Your Name (2016)

Kimi no Na wa

Your Name (2016) Japanese : Makoto Shinkai ♥♥♥♡

ผลงานเข้าหาตลาดของ Makoto Shinkai, Kimi no Na Wa? หลับตาฝัน ถึงชื่อเธอ เป็นอนิเมะที่จะพาคุณไปพบกับ 2 เรื่องราวคู่ขนาน หนึ่งคือการค้นหาความทรงจำ ที่อาจหลงลืมไปแล้ว แต่อยากหวนระลึกถึงมากที่สุด สองคือความฝันถึงอนาคต ตัวตนที่อยากเป็น แต่ชีวิตมันอาจไม่ได้เป็นจริงดั่งฝัน

ดูอนิเมะเรื่องนี้แล้วทำให้ผมนึกถึง Michelangelo Antonioni ผู้กำกับชาวอิตาเลียน ที่ทำหนังโดยใช้เรื่องราว/ตัวละคร/วิธีการนำเสนอ แทนด้วย ‘นามธรรม’ ทั้งหมด เรื่องราวดำเนินไปแต่หาได้มีความหมายสื่อถึงเช่นนั้นไม่ การรับชมหนังของเขาด้วยการมองแค่หน้าหนัง ถือเป็นการ ‘ดูถูก’ ผู้กำกับอย่างมาก แต่ไม่ใช่ทุกคนจะดูหนังของ Antonioni แล้วจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้

กับ Makoto Shinkai ผมคิดว่าเขาคงไม่มีอคติอะไรกับผู้ชมที่มองได้แค่หน้าหนัง เข้าใจไม่ถึงเนื้อในแท้ที่ตนนำเสนอออกมา เพราะเขาจงใจสร้างอนิเมะเรื่องนี้ ให้ใครทุกคนสามารถทำความเข้าใจในมุมมองของตนเองได้, ซึ่งการแค่สามารถซึมซับบรรยากาศ เข้าใจเรื่องราวโดยคร่าวๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้หลงใหล คลั่งไคล้ในตัวอนิเมะเรื่องนี้แล้ว

เรื่องที่มีหน้าหนัง เปิดกว้างให้ใครๆสามารถเข้าใจได้ง่าย นี่เรียกว่า ‘หนังตลาด’ ถือเป็นครั้งที่ 2 ถัดจาก Children Who Chase Lost Voices (2011) ที่ Shinkai เลือกทำอนิเมะลักษณะนี้, เขาคงมีความตั้งใจทำแนวตลาด สลับกับอนิเมะขายสไตล์ของตนเอง ซึ่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่งใน Your name คงเกิดคำถามขึ้นในใจ เป็นไปได้หรือเปล่าที่จะสร้างอนิเมะขายตลาดผสมกับสไตล์ตนเองไปพร้อมๆกัน, ซึ่งสิ่งที่เขาทำใน Your name คือส่วนผสมของ 2 เรื่องราวที่สะท้อนซึ่งกันและกัน มองในมุมนี้คือ ครึ่งหนึ่งคือหนังตลาด และอีกครึ่งหนึ่งคือส่วนผสมสไตล์ของตนเอง

ก็ถือว่าเขาทำสำเร็จในการเข้าถึงผู้ชมในวงกว้างนะครับ ดูจากรายรับที่มากมายมหาศาล ที่ขนาด Shinkai ยังตกใจ บอกว่า ‘ผลงานของผมไม่ได้มีคุณภาพระดับนั้น ผลตอบรับเช่นนี้เกินตัวไปมาก’ ช่างเป็นผู้กำกับที่ถ่อมตัวทีเดียว, ก็ไม่ผิดที่ Shinkai พูดเช่นนี้นะครับ ในความลงตัวของงาน อนิเมะเรื่องนี้ยังห่างไกลจุดที่จะเรียกว่า สมบูรณ์แบบ มีสิ่งที่ติดๆขัดๆเป็นปัญหาขัดอกขัดใจอยู่พอสมควร คนส่วนใหญ่คงมองข้ามไม่สนใจ แต่ผมจะทำเป็นมองไม่เห็นไปได้ยังไง

หลังเสร็จจาก The Garden of Words (2013) Makoto Shinkai ได้เริ่มมองหาวัตถุดิบที่จะมาสร้างเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องถัดไป, ช่วงต้นปีนั้น (15 กุมภาพันธ์ 2013) มีเหตุการณ์อุกกาบาตตกที่เมือง Chelyabinsk Oblast, ประเทศรัสเซีย สะเก็ตอุกกาบาตขนาดเล็กจำนวนมากได้กระจัดกระจายตกลงบนหลังคาบ้านเรือนได้รับความเสียหาย และมีอุกาบาตขนาดใหญ่ลูกหนึ่งเผาไหม้ไม่หมด ตกถึงพื้นโลก เกิดเป็น Aftershock รัศมีเกือบๆ 30 กิโลเมตร ทำให้มีผู้บาดเจ็บนับพันๆคน โชคดีที่ไม่มีใครเสียชีวิต, นี่อาจจะคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ Shinkai เกิดแรงบันดาลใจสร้าง Your name ขึ้นมา (นับย้อนหลังไป 3 ปี ก็พอดีกับระยะห่างระหว่างคู่พระนางเลยนะครับ, 3 ปีนี้พอดีกับระยะเวลา Time Skip ใน The Place Promised in Our Early Days เสียด้วย)

ใครสนใจอยากเห็นเหตุการณ์อุกกาบาตตกที่รัสเซีย ลองดูคลิปนี้ใน Youtube นะครับ, ช่วงท้ายจะมีภาพ Aftershock ที่เกิดขึ้นหลังด้วย

อีกหนึ่งแรงบันดาลใจ เห็นว่ามาจากบทกวีของ Ono no Komachi (ค.ศ.825-ค.ศ.900) หนึ่งในหกสุดยอดกวีของญี่ปุ่นแห่งยุค Heian period (Shinkai เป็นนักเรียนสาขาอักษรศาสตร์ ภาควิชาวรรณกรรมญี่ปุ่น จึงไม่แปลกที่จะรู้จัก เคยอ่านกวีเก่าๆดังๆระดับนี้) ที่มีชื่อว่า Yume to Shiriseba (Had I known it was a dream)

Did he appear,
because I fell asleep
thinking of him?
If only I’d known I was dreaming
I’d never have wakened.

เพราะความต้องการผลงานขายตลาด Shinkai จึงเลือกใช้บริการทีมงานมืออาชีพอย่าง Masashi Ando (Spirited Away, When Marnie Was There, Paprika) รับหน้าที่ Animation Director และ Masayoshi Tanaka (Anohana, The Anthem of the Heart, Toradora!) รับหน้าที่ Characters Design เป็นการร่วมงานครั้งแรกของของทั้งสาม, ส่วนทีมงานทำอนิเมชั่น ยังคงเป็นลูกมือชุดเดิมของ CoMix Wave Films ที่ออกทุนสร้าง จัดจำหน่ายโดย Toho

Shinkai รับหน้าที่โปรดิวเซอร์, กำกับ, เขียนบท, ถ่ายภาพ, ตัดต่อ ฯ ยังคงเหมาหมดทุกหน้าที่ที่ตนทำได้, ก่อนที่อนิเมะจะออกฉาย มีการวางจำหน่ายนิยายเรื่อง Kimi no Na wa? เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2016 ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน คงเพื่อทดลองตลาด และเพิ่มฐานผู้ชมที่อาจได้มาเพิ่มจากกลุ่มนักอ่านนิยาย (ที่อาจชื่นชอบและอยากดูฉบับดัดแปลงเป็นอนิเมะ), ยอดขายเมื่อเดือนกันยายน 2016 สูงเกิน 1 ล้านเล่ม (นี่พอๆกับยอดขายประจำปีของ SAO เลยนะ)

สำหรับทีมพากย์ตัวละครหลัก จะใช้บริการเสียงของนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง (ที่ไม่ใช่ Seiyuu)

Ryunosuke Kamiki (เล่นหนังคนแสดง Rurouni Kenshin รับบท Seta Sōjirō, เล่นหนังคนแสดง Bakuman รับบท Akito Takagi, ปี 2006 ได้รางวัล Newcomer of the Year จาก Japan Academy Prize) พากย์เสียง Tachibana Taki ชายหนุ่มนักเรียนม.ปลาย อาศัยอยู่ที่ Tokyo ใช้ชีวิตอย่างสุขสันต์ ทำงาน part-time ในร้านอาหารอิตาเลี่ยน แอบชอบรุ่นพี่ที่ทำงานด้วย เป็นคนนิสัยใจร้อนวู่วาม แต่อ่อนหวานและนุ่มนวล

Mone Kamishiraishi (เล่นหนังคนแสดง Chihayafuru รับบท Kanade Ooe, ปี 2015 ได้รางวัล Newcomer of the Year จาก Japan Academy Prize) พากย์เสียง Miyamizu Mitsuha, หญิงสาวนักเรียนม.ปลาย อาศัยอยู่ชนบท Itomori นิสัยตรงไปตรงมา มีความฝันต้องการไปอยู่ Tokyo แต่ครอบครัวของเธอเป็น Miko ผู้ดูแลศาลเจ้าประจำเมือง ที่จำเป็นต้องสืบสานประเพณีอันเก่าแก่ของหมู่บ้านเอาไว้

พระนางคู่นี้ ถือว่าตรงต่อรูปแบบของ Shinkai ที่พบได้ในอนิเมะทุกเรื่อง คือสร้างมาให้ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง อาทิ ในเมือง-ชนบท, อดีต-อนาคต, วิถีเก่า-วิถีใหม่, อ่อนแอ-เข้มแข็ง, ทำงานร้านอาหาร ใช้พลังงานความเร็ว-ทำงานถักด้าย ใช้ความประณีตละเอียดอ่อน ฯ จะเห็นว่าทั้งสองเติมเต็มกันและกันได้อย่างพอดี

การพากย์ของคู่นี้เวลาสลับกาย-จิต
– ร่าง Taki สังเกตง่ายหน่อย, ถ้า Mitsuha เข้าสิง จะดูแต๋วๆ ไหล่ห่อ บิดไปบิดมา ชอบทำหน้าแดงๆ เสียงพูดจะเบาๆ อู้อี้ในลำคอ, ถ้าเป็น Taki เจ้าของร่าง จะมีความโผงผาง อกผายไหล่ผึ่ง น้ำเสียงระดับปกติ
– ร่าง Mitsuha จะตรงกันข้าม, ถ้า Mitsuha เจ้าของร่าง เธอจะทำตัวเรียบร้อย สงบเสงี่ยม น้ำเสียงนุ่มนวลระดับปกติ, ถ้าเป็น Taki เข้าสิง ท่าทางวางมาด หลังตรงยืดอก หน้าเชิด ชอบนั่งแยกขาและกอดอก เสียงพูดจะเข้มๆแมนๆ สาวกรี๊ด

เห็นมีคนสงสัยว่า คู่พระนางไปหลงรักกันตอนไหน ไม่เห็นเคยเจอกันเลย? ถึงกายของทั้งสองจะไม่เคยพบกัน แต่ใจเชื่อมโยงกันตลอดเวลาขณะย้ายร่าง, ต่างฝ่ายได้พบวิถีการใช้ชีวิตของฝ่ายตรงข้าม รู้จัก เข้าใจตัวตน สังเกตจากเพื่อน ครอบครัว คนรอบข้าง, ความรัก ก่อตัวขึ้นจากการได้รู้จัก เข้าใจตัวตนตน มีสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับอีกฝ่าย… ไม่ใช่ว่าสองคนนี้ต้องมีเข้าใจกันและกันที่สุดหรอกหรือ ถึงสามารถอยู่ในร่างของฝ่ายตรงข้ามได้?

อีกหนึ่งนักพากย์สมทบที่มีชื่อเสียง Masami Nagasawa พากย์เสียง Okudera Miki รุ่นพี่ที่ Taki แอบชอบ เสียงของเธอน่าหลงใหลมาก เห็นในเครดิตแสดง Our Little Sister (2015) รับบท Yoshino Kōda พี่สาวคนรอง จำกันได้ไหมเอ่ย?

สำหรับบทสมทบที่เหลือ จะเป็น Seiyuu ที่หลายคนอาจเคยรู้จัก อาทิ Aoi Yūki พากย์เสียง Natori Sayaka เพื่อนสาวของ Mitsuha, Kana Hanazawa มารับเชิญ เป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมญี่ปุ่น (นางเอกใน The Garden of Words) ที่แนะนำให้รู้จักคำว่า Kataware (เวลาโพล้เพล้)

งานภาพของอนิเมะเรื่องนี้ ใช้ลูกเล่นการเคลื่อนไหวของภาพ 3 มิติ ทำออกมาได้ ว๊าวมากๆ, กับคนที่ติดตามวงการอนิเมชั่นมาเรื่อยๆ คงไม่รู้สึกแปลกตาเสียเท่าไหร่ นี่เป็นเทคนิคที่เห็นได้ร่ำไปในอนิเมะฉายโรงภาพยนตร์ แต่นี่น่าจะเป็นเรื่องแรกของ Shinkai ที่มีการผสมผสานภาพวาดสุดงดงาม 2 มิติ ร่วมกับงานภาพ 3 มิติ (คงเพราะได้ Animation Director ระดับมืออาชีพเข้ามาช่วยพัฒนางานสร้างได้อย่างเยอะ) ตั้งแต่ฉากแรกที่อุกกาบาตตกลงพื้น ก็เห็นมิติ Layer ของภาพวาดหลายชั้นมากๆ (เดี๋ยวอีกหน่อยผมเชื่อว่า Shinkai อาจทำอนิเมะเรื่องที่เป็นภาพวาด 2 มิติ แต่ดูในโรง 3 มิติเห็นความลึกก็เป็นได้)

กับความสวยงามของงานภาพ ต้องยกนิ้วให้กับความสมจริงในการลงสีและจัดแสง นี่อาจจะใช้โปรแกรม 3 มิติ ช่วยจัดแสง เพราะภาพวาดจริงๆ การจัดแสงไม่น่าจะทำออกมาได้สวยเลิศขนาดนี้ในทุกช็อต, นี่อาจเพราะทีมงานได้เลือกสถานที่จริงมาใช้เป็นแบบด้วย ทำให้ง่ายต่อการวาดภาพ ลงสี และจัดแสง

Racking Focus หรือ Selective Focus คือการไล่ตำแหน่ง/ระดับโฟกัสภาพในช็อตเดียว, นี่เป็นเทคนิคที่คุ้นๆว่าเคยเห็นครั้งแรกใน The Garden of Words ผมเองก็ยังไม่มั่นใจว่าทำได้ยังไง คือถ้าเป็นภาพยนตร์คนแสดง มันจะมีมิติความลึก ที่กล้องถ่ายภาพสามารถปรับเปลี่ยนระดับโฟกัสได้ทันที แต่เมื่อมันเป็นอนิเมชั่น 2 มิติที่ไม่มีความลึก ถ่ายจากกล้องอาจจะทำไม่ได้ (หรือเปล่าไม่รู้นะ) คิดว่าคงใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าช่วย แล้วไล่ตำแหน่งการโฟกัส ให้คมชัดเฉพาะจุด

ผมเอาคลิป Racking Focus มาให้ดูด้วย เผื่อใครนึกไม่ออกว่าเป็นยังไง

มุมกล้องแปลกๆ เคลื่อนกล้องแนวๆ ถือเป็นสไตล์ของ Shinkai เหมือนกันนะครับ ที่พยายามเน้นจุดนี้เพราะอยากทำให้เห็นว่า อนิเมชั่นมีมุมกล้องที่กล้องถ่ายภาพไม่สามารถถ่ายได้จาก Live Action ก็มีหลายช็อตทีเดียว เช่น มุมก้มเห็นน่องขณะกำลังปั่นจักรยาน (จริงๆช็อตนี้มันก็ถ่ายได้นะ แต่โคตรอันตรายเลย), ถ่ายออกมาจากรถไฟขณะวิ่ง ฯ ซึ่งการจะทำให้ภาพสวยงามในทุกช็อต ก็คงมีแต่อนิเมะเท่านั้นแหละที่ทำได้

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะรู้อยู่แล้ว ว่าหลายๆสถานที่ในอนิเมะเรื่องนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง อาทิ Lake Suwa จังหวัด Nagano, ศาลเจ้า Hida-sannogu Hie-jinja Shrine อยูจังหวัด Gifu, Aogashima Island เกาะภูเขาไฟ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของ Hachijojima ฯ อยากเห็นภาพเปรียบเทียบก็คลิกโลด

reference: http://www.online-station.net/entertainment/cartoon/615

การตัดต่อเล่าเรื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 องก์

Swaping Game, กับเหตุการณ์สลับร่าง เริ่มต้นหลังเพลงเปิด ใช้จิตวิญญาณของ Mitsuha เล่าเรื่องก่อน เธอโผล่มาในร่างตนเอง พร้อมความพิศวงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันก่อนหน้า จากนั้นตื่นมาอีกทีไปโผล่ในร่างของ Taki ซึ่งพอตระหนักได้ว่านี่มันเป็นมากกว่าความฝัน คือเรื่องเหนือธรรมชาติ อนิเมะเปลี่ยนมุมมองมาใช้จิตวิญญาณของ Taki ทันที เริ่มจากในร่างของตัวเองแล้วตื่นในร่าง Mitsuha พอระลึกได้แล้ว(เช่นกัน) ก็จะใช้การตัดสลับรัวๆเร็วๆ สะท้อนภาพเหตุการณ์ของทั้งสอง มีภาพกลางวัน/กลางคืนขึ้นลงแบบ Fast Foward จบที่ทั้งสองปรากฎพร้อมกัน แบ่งซ้ายขวาในช็อตเดียว พูดขึ้นพร้อมกัน นี่มันเกิดบ้าๆอะไรขึ้นมา!

ช่วงนี้ เราจะได้สนุกสนานกับปรากฎการณ์สลับร่าง (Body Swap) ที่ตัดสลับไปมาได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ
– Mitsuha มีความฝันที่ต้องการเกิดชาติหน้าเป็นหนุ่มหล่ออยู่โตเกียว … ฝันเธอเป็นจริงแล้ว แต่แค่ครึ่งเดียว
– Taki แม้ไม่ได้มีความฝันที่อยากเกิดเป็นผู้หญิง แต่การได้อยู่ในร่างของผู้หญิง ก็มีความพึงพอใจ ชอบนวดคลึงจับหน้าอกตนเอง

มันจะมีเสียงๆหนึ่ง คล้ายเสียงระฆังดังก้องกังวาล ขณะที่ทั้งสองสลับร่างกัน คุ้นๆว่าจะได้ยินเฉพาะองก์แรก และตอนสลับร่างครั้งสุดท้าย (ในองก์ที่ 3) ผมเรียกเสียงนี้ว่า เสียงแห่งโชคชะตา ถ้าจำไม่ผิด ภาพจะเคลื่อนขึ้นเร็วๆเห็นท้องฟ้า นี่อาจมีนัยยะว่า เป็นอภินิหารของพระเจ้า (เรื่องเหนือธรรมชาติ)

Finding Answer (Worst Case), อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ทั้งคู่เริ่มปรับตัวเข้ากับสถานการณ์บ้าๆนี้ได้ แต่แล้วทุกสิ่งอย่างก็จบสิ้นลง มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงไม่สลับร่างกับเธออีก, มุมมองขององก์นี้ แทบจะเป็นของ Taki ทั้งหมด (มีของ Mitsuha แค่ตอนวัน Festival) ซึ่งมีการหลอกด้วยนะ ตอนขึ้นเขา Aogashima หลายคนคงคิดว่าคือจิตวิญญาณของ Mitsuha แต่แท้จริงเป็นจิตวิญญาณของ Taki (ครั้งนี้ถือว่าเนียนที่สุดแล้ว ถ้ายายไม่พูดออกมาก็คงไม่รู้)
– Taki  เมื่อเขาพบกับปัญหาที่หาคำตอบไม่ได้ จึงออกแสวงหา และได้พบสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เธอเปรียบเสมือนความทรงจำในอดีตที่กำลังค่อยๆเลือนลางจางหายไปแล้ว
– Mitsuha กับอนาคตที่เคยวาดฝันไว้ ก็เริ่มลางเรือน (เธอตัดผมสั้นเพราะผิดหวังในการพบกับ Taki) เมื่ออุกกาบาตตกใส่ ทุกสิ่งอย่างจึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้

Change the game (Best Case), มันจะมีหรือเปล่า โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง อดีตและอนาคตไปพร้อมๆกัน
– Taki เลือกทำในสิ่งที่ตนเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขในอดีตได้
– Mitsuha ลืมตาขึ้นในอนาคต และพบเห็นจุดจบที่ไม่สามารถทำอะไรได้

ทั้งสองเผชิญหน้าพบกันในเวลาโพล้เพล้ ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างกลางวันกลางคืน คนหนึ่งอยากแก้ไขอดีต อีกคนหนึ่งอยากแก้ไขอนาคต แต่ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ในร่างของฝ่ายตรงข้าม สุดท้ายกลับสู่ร่างเดิมของตนเอง

“วิธีแก้ไขอดีตนั้นมีแต่บิดเบือน/วาดฝันถึงอีกความทรงจำหนึ่ง ส่วนวิธีแก้ไขอนาคตคือทำปัจจุบันให้ดีที่สุด”

อุกกาบาต เป็นสิ่งสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงเหนือธรรมชาติ (Supernatural) ในอนิเมะอธิบายว่าคือสิ่งที่ทำให้หนุ่มสาวสองคนสลับร่างกัน ดั่งความเชื่อในการอธิษฐานดาวตก (เห็นดาวตกให้หลับตาอธิษฐานแล้วจักสมหวัง) แต่ดาวตกไม่ได้มีหน้าที่เปลี่ยนแปลงอะไร ยังไงก็ต้องตกตรงนั้น แค่ให้โอกาสทั้งสองได้ทำการเปลี่ยนแปลงอดีตและอนาคตของตนเอง

เมื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสำเร็จ อดีตที่เคยจดจำก็จะเริ่มพร่าจางเลือนลาง อนาคตความฝันก็จะเปลี่ยนไป ไม่มีใครจำชื่อกันและกันได้ เพราะต่างคนก็ได้ทำการเปลี่ยนแปลงอดีตและอนาคตของตนเองสำเร็จ

Kimi no Na wa? แปลว่า What is your name? คุณชื่ออะไร? ตัดย่อสั้นๆ เหลือแค่ Your name…?, ชื่อของคน เป็นคำสัญลักษณ์แทน ‘การจดจำ’ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ความทรงจำ’ เหมือนเวลาเรานึกถึงเพื่อนคนหนึ่งวัยเด็กที่ไม่ได้พบเจอกันนานหลายสิบปี สิ่งที่เราจดจำหมอนี่ได้ ไม่ใช่ที่หน้าตา หรือเขาชื่ออะไร แต่คือวีรกรรม เหตุการณ์ หรือนิสัยบางอย่าง อาทิ ‘ไอ้นี่มันเคยแก้ผ้าหน้าชั้นเรียนไม่อายสาว’, ‘นิสัยมันเหล่สาวไปทั่ว แต่จีบใครไม่เคยติด’ ฯ นี่คือกระบวนการทำงานของสมองมนุษย์ เรามักจดจำสิ่งที่เป็นรูปธรรมไม่ค่อยได้ แต่จะจดจำนามธรรมได้เป็นอย่างดี นี่แหละที่เรียกว่า ‘ความทรงจำ’

สมัยเรียนตอนท่องหนังสือ มีครูคนหนึ่งแนะผมนำว่า ไอ้ที่ท่องๆไปเนี่ยเดี๋ยวก็ลืม ให้พยายามทำความเข้าใจมันเสียก่อน แบบนี้จะลืมยาก, คำแนะนำนี้จริงนะครับ

คำว่า Nawa ยังสามารถแปลว่า เชือก ซึ่งเป็นการเล่นคำของผู้กำกับ เพราะเรื่องราวของหนังก็เกี่ยวกับเชือก ด้ายสีแดงที่ผูกโชคชะตา ชีวิตของคนสองคนเข้าไว้ด้วยกัน

เกร็ดสาระ ที่อาจฟังดูไร้สาระ: นี่คือเหตุผลของการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้จิตใจซึมซับเข้าใจเหตุผลทาง ‘นามธรรม’ ของชีวิต นี่เป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวเราข้ามภพข้ามชาติ เกิดเป็นมนุษย์ชาติหน้า ถ้าเราเคยมีความเข้าใจในสิ่งพวกนี้ ก็มีโอกาสสูงที่จะแสดงออกมาในพื้นฐานนามธรรมนั้นได้

การค้นหาความทรงจำที่ถูกลบเลือน จางหาย มันคือการตามหา ‘รูปธรรม’ โดยปกติแล้วสิ่งพวกนี้ลืมแล้วก็ลืมเลย ยากที่ขุดคุ้ยมันขึ้นมาได้ (เหมือนถามว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้ว มือเช้ากินอะไร คนปกติทั่วไปคงจำไม่ได้) แต่มันจะมีความรู้สึกหนึ่ง เมื่อได้พบเจอกับอะไรที่มีความคล้ายคลึง ใกล้เคียงกับสิ่งเคยเกิดขึ้น นั่นคืออารมณ์ Nostagia (อ๋อ ใช่แล้ว แบบนี้แหละ คุ้นเคย)

เช่นกันกับความฝัน เป้าหมาย เมื่อชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไป อนาคตก็ย่อมเปลี่ยนไปด้วย การจะหวนระลึกถึงเป้าหมายเดิม มันก็หาได้มีประโยชน์ใดๆไม่, เช่น เคยวาดฝันว่าจะเรียนหมอ จบเป็นแพทย์ แต่สอบติดแค่วิศวะ ได้กลายเป็นช่างเครื่องรักษารถยนต์ ขณะนั้นจะให้กลับไปวาดฝันถึงอนาคตที่อยากเป็นหมอรักษาคน คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว มันจะค่อยๆลืมเลือนจางหายไป การระลึกถึงจักกลายเป็นแค่ เพ้อฝันกลางวัน

ช่วงท้าย เมื่อทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนไป อนิเมะจะเล่าผ่านมุมมองของ Taki (ตรงข้ามสมมาตรกับต้นเรื่องที่เล่าผ่าน Mitsuha) การที่ทั้งสองได้พบกันตรงบันไดสีแดง (คนญี่ปุ่นเชื่อเรื่องด้ายสีแดง คือพรหมลิขิต) คือการที่ อดีต/อนาคต, ความทรงจำ/ความฝันได้มาบรรจบกัน ทั้งคู่ถามขึ้นพร้อมกัน Kimi no Na Wa? เมื่อนั้น นี่คือ ปัจจุบัน/ความจริง จุดเชื่อมระหว่างสองสิ่ง

ใจความของอนิเมะเรื่องนี้ ประกอบด้วยเรื่องราวคู่ขนานของ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสมมาตรตรงข้ามกันทุกประการ แต่มีใจความร่วมกันคือ ‘บางสิ่งที่สูญหาย และการตามหามันจนเจอ’ หนึ่งคือ การค้นหาความทรงจำที่จางหาย อีกหนึ่งคือ การค้นหาเป้าหมายของอนาคต, สังเกตจากโปสเตอร์ ที่ทั้ง Taki และ Mitsuha ยืนสมมาตร ระดับเดียวกัน แต่คนละพื้นหลัง แบ่งแยกกันด้วยแสงอาทิตย์ และอุกกาบาตที่แยกออกเป็น 2 ชิ้น (หนึ่งคือตกลงสู่อดีต อีกหนึ่งเคลื่อนผ่านไป) มีนัยยะถึงใจความอนิเมะเช่นนี้เอง

เดี๋ยวนะ เพ้อเจ้ออะไรนิ นี่มันไม่ใช่อนิเมะแฟนตาซี ของหนุ่มสาว ที่บังเอิญสลับร่างแล้วตกหลุมรักกัน จึงต้องการตามหากันให้เจอ หรอกหรือ?… อย่างที่ผมบอกไปด้านบน Shinkai สร้างอนิเมะเรื่องนี้ให้ผู้ชมสามารถมอง วิเคราะห์ได้หลากหลายรูปแบบ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่คุณเข้าใจก็ไม่ผิดนะครับ เป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าหน้าหนัง เหมือนเรายืนมองท้องทะเลอยู่ริมชายหาด เห็นว่ามันสวยงามมากๆ แต่จริงๆแล้วมันยังมีสิ่งสวยงามกว่านี้อยู่ใต้ท้องทะเล รอให้คุณสำรวจค้นพบ จะเลือกเป็นคนที่ยืนเฉยๆ ชมความงามตรงนั้นตลอดไป หรือหาสน็อกเกิ้ล ถังออกซิเจน ลงไปดำดูความสวยงามของปะการังที่อยู่ภายใต้ แล้วแต่เลยนะครับ

เพลงประกอบแต่งโดย Noda Yojiro นักร้องวงร็อค Radwimps เป็นอัลบัมที่ 8 ของวง มีทั้งหมด 26 เพลง วางขาย 24 สิงหาคม 2016 ยอดขาย 58,000 ก็อปปี้ (นับถึง 5 กันยายน 2016) ขึ้นชาร์ทขายดีสูงสุดอันดับ 1, เพลงประกอบค่อนข้างเรียบง่าย ใช้เปียโน ไวโอลิน เชลโล่ ฯ เพื่อสร้างบรรยากาศให้กับเรื่องราว รู้สึกเหมือนล่องลอยเข้าไปในโลกใบนั้น, ส่วนเพลงที่มีเนื้อร้อง ที่ใช้บริการวง Radwimps มีทั้งหมด 3 เพลง ผมเลือกเพลงจบ Nandemo naiya (It’s Nothing) เสียงร้องนี้เป็นผู้หญิง Cover โดย Mone Kamishiraishi (ที่พากย์เสียงนางเอก Mitsuha)

เพลงประกอบฟังอยู่เรื่อยๆมันก็เพราะนะครับ เห็นว่าได้รางวัลด้วย แต่เมื่อเทียบหมัดต่อหมัดกับเพลง One more time, one more chance ของ 5 Centimeters Per Second เพลงของ Radwimps ทั้ง 3 เพลงนี้ พ่ายแพ้ตั้งแต่ยกแรก สู้ความอมตะ อารมณ์ จังหวะ ความลงตัวไม่ได้เลย อีก 5-10 ปีข้างหน้ากลับมาฟังซ้ำอีก คิดว่าอาจไม่ไพเราะโดนใจเท่าไหร่แล้ว

สำหรับ Shinkai ผมรู้สึกอนิเมะเรื่องนี้มีมากกว่าแค่ ส่วนผสมระหว่างขายตลาดกับขายสไตล์ของตัวเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นเหมือนจุดกึ่งกลางในอาชีพการงานของเขา ที่ทำให้หันมองย้อนตัวเองกลับไป และมองสู่อนาคตข้างหน้า, มันเหมือนมีความลังเลบางอย่าง เช่น อยากจะกลับไปแก้ไขอะไรบางสิ่งในอดีต … แน่นอนเขาทำไม่ได้ แต่ก็บอกกับตัวเอง สิ่งที่จะไม่ทำให้ตนเองเสียใจแบบนี้อีกในอนาคต คือทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะดีเอง

ส่วนตัวรู้สึก แค่ชอบ อนิเมะเรื่องนี้ และมีหลายจุดที่ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่, อาทิ การลำดับเรื่องในองก์ 3 ที่กระโดดไปมาจนดูซับซ้อน สับสนอลม่าน, การตัดต่อที่เร่งความเร็วเกินไป ทำให้สัมผัสในบรรยากาศบางช่วงหายไป (หลงเหลือแต่อารมณ์ล้วนๆ) แนวคิดบางอย่างที่แฝงความรุนแรง เช่น ให้เด็กระเบิดโรงไฟฟ้า ฯ

อีกเหตุผลสำคัญที่ผมรู้สึกได้ คือวัยวุฒิของตนเอง กับวัยรุ่นมันคงไม่มีปัญหาใดๆที่จะปลดปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยไปกับบรรยากาศและเรื่องราว, แต่กับผู้ใหญ่ อนิเมะโรแมนติกลักษณะนี้ มักทำให้ตระหนักถึงโลกความจริงที่มันไม่ได้สวยงามเหมือนดั่งความฝัน, มุมมองที่ได้ก็ต่างกัน กับวัยรุ่น นี่คงเป็นหนังรักโรแมนติกหวานแหววกุ๊กกิ๊กผสมความคิกขุ สำหรับผู้ใหญ่สิ่งที่ผมสัมผัสได้คืออารมณ์ Nostagia หวนระลึกถึงความทรงจำบางอย่าง ซึ่งก็เท่านั้นแหละ นี่เป็นสองอารมณ์ที่ให้สัมผัสต่างกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างชอบกับชอบมาก มันต่างกันตรงนี้แหละ

แนะนำสำหรับแฟนเดนตายของ Makoto Shinkai นี่เป็นอนิเมะเกือบดีที่สุดของผู้กำกับ (แต่ 5 Centimeters Per Second สมบูรณ์แบบกว่ามาก) และถือว่า (น่าจะ) เป็นเรื่องประสบความสำเร็จที่สุด, อนาคตก็ไม่แน่ เพราะ Shinkai ได้กลายเป็น The Second Miyazaki ไปอย่างเต็มตัวแล้ว ผลงานชิ้นต่อไปเชื่อว่า มีโอกาสสูงที่จะทำรายได้ไม่น้อยกว่า Your name (ถ้าไม่ออกมาห่วยนะ)

คออนิเมชั่น งานภาพสวยๆ ตัดต่อเยี่ยม เพลงเพราะๆ, ใครชอบแนวโรแมนติก สลับร่าง/สลับเพศ วัฒนธรรมญี่ปุ่นและเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต PG กับการกระทำ แนวคิดบางอย่างที่แฝงความรุนแรง

TAGLINE | “Your Name เป็นผลงานเข้าหาตลาดที่สุดของ Makoto Shinkai มีสองเรื่องราวที่สะท้อนกันและกัน ผสมอย่างกลมกลืน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

2
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
1 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
2 Comment authors
raremeatblogOriamethyst Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
Oriamethyst
Guest
Oriamethyst

โอโห ขอชื่นชมว่าเป็นบทวิจารณ์ที่สุดยอดมาก เราก็ชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้ และมีแนวคิดเหมือนคุณ แต่คุณทำได้ดีกว่าเรามาก วิเคราะห์ได้ลึกถึงรายละเอียด และยังมีการเสริมข้อมูลประกอบได้รอบด้านแบบครบเครื่อง ทั้งความรู้เรื่องภาพยนต์ ความรู้ด้านมุมกล้อง การตีความภาพและเสียง ข้อมูลของผู้กำกับ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในการวิเคราะห์วิจารญ์หนังโดยไม่ลำเอียงหรือมองแค่เปลือกนอก
เราได้อ่านบทวิเคราะห์ของคุณ2 เรื่อง เรื่องนี้กับ la la land ขอแสดงความนับถือเลย ชอบบทวิเคราะห์ที่คุณเขียน ทำได้ดีมาก