
พื้นหลัง Vichy France ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Monsieur Klein (รับบทโดย Alain Delon) ถูกตำรวจเข้าใจผิดครุ่นคิดว่าเป็นอีก Monsieur Klein พยายามพิสูจน์ตนเอง ออกค้นหารากเหง้า ฉันไม่ใช่ชาวยิว แต่จนแล้วจนรอดปลายทางของเขาก็ยังคือ Auschwitz
พื้นหลัง Vichy France ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Monsieur Klein (รับบทโดย Alain Delon) ถูกตำรวจเข้าใจผิดครุ่นคิดว่าเป็นอีก Monsieur Klein พยายามพิสูจน์ตนเอง ออกค้นหารากเหง้า ฉันไม่ใช่ชาวยิว แต่จนแล้วจนรอดปลายทางของเขาก็ยังคือ Auschwitz
ทหารนายหนึ่งถูกกุมจับข้อหาละทิ้งการปฏิบัติหน้าที่ (Desertion) ทนายพยายามแก้ต่างว่าเขามีอาการ ‘Shell Shock’ แต่ผู้พิพากษากลับมองว่าคือข้ออ้างข้างๆคูๆ สั่งตัดสินประหารชีวิตยิงเป้า เพื่อไม่ให้ใครอื่นเอาเป็นแบบอย่าง มันต้องลงโทษรุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?
ภาพยนตร์แนวปลุกใจรักชาติ (Patriotic Film) แม้เรือพิฆาต HMS Kelly ถูกโจมตีจนอับปางลง แต่ก็ไม่ทำให้จิตวิญญาณผู้คนจมดิ่งสู่ก้นเบื้องมหาสมุทร, กำกับการแสดงโดย Noël Coward และหน้าที่กำกับอื่นๆโดย David Lean
หลังสหรัฐอเมริกาถูกโจมตี Pearl Harbor เสนาธิการทหารบก George C. Marshall ติดต่อขอให้ผู้กำกับ Frank Capra สรรค์สร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ (Propaganda Film) เพื่อโต้ตอบกลับ Triumph of the Will (1935) กลายมาเป็นหนังซีรีย์จำนวน 7 ภาคละ 40-83 นาที
ไม่ว่าคอมมิวนิสต์/กองทัพแดง (Red Army) หรือผู้นิยมพระเจ้าซาร์/การ์ดขาว (White Guard) สงความคือความเหี้ยมโหดร้าย มีเพียงหายนะ ความตาย โศกนาฎกรรมไม่เลือกข้างฝั่งฝ่ายใด! ถ้าปีนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ Mai ’68 ที่เทศกาลหนังเมือง Cannes จักคือหนึ่งในตัวเต็งคว้ารางวัล Palme d’Or
อภิมหากาพย์การสู้รบด้วยเรือดำน้ำ U-boats ยุทธนาวีแห่งแอตแลนติก (Battle of the Atlantic) ที่แม้นำเสนอผ่านมุมมองทหารเรือ Nazi Germany แต่ไม่ว่าผู้ชมฝั่งฝ่ายไหนล้วนสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้น ลุ้นระทึก ตึงเครียด สั่นสะท้านทรวงใน ใครกันจะอยากถูกเข่นฆ่า ใจความต่อต้านสงคราม (Anti-Wars)
เรื่องราวการไต่เต้า ก้าวสู่จุดสูงสุดของ Maria Braun (รับบทโดย Hanna Schygulla) สะท้อนอิทธิพลสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากเยอรมันราบเรียบเป็นหน้ากลอง ค่อยๆก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ จนกระทั่งหวนกลับมายิ่งใหญ่เทียบเท่าอดีตอีกครั้ง
ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชีเปลือย หรือหญิงสาวเปลื้องผ้า แต่คือการเปิดโปงธาตุแท้ของสงคราม ว่าเป็นเพียงกลเกม ความทะเยอทะยานของใครบางคน ต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดบนยอดเขา เข้าครอบครองตำแหน่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยไม่สนว่าต้องแลกมาด้วยชีวิต หรือความตายของผู้อื่นใด
‘ทำไมวรรณกรรมเรื่องยิ่งใหญ่สุดของรัสเซีย ถึงถูกดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ War and Peace (1956) โดยสหรัฐอเมริกา?’ ณ จุดสูงสุดของสงครามเย็น สหภาพโซเวียตพร้อมเผชิญหน้าศัตรูจากทุกสารทิศ ทางฝั่งศิลปะวัฒนธรรมก็เฉกเช่นเดียวกัน จึงกลายมาเป็นอภิมหาโปรเจคทะเยอทะยาน ยิ่งใหญ่ สมจริง อลังการงานสร้างที่สุดแห่งวงการภาพยนตร์, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
ดัดแปลงจากนวนิยายของ Erich Maria Remarque ผู้แต่ง All Quiet on the Western Front (1928) นำเสนอผ่านมุมมองนายทหารเยอรมัน/นาซี ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีโอกาสลาพักสามสัปดาห์ พบเจอหญิงสาวเคยรู้จัก ตกหลุมรัก ตัดสินใจแต่งงาน แล้วใช้ชีวิตครองคู่เพียงระยะเวลาสั้นๆ เพราะเมื่อเขาหวนกลับไปแนวหน้านั้น…
สันติสุขไม่มีทางจะบังเกิดขึ้นหากปราศจากการสงคราม! แต่โลกยุคสมัยปัจจุบันเหินห่างความขัดแย้งมายาวนาน มันจึงแปรสภาพสู่ความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง ผ่านการนำเสนอของสื่อภาพยนตร์ อนิเมชั่น ล้วนสอดไส้ความรุนแรง ปรุงปั้นแต่งการต่อสู้ ชีวิต-ความตายกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เราควรครุ่นคิด/รู้สึกเช่นนั้นจริงๆนะหรือ?
ผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติของปรมาจารย์ผู้กำกับ Abel Gance กล่าวโทษถึงความจำเป็นของสงคราม ตั้งคำถามชีวิตที่ดับสิ้นสูญมันคุ้มค่าแล้วหรือ? “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
ครั้งแรกๆที่มีการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ vs. ธรรมชาติ บุรุษผู้อัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นเกรี้ยวกราด เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกำลังคลุ้มคลั่งลมพายุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติให้ Victor Sjöström และเปิดประตูสู่ยุคทองแห่งวงการภาพยนต์สวีเดน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
จตุรอาชาแห่งวิบัติ ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีของ Vicente Blasco Ibáñez ทำการเปรียบเทียบหายนะสงคราม ช่างมีความเหี้ยมโหดร้าย ไม่แตกต่างการตัดสินพิพากษาในวันสิ้นโลก, บทบาทแจ้งเกิด Rudolph Valentino เจ้าของฉายา ‘Latin Lover’ ในหนังต่อต้านสงครามเรื่องแรกๆของ Hollywood, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
Seven Years in Tibet (1997) : Jean-Jacques Annaud ♥♥♥
ต่อให้ Brad Pitt สามารถพิชิตยอดเขาสูงที่สุดในโลก แต่ถ้าจิตใจยังเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่ต่างกับการถูกจับขังในค่ายกักกัน พยายามหลบหนีออกมาสักกี่ครั้ง ย่อมไม่วันค้นพบเจอความสงบสุขภายในจิตใจ, ท่านพุทธทาสภิกขุ อ่านต้นฉบับหนังสือชีวประวัติเรื่องนี้ จดบันทึกสั้นๆว่า ‘ดีมาก’
Potomok Chingiskhana (1928) : Vsevolod Pudovkin ♥♥♡
เจงกีสข่าน แม้จะล่วงลับไปหลายศตวรรษ แต่แค่ชื่อก็ยังทรงอิทธิพลต่อชาวมองโกล เป็นเหตุให้ผู้นำกองทัพแห่งสหราชอาณาจักร นำชายผู้หนึ่งซึ่งเกิดความเข้าใจ(ผิดๆ)ว่าสืบเชื้อสาย ทายาทรุ่นปัจจุบัน มาปลุกปั้น ขยับเขยื้อน กลายเป็นหุ่นเชิดชัก เพื่อหวังครอบครองผืนแผ่นดินอันเวิ้งว้างว่างเปล่านี้
Konets Sankt-Peterburga (1927) : Vsevolod Pudovkin, Mikhail Doller ♥♥♥
เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบสิบปีการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ (Central Committee of the Communist Party) มอบหมายสองผู้กำกับให้สร้างภาพยนตร์สองเรื่อง กลายมาเป็น The End of St. Petersburg (1927) ของ Vsevolod Pudovkin และ October (1928) ของ Sergei Eisenstein
The Wind That Shakes the Barley (2006) : Ken Loach ♥♥♥
ในปีที่ Wong Kar-wai เป็นประธานกรรมการเทศกาลหนังเมือง Cannes เลือกมอบรางวัล Palme d’Or ให้กับ The Wind That Shakes the Barley ตัดหน้าภาพยนตร์โดดเดนกว่าอย่าง Babel, Pan’s Labyrinth, Volver ทำไมกันนะ?
Fahrenheit 9/11 (2004) : Michael Moore ♥♥♥
จากเคยได้รับคำชมล้นหลาม ต่อการตีแผ่เบื้องหลังความจริงบ้าง-ไม่จริงบ้างของ ปธน. George W. Bush ต่อสงครามอิรัก จนสามารถคว้ารางวัล Palme d’Or แถมกลายเป็นภาพยนตร์สารคดีทำเงินสูงสุด แต่กาลเวลาทำให้ทัศนคติสุดโต่งซ้ายจัดของ Michael Moore ดูไม่ค่อยน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่
Barry Lyndon (1975) : Stanley Kubrick ♥♥♥♥
แม้ภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte จะล่มเหลวไม่เป็นท่า! แต่ผู้กำกับ Stanley Kubrick ยังคงมองหาโปรเจคที่มีพื้นหลังยุคสมัยใกล้เคียง ค้นพบนวนิยาย The Luck of Barry Lyndon (1844) พานผ่านสงครามเจ็ดปี (1756-63) เรื่องราวของชายหนุ่มพยายามทำทุกสิ่งอย่าง ไต่เต้าสู่จุดสูงสุดแห่งชีวิต แล้วครึ่งหลังกลับค่อยๆตกต่ำหวนกลับสู่สามัญ