Gandhi (1982)

Gandhi

มหาตมา คานธี พยายามอย่างยิ่งจะใช้หลัก ‘อหิงสา’ ไม่เบียดเบียน ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ท้ายสุดก็มิอาจเอาชนะสันดานธาตุแท้มนุษย์ ถูกเข่นฆาตกรรมโดยผู้มีความครุ่นคิดเห็นต่าง ปัจจุบันหลงเหลือเพียงตำนานลือเล่าขาน ค่อยๆถูกหลงลืมเลือนไปตามกาลเวลา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Dead Poets Society (1989)

Dead Poets Society

มนุษย์มีสิทธิ์จะเพ้อฝัน อิสรภาพในสิ่งที่อยากทำ แต่ถ้าไม่รับรู้จักหักห้ามควบคุมตนเอง มันแตกต่างอะไรกับเดรัจฉาน? Dead Poets Society นำเสนออุดมการณ์ชวนเชื่อซ้ายจัด (เสรีนิยม) แม้สามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใคร แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการลุกขึ้นยืน

Good Will Hunting (1997)

Good Will Hunting

Will Hunting คือเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ทำตัวเกรียนไปวันๆ แต่จะมีใครสามารถทำความเข้าใจสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? ที่มาที่ไป เบื้องหลังความเป็นมา ไม่มีทางที่จู่ๆมนุษย์คนหนึ่งจะแสดงนิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ต่อต้านสังคมระดับนี้หรอกนะ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Talk to Her (2002)

Talk to Her

Talk to Her (2002) : Pedro Almodóvar ♥♥♥♥

พูดคุยสนทนา คือปฏิสัมพันธ์’พื้นฐาน’ระหว่างสิ่งมีชีวิต เพื่อก่อเกิดความเข้าใจ เรียนรู้จักความต้องการของกันและกัน แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกลายเป็นผัก (Vegetative State) ยังมีความจำเป็นอันใดหลงเหลือให้เอ่ยปากสื่อสาร?

Birdman (2014)

Birdman

Birdman (2014) : Alejandro González Iñárritu ♥♥♥♥♡

อีโก้ที่อยู่ภายในความหมกมุ่นครุ่นคิดของ Alejandro González Iñárritu สงบลงได้เพราะการนั่งสมาธิทุกตื่นเช้า รังสรรค์สร้าง Birdman เพื่อปลดปล่อยมันให้ได้รับอิสรภาพล่องลอยโผบินบ้าง ไม่เช่นนั้นคงอึดอัดแน่นคลุ้มคลั่ง จนค่อยๆสูญเสียสติควบคุมตนเองไม่ได้แน่

A Man for All Seasons (1966)

A Man for All Seasons

A Man for All Seasons (1966) : Fred Zinnemann ♥♥♥♥

เรื่องราวของ Sir Thomas More ผู้ซึ่งไม่ว่าอะไรจะบังเกิดขึ้น ยังคงยึดถือเชื่อมั่นในศรัทธาคำสอนพระเจ้า แม้ต้องกลายเป็นปรปักษ์ขัดแย้ง King Henry VIII (1509 – 1547) ที่ต้องการหย่าร้างราชินี และต่อมาสมรสใหม่ถึง 6 ครั้งครา, คว้า 6 รางวัล Oscar และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Milk (2008)

Milk

Milk (2008) : Gus Van Sant ♥♥♥♥

ภาพยนตร์ชีวประวัติ Harvey Milk (1930-78) นักต่อสู้เพื่อสิทธิชาวรักร่วมเพศ และคือเกย์ประกาศตนคนแรกได้รับเลือกตั้งเป็นเทศมนตรี Castro District, San Francisco นำแสดงโดย Sean Penn สวมวิญญาณตัวละครได้สมจริงทุกอณูเคลื่อนไหว ยอดเยี่ยมเกือบๆที่สุดแห่งทศวรรษ

Mr. Smith Goes to Washington (1939)

Mr. Smith Goes to Washington

Mr. Smith Goes to Washington (1939) : Frank Capra ♥♥♥♥

Filibuster คือการกระทำประเภทหัวเด็ดตีนขาด! ฉันจะไม่ยอมหยุดพร่ามในรัฐสภาจนกว่าจะได้สมปรารถนา กิจกรรมเตะถ่วงทางการเมืองที่ดูเหมือนไร้สาระ แต่คือสิทธิ์เสียงประชาธิปไตย มีมานมนานตั้งแต่ยุคสมัยโรมัน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Crash (2004)

Crash

Crash (2004) : Paul Haggis ♥♥♥♡

ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ฐานะ ชนชั้นทางสังคม เป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดการกระทบกระทั่ง กระแทก’ชน’กัน จนเกิดปฏิกิริยาโกรธ เกลียด เหยียดหยาม ไม่พยายามครุ่นคิดเข้าใจหัวอกผู้อื่น

Shakespeare in Love (1998)

Shakespeare in Love

Shakespeare in Love (1998) : John Madden ♥♥♥♡

ร่วมค้นหาแรงบันดาลของ William Shakespeare ในการสรรค์สร้างผลงานชิ้นเอกก้องโลก Romeo and Juliet เรื่องคุณภาพก็ใช่ว่าย่ำแย่เลวร้ายประการใด แต่การคว้า Oscar: Best Picture ตัดหน้า Saving Private Ryan, The Thin Red Line, Life Is Beautiful มันช่างน่าพิศวงเสียจริง!

Out of Africa (1985)

Out of Africa

Out of Africa (1985) : Sydney Pollack ♥♥♥♡

แม้ถูกจัดเป็นหนึ่งใน Worse Oscar: Best Picture แต่ความงดงามผืนแผ่นดิน East Africa การแสดงชั้นเลิศของ Meryl Streep และเพลงประกอบสุดฟินโดย John Barry จักทำให้คุณอิ่มหนำสุขสำราญ แม้ด้วยความอืดอาดเชื่องช้า 161 นาที

Gigi (1958)

Gigi

Gigi (1958) : Vincente Minnelli ♥♥

กวาดเรียบ 9 รางวัล Oscar รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี สูงเป็นสถิติแต่ตกต่ำสุดด้านศีลธรรมมโนธรรม, Leslie Caron รับบทลูกสาวโสเภณี ได้รับการเสี้ยมสั่งสอนวิธีเกาะกินผู้ชาย ทีแรกพยายามดิ้นรนขัดขืนแต่สุดท้ายข้ออ้างเพราะรัก อยากจะทำอะไรกับฉันก็ยินยอม

Around the World in 80 Days (1956)

Around the World in Eighty Days

Around the World in 80 Days (1956) : Michael Anderson ♥♥♡

ตื่นตระการตาไปกับการผจญภัยรอบโลก 80 วัน พร้อมนักแสดงรับเชิญร่วมสร้างสีสันมากมาย ถ่ายทำด้วยกล้อง Todd-AO 70mm เพลงประกอบโคตรไพเราะโดย Victor Young พบเห็นกระบวนพยุหยาตราชลมารคประมาณ 10 วินาที และ Closing Credit อนิเมชั่นโดย Saul Bass เพียงเท่านี้ก็สามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Picture

Cimarron (1931)

Cimarron

Cimarron (1931) : Wesley Ruggles ♥♥♥

ถึงถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน Worse Oscar: Best Picture แต่การได้พบเห็นประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการรัฐ Oklahoma ตั้งแต่เริ่มต้นบุกเบิก 1889 จนถึงปี 1929 ช่างอลังการงานสร้างยิ่งนัก

Chinatown (1974)

Chinatown

Chinatown (1974) : Roman Polanski ♥♥♥♥

ในมุมชาวอเมริกัน (และอีกหลายๆประเทศ) มอง Chinatown นอกจากอาหารอร่อย คือสถานที่ชั่วร้ายอันตราย แหล่งมั่วสุมกบดานอาชญากร ความตายเกิดขึ้นประเดี๋ยวเดียวก็ถูกหลงลืม … ผมว่าชาวจีนแท้ๆ อาจไม่ปลื้มเท่าไหร่กับโลกทัศนคตินี้

Little Miss Sunshine (2006)

Little Miss Sunshine

Little Miss Sunshine (2006) : Jonathan Dayton & Valerie Faris ♥♥♥♥

การเดินทางที่จักสร้างความเข้าใจว่า ชัยชนะอันดับหนึ่ง ไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างในชีวิต! และควรเรียนรู้ที่จะ ‘Fuck Everything!’ ทั้งในเชิงรูปธรรม-นามธรรม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Driving Miss Daisy (1989)

Driving Miss Daisy

Driving Miss Daisy (1989) : Bruce Beresford ♥♥♥♡

“When Driving Miss Motherf—ing Daisy won Best Picture, that hurt!” ผู้กำกับ Spike Lee กล่าวถึงชัยชนะของ Driving Miss Daisy มองเป็นความอัปยศของสถาบัน Academy ซึ่งกาลเวลาแทบไม่มีใครจดจำภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องนี้สักเท่าไหร่

Thelma & Louise (1991)

Thelma & Louise

Thelma & Louise (1991) : Ridley Scott ♥♥♥♡

การออกเดินทางท่องเที่ยวพักร้อนของสองสาว Susan Sarandon และ Geena Davis เริ่มต้นด้วยรอยยิ้มสนุกสนาน ก่อนค่อยๆถลำลึกสู่อาชญากรรม แต่ในมุมมองพวกเธอ การกระทำเหล่านั้นคือ ‘อิสรภาพ’ มีมั่งไหมผู้ชายดีๆสักคน

Green Book (2018)

Green Book

Green Book (2018) : Peter Farrelly ♥♥♥♡

ใครจะไปคิดว่าผู้กำกับหนังตลกอย่าง Peter Farrelly (Dumb and Dumber, There’s Something About Mary) จะสามารถทำหนังดราม่า Road Movie ปรุงสูตรสำเร็จ แล้วกลายเป็นเต็งหนึ่งลุ้นรางวัล Oscar: Best Picture

The Philadelphia Story (1940)

The Philadelphia Story

The Philadelphia Story (1940) : George Cukor ♥♥♥♥♡

เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกเรียกว่า ‘Box-Office Poison’ แม่หญิง Katharine Hepburn ว่าจ้าง Philip Barry พัฒนาบทละครเวที The Philadelphia Story (โดยมี Howard Hughes ส่งน้ำเลี้ยงอยู่เบื้องหลัง) เกลี้ยกล่อมให้ Louis B. Mayer ซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลง เลือกผู้กำกับ ติดต่อนักแสดง ทำทุกสิ่งอย่างด้วยตนเองจนประสบความสำเร็จล้นหลาม แม้จะพลาด Oscar: Best Actress แต่ก็สามารถหลุดจากคำสาปอันชั่วร้ายนี้เสียที