Yojimbo (1961)

Yojimbo

Yojimbo (1961) Japanese : Akira Kurosawa ♥♥♥♥♥

นี่คือภาพยนตร์ที่ให้คำนิยาม ‘ซามูไร’ เป็นผู้มีฝีมือดาบเก่งกาจ มันสมองเฉลียวฉลาด ไหวพริบปณิธานเป็นเลิศ วางตัวเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มีหน้าที่อุดมการณ์ความตั้งใจคือ ต่อสู้จัดการกับคนชั่ว ปกป้องผู้บริสุทธิ์ แต่ในสังคมทุกวันนี้ถ้าคนเลวถูกกำจัดหมดสิ้นซาก แล้วโลกมันจะหลงเหลืออะไร?, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

โลกในปัจจุบันมันก็เหมือนหนังเรื่องนี้ ทุกสิ่งอย่างแบ่งออกเป็นสองฝักฝ่าย ถูก-ผิด ดี-ชั่ว นำพาให้เกิดความโกลาหลขัดแย้งทั่วทุกสารทิศ แต่เราจะใช้ชีวิตดำเนินไปเช่นไร เลือกฝั่งไหน ซ้าย-ขวา เหลือง-แดง วางตัวเป็นกลางนิ่งเฉย เครียดคลั่งไปกับมัน หรือสนุกสนานเพลิดเพลิน, เห็นสองฝูงหมากัดกัน เราจะยืนมองให้กำลังใจเชียร์ (ถ่าย Selfie) เข้าไปจับแยกให้เจ็บตัว หรือหยิบไม้เข้าไปร่วมเห่าแจม ก็อยู่ที่ตัวคุณเอง

Akira Kurosawa (1910 – 1998) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Ōmori, Tokyo ในครอบครัวที่พ่อเคยเป็นซามูไร มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย สอนให้ลูกๆเปิดรับแนวคิด อิทธิพล วัฒนธรรมของชาติตะวันตก ทำให้เด็กชาย Kurosawa มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องแรกตั้งแต่ตอนอายุ 6 ขวบ แต่ความสนใจแรกของเขาคือเป็นจิตรกรนักวาดรูป ซึ่งก็ได้มุ่งไปทางนั้น หัดเรียนเขียนแบบ คัดตัวหนังสือ และเคนโด้ ควบคู่กันไป, โตขึ้นพยายามหาเลี้ยงชีพด้วยการวาดรูปแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักที ปี 1935 มีสตูดิโอเกิดขึ้นใหม่ Photo Chemical Laboratories หรือ P.C.L. (ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Toho หนึ่งในสตูดิโอใหญ่สุดของญี่ปุ่นในปัจจุบัน) เปิดรับสมัครตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ Kurosawa ที่ไม่เคยสนใจทำงานดังกล่าว ลองยื่นใบสมัครพร้อมส่ง Essay แสดงความเห็นเรื่องข้อบกพร่องพื้นฐานของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ซึ่งเขาได้เขียนเชิงประชดประชันตอบไปว่า ถ้าข้อบกพ่องคือพื้นฐานของวงการภาพยนตร์ คงไม่มีทางแก้ไขได้แน่ ปรากฎว่าผู้กำกับ Kajirō Yamamoto อ่านแล้วเกิดความสนใจ เรียกมาสัมภาษณ์งาน และว่าจ้างให้กลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัว

ความสามารถของ Kurosawa มีความหลากหลาย เรียนรู้งานไว ส่อแววอัจฉริยะ คือทำได้ทุกอย่างตั้งแต่สร้างฉาก ออกค้นหาสถานที่ จัดแสง พากย์เสียง ตัดต่อ ก้าวหน้าจากผู้ช่วย (third assistant) กลายเป็นหัวหน้า (chief assistant) ในระยะเวลาไม่ถึงปี โดยเฉพาะผู้กำกับ Yamamoto ทั้งส่งเสริม ปลุกปั้น เป็นอาจารย์ (mentor) ให้คำชี้แนะนำ ซึ่งหนังเรื่อง Horse (1941) จริงๆจะถือว่า Kurosawa ได้กำกับภาพยนตร์เต็มตัวเรื่องแรกก็ได้ เพราะเขาทำงานแทน Yamamoto แทบทั้งหมด, ใช้เวลากว่า 2 ปี ค้นหาเรื่องราวน่าสนใจสำหรับกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก ก็ได้พบกับ Sanshiro Sugata (1942) เขียนโดย Tsuneo Tomita เพิ่งตีพิมพ์ได้ไม่นานยังไม่เป็นที่รู้จักวงกว้าง Kurosawa อ่านจบปุ๊ปขอให้ Toho ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงปั๊ป นิยายขายดีทันที สตูดิโออื่นสนใจยื่นขอซื้อต่อแต่ช้าไปแล้ว

ไม่เหมือนผู้กำกับคนไหนในญี่ปุ่นขณะนั้น Kurosawa หลังจากอ่านนิยาย/บทภาพยนตร์ จะเกิดภาพจินตนาการในหัว (Visual Image) ด้วยความสามารถทางศิลปะที่ตนมี วาดภาพสิ่งนั้นออกมาเป็น Storyboard ใส่ครบทุกรายละเอียด ทิศทางมุมกล้อง ฉาก/พื้นหลัง อุปกรณ์ประกอบ หรือแม้แต่ตัวละคร การกำกับนักแสดง ฯ รายละเอียดยิบในระดับที่ใครมาอ่านก็เห็นภาพ นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เองได้โดยทันที

ซึ่งอิทธิพลความสนใจของ Kurosawa ในยุคแรกๆ ถือว่ารับจากชาติตะวันตกมากพอสมควร อย่าง Yojimbo มีกลิ่นอายคล้ายหนัง Cowboy Western ของผู้กำกับ John Ford หลายๆเรื่อง, High Noon (1952), Shane (1953) ฯ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวเขาได้รับฉายาจากนักวิจารณ์ว่าเป็น ‘Western Director’ ไม่ค่อยที่มีความเป็นญี่ปุ่นผสมอยู่สักเท่าไหร่ [ตรงกันข้ามกับ Kenji Mizoguchi ที่ได้รับการยกย่องว่า ‘Japanese Director’ สร้างภาพยนตร์ที่มีความเป็นญี่ปุ่นสูงมากๆ] แต่ถึงจะว่าไปเช่นนั้น Kurosawa ก็มิได้สร้างหนังเพื่อเอาใจชาติตะวันตกแม้แต่น้อย ปรับเปลี่ยนพื้นหลังเรื่องราวให้มีความเป็น ‘ญี่ปุ่น’ อยู่เสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ชมในประเทศสามารถเปิดรับแนวคิด ทัศนคติ ความเข้าใจอะไรใหม่ๆจากสังคมโลกที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป

ต้องบอกว่าเพราะความเป็น Western Director ถ้าไม่ได้ Kurosawa วงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นอาจยังจมปลักอยู่กับโคลนตม ไม่ได้รับการยอมรับหรือเปิดโลกทัศน์จากชาติตะวันตก โดยเฉพาะ Rashōmon (1950) ที่คว้ารางวัล Golden Lion จากเทศกาลหนังเมือง Berlin คือภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ทั่วโลกได้มีโอกาสรู้จัก เปิดประตูสู่ทศวรรษแห่งยุคทอง Yasujirō Ozu, Kenji Mizoguchi ฯ ถึงได้กลายเป็นที่รู้จักตามมาติดๆ

กระนั้นในการทำงาน Kurosawa ขึ้นชื่อว่าเป็นคนโคตรเผด็จการ อยากได้อะไรต้องได้ มีปากเสียงต่อว่านักแสดงทีมงานบ่อยครั้ง จนได้รับฉายา ‘The Emperor’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนหัวรุนแรง พาลหาเรื่องผู้อื่นไปทั่ว แต่เพราะหมกมุ่นในความสมบูรณ์แบบ Perfectionist ต้องการให้สิ่งที่ถ่ายทำออกมาตรงกับวิสัยทัศน์ของตนเองเป็นที่สุด เมื่อไม่ได้มาด้วยวิธีการนุ่มนวล ก็ต้องใช้ความกดดันบีบบังคับ
– Mifune โดนไปเต็มๆกับหนังเรื่องนี้ เพราะมากองถ่ายสายเพียงวันเดียวโดน Kurosawa พูดพาดพิงถึง ทำให้ถัดจากวันนั้นประกาศกร้าว ตรงเวลา 6 โมงเปะทุกเช้า ถึงกองถ่ายแต่งหน้าทำผมสวมชุดพร้อมถ่ายทำโดยทันที แล้วใครอื่นอย่ามาสายให้เห็นนะ
– ตากล้อง Kazuo Miyagawa ก็โดนขึ้นเสียงถูกต่อว่า เพราะถ่ายภาพได้ไม่ถูกใจ Kurosawa แต่เจ้าตัวกลับไม่ถือสา พอผู้ช่วยถามทำไมไม่สวนกลับไปบ้าง ได้รับคำตอบว่า

“Look at Kurosawa. He devotes himself completely to his work. No other director works so hard to achieve the ideal shot he has envisioned in his mind. I have no right to say anything to someone like him.”

สำหรับ Yojimbo ผู้กำกับ Kurosawa เคยให้สัมภาษณ์ถึงพล็อตของได้แรงบันดาลใจหลักๆมาจากการรับชมภาพยนตร์เรื่อง The Glass Key (1942) หนังนัวร์ของผู้กำกับ Stuart Heisler นำแสดงโดย Brian Donlevy, Veronica Lake, Alan Ladd ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Dashiell Hammett ตีพิมพ์ปี 1931, กระนั้นมีนักวิจารณ์ที่เคยอ่านนิยายเรื่อง Red Harvest (1929) ก็จากนักเขียนคนเดียวกัน แสดงทัศนะว่ามีพล็อตและเรื่องใกล้เคียงกับหนังมากกว่า แต่ไม่ได้รับการยืนยัน มีแนวโน้มสูงจะโดยบังเอิญ

ร่วมงานกับ Ryūzō Kikushima อีกหนึ่งนักเขียนขาประจำของ Kurosawa ตั้งแต่ Throne of Blood (1957), The Hidden Fortress (1958), The Bad Sleep Well (1960) ในอนาคตยังมี Sanjuro (1962), High and Low (1963), Red Beard (1965)

พื้นหลังประมาณปี 1860 ยุคสมัย Edo Period (ปกครองด้วยระบบศักดินา ผู้ปกครองสูงสุดเป็นโชกุนจากตระกูล Tokugawa), เรื่องราวของ Rōnin ซามูไรนิรนามไร้สังกัด ออกเดินทางพเนจรมาถึงหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง พบเจอถนนหนทางไร้ผู้คนสัญจร บ้านเรือนปิดประตูหน้าต่างมิดชิด เดินเข้า Izakaya (ร้านอาหาร) ได้รับรู้เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มนำโดย Seibei กับ Ushitora ทั้งๆที่เคยเป็นเจ้านาย-ลูกน้องในสังกัดเดียวกัน แต่เมื่อขัดคอไม่ลงรอยจึงแยกตัวออกไปตั้งสังกัดของตนเอง รวบรวมสมัครพรรคพวก ต่อสู้เข่นฆ่ากระทำสิ่งสกปรกชั่วร้ายมากมาย เพียงเพื่อให้ได้ยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จแต่เพียงผู้เดียว

เกร็ด: Rōnin, โรนิน คือซามูไรพเนจร ไร้สังกัด ไม่มีเจ้านาย/ปราสาทเป็นหลักแหล่ง มักทำงานรับจ้าง องค์รักษ์ รับค่าตัวเป็นเงินไม่ก็อาหาร สุรา นารี

Toshirô Mifune (1920 – 1997) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Qingdao, Shandong ประเทศจีน (Japanese-Occupied Manchuria) ปู่เป็นหมอสมุนไพร พ่อทำงานเป็นช่างถ่ายภาพ ตอนเป็นเด็กเก่งกีฬาคาราเต้ ยิงธนู และฟันดาบ จนพออายุ 19 จับได้ใบแดงเลือกทหารอากาศ เป็นนักถ่ายภาพ Aerial Photography ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยเหตุนี้ปลดประจำการออกมา จึงสมัครทำงานที่ Toho Production ตำแหน่งผู้ช่วยตากล้อง แต่แล้วโชคชะตาเกิดพลิกผัน เมื่อบรรดานักแสดงในสังกัดสตูดิโอประท้วงไม่ทำงาน ย้ายไปอยู่สตูดิโอใหม่ Shin Toho ทำให้มีการเปิดรับนักแสดงหน้าใหม่จำนวนมาก เพื่อนของ Mifune แอบส่งใบสมัครพร้อมรูปถ่ายโดยเจ้าตัวไม่รู้เรื่องมาก่อน จำใจต้องมา Audition พร้อมแสดงความเกรี้ยวกราดต่อหน้าผู้กำกับ Kajirō Yamamoto แต่กลับเป็นที่ชื่นชอบประทับใจ จับเซ็นสัญญาและส่งต่อให้ผู้กำกับ Senkichi Taniguchi นำแสดงในผลงานเรื่องแรก Snow Trail (1947)

Kurosawa ที่ตอนนั้นทำงานกับ Toho ในตอนแรกพยายามหลีกเลี่ยงไม่อยากเสียเวลาไปกับการ Audition ครั้งนี้ แต่เพราะได้รับคำยั่วยวนจากผู้กำกับ Hideko Takamine ว่ามีคนหนึ่งน่าสนใจมากๆ นั่นทำให้เขาได้พบกับ Mifune เป็นครั้งแรก เกิดความตกตะลึง อึ่งทึ่ง ในพลังความเกรี้ยวกราดที่ราวกับสัตว์ป่าพยายามดิ้นให้หลุดจากกรงขัง

“a young man reeling around the room in a violent frenzy … it was as frightening as watching a wounded beast trying to break loose. I was transfixed.

I am a person rarely impressed by actors, but in the case of Mifune I was completely overwhelmed.”

– Kurosawa พูดถึง Mifune ในการพบเจอครั้งแรก

ทั้งสองได้ร่วมงานครั้งแรก Drunken Angel (1948) ประสบความสำเร็จไปด้วยกันกับ Rashōmon (1950), Seven Samurai (1954), Throne of Blood (1957), The Hidden Fortress (1958) จนครั้งสุดท้าย Red Beard (1965) รวมทั้งสิ้น 16 เรื่อง มักได้รับบทซามูไร, โรนิน, ยากูซ่า จนกลายเป็นภาพลักษณ์ติดตา กระทั่งว่านิตยสาร Kinema Junpo จัดอันดับนักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษ 20 ชื่อของ Toshiro Mifune ติดอันดับ 1 แบบไร้ข้อกังขา

รับบทซามูไรนิรนาม พเนจรเร่ร่อนไปทั่ว โยนไม้ให้โชคชะตานำทาง มาลงเอยยังหมู่บ้านแห่งนี้ เกิดความใคร่สนใจในความขัดแย้งของคนสองกลุ่ม ราวกับครุ่นคิดตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกจะให้การช่วยเหลือ ปลดแอก เข่นฆ่ากำจัดคนพาล คอรัปชั่น เห็นแก่ตัวทั้งหลาย แต่จะทำอย่างไรให้เปลืองตัวน้อยที่สุด วิธีการคือปล่อยให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเองให้ตายไปข้างหนึ่งก่อน ลดศัตรูลงเกินครึ่งก็จะเบาแรงลงได้มาก

ผู้ชมน่าจะรับรู้ได้อยู่แล้วว่า Kuwabatake Sanjuro ไม่น่าใช่ชื่อจริงของพระเอก เพราะเมื่อครั้นถูกถามถึง จะให้ตอบว่า ‘อยากเรียกอะไรก็เชิญ’ มันค่อนข้างเสียมารยาททีเดียว เลยมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นทุ่ง Mulberry ก็เลยนำมาตั้งชื่อเสียเลย เป็นการบอกโดยนัย ไม่ต้องรู้หรอกว่าฉันคือใคร

เกร็ด: Kuwabatake แปลว่า ทุ่งต้นหม่อน, Mulberry field ส่วน Sanjuro แปลว่า ชายอายุสามสิบปี,

Kurosawa บอกกับ Mifune ให้อ้างอิงตัวละครนี้เหมือนกับสุนัขบ้าหรือหมาป่า ด้วยเหตุนี้ตัวละครจึงมักซุกแขนอยู่ในอกเสื้อ ชอบเกาคันโน่นนี่นั่น (เหมือนถูกหมัดกัด) ดึงออกมาเฉพาะตอนหยิบจับตะเกียบกินอาหาร ยกแก้วดื่มสาเก และชักดาบต่อสู้เท่านั้น, เวลาเผชิญหน้าศัตรูจะมีความสงบแน่นิ่ง ไม่ไหวติง หรือแสดงอาการหวาดหวั่นกลัว พอชักดาบก็แสดงความเกรี้ยวกราดรุนแรง รวดเร็วว่องไว ไม่ปล่อยให้เหยื่อหลุดรอดจากเงื้อมือ

เกร็ด: ตราสัญลักษณ์ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า mon) ที่ติดเสื้อของตัวละครนี้เป็นรูปหมาป่า ด้วยเหตุนี้นักวิจารณ์เวลาพูดเปรียบเทียบ Kurosawa กับ Mifune จึงมักเรียกว่า ‘The Emperor and the Wolf’

สิ่งที่ Mifune สร้างขึ้นกับตัวละครนี้ มีคำเรียกว่า anti-Hero บุคคลที่มักทำตัวนอกคอก หัวขบถ คิดพูดกระทำแตกต่างจากคนอื่น แต่แท้จริงแล้วภายในจิตใจเป็นคนดีแท้ เต็มเปี่ยมด้วยอุดมการณ์หนักแน่นมั่นคง พร้อมเสียสละตนเอง ชอบให้การช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือแม้แต่คำขอบคุณ, ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์การแสดงออกภายนอก กับตัวตนแท้จริงภายใน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า anti- ตรงกันข้าม เข้าสำนวน ‘รู้หน้าไม่รู้ใจ’ คนแบบนี้แหละที่เรียกว่า ‘คมในฝัก’

Tatsuya Nakadai (1932 – ยังมีชีวิตอยู่) นักแสดงชื่อดังสัญชาติญี่ปุ่น, เกิดที่ Tokyo ในครอบครัวที่ยากจนมาก ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าเรียนหนังสือเลยตัดสินใจเป็นนักแสดง มีความชื่นชอบ John Wayne และ Marlon Brando จากเคยเป็นตัวประกอบเล็กๆ ซามูไรเดินผ่านใน Seven Samurai (1954), มีผลงานประสบความสำเร็จ อาทิ The Human Condition Trilogy, Harakiri (1962), Samurai Rebellion (1967), Kwaidan (1965) ฯ ร่วมงานกับ Kurosawa ทั้งหมด 5 ครั้ง Yojimbo (1961), Sanjuro (1962), High and Low (1963), Kagemusha (1980) และ Ran (1985)

รับบท Unosuke มีศักดิ์เป็นน้องคนเล็กของ Ushitora และ Inokichi ชื่นชอบการเล่นปืน ทำให้มีความเย่อยิ่งจองหอง ทะนงตน เพราะคิดว่าเป็นอาวุธที่รวดเร็วและเหนือกว่าดาบ แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่มีจุดอ่อนให้ใครอื่นตอบโต้

แซว: Nakadai เล่นเป็นตัวร้ายทั้งใน Yojimbo และ Sanjuro

แค่ใบหน้าของ Nakadai ก็โหดโฉดชั่วร้าย อํามหิต เลือดเย็น รอยยิ้มราวกับอสรพิษ ไม่ผิดแน่ถ้าจะเปรียบตัวละครนี้ดั่งงูเห่า ชอบซุกมือทั้งสองข้างไว้ในอกเสื้อ คงจะกำปืนของไว้แน่นไม่ยอมให้ไกลห่าง ด้วยเหตุนี้คำขอสุดท้ายใกล้ตาย ถ้าไม่ได้สัมผัสเจ้าสิ่งนี้คงนอนตาไม่หลับ

ถ่ายภาพโดย Kazuo Miyagawa (1908 – 1999) ตากล้องในตำนานของญี่ปุ่น เจ้าของผลงาน Ugetsu (1953), Floating Weeds (1959), Tokyo Olympiad (1965) ฯ นี่เป็นการร่วมงานครั้งที่สองกับ Kurosawa ถัดจาก Rashōmon (1950)

Opening Credit เริ่มจากเสียงรัวกลอง เครดิตขึ้น ชื่อหนังมาพร้อมกับภาพเทือกเขา ตัวละครเดินเข้าหน้ากล้อง เกาหัวหนึ่งทีแล้วออกเดินไปเรื่อยๆ ภาพถ่ายมุมเงยท้อง’ฟ้า’ตามติดด้านหลัง จากนั้นสักพักก้มลงมองพื้น’ดิน’ มาหยุดตรงทางแยกสี่แพร่ง หยืบกิ่งไม้อันหนึ่งขึ้นมา โยนให้’ฟ้าดิน’นำทางไป, นี่ถือเป็นหนึ่งในฉากเปิดหนัง ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงาม เจ๋งโคตรๆที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง (ติด 1 ใน 12 ที่ Criterion จัดอันดับ)

แทบทั้งหมดของหนังถ่ายในระดับสายตาของ Sanjuro กล่าวคือถ้าตัวละครนั่ง-ยืน-เดิน ก็มักจะเห็นภาพติดพื้นดิน แต่เมื่อไหร่ขึ้นไปเป็นกองเชียร์อยู่บนอัฒจรรย์ ก็จะมีช็อตมุมสูงถ่ายลงมา นี่เป็นการบ่งบอกชัดเจนเลยว่า หนังเล่าเรื่องในสายตาของตัวละครนี้เท่านั้น

Sanjuro มองซ้าย แต่กล้องกลับถ่ายให้เห็นฝั่งขวา (คือจะได้ให้ผู้ชมเห็นใบหน้าของเขา)

Sanjuro มองขวา แต่กลับถ่ายให้เห็นฝั่งซ้าย

และเมื่อสองฝั่งมาปะทะกันตรงกลาง คราวนี้ก็ Master Shot เห็นทุกสิ่งอย่างคลอบคลุมทั้งหมดในช็อตเดียว ซ้าย-ขวา ต่อสู่กัน และ Sanjuro นั่งเชียร์เป็นกรรมการอยู่ข้างบน

นี่เป็นฉากที่ผมขำหนักที่สุดในหนังแล้ว หมาสองฝูงมันต้องการต่อสู้แย่งชิงอาณาเขต แต่กลับแค่เห่าหอนลองเชิง ไม่มีใครแน่จริงกล้าวิ่งเข้าปะทะต่อสู้ตรงๆ ขี้ขลาดหวาดกลัวความตายกันแทบทั้งนั้น

เช่นกันกับฉากถัดมา เมื่อผู้ตรวจการ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า Bugyō) เดินทางมาถึง ใครจะไปคิดว่าสองฝั่งฝ่ายที่เกลียดขี้หน้ากันแทบตาย จะสามารถจับมือหยุดพักรบ เพื่อรักษาชื่อเสียงหน้าตาของเมือง ‘ขายผ้าหน้ารอด’ โดยแท้

ฉากนี้ถ่ายออกจาก Izakaya ทั้งหมด เมื่อเปิดหน้าต่างออกหมด เสาไม้ทั้งหลายมีลักษณะเหมือนซี่กรงขัง ซึ่งผู้ที่อาศัยสังเกตการณ์อยู่ภายในก็คือหมาป่า Sanjuro เฝ้ารอวันที่จะหลุดออกไป

จะมีซีนพิศวงอยู่ฉากหนึ่ง Sanjuro ปามีดปักใบไม้ที่ลมพัดไปมา โห! ไม่ง่ายเลยนะ มันต้องสักกี่เทคกันกว่าจะแม่นยำได้ขนาดนี้, แต่เห็นว่าจริงๆแล้วหนังหลอกตาผู้ชม จะเห็นว่ามีเส้นลวดหรือเส้นด้ายผูกติดอยู่ที่ปลายมีด ใช้การดึงออกแล้วเอาพัดลมเป่า นำมาฉายย้อนกลับ Reverse Shot เทคเดียวก็ผ่านได้แล้ว

ซีนที่กลายเป็นตำนานของหนัง Sanjuro ฟื้นคืนชีพจากอาการบาดเจ็บสาหัส เดินเท่ห์ๆพกความมั่นใจมาเต็มร้อย เพื่อมาชำระแค้นจัดการคนชั่ว ฝุ่นควันฟุ้งโขมงอยู่ด้านหลัง เสียงฉิ่งฉับจัดเต็ม และเสียงติกๆเหมือนนาฬิกา นี่เป็นการ Prelude ก่อนเริ่มฆ่าฟันกันให้สูญสิ้นไปข้างหนึ่ง

ช่วงทศวรรษนั้น Kurosawa ต่อต้านเรื่องความรุนแรงมาก สร้างหนังเรื่องนี้โดยตั้งใจให้เห็นเลือดน้อยที่สุด (เห็นเน้นๆก็แค่ตอน Unosuke นอนรอความตายเลือดอาบ) ส่วนใหญ่จึงเน้นลีลาการต่อสู้ ฟันฉับๆล้มลงสิ้นใจ เป็นความอาร์ทที่ไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่, เห็นว่า Kurosawa มาพูดเสียใจตอนหลัง ว่าตัดสินใจผิด ทำให้หนังขาดความสมจริงไปมาก

ตัดต่อโดย Akira Kurosawa, แม้การเล่าเรื่องจะดำเนินไปข้างหน้าเป็นเส้นตรง แต่หนังก็ให้เวลาความสำคัญกับทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม นำเสนอเหตุการณ์ต่างๆ ดีชั่วควบคู่กันไป ทำให้ผู้ชมจะเห็นว่าไม่มีฝั่งไหนน่าได้รับการช่วยเหลือแม้แต่น้อย สมควรถูกฆ่าให้หมดสิ้น

สิ่งที่ผมชอบมากๆของการตัดต่อ คือภาษาที่มีความเป็นสากล สามารถทำความเข้าใจได้โดยไม่ต้องครุ่นคิดตามสักเท่าไหร่, เริ่มต้นจากการแนะนำตัวละคร/เรื่องราว ทุกครั้งขณะกำลังเริ่มต้นต่อสู้ ก็จะมี Intro ยืนเรียงหน้ากระดาน จ้องหน้าประจันกัน จากนั้นต่างฝ่ายค่อยๆเดินย่องย่างกรายเข้าหา มันอาจใช้เวลาสักพักตัดสลับฝั่งไปมาเพื่อสร้างจังหวะ บรรยากาศ พอเข้าถึงระยะประชิดต่อสู้ ตัวละครจะมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วไว ตะครุบงับกัดฟันเหยื่อไม่ให้ตั้งตัว ตอนจบของหนังก็จะรวดเร็วแค่ประมาณนี้แหละ คนสมัยก่อนบอกดูแทบไม่ทัน แต่สมัยนี้คงบ่นช้าเกิ้น!

สำหรับการเปลี่ยนฉาก หลายครั้งใช้เทคนิค Wipe Transition เลื่อนภาพไปด้านซ้าย-ขวา นี่ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจ George Lucas นำไปใน Star Wars ภาคแรก จนโด่งดังกลายเป็นตำนาน

เพลงประกอบโดย Masaru Sato (1928 – 1999) จากที่เคยเป็นวาทยากรกำกับวงออเครสต้าให้ Fumio Hayasaka ตอน Seven Samurai (1954) ปีถัดมาหลังจาก Hayasaka เสียชีวิตขณะกำลังทำ I Live in Fear (1955) เลยได้รับโอกาสให้สานงานต่อ จากนั้นกลายเป็นขาประจำของ Kurosawa ตั้งแต่ Throne of Blood (1957) จนถึง Red Beard (1965)

คำแนะนำจาก Kurosawa บอกว่า ‘อยากแต่งอะไรก็ได้ตามชอบ แค่ขอให้ไม่เหมือนหนัง Samurai เรื่องอื่นๆของยุคนั้น’ ปรากฎว่า Sato เลือกใช้ดนตรีสไตล์ Jazz Classical ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากไอดอลส่วนตัว Henry Mancini เต็มไปด้วยกลิ่นอายสนุกสนาน ครึกครื้นเครง สอดคล้องรับกับนิสัยกวนประสาทของตัวละครได้เป็นอย่างดี (แต่เหมือนจะไม่ค่อยเข้ากับ Samurai Period เสียเท่าไหร่นะ)

เริ่มต้นด้วยเสียงรัวกลองอย่างรวดเร็วรี่ ร้องเรียกให้ฝูงชนวิ่งปรี่กรูเข้ามา พวกข้ากำลังจะเปิดการแสดงโชว์ นำเสนอเรื่องราวมุมมองของโลกที่แบ่งฝั่งฝ่ายออกเป็นสองขั้วตรงกันข้าม เห่าหอนไล่กัดต่อยตีแย่งชิงอำนาจ มันช่างน่าขบขันโปกฮา ไร้สาระเสียกระไร

บรรดาเพลงประกอบในหนังของ Akira Kurosawa ที่ชื่นชอบอันดับ 1 ในใจของผมนั้น เสมอกันสองเรื่องเลือกไม่ได้ระหว่าง Seven Samurai กับ Yojimbo หนึ่งมีความอลังการขนหัวลุกซู๋ซ่า สองมีความสนุกสนานครื้นเครงกวนประสาท เป็นอารมณ์ที่เปรียบเทียบกันไม่ได้ กึกก้องกังวาล ตราตรึงสั่นหู เปิดย้อนฟังจนจำทำนองได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับชม

Yojimbo แปลว่า Bodyguard, ผู้คุ้มกัน, องค์รักษ์ ฯ ในบริบทของหนัง ผู้ชมอาจคิดว่าซามูไรผู้นี้มีความกะล่อน ปลิ้นปล้อน ย้ายข้างไปมา ขาดเกียรติศักดิ์ศรี จงรักภักดี สนแต่ความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่เขาพยายามทำการปกป้องคุ้มครองมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ‘ผู้บริสุทธิ์’ บุคคลผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลย แต่กลับถูกจับมาพัวพันในความขัดแย้งของคนสองเหล่า เงินทองหาใช่เรื่องสำคัญ หนำซ้ำยังถูกจับทรมานทำร้ายบาดเจ็บสาหัส, บุคคลผู้มีอุดมการณ์ระดับนี้ สูงส่งยิ่งใหญ่ไม่ด้วยไปกว่า Seven Samurai (1954) แม้แต่น้อย

เรื่องราวของหนังถือเป็นการวิพากย์สังคม/การเมือง ของผู้กำกับ Akira Kurosawa ในมุมมองคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด พยายามวางตัวเป็นกลาง คอยสังเกตการณ์อยู่บนอัฒจรรย์กองเชียร์ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็พบว่ามิอาจสงบนิ่งเฉยต่อไปได้ เพราะเหตุการณ์ได้ลุกลามบานปลาย ส่งผลกระทบเสียหายในทรัพย์สินถิ่นที่อยู่ และบุคคลอื่นผู้มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นอะไรด้วย แม้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจักมีฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะ ความขัดแย้งจบสิ้นลง สันติสุขหวนคืนกลับมา แต่มันคือสังคมอุดมคอรัปชั่น คนชั่วครองเมือง นั่นมันใช่โลกที่น่าอาศัยอยู่หรือเปล่า?

ตอนจบของหนัง มองได้คือการพยากรณ์และความคาดหวังของ Kurosawa ใครก็ได้สักคน ซามูไรไร้นาม ที่พร้อมเสี่ยงเสียสละชีพเพื่อส่วนรวม ทำตัวเป็นฮีโร่ วีรบุรุษ กำจัดฆ่าล้างคนชั่วให้หมดสิ้นสูญไป เมื่อกระทำการสำเร็จโลกเราย่อมต้องได้พบเจอความสงบสุขสันติ แต่มันก็แลกมากับจุดสิ้นสุดของทุกสิ่งอย่าง ไม่มีอะไรหลงเหลือนอกจากความเงียบสงัด

ในมุมมองของผู้ชมทั่วไป ตอนจบแบบนี้ถือเป็น Tragedy สิ้นหวัง เพราะมีคนตายเป็นเบือ แม้แต่สองนายผู้เป็นกลาง คนขายผ้าไหมกับหมักสุรา ยังสูญเสียสติกลายเป็นบ้าฆ่าแกงกันเอง แต่ไม่ใช่ว่านี่คือโลกที่ใครๆต่างโหยหากันหรอกหรือ? วันที่ไร้ซึ่งความขัดแย้งระหว่างพวกขวาจัด-ซ้ายจัด เหลือง-แดง

มันคือสัจธรรมอันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ที่คนสองฝ่ายตรงกันข้ามจะหันหน้าปรองดอง พูดคุยจับมือกลายเป็นมิตรพึ่งพากัน ความขัดแย้งรังแต่ทวีเพิ่มความรุนแรง มากขึ้นจนกระทั่งฝ่ายหนึ่งหมดสิ้นความอดทน พวกเขาก็จะทำลายฆ่าล้างกันจนกว่าหมดสิ้นสูญไปข้างหนึ่ง หรือดับดิ้นทั้งสองฝ่าย และเมื่อถึงจุดนั้นมนุษย์ทั้งหลายก็จะรับรู้บทเรียนสำคัญ ‘เราขัดแย้งกันไปเพื่ออะไร?’

ตลกสิ้นดี! นี่ใจความสำคัญที่ Kurosawa แสดงทัศนะเอาไว้ ไอ้เรื่องความขัดแย้งของคนสองเหล่าเนี่ยนะ ถอยออกมามองในมุมมองคนนอก แบบตัวละคร Sanjuro โอ้โห! ดราม่ามันชิบหาย น่าติดตาม พลาดไม่ได้สักวินาทีเดียว (ขนาดพี่แกบาดเจ็บปางตาย หลบซ่อนตัวอยู่ในโลงศพ ยังต้องขอชะแวบแอบมองดู)

ในบรรดาหนังของ Kurosawa เรื่องที่ประสบความสำเร็จทำเงินสูงสุดในญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้คือ The Hidden Fortress (1958) แต่พอการมาถึงของ Yojimbo (1961) ก็สามารถทุบทำลายสถิติได้อย่างรวดเร็ว ก่อนถูก Sanjuro (1962) ที่เป็นภาคต่อแซงไปอย่างรวดเร็วกว่า

หนังออกฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice ได้มา 2 รางวัล
– New Cinema Award (Toshirô Mifune)
– Volpi Cup for Best Actor (Toshirô Mifune)

เข้าชิง Oscar สาขา Best Costume Design, Black-and-White พ่ายให้กับ La Dolce Vita (1961)

ในบรรดาภาพยนตร์ที่รับอิทธิพลจากหนังเรื่องนี้ แล้วพบเจอความสำเร็จโด่งดังมากที่สุด คือ Dollars Trilogy หนัง Spaghetti Western ของผู้กำกับ Sergio Leone ประกอบด้วย
– A Fistful of Dollars (1964)
– For a Few Dollars More (1965)
– The Good, the Bad and the Ugly (1966)

สตูดิโอ Toho พยายามยื่นฟ้อง Sergio Leone โทษฐานที่นำหนังไป Remake โดยไม่ได้รับอนุญาต กระนั้น A Fistful of Dollars แม้จะมีความคล้ายคลึง Yojimbo สักแค่ไหน แต่แค่เปลี่ยนซามูไรเป็นคาวบอย ฝรั่งมันก็มองว่าคนละเรื่องแล้ว ได้หน้าแหกเพราะศาลตัดสินให้แพ้

มีเพียง Akira Kurosawa เป็นผู้กำกับที่ผมมีหนังเรื่องโปรดสองเรื่อง Seven Samurai (1954) กับ Yojimbo (1961) แถมด้วยเหตุผลเดียวกันด้วยนะคือ ‘อุดมการณ์ของตัวละคร ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง’ นี่เป็นสิ่งฝังรากลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ วิธีคิด และการมองโลกของผมไปโดยสิ้นเชิง แค่ว่าเรื่องแรกได้รับชมก่อนเลยชอบมากกว่า ส่วนเรื่องนี้ดูทีหลังไม่ยิ่งใหญ่เท่าแต่ก็ฟินเกินคำบรรยาย

ขณะรับชมหนังเรื่องนี้ ให้ตั้งคำถามหนึ่งขึ้นในใจ ‘พระเอกมันทำเรื่องบ้าๆเหล่านี้ เพื่ออะไร?’ ถ้าคุณสามารถให้คำตอบที่สมเหตุสมผลได้ ก็จะรับรู้ว่าหนังเรื่องนี้มีความยิ่งใหญ่ประการใด ควรค่าอย่างยิ่งกับการ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฟนๆหนังซามูไร, แนวตลกร้าย สะท้อนเสียดสีการเมือง, แฟนๆผู้กำกับ Akira Kurosawa และนักแสดง Toshirô Mifune ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

จัดเรต 13+ กับความขัดแย้ง และการเข่นฆ่า

TAGLINE | “Yojimbo ของจักรพรรดิ Akira Kurosawa ทำให้ Toshirô Mifune กลายเป็นราชาหมาป่า”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORITE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of