Z

Z (1969) French,  : Costa-Gavras ♥♥♥♥

(27/8/2023) เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งถูกเข่นฆาตกรรม! แต่บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังคือสมาชิกระดับสูงของหน่วยงานรัฐ เช่นนั้นแล้วประชาชนจะหลงเหลือความหวังอะไร, คว้ารางวัล Oscar: Best Foreign Language Film

ทศวรรษ 60s-70s เรียกได้ว่าเป็นช่วงตื่นรู้ทางการเมือง (ผมขอเรียกว่า Political Woke) หลายๆประเทศทั่วโลกมีการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครอง ปลดแอกอาณานิคม ไม่ก็นักศึกษา/ประชาชนลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มอำนาจเผด็จการ (ประเทศไทยเราก็มี 14 ตุลา, 6 ตุลา ฯ) แต่ด้วยอิทธิพลของขั้วอำนาจเก่า ใครกันจะยินยอมสูญเสียผลประโยชน์ เลยเกิดการปะทะต่อสู้ ทวีความรุนแรง ผู้เสียชีวิตมากมายนับไม่ถ้วน

หนึ่งในวิธีการของพวกหัวรุนแรงสุดโต่ง (Extremist) เพื่อกำจัดบุคคลครุ่นคิดเห็นต่างทางการเมือง นั่นคือการลอบสังหาร (Political Assassination) ยุคสมัยนั้นถือว่าเป็นเทรนด์แฟชั่นเลยก็ว่าได้ John F. Kennedy, Malcolm X, Martin Luther King Jr., Robert F. Kennedy หรือระดับนานาชาติก็อย่าง Grigoris Lambrakis (นักการเมืองกรีก), Mehdi Ben Barka (นักปฏิวัติ Moroccan สูญหายตัวอย่างไร้ร่องรอย) ฯ

Z (1969) เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนบรรยากาศการเมืองโลกช่วงทศวรรษ 60s นำเสนอการปะทะกันระหว่างสองขั้วตรงกันข้าม (มองได้ทั้งอนุรักษ์นิยม vs. เสรีนิยม, เผด็จการ vs. ประชาธิปไตย, หรือรัฐบาล vs. ประชาชน) ปากอ้างสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคเท่าเทียม แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น ครุ่นคิดแผนการกำจัดเชื้อร้ายออกจากร่างกาย

หนังการเมืองยุคก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่แนวดราม่าเข้มข้น ก็ออกไปในเชิงสารคดีบันทึกภาพเหตุการณ์จริง แต่สำหรับ Z (1969) ผู้กำกับ Costa-Gavras ได้ทำการผสมผสานทั้งดราม่า สารคดี (แม้เป็นเรื่องแต่งแต่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริง) นำเสนอด้วยวิธีการอันโฉบเฉี่ยว ตัดต่อรวดเร็ว สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก … ไม่ยักรู้ว่าหนังการเมืองจะทำออกมาได้สนุก รุกเร้าใจ ปลุกเร้าอารมณ์เกรี้ยวกราด แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง

[Z (1969)] is a film of our time. It is about how even moral victories are corrupted. It will make you weep and will make you angry. It will tear your guts out.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4

Costa-Gavras ชื่อเต็ม Konstantinos Gavras หรือ Κωνσταντίνος “Κώστας” Γαβράς (เกิดปี ค.ศ. 1933) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติกรีก เกิดที่ Loutra Iraias, Arcadia ประเทศกรีซ, บิดาเข้าร่วมกลุ่ม Greek Resistance ต่อต้าน Nazi ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ภายหลังสงครามรัฐบาลกลับตีตราว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ทำให้ถูกควบคุมขังในช่วง Greek Civil War (1946-49) ครอบครัวจึงจำต้องอพยพหลบลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกา โตขึ้นถึงสามารถกลับมาศึกษาต่อวรรณกรรม Université de Paris ตามด้วยภาพยนตร์ L’Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC), แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Jean Giono, René Clair, Henri Verneuil, Jacques Demy, René Clément, Jean Becker, จนมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก The Sleeping Car Murder (1965) คดีฆาตกรรมบนรถไฟสไตล์ Hitchcock แต่ผสมผสานประเด็นการเมือง

สไตล์ของ Costa-Gavras เป็นส่วนผสม/วิวัฒนาการของ ‘political cinema’ ในช่วงทศวรรษ 60s-70s รับอิทธิพลจาก Francesco Rosi (Salvatore Giuliano, Hands over the City, The Moment of Truth), Gillo Pontecorvo (The Battle of Algiers) และ Elio Petri (The Tenth Victim, We Still Kill the Old Way, Investigation of a Citizen Above Suspicion)

Thriller is a way to tell a story about society. Political thrillers are movies about people in a particular situation. We call them thrillers because they are thrilling. It’s a spectacle in a different way. It gives us another possibility. Everything is political.

Costa-Gavras

สำหรับผลงานลำดับที่สาม เริ่มต้นจากพี่ชายของ Costa-Gavras ที่ยังอาศัยอยู่ในประเทศกรีซ ส่งนวนิยาย Z (1967) ผลงานเล่มล่าสุดของ Vassilis Vassilikos หรือ Βασίλης Βασιλικός (เกิดปี 1934) นักเขียนชาวกรีก นำเสนอเรื่องราวสมมติ (fiction story) ที่อ้างอิงจากเหตุการณ์ลอบสังหาร Grigoris Lambrakis (1912-63) นักการเมือง/ผู้นำกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านสงคราม ถูกฆาตกรรมโดยสมาชิก Zealots (ขบวนการทางการเมืองในศาสนายิว) ที่(แอบ)ได้รับการสนับสนุนโดยทหารและตำรวจ เพื่อปลุกปั่นการชุมนุมให้เกิดความรุนแรง

เกร็ด: Z มาจากภาษากรีก zei, ζει หมายถึง ‘he lives’ เป็นคำที่ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล สื่อถึงนักการเมือง Grigoris Lambrakis แม้ถูกลอบสังหารเสียชีวิต แต่อุดมการณ์/จิตวิญญาณยังคงอยู่กับชาวกรีกตลอดไป

บทหนังได้รับการดัดแปลงโดย Jorge Semprún (1923-2011) นักเขียน/นักการเมืองชาว Spanish แต่อพยพย้ายมาปักหลักอยู่ฝรั่งเศส ภายหลังการขึ้นมาเรืองอำนาจของจอมพล Francisco Franco ร่วมงานผกก. Costa-Gavras เรื่อง Z (1969) และ The Confession (1970)

แน่นอนว่าหนังไม่มีทางได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศกรีซ (แถมยังมีเพียง Irene Papas ที่เป็นนักแสดงชาวกรีกคนเดียวอีกด้วย) เห็นว่าโปรดิวเซอร์/นักแสดง Jacques Perrin เสนอแนะนำให้เลือกเมือง Algiers, Algeria ซึ่งมีภูมิอากาศแบบ Mediterranean … ในหนังจะไม่มีการระบุพื้นหลังว่าคือสถานที่แห่งหนใด เพื่อให้เกิดความเหมารวมถึงสถานการณ์การเมืองโลก ทศวรรษ 60s


Yves Montand หรือ Ivo Livi (1921-91) นักร้อง นักแสดง สัญชาติ Italian-French เกิดที่ Monsummano Terme, Italy ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1923 ถูกขับไล่จากรัฐบาล Italian Fascist ครอบครัวจึงอพยพมาปักหลักอยู่ Marseilles, เริ่มต้นจากการเป็นนักร้องในผันบาร์ ก่อนได้รับการค้นพบโดย Édith Piaf เมื่อปี ค.ศ. 1944 ชักชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแสดง พอเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เข้าสู่วงการภาพยนตร์ อาทิ The Wages of Fear (1953), Let’s Make Love (1960), Is Paris Burning? (1966), Grand Prix (1966), Z (1969) Le Cercle Rouge (1970), Le sauvage (1975), Jean de Florette (1986) ฯ

ในเครดิตขึ้นว่า The Deputy (แปลได้ทั้งท่านรอง/ผู้รักษาการแทน/สมาชิกสภาผู้แทน) นักการเมืองฝั่งขวา (Left-Wing) เดินทางมาถึงยังประเทศแห่งหนึ่ง เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อต้านสงคราม ปลดระเบิดนิวเคลียร์ มีประชาชนมารับฟังมากมาย แต่กลับถูกเพิกเฉยจากหน่วยงานรัฐ แถมยังถูกกระทำร้ายจากพวกหัวรุนแรง Anti-Communist โดนทุบตีศีรษะจนเสียชีวิต

เกร็ด: ตัวละครนี้ก็คือ Grigoris Lambrakis ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมกลุ่ม Greek Resistance ต่อต้าน Nazi แต่ภายหลังเพราะแสดงความคิดเห็นต่อต้านสงคราม (Anti-War) เลยถูกมองว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เสียชีวิตจากการโดนทุบศีรษะหลังเสร็จจากกล่าวสุนทรพจน์

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่าถ้า Montand ลงเล่นการเมือง แนวโน้มสูงมากๆจะได้รับเลือกตั้ง ทั้งบุคคลภาพผู้นำ วางมาดน่าเชื่อถือ หนักแน่นอุดมการณ์ กล้าพูด กล้าวิจารณ์ ไม่หวาดกลัวเกรงหายนะใดๆ เป็นที่นับหน้าถือตาของใครๆ ซึ่งการถูกลอบสังหาร สร้างความเศร้าโศก สงสารเห็นใจ (ให้กับประชาชน รวมถึงผู้ชมภาพยนตร์) โดยไม่รู้ตัวกลายเป็นวีรบุรุษ จุดเริ่มต้นของการแสดงอารยะขัดขืนของมวลชน

นี่ไม่ใช่บทบาทขายการแสดงของ Montand แต่คือพลังดารา (Charisma) ด้วยบุคลิกภาพ การวางมาด อากัปกิริยา คำพูดจา ผมรู้สึกเหมือนเล่นเป็นตัวตนเองเสียมากกว่า ถึงอย่างนั้นก็มีความตราตรึง หนึ่งในบทบาทน่าจดจำ ไม่ต่างจากชื่อหนัง Z แปลว่ายังมีชีวิต คลาสสิก เหนือกาลเวลา

ผมเพิ่งตระหนักว่าตัวละครนี้ พานผ่านอะไรๆ ไม่ต่างจากบิดาผกก. Costa-Gavras ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน Nazi แต่ภายหลังกลับถูกรัฐบาลตีตราว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ แม้ไม่ได้ถูกลอบสังหาร แต่การจับกุม คุมขัง ทรมานฝังทั้งเป็น นั่นไม่ต่างอะไรจากความตาย!


Jean-Louis Xavier Trintignant (1930-2022) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Piolenc, Vaucluse บิดาเป็นเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง คาดหวังบุตรชายโตขึ้นกลายเป็นนักกฎหมาย แต่ภายหลังค้นพบความสนใจด้านการแสดง อพยพย้ายสู่ Paris เริ่มต้นมีผลงานละครเวที โด่งดังทันทีจากภาพยนตร์ And God Created Woman (1956), ผลงานเด่นๆ อาทิ Il Sorpasso (1962), A Man and a Woman (1966), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Great Silence (1966), The Man Who Lies (1968), Z (1969), My Night at Maud’s (1969), The Conformist (1970), Confidentially Yours (1983), Three Colors: Red (1994), Amour (2012) ฯลฯ

รับบท The Magistrate (ผู้พิพากษา, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง) ได้รับมอบหมายดูแลคดีฆาตกรรม The Deputy ทำการสืบสวนสอบสวน ขุดคุ้ยหลักฐาน พยาน ตัดสินคดีความอย่างตรงไปตรงมา แม้ถูกโน้มน้าวโดยอัยการสูงสุด (Attorney General) ก็ไม่มีสิ่งใดสั่นคลอนอุดมการณ์ส่วนบุคคล กล้าที่จะตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง

เกร็ด: ตัวละครนี้ก็คือ Christos Sartzetakis นักกฎหมาย อัยการ ผู้พิพากษาสูงสุด ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โด่งดังจากการตัดสินคดีความ Grigoris Lambrakis เปิดโปงพฤติกรรมคอรัปชั่นของทหาร/ตำรวจ, ช่วงรัฐประหารเคยถูกจับกุม ทัณฑ์ทรมาน ท้ายสุดได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งกรีซ ค.ศ. 1985-90

Trintignant ก็ยังคงเป็น Trintignant ทำหน้านิ่งๆ ไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์ แต่ภายในมีความหนักแน่น มั่นคงด้วยอุดมการณ์ เฉลียวฉลาดหลักแหลม ไหวพริบปฏิภาณ ทั้งยังหาญกล้าทำในสิ่งถูกต้อง ไม่โอนอ่อนผ่อนปรนให้กับคนชั่วร้าย พร้อมเผชิญหน้ากับพวกทำผิดกฎหมายบ้านเมือง … ภาพลักษณ์คนดี ทำในสิ่งถูกต้อง นั่นกระมังทำให้คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ทั้งๆว่ากันตามตรง Trintignant ก็ยังคงเป็น Trintignant แทบไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านั้น

นี่ไม่ได้แปลว่าการแสดงของ Trintignant น่าผิดหวังประการใดนะครับ แค่ว่าเมื่อเทียบกับผลงานอื่นๆ หรือเรื่องที่เพิ่งออกฉายปีเดียวกันอย่าง My Night at Maud’s (1969), บทบาท The Magistrate ไม่ทำให้ผมเกิดความประทับใจด้านการแสดงใดๆ Montand หรือแม้แต่ Papas ยังโดดเด่นกว่าด้วยซ้ำไป!


Irene Papas ชื่อเกิด Eirini Lelekou, Ειρήνη Λελέκου (1929-2022) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติกรีก เกิดที่ Chiliomodi, Corinthia วัยเด็กชื่นชอบด้านการแสดง โตขึ้นเข้าศึกษาการขับร้อง-เต้น National Theatre of Greece Drama School จากนั้นมีผลงานละครเวที นิยมชอบ Greek Tragedy, ได้รับการค้นพบโดย Elia Kazan เมื่อเดินทางมาถึงกรีซ แจ้งเกิดภาพยนตร์กับ Dead City (1952), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Guns of Navarone (1961), Electra (1962), Zorba the Greek (1964), Z (1969), Anne of the Thousand Days (1969), The Trojan Women (1971) ฯ

รับบท Helene ภรรยาของ The Deputy แม้ความสัมพันธ์กับสามีจะเริ่มเหินห่าง แต่เมื่อรับทราบข่าวการถูกลอบทำร้าย เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยความเศร้าโศก เจ็บปวดรวดร้าวทรวงใน หลังชายคนรักตายจากไป สีหน้าเธอก็ไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่ ตกอยู่ในความท้อแท้สิ้นหวัง แม้ได้รับข่าวสารคนชั่วถูกลงทัณฑ์ เขาก็ไม่วันฟื้นตื่นกลับคืนมา

เกร็ด: ตัวละครนี้ก็คือ Roula Lambrakis ภรรยาของ Grigoris Lambrakis

แม้การปรากฎตัวของ Papas จะแค่ไม่กี่นาที (น่าจะไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำนะ) แต่การแสดงออกทางสีหน้า ถ่ายทอดความรู้สึกที่อยู่ภายในออกมา สร้างความเจ็บปวดรวดร้าว แทบอยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง ผู้ชมสามารถสัมผัสจับต้อง มันช่างรุนแรง ทรงพลัง อย่างไม่ทันตั้งตัว … ผมมองว่าเป็นการแสดงน่าจดจำที่สุดของหนัง สมฉายาเจ้าแม่ Greek Tragedy

การเลือก Papas นักแสดงคนเดียวที่มีสัญชาติกรีก เพื่อให้เธอเป็นตัวตายตัวแทนของชนชาวกรีซ ปฏิกิริยาสีหน้า อารมณ์ถ่ายทอดออกมา สะท้อนความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ต่อระบบการปกครอง ทหาร-ตำรวจ รัฐบาลคอรัปชั่น ชัยชนะเล็กๆครั้งนั้นไม่ได้มีความหมายอะไร เพราะคนตายไม่อาจฟื้นคืนชีพ กาลเวลามิอาจหวนย้อนกลับมา


ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969), The Confession (1970) ฯลฯ

ถือเป็นครั้งแรกๆ Coutard ร่วมงานผู้กำกับอื่นที่ไม่ใช่ French New Wave แต่การทำงานกับ Costa-Gavras ก็แทบไม่แตกต่างจากเดิม ด้วยทุนสร้างจำกัด จึงใช้วิธีเลียนแบบสไตล์สารคดี (documentary-like) แบกกล้องขึ้นบ่า เดินไปเดินมา งานภาพจึงดูโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน มองผิวเผินเหมือน ‘improvised’ แต่ทุกรายละเอียดล้วนมีการครุ่นคิดวางแผนอย่างรัดกุม

จุดประสงค์การถ่ายทำสไตล์สารคดี เพื่อเพิ่มความสมจริง สัมผัสดิบเถื่อน ดูรุนแรง จับต้องได้ (นักแสดงเล่นสตั๊นกันเองทั้งหมด เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ) ผู้ชมราวกับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ … รับอิทธิพลเต็มๆมาจาก The Battle of Algiers (1966)

แม้พื้นหลังจริงๆของหนังจะคือประเทศกรีซ แต่ขณะนั้นถูกรัฐบาลทหารยึดอำนาจ จึงไม่สามารถเข้าไปถ่ายทำ (หนังถูกแบบห้ามฉายในกรีซด้วยนะครับ) ได้รับคำแนะนำจากโปรดิวเซอร์/นักแสดง Jacques Perrin (รับบทเป็นนักข่าว) เลือกใช้สถานที่ Algiers เมืองหลวงประเทศ Algeria เพราะมีกลิ่นอาย Mediterranean คล้ายๆกัน


ภาพแรกของหนังเป็นการปรับโฟกัส จากเบลอสู่คมชัด เหรียญเกียรติยศแสดงถึงคุณงามความดี อิสริยาภรณ์มอบแก่บุคคลผู้ทำคุณูประโยชน์ สร้างชื่อเสียงประเทศชาติ มักนำมาประดับบนหน้าอก แสดงถึงเกียรติภูมิ ความภาคภูมิใจแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล

แต่วิธีการนำเสนอจากภาพเบลอสู่คมชัด สามารถเปรียบเทียบภาพรวมของหนัง เริ่มต้นไม่มีใครรับรู้ว่าบุคคลใดอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร (ภาพเบลอๆ) แต่หลังจากสืบสวนสอบสวน ข้อเท็จจริงเริ่มเปิดเผย (สู่คมชัด) คนร้ายแท้จริงนั้นคือบรรดาผู้ประดับเหรียญเกียรติยศเต็มหน้าอก!

ทีแรกผมไม่ได้จะลงรายละเอียดในส่วนนี้หรอก แต่บังเอิญเห็นข้อความบนเหรียญเกียรติยศระหว่างปรากฎชื่อนักแสดง เลยตระหนักว่าผกก. Costa-Gavras ต้องการสื่อถึงอะไรบางอย่าง

  • Yves Montand บนเหรียญเกียรติยศมีรูปมงกุฎ และข้อความ For Valour สำหรับความกล้าหาญ
  • Irene Papas ผมไม่แน่ใจว่าลักษณะของตราสัญลักษณ์ แต่ข้อความ Für Treue Und Verdienst แปลว่า For Loyalty and Merit
  • Jean-Louis Trintignant คือตราสัญลักษณ์ไม้กางเขน Ordine Della Croce D’ หมายถึง Order of the Cross of …

ANY SIMILARITY TO REAL PERSONS
AND EVENTS IS NOT COINCIDENTAL.
IT IS INTENTIONAL.

โดยปกติมักขึ้นข้อความประมาณ ‘เหตุการณ์หรือชื่อบุคคลที่ตรงกับใคร เกิดจากความไม่ตั้งใจของผู้สร้าง’ แต่ไม่ใช่สำหรับ Z (1969) หลายคนอ่านแล้วอาจขยี้ตา ฉนงสงสัยว่าเขียนผิดหรือจงใจ? แน่นอนว่าผกก. Costa-Gavras พยายามเลือนลานระหว่างเรื่องแต่ง (Fiction Story) vs. เหตุการณ์จริง (Real Story) เพื่อกระตุ้นอารมณ์ ปลุกความรู้สึกผู้ชม ให้เกิดการ ‘ตื่นรู้ทางการเมือง’ จะจริงหรือเท็จไม่สำคัญ ความรุนแรง การลอบสังหาร คือสิ่งไม่ควรบังเกิดขึ้น!

หลายคนอาจฉงนสงสัยว่า การเสวนาเกี่ยวกับโรคเชื้อราน้ำค้าง (Mildew) มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของหนัง? นี่คือสิ่งที่ผกก. Costa-Gavras ต้องการอุปมาอุปไมยถึงมุมมอง/ทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ต่อองค์กรที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากตนเอง กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ต่างเชื้อโรคร้ายที่ต้องถูกกำจัด ไม่ให้แพร่ระบาด ลุลามบานปลาย จนไม่สามารถรักษาหาย บ่อนทำลายพืชผลทางการเกษตร จนประเทศชาติล่มจม!

แต่ในความจริงนั้นมันกลับตารปัตรกันนะครับ พวกเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเหล่านี้ต่างหากละ คือสิ่งชั่วร้าย เชื้อโรคอันตรายที่สมควรต้องถูกทำลาย

ประเทศกรีซ ยุคสมัยนั้นปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย โดยพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สองรูปภาพที่มีทุกบ้านนี้ก็คือ King Paul of Greece (1901-64) และ Queen Frederica of Hanover (1917-81) ซึ่งการใช้แสงไฟบดบังใบหน้า เป็นการแสดงทัศนะทางการเมืองที่ชัดเจนมากๆของผกก. Costa-Gavras

เกร็ด: จริงๆปีที่ถ่ายทำ ค.ศ. 1968-69 มีการเปลี่ยนแปลงประมุขของประเทศมาเป็น King Constantine II ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1964-73 ก่อนถูกล้มล้างการปกครอง จำต้องอพยพหลบหนีไปลี้ภัยต่างประเทศ

หลังจากได้สถานที่กล่าวสุนทรพจน์แห่งใหม่ มีการแจกใบปลิวแจ้งข่าวหน้าโรงภาพยนตร์ Picadilly แล้วจู่ๆกลุ่มพวกหัวรุนแรงตรงเข้ามาตะลุมบอน ก่อความวุ่นวาย จุดเริ่มต้นจากฉีกกระชากโปสเตอร์ภาพยนตร์ The Good, the Bad and the Ugly (1966) จะว่าไปคนดี-คนชั่ว มันก็เลือนลางในหนังเรื่องนี้เช่นกัน!

ก่อน-หลังงานเสวนา/กล่าวปาฐกถาของ The Deputy จะมีการแทรกภาพฝูงชน(ชั้นสูง) แต่งสูทผูกไทด์ เดินเข้ารับชมการแสดงบัลเล่ต์ (รวมถึงอัยการ The Public Prosecutor) นี่คือลักษณะการเปรียบเทียบ เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายที่บังเกิดขึ้น ไม่ต่างจากการละคอน จัดฉาก ทำการแสดง … กล่าวคือ ทั้งหมดคือการจัดฉากของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง

แซว: แม้สถานที่ภายนอกจะคือ Algerian National Theatre แต่ภายใน(เฉพาะช็อตแสดงบัลเล่ต์)ถ่ายทำยัง Théâtre des Champs-Élysées, France

ตากล้อง Raoul Coutard รับเชิญในบทหมอประสาทชาวอังกฤษ ผ่าตัดครั้งที่สาม ไม่ประสบความสำเร็จ

ภายหลังการเสียชีวิตของ The Deputy ภรรยา Helene หวนกลับมาเก็บข้าวของสามีที่ห้องพักโรงแรม มองออกไปนอกหน้าตาพบเห็นฝูงชนรวมกลุ่มกันเพื่อไว้อาลัย ระบายสีขาวบนท้องถนนตัวอักษร Z ภาษากรีกแปลว่า ‘He is alive!’ แต่กลับถูกขับไล่โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้ความรุนแรงควบคุมสถานการณ์ จับกุมผู้ก่อความวุ่นวาย

แซว: ระหว่างเหตุการณ์ความวุ่นวายนี้ จะมีชายคนหนึ่งที่ถูกจับกุมตัว แล้วโดนตำรวจตัดเล็มเส้นผม … คนสมัยก่อนมักมีความเชื่อว่า การกำจัดหัวหน้า/ลอบสังหารผู้นำกลุ่ม (=ทุบศีรษะ/ตัดเล็มเส้นผม) ในบริบทนี้ก็คือความตายของ The Deputy จะสามารถถอนรากถอนโคนองค์กรนั้นๆ แต่มันก็ไม่จำเป็นเสมอไปนะครับ

Z

การมาถึงของอัยการสูงสุด (Attorney General) แม้มีอำนาจมากกว่าผู้พิพากษา/พนักงานปกครอง (The Magistrate) แต่ก็ไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวข้องแว้งกับคดีความ พวกเขาพบปะพูดคุยกันในชั้นศาล เดินวนไปวนมา วินาทีนี้ยืนอยู่คนละฟากฝั่ง แบ่งแยกซ้าย-ขวา พยายามโน้มน้าวให้แบ่งแยกการตัดสิน … อธิบายง่ายๆว่าชายคนนี้กำลังต่อรองให้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หาได้วางตัวเป็นกลางตามหน้าที่การงานแม้แต่น้อย!

นี่อาจดูเหมือนเป็นการตบมุก ให้ผู้ชมรู้สึกพึงพอใจต่อชัยชนะ เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงทุกคนที่ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม ล้วนต้องเดินมาเปิดประตูไม่ออกทุกครั้ง (ฝูงนักข่าวก็เพิ่มปริมาณ หาหนทางแอบเข้าประตูหลัง) แต่ผมมองนัยยะถึงทางตัน ไร้หนทางออก ไม่สามารถหลบหนีเอาตัวรอดพ้นความผิด

แม้เหมือนว่าชัยชนะจะตกเป็นของประชาชน แต่สำหรับ Helene ภรรยาของ The Deputy สีหน้าของเธอไม่ได้มีรอยยิ้มดีใจ ยังคงซึมเศร้าโศกเสียใจ เหม่อมองท้องทะเลอย่างสิ้นหวัง คนตายมิอาจฟื้นคืนชีพ ประเทศกรีซที่ย่อยยับจากรัฐบาลเผด็จการ จักกลายเป็นตราบาป ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครหลงลืมเลือน

ในขณะที่รายงานข่าวของ Jacques Perrin พูดถึงการพิจารณาคดี ขึ้นศาลไต่สวน บทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่หลังจากกล่าวถึงรัฐประหาร มีการเปลี่ยนเสียงบรรยายมาเป็นผู้หญิง (ให้เสียงโดยนักตัดต่อ Françoise Bonnot) เต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าเศร้า ความตาย หายนะประเทศกรีซ หลายคนคงรู้สึกใจหายวูบวาบ เหมือนโดนทรยศหักหลัง หงุดหงิดหัวเสีย เกิดอารมณ์เกรี้ยวกราด เผด็จการแม้ง …

ตัดต่อโดย Françoise Bonnot (1939-2018) สัญชาติฝรั่งเศส บุตรสาวของนักตัดต่อ Monique Bonnot ขาประจำผู้กำกับ Jean-Pierre Melville, เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยมารดาตัดต่อภาพยนตร์ Two Men in Manhattan (1959), ฉายเดี่ยวกับ Army of Shadows (1969), จากนั้นกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Costa-Gavras ตั้งแต่ Z (1969), The Confession (1970), State of Siege (1972), Special Section (1975), Missing (1982), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Tenant (1976), 1492: Conquest of Paradise (1992), Frida (2002), Across the Universe (2007) ฯ

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครใด แต่เวียนวนอยู่กับเหตุการณ์ลอบสังหาร The Deputy (Yves Montand) นำเสนอเรื่องราวก่อนและหลัง การสืบสวนสอบสวน ค้นหาว่าใครคือบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง (ไม่เชิงว่าเป็น whodunit แต่ชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด whydunit) ผมขอแบ่งออกเป็นสามองก์ดังต่อไปนี้

  • อารัมบท, เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง รับฟังการเสวนาเกี่ยวกับโครงการกำจัดโรคราน้ำค้าง
  • องก์หนึ่ง, สุนทรพจน์ของ The Deputy
    • บรรดาแกนนำวิ่งวุ่นจ้าละหวั่น ติดต่อหาสถานที่สำหรับกิจกรรมชุมนุม
    • การมาถึงของ The Deputy พบเจอกับนายพลเพื่อขอนุญาตใช้สถานที่
    • เหตุการณ์วุ่นวายระหว่างแจกใบปลิว
    • ค่ำคืนแห่งการเสวนาของ The Deputy
      • ผู้คนต่อแถวเข้ามารอรับฟังคำกล่าวสุนทรพจน์ของ The Deputy
      • เมื่อถึงเวลา The Deputy เดินจากโรงแรมฝั่งตรงข้าม ถูกทุบตีศีรษะ แสดงอาการมึนๆ แต่ยังสามารถพูดกล่าวสุนทรพจน์
      • เมื่อเสร็จสิ้นการเสวนา กลับลงมาเบื้องล่าง ถูกโจมตีโดยรถสามล้อ Kamikaze จนทรุดล้มลง
      • แกนนำคนหนึ่งวิ่งไล่ล่ารถสามล้อ Kamikaze จนคนขับรถถูกจับกุม
  • องก์สอง, ปฏิกิริยาผู้คนรอบข้างหลัง The Deputy ถูกลอบสังหาร
    • อาการบาดเจ็บของ The Deputy สาหัสสากรรจ์
    • ภรรยาของ The Deputy เดินทางมาถึงโรงพยาบาล ด้วยปฏิกิริยาสีหน้าสิ้นหวัง
    • การผ่าตัดครั้งที่สามล้มเหลว เสียชีวิต
    • ภรรยาของ The Deputy เดินทางมาเก็บข้าวของสามีที่โรงแรม พบเห็นฝูงชนภายนอกรวมตัวกันประท้วงรัฐบาล พร้อมพ่นสีตัวอักษร Z
  • องก์สาม, การสืบสวนสอบสวนของ The Magistrate
    • พยานคนหนึ่งต้องการให้ปากคำ แต่ถูกกระทำร้ายร่างกาย ถึงอย่างนั้นก็ยังสามารถให้การกับ The Magistrate
    • นักข่าวคนหนึ่ง ออกทำข่าว ถ่ายรูปสมาชิกกลุ่ม CROC
    • แสร้งทำหลักฐานปลอมเพื่อล่อหลอกเหยื่อให้ติดกับดัก
    • สืบสาวราวเรื่องจนค้นพบบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง
    • อัยการสูงสุดเดินทางมาโน้มน้าว The Magistrate ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งหมด
  • ปัจฉิมบท, จุดจบของบุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง และข้อความบรรยายเหตุการณ์(ที่เกิดขึ้นจริง)หลังจากนั้น

โครงสร้างของหนังไม่ได้มีความซับซ้อนสักเท่าไหร่ แต่จุดโดดเด่นคือลีลาการตัดต่อ รวดเร็ว กระชับ ฉับไว สลับสับเปลี่ยนมุมมองเล่าเรื่อง ผันแปรเปลี่ยนไปอยู่แทบตลอดเวลา การรับชมครั้งแรกๆอาจสร้างความสับสน มึนงง แต่เมื่อหวนกลับมารอบสอง-สาม จะสัมผัสถึงความตื่นเต้น รุกเร้าใจ นั่นคือสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Costa-Gavras เอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร … เป็นหนังการเมืองที่ดูสนุก ลุ้นระทึก มากกว่าหนังแอ๊คชั่นทริลเลอร์สมัยนี้บางเรื่องเสียอีก!


เพลงประกอบโดย Michail “Mikis” Theodorakis, Μιχαήλ “Μίκης” Θεοδωράκης (1925-21) คีตกวีสัญชาติกรีก เกิดที่ Chios, Second Hellenic Republic ตั้งแต่เด็กค้นพบความหลงใหล Greek Folk Music เริ่มหัดแต่งเพลงด้วยตนเอง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครกองหนุน Greek People’s Liberation Army (ELAS), หลังสงครามถูกตีตราว่าเป็นคอมมิวนิสต์เลยโดนจับกุม ทัณฑ์ทรมาน เมื่อได้รับการปล่อยตัวเข้าศึกษา Athens Conservatoire ต่อด้วย Conservatoire de Paris จากนั้นเริ่มแต่งเพลง Symphony, Concerto, Bellet, เพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Zorba the Greek (1964), Z (1969), Serpico (1973) ฯ

ด้วยความที่ Theodorakis ขณะนั้นถูกรัฐบาลเผด็จการทหารกรีซควบคุมตัว กักขังบริเวณ ไม่อนุญาตให้ออกไปไหน แต่ผกก. Costa-Gavras ก็ยังแอบหาช่องทางติดต่อ ขออนุญาตหยิบยืมใช้บทเพลงที่เคยประพันธ์ไว้ก่อนหน้า … ไม่ได้มีการเขียนเพลงเพิ่มแต่อย่างใด


Main Theme นำจาก Mauthausen Trilogy (1965) หรือ The Ballad of Mauthausen หรือ Mauthausen Cantata มีลักษณะเป็นชุดเพลงร้อง (Song Cycle) ประกอบด้วย 4 ท่วงทำนอง (Areas) นำคำร้องจากสี่บทกวีของ Iakovos Kambanellis ผู้รอดชีวิตชาวกรีกจากค่ายกักกัน Mauthausen … ได้รับยกย่องเป็นบทเพลงเกี่ยวกับ Holocaust ที่มีความงดงาม หลอกหลอน สั่นสะท้านทรวงใน

  1. Asma Asmaton (Song of Songs)
  2. Andonis (Anthony)
  3. Drapetis (Runaway)
  4. Otan Teleiosi o Polemos (When the War Ends)

ท่วงทำนองที่นำมาใช้เป็น Main Theme ก็คือ Andonis (หรือ Anthony) หนึ่งในสมาชิกของค่ายกักกัน Mauthausen เป็นคนหัวกบฎ ดื้นรั้น แต่จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะถูกใช้แรงงานหนัก Andonis ที่ยังพอหลงเหลือเรี่ยวแรง จึงพยายามช่วยเหลือเพื่อนพ้องชาวยิว ยกก้อนหินก้าวเดินไปปูพื้นถนนเวียนนา นั่นทำให้เขาถูกลงโทษนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยตอบโต้หรือแสดงความไม่พอใจ ราวกับวีรบุรุษในปรัมปรากรีก ตัวแทนของมนุษย์ชาติผู้ไม่ย่นย่อท้อแท้ ยินยอมรับความพ่ายแพ้

แม้ว่าจะมีการตัดคำร้องออกไป แต่เนื้อใจความของ Main Theme/Andonis สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวของหนัง แม้ถูกกลั่นแกล้ง กระทำร้าย เข่นฆ่าให้ตกตาย แต่อุดมการณ์/จิตวิญญาณนักสู้(ของ The Deputy) จักยังคงอยู่คู่ชาวกรีก (เหมือนท่วงทำนองที่มีความรุกเร้า รัวกลองพร้อมรบ เปลวไฟแห่งต่อสู้ไม่มีวันมอดดับลง) เพื่อว่าสักวันประชาชน ระบอบประชาธิปไตย จะได้รับชัยชนะเหนือเผด็จการทหาร

เนื่องเพราะ Theodorakis ไม่ได้ประพันธ์เพลงเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์ แต่เป็นการที่ผกก. Costa-Gavras คัดเลือกบทเพลงที่เรื่องราว องค์ประกอบ ท่วงทำนอง มีความสอดคล้องเหมาะสม ด้วยเหตุนี้เพลงประกอบของหนังจึงไม่ใช่การสร้างบรรยากาศ แต่มีลักษณะเหมือน ‘สร้อยบทกวี’ สำหรับนำเข้าเรื่องราว เชื่อมต่อเหตุการณ์ เติมเต็มรายละเอียดของหนัง

To Gelasto Paidi (แปลว่า The Smiling Youth หรือ The Happy Youth) เป็นบทเพลงที่จะได้ยินซ้ำๆบ่อยครั้ง แต่จะมีสัมผัสบางอย่างแตกต่างออกไป อาทิ

  • การมาถึงของ The Deputy เอ่อล้นด้วยพลัง ความคาดหวัง กระตือรือล้นที่จะกล่าวสุนทรพจน์ คาดหวังการเปลี่ยนอนาคต
  • Arrival of Helen ท่วงทำนองจะมีเชื่องช้า รู้สึกถึงเจ็บปวด ทุกข์เศร้าโศก แทรกซึมอยู่ในทุกๆการดีดเครื่องสาย
  • Bouzouki Version เมื่อพยานคนหนึ่งกำลังจะเดินทางมาให้การ ก้าวออกเดินด้วยความมุ่งมั่น หล่อเหลา แต่ยังไม่ทันพ้นหัวโค้งแรกก็ถูกทุบศีรษะ กระทำร้ายร่างกาย

ต้นฉบับของ To Gelasto Paidi (1962) นำจากบทละคร The Hostage (1958) ประพันธ์โดย Brendan Behan (1923-64) นักเขียนสัญชาติ Irish, นำเสนอเรื่องราวของ Leslie Williams ทหารหนุ่มหน้าใส วัยเพียง 18 ปี ในสังกัด Cockney British Army วันหนึ่งถูกกองกำลัง Irish Republican Army (IRA) จับกุมเป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวสมาชิกที่คุมขังในเรือนจำ Belfast แต่ทางการหาได้สนใจใยดี ตัดสินใจแขวนคอสมาชิก IRA คนดังกล่าว แล้วส่งกองกำลังตำรวจ Gardaí บุกเข้ามากวาดล้าง ทำให้ Leslie โดนลูกหลงเสียชีวิต! ปิดฉากด้วยบทเพลง The Bells of Hell Go Ting-a-ling-a-ling

เกร็ด: The Smiling Youth, το γελαστό παιδί ยังเป็นหนึ่งในชื่อเล่นของ Grigoris Lambrakis

คำร้องภาษากรีกคำแปลภาษาอังกฤษ
Ήταν πρωί του Αυγούστου κοντά στη ροδαυγή
βγήκα να πάρω αέρα στην ανθισμένη γη
βλέπω μια κόρη κλαίει σπαραχτικά θρηνεί
σπάσε καρδιά μου εχάθη το γελαστό παιδί

Είχεν αντρεία και θάρρος και αιώνια θα θρηνώ
το πηδηχτό του βήμα το γέλιο το γλυκό
ανάθεμα την ώρα κατάρα τη στιγμή
σκοτώσαν οι εχθροί μας το γελαστό παιδί

Μον’ να ‘ταν σκοτωμένο στου αρχηγού το πλάι
και μόνον από βόλι Εγγλέζου να ‘χε πάει
κι από απεργία πείνας μέσα στη φυλακή
θα ‘ταν τιμή μου που ‘χασα το γελαστό παιδί

Βασιλικιά μου αγάπη μ’ αγάπη θα στο λέω
για το ό,τι έκανες αιώνια θα σε κλαίω
γιατί όλους τους εχθρούς μας θα ξέκανες εσύ
δόξα τιμή στ’ αξέχαστο γελαστό παιδί
It was early in August, near the dawn,
I went out to take a breath in the blooming earth.
I see a girl crying bitterly,
Break my heart, the smiling child is gone.

He had courage and bravery, and I will mourn forever,
His leaping step, his sweet laughter.
I curse the hour, curse the moment,
Our enemies killed the smiling child.

Only if he had been killed at the leader’s side,
And only from an English bullet had he gone,
And from a hunger strike in prison,
It would be my honor that I had lost the smiling child.

My beloved queen, I will say it with love,
For everything you did, I will cry for you forever,
Because you would have destroyed all our enemies,
Glory and honor to the unforgettable smiling child.

ในบรรดา To Gelasto Paidi ผมมีความหลงใหล Arrival of Helen ด้วยจังหวะที่เชื่องช้ากว่าปกติ ดีดรัวเครื่องสาย กรีดบาดไวโอลินช่วงท้าย สร้างความเจ็บปวด สั่นสะท้าน แทบมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา ถ้าบทเพลงยาวกว่านี้ก็อาจถึงขั้นร่ำไห้ออกมา … บทเพลงนี้กับสีหน้าของ Irene Papas ถือเป็นไฮไลท์ของหนังก็ว่าได้!

Pios Den Mila Gia Ti Lambri (แปลว่า Who’s Not Talking About Easter) เป็นบทเพลงที่มาจากบทละคร The Hostage (1958) เฉกเช่นเดียวกับ To Gelasto Paidi แต่ด้วยเสียงรัวกลองมาร์ช นี่คือช่วงเวลาการเดินทางมาให้ปากคำของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทุกคนแต่งกายเต็มยศ ประดับดาวเต็มอก แต่เมื่อถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม หลบหนีออกทางประตูหลัง หมดสิ้นสภาพเกียรติยศสะสมมา

ชื่อเต็มๆของบทเพลงนี้คือ Finale-To Gelasto Paidi หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงถูกพิพากษาตัดสิน แม้ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี โอกาสแห่งความหวัง แต่สำหรับ Helene การสูญเสียชายคนรัก มันไม่มีหนทางที่เขาจะหวนกลับคืนมา … และปัจฉิมบทหลังจากนั้น เมื่อทหารเข้ายึดอำนาจ ทำการรัฐประหาร ชัยชนะในวันนี้มันจึงไม่หลงเหลือความหมายใดๆ ทำให้ผู้ชม(ที่ไม่เคยรับรู้เหตุการณ์จริง)ตกอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง ใจหายวาป

อนุรักษ์นิยม (Conservativism, Right-Wing) หมายถึง อุดมการณ์หรือความคิดทางการเมืองที่สนับสนุนคุณค่า (Value) ดั้งเดิม โดยมีจุดมุ่งหมายจะรักษาระเบียบสังคมที่มีอยู่ หรือนำระเบียบสังคมในอดีตหวนกลับมาใช้อีก

เสรีนิยม (Liberalism, Left-Wing) หมายถึง อุดมการณ์หรือความคิดทางการเมืองที่มุ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ปัจเจกบุคคลอย่างเต็มที่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ซึ่งตั้งอยู่บนความคิดเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียม

อนุรักษ์นิยม vs. เสรีนิยม คือสองขั้วที่มีอุดมการณ์หรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างตรงกันข้าม เปรียบดั่งขาวกับดำ น้ำกับไฟ ไม่มีทางที่สองฟากฝั่งจะสามารถปรับตัวเข้าหากัน เลยมักนำไปสู่ความขัดแย้ง เกิดการปะทะอย่างรุนแรง ด้วยคำพูดสู่การกระทำ ไม่กูก็มึงต้องมีใครตกตายไปข้าง

อุดมการณ์ทางการเมืองทั้งสองฟากฝั่ง เป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ก่อนระบอบประชาธิปไตย/รัฐสภาจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก! แต่มันจำกัดอยู่ในกลุ่มขุนนาง ชนชั้นสูง บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นช่วงเวลาที่สามัญชนเริ่มที่จะ ‘ตื่นรู้ทางการเมือง’ กล้าลุกขึ้นมาพูดความคิดเห็น แสดงอารยะขัดขืน นั่นทำให้กลุ่มพวกผู้มีอำนาจบังเกิดความหวาดหวั่น กลัวว่าสักวันตนเองจะสูญเสียทุกสิ่งอย่าง จึงพยายามโต้ตอบ ใช้ความรุนแรง วางอำนาจบาดใหญ่ คาดหวังให้อีกฝ่ายหวาดกลัวเกรง ยินยอมก้มหัวศิโรราบ

Z (1969) เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นโดยผู้กำกับฝั่งขวา (Left-Wing) เล่าเหตุการณ์ที่รัฐบาล(เผด็จการ)ทหารพยายามใช้อำนาจบาดใหญ่ แอบปลุกระดมผู้คน ต่อต้านกลุ่มชนฝั่งซ้าย (Right-Wing) พวกฝักใฝ่สันติภาพ คอมมิวนิสต์ ที่มีความครุ่นคิดแตกต่าง เปรียบเทียบกับการกำจัดโรคเชื้อราน้ำค้างให้หมดสิ้นไป พูดคุยไม่ได้ก็ใช้กำลัง ความรุนแรง แต่เหตุการณ์กลับเกินเลยเถิดถึงฆาตกรรม

เวลารับชมภาพยนตร์การเมือง ผมพยายามจะวางตัวอยู่ตรงกลาง เพื่อให้สามารถเข้าใจมุมมองของทั้งสองฟากฝั่ง อนุรักษ์นิยมบางเรื่องมันก็ดี เสรีนิยมบางเรื่องมันก็ไม่ดี ประชาธิปไตย(ที่ดี)ควรรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน แต่เมื่อไหร่ฟากฝั่งหนึ่งโกหกหลอกลวงประชาชน แอบไปตกลงลับหลัง วางแผนชั่วร้าย กระทำสิ่งคอรัปชั่น ต้องการกำจัดอีกฝั่งฝ่ายให้พ้นภัยทาง นั่นคือลักษณะของ ‘เผด็จการ’ ใช้อำนาจในทางมิชอบ จุดตกต่ำทางศีลธรรม กลายเป็นต้นแบบอย่างที่ไม่ดีให้คนรุ่นหลัง

หนังพยายามสร้างวีรบุรุษขึ้นมาสองคน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ชม ไม่ให้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับสถานการณ์การเมืองที่เลวร้าย บังเกิดพละพลังลุกขึ้นมาต่อสู้ ไม่ยินยอมรับพ่ายแพ้

  • The Deputy (รับบทโดย Yves Montand) ชายผู้มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ กลายเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิต แม้ตัวตายแต่จิตวิญญาณจักคงอยู่เคียงข้างประชาชน
  • The Magistrate (รับบทโดย Jean-Louis Trintignant) ชายผู้มีความหนักแน่นมั่นคง ยึดถือหลักความถูกต้อง พร้อมเผชิญหน้าต่อสู้ ไม่หวาดกลัวเกรงผู้ใด กลายเป็นวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม

เรื่องราวของ The Deputy ไม่แตกต่างจาก(อัตชีวประวัติ)บิดาของผกก. Costa-Gavras เช่นนั้นแล้วทุกความรู้สึกระหว่างรับชม ย่อมสะท้อนถึงอารมณ์ อึดอัดอั้น อคติที่มีต่อสถานการณ์การเมืองกรีซ ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร แต่เพราะฉันไม่มีอำนาจ ไร้ซึ่งความสามารถ(ด้านการเมือง) เพียงความสนใจในศาสตร์ภาพยนตร์ เขาจึงระบายทุกสิ่งอย่างออกมาให้โลกรับรู้

แม้หนังไม่ระบุสถานที่พื้นหลัง แต่เรื่องราวมีความชัดเจนว่าอ้างอิงถึงประเทศกรีซ (แถมยังถ่ายทำในประเทศแอลจีเรีย ซึ่งเคยมีสถานการณ์รุนแรงไม่แตกต่างกัน) ถึงอย่างนั้นเราสามารถเหมารวมเหตุการณ์บังเกิดขึ้น สะท้อนบรรยากาศการเมืองโลกระหว่างทศวรรษ 60s-70s ช่วงเวลาไม่แน่นอน ไร้ความประณีประณอม การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ เผชิญหน้าระหว่างรัฐบาล vs. ประชาชน, ขนบวิถีเก่า (อนุรักษ์นิยม) vs. แนวคิดสมัยใหม่ (เสรีชน) … ความทะเยอทะยาน/การล่มสลายของ Nazi Germany ไม่เคยเป็นบทเรียนสอนประวัติศาสตร์แก่ชนชาติใด!

ชื่อหนัง Z = He Lives! แม้ตัวตาย แต่อุดมการณ์/จิตวิญญาณยังคงอยู่ นี่สอดคล้องปรัชญาภาพยนตร์ ความเพ้อใฝ่ฝันของผู้สร้างทุกคน อยากรังสรรค์ผลงานที่สามารถอยู่ยงคงกระพัน แม้ตัวฉันลาจากโลกนี้ไป คาดหวังยังได้รับการจดจำ กลายเป็นอมตะเหนือกาลเวลา


เข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes ด้วยเสียงตอบรับดีล้นหลาม แม้พลาด Palme d’Or ให้กับ If…. (1968) แต่ประธานคณะกรรมการปีนั้น Luchino Visconti มอบให้ถึงสองรางวัล ประกอบด้วย

  • Jury Prize (ที่สาม) อย่างเป็นเอกฉันท์
  • Best Actor (Jean-Louis Trintignant)

ในฝรั่งเศสมียอดจำหน่ายตั๋ว 3.95 ล้านใบ สูงอันดับ 4 ประจำปี ค.ศ. 1969, เข้าฉายสหรัฐอเมริกาทำเงินได้อีก $17.3 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

  • Academy Award
    • Best Picture
    • Best Director
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Film Editing **คว้ารางวัล
    • Best Foreign Language Film (ส่งจากประเทศ Algeria) **คว้ารางวัล
  • Golden Globe Award
    • Best Foreign Language Film **คว้ารางวัล

เกร็ด: Z (1969) เป็นภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศเรื่องที่สองถัดจาก La Grande Illusion (1937) ที่ได้เข้าชิง Best Picture และเป็นครั้งแรกได้เข้าชิงทั้ง Best Picture และ Best Foreign Language Film

เกร็ด2: โปรดิวเซอร์ปฏิเสธรับรางวัล Golden Globe เพราะผิดหวังที่หนังไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Motion Picture – Drama (นั่นอาจคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Z (1969) ได้เข้าชิง Oscar สาขา Best Picture และ Best Foreign Language Film)

อิทธิพลของ Z (1969) เริ่มต้นที่ภาพยนตร์ The French Connection (1971)

After I saw Z, I realized how I could shoot the French Connection. Because he [Costa-Gavras] shot ‘Z’ like a documentary. It was a fiction film but it was made like it was actually happening. Like the camera didn’t know what was gonna happen next. And that is an induced technique. It looks like he happened upon the scene and captured what was going on as you do in a documentary. My first films were documentaries too. So I understood what he was doing but I never thought you could do that in a feature at that time until I saw Z.

William Friedkin

จากนั้นกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Paul Greengrass, Aki Kaurismäki, Oliver Stone, Steven Soderbergh เกิดแรงบันดาลใจสร้าง Traffic (2000), Ben Affleck รับอิทธิพลสร้าง Argo (2012) ฯลฯ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะมาแล้วสองครั้ง

  • ฉบับของ Criterion Collection บูรณะคุณภาพ High-Definition ตรวจอนุมัติโดยตากล้อง Raoul Coutard จัดจำหน่าย DVD เมื่อปี ค.ศ. 2009
  • ฉบับของ KG Productions บูรณะคุณภาพ 2K ตรวจอนุมัติโดยผู้กำกับ Costa-Gavras แล้วเสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2014 หาชมทางออนไลน์ได้อย่างเดียวกระมัง

หวนกลับมารับชม Z (1969) ทำให้ผมสัมผัสถึงความเจ็บปวด อารมณ์เกรี้ยวกราดของผกก. Costa-Gavras แต่เขายังไม่เคยสิ้นหวัง/หมดศรัทธาต่อการเมือง เชื่อว่าอนาคตสักวันต้องพบเจอความหวัง ชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง … ต่อให้มันเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆก็ตามเถอะ

ความเป็นอมตะของ Z (1969) ไม่ต้องมองอื่นไกล สารขัณฑ์ในปัจจุบันไม่แตกต่างกันเลยสักนิด แม้ไม่ใช้การลอบสังหาร แต่ถูกคำสั่งศาลตัดสิทธิ์ทางการเมือง นั่นเลวร้ายรุนแรงไม่ต่างจากโทษประหารชีวิต!

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศการเมืองที่เต็มไปด้วยคอรัปชั่น สร้างความเจ็บปวด อารมณ์เกรี้ยวกราด

คำโปรย | Z (1969) ผลงานชิ้นเอกของ Costa-Gavras สะท้อนบรรยากาศการเมืองโลกช่วงทศวรรษ 60s-70s ที่แสนเจ็บปวด อารมณ์เกรี้ยวกราด
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | เกรี้ยวกราด


Z

Z (1969)  : Costa-Gavras ♥♥♥♥

(1/6/2017) หนังรางวัล Jury Prize โดยเอกฉันท์จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Oscar: Best Foreign Language Film นำเสนอชัยชนะของฝ่าย Left Wing Politics (ซ้ายจัด) ต่อหน่วยงานรัฐฝั่งอนุรักษ์นิยมและตำรวจกังฉิน แต่กับความตายที่เกิดขึ้นมันคุ้มแล้วหรือที่จะเรียกว่า ‘ชัยชนะ’

รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ทัศนคติทางการเมืองของตัวเองออกไปทางฝั่งซ้ายคือเป็นหัวเสรีนิยม ไม่ชอบการถูกกดหัวควบคุมโดยหน่วยงานของรัฐบาล (ที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนเต็มไปด้วยเส้นสาย ความคอรัปชั่น) แต่ผมจะพยายามมองหนังเรื่องนี้แบบเป็นกลาง จะไม่พยายามเอาการเมืองฝั่งซ้ายขวามาเอี่ยวกับบทความนี้นะครับ

เกร็ด:
– ขวาจัด คือกลุ่มอนุรักษ์นิยม (Conservative) หรือชาตินิยม ที่มักยึดติดอยู่แนวคิดการปกครองรูปแบบเดิม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มักปฏิเสธความเท่าเทียมกันในสังคม
– ซ้ายจัด คือกลุ่มเสรีนิยม (Liberal) ยึดมั่นในแนวคิดใหม่ หัวก้าวหน้า ต้องการเปลี่ยนแปลง และยึดมั่นความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม

Costa-Gavras ชื่อเต็มคือ Konstantinos Gavras ผู้กำกับสัญชาติกรีก เกิดปี 1933 ที่ Loutra Iraias, Arcadia ประเทศกรีซ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อเข้าร่วมเป็นสมาชิก Pro-Soviet ของ Greek Resistance ถูกคุมขังในช่วง Greek Civil War (1946 – 1949) ซึ่งจากการเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทำให้ Costa-Gavras ต้องอพยพหลบลี้ภัยไปอยู่อเมริกา กลับมาเรียนต่อที่ฝรั่งเศสเลือกสาขากฎหมาย แต่คงไม่พึงพอใจอะไรหลายๆอย่าง ลาออกกลางคัน (หลังเรียนไปแล้ว 5 ปี) เลือกเข้าเรียนภาพยนตร์ที่ IDHEC กลายเป็นลูกศิษย์ของ Yves Allégret ผู้ช่วยผู้กำกับ Jean Giono, René Clair จนมีโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Compartiment Tueurs (1965) [แปลว่า The Sleeping Car Murder] เป็นแนว Mystery

ต้องบอกว่าการเมืองคือความสนใจหลักของ Costa-Gavras พยายามที่จะสอดแทรกใส่แนวคิด ค่านิยม หลักกฎหมาย ความถูกต้อง ยุติธรรม/อยุติธรรม ฯ โดยมีเป้าหมายโจมตีแนวคิดของผู้คน/นักการเมือง ฝั่งอนุรักษ์นิยมขวาจัด ก็แน่ละเพราะตัวเขาได้อิทธิพลจากพ่อ ที่ถือว่าเป็นฝั่งเสรีนิยมซ้ายจัด คับข้องใจที่ถูกขับไล่ต่อต้านแบนจากประเทศตนเอง

แรงบันดาลใจของหนัง ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Z แต่งโดย Vassilis Vassilikos นักเขียนสัญชาติกรีกที่ขณะนั้นหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ เพราะเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ, เรื่องราวทำการสร้างประเทศสมมติ ด้วยความจงใจ (intentional) พูดถึงเหตุการณ์ลอบสังหารนักการเมืองกรีกฝั่งเสรีนิยม Grigoris Lambrakis เมื่อปี 1963 และเป็นการเสียดสี กึ่งๆล้อเลียน ตลกร้าย ต่อรัฐบาลเผด็จการทหารที่ขณะนั้นเข้ายึดอำนาจ ปกครองประเทศกรีซอยู่ในช่วง Regime of the Colonels (1967 – 1974)

แน่นอนว่าหนังต้องถูกห้ามฉายในประเทศกรีซขณะนั้น

แซว: เมืองไทยคาดว่าคงไม่มีใครกล้าทำอะไรแบบนี้แน่นอน

มหานครสมมติขนาดกลาง (ประชากรประมาณ 500,000 คน) มีทหาร right-wing เป็นผู้นำประเทศ, ประชาชนกลุ่มเสรีนิยมรวมตัวกันเพื่อแสดงความเห็นต่อการทำงานรัฐบาล นำโดยท่านรอง The Deputy (รับบทโดย Yves Montand) แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น มันจะเป็นแผนของกลุ่มผู้ต่อต้าน หรือมีเบื้องลึกซึ้งมากกว่านั้น คดีนี้จะค่อยๆได้รับการเปิดเผยออกโดยผู้ตรวจการพิพากษา The Examining Magistrate (รับบทโดย Jean-Louis Trintignant)

คอนเซ็ปแผนการทำงานของเหล่าตำรวจ มีการอธิบายโดยเปรียบเทียบตั้งแต่ฉากแรกของหนัง ที่ซึ่งบรรดาตำรวจชั้นสัญญาบัตรระดับนายพล เข้ารับฟังการอบรมแนะนำวิธีกำจัดโรคราน้ำค้าง (mildew) ในพืชผลทางการเกษตร โดยวิธีการพ่นน้ำองุ่นผสม Copper Sulfate

Mildew is prevented by spraying vines with a solution of copper sulfate.

The vines are sprayed three times a year:
– First, when shoots are about five inches long,
– second, just before or after the blossoms appear,
– and the third time, a month later.

ประชาชนที่มีแนวคิดเป็นเสรีนิยม ประหนึ่งดั่งราน้ำค้าง โรคร้ายจำเป็นต้องขจัดให้สิ้นซาก วิธีการทำได้โดยพ่นยาป้องกัน หรือปลูกฝังความคิดชาตินิยมให้กับประชาชนใน 3 ช่วงเวลา
1. โรงเรียน/การศึกษาขั้นต้น สอนให้มีความยึดถือเชื่อมั่นในระบอบรัฐ
2. มหาวิทยาลัย คนจบใหม่ และที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้อง
3. และสุดท้ายปลูกฝังกับนายทหาร/ตำรวจ ผู้รับใช้ชาติ เพราะพวกเขาเหล่านี้ได้เติบโตและเบิกบาน ซื่อตรงต่อรัฐเป็นที่สุดแล้ว

Yves Montand หรือ Ivo Livi (1921 – 1991) นักร้องแสดง Italian-French เกิดที่ Monsummano Terme, Italy อพยพมาอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1923 เพราะถูกขับไล่จาก Fascist เติบโตขึ้นที่ Marseille เริ่มต้นจากการเป็นนักร้อง ปี 1944 ได้รับการค้นพบโดย Édith Piaf ชักชวนให้มาเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงของเธอ

ต้องถือว่า Montand คือดาราค้างฟ้าของยุโรป น่าจะเทียบเท่า Cary Grant ของ Hollywood แต่ผมว่าหน้าปู่แกเหมือน Michael Caine อยู่นะ, ผลงานอมตะมากมาย อาทิ Let’s Make Love (1960) [ประกบ Marilyn Monroe ในบทบาทสุดท้ายของเธอ ที่ว่ากันว่าทั้งสองลักลอบเป็นชู้กันด้วย], Is Paris Burning? (1966), Grand Prix (1966) รับบท John Frankenheimer, Jean de Florette (1986) ฯ

ท่านรอง The Deputy เชื่อว่าหลายคนอาจหลงคิดไปว่า นี่ต้องเป็นตัวเอกของหนังแน่ แถมได้การแสดงนิ่งลุ่มลึก ทรงพลังของ Montand ที่สร้างมุมมอง ทัศนคติ ถูกต้อง (righteous) ถ้าไม่ใช่ก็ต้องใกล้เคียง แต่โชคชะตาของตัวละครนี้ประหนึ่งตาชั่งด้านซ้ายที่หนักเกินไป จำต้องส่งต่อเรื่องราวมุมมอง สู่ผู้ตรวจการพิพากษาที่เป็นกลาง มันเลยเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการสูญเสีย

Jean-Louis Xavier Trintignant (เกิดปี 1930) นักแสดงและผู้สร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Piolenc, Vaucluse แจ้งเกิดกับ A Man and a Woman (1966) ของผู้กำกับ Claude Lelouch ที่กวาดเรียบ Palme d’Or, Oscar: Best Foreign Language Film ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้เพิ่งคว้ารางวัล Silver Bear for Best Actor จากหนังเรื่อง The Man Who Lies (1968) และ Z ทำให้เขาคว้า Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงยอดฝีมือในตำนานของฝรั่งเศส ทศวรรษ 60s – 70s ถือเป็นยุคทองของ Trintignant พอสูงวัยใช้ว่าฝีมือการแสดงจะถดถอย มีแต่ยิ่งเข้มข้นขึ้นอีก อาทิ La Femme de ma vie (1986), Three Colors: Red (1994), Those Who Love Me Can Take the Train (1998) โดยเฉพาะ Amour (2012) ที่ว่าเกษียณตัวเองไปแล้ว แต่ได้รับการอัญเชิญจากปรมาจารย์ผู้กำกับ Michael Haneke ให้กลับมารับบทบาทการแสดงแห่งชีวิต นี่น่าจะคือเรื่องที่ Trintignant ยิ่งใหญ่สุดแล้ว

ผู้ตรวจการพิพากษา The Examining Magistrate (ผมก็ไม่รู้จะเรียก ผู้ตรวจการ/Examining หรือ ผู้พิพากษา/Magistrate เลยขอเหมารวมทั้งสองชื่อเลยแล้วกัน) ถือเป็นคนกลางที่มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของทั้งสองฝั่ง แม้ตัวเองจะมีความสัตย์ซื่อตรงอยู่เต็มอก แต่ตำแหน่งของเขาถือว่ายากจะตัดสินใจ เพราะการแฉเปิดโปงความชั่วร้ายของฝั่งขวา อาจทำให้ความเชื่อมั่นน่าเชื่อถือของประเทศลดลงตกต่ำโดยทันที แต่ขณะเดียวกันการยินยอมรับข้ออ้างปกปิดปากข้อเท็จจริงของพวกเขา ใช่ว่าเป็นสิ่งที่สังคมจะยอมรับได้เช่นกัน

ความรู้สึกของผมตอนรับชมหนัง โอนเอียงไปทางขวาจัดมากๆก็เพราะตรงนี้แหละ หนังจงใจนำเสนอความชั่วร้ายของทั้งระบบราชการ ตำรวจคอรัปชั่นที่หาอะไรดีไม่ได้ แต่การมองเช่นนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมกับฝ่ายซ้ายเลยสักนิด เพราะในมุมมองของพวกเขานี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาปกป้องอำนาจและความมั่นคงของประเทศ ถ้าไม่ทำเช่นนี้ประเทศจะมีโอกาสถูกแทรกแซงและขนาดเสถียรภาพโดยทันที

เป็นคนเลวมันง่ายนะครับ การจะทำให้ความชั่วถูกเปิดเผยออกมาจำเป็นต้องมีหลักฐานรัดกุม มัดตัวผู้อยู่เบื้องหลังแน่นรัดแบบไม่มีทางดิ้นหลุด ถ้าเผลอปล่อยให้งูเห่าหลุดออกจากกรงเพียงตัวเดียว ก็ไม่รู้จะมีอีกกี่คนที่จะตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว และอาจโดนแว้งกันเข้าข้างหลังได้โดยง่าย

หนังเรื่องนี้ถือว่ารวมดารานักแสดงชื่อดังไว้มากทีเดียว ยังมีอีกหลายคนที่โดดเด่น อาทิ
– Irene Papas นักแสดงหญิงสัญชาติกรีกชื่อดัง รับบท Helene ภรรยาของท่านรอง Deputy เรียกว่าแทบจะไม่มีบทพูด แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความทุกข์โศก อดนอนไม่รู้กี่วันถึงได้ขอบตาช้ำสองสามชั้น ตอนท้ายของหนังเมื่อเธอรับรู้ว่าสามีของเธอได้รับความยุติธรรมแล้ว แต่… แล้วยังไง คนตายไปแล้วไม่มีทางกลับฟื้นคืนชีพ นั่นจะทำให้เธอยิ้มออกได้ประการใด
– Pierre Dux รับบทนายพล (The General) ผู้อยู่เบื้องหลังสูงสุดของวงจรอุบาศว์ ความคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ใบหน้านิ่งๆทำเป็นไม่รู้ไม่เกี่ยวข้อง แต่ข้างในปั่นป่วนว้าวุ่นวาย พยายามทำทุกอย่างเพื่อตนเองจะเป็นผู้กำชัยเหนือสิ่งอื่น
– Jacques Perrin (นักแสดงที่รับบท Toto ตอนโตจาก Cinema Paradiso) รับบทช่างภาพผู้สื่อข่าว จับพลัดจับพลูรับเรียนรู้เข้าใจทุกเรื่องราว และเป็นผู้เปิดโปงความชั่วร้ายของหน่วยงานรัฐ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาล แต่แค่เพื่อขายข่าวได้ สร้างเรตติ้งให้กับรายการของตนเอง

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ตากล้องยอดฝีมือในตำนานของฝรั่งเศส ที่ปกติเป็นขาประจำของ Jean-Luc Godard พี่แกรับบท Cameo ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษด้วยนะครับ, สไตล์การถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้ เน้นปริมาณเป็นหลัก เก็บทุกรายละเอียดเล็กน้อย ปฏิกิริยาของมนุษย์ อาทิ เท้าคาง ลูบศีรษะ หมุนปากกา ฯ เน้นภาพ Close-Up เป็นหลัก เห็นละเอียดถึงรอยเหี่ยวย่น คงมีความต้องการให้เห็นบางสิ่งอย่าง/ความชั่วร้าย ที่อยู่ข้างในเนื้อหนังของมนุษย์

ตัดต่อโดย Françoise Bonnot นักตัดต่อยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสูงสุดจากผลงานหนังเรื่องนี้ ด้วยการสร้างจังหวะ ความเร็ว และการเคลื่อนไหวของเรื่องราวได้อย่างมีชีวิตชีวา จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกว่ามันลื่นไหลเหลือเกิน,

เทคนิคหนึ่งที่หนังนิยมใช้ คือเสียงพูด/การสนทนาของตัวละครดำเนินไป แต่ภาพจะไม่อยู่ตรงนั้น ตัดไปไหนก็ไม่รู้ เห็นโน่นนี่นั่น ปฏิกิริยาของผู้ฟัง ท่าทางพฤติกรรมการเคลื่อนไหว หรือเก็บตกเรื่องราวอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน และก่อนที่เสียงจะจบลงถึงค่อยตัดกลับมาที่ให้เห็นหน้าผู้พูดอีกครั้ง, ถ้าเปรียบการสนทนาดั่งสายตาของมนุษย์ ต้องถือว่ามีความวอกแวก ลุกรี้รนสูงมาก แต่ผลลัพท์ของหนังคือ ไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อ และได้เห็นสิ่งต่างๆ อาทิ พฤติกรรม สีหน้าท่าทางของผู้ฟัง ทำให้สามารถเข้าใจตัวตนของพวกเขามากขึ้น

มีการนำภาพ Flashback ใส่ประกอบเข้ามาในหนังด้วย แต่ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่ทันรู้ตัวหรือสังเกตพบเจอเสียเท่าไหร่ เพราะเป็นไปตามอารมณ์ของผู้กำกับ/ตัวละครล้วนๆ อยากนึกถึงก็ใส่เข้ามา เห็นได้บ่อยกับท่านรอง The Deputy และภรรยา (ราวกับเป็นนิมิตร/พยากรณ์/Death Flag)

หนังแบ่งออกเป็น 3 องก์
1. การเตรียมการ และเรื่องราวของท่านรอง The Deputy
2. การดิ้นรน ปกปิดหาข้ออ้างของผู้ต้องหา/หน่วยงานรัฐ และการมาของ The Examining Magistrate
3. การค้นพบของข้อเท็จจริงของ The Examining Magistrate และการตัดสิน

เพลงประกอบโดย Mikis Theodorakis นักแต่งเพลงสัญชาติกรีก เป็นคนซ้ายจัดสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้ช่วงหนึ่งขณะรัฐบาลเผด็จการทหาร ต้องหลบลี้หนีภัยออกนอกประเทศ รับงานเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ถือได้ว่า ต่างเข้าใจจิตวิญญาณความต้องการของผู้กำกับได้อย่างลึกซึ้งเลยละ [จริงๆเพราะการทำเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ทำให้เขาต้องลี้ภัยออกนอกประเทศนะครับ]

บทเพลง The Ballad of Mauthausen ที่ Theodorakis ประพันธ์ขึ้นมีทั้งหมด 4 บทเพลง โดยคำร้องนำจากบทกวีของ Iakovos Kambanellis พรรณาถึงความทุกข์ยากลำบากของนักโทษในค่ายกักกันที่ Mauthausen ได้รับการยกย่องว่ามีความสวยงามที่สุด “most beautiful musical work ever written about the Holocaust” ผมหยิบท่อน O Andonis ที่นำมาใช้ประกอบหนังมาให้รับฟังนะครับ ลองรับฟังดูว่ามีความเพราะพริ้งขนาดไหน

เกร็ด: 4 บทเพลงประกอบด้วย
1. Asma Asmaton (Song of Songs)
2. Andonis (Anthony)
3. Drapetis (Runaway)
4. Otan Teleiosi o Polemos (When the War Ends)

บทเพลงนี้เป็นเรื่องราวของ Andonis (หรือ Anthony) หนึ่งในสมาชิกของค่ายกักกัน Mauthausen ตามตำนานเล่าว่าเป็นคนหัวรั้น จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความกบฎเล็กๆอยู่ในใจ, เพราะการใช้แรงงานหนักสาหัสสากรรจ์ Andonis ที่ยังมีเรี่ยวแรง พยายามช่วยเหลือเพื่อนชาวยิวที่หมดสิ้นทั้งกายใจ ยกก้อนหินเดินท้าวเพื่อไปปูพื้นถนนที่เวียนนา การกระทำเช่นนี้ทำให้เขาถูกลงโทษจากทหาร Nazi นับครั้งไม่ถ้วน แต่เขาก็ไม่เคยตอบโต้หรือแสดงความไม่พอใจ ราวกับฮีโร่ในวรรณกรรมกรีก ตัวแทนของมนุษย์ชาติพยายามที่จะต่อสู้เอาชนะความชั่วร้าย

ใจความของบทเพลง เปรียบเทียบเข้ากับเรื่องราวหนังเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ ขบถแผ่นดินเสรีนิยม ต่อต้านสู้กับฝ่ายรัฐบาลอนุรักษ์นิยม แม้จะต้องถูกควบคุม ครอบงำ ปั่นป่วนทำร้ายต่างๆนานา แต่ต้องสงบใจเย็นไว้ หวังว่าสักวันทุกอย่างจะได้รับการเปิดเผยเปิดโปง ประชาชนรับรู้ยินยอมรับเข้าใจ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้สำเร็จ

บทเพลงประกอบถือว่าเป็นอีกไฮไลท์ของหนังเลย มีลักษณะเป็น Expression หลายครั้งไม่ได้มีความเข้ากัน ต่อเนื่อง ลงตัวกับหนังเลย แต่เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ ปลุกเร้าให้หึกเหิม มีกำลังใจ ถือว่ามีความโดดเด่น สวยงาม น่าจดจำอย่างยิ่ง

อย่างบทเพลง Cafe Rock ใช้วงดนตรี Rock เสียงกีตาร์อิเล็กทรอนิคส์ ลองฟังดูแล้วจินตนาการตามนะครับ นี่เป็นหนังการเมืองแบ่งแยกสองฝั่งขวาจัด ซ้ายจัด ปะทะกันมีคนตาย … บทเพลงแบบนี้เนี่ยนะ

ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแสนยาวนาน เพราะมันไม่มีทางที่สองคนจะคิดพูดทำเหมือนกันทุกประการ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยสามารถก่อให้เกิดความขัดแย้ง แต่ในระดับแตกหักต้องมีหลายอย่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง, เมื่อความคิดของมนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ก่อให้เกิดระบบสังคม การปกครอง แบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติศาสนา การโหยหาอำนาจ ผู้ที่มีอยู่แล้วก็พยายามทำทุกวิถีทาง ยืดเยื้อหน่วงเหนี่ยว ไม่ต้องการให้ผู้ใดที่ไหนแก่งแย่งแสวงชิง ของของฉันมีสิทธิ์โดยชอบธรรม นี่คือจุดเริ่มต้นของอนุรักษ์นิยม ขณะที่คนรุ่นใหม่ โอกาสฉันอยู่ที่ไหน พยายามทำทุกวิธีการเพื่อสนองความคิด ความต้องการของตนเอง เป็นตัวของตัว นี่คือเสรีนิยม

วิวัฒนาการของความขัดแย้ง เริ่มต้นเมื่อมนุษย์เริ่มใช้สมองเป็น ใครรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากก็มีความคิดวางแผน ล้มล้าง ต่อสู้ เอาชนะ เปลี่ยนแปลงให้ทุกสิ่งอย่างตอบสนองรับเข้ากับความต้องการของตน นี่ก็เป็นอีกวัฏจักรหนึ่งของมนุษย์ที่ผู้ใดแข็งแกร่งกว่า พวกมาก ไม่เกี่ยวว่าถูกต้องเหมาะสมควร ถึงจะมีสิทธิ์เป็นผู้ชนะในสงครามความขัดแย้ง,

ต่อมาเมื่อการต่อสู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสนามรบ สนามการต่อสู้อยู่ในกระดาษมีตัวอักษรและลายเซ็นต์ไม่กี่แผ่น กายภาพไม่ได้เข่นฆ่า แต่ความคิดคำพูดวาจาล้วนถ่มน้ำลายใส่กัน นี่คือการต่อสู้ระหว่างความขัดแย้งในยุคสมัยนี้ มีการแบ่งพรรคพวกออกเป็นฝั่งซ้ายขวา ไม่ฆ่ากันด้วยเลือดเนื้อ ก็ฆ่ากันด้วยคารม แทบจะไม่แตกต่างจากสมัยก่อน (แต่อ้างว่ามีอารยะมากขึ้น)

แต่ในช่วงเวลาของเปลี่ยนผ่านจากการสู้รบเลือดเนื้อ มาเป็นเสือกระดาษในห้องประชุม มันยังคงมีรอยต่อทางทัศนคติ ของฝั่งหนึ่งที่ยังคงยึดเชื่อมั่นในการต่อสู้รูปแบบเดิม (ส่วนมากจะคือตำรวจและทหาร) ชื่นชอบการใช้กำลังเข้าบังคับข่มขู่ ใช้อาวุธ ความกลัว การตายเป็นข้ออ้าง นี่ยังคงเป็นสิ่งใช้ได้อยู่ถึงสมัยปัจจุบัน แต่การยอมรับของประชาชนเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ (จนหลายประเทศเริ่มที่จะยอมรับไม่ได้แล้ว)

การต่อสู้ระหว่างคนสองฝ่าย ส่วนมากไม่มีหรอกครับกฎเกณฑ์หรือคนกลาง ที่จะมองทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ตัดสินอย่างยุติธรรม แทบทั้งนั้นต้องเอนเอียงเข้าข่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างหนังเรื่องนี้นั้นเห็นได้ชัด ผู้ตรวจการพิพากษาสุดท้ายตัดสินฝั่งอนุรักษ์นิยมผิดหมด นี่มันมองได้คือเข้าข้างฝ่ายเดียวแบบเป็นเอกฉันท์

ถ้าเรามองหนังในรูปแบบธรรมมะต่อสู้กับอธรรม ตั้งกฎเกณฑ์ว่าสิ่งที่เป็นความดีถูกต้อง คือการเล่นตามกฎกติกา ไม่กีดกันหรือใช้ความรุนแรง ฝ่ายธรรมะก็จะคือเสรีนิยม ส่วนฝ่ายอธรรมก็คืออนุรักษ์นิยม แต่กลับกันในโลกความเป็นจริง เมื่อกฎกติกาดังกล่าวไม่มีวันเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายมักจะเล่นนอกเกม พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นฝ่ายธรรมมะ และมองฝังตรงข้ามคืออธรรม การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายมันจึงอยู่ที่มุมมองของคุณเองว่าจะเอาใจลุ้นเชียร์ข้างไหน

โลกเราสมัยนี้มันไม่จำเป็นว่า เสรีนิยมจะเป็นผู้ชนะอนุรักษ์นิยมเสมอไปนะครับ จิตใจของมนุษย์โลเลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา บางครั้งก็อยากรักชาติสายตัวแทบขาด บางครั้งก็อยากให้ประเทศชาติก้าวหน้า คือถ้าทั้งสองฝ่ายเล่นตามเกม ประชาชนเลือกข้างไหนอีกฝ่ายก็ปล่อยเขาไปสิ 4 ปี 5 ปี มันก็ไม่ได้นมนานอะไร เลือกตั้งครั้งหน้าค่อยว่ากันใหม่ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นดี มีประโยชน์ เป็นจริงก็ย่อมมีโอกาสชนะได้ … แต่ถึงพูดไป บางประเทศมันเคยเป็นอย่างนั้นไหมละครับ

ไม่มีใครในโลกตัดสินแก้ปัญหาเรื่องการเมืองได้นะครับ มันมีความหมิ่นเหม่ สลับเปลี่ยนข้างไปมา เรียกว่าแทบจะตลอดเวลา ไม่มีใครสามารถสนองความต้องการของมนุษย์ทุกคนได้เท่าเทียมกัน ครึ่งหนึ่งมีชอบอีกครึ่งหนึ่งก็มักเกลียด แค่ว่า ณ ช่วงเวลานี้ ถ้าใครโชคดีบุญบารมีถึงก็อาจมีคนชอบมากกว่า ถ้าโชคร้ายมีกรรมเยอะก็จะถูกด่าว่าเยอะ ทนได้ก็หน้าด้านไป รับไม่ได้ก็ลาออก แค่นี้เองเกมการเมือง

แต่การทำร้ายร่างกาย วางแผนฆ่าอีกฝ่ายให้สูญสิ้นชีวิต นี่ถือเป็นสิ่งยอมรับไม่ได้ที่สุดแล้วไม่ว่าจะฝั่งไหน ถือเป็นการเล่นสกปรกนอกเกมที่จำเป็นต้องถูกพิพากษา ซึ่งหนังจับประเด็นนี้แล้วพยายามมองด้วยมุมเป็นกลาง ทางออกสุดท้ายแบ่งออกเป็น 3 กรณี
1. บุคคลที่อยู่หน้าเกม ผู้ลงมือฆ่าก็ต้องชดใช้หนี้ไปตามกรรม
2. เจ้าหน้าที่รัฐ บุคลากรที่อยู่เบื้องหลัง ใช้การพิจารณาภายใน เพื่อไม่ให้ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ก่อให้เป็นผลกระทบร้าวฉานต่อความเชื่อมั่นของประเทศ (แต่มันก็สะเทือนโลกาเช่นกัน)
3. องค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ก็ใช้การจัดฉากป้ายสีและให้เป็นผู้ยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง เท่านี้ก็หมดปัญหา

เกมสกปรกนี้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย ไม่ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้กระทำล้วนสิ้นคิดเป็นบาปกรรมหนักรุนแรง คือถ้าแค่โต้เถียงแย้งพ่นน้ำลายใส่กันในห้องประชุมรัฐสภา นี่ยังไม่อะไรเท่าไหร่นะครับ เพราะบางทีออกมาแล้วก็กอดคอกินเหล้าด้วยกันได้อย่างสบายใจเฉิบ แต่ถ้าเล่นรุนแรงมีการล็อบบี้ใต้โต๊ะฆ่าฟันกันเมื่อไหร่ นี่มองหน้า พูดขอโทษขอโพยจากใจ ใครที่ไหนจะยอมยกให้ เป็นความผิดใจที่ติดแค้นฝังลึกไม่จนสิ้นแค่ชาตินี้ชาติหน้าอย่างแน่นอน

เกร็ด: Z เป็นคำในภาษากรีกที่แปลว่า He is alive, เขายังมีชีวิตอยู่ … นี่กลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลของประเทศกรีซ Graffiti ตามท้องถนนก็นิยมสลักไว้ เพื่อเป็นตัวแทนหวนระลึกถึงความทรงจำ ความเสียสละ และอุดมการณ์ประชาธิบไตยของ Grigoris Lambrakis

หนังได้รับเชิญไปฉายในสายประกวดเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้าสองรางวัลกลับมา
– Jury Prize ด้วยผลโหวตแบบ Unanimously ท่วมท้นเป็นเอกฉันท์
– Best Actor (Jean-Louis Trintignant)

สำหรับ Golden Globe Award เนื่องจากหนังได้เข้าชิงแค่สาขาเดียว Best Foreign-Language Foreign Film ถึงจะได้รางวัลแต่ทีมงาน โปรดิวเซอร์ปฏิเสธการรับรางวัล เพราะความที่ไม่ได้เข้าชิงสาขา Best Motion Picture – Drama ที่หนังสมควรมากกว่า

ส่วน Oscar เข้าชิง 5 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Picture
– Best Director
– Best Edited ** ได้รางวัล
– Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium
– Best Foreign Language Film ** ได้รางวัล

เกร็ด: ถือเป็นครั้งแรกของ Oscar ที่มีหนังเข้าชิง Best Picture ควบกับ Best Foreign Language Film

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ใน Direction แนวทางกำกับของหนัง ทั้งงานภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ การแสดงแอบประทับใจ Yves Montand มากกว่า Jean-Louis Trintignant แต่เหตุที่ไม่หลงรักหนังเพราะเรื่องราวการเมืองที่มีความโดดเด่นชัดด้านหนึ่งจนเกินไป ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังรับชมหนังชวนเชื่อ Propaganda ของฝั่งนั้น ไม่เป็นกลางเสียเท่าไหร่

ถึงตัวละครของ Jean-Louis Trintignant จะเสมือนอยู่กึ่งกลางและผมพยายามมองเรื่องราวให้เป็น ธรรมมะชนะอธรรม แต่ในความเป็นจริงมันมองแบบนั้นไม่ได้เลยนะครับ หนังมีความชัดเจนในการแบ่งฝักฝ่ายซ้ายขวา เพราะผู้กำกับ Costa-Gavras ใส่จิตวิญญาณ ทัศนคติ ความต้องการของตนเองลงไป นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่จะยอมรับไหมอยู่ที่ทัศนะมุมมองของผู้ชมเอง

แนะนำกับคอการเมืองฝั่ง Left Wing โดยเฉพาะ (เชื่อว่าเหล่า Right Wing คงไม่ชอบหนังแน่), ผู้นำประเทศ นักการเมือง ผู้บริหารทั้งหลาย ถ้าจิตสำนึกของคุณถูกต้องย่อมน่าจะรับรู้ความผิดถูกเหมาะสมได้, คอหนังฝรั่งเศสที่รู้จัก Jean-Louis Trintignant, Yves Montand, Irene Papas, Jacques Perrin ฯ

จัดเรต 15+ กับความขัดแย้งทางการเมือง และการโต้ตอบอันรุนแรง

TAGLINE | “Z หนังการเมืองของ Costa-Gavras มีการแบ่งข้างซ้ายขวาชัดเจน แต่มุมมองเป็นกลางของ Jean-Louis Trintignant กลับน่าหลงใหลที่สุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: