์กันใหม่ ตรงนี้อดีตเคยเป็นอะไร ปัจจุบันสูญหายกลับกลายอย่างอื่นไปเสียแล้ว บ้านเก่าของคนใช้, โค้งนี้เคยมีคนตาย ฯ นี่คือการหวนระลึก ครุ่นคิดคำนึงถึงอดีต ‘Nostalgia’ พบเห็นความทรงจำของสองพี่น้อง Cuarón แทรกซึมอยู่ทุกอณูของหนังก็ว่าได้

คนเราเติบโตอายุมากขึ้น ทุกสิ่งรอบข้าง ประเทศชาติก็พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน แต่เวลาคือสัมพันธภาพ นาฬิกาชีวิตย่อมเดินไม่ตรงกับพัฒนาการผืนแผ่นดิน นำมาเปรียบเทียบ(ตอนนั้น)ยุคสมัยโลกาภิวัฒน์ เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยรุ่นหนุ่มสาว อนาคตยังอีกยาวไกลสดใส น่าเสียดายคงไม่มีใครอายุขัยยืนยาวนาน พบเห็นเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ของโลกและจักรวาลได้ครบวัฏจักรอย่างแน่นอน

ด้วยทุนสร้าง $5 ล้านเหรียญ อาจดูไม่เยอะเท่าไหร่เมื่อเทียบกับหนัง Hollywood แต่ที่ Mexico ถือว่าเป็นปริมาณมหาศาล เข้าฉายสัปดาห์แรกปรากฎว่าทุบทุกสถิติในประเทศ $2.2 ล้านเหรียญ (ไม่มีรายงานตัวเลขตลอดโปรแกรมฉาย), ขณะที่สหรัฐอเมริกา ทำรายได้ $13.62 ล้านเหรียญ รวมทั้งหมดทั่วโลก $33.6 ล้านเหรียญ

ความสำเร็จของหนัง
– เข้าชิง Oscar: Best Writing, Original Screenplay
– เข้าชิง Golden Globes: Best Foreign Language Film
– เข้าชิง BAFTA Awards สองสาขา Best Film not in the English Language และ Best Screenplay – Original
– เข้าฉายเทศกาลหนังเมือ Venice คว้ามาสองรางวัล Golden Osella: Best Screenplay และ Marcello Mastroianni Award มอบให้สองนักแสดงนำชาย Gael García Bernal และ Diego Luna

ส่วนตัวค่อนข้างชื่นชอบหนังเรื่องนี้ ประทับใจในการแสดงของ Maribel Verdú, ภาพถ่ายสวยๆของ Chivo และไดเรคชั่นของ Cuarón มีอะไรให้ครุ่นคิด น่าติดตามอยู่เสมอ

แนะนำคอหนัง Road Movie ชื่นชอบการเดินทาง ผจญภัย ค้นหาตัวตน ความหมายของชีวิต, ทิวทัศนียภาพสวยๆของประเทศ Mexico จากฝีมือขั้นเทพ Emmanuel Lubezki, แฟนๆผู้กำกับ Alfonso Cuarón และรู้จักสามนักแสดงนำ Maribel Verdú, Gael García Bernal, Diego Luna ไม่ควรพลาด

จัดเรต 18+ กับอิสรภาพของ Sex พบเห็นไอ้จ้อน บักหำ เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด

คำโปรย | “Y Tu Mamá También คำหยาบกร้านของผู้กำกับ Alfonso Cuarón สะท้อนการเติบโต และอิสรภาพแห่งผืนธรรมชาติ”
คุณภาพ | ลุ่มลึ
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of