Z (1969)

Z

Z (1969)  : Costa-Gavras ♥♥♥♥

หนังรางวัล Jury Prize โดยเอกฉันท์จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Oscar: Best Foreign Language Film นำเสนอชัยชนะของฝ่าย Left Wing Politics (ซ้ายจัด) ต่อหน่วยงานรัฐฝั่งอนุรักษ์นิยมและตำรวจกังฉิน แต่กับความตายที่เกิดขึ้นมันคุ้มแล้วหรือที่จะเรียกว่า ‘ชัยชนะ’

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ทัศนคติทางการเมืองของตัวเองออกไปทางฝั่งซ้ายคือเป็นหัวเสรีนิยม ไม่ชอบการถูกกดหัวควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐบาล (ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนเต็มไปด้วยเส้นสาย ความคอรัปชั่น) แต่ผมจะพยายามมองหนังเรื่องนี้แบบเป็นกลาง จะไม่พยายามเอาการเมืองฝั่งซ้ายขวามาเอี่ยวกับบทความนี้นะครับ

เกร็ด:
– ขวาจัด คือกลุ่มอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือชาตินิยม ที่มักยึดติดอยู่แนวคิดการปกครองรูปแบบเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มักปฏิเสธความเท่าเทียมกันในสังคม
– ซ้ายจัด คือกลุ่มเสรีนิยม (Liberal) ยึดมั่นในแนวคิดใหม่ หัวก้าวหน้า ต้องการเปลี่ยนแปลง และยึดมั่นความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

Costa-Gavras ชื่อเต็มคือ Konstantinos Gavras ผู้กำกับสัญชาติกรีก เกิดปี 1933 ที่ Loutra Iraias, Arcadia ประเทศกรีซ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อเข้าร่วมเป็นสมาชิก Pro-Soviet ของ Greek Resistance ถูกคุมขังในช่วง Greek Civil War (1946 – 1949) ซึ่งจากการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทำให้ Costa-Gavras ต้องอพยพหลบลี้ภัยไปอยู่อเมริกา กลับมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศสเลือกสาขากฎหมาย แต่คงไม่พึงพอใจอะไรหลายๆอย่าง ลาออกกลางคัน (หลังเรียนไปแล้ว 5 ปี) เลือกเข้าเรียนภาพยนตร์ที่ IDHEC กลายเป็นลูกศิษย์ของ Yves Allégret ผู้ช่วยผู้กำกับ Jean Giono, René Clair จนมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Compartiment Tueurs (1965) [แปลว่า The Sleeping Car Murder] เป็นแนว Mystery

ต้องบอกว่าการเมืองคือความสนใจหลักของ Costa-Gavras พยายามที่จะสอดแทรกใส่แนวคิด ค่านิยม หลักกฎหมาย ความถูกต้อง ยุติธรรม/อยุติธรรม ฯ โดยมีเป้าหมายโจมตีแนวคิดของผู้คน/นักการเมือง ฝั่งอนุรักษ์นิยมขวาจัด ก็แน่ละเพราะตัวเขาได้อิทธิพลจากพ่อ ที่ถือว่าเป็นฝั่งเสรีนิยมซ้ายจัด คับข้องใจที่ถูกขับไล่ต่อต้านแบนจากประเทศตนเอง

แรงบันดาลใจของหนัง ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Z แต่งโดย Vassilis Vassilikos นักเขียนสัญชาติกรีกที่ขณะนั้นหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ, เรื่องราวทำการสร้างประเทศสมมติ ด้วยความจงใจ (intentional) พูดถึงเหตุการณ์ลอบสังหารนักการเมืองกรีกฝั่งเสรีนิยม Grigoris Lambrakis เมื่อปี 1963 และเป็นการเสียดสี กึ่งๆล้อเลียน ตลกร้าย ต่อรัฐบาลเผด็จการทหารที่ขณะนั้นเข้ายึดอำนาจ ปกครองประเทศกรีซอยู่ในช่วง Regime of the Colonels (1967 – 1974)

แน่นอนว่าหนังต้องถูกห้ามฉายในประเทศกรีซขณะนั้น

แซว: เมืองไทยคาดว่าคงไม่มีใครกล้าทำอะไรแบบนี้แน่นอน

มหานครสมมติขนาดกลาง (ประชากรประมาณ 500,000 คน) มีทหาร right-wing เป็นผู้นำประเทศ, ประชาชนกลุ่มเสรีนิยมรวมตัวกันเพื่อแสดงความเห็นต่อการทำงานรัฐบาล นำโดยท่านรอง The Deputy (รับบทโดย Yves Montand) แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มันจะเป็นแผนของกลุ่มผู้ต่อต้าน หรือมีเบื้องลึกซึ้งมากกว่านั้น คดีนี้จะค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกโดยผู้ตรวจการพิพากษา The Examining Magistrate (รับบทโดย Jean-Louis Trintignant)

คอนเซ็ปแผนการทำงานของเหล่าตำรวจ มีการอธิบายโดยเปรียบเทียบตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ที่ซึ่งบรรดาตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับนายพล เข้ารับฟังการอบรมแนะนำวิธีกำจัดโรคราน้ำค้าง (mildew) ในพืชผลทางการเกษตร โดยวิธีการพ่นน้ำองุ่นผสม Copper Sulfate

Mildew is prevented by spraying vines with a solution of copper sulfate.

The vines are sprayed three times a year:
– First, when shoots are about five inches long,
– second, just before or after the blossoms appear,
– and the third time, a month later.

ประชาชนที่มีแนวคิดเป็นเสรีนิยม ประหนึ่งดั่งราน้ำค้าง โรคร้ายจำเป็นต้องขจัดให้สิ้นซาก วิธีการทำได้โดยพ่นยาป้องกัน หรือปลูกฝังความคิดชาตินิยมให้กับประชาชนใน 3 ช่วงเวลา
1. โรงเรียน/การศึกษาขั้นต้น สอนให้มีความยึดถือเชื่อมั่นในระบอบรัฐ
2. มหาวิทยาลัย คนจบใหม่ และที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้อง
3. และสุดท้ายปลูกฝังกับนายทหาร/ตำรวจ ผู้รับใช้ชาติ เพราะพวกเขาเหล่านี้ได้เติบโตและเบิกบาน ซื่อตรงต่อรัฐเป็นที่สุดแล้ว

Yves Montand หรือ Ivo Livi (1921 – 1991) นักร้องแสดง Italian-French เกิดที่ Monsummano Terme, Italy อพยพมาอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1923 เพราะถูกขับไล่จาก Fascist เติบโตขึ้นที่ Marseille เริ่มต้นจากการเป็นนักร้อง ปี 1944 ได้รับการค้นพบโดย Édith Piaf ชักชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงของเธอ

ต้องถือว่า Montand คือดาราค้างฟ้าของยุโรป น่าจะเทียบเท่า Cary Grant ของ Hollywood แต่ผมว่าหน้าปู่แกเหมือน Michael Caine อยู่นะ, ผลงานอมตะมากมาย อาทิ Let’s Make Love (1960) [ประกบ Marilyn Monroe ในบทบาทสุดท้ายของเธอ ที่ว่ากันว่าทั้งสองลักลอบเป็นชู้กันด้วย], Is Paris Burning? (1966), Grand Prix (1966) รับบท John Frankenheimer, Jean de Florette (1986) ฯ

ท่านรอง The Deputy เชื่อว่าหลายคนอาจหลงคิดไปว่า นี่ต้องเป็นตัวเอกของหนังแน่ แถมได้การแสดงนิ่งลุ่มลึก ทรงพลังของ Montand ที่สร้างมุมมอง ทัศนคติ ถูกต้อง (righteous) ถ้าไม่ใช่ก็ต้องใกล้เคียง แต่โชคชะตาของตัวละครนี้ประหนึ่งตาชั่งด้านซ้ายที่หนักเกินไป จำต้องส่งต่อเรื่องราวมุมมอง สู่ผู้ตรวจการพิพากษาที่เป็นกลาง มันเลยเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการสูญเสีย

Jean-Louis Xavier Trintignant (เกิดปี 1930) นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Piolenc, Vaucluse แจ้งเกิดกับ A Man and a Woman (1966) ของผู้กำกับ Claude Lelouch ที่กวาดเรียบ Palme d’Or, Oscar: Best Foreign Language Film ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้เพิ่งคว้ารางวัล Silver Bear for Best Actor จากหนังเรื่อง The Man Who Lies (1968) และ Z ทำให้เขาคว้า Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงยอดฝีมือในตำนานของฝรั่งเศส ทศวรรษ 60s – 70s ถือเป็นยุคทองของ Trintignant พอสูงวัยใช้ว่าฝีมือการแสดงจะถดถอย มีแต่ยิ่งเข้มข้นขึ้นอีก อาทิ La Femme de ma vie (1986), Three Colors: Red (1994), Those Who Love Me Can Take the Train (1998) โดยเฉพาะ Amour (2012) ที่ว่าเกษียณตัวเองไปแล้ว แต่ได้รับการอัญเชิญจากปรมาจารย์ผู้กำกับ Michael Haneke ให้กลับมารับบทบาทการแสดงแห่งชีวิต นี่น่าจะคือเรื่องที่ Trintignant ยิ่งใหญ่สุดแล้ว

ผู้ตรวจการพิพากษา The Examining Magistrate (ผมก็ไม่รู้จะเรียก ผู้ตรวจการ/Examining หรือ ผู้พิพากษา/Magistrate เลยขอเหมารวมทั้งสองชื่อเลยแล้วกัน) ถือเป็นคนกลางที่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของทั้งสองฝั่ง แม้ตัวเองจะมีความสัตย์ซื่อตรงอยู่เต็มอก แต่ตำแหน่งของเขาถือว่ายากจะตัดสินใจ เพราะการแฉเปิดโปงความชั่วร้ายของฝั่งขวา อาจทำให้ความเชื่อมั่นน่าเชื่อถือของประเทศลดลงตกต่ำโดยทันที แต่ขณะเดียวกันการยินยอมรับข้ออ้างปกปิดปากข้อเท็จจริงของพวกเขา ใช่ว่าเป็นสิ่งที่สังคมจะยอมรับได้เช่นกัน

ความรู้สึกของผมตอนรับชมหนัง โอนเอียงไปทางขวาจัดมากๆก็เพราะตรงนี้แหละ หนังจงใจนำเสนอความชั่วร้ายของทั้งระบบราชการ ตำรวจคอรัปชั่นที่หาอะไรดีไม่ได้ แต่การมองเช่นนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมกับฝ่ายซ้ายเลยสักนิด เพราะในมุมมองของพวกเขานี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาปกป้องอำนาจและความมั่นคงของประเทศ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ประเทศจะมีโอกาสถูกแทรกแซงและขนาดเสถียรภาพโดยทันที

เป็นคนเลวมันง่ายนะครับ การจะทำให้ความชั่วถูกเปิดเผยออกมาจำเป็นต้องมีหลักฐานรัดกุม มัดตัวผู้อยู่เบื้องหลังแน่นรัดแบบไม่มีทางดิ้นหลุด ถ้าเผลอปล่อยให้งูเห่าหลุดออกจากกรงเพียงตัวเดียว ก็ไม่รู้จะมีอีกกี่คนที่จะตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และอาจโดนแว้งกันเข้าข้างหลังได้โดยง่าย

หนังเรื่องนี้ถือว่ารวมดารานักแสดงชื่อดังไว้มากทีเดียว ยังมีอีกหลายคนที่โดดเด่น อาทิ
– Irene Papas นักแสดงหญิงสัญชาติกรีกชื่อดัง รับบท Helene ภรรยาของท่านรอง Deputy เรียกว่าแทบจะไม่มีบทพูด แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์โศก อดนอนไม่รู้กี่วันถึงได้ขอบตาช้ำสองสามชั้น ตอนท้ายของหนังเมื่อเธอรับรู้ว่าสามีของเธอได้รับความยุติธรรมแล้ว แต่… แล้วยังไง คนตายไปแล้วไม่มีทางกลับฟื้นคืนชีพ นั่นจะทำให้เธอยิ้มออกได้ประการใด
– Pierre Dux รับบทนายพล (The General) ผู้อยู่เบื้องหลังสูงสุดของวงจรอุบาศว์ ความคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ใบหน้านิ่งๆทำเป็นไม่รู้ไม่เกี่ยวข้อง แต่ข้างในปั่นป่วนว้าวุ่นวาย พยายามทำทุกอย่างเพื่อตนเองจะเป็นผู้กำชัยเหนือสิ่งอื่น
– Jacques Perrin (นักแสดงที่รับบท Toto ตอนโตจาก Cinema Paradiso) รับบทช่างภาพผู้สื่อข่าว จับพลัดจับพลูรับเรียนรู้เข้าใจทุกเรื่องราว และเป็นผู้เปิดโปงความชั่วร้ายของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาล แต่แค่เพื่อขายข่าวได้ สร้างเรตติ้งให้กับรายการของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ตากล้องยอดฝีมือในตำนานของฝรั่งเศส ที่ปกติเป็นขาประจำของ Jean-Luc Godard พี่แกรับบท Cameo ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษด้วยนะครับ, สไตล์การถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้ เน้นปริมาณเป็นหลัก เก็บทุกรายละเอียดเล็กน้อย ปฏิกิริยาของมนุษย์ อาทิ เท้าคาง ลูบศีรษะ หมุนปากกา ฯ เน้นภาพ Close-Up เป็นหลัก เห็นละเอียดถึงรอยเหี่ยวย่น คงมีความต้องการให้เห็นบางสิ่งอย่าง/ความชั่วร้าย ที่อยู่ข้างในเนื้อหนังของมนุษย์

ตัดต่อโดย Françoise Bonnot นักตัดต่อยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสูงสุดจากผลงานหนังเรื่องนี้ ด้วยการสร้างจังหวะ ความเร็ว และการเคลื่อนไหวของเรื่องราวได้อย่างมีชีวิตชีวา จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกว่ามันลื่นไหลเหลือเกิน,

เทคนิคหนึ่งที่หนังนิยมใช้ คือเสียงพูด/การสนทนาของตัวละครดำเนินไป แต่ภาพจะไม่อยู่ตรงนั้น ตัดไปไหนก็ไม่รู้ เห็นโน่นนี่นั่น ปฏิกิริยาของผู้ฟัง ท่าทางพฤติกรรมการเคลื่อนไหว หรือเก็บตกเรื่องราวอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และก่อนที่เสียงจะจบลงถึงค่อยตัดกลับมาที่ให้เห็นหน้าผู้พูดอีกครั้ง, ถ้าเปรียบการสนทนาดั่งสายตาของมนุษย์ ต้องถือว่ามีความวอกแวก ลุกรี้รนสูงมาก แต่ผลลัพท์ของหนังคือ ไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อ และได้เห็นสิ่งต่างๆ อาทิ พฤติกรรม สีหน้าท่าทางของผู้ฟัง ทำให้สามารถเข้าใจตัวตนของพวกเขามากขึ้น

มีการนำภาพ Flashback ใส่ประกอบเข้ามาในหนังด้วย แต่ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่ทันรู้ตัวหรือสังเกตพบเจอเสียเท่าไหร่ เพราะเป็นไปตามอารมณ์ของผู้กำกับ/ตัวละครล้วนๆ อยากนึกถึงก็ใส่เข้ามา เห็นได้บ่อยกับท่านรอง The Deputy และภรรยา (ราวกับเป็นนิมิตร/พยากรณ์/Death Flag)

หนังแบ่งออกเป็น 3 องก์
1. การเตรียมการ และเรื่องราวของท่านรอง The Deputy
2. การดิ้นรน ปกปิดหาข้ออ้างของผู้ต้องหา/หน่วยงานรัฐ และการมาของ The Examining Magistrate
3. การค้นพบของข้อเท็จจริงของ The Examining Magistrate และการตัดสิน

เพลงประกอบโดย Mikis Theodorakis นักแต่งเพลงสัญชาติกรีก เป็นคนซ้ายจัดสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ช่วงหนึ่งขณะรัฐบาลเผด็จการทหาร ต้องหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ รับงานเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ถือได้ว่า ต่างเข้าใจจิตวิญญาณความต้องการของผู้กำกับได้อย่างลึกซึ้งเลยละ [จริงๆเพราะการทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ทำให้เขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศนะครับ]

บทเพลง The Ballad of Mauthausen ที่ Theodorakis ประพันธ์ขึ้นมีทั้งหมด 4 บทเพลง โดยคำร้องนำจากบทกวีของ Iakovos Kambanellis พรรณาถึงความทุกข์ยากลำบากของนักโทษในค่ายกักกันที่ Mauthausen ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามที่สุด “most beautiful musical work ever written about the Holocaust” ผมหยิบท่อน O Andonis ที่นำมาใช้ประกอบหนังมาให้รับฟังนะครับ ลองรับฟังดูว่ามีความเพราะพริ้งขนาดไหน

เกร็ด: 4 บทเพลงประกอบด้วย
1. Asma Asmaton (Song of Songs)
2. Andonis (Anthony)
3. Drapetis (Runaway)
4. Otan Teleiosi o Polemos (When the War Ends)

บทเพลงนี้เป็นเรื่องราวของ Andonis (หรือ Anthony) หนึ่งในสมาชิกของค่ายกักกัน Mauthausen ตามตำนานเล่าว่าเป็นคนหัวรั้น จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความกบฎเล็กๆอยู่ในใจ, เพราะการใช้แรงงานหนักสาหัสสากรรจ์ Andonis ที่ยังมีเรี่ยวแรง พยายามช่วยเหลือเพื่อนชาวยิวที่หมดสิ้นทั้งกายใจ ยกก้อนหินเดินท้าวเพื่อไปปูพื้นถนนที่เวียนนา การกระทำเช่นนี้ทำให้เขาถูกลงโทษจากทหาร Nazi นับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่เคยตอบโต้หรือแสดงความไม่พอใจ ราวกับฮีโร่ในวรรณกรรมกรีก ตัวแทนของมนุษย์ชาติพยายามที่จะต่อสู้เอาชนะความชั่วร้าย

ใจความของบทเพลง เปรียบเทียบเข้ากับเรื่องราวหนังเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ขบถแผ่นดินเสรีนิยม ต่อต้านสู้กับฝ่ายรัฐบาลอนุรักษ์นิยม แม้จะต้องถูกควบคุม ครอบงำ ปั่นป่วนทำร้ายต่างๆนานา แต่ต้องสงบใจเย็นไว้ หวังว่าสักวันทุกอย่างจะได้รับการเปิดเผยเปิดโปง ประชาชนรับรู้ยินยอมรับเข้าใจ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้สำเร็จ

บทเพลงประกอบถือว่าเป็นอีกไฮไลท์ของหนังเลย มีลักษณะเป็น Expression หลายครั้งไม่ได้มีความเข้ากัน ต่อเนื่อง ลงตัวกับหนังเลย แต่เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ ปลุกเร้าให้หึกเหิม มีกำลังใจ ถือว่ามีความโดดเด่น สวยงาม น่าจดจำอย่างยิ่ง

อย่างบทเพลง Cafe Rock ใช้วงดนตรี Rock เสียงกีตาร์อิเล็กทรอนิคส์ ลองฟังดูแล้วจินตนาการตามนะครับ นี่เป็นหนังการเมืองแบ่งแยกสองฝั่งขวาจัด ซ้ายจัด ปะทะกันมีคนตาย … บทเพลงแบบนี้เนี่ยนะ

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแสนยาวนาน เพราะมันไม่มีทางที่สองคนจะคิดพูดทำเหมือนกันทุกประการ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ในระดับแตกหักต้องมีหลายอย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง, เมื่อความคิดของมนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อให้เกิดระบบสังคม การปกครอง แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติศาสนา การโหยหาอำนาจ ผู้ที่มีอยู่แล้วก็พยายามทำทุกวิถีทาง ยืดเยื้อหน่วงเหนี่ยว ไม่ต้องการให้ผู้ใดที่ไหนแก่งแย่งแสวงชิง ของของฉันมีสิทธิ์โดยชอบธรรม นี่คือจุดเริ่มต้นของอนุรักษ์นิยม ขณะที่คนรุ่นใหม่ โอกาสฉันอยู่ที่ไหน พยายามทำทุกวิธีการเพื่อสนองความคิด ความต้องการของตนเอง เป็นตัวของตัว นี่คือเสรีนิยม

วิวัฒนาการของความขัดแย้ง เริ่มต้นเมื่อมนุษย์เริ่มใช้สมองเป็น ใครรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากก็มีความคิดวางแผน ล้มล้าง ต่อสู้ เอาชนะ เปลี่ยนแปลงให้ทุกสิ่งอย่างตอบสนองรับเข้ากับความต้องการของตน นี่ก็เป็นอีกวัฏจักรหนึ่งของมนุษย์ที่ผู้ใดแข็งแกร่งกว่า พวกมาก ไม่เกี่ยวว่าถูกต้องเหมาะสมควร ถึงจะมีสิทธิ์เป็นผู้ชนะในสงครามความขัดแย้ง,

ต่อมาเมื่อการต่อสู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสนามรบ สนามการต่อสู้อยู่ในกระดาษมีตัวอักษรและลายเซ็นต์ไม่กี่แผ่น กายภาพไม่ได้เข่นฆ่า แต่ความคิดคำพูดวาจาล้วนถ่มน้ำลายใส่กัน นี่คือการต่อสู้ระหว่างความขัดแย้งในยุคสมัยนี้ มีการแบ่งพรรคพวกออกเป็นฝั่งซ้ายขวา ไม่ฆ่ากันด้วยเลือดเนื้อ ก็ฆ่ากันด้วยคารม แทบจะไม่แตกต่างจากสมัยก่อน (แต่อ้างว่ามีอารยะมากขึ้น)

แต่ในช่วงเวลาของเปลี่ยนผ่านจากการสู้รบเลือดเนื้อ มาเป็นเสือกระดาษในห้องประชุม มันยังคงมีรอยต่อทางทัศนคติ ของฝั่งหนึ่งที่ยังคงยึดเชื่อมั่นในการต่อสู้รูปแบบเดิม (ส่วนมากจะคือตำรวจและทหาร) ชื่นชอบการใช้กำลังเข้าบังคับข่มขู่ ใช้อาวุธ ความกลัว การตายเป็นข้ออ้าง นี่ยังคงเป็นสิ่งใช้ได้อยู่ถึงสมัยปัจจุบัน แต่การยอมรับของประชาชนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ (จนหลายประเทศเริ่มที่จะยอมรับไม่ได้แล้ว)

การต่อสู้ระหว่างคนสองฝ่าย ส่วนมากไม่มีหรอกครับกฎเกณฑ์หรือคนกลาง ที่จะมองทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ตัดสินอย่างยุติธรรม แทบทั้งนั้นต้องเอนเอียงเข้าข่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างหนังเรื่องนี้นั้นเห็นได้ชัด ผู้ตรวจการพิพากษาสุดท้ายตัดสินฝั่งอนุรักษ์นิยมผิดหมด นี่มันมองได้คือเข้าข้างฝ่ายเดียวแบบเป็นเอกฉันท์

ถ้าเรามองหนังในรูปแบบธรรมมะต่อสู้กับอธรรม ตั้งกฎเกณฑ์ว่าสิ่งที่เป็นความดีถูกต้อง คือการเล่นตามกฎกติกา ไม่กีดกันหรือใช้ความรุนแรง ฝ่ายธรรมะก็จะคือเสรีนิยม ส่วนฝ่ายอธรรมก็คืออนุรักษ์นิยม แต่กลับกันในโลกความเป็นจริง เมื่อกฎกติกาดังกล่าวไม่มีวันเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายมักจะเล่นนอกเกม พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นฝ่ายธรรมมะ และมองฝังตรงข้ามคืออธรรม การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายมันจึงอยู่ที่มุมมองของคุณเองว่าจะเอาใจลุ้นเชียร์ข้างไหน

โลกเราสมัยนี้มันไม่จำเป็นว่า เสรีนิยมจะเป็นผู้ชนะอนุรักษ์นิยมเสมอไปนะครับ จิตใจของมนุษย์โลเลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งก็อยากรักชาติสายตัวแทบขาด บางครั้งก็อยากให้ประเทศชาติก้าวหน้า คือถ้าทั้งสองฝ่ายเล่นตามเกม ประชาชนเลือกข้างไหนอีกฝ่ายก็ปล่อยเขาไปสิ 4 ปี 5 ปี มันก็ไม่ได้นมนานอะไร เลือกตั้งครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นดี มีประโยชน์ เป็นจริงก็ย่อมมีโอกาสชนะได้ … แต่ถึงพูดไป บางประเทศมันเคยเป็นอย่างนั้นไหมละครับ

ไม่มีใครในโลกตัดสินแก้ปัญหาเรื่องการเมืองได้นะครับ มันมีความหมิ่นเหม่ สลับเปลี่ยนข้างไปมา เรียกว่าแทบจะตลอดเวลา ไม่มีใครสามารถสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้เท่าเทียมกัน ครึ่งหนึ่งมีชอบอีกครึ่งหนึ่งก็มักเกลียด แค่ว่า ณ ช่วงเวลานี้ ถ้าใครโชคดีบุญบารมีถึงก็อาจมีคนชอบมากกว่า ถ้าโชคร้ายมีกรรมเยอะก็จะถูกด่าว่าเยอะ ทนได้ก็หน้าด้านไป รับไม่ได้ก็ลาออก แค่นี้เองเกมการเมือง

แต่การทำร้ายร่างกาย วางแผนฆ่าอีกฝ่ายให้สูญสิ้นชีวิต นี่ถือเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้ที่สุดแล้วไม่ว่าจะฝั่งไหน ถือเป็นการเล่นสกปรกนอกเกมที่จำเป็นต้องถูกพิพากษา ซึ่งหนังจับประเด็นนี้แล้วพยายามมองด้วยมุมเป็นกลาง ทางออกสุดท้ายแบ่งออกเป็น 3 กรณี
1. บุคคลที่อยู่หน้าเกม ผู้ลงมือฆ่าก็ต้องชดใช้หนี้ไปตามกรรม
2. เจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรที่อยู่เบื้องหลัง ใช้การพิจารณาภายใน เพื่อไม่ให้ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ก่อให้เป็นผลกระทบร้าวฉานต่อความเชื่อมั่นของประเทศ (แต่มันก็สะเทือนโลกาเช่นกัน)
3. องค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ก็ใช้การจัดฉากป้ายสีและให้เป็นผู้ยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง เท่านี้ก็หมดปัญหา

เกมสกปรกนี้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำล้วนสิ้นคิดเป็นบาปกรรมหนักรุนแรง คือถ้าแค่โต้เถียงแย้งพ่นน้ำลายใส่กันในห้องประชุมรัฐสภา นี่ยังไม่อะไรเท่าไหร่นะครับ เพราะบางทีออกมาแล้วก็กอดคอกินเหล้าด้วยกันได้อย่างสบายใจเฉิบ แต่ถ้าเล่นรุนแรงมีการล็อบบี้ใต้โต๊ะฆ่าฟันกันเมื่อไหร่ นี่มองหน้า พูดขอโทษขอโพยจากใจ ใครที่ไหนจะยอมยกให้ เป็นความผิดใจที่ติดแค้นฝังลึกไม่จนสิ้นแค่ชาตินี้ชาติหน้าอย่างแน่นอน

เกร็ด: Z เป็นคำในภาษากรีกที่แปลว่า He is alive, เขายังมีชีวิตอยู่ … นี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของประเทศกรีซ Graffiti ตามท้องถนนก็นิยมสลักไว้ เพื่อเป็นตัวแทนหวนระลึกถึงความทรงจำ ความเสียสละ และอุดมการณ์ประชาธิบไตยของ Grigoris Lambrakis

หนังได้รับเชิญไปฉายในสายประกวดเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้าสองรางวัลกลับมา
– Jury Prize ด้วยผลโหวตแบบ Unanimously ท่วมท้นเป็นเอกฉันท์
– Best Actor (Jean-Louis Trintignant)

สำหรับ Golden Globe Award เนื่องจากหนังได้เข้าชิงแค่สาขาเดียว Best Foreign-Language Foreign Film ถึงจะได้รางวัลแต่ทีมงาน โปรดิวเซอร์ปฏิเสธการรับรางวัล เพราะความที่ไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Motion Picture – Drama ที่หนังสมควรมากกว่า

ส่วน Oscar เข้าชิง 5 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Edited ** ได้รางวัล
– Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium
– Best Foreign Language Film ** ได้รางวัล

เกร็ด: ถือเป็นครั้งแรกของ Oscar ที่มีหนังเข้าชิง Best Picture ควบกับ Best Foreign Language Film

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ใน Direction แนวทางกำกับของหนัง ทั้งงานภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ การแสดงแอบประทับใจ Yves Montand มากกว่า Jean-Louis Trintignant แต่เหตุที่ไม่หลงรักหนังเพราะเรื่องราวการเมืองที่มีความโดดเด่นชัดด้านหนึ่งจนเกินไป ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังรับชมหนังชวนเชื่อ Propaganda ของฝั่งนั้น ไม่เป็นกลางเสียเท่าไหร่

ถึงตัวละครของ Jean-Louis Trintignant จะเสมือนอยู่กึ่งกลางและผมพยายามมองเรื่องราวให้เป็น ธรรมมะชนะอธรรม แต่ในความเป็นจริงมันมองแบบนั้นไม่ได้เลยนะครับ หนังมีความชัดเจนในการแบ่งฝักฝ่ายซ้ายขวา เพราะผู้กำกับ Costa-Gavras ใส่จิตวิญญาณ ทัศนคติ ความต้องการของตนเองลงไป นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่จะยอมรับไหมอยู่ที่ทัศนะมุมมองของผู้ชมเอง

แนะนำกับคอการเมืองฝั่ง Left Wing โดยเฉพาะ (เชื่อว่าเหล่า Right Wing คงไม่ชอบหนังแน่), ผู้นำประเทศ นักการเมือง ผู้บริหารทั้งหลาย ถ้าจิตสำนึกของคุณถูกต้องย่อมน่าจะรับรู้ความผิดถูกเหมาะสมได้, คอหนังฝรั่งเศสที่รู้จัก Jean-Louis Trintignant, Yves Montand, Irene Papas, Jacques Perrin ฯ

จัดเรต 15+ กับความขัดแย้งทางการเมือง และการโต้ตอบอันรุนแรง

TAGLINE | “Z หนังการเมืองของ Costa-Gavras มีการแบ่งข้างซ้ายขวาชัดเจน แต่มุมมองเป็นกลางของ Jean-Louis Trintignant กลับน่าหลงใหลที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of