Yellow Earth (1984) Chinese : Chen Kaige ♥♥♥♥♡

(25/4/2022) Huáng tǔdì (อ่านว่า หวงถู่ตี้) ดินสีเหลืองที่ปลูกหญ้าไม่อยากจะขึ้น แต่เป็นทรัพยากรหลักในมณฑลส่านซี ทางตอนเหนือของจีนแผ่นดินใหญ่ มีความทุรกันดารห่างไกล ผู้คนยังยึดถือมั่นในขนบประเพณี เด็กสาวต้องแต่งงานเมื่ออายุสิบสี่ กระทั่งการมาถึงของกองทัพเส้นทางที่แปด (Eighth Route Army) แห่งพรรคคอมมิวนิสต์ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างไหม?

การมาถึงของผู้กำกับรุ่นห้า ‘The Fifth Generation’ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด แห่งวงการภาพยนตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน จากก่อนหน้านี้หนังชวนเชื่อมีแต่พูดพร่ำ ร้องรำ คอมมิวนิสต์ดีอย่างโน้น ประธานเหมาเลิศอย่างนี้ กลายมาเป็นใช้ ‘ภาษาภาพยนตร์’ สื่อสารด้วยการถ่ายภาพ-ตัดต่อ-เพลงประกอบ ใส่ความเป็นศิลปะ มีความเป็นสากล ได้รับคำสรรเสริญชื่นชมระดับนานาชาติ

at least since the 1949 Communist Liberation, to tell a story through images rather than dialog.

เฉินข่ายเกอ ในบทสัมภาษณ์หนังสือ Changing the Face of Chinese Cinema: An Interview with Chen Kaige (2003)

แม้ว่าเฉินข่ายเกอ (Chen Kaige) จะคือผู้กำกับ Yellow Earth (1984) แต่บุคคลได้รับคำชื่นชมล้นหลามจากภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับคือลีลาถ่ายภาพของจางอี้โหมว (Zhang Yimou) ทั้งๆส่วนใหญ่ตั้งกล้อง แช่ภาพ แทบไม่ได้มีการขยับเคลื่อนไหว ฉากภายในก็ดูทะมึน มองไม่ค่อยเห็นอะไร ขนาดเจ้าตัวเรียกว่า ‘dumb photo’ ถึงอย่างนั้นนักวิจารณ์ (และผมเอง) ยกย่องสรรเสริญ งดงามระดับ Masterpiece

ผมมีความต้องการ Revisit ภาพยนตร์เรื่องนี้มาสักพักใหญ่ๆ ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ก่อนหยุดไปรอบก่อน แต่เพราะพบเห็นข่าวการบูรณะเมื่อปี 2018 เลยเฝ้ารอคอยแผ่น DVD/Blu-Ray จนปัจจุบันยังคงหาดูออนไลน์ไม่ได้สักที ก็ช่างแม้งแล้วกัน –” ถ้ามีโอกาสเข้าฉายเมืองไทย แนะนำเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาด! (แอบเชื่อด้วยว่ามีแนวโน้มสูงมากๆเพราะ House Samyan เพิ่งฉายฉบับบูรณะ Not One Less (1999) ผลงานอื่นๆของจางอี้โหมวเลยมีความหวังขึ้นมาทันที!)


เฉินข่ายเกอ (เกิดปี 1952) ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นห้า สัญชาติจีน เกิดที่ปักกิ่ง, บิดา Chen Huai’ai (1920-94) เป็นผู้กำกับรุ่นสาม (มีชื่อเรียกยุคสมัย Early Communist Era) ส่วนมารดา Liu Yanchi เป็นนักเขียนบทหนัง, การมาถึงของ Cultural Revolution (1966-76) เฉินข่ายเกอตัดสินใจเข้าร่วมยุวชนแดง (Red Guards) ประกาศไม่เอาบิดา ปฏิเสธวัฒนธรรมต่างชาติและจีนโบราณ ทั้งยังเคยกระทำร้ายบุคคลผู้ครุ่นคิดเห็นต่าง … นั่นคือแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้าง Farewell My Concubine (1993) และ Together (2002) เพื่อแสดงความรู้สึกผิดของตนเอง

เมื่อปี 1969, เฉินข่ายเกอ กลายเป็น Zhiquing (ยุวชนที่มีการศึกษา ถูกส่งไปดินแดนห่างไกลเพื่อพัฒนาชนบท) เดินทางสู่ซีไต่ แคว้นสิบสองปันนา (Xishuangbanna Agricultural Reclamation Bureau) ได้พบเห็นความทุรกันดาร วิถีชีวิตที่ยังคงยึดถือมั่นในขนบประเพณี หญิงสาวแต่งงานเมื่ออายุเพียงสิบสี่ … แม้เฉินข่ายเกอจะอาศัยอยู่สถานที่แห่งนี้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็กลายเป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Yellow Earth (1984)

เมื่อปี 1975, หลังปลดประจำการจากกองทัพ เดินทางกลับกรุงปักกิ่ง ทำงานยังโรงพิมพ์ Beijing Film Printing Factory, กระทั่งสถาบัน Beijing Film Academy กลับมาเปิดรับสมัครนักศึกษาอีกครั้งเมื่อปี 1978 (ปิดไปเพราะช่วงเวลาการปฏิวัติทางวัฒนธรรม) แม้อายุเกินเกณฑ์ไปหลายปี แต่ใช้ข้ออ้างเพราะเข้าร่วมยุวชนแดง เลยได้รับโอกาสกลายเป็นนักศึกษาภาพยนตร์รุ่นเดียวกับจางอี้โหมว, เทียนจวงจวง และจางจุนจ้าว สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 1982

หลังสำเร็จการศึกษา เฉินข่ายเกอขอติดตามผองเพื่อน (บรรดาว่าที่ผู้กำกับรุ่นห้า) ทำงานยังสตูดิโอเล็กๆ Guangxi Film Studio ยังมณฑลส่านซี ไม่แน่ใจว่ามีส่วนร่วมในการสรรค์สร้าง One and Eight (1983) ของผู้กำกับจางจุนจ้าว หรือเปล่านะ? แต่เรื่องนี้ถือเป็นเสาหลักไมล์ต้นแรกของผู้กำกับรุ่นห้า ที่แม้ไม่ประสบความสำเร็จนัก กลับสามารถสร้างความแตกต่างทางวิสัยทัศน์ ไดเรคชั่นนำเสนอ มีความเป็นศิลปะ ใช้ภาษาภาพยนตร์สื่อสารกับผู้ชม

[The Fifth Generation] shared two convictions: first, the older generation of Chinese filmmakers could be dismissed as propagandists, and second, film was an artistic medium that should be used personally. All of us hated what was passing for cinema in China – all that didacticism, all those dated, theatrical styles – and we set out determined to do something different and better.

เฉินข่ายเกอ

สำหรับ Yellow Earth (1984) ดัดแปลงจากบทกวีร้อยแก้ว 深谷回声 (อ่านว่า Shengu huiyin, แปลว่า Echoes in the Deep Valley) ที่มีลักษณะเป็น ‘musical paean’ ประพันธ์โดยเค่อหลาน (Ke Lan) นามปากกาของ Tang Yizheng (1920-2006) แรงบันดาลจากจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน หลังสำเร็จการศึกษา Hunan First Normal University ได้รับมอบหมายให้ออกเดินทางไปจดบันทึกบทเพลงพื้นบ้านยังเมือง Yan’an, มณฑลส่านซี

ต้นฉบับของเค่อหลาน มีลักษณะของ ‘adolescent fantasy’ สองตัวละครหลัก Guqing และ Cuiqiao เหมือนจะมีความสัมพันธ์โรแมนติก แต่เมื่อหญิงสาวถูกบิดาคลุมถุงชน แต่งงานกับคนไม่รู้จัก เลยตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย, บทหนังของ เฉินข่ายเกอ ร่วมพัฒนากับ จางจื่อเหลียง (Zhang Ziliang) ปรับเปลี่ยนให้ Guqing อายุมากกว่า Cuiqiao (เพื่อตัดทิ้งประเด็นรักๆใคร่ๆ) และตอนจบสอดแทรกแนวคิดชวนเชื่อคอมมิวนิสต์ สร้างโอกาสและความหวังให้กับหญิงสาว (แทนที่เรื่องราวโศกนาฎกรรม)


เรื่องราวพื้นหลัง ค.ศ. 1939, นายทหาร Guqing (รับบทโดย หวังซูฉี) ได้รับมอบหมายจากกองทัพเส้นทางที่แปด (Eighth Route Army) แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน CCP (Chinese Communist Party) ออกเดินทางสู่เมือง Yan’an, มณฑลส่านซี (ขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋ง) จุดประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมบทเพลงพื้นบ้าน นำมาให้ทหารในกองทัพขับร้องเรียกขวัญกำลังใจ

เมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง พบเห็นความทุรกันดาร ดินสีเหลืองที่ปลูกหญ้ายังไม่อยากจะขึ้น ผู้คนยึดถือมั่นในขนบประเพณี เด็กหญิงต้องแต่งงานเมื่ออายุเพียงสิบสี่! เว้นเพียงแต่ Cuiqiao (รับบทโดย ไป๋ชเว) เมื่อได้ยินเรื่องเล่าของ Guqing ค้นพบโอกาสและความหวัง ต้องการเข้าร่วมกองทัพเส้นทางที่แปด เพื่อหลบหนีการถูกคลุมถุงชน ปฏิเสธแต่งงานกับคนไม่เคยพบเจอรับรู้จัก


หวังซูฉี, Wang Xueqi (เกิดปี 1946) นักแสดงชาวจีน เกิดที่ปักกิ่ง ระหว่างอาสาสมัครทหาร ได้เป็นนักแสดงในสังกัด August First Film Studio ติดตามด้วย Chinese Air Force’s Modern Drama Troupe เมื่อปลดประจำการเข้าสู่วงการภาพยนตร์ กลายเป็นขาประจำผู้กำกับรุ่นห้า เริ่มมีผลงานเด่นๆตั้งแต่ Yellow Earth (1984), The Big Parade (1986), Cradle on Wheels (1994), In the Heat of the Sun (1994), To Be with You Forever (2000), Forever Enthralled (2008), Bodyguards and Assassins (2010), และเคยมีบทสมทบเล็กๆ Iron Man 3 (2013)

รับบท Guqing นายทหารจากกองทัพเส้นทางที่แปด แห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นคนมุมานะ ขยันขันแข็ง มุ่งมั่นในภาระหน้าที่ มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์อย่างแรงกล้า เมื่อมาถึงหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้อาศัยอยู่กับครอบครัวของ Cuiqiao เล่าเรื่องราว ความแตกต่างของวิถีชีวิต ทำให้หญิงสาวค้นพบโอกาสและความหวัง ต้องการจะติดตามเขาระหว่างเดินทางกลับ แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธเพราะต้องขออนุญาตหัวหน้าเสียก่อน

ประสบการณ์จากเคยอาสาสมัครทหาร ทำให้หวังซูฉี มีความเหมาะสมบทบาทนี้มากๆ (จะมองว่าเป็น stereotype ของคนเป็นทหารก็ได้เหมือนกัน) เต็มไปด้วยความแน่วแน่ มุ่งมั่น ยึดถือในอุดมการณ์ นอกเสียจากการหัวเราะ Over-Acting เกินจริงไปสักหน่อย แต่อาจเป็นความจงใจเพื่อสะท้อนความแตกต่างระหว่างชาวเมือง-ชนบท อิสรภาพในการแสดงออก-ยึดติดอยู่ในกฎกรอบ ขนบประเพณี บริบททางสังคม

ตัวละครนี้น่าจะถือเป็นอุดมคติชาวจีนยุคสมัยนั้น สำหรับการชวนเชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ในมุมมองคนนอก Guqing ดูทึ่มทื่อ ยึดถือกฎระเบียบเคร่งครัดเกินไป หาได้มีอิสรภาพอย่างที่โม้กล่าวไว้ ทำไมต้องรอการอนุญาตหัวหน้า ไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจด้วยตนเองได้หรือไร … สะท้อนแนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์ได้ชัดเจนมากๆ


สำหรับ ไป๋ชเว, Bai Xue ไม่มีรายละเอียดมากนัก นอกจาก Yellow Earth (1984) ยังมีผลงานอีก 2-3 เรื่อง ก่อนสูญหายตัว น่าจะออกจากวงการภาพยนตร์ไปแล้วกระมัง

รับบท Cuiqiao สาวบ้านนอกอายุ 13 ปี อาศัยอยู่กับบิดาและน้องชาย ช่วยทำงานแบกน้ำ จุดไฟ ใช้ชีวิตไปวันๆอย่างเรื่อยเปื่อย รอคอยโชคชะตาแต่งงานและออกจากบ้านไป กระทั่งการมาของ Guqing เล่าให้ฟังถึงความแตกต่างวิถีชีวิต อิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจ ค้นพบโอกาสและความหวัง เรียกร้องขอให้เขาพาตนเองไป พร้อมอาสาสมัครทหารแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่า ไป๋ชเว ขับร้องบทเพลงด้วยน้ำเสียงตนเองเลยหรือเปล่า แต่ด้านการแสดงถือว่าน่าสนใจ อนาคตไกล (ถ้าเธอเลือกอยู่ต่อในวงการภาพยนตร์) ใช้สีหน้า สายตา เพียงรายละเอียดเล็กๆก็พอให้ผู้ชมสัมผัสถึงความรู้สึกภายใน ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สามารถเลือกคู่ครอง ตัดสินอนาคตด้วยตนเอง เลยพยายามดิ้นรน ตะเกียกตะกาย แหวกว่าย ไม่รู้เหมือนกันสามารถข้ามแม่น้ำเหลือง เติมเต็มความเพ้อฝันสำเร็จหรือเปล่า

ตัวละครนี้คือตัวแทนของชาวชนบท อาศัยอยู่ดินแดนห่างไกล ใช้ชีวิตอยู่บนความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งหนังพยายาม ‘ชวนเชื่อ’ สร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่ ก้าวออกมาจากวิถีชีวิตเก่าๆ ขนบประเพณีคร่ำครึ วัฒนธรรมโบร่ำราญ สามารถเปิดโลกทัศน์ ค้นพบเป้าหมายใหม่ เชื่อมั่นในพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีเพียงประธานเหมาเจ๋อตุง สร้างความเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดขึ้น


ถ่ายภาพโดยจางอี้โหมว, Zhang Yimou (เกิดปี 1951) เกิดที่ซีอาน, เมืองหลวงของมณฑลฉ่านซี บิดาเป็นนายทหารในกองทัพปฏิวัติแห่งชาติจีน (National Revolutionary Army) หรือพรรคก๊กมินตั๋ง ภายใต้การนำของนายพลเจียงไคเช็ก หลังความพ่ายแพ้สงครามกลางเมืองต่อพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อปี 1949 ทำให้ครอบครัวตกที่นั่งลำบาก มีเพียงลุงกับพี่ชายเลือกอพยพสู่ไต้หวัน ส่วนตัวเขาต้องเผชิญหน้าความขัดแย้งเห็นต่างทางการเมืองอย่างรุนแรง

ช่วงระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม จางอี้โหมวออกจากโรงเรียนมาเป็นกรรมกรแรงงานอยู่สามปี ตามด้วยโรงงานปั่นฝ้ายอีกเจ็ดปี เวลาว่างก็เขียนภาพวาด หาเงินซื้อกล้อง ค้นพบความหลงใหลด้านการถ่ายรูป จนกระทั่งสถาบัน Beijing Film Academy เปิดรับสมัครนักศึกษาเมื่อปี 1978 แม้อายุเกินกว่าเกณฑ์ แต่ได้รับอนุญาติจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ชื่นชอบประทับใจภาพวาดผลงานถ่ายภาพ เลยอนุญาตให้เข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษ

หลังสำเร็จการศึกษาได้รับมอบหมายทำงานยัง Guangxi Film Studio ในฐานะตากล้อง One and Eight (1973), แจ้งเกิดโด่งดังจาก Yellow Earth (1984), Old Well (1985), และหันมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Red Sorghum (1988) คว้ารางวัล Golden Bear จากเทศกาลหนังเมือง Berlin

ครั้งแรกที่ผมรับชม Yellow Earth (1984) เป็นความทรงจำไม่รู้ลืม! ตกตะลึงในวิสัยทัศน์อันน่าทึ่ง คาดไม่ถึงว่าจางอี้โหมวจะมีความสามารถด้านการถ่ายภาพโดดเด่นขนาดนี้ โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่อลังการของผืนแผ่นดินสีเหลือง (ด้วย Extreme-Long Shot) มันช่างเอ่อล้น ทรงพลัง มีการวางองค์ประกอบระยะใกล้-ไกล ใช้แสงธรรมชาติ และโทนสีสัน (เหลือง-แดง) งดงามราวกับภาพวาดงานศิลปะ จิตรกรรมม้วน (Chinese Scroll Painting)

น่าเสียดายเล็กๆที่หนังไม่ได้ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX (คงด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และเทคโนโลยีที่น่าจะยังเข้าไม่ถึงประเทศจีน) เพียงฟีล์ม 35mm ขนาดภาพ 1.85:1 หลายคนอาจรู้สึกว่ามีบางส่วนของภาพถูกตัดทอน แนะนำให้รอคอยฉบับบูรณะเพราะเห็นว่ามีการนำส่วนที่ถูกตัดออกในกระบวนการพิมพ์ฟีล์ม ใส่กลับเข้ามาจนได้อัตราส่วน 1.66:1 … ประเด็นคือหนังบูรณะเสร็จตั้งแต่ปี 2018 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังหารับชมออนไลน์ไม่ได้


หนังเริ่มต้นด้วยการก้าวเดินของ Guqing จากเนินไกลลิบๆตรงเข้ามาหากล้อง จากนั้น Cross-Cutting ซ้อนภาพทิวทัศน์ เทือกเขาสูง ที่มีความแห้งแล้ง ทุรกันดาร มองไปทางไหน(ด้วยการแพนกล้อง)ก็พบเห็นแต่ดินสีเหลือง ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น ช่างมีความยิ่งใหญ่อลังการ เมื่อเทียบกับมนุษย์ตัวกระจิดริด ใครไหนจะสามารถเผชิญหน้าต่อสู้เอาชนะ

แค่เพียงอารัมบทของหนังนี้ก็อาจทำให้หลายคนอึ้งทึ่ง อ้าปากค้าง สัมผัสได้ถึงพลังของ ‘Yellow Earth’ โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ทรงพลัง มีอิทธิพลเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นใด รวมถึงมนุษย์ก็มิอาจเผชิญหน้าเอาชนะธรรมชาติ นอกเสียจากปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเอง (ให้เป็นส่วนหนึ่งร่วมกับธรรมชาติ)

นอกจากความโดดเด่นด้านการจัดวางองค์ประกอบภาพ จางอี้โหมวยังมีลายเซ็นต์ด้านการใช้แสงและสีสัน

  • ชื่อหนัง Yellow Earth ก็บอกใบ้อยู่แล้วว่าโทนสีหลักๆคือเหลือง ซึ่งมีทั้งสีของผืนแผ่นดิน และแม่น้ำเหลือง (Yellow River) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อแม่น้ำฮวงโห (Huang He River) หรือแม่น้ำวิปโยค
  • สีแดง ตามความเชื่อของชาวจีน คือสีนำโชคของการแต่งงาน แต่ในบริบทหนังสามารถสื่อถึงความสิ้นหวัง (จากการถูกคลุมถุงชน) ไม่อาจดิ้นหลุดพ้นจากโชคชะตากรรม
    • จางอี้โหมวแสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า สีแดงยังสื่อถึง passion ความต้องการอิสรภาพ ตัวละครพยายามแหวกว่าย ดิ้นให้หลุดพ้นจากวังวน วัฏจักรแห่งชีวิต

ปล. ผมไปเจอภาพนิ่งจากฉบับบูรณะเมื่อปี 2018 เลยนำมาให้เปรียบเทียบกันนะครับ

มีภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคแรกๆของจางอี้โหมว นิยมถ่ายทำช็อตลักษณะคล้ายๆกันนี้ ตัวละครแอบจับจ้องมองอะไรบางอย่าง แล้วแสดงปฏิกิริยาไม่พึงพอใจต่อภาพพบเห็น ในบริบทของหนังเรื่องนี้ก็คือพิธีแต่งงาน คลุมถุงชน

  • ช่วงแรกๆ Cuiqiao ดูเต็มไปด้วยความใคร่รู้ใคร่สงสัย อยากรู้อยากเห็น แต่พอภาพถ่ายใบหน้าเจ้าบ่าว ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความรังเกียจต่อต้าน ไม่สามารถยินยอมรับถ้าเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวบังเกิดขึ้นกับตนเอง
  • ครึ่งหลังจะเปลี่ยนมาเป็น Hanhan จับจ้องมองพี่สาวกำลังจะขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว เดินทางออกจากบ้านไปแต่งงาน ทอดทิ้งให้หลงเหลือตัวคนเดียวกับบิดา แล้วอนาคตจะดำเนินต่อไปเช่นไร (สังเกตภาพทั้งสอง มีการสลับทิศทางกันด้วยนะครับ)

หนังพยายามนำเสนอความแตกต่างระหว่าง Guqing กับชาวนา สมาชิกอื่นๆในหมู่บ้านแห่งนี้อย่างชัดเจน ตั้งแต่วิธีการปฏิบัติต่อแขก (ดูนอบน้อม ให้การเคารพนับถือ) สีของเครื่องแต่งกาย โดยเฉพาะการจัดองค์ประกอบภาพ นั่งอยู่หัวโต๊ะเพียงคนเดียว (เก้าอี้ตัวอื่นนั่งกันอย่างน้อยสองคน) และภาพช็อตขวา เหมือนว่าศีรษะของเขาอยู่สูงกว่าใครอื่น

ความที่หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างไกลท้องทะเล ปลาจึงเป็นสัตว์หายาก ทำได้เพียงแกะสลักไม้แสร้งว่าเป็นปลา แล้วเอาน้ำจิ้มราด เวลารับประทานก็ใช้จินตนาการเอาเอง … นี่มันสิ้นหวังขนาดนั้นเลยรึ

แซว: แม่น้ำเหลืองก็ไม่ได้อยู่ไกลจากชนบทแห่งนี้ มันจะไม่มีชาวประมงหาปลาหรือไร?

เราสามารถตีความ ‘แสร้งว่าปลา’ ในเชิงสัญลักษณ์ถึงชาวบ้านชนบทเหล่านี้ พวกเขาทุกคนล้วนไม่แตกต่างจากเจ้าปลาที่พยายามแหวกว่าย ตะเกียกตะกาย ต่อสู้ดิ้นรน ส่วนใหญ่ล้วนทำได้เพียงว่ายตามน้ำ (สื่อถึงชีวิตที่ดำเนินไปตามครรลอง ไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนแปลงอะไรๆได้ด้วยตนเอง) น้อยนักจะสามารถทวนกระแส (ทำในสิ่งย้อนแย้งขนบประเพณีทางสังคม) ค้นพบทิศทางเอาตัวรอด ครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆได้ด้วยตนเอง

สาเหตุที่ชื่อว่าแม่น้ำเหลือง เนื่องจากพัดพาตะกอนดินทรายมาจากทางทิศตะวันตก ยังความอุดมสมบูรณ์ในการเพาะปลูกให้เกิดขึ้นสองฟากฝั่ง แต่ขณะเดียวกันก็เกิดภาวะน้ำล้นตลิ่งบ่อยครั้ง อุทกภัยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน จึงได้รับฉายาว่า ‘แม่น้ำวิปโยค’

น่าเสียดายที่คุณภาพหนังก่อนการบูรณะดีสุดได้แค่นี้ บางคนเลยอาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่านี่คือ Yellow River ซึ่งล้อกับชื่อหนัง Yellow Earth เพราะมีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม แม่น้ำสามารถเคลื่อนไหล ล่องลอยไป ไม่มีวันหยุดนิ่ง มักใช้เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต ความเปลี่ยนแปลง และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคขวากหนาม

Cuiqiao เหม่อมองยังอีกฟากฝั่งของแม่น้ำเหลือง (สัญลักษณ์ของโลกภายนอก ดินแดน(แห่ง Oz)ที่เธอเพ้อใฝ่ฝัน สักวันต้องหาหนทางพายเรือข้ามให้จงได้) จากนั้นเริ่มขับขานบทเพลงเกี่ยวกับอิสรภาพ ต้องการกางปีกโบยบินเหมือนนกพิราบ ไม่ใช่ฝูงปลาแหวกว่ายดิ้นรนไหลตามกระแสธาราในวัฏฏะสังสาร

อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตเห็น แสงอาทิตย์อ่อนๆ ดูแล้วน่าจะถ่ายทำตอน Golden Hour (ช่วงเวลาหลังพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังมีแสงสีเหลืองทอง หลงเหลืออยู่อีกไม่กี่นาทีก่อนความมืดมิดเข้าปกคลุม) นี่ก็สะท้อนโอกาสและความหวังของ Cuiqiao ที่มีน้อยนิด อับจนหนทาง (ตอนนั้นยังไม่ได้พบเจอ Guqing) หลงเหลือเวลาอีกไม่มากใกล้อายุ 14 กำลังจะถูกจับคลุมถุงชนแต่งงาน

ฉากภายในบ้านตอนกลางคืน ด้วยภาพลักษณะนี้ทำเอาผมแทบหมดสิ้นหวัง มองแทบไม่เห็นรายละเอียดอะไรสักอย่าง เลยได้แต่วาดฝันรอคอยฉบับบูรณะ แต่ก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสรับเชยชม

เราต้องเข้าใจว่าหนังถ่ายทำยังสถานที่ทุรกันดารห่างไกลขนาดนั้น ย่อมไม่มีไฟฟ้า แหล่งกำเนิดแสงสว่างอื่นนอกจากเปลวเทียน กองไฟ ได้เท่านี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้วละ … แฝงนัยยะถึงความมืดมิด สิ้นหวัง ดินแดนแห่งนี้ไร้ซึ่งอนาคต ตราบเท่าที่พวกเขายังคงยึดถือมั่นในขนบประเพณี ไม่ยินยอมปรับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต

ตำแหน่งตัวละครในฉากนี้ แฝงนัยยะอย่างลุ่มลึกล้ำมากๆ โดยเฉพาะแสงเทียนผมครุ่นคิดว่าอาจสื่อถึงอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ชวนเชื่อว่าจักนำพาประเทศชาติสู่ความสว่างไสว ไม่ต้องหลบซ่อนตัว/ทนทุกข์ยากลำบากอยู่ในความมืดมิดอีกต่อไป

  • ใบหน้าของ Guqing อาบฉาบด้วยแสงเทียน แสดงถึงการยินยอมรับอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่าง
  • บิดาของ Cuiqiao นั่งหันหลังให้แสงเทียน ทำให้ถ่ายภาพออกมาย้อนแสง สื่อถึงการปฏิเสธอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง ยังคงยึดถือมั่นต่อวิถีชีวิตเคยดำเนินมา
  • สำหรับ Cuiqiao สังเกตว่าเธอกำลังก่อไฟขึ้นใหม่ สื่อถึงการเริ่มต้น ต้องการที่จะครุ่นคิดตัดสินใจ สามารถเป็นตัวของตนเอง โดยไม่ยึดติดกับอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (หรือจะมองว่ากองไฟเล็กๆนี้ คือตัวแทนคนรุ่นใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้เช่นกัน)
  • Hanhan ที่ยังไม่รับรู้เดียงสา เพียงยืนอยู่ตรงประตูบ้าน ห่างไกลแสงสว่างจากทั้งเชิงเทียน และกองไฟใหม่ของพี่สาว ยังไม่ถึงเวลาที่เด็กชายจะมีสิทธิ์เสียง ครุ่นคิดตัดสินใจอะไรๆ

เครื่องปั่นด้ายโบราณ คือสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตชาวชนบท คนส่วนใหญ่ยังคงยึดถือมั่นในขนบประเพณี วัฒนธรรมดั่งเดิมที่เคยมีมา อดีตเป็นอย่างไร-ปัจจุบันยังต้องคงอยู่เช่นนั้น-อนาคตก็แบบเดียวกัน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแปลง ดิ้นหลุดจากวังวน กงจักรแห่งโชคชะตากรรม

ขณะที่ Cuiqiao กำลังปั่นด้ายอยู่นั้น (ใบหน้าของเธอปกคลุมอยู่ในความมืดมิด) ก็เริ่มขับขานบทเพลง (เดียวกับตอนที่อยู่ริมแม่น้ำเหลือง) โหยหาอิสรภาพชีวิต ครุ่นคิดถึงมารดา ต้องการใครสักคนตัดขาดเส้นด้าย ช่วยชี้นำทาง พาหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้

กล้องจับภาพขณะบิดาของ Cuiqiao แหงนมองท้องฟ้า จากนั้น Tilt Down เลื่อนลงมาแนวดิ่งพบเห็นตัวละครหลักทั้งสี่นั่งล้อมวง เตรียมรับประทานอาหารกลางวัน แต่ภาพกลับให้ความสำคัญผืนแผ่นดินสีเหลือง จนตัดทอนศีรษะนักแสดงบางส่วน

ผมให้นิยามฉากนี้ ‘ท้องฟ้ากว้างใหญ่ ผืนแผ่นดินไพศาล’ ไม่มีทางที่มนุษย์จะต่อสู้เอาชนะธรรมชาติ เพียงก้มหน้ายินยอมรับโชคชะตากรรม (กล้อง Tilt Down จากท้องฟ้าสู่ผืนดิน) ฝนจะตกเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับสวรรค์บันดาล … แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแนวคิดพรรคคอมมิวนิสต์ มนุษย์ล้วนมีสิทธิ์เลือก (เฉพาะพวกที่เห็นพ้องกับตน) สามารถครุ่นคิดตัดสินใจ ทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งฟ้าฝน รอคอยเทพเจ้าบันดาล เพียงสนองอุดมการณ์ประธานเหมาเจ๋อตุง ทุกคนก็จะมีความเสมอภาคเท่าเทียม

ระหว่างการสนทนาหลังมื้ออาหาร (ที่มีแต่น้ำซุป) Guqing เล่าอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์อย่างเชิดหน้าชูตา แต่สมาชิกทั้งสามกลับก้มหน้าก้มตา ได้แต่ยินยอมรับโชคชะตา เพราะนั่นเป็นสิ่งห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับพวกเขา ไม่อยากเชื่อ ไม่อยากปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง วิถีชาวนามีเพียงแต่โศกนาฎกรรม

นี่เป็นอีกฉากที่ผมรู้สึกโคตรเสียดาย ถ้าถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX มันจะตื่นตราตะลึง ยิ่งใหญ่อลังการสักขนาดไหน! เป็นการใช้ระยะทางสร้างสัมผัสความเหินห่างไกล จะว่าไปพยากรณ์เหตุการณ์ตอนจบของหนัง Cuiqiao ก้าวออกเดินทางด้วยลำแข้งเพื่อเติมความเพ้อใฝ่ฝัน แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าเธอทำมันสำเร็จลุล่วงหรือเปล่า เพียงแค่ลาลับขอบผืนแผ่นดินแดนเท่านั้น

รองเท้าใหม่ที่ Cuiqiao อุตส่าห์ทำให้บิดา แต่ระหว่างการไถทำนากลับถอดออกแล้วบอกว่า เดินเท้าเปล่าแบบเดิมดีกว่า! นี่สะท้อนถึงความยึดถือมั่นในรูปแบบวิถีชีวิต ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแปลง หรือยินยอมรับแนวคิด/อุดมการณ์ใหม่ๆของพรรคคอมมิวนิสต์

ช่วงท้ายของหนัง Cuiqiao ฝากรองเท้าคู่ใหม่ผ่านน้องชาย Hanhan ส่งมอบต่อ Cuiqiao เมื่อเขาหวนกลับมาอีกครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การก้าวเดินด้วยลำแข้ง/รองเท้าคู่ใหม่ สามารถกำหนดทิศทางชีวิต เลือกดำเนินไปด้วยการตัดสินใจของตนเอง

หลังจากแม่สื่อมายื่นข้อเสนอแต่งงานกับ Cuiqiao ฉากต่อๆมาเหมือนเธอพยายามหลบสายตา Guqing แม้แต่กล้องก็ไม่ถ่ายให้เห็นใบหน้าขณะพูดคุยสนทนา จับจ้องเพียงหญิงสาวกำลังเย็บรองเท้า (น่าจะเป็นคู่ที่ตั้งใจมองให้ Guqing) และพอตระหนักว่าเขาเตรียมตัวเดินทาง จะจากไปวันพรุ่งนี้ ก็สร้างความหดหู่ สิ้นหวัง เลยตัดสินใจจะทำบางสิ่งอย่าง

ค่ำคืนนั้นตะเกียงที่เคยอยู่ด้านหลังบิดา สลับตำแหน่งมาวางอยู่ด้านหน้า (แต่ตัวละครยังคงนั่ง-ยืน อยู่ตำแหน่งเดิม) อาจเป็นการสื่อถึงความโล่งอกโล่งใจ บุตรสาวกำลังจะได้ออกจากบ้าน แม้ไม่รู้ว่าอนาคตวันข้างหน้าจะทุกข์ยากหรือสุขสบาย แต่นั่นคือโอกาสสำหรับเริ่มต้นชีวิตใหม่ (ในมุมมองของชาวนา) จึงสามารถเผชิญหน้าแสงสว่าง (แต่เขาก็หลับตาตลอดการสนทนา มิอาจเผชิญหน้ากับแสงสว่างยามค่ำคืน)

Betrothed at thirteen at fourteen a wife,
At fifteen a widow for the rest of her life.
Three loud cries on all ears fell.
Three low cries she jumps into the well.

สำหรับ Guqing ตะเกียงด้านหน้าให้ความรู้สึกตรงกันข้ามกับบิดาของ Cuiqiao ไม่ค่อยอยากไปจากสถานที่แห่งนี้ แต่เพราะภาระหน้าที่ มิอาจกระทำสิ่งขัดแย้งต่ออุดมการณ์เชื่อมั่น จึงต้องเตรียมตัวออกเดินทาง ขอบคุณในทุกความปรารถนาดี และรับฟังบทเพลงรำพันถึงวิถีชีวิตชาวนา ‘The rules of the farmers’ (และสิ่งกำลังจะบังเกิดขึ้นกับ Cuiqiao)

เมื่อพบเจอก็ต้องพลัดพรากจาก Hanhan เดินมาส่ง Guqing ไกลสุดก็ตำแหน่งนี้ ก่อนที่จะก้าวลงจากเนินเขา หวนกลับสู่กองทัพเส้นทางที่แปด นำบทเพลง เรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต ส่งมอบต่อให้นายทหารหาญ สร้างขวัญกำลังใจในการต่อสู้รบทำสงครามศัตรู

แซว: นี่เป็นอีกช็อตที่ศีรษะนักแสดงถูกตัดขาด มันไม่ใช่ความผิดพลาดของการถ่ายภาพนะครับ แต่คือการพิมพ์ฟีล์มสำหรับนำออกฉาย จะมีบางส่วนบน-ล่างที่สูญหายไป หวังว่าฉบับบูรณะจะมีการปรับแก้ไขตรงนี้ด้วยนะ

ระหว่างทางกลับ Guqing ได้พบเจอกับ Cuiqiao มานั่งดักรอ ขอร่วมออกเดินทางไปด้วยแต่เขาบอกปัดปฏิเสธ ให้สังเกตหลายๆช็อตของฉากนี้ เนินดิน หรือทิวเขาพื้นหลัง มักมีลักษณะแบ่งครึ่งทะแยงมุม แสดงถึงความโล้เล้ลัง สองจิตสองใจของทั้งสองตัวละคร อยากให้ความช่วยเหลือแต่เพราะติดอุดมการณ์ อยากติดตามไปด้วยแต่ยังขาดความหาญกล้า ด้วยเหตุนี้เขาจึงให้คำมั่นสัญญาหวนกลับมา

ไม่รู้ทำไมผมเห็นช็อตนี้ ชวนให้ระลึกถึงหน้าปก Criterion Collection ภาพยนตร์เรื่อง Salò, or the 120 Days of Sodom (1975) มันเหมือนว่าหญิงสาวกำลังจะถูกทรมาน ปฏิกิริยาสีหน้าของเธอเมื่อพบเห็นเจ้าบ่าว เต็มไปด้วยอาการหวาดกลัว ตัวสั่นเทา จนน้ำตาเร็ดไหลหลั่ง แต่หนังจะไม่นำเสนอภาพบุคคลนั้นนะครับ ปล่อยให้เป็นจินตนาการสุดบรรเจิดของผู้ชมเอาเอง … อาจจะเป็นหนุ่มหล่อล้ำก็ได้นะ

ตามธรรมเนียมของชาวจีนนั้น (ผมจดจำมาจาก Red Sorghum (1988)) หลังแต่งงานได้ 3 วัน เจ้าสาวจะมีสิทธิ์เดินทางกลับบ้าน ซึ่งเหมือนว่า Cuiqiao เลือกใช้โอกาสดังกล่าวในการร่ำลาน้องชาย แบกหามน้ำมาให้บิดาครั้งสุดท้าย ก่อนตัดสินใจหลบหนี พายเรือข้ามแม่น้ำเหลือง ออกเดินทางติดตามหากองทัพเส้นทางที่แปด เพื่อโอกาสและความหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่

ตลอดทั้ง Sequence ถ่ายทำยาม Golden Hour เรียกว่าช่วงเวลาสุดท้ายของหญิงสาวที่จะพบเจอน้องชาย และร่ำลาบ้านพักเคยอยู่อาศัยหลังนี้ น่าเสียดายช็อตนี้มองอะไรแทบไม่เห็น แต่เหมือนว่าภาพพื้นหลัง (บ้านของพวกเขา) จะถูกทำให้เบลอหลุดโฟกัส แฝงนัยยะถึงการสูญสิ้นความสำคัญ ความทรงจำที่เลือนลาง ต่อจากนี้คงไม่ได้พักอาศัยสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป

กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของแม่น้ำเหลือง สร้างความคลุมเคลือให้ผู้ชม ว่าสุดท้ายแล้วเด็กหญิง Cuiqiao จะสามารถพายเรือข้ามฝั่งยามพลบค่ำได้สำเร็จหรือไม่? การปลายเปิดประเด็นนี้ไว้ เพื่อแทนถึงโอกาสและความหวัง อนาคตมีความเป็นไปได้ทั้งนั้น มันอาจสำเร็จ-ล้มเหลว ก็ยังดีกว่าก้มหัวอยู่นิ่งเฉย ยินยอมรับชะตากรรมแล้วไม่ครุ่นคิดทำอะไร

หน้าร้อนอันอบอ้าว (มีการจัดแสงให้ดูสว่างจร้ากว่าปกติ) ทำให้ดินแดนแห่งนี้เหือดแห้งแล้ว พืชพันธุ์ไถหว่านไหวไม่สามารถงอกเงยขึ้นมา ชาวบ้านทั้งหลายจึงรวมกลุ่มกันเพื่อทำพิธีของฝน ร้องขอให้สวรรค์ดลบันดาล นำความชุ่มฉอุ่มหวนกลับคืนสู่สถานที่แห่งนี้ … แต่เหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

จะว่าไปแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ มันก็ขัดย้อนแย้งกันเองหลายเรื่องนะครับ อย่างประเด็นนี้ชวนเชื่อผู้คน ทำไมต้องร่ำร้องฟ้า-ดิน พึ่งพาโชคชะตากรรม เราควรที่จะสามารถครุ่นคิดตัดสินใจ กระทำอะไรๆได้ด้วยตนเอง และโปรดจงเชื่อมั่นพรรคคอมมิวนิสต์ คือหนทางรอดหนึ่งเดียวของชาวจีน … ไม่ให้เชื่อในโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่เทิดทูนบูชาประธานเหมาเจ๋อตุง มันต่างกันยังไง? (แค่เปลี่ยนจากเทวนิยม มาเป็นบุคคลนิยมเท่านั้นละ)

คนส่วนใหญ่ต่างเคลื่อนไหลไปตามกระแสสังคม วิถีความเชื่อเคยยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา เพียงเด็กชาย Hanhan เมื่อหันไปพบเห็น Guqing จึงกระทำการแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ เชื่อมั่นว่าพี่ชายจะสามารถทำให้ชีวิตของตนปรับเปลี่ยนแปลงไป หรือคือเชื่อในอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ท่านประธานเหมาเจ๋อตุง แล้วทุกสิ่งอย่างจะดีขึ้นเอง!

มันไม่ง่ายเลยนะครับที่จะเป็นปลาว่ายทวนกระแสน้ำ เพราะความรุนแรงของคลื่นลม ผู้คน ที่พยายามผลักดันไปข้างหน้า แต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ย่อมไม่มีใครไหนสามารถฉุดเหนี่ยวรั้ง กีดกั้นขวางไม่ไปให้ถึงเป้าหมายปลายทาง

The hammer, the sickle and the scythe,
For workers and peasants shall build a new life.
The piebald cock flies over the wall.
The Communist Party shall save us all!

ตัดต่อโดย Wan Liu และ Pei Xiaonan,

เรื่องราวมีดินสีเหลือง (Yellow Earth) คือจุดศูนย์กลางของหนัง เริ่มต้นจากการเดินทางของ Guping มาถึงยังหมู่บ้านชนบทห่างไกลแห่งหนึ่ง พบเห็นพิธีแต่งงาน ความทุกข์ยากลำบากของผู้คน ได้รับการอุปถัมภ์โดยครอบครัวของ Cuiqiao ให้ที่พักอาศัยหลักนอน จึงตอบแทนด้วยการช่วยเหลือทำไร่ไถนา จนกระทั่งวันต้องร่ำลาจาก เด็กสาวเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ โปรดนำพาฉันไปด้วยได้ไหม

  • การเดินทางของ Guping
    • Guping ก้าวออกเดินทางสู่ดินแดนชนบทห่างไกล เพื่อจดบันทึกบทเพลงพื้นบ้าน นำไปขับร้องสร้างขวัญกำลังใจแก่กองทัพทหาร
    • เมื่อมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เข้าร่วมงานเลี้ยงแต่งงาน พบเห็นความทุกข์ยากลำบากของผู้คน
  • ครอบครัวของ Cuiqiao
    • Guping อาสาให้ความช่วยเหลือแบกน้ำ ทำไร่ไถ่นา เรียนรู้จักวิถีชีวิต ขนบประเพณีท้องถิ่นที่ผู้คนยังคงยึดถือมั่น ทั้งๆสภาพจิตใจนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
    • หลังจากพักอาศัยอยู่สถานที่แห่งนี้มาระยะเวลาหนึ่ง Guping ก็ถึงเวลาต้องเดินทางกลับ Cuiqiao จึงเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ โปรดนำพาฉันไปด้วยได้ไหม
  • การตัดสินใจของ Cuiqiao
    • Cuiqiao ถูกบิดาคลุมถุงชน เข้าพิธีแต่งงาน แต่เธอได้ตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่าง
    • พิธีขอฝนของชาวชนบท พอดิบดีกับการเดินทางกลับมาของ Guping

แม้ส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นการแช่ภาพ Long Take ให้เรื่องราวเคลื่อนดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพื่อสร้างความรู้สึกทุกข์ทรมานในการรับชม (เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตของชาวชนบท ที่เต็มไปด้วยความรันทน แร้นแค้น) ยกเว้นเพียงขณะงานเลี้ยง พิธีแต่งงาน ทั้งภาพ-เสียง เต็มไปด้วยความสนุกสนานครึกครื้นเครง การตัดต่อสลับไปมาอย่างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว


เพลงประกอบโดย เจ้าจี้ผิง, Zhao Jiping (เกิดปี 1945) นักแต่งเพลงจากมณฑลฉ่านซี ตั้งแต่เด็กมีความสนใจทั้งดนตรีคลาสสิกและพื้นบ้านจีน สำเร็จการศึกษาจาก Xi’an Music Conservatory เมื่อปี 1970 แล้วทำงานในสถาบันโอเปร่าท้องถิ่นจนถึงปี 1978 ก่อนตัดใจออกมาร่ำเรียนต่อด้านการประพันธ์เพลงที่ Central Conservatory of Music ณ กรุงปักกิ่ง เริ่มทำงานวงการภาพยนตร์ตั้งแต่ Yellow Earth (1984) และกลายเป็นขาประจำผู้กำกับรุ่นห้า ผลงานเด่นๆ อาทิ Red Sorghum (1988), Raise the Red Lantern (1991), Farewell, My Concubine (1993, To Live (1994), A Chinese Odyssey (1995) ฯ

จีนเป็นประเทศขนาดใหญ่มากๆ จึงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสุดโต่ง ซึ่งการแต่งเพลงพื้นบ้านขึ้นใหม่นั้น จำต้องศึกษาวิถีชีวิต ความเป็นไปของผู้คนแถบนั้นๆ ซึ่งหลังจากหนังได้เลือกสถานที่ถ่ายทำ เจ้าจี้ผิง(พร้อมทีมผู้สร้าง)ก็เข้าไปคลุกคลีผู้คนอยู่เป็นเดือนๆ รับฟังบทเพลงประจำถิ่นมากมาย (มีคำเรียกบทเพลง Folk Songs ของมณฑลส่านซีว่า Xintianyou) เพื่อนำมาเรียบเรียง สรรค์สร้างท่วงทำนองให้มีความละม้ายคล้าย ใกล้เคียงมากที่สุด

คำร้องที่ได้ยินในหนัง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นการแต่งขึ้นใหม่เพื่อให้มีความสอดคล้องเนื้อเรื่องราวขณะนั้นๆ แต่ยังคงแนวคิด ท่วงทำนอง ลักษณะบทเพลงพื้นบ้านท้องถิ่นนั้นไว้, ผมไม่ค่อยแน่ใจว่านักแสดงมีส่วนร่วมในการขับร้องเพลงมากน้อยเพียงใด หรือใช้บริการนักศึกษา/นักร้องเพลงพื้นบ้านมืออาชีพ เห็นเครดิตร่วมงานกับ The Orchestra and Traditional Music Ensemble ของวิทยาลัยดนตรี Xi’an Academy of Music


บทเพลงที่ Cuiqiao รำพันขับร้องบ่อยครั้ง มักขึ้นต้นด้วยคู่นกพิราบโบยบิน เป็นการสื่อถึงอิสรภาพที่หญิงสาวคร่ำครวญโหยหา ต้องการลาจากสถานที่แห่งนี้ มีสิทธิ์เสียง สามารถครุ่นคิดตัดสินใจ กระทำอะไรได้ด้วยตนเอง ไม่ถูกควบคุมครอบงำ กักขังหน่วงเหนี่ยวจากขนบประเพณี วัฒนธรรมบ้าน วิถีโบราณคร่ำครึ พอเด็กสาวอายุสิบสี่ต้องแต่งงานกับชายแปลกหน้า เช่นนั้นแล้วขอตกตายเสียยังดีกว่า

ท่อนถัดไปของบทเพลงจะมีการรำพันถึงมารดา ด้วยความโหยหา ครุ่นคำนึงถึง เพราะเธอลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว ทำให้ขาดความรัก ความอบอุ่น เพียงความเวิ้งว่างเปล่าภายใน ต้องการใครสักคนให้ความช่วยเหลือ พึ่งพักพิง มอบกำลังใจ นำพาให้ฉันค้นพบโลกใบใหม่

อย่างที่ตัวละครพร่ำบอกในหนัง บทเพลงส่วนใหญ่(ของคนในหมู่บ้านแห่งนี้)มักมีคำร้อง/ท่วงทำนองเศร้าโศก โหยหวน รำพรรณาถึงความทุกข์ยากลำบากของชีวิต เด็กหญิงต้องแต่งงานตอนอายุสิบสี่ ไม่มีหนทางออกอื่นเลยหรืออย่างไร

Yaogu Dance (腰鼓) บทเพลงสำหรับการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ (ตรุษจีน) ทางตอนเหนือของมณฑลส่านซี ทำการแสดงโดยชายโสด กระโดดโลดเต้นพร้อมตีกล้อง Yaogu (แปลว่า Waist-Drum) เพราะเชื่อว่าจะสามารถปลุกพลังหยางของดวงอาทิตย์ หลังปรากฏการณ์อายัน (Solstice)

เกร็ด: พิธีการเต้นดังกล่าวค้นพบโดย Lu Xun Folk Arts Academy ซึ่งได้นำมาเป็นเครื่องมือสำหรับล่อลวงดึงดูดหนุ่มโสดมาเกณฑ์ทหาร เข้าร่วมกองทัพแดง (Red Army)

มนุษย์มีความต้องการเอาชนะธรรมชาติมาแสนยาวนาน แต่ไม่เคยกระทำสำเร็จเพราะครุ่นคิดแต่ต่อสู้ เผชิญหน้า ยึดถือมั่นในขนบประเพณี วิถีความเชื่อโบร่ำราณ ฝนไม่ตกก็ทำพิธีขอฝน เด็กสาวต้องแต่งงานตอนอายุสิบสี่ ฯ นั่นทำให้คนเหล่านี้ประสบความทุกข์ยากลำบาก อนาคตช่างมืดหม่น ไร้หนทางวันข้างหน้า พบเพียงความสิ้นหวัง และลงเอยด้วยโศกนาฎกรรม

ถ้าเรามิอาจต่อสู้ เผชิญหน้าศัตรู ทำไมไม่หาหนทางหลบเลี่ยง ปรับเปลี่ยนทิศทางชีวิต มองหาอะไรอย่างอื่นทดแทน การมัวแต่หมกมุ่นครุ่นยึดติด ดื้อรันหัวชนฝา กระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยวิธีเดิมๆสืบทอดต่อกันมา ผลลัพท์มันจะผิดแผกแตกต่างเช่นไร ยิ่งจะทำให้ชีวิตว่ายเวียนวน จมปลักอยู่ในวัฏฏะสังสาร ไม่สามารถปลดปล่อยวาง ดิ้นหลุดพ้นโศกนาฎกรรมได้สักที

สี่ตัวละครหลักของหนัง ต่างเป็นตัวแทนคนจีนรุ่นต่างๆ ที่มีมุมมองแนวความคิด ทัศนคติแตกต่างกันไป

  • Guping คือตัวแทนปัญญาชน บุคคลในสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์ เปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์ ความมุมานะ ขยันขันแข็ง พร้อมกระทำทุกสิ่งอย่างตามคำสั่งท่านผู้นำ
  • บิดาของ Cuiqiao อยู่ฝั่งตรงกันข้าม Guping คือตัวแทนคนรุ่นเก่า ชาวนาต่างจังหวัด ยึดถือมั่นในขนบประเพณี ปฏิบัติสืบต่อมายาวนาน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ปฏิเสธแนวความคิดใหม่ๆ ต้องการเพียงให้บุตรสาวคลุมถุงชนแต่งงาน ตามอย่างตนเองเคยพานผ่าน ประสบโชคชะตากรรมเดียวกัน
  • Cuiqiao เป็นตัวแทนหญิงสาว คนรุ่นใหม่ ต้องการดิ้นรนหลบหนีจากขนบประเพณีดั้งเดิม โหยหาวิถีชีวิตแบบใหม่ ได้อิสรภาพในการครุ่นคิดตัดสินใจ สามารถเลือกคู่ครองด้วยตนเอง
  • Hanhan เด็กชายตัวยังเล็ก ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่รู้ประสีประสาอะไร เลยยังไม่สามารถครุ่นคิดตัดสินใจ โตขึ้นจะเลือกเดินหนทางไหน (ตัวแทนของคนรุ่นถัดไป จับจ้องมองการกระทำของผู้ใหญ่ ซึ่งจักกลายเป็นอิทธิพลแรงบันดาลในอนาคต) แต่มีแนวโน้มดำเนินรอยตามพี่สาว เพราะทำการแหวกว่ายทวนกระแสน้ำเพื่อก้าวไปหา Guqing

แม้ว่าจุดประสงค์หลักๆของ Yellow Earth (1984) จะคือความพยายามชักชวนเชื่อ ‘propaganda’ ให้ชาวชนบท คนต่างจังหวัด อาศัยอยู่ในถิ่นแถบธุรกันดาร หรือใครก็ตามกำลังเบื่อหน่ายวิถีชีวิตดั้งเดิม ได้มีโอกาสเปิดมุมมอง ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค้นพบโลกใบใหม่ ด้วยวิสัยทัศน์ประธานเหมาเจ๋อตุง อาสาสมัครทหารเข้าร่วมกองทัพเส้นทางที่แปด ต่อสู้เผชิญหน้านายพลเจียงไคเช็ก และได้รับความเสมอภาคเท่าเทียมตามอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์

แต่ความรู้สึกส่วนตัวนั้น (ในมุมมองชาวต่างชาติ) ลักษณะชวนเชื่อของหนัง มีแนวคิดไม่ต่างจากฝั่งประชาธิปไตยสักเท่าไหร่ (เพียงบริบทพื้นหลังคือพรรคคอมมิวนิสต์) เพราะสิ่งที่เด็กสาวโหยหานั้นคือ ‘อิสรภาพ’ ไม่ต้องการถูกพันธนาการด้วยขนบประเพณี วิถีความเชื่อดั้งเดิมตั้งแต่โบราณกาล ต้องการแหวกว่ายทวนกระแสธาร พายเรือข้ามผ่านแม่น้ำเหลือง ได้ทำในสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ และสามารถค้นพบคู่ครอง/เป้าหมายชีวิตด้วยตนเอง

นั่นแปลว่าโดยพื้นฐานแล้ว ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ต้องการให้ประชาชนมีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเก่าก่อน ประเทศชาติเจริญมั่งคั่ง แต่ความเป็นจริงแล้วนั่นมันก็แค่แนวคิด ‘อุดมคติ’ เท่านั้นนะครับ ในทางปฏิบัติไม่ว่าจะฝั่งฝ่ายไหน ล้วนเต็มไปด้วยความโป้ปดหลอกลวง สร้างภาพภายนอกให้ดูดี ใช้อำนาจเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง … ผู้นำสมัยนี้ไม่มีใครสนใจหลัก ‘ทศพิธราชธรรม’ กันอีกแล้วนะครับ

เฉินข่ายเกอ คือปัญญาชน คนมีการศึกษา ช่วงวัยเด็กแทบไม่เคยทนทุกข์ยากลำบาก แต่ระหว่างเข้าร่วมยุวชนแดง เคยออกเดินทางสู่แคว้นสิบสองปันนา จึงมีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตชาวชนบท พบเห็นความกันดาร แร้นแค้น แถมผู้คนยังยึดติดขนบประเพณีโบราณคร่ำครึ คงไม่ใช่ภาพน่าอภิรมณ์เริงใจสักเท่าไหร่ พอกลายมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ปักหลักอยู่มณฑลส่านซี เลยมองหาเรื่องราวลักษณะคล้ายๆกันนี้ สามารถเทียบแทนตัวละคร Guping นำเอาแนวคิดใหม่ๆ อุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ มาเผยแพร่ยังดินแดนทุรกันดารห่างไกล

เหตุการณ์ปฏิวัติทางวัฒนธรรม Cultural Revolution (1966-76) มีอิทธิพลต่อเฉินข่ายเกอ ชัดเจนมากๆตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิดนี้ (ก่อนไปประสบความสำเร็จล้นหลามกับ Farewell My Concubine (1993)) เพราะเขาเคยเข้าร่วมยุวชนแดง ทำลายศิลปะวัฒนธรรม ลบล้างอดีตชาติพันธุ์ แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน ทำให้ตระหนักถึงความโง่เขลาเบาปัญญา ‘ถ้ามนุษย์ไร้ซึ่งอดีต จักมีอนาคตได้อย่างไร’ เรื่องราวของ Yellow Earth (1984) คือภารกิจรวบรวมบทเพลงพื้นบ้าน ท่วงทำนองโบร่ำราณสืบสานต่อกันมา จดบันทึกสิ่งที่กำลังจะสาปสูญหาย (ก่อนหน้าการมาถึงของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม) เพื่อให้กลายเป็นสิ่งทรงคุณค่า เหมือนจดหมายเหตุ ‘Time Capsule’ บันทึกปัจจุบันขณะนั้น ให้คนรุ่นหลังมีโอกาสศึกษาเรียนรู้ พบเห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงในประเทศของเรา


เมื่อหนังเข้าฉายในประเทศจีน ผู้ชมส่วนใหญ่ล้วนส่ายหัว ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็สามารถคว้ารางวัล Golden Rooster Awards: Best Cinematography ทำให้ได้รับโอกาสออกเดินทางไปตามเทศกาลหนัง ปรากฎว่าได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม คว้ารางวัลกลับมาไม่น้อย อาทิ

  • British Film Institute Awards: Sutherland Trophy
  • Hawaii International Film Festival: East-West Center Award
  • Locarno International Film Festival: Silver Leopard (Chen Kaige) และ Prize of the Ecumenical Jury – Special Mention

ความสำเร็จระดับนานาชาติทำให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ หวนกลับมาพิจารณาหนังเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีการถกเถียง ตั้งคำถาม ทำให้วงการภาพยนตร์(ของจีน)บังเกิดความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กๆ ค่ายหนังเริ่มให้โอกาสคนหนุ่ม ผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ได้อิสรภาพสรรค์สร้างผลงานที่แตกต่างออกไป … เสียงตอบรับของ Yellow Earth (1984) จึงดีเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ถึงขนาดได้รับการจัดอันดับ 4 ชาร์ท ‘The Best 100 Chinese Motion Pictures’

If it wasn’t for Yellow Earth (1984), then there wouldn’t have been the whole debate about film aesthetics … that film represents the future of Chinese cinema now!

ผู้กำกับเทียนจวงจวง กล่าวไว้เมื่อปี 1986

แม้ว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2018 ด้วยคุณภาพ 4K โดย China Film Archive (เป็นการบูรณะหนัง 4K เรื่องแรกๆของจีน) น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถหารับชมแบบออนไลน์หรือ DVD/Blu-Ray ใครอยากรับชมตัวอย่างคลิกที่ลิ้งค์เฟสบุ๊คนะครับ
LINK: https://www.facebook.com/asianfilmarchive/videos/918755668319702/

ตั้งแต่แรกรับชม CD คุณภาพห่วยๆ ผมก็ชื่นชอบหลงใหล Yellow Earth (1984) ประทับใจความยิ่งใหญ่ของผืนแผ่นดินแดน (ที่แม้มองไม่ค่อยเห็นอะไร แต่ก็สัมผัสได้ถึงความอลังการ) บทเพลงสะท้อนห้วงอารมณ์ (ไม่มีคำแปล แต่สั่นสะท้านถึงทรวงใน) โดยเฉพาะปลาว่ายทวนกระแสน้ำของหญิงสาว แม้มีกลิ่นอายชวนเชื่อคอมมิวนิสต์อยู่บ้าง แต่สามารถมองข้ามประเด็นเหล่านั้นไปเลยก็ยังได้

ความงดงาม ยิ่งใหญ่อลังการในส่วนงานภาพของ Yellow Earth (1984) สมควรค่าแก่การรับชมในโรงภาพยนตร์ จอขนาดใหญ่ IMAX เลยยิ่งดี และต้องฉบับบูรณะปี 2018 การันตีความคุ้มค่าอย่างแน่นอน!

จัดเรต 13+ ในความทุกข์ยากลำบากของชีวิต ทัศนคติโบราณคร่ำครึ คลุมถุงชน แต่งงานเมื่ออายุสิบสี่

คำโปรย | ความยิ่งใหญ่ของ Yellow Earth ไม่มีทางที่มนุษย์จะสามารถต่อสู้ เผชิญหน้า เอาชนะ นอกเสียจากปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติของตัวเราเอง เรียนรู้ที่จะปลดปล่อยวาง และโบยบินสู่อิสรภาพ
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: