Yankee Doodle Dandy

Yankee Doodle Dandy (1942) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♥

(3/8/2025) ไม่ใช่แค่ชวนเชื่อ รักชาตินิยม Yankee Doodle Dandy (1942) ยังแนะนำให้คนในแวดวงการละคอนและภาพยนตร์ ลุกขึ้นมารังสรรค์ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ

Yankee Doodle Dandy (1942) คือหนังเพลงอัตชีวประวัติ George M. Cohan (1878-1942) นักร้อง-นักเต้น แต่งเพลง กำกับละคอนเวที เจ้าของฉายา “The Man Who Owned Broadway” เพราะในช่วงต้นศตวรรษที่ 20th แทบทุกโรงละคอนใน Broadway ล้วนมีแต่การแสดงที่มาจากเครดิตของชายคนนี้!

นอกจากเรื่องราวอัตชีวประวัติ หนังเรื่องนี้ยังเคลือบแฝงประเด็นชวนเชื่อ (Propaganda) รักชาตินิยม (Patriotism) เพราะสร้างขึ้นช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งสอง บทเพลงอย่าง You’re a Grand Old Flag และ Over There ที่เคยได้รับความนิยมในสงครามโลกครั้งแรก ปัจจุบันนั้นยังคงไม่เสื่อมคลายมนต์ขลัง สร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารหาญรุ่นใหม่

ทีแรกผมไม่เคยครุ่นคิดจะหวนกลับมาปรับปรุงบทความนี้เสียด้วยซ้ำ! แต่ไหนๆก็ไหนๆเขียนถึงภาพยนตร์ของ James Cagney จะให้ข้ามบทบาทที่ใครๆต่างยกย่องสรรเสริญ นอกจากคว้ารางวัล Oscar: Best Actor ยังได้รับการโหวตจากนิตยสาร Premiere: 100 Greatest Performances of All Time (2006) ติดอันดับ #6

คนที่ติดภาพจำ Cagney จากหนังอาชญากรรม ย่อมรู้สึกว่านี่คือเป็นพลิกบทบาทครั้งสำคัญ ทุ่มเทร่างกาย-จิตวิญญาณ ฝึกฝนการร้องเพลง เริงระบำสไตล์ Stiff-Legged เหมือนเปะกับ George M. Cohan แต่ว่ากันตามตรง ตัวละครนี้ไม่มีความตื้น-ลึก หนา-บาง ตัดทิ้งด้านมืดทั้งหลายออกไปเพื่อให้เป็นหนังชวนเชื่อรักชาติโดยสมบูรณ์แบบ

เกร็ด: โปสเตอร์หนังออกแบบโดย Bill Gold (1921-2018) ขณะนั้นทำงานแผนกโฆษณาสตูดิโอ Warner Bros. ได้รับโอกาสออกแบบโปสเตอร์ Yankee Doodle Dandy (1942) เป็นเรื่องแรก!


ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึง George Michael Cohan (1878-1942) นักร้อง-นักเต้น แต่งเพลง กำกับละคอนเวที สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Providence, Rhode Island จริงๆแล้วเกิดวันที่ 3 กรกฎาคม แต่ครอบครัวยืนกรานว่าวันที่ 4 เพื่อให้ตรงกันวันชาติอเมริกัน! บิดา-มารดา Jeremiah (Jerry) & Helen (Nellie) คือนักแสดงละคอนเร่ (Vaudeville) นำพาบุตรชายและพี่สาว Josephine (Josie) ขึ้นเวทีตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อย ตั้งชื่อคณะการแสดง The Four Cohans จากนั้นฝึกฝนการเต้น เล่นไวโอลิน ขับร้องเพลง จนสามารถทำการแสดงโชว์ของตนเองตอนอายุ 8 ขวบ และกลายเป็นดาวดารา Peck’s Bad Boy (1890)

The Four Cohans เมื่อปี ค.ศ. 1915

ช่วงวัยรุ่น Cohan เริ่มแต่งเพลง ครุ่นคิดการแสดงของตนเอง จนมีโอกาสสร้างละคอนเพลง Broadway เรื่องแรก Governor’s Son (1901), ก่อนมาโด่งดังกับ Little Johnny Jones (1904) จากสองบทเพลงฮิต Give My Regards to Broadway และ The Yankee Doodle Boy

ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1904-20, Cohen และเพื่อนสนิท Sam H. Harris ได้ร่วมกันสร้างบทละคอนเพลง/ดราม่า รวมๆแล้วกว่า 50 เรื่อง! ตีพิมพ์บทเพลงมากกว่า 300 เพลง! จนได้รับฉายา “The Man Who Owned Broadway” และช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่งสองบทเพลงสำหรับสร้างกำลังใจให้ทหารหาญ Over There และ You’re a Grand Old Flag แล้วกลายเป็นอมตะเหนือกาลเวลา

หลังเหตุการณ์ประท้วง Actors’ Equity Strike เมื่อปี ค.ศ. 1919 ที่ตัวของ Cohan เลือกเข้าข้างฝั่งโปรดิวเซอร์ (เพราะตัวเขาเป็นทั้งนักแสดงและโปรดิวเซอร์) พอฟากฝั่งนักแสดงได้รับชัยชนะ จึงตัดสินใจรีไทร์จากการแสดง (ปฏิเสธเป็นสมาชิก Actors’ Equity Association) แต่ก็ยังหวนกลับมาทำการแสดง Broadway นานๆครั้ง โด่งดังสุดคือรับบทปธน. Franklin D. Roosevelt ร้อง-เล่น-เต้น ละคอนเพลง I’d Rather Be Right (1937) ของ Rodgers and Hart


Michael Curtiz ชื่อจริง Manó Kamine (1886-1962) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest, Austria-Hungary ในครอบครัวชาว Jews โตขึ้นเข้าเรียน Markoszy University ต่อด้วย Színház- és Filmművészeti Egyetem (SZFE) ฝึกพูดได้ 5 ภาษา ตั้งใจจะเป็นนักแสดงออกท่องยุโรป แต่ได้ทำงานใน National Hungarian Theater จนมีโอกาสกำกับหนังเงียบเรื่องแรก Ma és holnap (1912), การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้ตัดสินใจออกท่องยุโรป Vienna, Berlin โด่งดังกับ Sodom und Gomorrha (1922) และ Die Sklavenkönigin (1924) สร้างความประทับใจให้ Jack และ Harry Warner ชักชวนมาทำงาน Hollywood, ผลงานเด่นๆ อาทิ Captain Blood (1935), Angels with Dirty Faces (1938), The Adventures of Robin Hood (1938), Four Daughters (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Casablanca (1943) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Director, Mildred Pierce (1945) ฯ

ช่วงปลายทศวรรษ 30s, George M. Cohan พยายามติดต่อหาสตูดิโอภาพยนตร์ Sam Goldwyn, Paramount Pictures ฯ เพื่อให้ช่วยทำการดัดแปลงชีวประวัติของตนเอง ในตอนแรกเสนอชื่อ Fred Astaire แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธเสียงขันแข็ง ไม่ชอบใจพฤติกรรมแหกคอก และสไตล์การเต้นแตกต่างจากตนเอง

โปรดิวเซอร์ William Cagney (น้องชายของ Jimmy) มีความสนอกสนใจโปรเจคนี้อย่างมากๆ แม้พี่ชายจะบอกปฏิเสธเพราะเคยอคติเมื่อครั้นการประท้วง Actors’ Equity Strike เมื่อปี ค.ศ. 1919 ตอนนั้น Cohan ให้การสนับสนุนฟากฝั่งโปรดิวเซอร์ แทนที่เข้าร่วมกลุ่มนักแสดง

จนเมื่อปี ค.ศ. 1940, James Cagney และอีกหลายๆคนในแวดวง Hollywood ถูกกล่าวหาจาก House Committee on Un-American Activities (HCUA) ว่าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แม้ภายหลังจะมีการหักล้าง หลุดพ้นจากข้อครหา แต่หนึ่งในโปรดิวเซอร์ของ Warner Bros. ให้คำแนะนำว่า

We’re going to have to make the goddamndest patriotic picture that’s ever been made. I think it’s the Cohan story.

บทหนังพัฒนาขึ้นโดย Robert Buckner แต่เหมือนว่า Cagney จะไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่ จึงร้องขอให้ Julius & Philip Epstein ทำการปรับปรุงแก้ไขอะไรหลายๆอย่าง ถึงอย่างนั้นทั้งสองกลับไม่ได้รับเครดิต เพราะ Buckner ทำการประท้วงโดยกล่าวอ้างว่าโครงสร้าง 90% และบทพูดอีก 70% เขียนขึ้นโดยตนเองและ Edmund Joseph


เรื่องราวของหนังเริ่มต้นปี ค.ศ. 1940 ขณะสหรัฐอเมริกากำลังจะเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง, George M. Cohan (รับบทโดย James Cagney) หวนกลับมาแสดงละคอนเพลง I’d Rather Be Right (ของ Rodgers and Hart) รับบทประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt เสียงตอบรับดีล้นหลาม ขณะเดียวกันก็ได้รับโทรเลขจากทำเนียบขาว ถูกเรียกตัวโดยปธน. Roosevelt เพื่อมอบเหรียญเกียรติยศ Congressional Gold Medal

ช่วงเวลาสั้นๆที่ Cohan พูดคุยกับปธน. Roosevelt ได้เล่าชีวประวัติของตนเอง ตั้งแต่ถือกำเนิดวันที่ 4 กรกฎาคม, กลายเป็นนักแสดงเด็กคณะ The Four Cohans, โตขึ้นพบเจอภรรยา Mary (รับบทโดย Joan Leslie), แยกตัวจากครอบครัวมาร่วมงานคู่หู Sam Harris (รับบทโดย Richard Whorf) มีผลงานแจ้งเกิด Yankee Doodle Dandy, โด่งดังกับบทเพลง Mary’s a Grand Old Name ขับร้องโดย Fay Templeton (รับบทโดย Irene Manning), กลายเป็นอมตะกับ You’re a Grand Old Flag และ Over There, หลังจากสมาชิกครอบครัวล้มหายตายจาก ตัดสินใจเกษียณตนเองจากวงการ สิบปีถัดมาหวนกลับมาทำการแสดงครั้งสุดท้าย


James Francis ‘Jimmy’ Cagney Jr. (1899-1986) นักเต้น นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องเจ็ดคน, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Columbia College สาขาวิจิตรศิลป์ ช่วงแรกๆทำงานออกแบบ, คัทลอกหนังสือ, บรรณาธิการห้องสมุด, ตกดึกพนักงานเปิดประตู, ชกมวยสมัครเล่น, กระทั่งมีโอกาสพบเจอ Florence James ชักชวนสู่อาชีพการแสดง เริ่มจากเต้น Tab Dance, ออกทัวร์ Vaudeville, ละครเวที Broadways, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด The Doorway to Hell (1930), The Public Enemy (1931), Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939), City for Conquest (1940), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, White Heat (1949) ฯ

เกร็ด: James Cagney ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #8

รับบท George M. Cohan ชายผู้มีอัจฉริยภาพด้านการขับร้อง-แต่งเพลง-เต้นรำ ด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทรงเสน่ห์น่าหลงใหล (Charismatic), พลังงานล้นเหลือ (Energetic), เอ่อล้นด้วยความเชื่อมั่น (Confident), พูดด้วยความเร็ว (Fast-Talking) ไหวพริบเป็นเลิศ (Quick Wit) จนหลายครั้งดูเหมือนจอมบงการ (Demandor) โอบรับจิตวิญญาณอเมริกัน และพร้อมสำแดงความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ (Patriotic)

หนังพยายามนำเสนอเฉพาะด้านดีๆของ Cohan เพื่อสร้างการชวนเชื่อ (Propaganda) ให้ผู้ชมสมัยนั้นบังเกิดความหึกเหิม ภาคภูมิใจ โดยสิ่งที่บิดเบือนไปก็อย่าง

  • ในใบสูจิบัตรของ George M. Cohan เกิดวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1878 แต่ทั้งครอบครัวพยายามโปรโมทว่าเกิดวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งหนังเลือกยึดตามคำกล่าวอ้างนั้น
  • Josephine (Josie) จริงๆแล้วคือพี่สาว เกิดปี ค.ศ. 1876 และเธอแต่งงานปี ค.ศ. 1900 คือจุดสิ้นสุด The Four Cohans ตั้งแต่ตอนนั้น
    • ในหนัง Josie คือน้องสาว เกิดภายหลัง และแต่งงานก่อนการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
  • Cohan แต่งงานทั้งหมดสองครั้ง Ethel Levey​ ​(ระหว่าง ค.ศ. 1899-1907)​ และ Agnes Mary Nolan ​(ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1907)
    • หนังมัดรวมภรรยาทั้งสองเป็น Mary เพื่อให้สอดคล้องบทเพลง Mary’s a Grand Old Name
  • Josephine (Josie) เสียชีวิตปี ค.ศ. 1916 ตามด้วยบิดา Jeremiah (Jerry) ปีถัดมา ค.ศ. 1917 ส่วนมารดา Helen (Nellie) อยู่จนถึงปี ค.ศ. 1928
    • ในหนังบิดาคือคนสุดท้ายที่เสียชีวิต และเป็นคนเดียวมีฉากพูดอำลา

แม้ในตอนแรก Cagney จะปฏิเสธรับบทนี้ แต่เมื่อเล็งเห็นโอกาสได้ทำสิ่งแตกต่างจากภาพจำหนังอาชญากรรม ก็ยินยอมตบปากรับคำ ฝึกฝนการเต้นกับ (Choreographer) Johnny Boyle (เคยร่วมงานกับ Cohan ช่วงทศวรรษ 1910s) เลียนแบบสไตล์ ‘Stiff-Legged Style’ ยืดขาตรง พยายามไม่ให้หัวเข่าโค้งงอ (มักทำให้หลังตรงด้วย) แลดูเหมือนท่าทหารเดินสวนสนาม ขณะเดียวกันไม่ต่างจากหุ่นยนต์ขยับเคลื่อนไหว … นักวิจารณ์ Roger Ebert แซวว่าเหมือน Groucho Marx

ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ Cagney เคยเป็นนักเต้นแท็บ (Tab Dance) ออกทัวร์การแสดง (Vaudeville) และมีประสบการณ์ Broadway พอสมควร! ดังนั้นเรื่องการฝึกเต้นรำจึงไม่ใช่ปัญหา แค่อาจไม่ได้ชดช้อยนางรำเหมือน Fred Astaire แต่ก็เพียงพอให้ผู้ชมเข้าใจสไตล์การเต้นอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถสะท้อนตัวตนและจิตวิญญาณของ Cohan ออกมา!

Many people think I learned to dance for ‘Yankee Doodle Dandy,’ the prevailing impression being that when a fella gets up and does a dance routine, he learned it the day before yesterday. Not so. A song-and-dance man, which is what I am basically, becomes one over many years of unrelenting work.

James Cagney

มีนักวิจารณ์ไม่น้อยบอกว่า Cagney ร้องเพลงไม่ได้ เต้นรำไม่เป็น ผมครุ่นคิดว่าเขาคงนำไปเปรียบเทียบกับ Fred Astaire หรือ Gene Kelly แล้วบอกว่าสไตล์ของ Cagney ดูไม่เป็นธรรมชาติ? “he acts so vigorously that it creates an illusion, and for dance-steps he substitutes a patented brand of robust, jerky walks, runs and other motions.” – นักวิจารณ์ Edwin Jahiel, แต่ตัวจริงของ Cohan เมื่อได้รับชมหนัง อดไม่ได้จะกล่าวยกย่องสรรเสริญ “My God, what an act to follow!” ทุกฉากการเต้นล้วนมีความสมจริง เหมือนต้นฉบับเป๊ะๆอย่างไร้ที่ติ!

ความเหมือนเป๊ะกับตัวจริง นั่นกระทำมังที่ทำให้ Cagney ได้รับการยกย่องสรรเสริญ คว้ารางวัล Oscar: Best Actor และนักวิจารณ์หลายๆสำนักยกให้เป็นหนึ่งใน “Greatest Performance of All-Time” … ทั้งๆตัวละครไม่มีความลึก ซับซ้อน หรือถ่ายทอดอารมณ์ใดๆนอกจากเล่นเป็นตัวตนเอง

เกร็ด: “My mother thanks you. My father thanks you. My sister thanks you. And I thank you.” คำกล่าวขอบคุณของ George M. Cohan ได้รับการโหวตจาก AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #97

ถ่ายภาพโดย James Wong Howe, 黃宗霑 (1899-1976) ตากล้องชาวจีน เกิดที่ Taishan, Guangdong ครอบครัวอพยพสู่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เติบโตขึ้นที่ Washington D.C., ช่วงวัยรุ่นเป็นนักมวยสมัครเล่น ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Cecil B. DeMille ได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่ยุคหนังเงียบ บุกเบิกเลนส์ Wide-Angle, เทคนิค Deep-Focus, จัดแสง Low Key และการใช้ Crab Dolly, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Thin Man (1934), The Prisoner of Zenda (1937), The Adventures of Tom Sawyer (1938), Algiers (1938), Yankee Doodle Dandy (1942), Picnic (1955), Sweet Smell of Success (1957), The Old Man and the Sea (1958), Seconds (1966), คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography สองครั้งจาก The Rose Tattoo (1955) และ Hud (1963)

งานภาพในหนัง Hollywood Musical มักโดดเด่นกับแสง-เงา (หนังขาว-ดำ) ลีลาขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องมีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน เพราะเกินกว่าครึ่งถ่ายการแสดงเบื้องหน้าเวที (หรือคือมุมมองผู้ชม) ถ้าตั้งกล้องทิ้งไว้เฉยๆ ไม่แทรกใส่ลูกเล่นอะไร มันจะดูน่าเบื่อหน่ายจนเกินไป

ไฮไลท์ของการถ่ายภาพจะอยู่ช่วงระหว่าง ‘Time Skip’ แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์อย่างการซ้อนภาพ ฟุตเทจจากคลัง ข้อความหนังสือพิมพ์ ขยับเคลื่อนกล้องเร็วๆ เลือกมุมกล้องที่ดูแปลกตา พร้อมเสียงบรรยายเหตุการณ์บังเกิดขึ้น นี่ช่วยสร้างสีสันให้การดูหนังสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว!

สิ่งโดดเด่นคือการออกแบบสร้างฉากสำหรับการแสดงละคอนเวที ก็ไม่รู้กี่เรื่อง กี่ซีน มากมายเต็มไปหมด ผมนั่งนับข้อมูลจาก IMDB.com เห็นว่ายึดครอง 16 โรงถ่ายสตูดิโอ Warner Brothers Burbank Studios ใช้เวลาถ่ายทำสองเดือนกว่าๆ ระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1941 – 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1942


ตอนต้นเรื่องมันมีชุดการแสดงหนึ่งที่ The Four Cohans แต่งหน้าดำ ล้อเลียนคนผิวสี ยุคสมัยนั้นเรื่องพรรค์นี้ยังเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ แต่ทว่าช่วงกลางเรื่องระหว่างบทเพลง You’re a Grand Old Flag แล้วมีชายผิวสีขับร้อง Hallelujah พร้อมถ้อยคำอมตะของ Abraham Lincoln กล่าวว่า “and that government of the people, by the people, for the people, shall not perish from the earth.” มันเหมือนหนังพยายามจะสื่อถึงอะไรบางอย่าง หรือเปล่า?

มันจะมีฉากหนึ่งที่ผู้สร้างทำการอุทิศ (Tribute) ให้กับ Eddie Foy Sr. (รับบทโดยบุตรชาย Eddie Foy Jr.) ชื่อจริง Edwin Fitzgerald (1856-1928) นักร้อง/นักแสดง ตลกสัญชาติอเมริกัน ถือเป็นรุ่นพี่/ผู้บุกเบิกวงการบันเทิง โด่งดังกับการแสดงร่วมกับลูกๆทั้งเจ็ด Eddie Foy and The Seven Little Foys

กล้องเคลื่อนเลื่อนไปตามป้าย Marquee โรงละคอนในท้อนถนน Broadway (ดูแล้วน่าจะเป็นโมเดลจำลอง Miniatures) ทุกแห่งหนล้วนต้องมีเครดิตของ George M. Cohan นี่มองได้ทั้งเชิงสัญลักษณ์ และมันเคยมีช่วงเวลาที่เป็นเช่นนี้จริงๆ เลยกลายเป็นที่มาสมญานาม “The Man Who Owned Broadway”

ด้วยความที่เป็นหนังชวนเชื่อ ผู้สร้างจึงพยายามหลีกเลี่ยงดราม่า โศกนาฎกรรม เพียงนำเสนอความตายของบิดา Jerry Cohan (รับบทโดย Walter Huston บิดาของผู้กำกับ John Huston) มีการจัดแสง เลือกทิศทาง ระยะห่าง มุมกล้องสร้างบรรยากาศแห่งความตาย และคำกล่าวอำลาของ Walter Huston น่าจะคือเหตุผลได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor

หนังจงใจไม่ฉายให้เห็นใบหน้าประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt นั่นเพราะขณะนั้นยังอยู่ในตำแหน่ง เลยใช้วิธีการฉายภาพด้านข้าง เห็นเค้าโครงหน้ารางๆของ Captain Jack Young และให้เสียงโดย Art Gilmore … ตอนต้นเรื่องถ่ายจากฝั่งซ้ายมือ เวลาสามทุ่ม, ช่วงท้ายย้ายมาฝั่งขวา เวลาเกือบจะห้าทุ่ม (หนังความยาว 126 นาที แต่ถ้าตัดอารัมบท+ปัจฉิมบท เฉพาะการเล่าย้อนอดีตก็ประมาณ 115 นาที ตามนาฬิกาเกือบจะเป๊ะๆ)

ปล. เหตุผลที่ปธน. Roosevelt ไม่ได้ลุกยืน หรือขยับตัวไปไหน เพราะล้มป่วยอัมพาต (Paralysis) นั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลา … การแสดง I’d Rather Be Right ตัวละครของ Cohan กลับลุกขึ้นมาเริงระบำซะงั้น!

Cagney คุยโวโอ้อวดว่าตนเองไม่ได้พูดคุยปรึกษากับใคร แค่หลังพบเจอประธานาธิบดี รับเหรียญเกียรติยศ ระหว่างการเดินลงบันไดทำการเต้นแท็บ (Tab Dance) สำแดงอารมณ์ดีใจ ภาคภูมิใจในตนเองที่ได้รับการยกย่อง ยินยอมรับ และทำบางสิ่งอย่างเพื่อประเทศชาติ

ตัดต่อโดย George Joseph Amy (1903-86) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York เริ่มต้นเข้าทำงานยัง Mastodon Films ก่อนย้ายมา First National Pictures แล้วถูกควบรวมสตูดิโอ Warner Bros. ผลงานเด่นๆ อาทิ Footlight Parade (1933), Captain Blood (1935), The Letter (1940), Yankee Doodle Dandy (1942), Air Force (1943) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, Objective, Burma! (1945), Flamingo Road (1949) ฯ

หนังเริ่มต้นปี ค.ศ. 1940 เมื่อครั้น George M. Cohan หวนกลับมาทำการแสดงละคอนเพลง I’d Rather Be Right ได้รับโทรเลขจากปธน. Franklin D. Roosevelt เรียกตัวเข้าพบยังทำเนียบขาว เพื่อรับเหรียญเกียรติยศสูงสุด Congressional Gold Medal ระหว่างนั้นก็พูดเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง

นอกจากอารัมบท-ปัจฉิมบท, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง เสียงบรรยายของ Cohan เริ่มตั้งแต่ถือกำเนิดวันที่ 4 กรกฎาคม กลายเป็นนักแสดงเด็ก แยกตัวจาก The Four Cohans มาสร้างชื่อเสียงใน Broadway รังสรรค์ผลงานเพลงที่กลายเป็นตำนาน หลังสูญเสียสมาชิกครอบครัวตัดสินใจเกษียณตัว ก่อนหวนกลับมาบรรจบยังจุดเริ่มต้น ทำการแสดงละคอนเพลง I’d Rather Be Right

  • อารัมบท
    • หลังเสร็จสิ้นการแสดง Cohan ได้รับโทรเลขจากทำเนียบขาว
    • Cohan เดินทางสู่ Washington D.C. พบเจอประธานาธิบดี เริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเอง
  • ช่วงวัยเด็กของ George M. Cohan
    • บิดาทำการแสดง Keep Your Eyes Upon Me (The Dancing Master) เสร็จแล้วรีบเร่งไปหาภรรยาคลอดบุตรชาย George M. Cohan วันที่ 4 กรกฎาคม
    • เด็กชาย Cohan เริ่มทำการแสดงบนเวทีตั้งแต่เด็ก Keep Your Eyes Upon Me (The Dancing Master)
    • น้องสาวทำการแสดงบทเพลง While Strolling Through the Park One Day
    • The Four Cohans ร่วมกันทำการแสดง
    • เริ่มมีชื่อเสียงกับ Peck’s Bad Boy (1890)
  • ค้นพบว่าที่ภรรยา Mary
    • Cohan แต่งหน้าเป็นชายชรา ทำการแสดง Four of a Kind
    • หญิงสาว Mary เข้าใจผิดว่า Cohan คือชายชรา เข้ามาของคำแนะนำเรื่องการร้องเพลง-เต้นรำ
    • หลังการแสดง Song and Dance, Cohan ผลักดันให้ Mary มีโอกาสขึ้นเวทีทำการแสดง The Warmest Baby in the Bunch แต่ก็ถูกเจ้าของโรงละคอนขับไล่ออกมา
  • แจ้งเกิดกับ The Yankee Doodle Boy
    • นั่นทำให้ Cohan นำเอาบทเพลงของตนเองไปยื่นเสนอค่ายเพลง/โรงละคอนต่างๆ และทำการแสดง Harrigan แต่ไม่มีใครตอบตกลง
    • จนกระทั่งได้ร่วมงาน Sam Harris สามารถล่อหลอกโปรดิวเซอร์ ประสบความสำเร็จกับ The Yankee Doodle Boy ติดตามด้วย Give My Regards to Broadway
  • Mary’s a Grand Old Name
    • ร้อยเรียงชุดการแสดง Oh You Wonderful Girl ต่อด้วย Blue Skies, Gray Skies และ The Belle of the Barbers’ Ball
    • Cohan แต่งเพลง Mary’s a Grand Old Name ให้กับ Mary
    • Cohan และ Sam Harris เดินทางไปพบเจอนักร้อง Fay Templeton
    • Fay ทำการแสดงบทเพลง Forty-Five Minutes from Broadway, Mary’s a Grand Old Name และ So Long, Mary
  • การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
    • Cohan พบเจอกับนักแสดงคู่ปรับ Eddie Foy
    • ทำการแสดงบทเพลง You’re a Grand Old Flag
    • น้องสาวของ Cohan ประกาศว่าจะกำลังจะแต่งงาน, ขณะที่บิดา-มารดาก็ตั้งใจจะเกษียณตนเอง
    • Cohan พัฒนาบทละคอนดราม่า Populality พร้อมๆกับละคอนเพลง The Yankee Prince
    • การมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง Cohan ตั้งใจจะอาสาสมัครรับใช้ชาติ แต่อายุแก่เกินแกง
    • เขาเลยแต่งบทเพลง Over There สำหรับเป็นกำลังใจให้ทหารหาญ
  • สูงสุดกลับสู่สามัญ
    • หลังสงครามสิ้นสุด แม้ Broadway เต็มไปด้วยการแสดงในชื่อของ Cohan แต่เขาก็ถึงจุดอิ่มตัว
    • กล่าวคำอำลาบิดา
    • ยุติการเป็นหุ้นส่วนกับ Sam Harris
    • เกษียณตนเองกับภรรยา Mary
    • ก่อนตัดสินใจหวนกลับมาแสดงละคอนเพลง I’d Rather Be Right ขับร้องบทเพลง Off the Record
  • ปัจฉิมบท
    • ตัดกลับมาปัจจุบัน Cohan ได้รับมอบเหรียญเกียรติยศ Congressional Gold Medal
    • พอออกจากทำเนียบขาว เข้าร่วมขบวนพาเรดส่งทหารไปรบ ขับร้องบทเพลง Over There

การเล่าเรื่องของหนังเต็มไปด้วย ‘Time Skip’ กระโดดจากช่วงเวลาหนึ่ง สู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง ดำเนินไปข้างหน้าโดยไล่เรียงตามลำดับเวลา (Linear Narrative) บางครั้งจะมีลูกเล่นซ้อนภาพ แทรกใส่ฟุตเทจจากคลัง ข้อความหนังสือพิมพ์ ฯ ในส่วนนี้เป็นฝีมือของผู้ช่วยตัดต่อ Don Siegal (1921-91) ว่าที่ผู้กำกับชื่อดังอย่าง Dirty Harry (1971), Escape from Alcatraz (1979) ฯ

ในส่วนของเพลงประกอบ ทั้งหมดนำจากบทเพลง/บทละคอนของ George M. Cohan แล้วนำมาเรียบเรียงดัดแปลงสำหรับภาพยนตร์โดย Ray Heindorf & Heinz Roemheld … ทีแรกเห็นว่า Cohan จะเขียนเพลงใหม่ให้ได้ แต่ด้วยสังขารร่างกายอิดๆโรยๆ แค่ช่วยงานเป็นที่ปรึกษาก็มากเกินพอ

บทเพลงใช้ในหนังมีอยู่สิบกว่าเพลง แต่ผมขอเลือกมาแค่ 4 ไฮไลท์ที่กลายเป็นตำนานของ Cohan เริ่มต้นจาก The Yankee Doodle Boy หรือ (I’m a) Yankee Doodle Dandy เพลงแนว Patriotic Song รวมอยู่ในละคอนเพลง Little Johnny Jones ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ยัง Liberty Theater วันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1904 … นี่ถือเป็นบทเพลง/ละคอนเพลงแจ้งเกิด Cohan เลยก็ว่าได้!

Verse 1
I’m the kid that’s all the candy,
I’m a Yankee Doodle Dandy,
I’m glad I am,
So’s Uncle Sam.
I’m a real live Yankee Doodle,
Made my name and fame and boodle,
Just like Mister Doodle did, by riding on a pony.
I love to listen to the Dixie strain,
I long to see the girl I left behind me;
That ain’t a josh,
She’s a Yankee, by gosh.
Oh, say can you see,
Anything about a Yankee that’s a phony?

Verse 2
Father’s name was Hezikiah,
Mother’s name was Ann Maria,
Yanks through and through.
Red, White and Blue
Father was so Yankee-hearted,
When the Spanish war was started,
He slipped on a uniform and hopped upon a pony.
My mother’s mother was a Yankee true,
My father’s father was a Yankee too:
That’s going some,
For the Yankees, by gum.
Oh, say can you see
Anything about my pedigree that’s phony?

Chorus
I’m a Yankee Doodle Dandy,
A Yankee Doodle, do or die;
A real live nephew of my Uncle Sam,
Born on the Fourth of July.
I’ve got a Yankee Doodle sweetheart,
She’s my Yankee Doodle joy.
Yankee Doodle came to London, just to ride the ponies;
I am the Yankee Doodle Boy.

เกร็ด: บทเพลง The Yankee Doodle Boy ได้รับเลือกจาก AFI: 100 Years…100 Songs ติดอันดับ #71

Mary’s a Grand Old Name น่าจะเป็นเพลงโปรดของหลายๆคน รวมอยู่ในละคอนเวที Forty-five Minutes from Broadway ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ยัง New Amsterdam Theatre วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1906 จำนวน 90 รอบการแสดง น่าจะประสบความสำเร็จพอสมควร ช่วงปลายปีจึงมีการ Re-Opened (นักแสดงชุดเดิม) และหลายปีถัดมายัง Revival (นักแสดงชุดใหม่) เมื่อปี ค.ศ. 1912

ในหนังมีอยู่ 3-4 เวอร์ชั่น ขับร้องโดย James Cagney, Joan Leslie (ร้องทับโดย Sally Sweetland) และ Irene Manning (ผู้รับบท Fay Templeton), ผมให้ข้อสังเกตว่าฉบับขับร้องโดย Mary จะมีความละมุน นุ่มนวล ตรงกันข้ามกับ Fay Templeton แหลมสูง ในสไตล์อุปรากร

My mother’s name was Mary
She was so good and true
Because her name was Mary
She called me Mary, too
She wasn’t gay or airy
But plain as she could be
I hate to meet a fairy
Who calls herself Marie

For it is Mary, Mary
Plain as any name can be
But with propriety, society will say Marie
But it was Mary, Mary
Long before the fashions came
And there is something there that sounds so square
It’s a grand old name

Now, when her name is Mary
There is no falseness there
When to Marie she’ll vary
She’ll surely bleach her hair
Though Mary’s ordinary
Marie is fair to see
Don’t ever fear sweet Mary
Beware of sweet Marie

For it is Mary, Mary
Plain as any name can be
But with propriety, society will say Marie
But it was Mary, Mary
Long before the fashions came
And there is something there that sounds so square
It’s a grand old name

เกร็ด: เชื่อกันว่า Cohan แต่งเพลงนี้ให้กับชู้รัก (ว่าที่ภรรยาคนสอง) Agnes ‘Mary’ Nolan แต่หนังทำการมัดรวมภรรยาคนเดียว มันเลยมีความโรแมนติกเป็นพิเศษ

You’re a Grand Old Flag บทเพลงแนว Patriotic March เพื่ออุทิศให้ธงชาติสหรัฐอเมริกา สำหรับประกอบละคอนเพลง George Washington, Jr. ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Herald Square Theater วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1906 ไม่นานนักได้รับความนิยมล้นหลาม ยอดขายโน๊ตเพลงหลักล้านก็อปปี้ จนกลายเป็นเพลงมาร์ชอเมริกัน (American March) ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล

Verse 1
There’s a feeling comes a-stealing,
And it sets my brain a-reeling,
When I’m list’ning to the music of a military band.
Any tune like “Yankee Doodle”
Simply sets me off my noodle,
It’s that patriotic something that no one can understand.

“Way down South, in the land of cotton,”
Melody untiring,
Ain’t that inspiring?

Hurrah! Hurrah! We’ll join the jubilee!
And that’s going some, for the Yankees, by gum!
Red, White and Blue, I am for you!
Honest, you’re a grand old flag!

Verse 2
I’m no cranky hanky panky,
I’m a dead square, honest Yankee,
And I’m mighty proud of that old flag that flies for Uncle Sam.
Though I don’t believe in raving
Ev’ry time I see it waving,
There’s a chill runs up my back that makes me glad I’m what I am.

Here’s a land with a million soldiers,
That’s if we should need ’em,
We’ll fight for freedom!

Hurrah! Hurrah! For ev’ry Yankee Tar,
And old G.A.R., ev’ry stripe, ev’ry star.
Red, White and Blue, hats off to you!
Honest, you’re a grand old flag!

Chorus
You’re a grand old flag,
You’re a high-flying flag,
And forever in peace may you wave.
You’re the emblem of the land I love,
The home of the free and the brave.
Ev’ry heart beats true
‘Neath the Red, White and Blue,
Where there’s never a boast or brag.
But should auld acquaintance be forgot,
Keep your eye on the grand old flag.

บทเพลงโด่งดังที่สุดของ Cohan ก็คือ Over There จัดเป็น War Song เขียนขึ้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 หลังจากสหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง, เห็นว่าหลังสงครามสิ้นสุดมียอดขายโน๊ตเพลงกว่าสองล้านก็อปปี้

ท่อนคำร้อง “The Yanks are coming” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในกองทัพสหรัฐอเมริกา ทำให้บทเพลงนี้กลายเป็น Propaganda Song สำหรับสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารหาญเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นอมตะเหนือกาลเวลา!

Verse 1
Johnny,[a] get your gun, get your gun, get your gun.
Take it on the run, on the run, on the run.
Hear them calling you and me,
Every Son of Liberty.
Hurry right away, no delay, go today.
Make your daddy glad to have had such a lad.
Tell your sweetheart not to pine,
To be proud her boy’s in line.

Verse 2
Johnny, get your gun, get your gun, get your gun.
Johnny, show the Hun you’re a son of a gun.
Hoist the flag and let her fly;
Yankee Doodle,[b] do or die.
Pack your little kit, show your grit, do your bit.
Yankee[c] to the ranks from the towns and the tanks.
Make your mother proud of you
And the old red, white, and blue.

Chorus
Over there, over there,
Send the word, send the word over there
That the Yanks are coming, the Yanks are coming,
The drums rum-tumming everywhere.
So prepare, say a prayer,
Send the word, send the word to beware –
We’ll be over, we’re coming over,
And we won’t come back till it’s over, over there.

Yankee Doodle Dandy (1942) เบื้องหน้าอาจดูเป็นหนังเพลง อัตชีวประวัติบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในวงการ Broadway แต่ความตั้งใจของผู้สร้าง (และนักแสดงนำ James Cagney) พยายามทำออกมาในลักษณะชวนเชื่อ (Propaganda) รักชาตินิยม (Patriotism) เพราะสร้างขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บทเพลงอย่าง You’re a Grand Old Flag และ Over There ปัจจุบันนั้นยังคงไม่เสื่อมคลายมนต์ขลัง หวังว่าจักเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารหาญรุ่นใหม่ เดินทางไปรบ ได้รับชัยชนะกลับมา

Congressional Gold Medal คือเหรียญเกียรติยศสูงสุดที่มอบให้กับพลเรือนสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1776 ผ่านร้อยหกสิบปีไม่เคยมีบุคคลในแวดวงการแสดงเคยได้รับรางวัลนี้จนกระทั่ง George M. Cohan จริงๆออกประกาศตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1936 แต่เจ้าตัวสรรหาข้ออ้าง ไม่อยากรับจากมือปธน. Franklin D. Roosevelt (เพราะตนเองเป็น Republican ไม่อยากรับจากปธน. Democratic) ท้ายที่สุดจำยินยอมตอบรับวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1940

For contributions to American musical culture through authoring and popularizing patriotic songs in wartime.

การได้รับรางวัลเหรียญเกียรติยศสูงสุดของ Cohan ถือเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าคนในแวดวงการบันเทิง ศิลปิน ดารา-นักแสดง เบื้องหน้า-เบื้องหลัง บทเพลง-ละคอนเวที-ภาพยนตร์ และสื่อศิลปะอื่นๆ ล้วนสามารถรังสรรค์ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ ได้เช่นเดียวกัน!

เกร็ด: คนในแวดวงการบันเทิงถัดๆมาที่ได้รับเหรียญเกียรติยศสูงสุดนี้ อาทิ Irving Berlin (เพลง), Bob Hope (นักแสดง), Walt Disney (ภาพยนตร์), Marian Anderson (อุปรากร), John Wayne (นักแสดงภาพยนตร์), George & Ira Gershwin (เพลง), Frank Sinatra (เพลง) ฯ

เอาจริงๆผมไม่รู้จะเขียนอะไรถึงหนัง เพราะผกก. Curtiz คือมือปืนรับจ้างที่สามารถกำกับหนังตามใบสั่งได้ทุกแนว (Jack-of-All-Trade) โดยทศวรรษ 40s คือช่วงมือทอง จับอะไรเป็นเงินเป็นทอง ขนาดหนังชวนเชื่อเรื่องนี้ที่ไม่น่าจะทำเงินกลับยังประสบความสำเร็จถล่มทลาย!

สำหรับ James Cagney นี่คือการพลิกบทบาทครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่เคยคิดเล่นหนังอาชญากรรม แต่กลับติดเป็นภาพจำ ภาพยนตร์ควรสนุกสนาน มอบความบันเทิงแฝงเนื้อหาสาระ เด็กๆดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี โอกาสครั้งนี้ทำให้ชีวิตราวกับได้รับการปลดปล่อย หลังจากนี้ปฏิเสธต่อสัญญา Warner Bros. ออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Cagney Productions … แต่พอสร้างหนังขาดทุนหลายเรื่องติดๆกัน ก็ต้องซมซานหวนกลับหา WB อีกครั้งสุดท้าย!


จริงๆแล้วกำหนดการเดิมของหนัง ตั้งใจจะนำออกฉาย 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1942 เพื่อให้ตรงกับวันชาติ/วันเกิดของ George M. Cohan แต่สภาพร่างกายทรุดโทรมลงอย่างหนัก จึงเลื่อนเข้ามาฉายรอบปฐมทัศน์ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 1942 … Cohan เสียชีวิตวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1942 จากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ สิริอายุ 64 ปี

ด้วยทุนสร้าง $1.5 ล้านเหรียญ เสียงตอบรับตอนออกฉายถือว่าดียอดเยี่ยม สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $4.631 ล้านเหรียญ (สูงเป็นอันดับ 3 ของปีรองจาก Mrs. Miniver และ Random Harvest) รวมทั่วโลก $6.5 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม Cagney ได้ส่วนแบ่งกำไรเกือบครึ่งล้าน!

ช่วงทศวรรษนั้นหนังที่มีลักษณะการชวนเชื่อ (Propaganda) มักได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยมจากนักวิจารณ์ Yankee Doodle Dandy (1942) เลยได้เข้าชิง Oscar ทั้งหมด 8 สาขา คว้ามา 3 รางวัล

  • Outstanding Motion Picture พ่ายให้กับ Mrs. Miniver (1942)
  • Best Director
  • Best Actor (James Cagney) ** คว้ารางวัล
  • Best Supporting Actor (Walter Huston)
  • Best Writing, Original Story
  • Best Film Editing
  • Best Music, Scoring of a Musical Picture ** คว้ารางวัล
  • Best Sound, Recording ** คว้ารางวัล

กาลเวลาทำให้หนังได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์สัญชาติอเมริกันยอดเยี่ยมตลอดกาล ติดอันดับชาร์ทหนังของสถาบัน American Film Institute

  • AFI’s 100 Years…100 Movies (1998) ติดอันดับ #100
  • AFI’s 100 Years of Musicals (2006) ติดอันดับ #18
  • AFI’s 100 Years…100 Cheers (2006) ติดอันดับ #88
  • AFI’s 100 Years…100 Movies (10th Anniversary Edition) (2007) ติดอันดับ #98

ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่หนังเรื่องนี้อยู่ในคลังเก็บของสตูดิโอ Warner Bros. จึงไม่มีปัญหาฟีล์มเสื่อมสภาพ ได้รับการสแกนใหม่เมื่อปี ค.ศ. 2014 คุณภาพไร้ที่ติ สามารถหาซื้อ Blu-Ray ในคอลเลคชั่น Warner Archive Collection

ถึงผมจะไม่ค่อยชอบลักษณะการชวนเชื่อ รักชาตินิยม(อเมริกัน) แต่ก็ยอมรับว่าหนังทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ! โดดเด่นทั้งการแสดง ลูกเล่นภาพยนตร์ และถ้าคุณสามารถมองข้ามประเด็นเหล่านั้น อาจพบเห็นสาระข้อคิดเกี่ยวกับการทำบางสิ่งอย่างเพื่อสังคม ประเทศชาติ … คนเราควรมีความรักชาตินิยมในตัวเองอยู่บ้าง และอย่างพอเพียง

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | Yankee Doodle Dandy ภาพยนตร์ชวนเชื่อรักชาติของชาวแยงกี้ พร้อมส่งให้ James Cagney กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า
คุณภาพ | วิจิศิป์
ส่วนตัว | ครึกครื้นเครง


Yankee Doodle Dandy

Yankee Doodle Dandy (1942) hollywood : Michael Curtiz ♥♥♥♥

(27/1/2017) เรื่องราวชีวประวัติของ George M. Cohan ชายผู้ได้ชื่อว่า ‘เป็นเจ้าของ Broadway’ (The Man Who Owned Broadway) เริ่มต้นจาก Vaudeville ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆจนประสบความสำเร็จ, นำเสนอในรูปแบบหนังเพลง สร้างโดย Michael Cutriz ผู้กำกับ Casablanca (1942) นำแสดงโดย James Cagney เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล

เชื่อว่าหลายคนเห็นโปสเตอร์หรือชื่อหนังก็เกิดอาการขยาดแล้ว จริงอยู่ที่นี่เป็นหนังประเภท Patriotism สร้างขึ้นเพื่อแสดงความรักชาติ ที่ถ้าใครต่อต้าน Yankee, Dandy, ประเทศอเมริกา คงไม่คิดเสียเวลาดูเป็นแน่, แต่ถ้าคุณเป็นคนรักหนัง นี่เป็นเรื่องที่ผมขอแนะนำเลย มีการผสมผสานเรื่องราวชีวประวัติ เข้ากับการแสดงละครเพลง Broadway ได้อย่างสวยงามลงตัวมากๆ

ชีวประวัติของ George Michael Cohan (1878-1942) หรือที่รู้จักในชื่อ George M. Cohan เกิดวันที่ 4 กรกฎาคม (ด้วยเหตุนี้เลยชื่อ George ที่มาจาก George Washington ปธน. คนแรกของอเมริกา) เป็นนักเขียนบทละคร นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง นักเต้น นักแสดงชาวอเมริกา

เพราะมีพ่อแม่เป็นนักแสดง ทำให้ George และน้องสาวโตขึ้นกลายเป็นนักแสดงด้วย โด่งดังในชื่อ ‘The Four Cohans’ เดินทางไปแสดงตามเมืองต่างๆทั่วอเมริกา, มีผลงานการแสดงที่เขียนเอง เล่นเอง แต่งเอง เรื่องแรกคือ Little Johnny Jones เมื่อปี 1904 จากนั้นค่อยๆเติบโต มีผลงานประสบความสำเร็จมากมาย เพลงฮิตอาทิ Give My Regards to Broadway, The Yankee Doodle Boy จนกระทั่งช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับการยกย่องว่า ‘เป็นเจ้าของ Broadway’ (The Man Who Owned Broadway) เพราะแทบทุกโรงละครใน Broadway มีแต่การแสดงที่มาจากเครดิตของ George M. Cohan

เมื่อสหรัฐอเมริกาโดย ปธน. Woodrow Wilson ประกาศเลือกข้างในสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายพันธมิตร เพื่อสู้รบกับฝ่ายเยอรมัน เมื่อ 6 เมษายน 1917 วันถัดมา George M. Cohan ได้แต่งเพลงชื่อ Over There ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ได้แรงบันดาลใจจากเพลง Johnny Get Your Gun เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้เหล่าทหารกล้า ที่กำลังเตรียมตัวไปทำสงคราม (มองว่าเป็นบทเพลง Propaganda ชวนเชื่อก็ได้) ออกเผยแพร่ครั้งแรก 1 มิถุนายน 1917 ต่อมากลายเป็นเพลงฮิตที่ถือว่าเป็น เพลงชาติของทหารอเมริกา

เชื่อว่าหลายๆคนน่าจะเคยได้ยินทำนองเพลงนี้ ลองฟังดูก่อนนะครับ

เพลงนี้จะมีท่อนหนึ่งที่ร้องว่า ‘That the Yanks are coming, the Yanks are coming’ เป็นประโยคติดปากที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงนั้น ไม่เพียงแค่สงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ยังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ก็ฮิตไม่แพ้กัน ส่วนสงครามเวียดนามกลับเห็นว่าไม่ค่อยไม่ยินเท่าไหร่แล้ว มาฮิตอีกทีก็ช่วง 9/11

คำว่า ‘over there’ เป็นความจงใจที่จะไม่เอ่ยถึงชื่อประเทศ นี่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นสากลของคนอเมริกา เพราะสามารถแทนได้ทุกประเทศ ทุกสงครามในโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เกร็ด: ได้ยินว่าในช่วงการเลือกตั้ง ปธน. ของอเมริกาช่วงที่ผ่านมา Donald Trump นำทำนองเพลงนี้มาเขียนเนื้อร้องใหม่ เพื่อใช้หาเสียงด้วยนะครับ

George M. Cohan ถือว่าเป็นวีรบุคคลของชาวอเมริกาและนักแสดงในตำนานแห่ง Broadway
– วันที่ 29 มิถุนายน 1936 ปธน. Franklin Delano Roosevelt ได้มอบเหรียญทองเชิดชูสำหรับคุณาประโยชน์ ที่ได้สร้างขวัญกำลังใจให้ทหารในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งๆที่ตัวเขาเป็นเพียงพลเมือง ไม่เคยรับราชการทหาร แต่เพราะได้แต่งเพลงอย่าง Over There, You’re a Grand Old Flag นี่ถือเป็นคำขอบคุณสูงสุดของประเทศอเมริกา (เป็นพลเมืองคนแรกที่ได้รับเกียรติสูงสุดนี้ด้วย)
– เมื่อปี 1959 นักแต่งเพลงชื่อดัง Oscar Hammerstein II ได้ทุ่มเงิน $100,000 เหรียญเพื่อจัดสร้างรูปปั้นทองแดงสูง 8 ฟุตของ George M. Cohan ตั้งตระหง่านอยู่จตุรัส Times Square บนถนน Broadway ที่ 46th Street ใน Manhattan

สร้างโดย Michael Curtiz (1888-1962) ผู้กำกับสัญชาติฮังกาเรียน (Hungarian) หนึ่งในคนทำหนังประสบความสำเร็จที่สุดในยุค Hollywood Golden Age, เริ่มต้นมีผลงานเป็นผู้กำกับในยุโรป มีชื่อเสียงพอสมควรก่อนได้รับการชักชวนจาก Warner Bros. มุ่งสู่ Hollywood เมื่อปี 1926 ไม่นานนักก็เริ่มประสบความสำเร็จ มีผลงานดังอย่าง Captain Blood (1935), The Adventures of Robin Hood (1938), Casablanca (1942)*, Mildred Pierce (1945) ฯ เข้าชิง Oscar: Best Director 5 ครั้ง ได้มา 1 รางวัล

Curtiz เป็นผู้กำกับที่นำสไตล์การกำกับ งานภาพรูปแบบใหม่สู่ Hollywood อาทิ เทคนิคการจัดแสงให้เป็นศิลปะ (artistic lighting), การเคลื่อนไหวอันลื่นไหลของกล้อง (fluid camera movement), การใช้เครนเพื่อถ่ายภาพมุมสูง (High Crane Shot) และเลือกใช้มุมกล้องแปลกๆ, แนวหนังก็มีหลากหลายอาทิ Melodrama, Comedy, Romance, Film Noir, Musical, Wars, Western หรือแม้แต่ History Epic ฯ สไตล์ความสนใจของเขาคือ มุมมองของมนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ‘human and fundamental problems of real people were the basis of all good drama.’

นำแสดงโดย James Francis Cagney, Jr. (1899-1986) นักแสดง นักเต้นสัญชาติ Irish-American กับการแสดงที่ได้รับการยกย่องว่าตื่นเต้น มีชีวิตชีวาที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์, ชีวิตของ Cagney เริ่มต้นจากการเป็น vaudeville เข้าวงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ พอถึงยุคหนังพูดคงเพราะหน้าตาที่ดูโหดๆ จึงมักได้รับบทฝั่งผู้ร้าย อาทิ The Public Enemy (1931), The Roaring Twenties (1939) ฯ แต่สมัยนั้น hollywood ยังค่อนข้างต่อต้านผู้ร้าย (คือคงเพราะผ่านช่วงสงครามโลกมาด้วย นักแสดงที่รับบทผู้ร้าย ต่อให้เจ๋งแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับการยกย่อง) มีหลายผลงานของ Cagney ที่ได้รับการจดจำ แต่ยังไม่เคยคว้า Oscar ได้สักครั้ง … จนกระทั่งมารับบท George M. Cohan

ว่ากันตามตรง Cagney ไม่ใช่นักเต้นที่เก่ง เมื่อเทียบกับมาตรฐานนักเต้นสมัยนั้นอย่าง Fred Astaire ที่ได้รับการยื่นข้อเสนอก่อนหน้าแต่บอกปัด กระนั้น Cagney ถือว่าเป็นนักแสดงชั้นนำแนวหน้า ที่สามารถเลียนแบบ เต้นตาม ทำทุกสิ่งอย่างที่ Cohen ทำให้ดูได้ ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์ของตน ที่ขนาดว่าทำให้ Cohan ตัวจริงที่พอเห็นการแสดงของ Cagney ยังอดชื่นชมไม่ได้

ในฉากตอนท้ายขณะที่ตัวละครของ Cagney เดินลงจากบันได อยู่ดีๆเขาก็เต้น Tap Dance ขึ้นมา จังหวะที่เจ๋งมาก เป็นการแสดงความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาผ่านการกระทำ, เห็นว่าฉากนี้เขาคิดขึ้นประมาณ 5 นาทีก่อนถ่าย ไม่ได้ปรึกษาใคร ตอนถ่ายอยู่ดีๆก็แสดงออกมาเช่นนั้นเลย ‘I didn’t consult with the director or anything, I just did it.’

เกร็ด: Cagney คือนักแสดงจากหนังเพลงคนแรกที่ได้ Oscar: Best Actor ด้วยนะครับ

ถ่ายภาพโดย James Wong Howe ตากล้องสัญชาติจีนในตำนาน ผู้มีความเชี่ยวชาญอย่างมากในการใช้เงา และเป็นคนแรกที่นำเทคนิค Deep-Focus มาใช้,

งานภาพของหนัง แม้ส่วนใหญ่จะถ่ายจากด้านหน้าเวที เห็นการแสดงละครเพลงอยู่หลายเรื่อง แต่ลีลาการถ่ายภาพเปรียบได้กับสายตาของผู้ชมที่นั่งรับชมการแสดงในโรงละคร มีการเคลื่อนไหวไปมาแทบจะตลอดเวลา ไม่เคยได้หยุดนิ่งเฉยๆเลย จับจ้องสิ่งที่เป็นจุดโฟกัส ศูนย์กลางของการแสดง

หนังมีการเล่นมุมกล้องกับ ปธน. โดยไม่ถ่ายให้เห็นหน้านักแสดง กล้องถ่ายจากด้านข้าง/ด้านหลัง และได้ยินเสียงพูดเท่านั้น, ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ทำไมถึงทำเช่นนี้ อาจเพราะหานักแสดงที่หน้าเหมือนปธน. Woodrow Wilson ไม่ได้กระมัง

และน่าจะทุกฉากในหนัง ที่ตัวละคร Cohen ต้องปรากฎอยู่ในภาพด้วย (ไม่เช่นนั้นจะเรียกหนังชีวประวัติได้ยังไง)

เกร็ด: นี่เป็นหนังเรื่องแรกของโลกที่มีการ Colorized ใส่สีให้กับฟีล์มขาวดำ ทำโดยใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 1986

ตัดต่อโดย George Amy ขาประจำของ Michael Curtiz และ Howard Hawks, การเล่าเรื่องของหนัง เริ่มต้นจากปัจจุบัน หลังการแสดงละครเพลงที่ Cohen รับบทประธานาธิบดี เขาถูกปธน. เรียกพบเป็นการด่วน ก็ไม่รู้ว่าทำไม จากนั้นเริ่มทำการสนทนาเล่าย้อนอดีต เป็นภาพ Flashback พร้อมเสียงบรรยายประกอบ เริ่มจาก ‘I was a pretty cocky kid in those days,’ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ทิ้งความฉงนไว้เป็นคำตอบให้ค้นหาตอนจบ

การเล่าเรื่องจะไล่ลำดับตามช่วงเวลา อายุของ Cohen ตั้งแต่เกิด เติบโต จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ (เคยเป็นคนแก่ด้วย) การแสดงเริ่มจากเป็น Vaudeville แต่เพราะนิสัยเอาแต่ใจของตนจนถูก blacklist ไม่มีโรงละครไหนอยากให้แสดง หาทางดิ้นรนจนสามารถเอาตัวรอด ไม่นานได้เปิดการแสดงใน Broadway ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง

ในช่วงเหตุการณ์ชีวิตของ Cohen หลังจากผ่านช่วงเวลายากลำบากไป หนังได้ทำการแปลเรื่องราว ดัดแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นละครเพลง ที่เห็นได้ชัดเลยคือ Sequence ที่ประกอบด้วย The Yankee Doodle Boy, Give My Regards To Broadway ที่สะท้อนเหตุการณ์ชีวิตจริงที่เกิดขึ้นก่อนหน้า, ผมคงไม่ชี้จุดให้เห็นเปะๆว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่จะขอยกย่องทั้ง George M. Cohen ในความเป็นศิลปิน ที่นำเรื่องราวชีวิตตัวเอง ดัดแปลงสร้างขึ้นเป็นละครเพลง และผู้กำกับ Michael Curtiz ที่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของชีวิตและละครเพลง สร้างเป็นหนังให้ผู้ชมเห็นความเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของชายผู้นี้ได้

เพลงประกอบใช้ของ George M. Cohan ทั้งหมด (ซึ่งเขาเป็นที่ปรึกษาให้หนังด้วย) เรียบเรียงใหม่โดย Ray Heindorf และ Heinz Roemheld, แทบทุกบทเพลง/บทละครที่หนังเลือกมา มีความสนุกสนาน ครึกครื้น เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และที่สำคัญได้กลิ่นอายชาติอเมริกันที่แรงโคตรๆ

ผมนำเพลง The Yankee Doodle Boy จากละครเพลงเรื่อง Little Johnny Jones มาให้ฟัง ร้องเล่นเต้นโดย James Cagney, นี่เป็นเพลงที่ติดหูพอสมควร มีความสนุกสนานครื้นเครง มีการเล่นคำที่น่าสนเท่ห์ และใจความของเพลงสะท้อน/เปรียบเทียบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของเขา (เปรียบการขี่ม้า เหมือนการแสดง), เพลงนี้ได้รับความนิยมติดอันดับ 71 ในชาร์ท AFI’s 100 Years… 100 Songs

สำหรับเพลงที่ผมชอบที่สุด คล้ายๆกับตัวละคร Mary (ตัวจริงเป็นภรรยาคนที่สองของ Cohen) ฟังซ้ำไปซ้ำมาไม่เบื่อเลย ชื่อเพลง  Mary’s a Grand Old Name นี่เป็นเพลงที่ทำให้ผมตระหนักได้ว่า มันคงโรแมนติกไม่น้อยกับเพลงที่แต่งเพื่อใครบางคน, ในหนังจะมีอยู่ 3 ฉบับ (ได้ยินเพลงนี้แล้วอยากเล่นเปียโนได้)
– ฉบับแรก James Cagney ร้องคู่กับ Sally Sweetland (ร้องแทน Joan Leslie)
– ฉบับที่สอง Sally Sweetland ร้องเดี่ยว
– และครั้งสุดท้าย Irene Manning ร้องเดี่ยว (แบบเสียงสูง)

ผมเอาฉบับสุดท้ายมาให้ฟัง เสียงของ Manning สูงมากๆ (จริงๆชอบฉบับแรกมากกว่า แต่หามาให้ฟังไม่ได้)

ถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบหนังประเภท Patriotism อาจต้องใช้ความอดทนเสียหน่อยในการรับชม หรือไม่ลองมองใจความของหนังในอีกมุมหนึ่ง เป็นเรื่องราวชีวประวัติของชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของ Broadway ใช่ว่าวันดีคืนดีเขาจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ค้างฟ้า ครั้งหนึ่งเคยต้องล้มลุกคลุกคลาน ถูกเหยียบย่ำยี แต่ไม่เคยท้อแท้สิ้นหวังต่ออุปสรรค อดทนล้มแล้วลุกขึ้นสู้ สักวันหนึ่งย่อมสามารถประสบความสำเร็จได้

อาจมีหลายคนที่รับชมหนังเรื่องนี้แล้ว ไม่รู้สึกว่าประเด็น Patriotism เป็นปัญหากับท่านนัก ก็ถือว่าโชคดีแล้วนะครับ จริงๆตอนผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกๆหลายปีก่อน ก็ไม่ได้สนใจประเด็นพวกนี้หรอก ชื่นชอบหนังมากกว่านี้ด้วยซ้ำ อาจเพราะช่วงนี้ที่ Donald Trump ได้เป็น ปธน. จึงรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มีประเด็นค่อนข้างละเอียดอ่อน พยายามจะมองข้ามในการรับชมครั้งล่าสุดก็มิอาจทำได้ เพราะมันเป็นหน้าตาของหนัง ชัดเจนมากๆ

ตอนที่หนังออกฉาย George M. Cohan ยังมีชีวิตอยู่นะครับ แต่ก็ร่อแร่เต็มที (ป่วยเป็นโรคมะเร็ง) เสียชีวิตหลังหนังฉายประมาณ 6 เดือน

หนังทำเงินในอเมริกาประมาณ $4.8 ล้านเหรียญ ทั้งโลกว่า $11.8 ล้านเหรียญ ซึ่ง Cangney ที่ตอนแรกได้ค่าตัว $150,000 เพิ่มกำไรส่วนแบ่งรวมแล้วน่าจะเกือบๆล้านเหรียญ ร่ำรวยโดยไม่รู้ตัว

เข้าชิง Oscar 8 สาขา ได้มา 3 รางวัล
– Best Director
– Best Actor (James Cagney) **ได้รางวัล
– Best Supporting Actor (Walter Huston) [พ่อของ Cohen]
– Best Writing, Original Story
– Best Film Editing
– Best Music, Scoring of a Musical Picture **ได้รางวัล
– Best Sound **ได้รางวัล

มีคำพูดประโยคของหนัง ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ติดอันดับ 97 ของ AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes
“My mother thanks you. My father thanks you. My sister thanks you. And I thank you.”

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ที่ไม่ตกหลุมรักก็เพราะความชาตินิยมเกินไปของหนัง, ชื่นชอบใน direction แนวทางการกำกับของ Michael Curtiz, การแสดงของ James Cagney และเพลงประกอบเพราะๆสนุกสนาน

กับชาวอเมริกันที่เป็นนักแสดง/นักแสดง Broadway คงไม่มีใครไม่รู้จัก George M. Cohen ได้รู้จักจากหนังเรื่องนี้ คงรู้สึกอิ่มเอิบใจ รักชาติมากขึ้นเยอะ แต่สำหรับประเทศอื่นๆ หมอนี่ใครกัน? ผมก็เพิ่งรู้จักจากหนังเรื่องนี้แหละ

แนะนำกับคนชื่นชอบวัฒนธรรมอเมริกัน, คอหนังเพลง, Broadway, นักแสดง นักร้องเล่นเต้นทั้งหลาย, แฟนๆผู้กำกับ Michael Curtiz และนักแสดงนำ James Cagney ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับ Patriotism

TAGLINE | “Yankee Doodle Dandy คือหนัง Patriotism ที่สมบูรณ์แบบของชาวอเมริกัน แต่ไม่ใช่กันประเทศอื่น”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: