Údolí včel (1968)

Údolí včel (1968)

The Valley of the Bees (1968) Czech : František Vláčil ♥♥♥♥

ด้วยความที่ Marketa Lazarová (1967) ใช้เงินทุนเยอะไปหน่อย ผู้กำกับ František Vláčil เลยวางแผนสร้างหนังอีกเรื่องที่มีพื้นหลังยุโรปยุคกลาง (Middle Age) สถานที่ถ่ายทำเดียวกัน แต่พอโปรดักชั่นกำลังจะเริ่มต้น กลับค้นพบว่าสิ่งข้าวของเหล่านั้นสูญหายหมดสิ้น!

We went to the Šumava mountains to inspect the sites where the fortresses and buildings from Marketa Lazarová once stood, only to find that Czech cottagers had looted everything. So, at least the costumes and other props were put to use.

ผู้ร่วมพัฒนาบท Vladimír Körner

ด้วยความที่ The Valley of the Bees (1968) ออกฉายภายหลังจาก Marketa Lazarová (1967) เพียงไม่กี่เดือน จึงมักเกิดการเปรียบเทียบ แล้วนักวิจารณ์สมัยนั้นต่างแสดงความผิดหวัง เพราะหนังไม่ได้มีความยิ่งใหญ่อลังการเทียบเท่า ก็เลยทำเงินไม่มากสักเท่าไหร่

แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ผู้ชมสมัยใหม่ค้นพบความลุ่มลึกล้ำซ่อนเร้น เนื้อหาแม้มีพื้นหลังยุโรปยุคกลาง (Middle Age) กลับสามารถสะท้อนบรรยากาศการเมือง Czechoslovakia ในช่วงระหว่าง 1968 Prague Spring ได้อย่างตรงเผง!

เกร็ด: มันมีหนังสามเรื่องที่ไม่ใช่ภาคต่อ แต่เป็นแนวย้อนยุค(กลาง) พาดพิงถึงศาสนา เต็มไปด้วยความรุนแรง (ที่สามารถสะท้อนสภาพสังคม Czechoslovakia ขณะนั้น) จึงมักถูกเหมารวม “Historical Trilogy by Vláčil” ประกอบด้วย The Devil’s Trap (1962), Marketa Lazarová (1967) และ The Valley of the Bees (1968)


František Vláčil (1924-1999) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Český Těšín, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) โตขึ้นเข้าเรียน Academy of Arts, Architecture and Design in Prague ก่อนเปลี่ยนคณะศิลปศาสตร์ Masaryk University จบออกมาทำงานเป็นผู้ช่วยนักเขียน Brno Cartoon ก่อนย้ายมาถ่ายทำสารคดีให้กับ Studio of Popular Scientific and Educational Films, ช่วงระหว่างอาสาสมัครทหาร ฝึกงานสตูดิโอ Czechoslovak Army Film Studio สนิทสนมตากล้องขาประจำ Jan Čuřík, ถ่ายทำหนังสั้น Clouds of Glass (1958) ** คว้ารางวัล Special Diploma in category of Experimental and Avantgarde Films จากเทศกาลหนัง Venice International Documentary and Short Film Festival

หลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ เข้าร่วมสตูดิโอ Barrandov Studios เริ่มสร้างภาพยนตร์ขนาดยาว The White Dove (1960), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1960), Marketa Lazarova (1967), Valley of the Bees (1968), Adelheid (1970) ฯ

ด้วยความที่ Marketa Lazarová (1967) ใช้เงินทุนเยอะไปหน่อย โปรดิวเซอร์เลยกึ่งบังคับให้ผกก. Vláčil สรรค์สร้างภาพยนตร์มีพื้นหลังยุโรปยุคกลางอีกเรื่อง โดยทำการรีไซเคิลฉาก สิ่งข้าวขาว เครื่องแต่งกายเดียวกัน จึงติดต่อหานักเขียน Vladimír Körner (1939-) ขณะนั้นกำลังศึกษาหาข้อมูลสำหรับนวนิยายเรื่องใหม่ Písečná kosa (แปลว่า The Sandspit) เกี่ยวกับเหตุการณ์ Prussian Uprisings ของชาว Prussian ลุกฮือขึ้นต่อต้าน Teutonic Knights ในช่วงศตวรรษที่ 13th ระหว่างสงคราม Prussian Crusade (997, 1217-74) ส่วนหนึ่งของมหาสงครามครูเสด (Crusades)

ประเด็นคือสิ่งข้าวของที่ทิ้งไว้หลังการถ่ายทำ Marketa Lazarová (1967) ถูกชาวบ้านชาวช่องลักขโมยหมดเกลี้ยง! แม้ยังหลงเหลือเครื่องแต่งกายเก็บไว้ที่สตูดิโอ Barrandov Studios แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนการพอสมควร ไม่สามารถถ่ายทำฉากสู้รบสงคราม เลยกลายมาเป็นดราม่าเกี่ยวกับชายคนหนึ่งพยายามหลบหนีจากคณะอัศวินทิวทอนิก (Teutonic Order)


เรื่องราวมีพื้นหลังศตวรรษที่ 13th ณ เมือง(สมมติ) Vlkov, บิดากำลังจะแต่งงานใหม่กับภรรยายังสาว Lenora สร้างความไม่พึงพอใจให้บุตรชาย Ondřej มอบของขวัญแต่งงานด้วยการแอบใส่ค้างคาวในตระกร้าดอกไม้ เลยถูกบิดากระทำร้ายร่างกาย สภาพปางตาย อธิษฐานขอพระเป็นเจ้า ถ้าเขารอดชีวิตจะส่งเขาเข้าร่วมคณะอัศวินทิวทอนิก (Teutonic Order)

Ondřej (รับบทโดย Petr Čepek) ช่วงระหว่างอาศัยอยู่กับคณะอัศวินทิวทอนิก ณ Holy Land มีความสนิทสนมกับ Armin von Heide (รับบทโดย Jan Kačer) เพราะทั้งคู่ต่างชอบนั่งริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลไกลโพ้น จนกระทั่งวันหนึ่งมีอัศวินพยายามหลบหนี พบเจอกับ Ondřej ถูกอีกฝ่ายโน้มน้าว ชักชวน เก็บไปครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจหวนกลับบ้านเกิดเพื่อแต่งงานกับ Lenora

Armin จึงออกไล่ล่า ติดตามหา ต้องการพาตัวเพื่อนสนิท Ondřej หวนกลับสู่ Holy Land แต่จนแล้วจนรอด จนมาถึงเมือง(สมมติ) Vlkov พบเห็นอีกฝ่ายแต่งงานกับ Lenora เลยตัดสินใจ xxx นำไปสู่การ xxx


Petr Čepek (1940-94) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Prague, บิดาแม้ไม่ใช่นักแสดง แต่ชื่นชอบพาลูกๆไปรับชมละคอนเวทีจนเกิดความชื่นชอบหลงใหล โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) รุ่นเดียวกับ Ladislav Mrkvička, Josef Abrhám และ Jiří Krampol, จบออกมาเริ่มจากทำงานละคอนเวที Bezruč Theatre ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ The End of Agent W4C (1967), The Valley of the Bees (1967), Adelheid (1969), Oil Lamps (1971), Cutting It Short (1980), My Sweet Little Village (1985), Faust (1994) ฯ

รับบท Ondřej จากเด็กชายผู้มีความจงเกลียดจงชังบิดา เลยถูกส่งไป Holy Land กลายเป็นอัศวินทิวทอนิก อดรนทนชีวิตทุกข์ยากลำบาก ก่อนตัดสินใจหลบหนี หวนกลับบ้าน แต่งงานกับมารดา Lenora ยังไม่ทันมีโอกาสได้ครองรัก ก็ถูกเพื่อนสนิททรยศหักหลัง

ดั้งเดิมนั้นผกก. Vláčil วางแผนจะให้ Jan Kačer เล่นควบสองบทบาท Ondřej & Armin ก่อนค้นพบข้อจำกัดทางภาพยนตร์หลายๆอย่าง Kačer เลยแนะนำรุ่นน้อง Petr Čepek ที่เคยร่วมงานกันหลายครั้ง

ช่วงตอนอยู่ Holy Land ผมรู้สึกว่า Čepek ดูเรียบเฉย เย็นชาไปสักหน่อย สัมผัสไม่ค่อยได้ถึงความขัดแย้งภายใน เหตุไฉนถึงตัดสินใจหลบหนี? ต้องสังเกตจากลูกเล่น ภาษาภาพยนตร์ ถึงสามารถอธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไร, พอกลับมาบ้านเกิด Vlkov การแสดงดูผ่อนคลายมากขึ้น ถึงอย่างนั้นกลับสร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน (บิดาเพิ่งเสียชีวิต พยายามเกี้ยวพาราสีมารดาที่เคยรังเกียจ มันจะมีความโรแมนติกยังไง?) และช่วงท้ายโศกนาฎกรรม ต้องชมเลยว่าเก็บกดอารมณ์เกรี้ยวกราด สีหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาต โกรธแค้น ก่อนจบลงด้วยความห่อละเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย … เป็นนักแสดงพูดไม่เยอะ แต่เก็บกดอารมณ์ได้ยอดเยี่ยม


Jan Kačer (1936-2024) นักแสดง/ผู้กำกับละคอนเวที สัญชาติ Czech เกิดที่ Holice, โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Theatre Faculty of the Academy of Performing Arts in Prague (DAMU) มีชื่อเสียงจากแวดวงละคอนเวที ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Death Is Called Engelchen (1963), The Return of the Prodigal Son (1966), The End of Agent W4C (1967), The Valley of the Bees (1967) ฯ

รับบท Armin สนิทสนมกับ Ondřej ร่วมกันฝึกฝนจนกลายเป็นอัศวินทิวทอนิก แต่พออีกฝ่ายหลบหนีออกจาก Holy Land อาสาออกติดตามหา ต้องการพาตัวเพื่อนรักกลับมา แม้ถูกโน้มน้าว ทรยศหักหลัง ยังคงยึดถือมั่นในความเชื่อศรัทธา ก่อนตัดสินใจกระทำการ xxx นำสู่เหตุการณ์ xxx

ก่อนเริ่มการถ่ายทำ Kačer มีรูปร่างอวบๆ เลยถูกผกก. Vláčil สั่งให้ไปลดน้ำหนัก ใช้เวลาสามเดือนระหว่างเตรียมความพร้อม ซักซ้อมขี่ม้า รวมๆแล้วลดน้ำหนักไปกว่า 11 กิโลกรัม ทำให้ใบหน้าดูคมเข้ม หล่อเหลาขึ้นกว่า

Before Mr. Vláčil gave me the role, I went through a great ordeal. He kept looking at me and saying: but you can’t play an ascetic monk, you’re fat, look at yourself.

Jan Kačer

แม้นักวิจารณ์สมัยนั้นจะมองว่า Kačer ไม่ค่อยเหมาะกับบทบาท Armin แต่ภาพลักษณ์เข้มๆ ผมสีบลอนด์แลดูสูงส่ง เอ่อล้นด้วยอุดมการณ์ เอ่อล้นด้วยศรัทธาต่อพระเจ้า/คณะอัศวินทิวทอนิก การทรยศของเพื่อนสนิทอาจทำให้เขาเกิดความโล้เล้ลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อตัดสินใจแน่วแน่จึงกระทำการ xxx และยินยอมรับโชคชะตากรรมโดยไม่แสดงความรู้สึกผิด หรือสูญเสียความเชื่อมั่นต่อตนเอง


ถ่ายภาพโดย František Uldrich (1936-2013) สัญชาติ Czech เกิดที่ Prague เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยตากล้อง Daisies (1966), ก่อนได้รับเครดิตถ่ายภาพ Return of the Prodigal Son (1967), ก่อนกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ František Vláčil ตั้งแต่ The Valley of the Bees (1968), Adelheid (1969), Sirius (1975), Smoke on the Potato Fields (1977), The Loves of Kafka (1988) ฯ

งานภาพของหนังอาจดูมีบรรยากาศละม้ายคล้าย Marketa Lazarová (1967) แต่จะไม่ค่อยมีลูกเล่น ลีลาการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจสักเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นความโดดเด่นใน ‘สไตล์ Vláčil’ คือการใช้ภาพเล่าเรื่องมากกว่าบทสนทนา บ่อยครั้งผู้ชมต้องอ่านจากภาษาภาพยนตร์ ถึงสามารถเข้าใจเหตุผลการกระทำของตัวละคร

ผมสังเกตว่าช็อตมุมกว้าง ทิวทัศน์ธรรมชาติสวยๆ มักมีการถ่ายมุมก้มลงมานิดๆ หรือมีเมฆหมอกปกคลุม สร้างความอึดอัด รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกดทับ ไร้ซึ่งอิสระเสรี จุดประสงค์เพื่อให้สอดคล้องเรื่องราวของคณะอัศวินทิวทอนิก พยายามจะควบคุมครอบงำทุกสิ่งอย่างให้เป็นไปตามกฎกรอบ/ความเชื่อศรัทธาศาสนาตนเอง!

หนังปักหลักถ่ายทำในละแวกทะเลบอลติก (Baltic Sea) โดยปราสาทครูเสด (Holy Land) ถ่ายทำยัง Malbork Castle (Malbork, Poland), เมืองโบราณ Lidzbark Warmiński (Warminsko-Mazurskie, Poland) และอารามร้างแถวๆ Prachatice (South Bohemian, Czechoslovakia)


นี่อาจไม่ใช่การซูมออก (Zoom Out) ตั้งแต่ผึ้ง/ดอกไม้ จนเห็นภาพเมือง(สมมติ) Vlkov เพราะข้อจำกัดด้านเทคนิคยุคสมัยนั้น แต่เราสามารถตีความนัยยะเดียวกันคือการเปรียบเทียบ The Valley of the Bees = เมือง(สมมติ) Vlkov ที่ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับผู้นำ/นางพญา ผึ้งตัวอื่นๆเพียงทำตามคำสั่งหัวหน้า! เฉกเช่นเดียวกับคณะอัศวินทิวทอนิก และรวมถึงระบอบเผด็จการ/สังคมนิยม ประชาชนไร้สิทธิ์เสียง เพียงก้มหัวศิโรราบต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์

นี่คือสี่ภาพต่อเนื่องกันที่มีความดิบๆ (Rawness) ถ่ายภาพหน้าตรงไปตรงมา เริ่มจากภาพมุมกว้างของ Ondřej → โคลสอัพใบหน้า → ใบหน้าเจ้าสาว → ภาพมุมกว้าง, ในตอนแรกผมครุ่นคิดว่าวัยรุ่นทั้งสองคงถูกคลุมถุงชนแต่งงาน แต่กลับกลายเป็น xxx ในมุมมองผู้ชมสมัยใหม่ย่อมรู้สึกว่าโลกยุคกลาง (Middle Age) มันช่างบ้านป่าเมืองเถือน ไร้อารยธรรมสิ้นดี!

Holy Land ใช่ว่าควรคือสวรรค์สวรรค์ของชาวคริสเตียน(สมัยนั้น) แต่แทนที่หนังจะนำเสนอให้ดูยิ่งใหญ่ เลือกสถานที่ที่มีความอลังงาน กลับถ่ายภาพปกคลุมด้วยเงามืด รายล้อมรอบด้วยกำแพงอิฐสูงใหญ่ Ondřej นอนแผ่พังพาบ ศิโรราบอยู่บนพื้น … อธิบายความแตกต่างมาถึงขนาดนี้ คงไม่ต้องอธิบายต่อกระมังว่าเคลือบแฝงนัยยะอะไร

ทีแรกผมนึกว่า Ondřej มาทำการแบ๊บติสต์ (Baptist) ในทะเลบอลติก แต่แท้จริงแล้วแค่วันว่างๆ ชอบมานั่งๆนอนๆ เหม่อมองท้องฟ้า มหาสมุทร ราวกับโหยหาบางสิ่งอย่างไกลออกไป แต่สังเกตว่าหลายๆช็อตถ่ายมุมก้ม ราวกับจะบอกใบ้ว่าพวกเขาไม่มีวันอาจเอื้อมมือไขว่คว้า ดำเนินเดินทางไปถึงเป้าหมาย/ความใฝ่ฝันนั้น

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ผมเรียกว่า “สูตรสอง” เหตุการณ์ใดๆเคยบังเกิดขึ้น มักหวนกลับมาบังเกิดขึ้นซ้ำในทิศทางตรงกันข้าม ไล่ตั้งละคร Ondřej vs. Armin ที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม, การเดินทางของ Ondřej จากบ้าน → ถูกส่งไป Holy Land → หลบหนีกลับบ้าน → ตอนจบหวนกลับมา Holy Land

นั่นยังรวมถึงทิศทาง มุมกล้อง อย่างสองภาพนี้เริ่มจากถ่ายมุมเงยจากบนโต๊ะอาหาร คณะอัศวินทิวทอนิกยืนรอบล้อม อธิษฐานถึงพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ ก่อนถ่ายมุมก้มลงมาเห็นจานบนโต๊ะอาหาร พวกเขากำลังจะเริ่มต้นพิธีถือศีลอด (Fasting) รับประทานเพียงปลาตัวหนึ่ง

ด้วยความที่หนังแทบจะไม่มีคำอธิบายใดๆ ผู้ชมต้องคอยสังเกตเอาเองว่าใคร-ทำอะไร-ที่ไหน-อย่างไร อย่างชายคนนี้จู่ๆเดินมานั่งหัวโต๊ะอาหาร โดยที่คนอื่นยังยืนหัวโด่ ราวกับว่าคือคนใหญ่คนโต หัวหน้าคณะอัศวินทิวทอนิก? เลยมีสิทธิ์ที่จะทำสิ่งต่างๆโดยไม่ต้องรอคอยผู้ใด ขณะเดียวกันยังสร้างความรู้สึกเหมือนเขาไม่ยี่หร่าอะไรใคร มองจานอาหารด้วยความเบื่อหน่าย … ภาพสะท้อนผู้นำรัฐบาลคอมมิวนิสต์ได้เลยกระมัง

จากภาพชายคนนี้ที่หัวโต๊ะ สอบถามถึงอัศวิน Rotgier ไม่เห็นหน้าหลายวัน ล้มป่วยหรือเปล่า ตัดไปภาพหอคอยสูงใหญ่ ใครคนหนึ่งกำลังเป่าแตรศึก (Battle Horn) คาดเดาได้ว่าคือส่งคนออกติดตามหา บุคคลนั้นน่าจะหลบหนี หายตัวไปจาก Holy Land

เหตุผมที่ผมนำสองช็อตนี้มาวางคู่กัน เพราะมันความต่อเนื่อง เชื่อมโยง สร้างสัมผัสบทกวีภาพยนตร์, ชายนั่งหัวโต๊ะน่าจะคือผู้นำอัศวินทิวทอนิก มีอำนาจสูงส่งเหนือใคร → หอคอยสูงใหญ่ มองเห็นอาณาบริเวณจากทั่วทุกสารทิศ … เห็นความสัมพันธ์ดังกล่าวไหมเอ่ย?

จากภาพมุมเงยหอคอยสูงใหญ่ → ถ่ายมุมก้มลงมาเห็นหาดทราย ท้องทะเล (มุมเงยสู่มุมก้ม) → ภาพถัดไปยังถ่ายมุมก้ม แต่กลายมาเป็นผืนแผ่นดิน เส้นทางระหว่างหุบเขา (จากน้ำสู่ดิน) … เห็นความเชื่อมโยงระหว่างช็อตไหมเอ่ย? นี่คือการสร้างสัมผัสบทกวี ซึ่งถ้าคุณสามารถอ่านภาษาเหล่านี้ออก ถึงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับสุนทรียภาพยนตร์

จู่ๆกล้องส่ายๆสั่นๆอยู่หลังพุ่มไม้ สร้างความรู้สึกเหมือนว่าใครบางคนกำลังหลบหนี ซ่อนตัว ก่อนเปิดเผยว่าคือมุมมอง(บุคคลที่หนึ่ง)ของอัศวิน Rotgier ซึ่งพอพบเห็น Ondřej แวะพักดื่มน้ำริมลำธาร ก็เปิดเผยตัวตน พูดคุยสนทนา ชักชวนหลบหนีไปป่าฟากฝั่งตรงข้าม … แต่ตลอดทั้งซีเควนซ์ไม่เคยฉายให้เห็นป่าผืนนั้น แบบเดียวกับสุดปลายขอบฟ้า เพราะตัวละครไม่เคยดำเนินไปถึง

ระหว่างการสนทนา อัศวิน Rotgier มีการโยนผ้าคลุม(ที่มีสัญลักษณ์อัศวินทิวทอนิก)ลงทิ้งลำธาร ตีความแบบทั่วๆไปก็คือทอดทิ้งสถานะที่ตนมี แต่ประเด็นคือทำไมต้องโยนลงลำธารให้ Armin พบเจอที่ปลายน้ำ? นี่ราวกับต้องการสื่อว่าองค์กรเผด็จการ จักค่อยๆถูกลบเลือนลางตาม(สายน้ำแห่ง)กาลเวลา

โดยปกติภาพถ่ายมุมสูงมีคำเรียก Bird Eye’s View แต่เมื่อไหร่ถึงตรงดิ่ง 90 องศา ผมชอบเรียกว่า God Eye’s View เพราะสร้างสัมผัสเหมือนพระเจ้ามองลงมา สำแดงพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่มีใครสามารถต่อต้านทาน แล้วพอประกอบเข้าเสียงระฆัง เครื่องเป่าลมทองเหลืองขนาดใหญ่ และสุนัขล่าเนื้อเห่าหอน การพิพากษาตัดสินโทษอัศวิน Rotgier มันช่างมีความหวาดสะพรึงยิ่งนัก!

ผมลองสองถาม AI มันบอกว่าการประหารชีวิตด้วยการให้สุนัขรุมทิ้ง (Execution by Dogs) ไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้ ส่วนใหญ่แค่จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารแขวนคอ ตัดศีรษะแบบทั่วๆไป ในบริบทของหนังอาจต้องสื่อถึงสัตว์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต (Loyality) กัดกินบุคคลทรยศหักหลังองค์กร เพื่อนพ้อง (DisLoyality) กระมังนะ

การหายตัวไปของ Ondřej ดูไม่มีปี่มีขลุ่ย ผมแอบเสียดายว่าหนังน่าจะให้เวลากับมันสักหน่อย แต่การนำเสนอผ่านมุมมองของ Armin ที่ไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ เพียงได้ยินเสียงระฆัง ใครคนหนึ่งพูดบอกเล่า (ว่าตอนอัศวิน Rotgier ถูกประหารชีวิต ได้ยินเสียงหัวเราะของอีกฝ่ายดังออกมา) จึงบังเกิดความฉงนสงสัย ต้องการออกติดตามหา

และก่อนเริ่มต้นออกเดินทาง Armin ทำการแกะสลักสัญลักษณ์ไม้กางเขนบนซากเรืออับปางริมทะเล มองผิวเผินมันเรือลำนี้สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจตัวละคร รู้สึกผิดหวังในตัวเพื่อน ที่ไม่สามารถร่วมเดินทางไปถึงอีกฟากฝั่งฝัน แต่ขณะเดียวกันอาจมองว่านี่คือการเริ่มต้นออกเดินทาง(ทาง)จิตวิญญาณ ต้องการช่วยเหลือ Ondřej ให้หวนกลับมาพบเจอหนทางรอด (Salvation)

ระหว่างการเดินทางของ Armin สิ่งแรกที่เขาพบเจอคือชายคนนี้ พยายามวิ่งหลบหนี สอบถามอะไรไม่รู้สักอย่าง ในมุมของผมค่อนข้างชัดเจนมากๆว่าเขาคืออัศวินหลบหนี (จึงแสดงความหวาดกลัวออกมา) แต่ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จัก จดจำกันไม่ได้ ไร้หลักฐานยืนยัน เลยจำต้องปลดปล่อยเป็นอิสระ แยกย้ายเดินทางต่อไป

ซีนเล็กๆนี้ต้องการสื่อถึงอะไร? คณะอัศวิน/ลัทธิคอมมิวนิสต์อาจมีความยิ่งใหญ่ แต่ก็แค่ในอาณาเขตของตนเอง ไม่สามารถคลอบคลุมครอบงำทุกสิ่งอย่าง!

หญิงสาวตาบอด มองอะไรไม่เห็น สำแดงมิตรไมตรีด้วยการแบ่งปันนมแพะ แต่ทว่า Armin กลับดื่มแค่อึกเดียวแล้วไม่ยินยอมดื่มต่อ (คงเพราะกำลังอยู่ในช่วงถือศีลอด) แถมยังปฏิเสธให้เธอสัมผัสเนื้อต้องตัว กล่าวว่ากำลังติดตามหาน้องชาย แล้วต่อมาพูดว่าตนเองเป็นเด็กกำพร้าไม่มีญาติพี่น้อง? มันช่างเป็นคำอธิบายที่สับสน ขัดย้อนแย้งกันเอง และความดื้อรั้นของเขา ทำให้เธอกล่าวคำเวทนา แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่ชัดเจนมากๆว่าเป็นบุคคลขาดความอบอุ่น น่าสงสารเห็นใจยิ่งนัก!

ต่อมา Armin พบเจอกับกลุ่มคนเลี้ยงแกะ (Yeoman ในยุคสมัยศักดิดาหมายถึง เสรีชน) พวกเขายินดีแบ่งปันเนื้อกวางแต่เขาขอแค่น้ำเปล่า (เพราะกำลังถือศีลอด), สิ่งน่าสนใจของซีนนี้คือสัตว์สัญญะที่ซ่อนเร้นไว้

กวาง (Deer) คือสัญลักษณ์แทนพระเยซูคริสต์ เขางอกงามเหมือนมงกุฎ สัญลักษณ์ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์และความเป็นพระเจ้า “จิตวิญญาณที่โหยหาพระเจ้าดังเช่นกวางกระหายน้ำ” จาก Psalm 42:1, จริงๆแล้วการรับประทานเนื้อกวางไม่ได้ขัดต่อหลักศาสนา แต่ในบริบทของหนัง กวางถูกฆ่าโดยแมวป่า (Lynx) แล้วคนเลี้ยงแกะลักขโมยเนื้อมา ถือเป็นสิ่งชั่วร้าย(มั้งนะ) แอบบอกใบ้ถึงการเป็นคนนอกรีต ไร้ศาสนา ก่อนหน้านี้เคยพยายามลักขโมยม้า เลยถูกฟัน ได้รับบาดเจ็บ แล้วยังมาคุยโวโอ้อวด โกหกหลอกลวงคนอื่นว่าได้แบ่งปันอาหารแก่ชายแปลกหน้าคนนั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าท่านอนของ Ondřej ดูละม้ายคล้าย Jesus Christ กลางแขนสองข้างเหมือนขณะตรึงไม้กางเขน แต่ยังขบครุ่นคิดไม่ออกว่ามีความเชื่อมโยงกับหนังยังไง?

ย้อนรอยกับตอนที่ Ondřej หยุดพักดื่มน้ำริมลำธาร แล้วถูกกระทำร้ายโดยอัศวิน Rotgier ที่กำลังหลบหนี, มาคราวนี้ Armin เกิดความหิวกระหายโดยไม่ทราบสาเหตุ ระหว่างดื่มน้ำในลำธาร เลยถูก Ondřej ฉกฉวยโอกาส ทุบศีรษะ ลักขโมยม้า หลบหนีกลับมาบ้านเกิด

ความกระหาย (Thirsty) ของทั้ง Ondřej และ Armin สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ของการโหยหาบางสิ่งอย่าง รู้สึกเหมือนชีวิตยังไม่ได้รับการเติมเต็ม เกิดความต้องการกระทำบางสิ่งนั้นแรงกล้า

  • ในกรณีของ Ondřej คืออารัมบทการหลบหนีออกจาก Holy Land
  • ขณะที่ Armin โหยหาความรอดของชีวิต (Salvation) ที่ไม่สามารถพบเจอกับคณะอัศวินทิวทอนิก

แซว: ธารน้ำของ Ondřej ขนาดใหญ่กว่าเพราะมีสิ่งที่เขาโหยหาในเชิงรูปธรรมอยู่มาก หวนกลับบ้าน แต่งงาน รับผิดชอบโน่นนี่นั่น, ผิดกับ Armin ที่ความรอดออกไปในเชิงนามธรรมทางจิตวิญญาณ

พอกลับมาถึงบ้านเก่า ฉากรับประทานอาหารแลดูคล้ายๆตอนคณะอัศวินทิวทอนิกเริ่มถือศีลอด แต่คราวนี้ถ่ายภาพมุมกว้าง จากภายนอกโต๊ะอาหาร ไม่ได้ต้องยืนสวดอธิษฐาน ถึงอย่างนั้นอาหารการกินไม่ค่อยจะมี หลังจากบิดาเสียชีวิต จำต้องขายโน่นนี่นั่น อดมื้อกินมื้อ เอาตัวรอดไปวันๆ

Ondřej นั่งอยู่หัวโต๊ะ กลายเป็นผู้นำครอบครัวคนใหม่ แต่ทุกคนยินยอมพร้อมใจ แบ่งปันเนื้อหาได้ยาก ต่างลุกขึ้นเดินหนีเพราะไม่ต้องการส่วนแบ่ง และให้เวลาเขาพูดคุยกับมารดา … ตรงกันข้ามกับคณะอัศวินทิวทอนิก นอกจาก Armin แทบจะไม่มีใครมีน้ำใจแบ่งปัน ต่างคนต่างเพียงปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

แวบแรกหลายคนอาจครุ่นคิดว่าพบเห็นภาพหลอน เพราะคาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ที่ธารน้ำ จริงๆแล้วก็คือ Armin ติดตามมาจนถึงบ้านของ Ondřej แค่ว่าตอนนี้ยังไม่รู้จะทำอะไรยังไงถึงโน้มน้าว ชักชวนเขาหวนกลับ Holy Land เลยเพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

ฉากสุนัขล่าเนื้อ ไล่ล่า เข่นฆ่าเจ้ากวางน้อย นี่คือของจริง ตายจริง ไม่มีจัดฉาก! ผมได้อธิบายความหมายของสัตว์ตัวนี้ไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้จึงสื่อถึง Ondřej กลายเป็นบุคคลนอกรีต ไร้ศีลธรรม เข่นฆ่าสัตว์สัญลักษณ์ของพระเป็นเจ้า หมดความสูญสิ้นศรัทธาต่อศาสนา/คณะอัศวินทิวทอนิก

ทำไม Lenora ถึงกระทำการทรมานร่างกาย? (Mortification of the flesh) ตามความเชื่อของชาวคริสเตียน คือสัญลักษณ์ของการสำนึกบาป อาจเคยครุ่นคิด/กระทำความผิดบางอย่าง แล้วบังเกิดความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง, ในบริบทของหนังค่อนข้างชัดเจนว่าเธอตกหลุมรัก Ondřej แต่เพราะตนเองคือ(อดีต)สามีบิดาของเขา มันจึงไม่ใช่เรื่องถูกต้องทางศีลธรรม … การที่บิดา(ของ Ondřej) แต่งงานกับ Lenora ที่ดูยังไม่บรรลุนิติภาวะ คือสิ่งถูกต้องงั้นหรือ?

Lenora นำพา Ondřej มายังสถานที่โปรด ล้อมรอบด้วยโขดหิน ต้นไม้สูงใหญ่ ลับตาผู้คน ก่อนค้นพบสัญลักษณ์กางเขน (ขูดๆขีดๆโดย Armin) นี่ย้อนรอยกับตอนพบเจออัศวิน Rotgier ริมลำธาร แต่ในลักษณะกลับตารปัตร จากผู้ไล่ล่ามาเป็นผู้ถูกล่า และ(เริ่มต้นซีนนั้น)มุมมองบุคคลที่หนึ่งเคลื่อนผ่านพงหญ้า มาเป็นถ่ายภาพใบหน้า Armin ขณะฝนตกกำลังเดินไปยังโบสถ์คริสต์ประจำเมือง(ตอนจบซีนนี้)

วิธีการนำเสนออาจไม่ได้ดิบๆแบบตอนต้นเรื่อง แต่มุมกล้องนั้นแม่นเป๊ะ สลับเปลี่ยนบุคคลจากบิดาเป็น Ondřej (กำลังกอดจูบว่าที่ภรรยาแบบไม่อายใคร) และบุคคลเพิ่งมาถึง ยืนตรงหน้าประตูทางเข้าคือ Armin … แม้หลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป แต่อะไรๆยังคงเหมือนเดิม ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เริ่มต้น-สิ้นสุด เวียนวงกลม หวนกลับสู่สามัญ

ในมุมของ Armin นี่คงเป็นสิ่งที่เขาเจ็บปวดรวดร้าว บังเกิดความผิดหวังอย่างรุนแรง อุตส่าห์นำทรายจากสถานที่โปรดของพวกเขามามองให้ Ondřej กลับเทใส่มือภรรยา แล้วเธอปัดทิ้งลงพื้น ไม่ได้เห็นคุณค่า ความสลักสำคัญใดๆ นี่เป็นการแสดงถึงความแตกต่างทางทัศนคติ อุดมการณ์ชีวิตทั้งสอง มาถึงจุดแตกหัก คนละฟากฝั่งตรงกันข้าม … ก็น่าจะมีส่วนให้ Armin ตัดสินใจกระทำการ xxx

ตอนต้นเรื่องเมื่อ Ondřej ถูกจับได้ว่ากลั่นแกล้ง แอบเอาค้างคาวใส่ในกระเช้าดอกไม้ให้กับ Lenora จากนั้นถอยหลังพิงกำแพง ก่อนถูกบิดากระทำร้ายร่างกาย, คราวนี้เปลี่ยนมาเป็น Armin หลังกระทำการ xxx หันหลังพิงกำแพง ก่อนถูกลากพาตัวลงไปสำเร็จโทษ กลายเป็นเหยื่ออันโอชาของสุนัขล่าเนื้อ

นี่คือภาพที่ Ondřej ก้าวถอยหลังสู่ความมืด ด้วยความโกรธเกลียด อาฆาตแค้น หลังลงมือฆาตกรรมเพื่อนรัก ปล่อยให้สุนัขล่าเนื้อจัดการ ขณะเดียวกันยังสื่อถึงสภาพจิตใจหมองหม่น ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร ตกอยู่ในความห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวัง อนาคตมืดหม่น จมปลักอยู่ในความมืดดำ

ท้ายที่สุด Ondřej สวมใส่ชุดอัศวินทิวทอนิก หวนกลับมายัง Holy Land ทำไมกัน? ในมุมของผมครุ่นคิดว่าเขามาถึงจุดยินยอมรับโชคชะตา รับรู้ตนเองว่าไม่สามารถดิ้นหลบหนี จึงก้มหัวศิโรราบต่อระบบ(คอมมิวนิสต์) แวะเวียนมานั่งริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลครั้งสุดท้าย ปลายขอบฟ้าที่มิอาจเอื้อมมือไขว่คว้า หลังจากนี้เขาคงโดนลงทัณฑ์ ถูกควบคุมขัง จมปลักอยู่ในความมืดอีกยาวนาน

ตัดต่อโดย Miroslav Hájek (1919-93) เกิดที่ Prague, Czechoslovakia ร่ำเรียนการถ่ายภาพจาก Academy of Performing Arts in Prague (AMU) จบออกมาทำงานเทคนิคในห้องแลป ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อภาพยนตร์ระดับตำนาน ผลงานเด่นๆ อาทิ The Devil’s Trap (1962), Diamonds of the Night (1964), Pearls of the Deep (1965), Loves of a Blonde (1965), Daisies (1996), A Report on the Party and Guests (1966), Marketa Lazarová (1967), The Fireman’s Ball (1967), The Valley of the Bees (1968), All My Good Countrymen (1969) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง Ondřej ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นพบเห็นบิดาแต่งงานใหม่ แสดงความไม่พึงพอใจ ก่อนถูกส่งไป Holy Land กลายเป็นสมาชิกอัศวินทิวทอนิก แต่พอเติบใหญ่ตัดสินใจหลบหนีกลับบ้าน มีการปรับเปลี่ยนมานำเสนอผ่านมุมมองเพื่อนสนิท Armin อาสาออกไล่ล่า ติดตามหาจนพบเจอ แล้วสลับการนำเสนอกลับมายัง Ondřej อีกครั้ง!

  • วัยรุ่นหนุ่ม Ondřej
    • Opening Credit, Ondřej เก็บดอกไม้ใส่ตระกร้า
    • เข้าร่วมงานแต่งงานของบิดา มอบของขวัญให้มารดาใหม่ Lenora
    • Ondřej ถูกส่งไป Holy Land เข้าร่วมเป็นสมาชิกอัศวินทิวทอนิก
    • พบเจอเพื่อนสนิท Armin ชื่นชอบเหม่อมองท้องทะเลเหมือนกัน
  • เรื่องราวของคนทรยศ
    • Ondřej & Armin ได้รับมอบหมายให้ติดตามอัศวินหลบหนี
    • Ondřej บังเอิญพบเจออัศวินคนนั้นที่พยายามโน้มน้าว อธิบายบางสิ่งอย่าง
    • แม้อัศวินผู้นั้นถูกจับกุม ประหารชีวิต, Ondřej ต้องโทษคุมขังเพราะขัดขืนคำสั่ง
  • การเดินทางของ Armin
    • Armin ค้นพบว่า Ondřej หลบหนีออกจาก Holy Land จึงอาสาออกติดตามหา
    • ระหว่างทาง Armin พบเจอสาวตาบอด
    • ระหว่างแวะพักกลางทาง ได้ยินเรื่องเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับ Ondřej
    • Armin เผชิญหน้ากับ Ondřej พยายามโน้มน้าวอีกฝ่ายให้หวนกลับ Holy Land
    • Ondřej ใช้ขณะทีเผลอทุบศีรษะ Armin
  • การหวนกลับบ้านของ Ondřej
    • Ondřej เดินทางกลับมาถึงบ้านเกิด ค้นพบว่าบิดาเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน
    • Ondřej พยายามเกี้ยวพาราสี Lenora
    • Armin เดินทางมาถึง Vlkov พูดคุยกับบาทหลวงท้องถิ่น
  • งานแต่งงานระหว่าง Ondřej กับ Lenora
    • Armin กลายเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ
    • Ondřej และ Armin ต่างพยายามโน้มน้าวกันและกัน
    • Armin ตัดสินใจกระทำการ xxx
    • Ondřej เลยตัดสิน Armin ให้ได้รับผลกรรม
  • ปัจฉิมบท, Ondřej เดินทางกลับ Holy Land นั่งลงริมหาด เหม่อมองท้องทะเลด้วยความสิ้นหวัง

เพลงประกอบโดย Zdeněk Liška (1922-83) นักแต่งเพลง สัญชาติ Czech เกิดที่ Smečno, Central Bohemia ทั้งปูและบิดาต่างเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ทำให้วัยเด็กมีโอกาสฝึกฝนไวโอลิน แอคคอร์เดียน แต่งเพลงแรกสมัยเรียนมัธยม จากนั้นเข้าศึกษาต่อ Prague Conservatory ทำงานเป็นวาทยากร ครูสอนดนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมสตูดิโอ Zlín Film Studios ต่อด้วย Filmové Studio Barrandov, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fabulous Baron Munchausen (1962), Ikarie XB-1 (1963), The Shop on Main Street (1965), Marketa Lazarová (1967), The Valley of the Bees (1968), The Cremator (1969), Fruit of Paradise (1970), Shadows of a Hot Summer (1977) ฯ

งานเพลงของหนังอาจไม่ได้มีความหลากหลาย หรือยิ่งใหญ่อลังการเทียบเท่า Marketa Lazarová (1967) ส่วนใหญ่เป็นเพียงเสียงร้องคอรัส ซึ่งมีเนื้อคำร้อง(ภาษา Czech)สอดคล้องความเชื่อศรัทธาศาสนา พิธีมิสซา (การขับร้องประสานเสียง ช่วยให้ฉากเหล่านั้นมีความรุนแรง ทรงพลัง บีบเค้นคั้นอารมณ์ยิ่งนัก!) เพียงฉากแต่งงาน/ระหว่างเดินทางถึงได้ยินการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้าน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาเล็กน้อย

และบ่อยครั้งใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) สำหรับสร้างบรรยากาศให้สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวขณะนั้น ระฆัง (ใครบางคนกำลังหลบหนี), หมาเห่า/ผู้คนเซ็งแซ่ (ตอนประหารชีวิต), คลื่นซัดกระทบหาดทราย (เคว้งคว้างล่อยลอย) ฯ

Ondřej เริ่มต้นจากอคติต่อบิดา (Oedipus Complex) แอบตกหลุมรักมารดาใหม่ (ระดับจุลภาค), พอถูกส่งไป Holy Land ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ยากลำบาก จนเมื่อได้รับการชี้นำจากคนทรยศ เลยตระหนักถึงสภาพเป็นจริง สำแดงอารยะขัดขืน และตัดสินใจหลบหนีออกมา (ระดับมหภาค)

ในปีที่หนังออกฉาย ตรงกับช่วงเวลา 1968 Prague Spring ผู้ชมชาว Czechoslovakia ย่อมเกิดการเปรียบเทียบคณะอัศวินทิวทอนิก = รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ต่างมีความเข้มงวดราวกับเผด็จการ ใครคิดเห็นต่างคือศัตรูต้องกำจัดให้พ้นภัยทาง หรือถ้าพวกพ้องคิดคดทรยศหักหลัง (Political Traitor) ก็ทำการไล่ล่าติดตาม นำกลับมาลงโทษทัณฑ์

Ondřej และ Armin บางคนอาจมองความสัมพันธ์ Bromance แต่พวกเขามีความชื่นชอบสิ่งเดียวกัน คือนั่งๆนอนๆริมหาดทราย เหม่อมองท้องทะเลไกลโพ้น ราวกับโหยหาบางสิ่งอย่างที่สุดปลายขอบฟ้า

  • ในกรณีของ Ondřej น่าจะคือโหยหาอิสรภาพชีวิต (ทางรูปธรรม) เริ่มต้นจากกดขี่ข่มเหงของบิดา แล้วถูกควบคุมครอบงำโดยคณะอัศวินทิวทอนิก แต่การเดินทางของเขามีลักษณะว่ายเวียน วนไปวนมาอยู่ในวัฎฎะสังสาร (จากบ้าน → Holy Land → หวนกลับบ้าน → Holy Land) ไม่มีโอกาสพบเจออิสรภาพที่แท้จริง!
  • Armin ผู้มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระเจ้า/คณะอัศวินทิวทอนิกอย่างแรงกล้า สิ่งที่เขาโหยหาน่าจะคือความรอด (Salvation) หลบหนีจากโลกที่โหดร้าย แต่ก็เฉกเช่นเดียวกัน Ondřej ไม่สามารถพบเจออิสรภาพชีวิต

ผมรู้สึกว่าผกก. Vláčil เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายพอๆกับ Robert Bresson เพราะแทนที่จะให้หนังจบลงอย่าง Happy Ending กลับนำเสนอความวิปลาสของ Armin กระทำสิ่งที่เจ้าตัวยังคงเชื่อมั่นว่าคือหนทางรอด ไม่รู้จักการประณีประณอม โอนอ่อนผ่อนปรน ก่อบังเกิดโศกนาฎกรรม … เหมือนว่าผกก. Vláčil ไม่มีความเชื่อมั่นต่อ 1968 Prague Spring ฤดูใบไม้ผลิแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เฉกเช่นเดียวกับตอนจบที่ Ondřej หวนกลับมายัง Holy Land แม้ไม่ได้เข้าไปยังปราสาทครูเสด เพียงนั่งอยู่ริมชายหาด เหม่อมองท้องทะเลด้วยความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ราวกับตระหนักว่าตนเองไม่มีทางหลบหนีจากโลกแห่งความโหดร้ายนี้ … ฟังดูราวกับคำพยาการณ์การหวนกลับมาของสหภาพโซเวียต และพันธมิตร Warsaw Pact นำไปสู่จุดสิ้นสุด 1968 Prague Spring ที่จะทำให้ Czechoslovakia เข้าสู่ฤดูหนาวเหน็บอันยาวนานกว่าสองทศวรรษ

ชื่อหนัง The Valley of the Bees ช่วงต้นเรื่องเหมือนทำการเปรียบเทียบกับเมือง(สมมติ) Vlkov ที่ทุกสิ่งอย่างขึ้นกับผู้นำ/นางพญา ผึ้งตัวอื่นๆเพียงทำตามคำสั่งหัวหน้า! เฉกเช่นเดียวกับคณะอัศวินทิวทอนิก และรวมถึงระบอบเผด็จการ/สังคมนิยม ประชาชนไร้สิทธิ์เสียง เพียงก้มหัวศิโรราบต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์


หนังใช้ทุนสร้าง 4,379,000 Kčs (=$2.3-5.2 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2025) ยุคสมัยนั้นในประเทศสังคมนิยมถือว่าเยอะพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับ 12,733,000 Kčs ของ Marketa Lazarová (1967) ก็ดูเล็กน้อยลงทันตาเห็น

ด้วยความที่เสียงตอบรับไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ก็เพราะผู้ชม/นักวิจารณ์เอาแต่เปรียบเทียบกับ Marketa Lazarová (1967) มีรายงานยอดจำหน่ายตัวเพียง 350,000 คน สรุปแล้วหนังประวัติศาสตร์ยุคกลางทั้งสองเรื่องของผกก. Vláčil ล้วนขาดทุนย่อยยับเยิบ!

ผมไม่แน่ใจว่าหนังได้รับการบูรณะแล้วหรือยัง เพราะฉบับ Blu-Ray ของค่าย Second Run วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2024 ด้านหลังไม่มีระบุรายละเอียดใดๆ เลยคาดว่าน่าจะเพียงการสแกนใหม่ (Digital Transfer) เท่านั้นกระมัง

จริงๆตั้งแต่เมื่อตอนเขียนถึง Marketa Lazarová (1967) ผมวางแผนจะรับชม The Valley of the Bees (1968) ต่อกันเลย! แต่พอเห็นคำวิจารณ์ที่มักทำการเปรียบเทียบ บอกว่าคุณภาพห่างชั้นกันมาก เลยเกิดความยับยั้งชั่วใจ ไว้ค่อยหาโอกาสครั้งถัดไปดีกว่า ซึ่งโดยส่วนตัวรู้สึกว่าคิดถูกที่ทำเช่นนั้น … เพราะก็คงเปรียบเทียบหนังสองเรื่องคู่กัน

การเว้นระยะห่างทำให้ผมมอง The Valley of the Bees (1968) เป็นหนังเดี่ยวๆ ไม่ได้เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อะไรกับ Marketa Lazarová (1967) ผลลัพท์เลยสังเกตเห็นความลึกล้ำซ่อนเร้น และสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวเข้ากับบรรยากาศ 1968 Prague Spring … ผู้กำกับ Vláčil แม้ไม่ถูกจัดเข้าพวก Czechoslovak New Wave แต่ผลงานเรื่องนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยอย่างแน่นอน!

จัดเรต 15+ กับความเหี้ยมโหดร้ายในยุคกลาง

คำโปรย | The Valley of the Bees ความพยายามของผู้กำกับ František Vláčil ที่จะเป็นอิสรภาพจากรังผึ้ง/อัศวินทิวทอนิก แต่ก็ต้องแลกมากับโศกนาฎกรรม ปลายขอบฟ้าไม่มีวันมิอาจเอื้อม
คุณภาพ | รัผึ้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ช่วงนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงเว็บ และวุ่นๆวายๆกับการทำเว็บแบ็กอัพ เลยยังไม่ว่างเขียนบทความใหม่ๆนะครับ จัดการหลังบ้านเสร็จแล้วจะมาแจ้งข่าวอีกที

ณ.คอน ลับแล (6-Feb-2026)

2,167,108 คน ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2018

raremeat’s Archive

  • 2026 (12)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (215)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)