Yankee Doodle Dandy (1942)

Yankee Doodle Dandy

Yankee Doodle Dandy (1942) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♥

เรื่องราวชีวประวัติของ George M. Cohan ชายผู้ได้ชื่อว่า ‘เป็นเจ้าของ Broadway’ (The Man Who Owned Broadway) เริ่มต้นจาก Vaudeville ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆจนประสบความสำเร็จ, นำเสนอในรูปแบบหนังเพลง สร้างโดย Michael Cutriz ผู้กำกับ Casablanca (1942) นำแสดงโดย James Cagney เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล

เชื่อว่าหลายคนเห็นโปสเตอร์หรือชื่อหนังก็เกิดอาการขยาดแล้ว จริงอยู่ที่นี่เป็นหนังประเภท Patriotism สร้างขึ้นเพื่อแสดงความรักชาติ ที่ถ้าใครต่อต้าน Yankee, Dandy, ประเทศอเมริกา คงไม่คิดเสียเวลาดูเป็นแน่, แต่ถ้าคุณเป็นคนรักหนัง นี่เป็นเรื่องที่ผมขอแนะนำเลย มีการผสมผสานเรื่องราวชีวประวัติ เข้ากับการแสดงละครเพลง Broadway ได้อย่างสวยงามลงตัวมากๆ

ชีวประวัติของ George Michael Cohan (1878-1942) หรือที่รู้จักในชื่อ George M. Cohan เกิดวันที่ 4 กรกฎาคม (ด้วยเหตุนี้เลยชื่อ George ที่มาจาก George Washington ปธน. คนแรกของอเมริกา) เป็นนักเขียนบทละคร นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักแสดงชาวอเมริกา

เพราะมีพ่อแม่เป็นนักแสดง ทำให้ George และน้องสาวโตขึ้นกลายเป็นนักแสดงด้วย โด่งดังในชื่อ ‘The Four Cohans’ เดินทางไปแสดงตามเมืองต่างๆทั่วอเมริกา, มีผลงานการแสดงที่เขียนเอง เล่นเอง แต่งเอง เรื่องแรกคือ Little Johnny Jones เมื่อปี 1904 จากนั้นค่อยๆเติบโต มีผลงานประสบความสำเร็จมากมาย เพลงฮิตอาทิ Give My Regards to Broadway, The Yankee Doodle Boy จนกระทั่งช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับการยกย่องว่า ‘เป็นเจ้าของ Broadway’ (The Man Who Owned Broadway) เพราะแทบทุกโรงละครใน Broadway มีแต่การแสดงที่มาจากเครดิตของ George M. Cohan

เมื่อสหรัฐอเมริกาโดย ปธน. Woodrow Wilson ประกาศเลือกข้างในสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายพันธมิตร เพื่อสู้รบกับฝ่ายเยอรมัน เมื่อ 6 เมษายน 1917 วันถัดมา George M. Cohan ได้แต่งเพลงชื่อ Over There ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ได้แรงบันดาลใจจากเพลง Johnny Get Your Gun เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า ที่กำลังเตรียมตัวไปทำสงคราม (มองว่าเป็นบทเพลง Propaganda ชวนเชื่อก็ได้) ออกเผยแพร่ครั้งแรก 1 มิถุนายน 1917 ต่อมากลายเป็นเพลงฮิตที่ถือว่าเป็น เพลงชาติของทหารอเมริกา

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินทำนองเพลงนี้ ลองฟังดูก่อนนะครับ

เพลงนี้จะมีท่อนหนึ่งที่ร้องว่า ‘That the Yanks are coming, the Yanks are coming’ เป็นประโยคติดปากที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงนั้น ไม่เพียงแค่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ยังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก็ฮิตไม่แพ้กัน ส่วนสงครามเวียดนามกลับเห็นว่าไม่ค่อยไม่ยินเท่าไหร่แล้ว มาฮิตอีกทีก็ช่วง 9/11

คำว่า ‘over there’ เป็นความจงใจที่จะไม่เอ่ยถึงชื่อประเทศ นี่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นสากลของคนอเมริกา เพราะสามารถแทนได้ทุกประเทศ ทุกสงครามในโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เกร็ด: ได้ยินว่าในช่วงการเลือกตั้ง ปธน. ของอเมริกาช่วงที่ผ่านมา Donald Trump นำทำนองเพลงนี้มาเขียนเนื้อร้องใหม่ เพื่อใช้หาเสียงด้วยนะครับ

George M. Cohan ถือว่าเป็นวีรบุคคลของชาวอเมริกาและนักแสดงในตำนานแห่ง Broadway
– วันที่ 29 มิถุนายน 1936 ปธน. Franklin Delano Roosevelt ได้มอบเหรียญทองเชิดชูสำหรับคุณาประโยชน์ ที่ได้สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งๆที่ตัวเขาเป็นเพียงพลเมือง ไม่เคยรับราชการทหาร แต่เพราะได้แต่งเพลงอย่าง Over There, You’re a Grand Old Flag นี่ถือเป็นคำขอบคุณสูงสุดของประเทศอเมริกา (เป็นพลเมืองคนแรกที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ด้วย)
– เมื่อปี 1959 นักแต่งเพลงชื่อดัง Oscar Hammerstein II ได้ทุ่มเงิน $100,000 เหรียญเพื่อจัดสร้างรูปปั้นทองแดงสูง 8 ฟุตของ George M. Cohan ตั้งตระหง่านอยู่จตุรัส Times Square บนถนน Broadway ที่ 46th Street ใน Manhattan

สร้างโดย Michael Curtiz (1888-1962) ผู้กำกับสัญชาติฮังกาเรียน (Hungarian) หนึ่งในคนทำหนังประสบความสำเร็จที่สุดในยุค Hollywood Golden Age, เริ่มต้นมีผลงานเป็นผู้กำกับในยุโรป มีชื่อเสียงพอสมควรก่อนได้รับการชักชวนจาก Warner Bros. มุ่งสู่ Hollywood เมื่อปี 1926 ไม่นานนักก็เริ่มประสบความสำเร็จ มีผลงานดังอย่าง Captain Blood (1935), The Adventures of Robin Hood (1938), Casablanca (1942)*, Mildred Pierce (1945) ฯ เข้าชิง Oscar: Best Director 5 ครั้ง ได้มา 1 รางวัล

Curtiz เป็นผู้กำกับที่นำสไตล์การกำกับ งานภาพรูปแบบใหม่สู่ Hollywood อาทิ เทคนิคการจัดแสงให้เป็นศิลปะ (artistic lighting), การเคลื่อนไหวอันลื่นไหลของกล้อง (fluid camera movement), การใช้เครนเพื่อถ่ายภาพมุมสูง (High Crane Shot) และเลือกใช้มุมกล้องแปลกๆ, แนวหนังก็มีหลากหลายอาทิ Melodrama, Comedy, Romance, Film Noir, Musical, Wars, Western หรือแม้แต่ History Epic ฯ สไตล์ความสนใจของเขาคือ มุมมองของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ‘human and fundamental problems of real people were the basis of all good drama.’

นำแสดงโดย James Francis Cagney, Jr. (1899-1986) นักแสดง นักเต้นสัญชาติ Irish-American กับการแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าตื่นเต้น มีชีวิตชีวาที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์, ชีวิตของ Cagney เริ่มต้นจากการเป็น vaudeville เข้าวงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ พอถึงยุคหนังพูดคงเพราะหน้าตาที่ดูโหดๆ จึงมักได้รับบทฝั่งผู้ร้าย อาทิ The Public Enemy (1931), The Roaring Twenties (1939) ฯ แต่สมัยนั้น hollywood ยังค่อนข้างต่อต้านผู้ร้าย (คือคงเพราะผ่านช่วงสงครามโลกมาด้วย นักแสดงที่รับบทผู้ร้าย ต่อให้เจ๋งแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยกย่อง) มีหลายผลงานของ Cagney ที่ได้รับการจดจำ แต่ยังไม่เคยคว้า Oscar ได้สักครั้ง … จนกระทั่งมารับบท George M. Cohan

ว่ากันตามตรง Cagney ไม่ใช่นักเต้นที่เก่ง เมื่อเทียบกับมาตรฐานนักเต้นสมัยนั้นอย่าง Fred Astaire ที่ได้รับการยื่นข้อเสนอก่อนหน้าแต่บอกปัด กระนั้น Cagney ถือว่าเป็นนักแสดงชั้นนำแนวหน้า ที่สามารถเลียนแบบ เต้นตาม ทำทุกสิ่งอย่างที่ Cohen ทำให้ดูได้ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์ของตน ที่ขนาดว่าทำให้ Cohan ตัวจริงที่พอเห็นการแสดงของ Cagney ยังอดชื่นชมไม่ได้

ในฉากตอนท้ายขณะที่ตัวละครของ Cagney เดินลงจากบันได อยู่ดีๆเขาก็เต้น Tap Dance ขึ้นมา จังหวะที่เจ๋งมาก เป็นการแสดงความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาผ่านการกระทำ, เห็นว่าฉากนี้เขาคิดขึ้นประมาณ 5 นาทีก่อนถ่าย ไม่ได้ปรึกษาใคร ตอนถ่ายอยู่ดีๆก็แสดงออกมาเช่นนั้นเลย ‘I didn’t consult with the director or anything, I just did it.’

เกร็ด: Cagney คือนักแสดงจากหนังเพลงคนแรกที่ได้ Oscar: Best Actor ด้วยนะครับ

ถ่ายภาพโดย James Wong Howe ตากล้องสัญชาติจีนในตำนาน ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการใช้เงา และเป็นคนแรกที่นำเทคนิค Deep-Focus มาใช้,

งานภาพของหนัง แม้ส่วนใหญ่จะถ่ายจากด้านหน้าเวที เห็นการแสดงละครเพลงอยู่หลายเรื่อง แต่ลีลาการถ่ายภาพเปรียบได้กับสายตาของผู้ชมที่นั่งรับชมการแสดงในโรงละคร มีการเคลื่อนไหวไปมาแทบจะตลอดเวลา ไม่เคยได้หยุดนิ่งเฉยๆเลย จับจ้องสิ่งที่เป็นจุดโฟกัส ศูนย์กลางของการแสดง

หนังมีการเล่นมุมกล้องกับ ปธน. โดยไม่ถ่ายให้เห็นหน้านักแสดง กล้องถ่ายจากด้านข้าง/ด้านหลัง และได้ยินเสียงพูดเท่านั้น, ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ทำไมถึงทำเช่นนี้ อาจเพราะหานักแสดงที่หน้าเหมือนปธน. Woodrow Wilson ไม่ได้กระมัง

และน่าจะทุกฉากในหนัง ที่ตัวละคร Cohen ต้องปรากฎอยู่ในภาพด้วย (ไม่เช่นนั้นจะเรียกหนังชีวประวัติได้ยังไง)

เกร็ด: นี่เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่มีการ Colorized ใส่สีให้กับฟีล์มขาวดำ ทำโดยใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 1986

ตัดต่อโดย George Amy ขาประจำของ Michael Curtiz และ Howard Hawks, การเล่าเรื่องของหนัง เริ่มต้นจากปัจจุบัน หลังการแสดงละครเพลงที่ Cohen รับบทประธานาธิบดี เขาถูกปธน. เรียกพบเป็นการด่วน ก็ไม่รู้ว่าทำไม จากนั้นเริ่มทำการสนทนาเล่าย้อนอดีต เป็นภาพ Flashback พร้อมเสียงบรรยายประกอบ เริ่มจาก ‘I was a pretty cocky kid in those days,’ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ทิ้งความฉงนไว้เป็นคำตอบให้ค้นหาตอนจบ

การเล่าเรื่องจะไล่ลำดับตามช่วงเวลา อายุของ Cohen ตั้งแต่เกิด เติบโต จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ (เคยเป็นคนแก่ด้วย) การแสดงเริ่มจากเป็น Vaudeville แต่เพราะนิสัยเอาแต่ใจของตนจนถูก blacklist ไม่มีโรงละครไหนอยากให้แสดง หาทางดิ้นรนจนสามารถเอาตัวรอด ไม่นานได้เปิดการแสดงใน Broadway ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง

ในช่วงเหตุการณ์ชีวิตของ Cohen หลังจากผ่านช่วงเวลายากลำบากไป หนังได้ทำการแปลเรื่องราว ดัดแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นละครเพลง ที่เห็นได้ชัดเลยคือ Sequence ที่ประกอบด้วย The Yankee Doodle Boy, Give My Regards To Broadway ที่สะท้อนเหตุการณ์ชีวิตจริงที่เกิดขึ้นก่อนหน้า, ผมคงไม่ชี้จุดให้เห็นเปะๆว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่จะขอยกย่องทั้ง George M. Cohen ในความเป็นศิลปิน ที่นำเรื่องราวชีวิตตัวเอง ดัดแปลงสร้างขึ้นเป็นละครเพลง และผู้กำกับ Michael Curtiz ที่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของชีวิตและละครเพลง สร้างเป็นหนังให้ผู้ชมเห็นความเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของชายผู้นี้ได้

เพลงประกอบใช้ของ George M. Cohan ทั้งหมด (ซึ่งเขาเป็นที่ปรึกษาให้หนังด้วย) เรียบเรียงใหม่โดย Ray Heindorf และ Heinz Roemheld, แทบทุกบทเพลง/บทละครที่หนังเลือกมา มีความสนุกสนาน ครึกครื้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และที่สำคัญได้กลิ่นอายชาติอเมริกันที่แรงโคตรๆ

ผมนำเพลง The Yankee Doodle Boy จากละครเพลงเรื่อง Little Johnny Jones มาให้ฟัง ร้องเล่นเต้นโดย James Cagney, นี่เป็นเพลงที่ติดหูพอสมควร มีความสนุกสนานครื้นเครง มีการเล่นคำที่น่าสนเท่ห์ และใจความของเพลงสะท้อน/เปรียบเทียบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขา (เปรียบการขี่ม้า เหมือนการแสดง), เพลงนี้ได้รับความนิยมติดอันดับ 71 ในชาร์ท AFI’s 100 Years… 100 Songs

สำหรับเพลงที่ผมชอบที่สุด คล้ายๆกับตัวละคร Mary (ตัวจริงเป็นภรรยาคนที่สองของ Cohen) ฟังซ้ำไปซ้ำมาไม่เบื่อเลย ชื่อเพลง  Mary’s a Grand Old Name นี่เป็นเพลงที่ทำให้ผมตระหนักได้ว่า มันคงโรแมนติกไม่น้อยกับเพลงที่แต่งเพื่อใครบางคน, ในหนังจะมีอยู่ 3 ฉบับ (ได้ยินเพลงนี้แล้วอยากเล่นเปียโนได้)
– ฉบับแรก James Cagney ร้องคู่กับ Sally Sweetland (ร้องแทน Joan Leslie)
– ฉบับที่สอง Sally Sweetland ร้องเดี่ยว
– และครั้งสุดท้าย Irene Manning ร้องเดี่ยว (แบบเสียงสูง)

ผมเอาฉบับสุดท้ายมาให้ฟัง เสียงของ Manning สูงมากๆ (จริงๆชอบฉบับแรกมากกว่า แต่หามาให้ฟังไม่ได้)

ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบหนังประเภท Patriotism อาจต้องใช้ความอดทนเสียหน่อยในการรับชม หรือไม่ลองมองใจความของหนังในอีกมุมหนึ่ง เป็นเรื่องราวชีวประวัติของชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของ Broadway ใช่ว่าวันดีคืนดีเขาจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ค้างฟ้า ครั้งหนึ่งเคยต้องล้มลุกคลุกคลาน ถูกเหยียบย่ำยี แต่ไม่เคยท้อแท้สิ้นหวังต่ออุปสรรค อดทนล้มแล้วลุกขึ้นสู้ สักวันหนึ่งย่อมสามารถประสบความสำเร็จได้

อาจมีหลายคนที่รับชมหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่าประเด็น Patriotism เป็นปัญหากับท่านนัก ก็ถือว่าโชคดีแล้วนะครับ จริงๆตอนผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกๆหลายปีก่อน ก็ไม่ได้สนใจประเด็นพวกนี้หรอก ชื่นชอบหนังมากกว่านี้ด้วยซ้ำ อาจเพราะช่วงนี้ที่ Donald Trump ได้เป็น ปธน. จึงรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มีประเด็นค่อนข้างละเอียดอ่อน พยายามจะมองข้ามในการรับชมครั้งล่าสุดก็มิอาจทำได้ เพราะมันเป็นหน้าตาของหนัง ชัดเจนมากๆ

ตอนที่หนังออกฉาย George M. Cohan ยังมีชีวิตอยู่นะครับ แต่ก็ร่อแร่เต็มที (ป่วยเป็นโรคมะเร็ง) เสียชีวิตหลังหนังฉายประมาณ 6 เดือน

หนังทำเงินในอเมริกาประมาณ $4.8 ล้านเหรียญ ทั้งโลกว่า $11.8 ล้านเหรียญ ซึ่ง Cangney ที่ตอนแรกได้ค่าตัว $150,000 เพิ่มกำไรส่วนแบ่งรวมแล้วน่าจะเกือบๆล้านเหรียญ ร่ำรวยโดยไม่รู้ตัว

เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Director
– Best Actor (James Cagney) **ได้รางวัล
– Best Supporting Actor (Walter Huston) [พ่อของ Cohen]
– Best Writing, Original Story
– Best Film Editing
– Best Music, Scoring of a Musical Picture **ได้รางวัล
– Best Sound **ได้รางวัล

มีคำพูดประโยคของหนัง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ติดอันดับ 97 ของ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes
“My mother thanks you. My father thanks you. My sister thanks you. And I thank you.”

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ตกหลุมรักก็เพราะความชาตินิยมเกินไปของหนัง, ชื่นชอบใน direction แนวทางการกำกับของ Michael Curtiz, การแสดงของ James Cagney และเพลงประกอบเพราะๆสนุกสนาน

กับชาวอเมริกันที่เป็นนักแสดง/นักแสดง Broadway คงไม่มีใครไม่รู้จัก George M. Cohen ได้รู้จักจากหนังเรื่องนี้ คงรู้สึกอิ่มเอิบใจ รักชาติมากขึ้นเยอะ แต่สำหรับประเทศอื่นๆ หมอนี่ใครกัน? ผมก็เพิ่งรู้จักจากหนังเรื่องนี้แหละ

แนะนำกับคนชื่นชอบวัฒนธรรมอเมริกัน, คอหนังเพลง, Broadway, นักแสดง นักร้องเล่นเต้นทั้งหลาย, แฟนๆผู้กำกับ Michael Curtiz และนักแสดงนำ James Cagney ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับ Patriotism

TAGLINE | “Yankee Doodle Dandy คือหนัง Patriotism ที่สมบูรณ์แบบของชาวอเมริกัน แต่ไม่ใช่กันประเทศอื่น”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of