Tom Jones

Tom Jones (1963) British : Tony Richardson ♥♥♡

ชายหนุ่มนาม Tom Jones (รับบทโดย Albert Finney) เลื่องชื่อเรื่องความเจ้าชู้ประตูดิน เพศสัมพันธ์กับหญิงสาวไม่ซ้ำหน้า นั่นคือสิ่งที่สังคมผู้ดีอังกฤษช่วงศตวรรษ 18 ยังไม่ให้การยินยอมรับ แต่การกำลังมาถึงของยุคสมัย Swinging London กลับสามารถคว้ารางวัล Oscar: Best Picture และทำเงินอย่างเป็นกอบเป็นกำ

แม้ว่า Tom Jones (1963) จะเป็นภาพยนตร์แนวพีเรียต (Period) ดัดแปลงจากนวนิยายเขียนขึ้นตั้งแต่ศตวรรษ 18th แต่ก็ไม่มีใคร (หรือแม้แต่ผกก. Richardson) คาดคิดว่า Sex Comedy ที่น่าจะเจ๊งเรื่องนี้ กลับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม! ซึ่งเหตุผลที่บรรดานักวิจารณ์/นักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นตรงกัน เพราะอิทธิพลจากการกำลังมาถึงของยุคสมัย Swinging London

Swinging Sixties หรือ Swinging London ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี และแฟชั่น เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงกลางทศวรรษ 60s ถือเป็นวิวัฒนาการต่อยอด (บ้างใช้คำว่า ‘metamorphosis’ การเปลี่ยนสัณฐาน) คนรุ่นใหม่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (post-Wars) พบเห็นครอบครัวพานผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก (Great Depression) พวกเขาจึงพยายามมองหาสิ่งที่มีความสดใส แสงสีสว่าง บทเพลงจังหวะมันส์ๆ สำหรับปลดปล่อยตนเอง เป็นอิสระจากบริบทกฎกรอบทางสังคม การเมือง และเสรีภาพทางเพศ

By the mid-60s, all eyes were on London – the swinging capital of the world – where radical changes to social and sexual politics were fanned by a modern youth. Britain was undergoing a cultural revolution – symbolised by its pop and fashion exports, like Beatlemania and the miniskirt; the iconic status of popular shopping areas, the King’s Road, Kensington and Carnaby Street; the political activism of anti-nuclear campaigns; and sexual liberation.

คำนิยาม Swinging London ของนิตยสาร British Film Institute (BFI)

ผมมีความกระอักกระอ่วนอย่างมากๆๆในการรับชม Tom Jones (1963) แม้หลงใหลในลวดลีลา ความยียวนกวนบาทา ไว้สักวันหนึ่งจะหวนกลับมาเคารพคารวะผลงานอื่นๆของผกก. Richardson แต่เพราะเนื้อหา(ไร้)สาระเต็มไปด้วยความสัปดล Tom Jones เหมือนคนป่วยจิต กามวิปริต ไม่สามารถควบคุมตัณหา อารมณ์ทางเพศของตนเอง แล้วหนังจบลงอย่าง Happy Ending แม้งโคตรเหนือจริง (Surreal) ไม่น่าเป็นไปได้เลยสักนิด!

แม้แต่ผู้กำกับ Richardson ก็ไม่ได้มีความชื่นชอบผลลัพท์ของภาพยนตร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่ (ถึงขนาดปฏิเสธเข้าร่วมงานประกาศรางวัล Oscar) เขียนอธิบายไว้ในหนังสือชีวประวัติ

I felt the movie to be incomplete and botched in much of its execution. I am not knocking that kind of success – everyone should have it – but whenever someone gushes to me about Tom Jones, I always cringe a little inside.

Tony Richardson

ก่อนอื่นขอกล่าวถึง The History of Tom Jones, a Foundling หรือเรียกสั้นๆว่า Tom Jones (1749) นวนิยายแต่งโดย Henry Fielding (1707-54) นักเขียนชาวอังกฤษ เรียนจบด้านกฎหมาย แต่ทำงานเขียนบทละครเวที เลื่องชื่อในผลงานแนวตลกขบขัน เสียดสีล้อเลียนสังคม/การเมือง บันเทิงคดีแนวผู้ร้ายผู้ดี (Picaresque)

สำหรับ Tom Jones นำจากประสบกามณ์ส่วนตัวของ Fielding เลื่องชื่อเรื่องความเจ้าชู้ประตูดิน ตั้งแต่อายุ 17 เคยพยายามลักพาตัวลูกพี่ลูกน้องที่แอบชื่นชอบหลงใหล Sarah Andrews แต่กลับหลบหนีไปได้ไม่ถึงไหน, เริ่มต้นเขียนนวนิยายเล่มนี้ภายหลังภรรยาคนแรกเสียชีวิต Charlotte Craddock (มีบุตรร่วมกัน 5 คน) แล้วสามปีถัดมาไม่สนคำทัดทานผู้ใด แต่งงานใหม่กับสาวรับใช้ Mary Daniel (มีบุตรร่วมกันอีก 5 คน), แต่ผลงานเล่มนี้อุทิศให้เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็ก George Lyttelton, 1st Baron Lyttelton หรือ The Lord Lyttelton (1709-73) ที่คอยให้การช่วยเหลือ สนับสนุนผลงาน/การเงิน ‘patron of the arts’

สำหรับพื้นหลังของ Tom Jones คาบเกี่ยวช่วงเวลา Jacobite rising of 1745 หรือ Forty-Five Rebellion (ระหว่าง 19 สิงหาคม ค.ศ. 1745 ถึง 20 เมษายน ค.ศ. 1746) ระหว่างที่กองทัพอังกฤษกำลังแผ่ขยายอิทธิพลยังทวีปยุโรปในช่วง War of the Austrian Succession (1740-48), อดีตเจ้าชาย Charles Edward Stuart จึงฉวยโอกาสรวบรวมอดีตสมาชิกราชวงศ์ ก่อตั้งกลุ่มกบฎ Jacobites ต้องการทวงคืนสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ แต่สุดท้ายก็ประสบความพ่ายแพ้ … จะว่าไปเหตุการณ์ดังกล่าว สะท้อนหลายๆเรื่องราวรวมถึงพื้นหลังตัวละคร Tom Jones ได้เช่นกัน!

เกร็ด: รูปแบบการเขียน/ตีพิมพ์ของ Tom Jones (1749) ด้วยความยาวประมาณ 900+ หน้ากระดาษสมัยนี้ ถือได้ว่าเป็นนวนิยายมาสเตอร์พีซเล่มแรกๆของประเทศอังกฤษ


Cecil Antonio ‘Tony’ Richardson (1928-91) ผู้กำกับภาพยนตร์/ละครเวที เกิดที่ Shipley, West Yorkshire โตขึ้นสอบเข้า Wadham College, University of Oxford เป็นประธานชมรม Oxford University Dramatic Society และ the Experimental Theatre Club (the ETC), จบออกมามีผลงานละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ เข้าร่วมกลุ่ม Free Cinema แล้วกลายเป็นผู้บุกเบิก British New Wave กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Look Back in Anger (1959), โด่งดังกับแนว Kitchen Sink Realism อาทิ The Entertainer (1960), A Taste of Honey (1961), The Loneliness of the Long Distance Runner (1962), คว้ารางวัล Oscar: Best Director จากผลงาน Tom Jones (1963)

ความสนใจของ Richardson ต่อนวนิยาย Tom Jones (1749) ไม่ใช่เรื่องราวสัปดลทางเพศ หรือวิพากย์วิจารณ์บริบททางสังคม แต่มองการเฉลิมฉลองชีวิต วิถีความเป็นมนุษย์ สะท้อนวัฒนธรรม และความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ (สมัยนั้น)

We were out to make a film about what we liked in life, as opposed to what we didn’t like. It was a kind of celebration of bawdiness and joyfulness, rather than an attack on anybody.

Richardson ได้ลิขสิทธิ์นวนิยายของ Fielding ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1959 แล้วมอบหมายให้ John Osborne ทำการดัดแปลงบท โดยพยายามคงเรื่องราวที่มีความสัมพันธ์กับ Sophie Western (นวนิยายกว่า 900+ หน้า เหลือเพียงสองชั่วโมงนิดๆ ถือว่าตัดทิ้งเนื้อหาไปเยอะมากๆ) แล้วมองหาวิธีนำเสนอให้มีความทันสมัย สอดคล้องเทคนิคภาพยนตร์รูปแบบใหม่

I think it is the funniest film I have ever seen. The sort of film that we want to make is one that, within the context of telling a story, will include everything – black comedy, broad comedy, farce, slapstick, and a sort of robust, irreverent quality.

John Osborne

Tom Jones (รับบทโดย Albert Finney) คือบุตรนอกสมรสของสาวรับใช้ แต่ได้รับการเลี้ยงดูแลเหมือนบุตรจาก Squire Allworthy พยายามเสี้ยมสอนความเป็นผู้ดีมีสกุล ถึงอย่างนั้นเขากลับรักอิสระ ชอบก่อความวุ่นวาย รวมถึงมีเพศสัมพันธ์กับหญิงสาวไม่เลือกหน้า จนถูกตีตราเหมือนสัตว์ร้าย ไม่มีใครให้การยินยอม

วันหนึ่งระหว่าง Tom Jones ร่วมล่าสัตว์กับ Squire Western (รับบทโดย Huge Griffith) บังเอิญให้ความช่วยเหลือเพื่อนสาวรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก Sophie Western (รับบทโดย Susannah York) โดยไม่รู้ตัวต่างชื่นชอบ ตกหลุมรัก

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากลับไม่ได้รับการยินยอมรับ ขณะที่ Tom Jones ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนโดนขับไล่ออกจากบ้าน, Sophie ถูกบิดาและน้า Miss Western (รับบทโดย Edith Evans) พยายามจับคู่แต่งงาน Mr. Blifil (รับบทโดย David Warner) เธอเลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้าน, ระหว่างทางกำลังมุ่งหน้าสู่ London ทั้งสองก็พบเจอเรื่องวุ่นๆ สัปดล ชวนหัว รักครั้งนี้จะสมหวังหรือไม่?


Albert Finney (1936-2019) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Salford, Lancashire ร่ำเรียนการแสดง Royal Academy of Dramatic Art (RADA) จากนั้นมีโอกาสแสดงละครเวที สมทบซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เรื่องแรก The Entertainer (1960), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Saturday Night and Sunday Morning (1960), เคยได้รับเลือกแสดงนำ Lawrence of Arabia (1962) แต่หลังจากเซ็นสัญญาโปรดิวเซอร์ Sam Spiegel ตัดสินใจบอกปัดโปรเจคดังกล่าว, ถึงอย่างนั้นก็ยังโด่งดังระดับนานาชาติกับ Tom Jones (1963), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Two for the Road (1967), Murder on the Orient Express (1974), Under the Volcano (1984), Erin Brockovich (2000) ฯลฯ

รับบท Tom Jones ชายหนุ่มรักอิสระ แม้ได้รับการเลี้ยงดูอย่างผู้ดีมีสกุล กลับเลือกใช้ชีวิตเตร็ดเตร่ สำมะเลเทเมา สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความสนใจ ใครแสดงความยั่วเย้ายวนก็ร่วมเพศสัมพันธ์ ไม่รู้จักควบคุมความต้องการของตนเอง นั่นรวมถึงหญิงสาวที่ตกหลุมรัก Sophie Western ไม่เคยซื่อสัตย์ จงรักภักดี พิสูจน์ตนเองว่าสมควรค่าแก่เธอเลยสักครั้ง!

โปรดิวเซอร์แสดงความสนใจ Laurence Harvey และ Anthony Newley แต่หลังจากผู้กำกับ Richardson พบเห็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ Albert Finney จากละครเวที Billy Liar เลยเกิดความเชื่อมั่นว่าเหมาะสมกับบทบาทนี้

สำหรับ Finney ในตอนแรกอยากบอกปัดปฏิเสธ เพราะมองว่า Tom Jones มีความเป็น ‘passive’ ไม่ได้เน้นขายศักยภาพด้านการแสดง แต่ก็ต่อรองโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ เพื่อให้ตนเองมีอิสระในการสร้างสรรค์ตัวละคร รวมถึงบวก 10% จากกำไรหนัง … ผลลัพท์เห็นว่าได้ค่าตัวรวมโบนัสประมาณ $1 ล้านเหรียญ

ใบหน้าของ Finney อาจไม่ได้หล่อกระชากใจ แต่รอยยิ้มและสายตาอันเย้ายวน นั่นคือภาพลักษณ์เทพบุตร เพลย์บอย เสน่ห์ที่ทำให้สาวๆลุ่มหลงใหล ยินยอมพร้อมพลีกายถวาย แม้หนังทั้งเรื่องพยายามนำเสนอให้ Tom Jones ดูบริสุทธิ์ เป็นผู้ถูกเก็บแต้ม แต่การไม่รู้จักควบคุมตนเอง หักห้ามหัวใจ ไร้ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ผู้ชายพรรค์นี้ไม่ได้มีมูลค่าราคา สมควรค่าครองรักแฟนสาว Happy Ending เลยสักนิด! … คิดหรือว่าหลังแต่งงาน หมอนี่มันจะปรับเปลี่ยนสันดานธาตุแท้ของตนเอง?

ผมรู้สึกว่าบทบาท Tom Jones นอกจากบุคลิก อุปนิสัย สีหน้าหื่นกระหาย การแสดงของ Finney ไม่ได้มีพัฒนาการอะไร ตั้งแต่ต้นจนจบก็ยังคงไร้สามัญสำนึก ทำตัวเอ้อละเหยลอยชายไปวันๆ … แต่นักวิจารณ์ส่วนใหญ่กลับมองว่านี่คือบทบาทแจ้งเกิด ‘breakthrough’ ที่เต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่ม ถ่ายทอดอารมณ์ที่หลากหลาย (เป็นได้ทั้งพระเอกโรแมนติก, ดราม่า และคอมเมอดี้) ขณะเดียวกันสามารถใช้ร่างกายแสดงความขบขัน (Physical Comedy หรือ Slapstick) ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

Finney gives one of the most exuberant and joyous performances in the history of cinema.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

Susannah Yolande Fletcher (1939-2011) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Chelsea, London ในตระกูลนักธุรกิจ ตัวเธอไม่ชอบเรียนหนังสือแต่หลงใหลด้านการแสดง เข้าศึกษายัง Royal Academy of Dramatic Art (RADA) ร่วมรุ่นเดียวกับ Peter O’Toole, Albert Finney, Tom Courtenay, จากนั้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์เรื่อง Tunes of Glory (1960), รับบทนำ The Greengage Summer (1961), แจ้งเกิดโด่งดัง Tom Jones (1963), ผลงานเด่นๆ อาทิ A Man for All Seasons (1966), They Shoot Horses, Don’t They? (1969), Images (1972), Superman (1978)

รับบท Sophie Western เพื่อนสาวตั้งแต่เด็กของ Tom Jones เดินทางไปร่ำเรียนหนังสือที่ฝรั่งเศส เพิ่งมีโอกาสหวนกลับมาบ้านชนบท ระหว่างร่วมออกไล่ล่าสัตว์ ม้าที่ควบขี่เกิดอาการฟืดฟาด ได้รับความช่วยเหลือ เลยเกิดความชื่นชอบ ตกหลุมรัก พบเห็นจิตใจอันบริสุทธิ์ของอีกฝ่าย แต่ไม่วายเต็มไปด้วยเรื่องสัปดล ข่าวคาวเสียๆหายๆ และเมื่อถูกบิดาบังคับให้แต่งงาน ตัดสินใจหลบหนีกลับกรุง London พักอาศัยอยู่กับ Lady Bellaston (ที่ก็เป็นอีกชู้รักของ Tom Jones)

York เป็นตัวเลือกแรกของผู้กำกับ Richardson เกิดความประทับใจจากการร่วมงาน The Greengage Summer (1961) เลยชักชวนมารับบทสำคัญในภาพยนตร์เรื่องใหม่

หน้าตาของ York เป็นหญิงสาวที่มีความร่าเริงสดใส เบิกบานด้วยรอยยิ้ม ไม่ถึงกับบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ก็น่าเอ็นดูทะนุถนอม ชายใดพบเห็นย่อมต้องเกิดความลุ่มหลงใหล แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอพบเห็นอะไรในตัว Tom Jones ยินยอมให้อภัยอีกฝั่งฝ่ายแม้หลักฐานตำตา ราวกับว่า ‘ความรักทำให้ตาบอด’ เพียงงอนตุ๊บป่อง ดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่เคยครุ่นคิดหน้าหลัง แต่งงานไปแล้วจะสามารถสยบความเจ้าชู้อีกฝ่ายได้อย่างไร


Hugh Emrys Griffith (1912-80) นักแสดงสัญชาติ Welsh เกิดที่ Marian-glas, Anglesey หลังสอบไม่ผ่านมหาวิทยาลัย ทำงานเป็นเสมียนธนาคาร ก่อนเดินทางสู่ London ร่ำเรียนการแสดงยัง Royal Academy of Dramatic Arts, อาสาสมัครทหาร เดินทางสู่พม่าและอินเดียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, เมื่อเดินทางกลับมามีโอกาสแสดงละครเวที สำหรับภาพยนตร์โด่งดังกับ Ben-Hur (1959) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor, ผลงานเด่นๆ อาทิ Kind Hearts and Coronets (1949), Mutiny on the Bounty (1962), Tom Jones (1963), Oliver! (1968) ฯลฯ

รับบท Squire Western บิดาขี้เมาของ Sophie นิสัยเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ ชื่นชอบการล่าสัตว์ ใช้ชีวิตอยู่ฟาร์มปศุสัตว์ พยายามวางอำนาจบาดใหญ่ แต่ไม่เคยโต้ถกเถียงเอาชนะความสำบัดสำนวนของพี่สาว Miss Western ต้องการจับคู่บุตรสาวให้แต่งงาน Mr. Blifil กลับเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นๆวายๆ ไม่มีอะไรเป็นดั่งใจสักสิ่งอย่าง

เกร็ด: Squire ไม่ใช่ชื่อตัวละครนะครับ แต่เป็นยศฐาบรรดาศักดิ์ หมายถึงสามัญชนมีที่ดินเป็นเอกสิทธิ์ ถือเป็นผู้มีอิทธิพลในชุมชน สถานะสูงกว่าคนปกติทั่วไป

Griffith ถือเป็นตัวขโมยซีน สร้างสีสันด้วยความขี้เมา อารมณ์เกรี้ยวกราด ถ้อยคำด่ากราด ทำตัวไม่เห็นเหมือนผู้ดีมีสกุล ชอบอวดอ้าง เบ่งบารมี แต่พฤติกรรมของตนเองก็แทบไม่แตกต่างจาก Tom Jones (Griffith ถือว่าเข้าขากันดีกับ Finney แม้ตัวจริงของทั้งคู่แทบจะแตกต่างตรงกันข้ามก็ตามที)

Griffith is a perfect foil to Finney’s exuberance.

นักวิจารณ์จากนิตยสาร Variety

แซว: เห็นว่าตลอดแทบทั้งการถ่ายทำ Griffith มักดื่มสุราจนมึนเมา เดินตุปัดตุเป๋ ล้มกลิ้ง รวมถึงสูญหายตัวจากกองถ่าย(ไปกินเหล้า)จนต้องมีบุคคลสำหรับคอยประกบ แอบติดตาม หลายครั้งพบเจอนอนหลับอยู่ตามผับบาร์


Dame Edith Mary Evans (1888-1976) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Pimlico, London ค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดงตั้งเด็ก มีโอกาสขึ้นเวทีตั้งแต่อายุ 15 โด่งดังเป็นที่รู้จักจากโปรดักชั่น The Way of the World (1924), สำหรับภาพยนตร์เคยมีผลงานตั้งแต่ยุคหนังเงียบ แต่หันมาเอาจริงเอาจังช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อาทิ The Nun’s Story (1959), Tom Jones (1963), The Chalk Garden (1964), The Whisperers (1967),

รับบท Miss Western พี่สาวของ Squire Western เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ยึดถือมั่นในชาติผู้ดีมีสกุลนา พยายามวางตัวหัวสูงส่ง ด้วยวาทะศิลป์เฉียบคมคาย ดั้งเดิมอาศัยอยู่กรุง London แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนหลานสาวยังชนบท เพื่อช่วยจัดแจงหาคู่ครองให้สมวิทยฐานะ

จริตของ Miss Wester มีความจัดจ้าน เริดเชิดเย่อหยิ่ง วางตัวหัวสูงส่ง ถือเป็น ‘stock character’ ชนชั้นสูงสไตล์ผู้ดีอังกฤษ แต่ก็ต้องยอมรับว่า Dame Evans สร้างความแตกต่างด้วยลีลาวาทะศิลป์ เมื่อต้องต่อล้อต่อเถียงกับใคร ก็สามารถแสดงความเฉียบคม เหนือชั้นกว่า เรียกเสียงเฮฮา ขบขำกลิ้งได้ตลอดเวลา

ผมไม่เคยรับชมผลงานอื่นๆของ Dame Evans แต่สามารถคาดเดาไม่ยาก ว่ายิ่งแก่ยิ่งเก๋า เหมือนสำนวนไวน์ในโถหมักจริตของตัวละครสะท้อนประสบการณ์ พานผ่านอะไรๆมาอย่างโชคโชน จึงสามารถสร้างความโดดเด่นได้อย่างมีชั้นเชิง เฉียบคม สไตล์ผู้ดีอังกฤษ


ถ่ายภาพโดย Walter Lassally (1926-2017) สัญชาติ German เชื้อสาย Jews เกิดที่ Berlin อพยพสู่อังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1939 บิดาเป็นผู้กำกับสารคดี ทำให้บุตรชายมีความชื่นชอบด้านการถ่ายภาพ เริ่มต้นเข้าสู่วงการจากเป็นเด็กตอกสเลท Riverside Studios ไต่เต้าจนกลายเป็นช่างภาพขาประจำ British New Wave ผลงานเด่นๆ อาทิ A Taste of Honey (1961), The Loneliness of the Long Distance Runner (1962), Tom Jones (1963), Zorba the Greek (1964) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography (Black-and-White), Visions of Eight (1973), Heat and Dust (1983) ฯลฯ

หลังจากถ่ายทำหนังดราม่าเครียดๆ ‘Kitchen Sink Realism’ ติดต่อกันมาหลายเรื่อง ผกก. Richardson เลยวางแผนให้ Tom Jones เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ ท่องเที่ยวพักผ่อน “This is our holiday film”. แต่การถ่ายทำยังสถานที่จริง ท่ามกลางสภาพอากาศคาดเดาไม่ได้ พร้อมด้วยฟีล์มสี (Eastmancolor) ล้วนคือสาเหตุทำให้งบประมาณเบิกบานปลายไปเรื่อยๆ ถึงขนาดต้องหยุดพักกลางทางเพราะเงินหมด แถมไม่มีสตูดิโอไหนในอังกฤษอยากช่วยเหลือเพราะฟุตเทจมีความเละเทะ เลอะเทอะ ‘too much cut corner’ … โชคดีได้รับการอุ้มชูจากสตูดิโอ United Artists ก็ไม่รู้เล็งเห็นโอกาสอะไร แต่ก็ทำให้โปรดักชั่นรอดพ้นหายนะ

งานภาพของหนัง เต็มไปด้วยเทคนิค ลวดลีลา ผกก. Richardson พยายามมองหาวิธีแปลกใหม่ในการนำเสนอ -ตามสไตล์ British New Wave- ตั้งแต่อารัมบทสไตล์หนังเงียบ, ถ่ายทำจากเฮลิคอปเตอร์, ด้วยกล้องมือถือ (Hand-Held Camera), เสียงบรรยาย/ขึ้นข้อความ พร้อมภาพหยุดนิ่ง (Freeze Frame), สบตาหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall), Jump Cut, Fast Motion, Whip Pan ฯลฯ

จุดประสงค์ของการใช้เทคนิคเหล่านี้ เพื่อสร้างความแปลกแยก ประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้ชม ก็เหมือนตัวละคร Tom Jones ที่ถูกสังคมตีตราว่าเป็นพวกนอกคอก นอกรีตนอกรอย กระทำสิ่งต่างๆผิดแผกแตกต่างจากวิถีทางปกติ … นี่คือลักษณะของ New Wave ที่ชัดเจนอย่างมากๆ

หนังใช้เวลาโปรดักชั่น 4-5 เดือน ระหว่างมิถุนายน – ตุลาคม ค.ศ. 1962 โดยสถานที่ถ่ายทำ ประกอบด้วย

  • Castle Street อยู่ย่าน Bridgewater, Somerset
  • Abbey Street อยู่ย่าน Cerne Abbas, Dorset
  • Wilton House ณ Wiltshire
  • Old Wadour Castle ณ Tisbury
  • และฉากภายในถ่ายทำยังสตูดิโอ Woodfall Films ณ Curzon Street, London

การอารัมบทด้วยสไตล์หนังเงียบ (Silent Film) คือจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยสนทนา พบเห็นเพียงท่วงท่า อากัปกิริยา ตัดสลับกับข้อความตัวอักษรปรากฎขึ้นมา จุดประสงค์เพื่อเป็นการเปรียบเทียบคู่ขนานถึงยุคสมัยภาพยนตร์ ว่ามีความแบเบาะ ไม่ต่างจากเด็กทารกน้อย Tom Jones

ผมครุ่นคิดว่าความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Richardson ต้องการนำเสนอวิวัฒนาการ เทคนิคภาพยนตร์ ควบคู่ไปกับการดำเนินเรื่องราวของหนัง แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับมีแค่ตอนอารัมบทหนังเงียบ และแทรกแซมเทคนิคอื่นๆประปราย ผลลัพท์น่าจะยังไม่ได้ครุ่นคิดคาดหวังไว้สักเท่าไหร่

หลังจาก Opening Credit หนังใช้วิธีการเล่าเรื่องด้วยเสียงบรรยาย (แทนข้อความปรากฎขึ้น) นำเสนอกิจกรรมไล่ล่าสัตว์ Tom Jones ไม่ต่างจากสุนัขล่าเนื้อ (Molly เรียกเขาว่า You Wicked Dog.) เมื่อพบเจอหญิงสาว แสดงท่าทางเชื้อเชิญ ส่งสัญญาณยั่วเย้ายวน ต้องการร่วมเพศสัมพันธ์ ใครกันจะไปอดรนทนไหว

แต่พอถาโถมเข้าใส่ โอบกอดจุมพิต ท่ามกลางผืนป่า แมกไม้ ใบหญ้าสีเขียว (สื่อถึงการกำลังจะร่วมเพศสัมพันธ์นี้ มันคือวิถีธรรมชาติชีวิต) กลับถูกแช่ภาพค้างไว้ ‘Freeze Frame’ สังคมสั่งให้หยุดยับยั้ง ด้วยคำอธิบาย …

It shall be our custom to leave such scenes where taste, decorum, and the censor dictate.

ภาพแรกของ Sophie Western ถ่ายติดหงส์กำลังเล่นน้ำอยู่เบื้องหลัง เป็นการสื่อให้เห็นถึงความงดงาม สูงส่ง เลิศเลอค่า แต่ของขวัญที่ Tom Jones มอบให้เธอนั้นคือนกที่อยู่ในกรง นี่น่าจะสื่อถึงความไร้อิสรภาพในชีวิตของหญิงสาว ถูกควบคุมครอบงำโดยบิดา ขนบกฎกรอบ และชนชั้นทางสังคม (บางคนอาจจะตีความ Tom ต้องการให้ Sophie มาเป็นนกในกรง/ภรรยาของตนเอง ก็ได้กระมัง)

แล้วซีนหลังจากนี้ Mr. Blifil ลูกพี่ลูกน้อง/ศัตรูของ Tom กลับแสร้งว่าเปิดกรง ปลดปล่อยนกสู่อิสรภาพ นั่นสื่อถึงการไม่ยินยอมรับ ไม่เชื่อว่าเดรัจฉาน(อย่าง Tom)จะสามารถอยู่ภายในขนบกฎกรอบ(กรงขัง) รวมถึงไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่บังเกิดขึ้น … มันคืออาการอิจฉาริษยานั่นเองนะครับ

การให้ความช่วยเหลือหญิงสาวที่โดนกลั่นแกล้ง ถูกกระทำร้ายร่างกาย ในบริบททางสังคมปัจจุบันสมควรเรียกว่า ‘สุภาพบุรุษ’ แต่ยุคสมัยก่อนถ้าฝ่ายหญิงมีพฤติกรรมสำส่อน โสเภณี ฝ่ายชาย(ที่ให้การช่วยเหลือ)ก็มักเหมารวมว่าเป็นพวกต่ำตม ชนชั้นเดียวกัน สังคมไม่ให้การยินยอมรับ … นี่แสดงให้เห็นถึงโลกทัศนคติของคนสมัยก่อน ยึดถือมั่นอยู่ในขนบกฎกรอบ ผิดแผกแตกต่างจากค่านิยมทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ฉากนี้ถ่ายทำยังสุสานข้างโบสถ์ (หลังพิธีมิสซาวันอาทิตย์) สื่อถึงการรุมกระทำร้ายโดยคาดหวังให้อีกฝ่ายตกตายยังหลุมฝัง ขณะเดียวกันยังสะท้อนพฤติกรรมของกลุ่มคนเหล่านั้น ราวกับปีศาจ สัตว์ร้าย ผุดขึ้นมาจากสุสาน

ในต้นฉบับนวนิยาย เห็นว่ามีการกล่าวถึงฉากไล่ล่าสัตว์แค่ไม่กี่บรรทัด แต่หนังกลับถ่ายทำซีเควนซ์นี้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ประกอบด้วยฝูงสุนัข ตัวประกอบควบขี่ม้า (อาจจะถึงหลักร้อย) และยังเฮลิคอปเตอร์ถ่ายทำจากเบื้องบน ‘bird’s-eye view’ ร้อยเรียงปะติดปะต่อยาวนานหลายนาที จุดประสงค์เพื่อต้องการเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์ ‘sex predator’ มนุษย์=หมาล่าเนื้อ เหยื่อก็คือหญิงสาว เป้าหมายแท้จริงต้องการครอบครอง เป็นเจ้าของ ร่วมเพศสัมพันธ์!

แซว: หลังจากพบเห็นฝูงชน ฝูงสุนัข กำลังไล่ล่าเจ้ากวางน้อย (ระดับมหภาค) ซีนถัดมาม้าของ Sophie จู่ๆควบคุมไม่อยู่ Tom เลยควบไล่ล่าติดตามไปช่วยเหลือ (ระดับจุลภาค) … กวางในอ้อมอก Squire Western = Sophie ในอ้อมอก Tom

Tom แขนหักจากการช่วยเหลือ Sophie เมื่ออาการดีขึ้นพวกเขาจึงออกเดินเล่นในแล้ว ได้ยินเสียงเปียโนนุ่มๆ ท่วงทำนองโรแมนติก แล้วจะมีการซ้อนภาพดอกไม้สีขาว (เราไม่จำเป็นต้องรับรู้จักชื่อดอกไม้นะครับ เอาแค่สีขาวสามารถแทนสัญลักษณ์ความรักอันบริสุทธิ์) รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในความเพ้อฝัน จากนั้นระหว่างล่องเรือ จู่ๆภาพหยุดแน่นิ่ง ‘Freeze Frame’ หลายคนอาจตีความว่าหญิงสาวต้องการจดจำช่วงเวลานี้ไว้ แต่ตอนต้นเรื่องเคยมีคำอธิบายธรรมเนียมปฏิบัติ ทุกครั้งที่หยุดแช่ภาพย่อมหมายถึงกำลังจะมีการร่วมเพศสัมพันธ์! รอยยิ้มพร้อมหันมาสบตาหน้ากล้อง ‘Breaking the Fourth Wall’ ช่างเต็มไปด้วยเลศนัยยิ่งนัก!

สำหรับคนที่ไม่ได้สังเกต ระหว่างการเปลี่ยนภาพ (Film transition) ป้ายสุสาน Bridget Allworthy (พี่สาวและชู้รักของ Squire Allworthy) จะมีลวดลีลาแยกภาพออกเป็นสี่ส่วน ดูลักษณะเหมือนไม้กางเขน

ขณะที่หลังงานศพจะมีการใช้ Iris Shot จับจ้องใบหน้าทนายความ หลังมอบจดหมายของ Bridget Allworthy ให้กับ Mr. Blifil โดยปกติแล้วการทำเช่นนี้มักต้องการสร้างจุดสนใจให้กับตัวละคร แต่ในขณะนี้กลับมอบความรู้สึกฉงนสงสัย บางสิ่งอย่างลับลมคมใน

บ้านฟาร์มของ Squire Western เต็มไปด้วยสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ซึ่งหนังก็ได้ทำการแทรกภาพสรรพสัตว์เหล่านี้ เพื่อสื่อถึงความเป็นผู้ดีในชนบท หน้าที่คือปกครองพวกมันเหล่านี้ ไม่ต่างจากมนุษย์สักเท่าไหร่ (แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับนึกถึง Animal Farm ขึ้นมา)

แซว: มันจะมีช็อตที่ Miss Wester เดินเข้ามาพูดคุยกับ Squire Western เรื่องการหมั้นหมายแต่งงานหลานสาว Sophie สังเกตว่ามันจะมีไก่(และหมู)หลายตัวอยู่ในเฟรม ซึ่งสัตว์ชนิดนี้ชอบส่งเสียงขับขาน ไม่ต่างจากวาทะศิลป์ของตัวละคร

ช่วงระหว่างที่ Three Scrooges นำโดยญาติห่างๆ Mr. Blifil พยายามหาวิธีกดดัน Squire Allworthy เพื่อขับไล่ Tom Jones ออกไปจากมรดก/คฤหาสถ์หลังนี้ ภาพของตัวตลกทั้งสามจะถ่ายมุมเงยขึ้นด้านบน ส่วน Squire Allworthy ก็จะพบเห็นมุมก้ม แสดงถึงความกดดันจากผู้คนรอบข้าง จนทำให้เขาต้องตัดสินใจขับไล่บุตรชาย(ครุ่นคิดว่า)บุญธรรมออกจากบ้าน

และช็อตที่ Squire Allworthy พูดขับไล่ Tom Jones สังเกตว่ามุมกล้องก็ถ่ายจากเบื้องบนลงมา ราวกับว่านั่นคือสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้คนรอบข้าง … นี่ไม่เชิงว่าเชื่อคนง่าย แต่เขาไม่สามารถวางตัวอยู่เหนือกว่าบริบทกฎกรอบทางสังคม

ระหว่างการออกเดินทางของ Tom Jones พบเจอทหารอังกฤษที่กำลังเดินทางขึ้นเหนือ เพื่อไปสู้รบกับกบฎ Jacobite กลุ่มผู้สนับสนุนราชวงศ์ House of Stuart ให้กลับคืนสู่ราชบัลลังก์อังกฤษ (แต่สุดท้ายก็ประสบความพ่ายแพ้) นี่เป็นการใช้เหตุการณ์อิงประวัติศาสตร์ Jacobite rising of 1745 เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมของ Tom Jones ที่ไม่ต่างจากคนหัวขบถ กระทำสิ่งนอกรีตนอกรอย สังคมไม่ให้การยินยอมรับ เลยถูกขับไล่ออกจากบ้าน

ด้วยความสัมพันธ์ในเชิงสัญลักษณ์นั้นเอง ทำให้ฉากถัดมา Tom Jones จึงมีเรื่องขัดแย้งกับสมาชิกของกองทัพ จนเกิดการต่อสู้ เฉียดเป็นเฉียดตาย ทำให้อีกฝ่ายเคียดแค้นฝังหุ่น

แซว: ความขัดแย้งระหว่าง Tom Jones กับสมาชิกกองทัพคือเรื่องหญิงสาว Sophie Western ซึ่งถ้าเปรียบเทียบย้อนกลับ Jacobite rising of 1745 สามารถสื่อถึงราชบัลลังก์อังกฤษได้เลยนะ!

นายทหารที่ก่อนหน้านี้เพิ่งมีความขัดแย้งกับ Tom Jones (เลยตัดสินใจหลบหนีทหาร) ยังไม่ทันไรก็หวนกลับมาพบเจอกันอีกครั้ง คราวนี้กำลังพยายามข่มขืน Mrs. Waters แต่ได้รับการช่วยเหลือไว้ได้ทัน

ผมครุ่นคิดว่าฉากนี้ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างข่มขืน vs. ความเจ้าชู้ประตูดินของ Tom Jones เพราะคนสมัยก่อนมักมองว่าคาสโนว่า เพลย์บอย เสือผู้หญิง มักทำการล่อลวง ขืนใจ ไม่ได้เกิดจากความยินยอมของอีกฝั่งฝ่าย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่!

  • การข่มขืน จะมีลักษณะบีบบังคับ ใช้กำลัง ความรุนแรง โดยที่ฝั่งฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมพร้อมใช้
  • สาวๆที่พลีกายให้กับ Tom Jones ล้วนส่งสายตาหยอกเย้า ท่าทางยั่วยวน ชักชวนอีกฝ่ายให้ร่วมเพศสัมพันธ์

ระหว่างเดินนำ Mrs. Waters ที่อยู่ในสภาพครึ่งเปลือย มันราวกับว่า Tom Jones สังเกตเห็นการมีตัวตนของกล้อง ไม่เพียงหันมาสบตา (Breaking the Fourth Wall) ยังหยิบหมวกขึ้นมาวางบดบัง … ฉากนี้เหมือนต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ชม เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ และ(นำเอาหมวกมา)ปกปิดความครึ่งเปลือยของนักแสดงหญิงที่อยู่ด้านหลัง (ผมมองว่าเป็นวิธีล่อหลอกกองเซนเซอร์ได้อย่างน่าสนใจ)

ฉากดินเนอร์ระหว่าง Tom Jones และ Mrs. Waters ทั้งสองต่างแสดงท่าทางหยอกเย้า ยั่วยวน เต็มไปด้วยความรัญจวน ร่านราคะ นี่สามารถเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์ ทานอาหาร = เพศสัมพันธ์ นั่นคือสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์/สิ่งมีชีวิต ขาดไม่ได้เหมือนกัน!

แซว: ฉากนี้เห็นว่าใช้เวลาถ่ายทำนานถึงสามชั่วโมงกว่านักแสดงจะรู้สึกพึงพอใจ แต่ปรากฎว่าก็ทำให้ทั้งคู่ขึ้นอืด ขยาดอาหาร กินอะไรไม่ลงเป็นวันๆ

หลังจากที่ Tom Jones ตระหนักว่า Sophie พานผ่านมายังโรงแรมแห่งนี้ เขาตระหนักถึงความผิดพลาด รู้สึกละอาย หวาดกลัว หลากหลายอารมณ์ถาโถมเข้าใส่ จึงตัดสินใจ Fast-Motion กระทำทุกสิ่งอย่างเร่งรีบร้อนรน และพยายามหลบหนีจาก Squire Western (และ Miss Western) วิ่งหางจุกตูด … แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเร็วพอที่จะสร้างความขบขันสักเท่าไหร่ น่าจะต้อง x3 หรือมากกว่านั้น!

ในงานเต้นรำหน้ากาก Squire Western และ Miss Western ต่างสวมใส่หน้ากากช้าง ซึ่งจะมีงวงยืดยาวออกมา หลายคนน่าจะคาดเดาได้ว่ามันสัญลักษณ์ของ ‘ลึงค์’ แสดงถึงความมีอำนาจ จ้าวโลก (ไม่จำเป็นว่าต้องสื่อถึงอวัยวะเพศชายเท่านั้น) ต้องการควบคุม ครอบงำ ทำทุกสิ่งอย่างให้ดำเนินไปตามความต้องการของตนเอง (นัยยะดังกล่าวสามารถสอดคล้องกับ Miss Western แม้เป็นเพศหญิงก็เถอะ)

หลังจาก ‘freeze frame’ กับ Lady Bellaston วันถัดมา Tom Jones ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผู้ดีชาวเมือง สวมชุดหรู วิกปลอม แต่กลับจามฟุดฟิดเมื่อดมน้ำหอม นั่นแสดงถึงสันดานธาตุแท้ กลิ่นตัวตนแท้จริง (ภาพสะท้อนในกระจก) ไม่ใช่สิ่งสามารถปกปิด สร้างภาพ หรือปัจจัยภายนอกเหล่านี้

ปล. หญิงสาวทั้งหมดที่ Tom Jones ได้กระทำการร่วมเพศสัมพันธ์ ต่างเป็นตัวแทนของ

  • Molly Seagrim ตัวแทนหญิงสาวชนชั้นล่าง ถือว่ามีความต่ำตม เพศสัมพันธ์กับชายไม่เลือกหน้า
  • Mrs. Waters ตัวแทนชนชั้นกลาง(มั้งนะ) แต่งงานแล้ว ไม่ยินยอมถูกข่มขืน แต่พร้อมมีเพศสัมพันธ์กับชายที่ตนสนใจ
  • Lady Bellaston ตัวแทนชนชั้นสูง เป็นคนช่างเลือก รสนิยมไฮโซ (ไม่ได้เอากับใครก็ได้)

การต่อสู้ดวลดาบระหว่าง Tom Jones กับ Mr. Fitzpatrick (จะรวมถึงตอนดวลดาบ-ไม้ กับนายทหารคู่อริ ก็ได้ด้วย) ครุ่นคิดไปมาผมรู้สึกว่า ดาบสามารถใช้เป็นสัญลักษณ์แทน ‘ลึงค์’ แท่งกลมๆยาวๆ สำหรับทิ่มแทง แต่สำหรับชาย-ชาย มันคือการแข่งขัน แก่งแย่งชิง ซึ่งในทั้งสองฉาก(ที่มีการดวลดาบ) ล้วนมีต้นสาเหตุความขัดแย้งจากเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงทั้งนั้น! … กล่าวคือเหตุผลการต่อสู้ของบุรุษ ล้วนเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของสตรี!

อีกหนึ่งการเปลี่ยนภาพ (Film transition) ที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย หลังจาก Squire Allworthy รับรู้ว่า Tom Jones กำลังติดคุกติดตาราง ระหว่างเปลี่ยนซีนทำเหมือนบานเกล็ดแนวดิ่ง ซึ่งมีความละม้ายซี่กรงเรือนจำ … จะมองว่านี่ล้อกับนกในกรงขังตอนต้นเรื่อง ก็ได้กระมัง

ผมรู้สึกว่าการร้อยเรียงภาพนิ่งระหว่าง Mr. Partridge และ Mrs. Millar กำลังแอบฟังอยู่ตรงประตู ดูไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่ เพราะมันไปซ้อนทับกับธรรมเนียม ‘Freeze Frame’ หลายคนอาจครุ่นคิดว่าบุคคลที่อยู่ในห้องกำลังร่วมเพศสัมพันธ์ แต่มันไม่ใช่เลยสักนิด!

วิธีการที่หนังเฉลยปริศนาชาติกำเนิดของ Tom Jones คือให้ Mrs. Waters หันมาพูดคุยอธิบายกับผู้ชมต่อหน้ากล้อง (Breaking the Fourth Wall) ความจริงก็คือ Tom เป็นบุตรของ Squire Allworthy กับพี่สาว Bridget Allworthy ซึ่งทั้งสองแอบเป็นชู้รัก ร่วมเพศสัมพันธ์ (Incest) แต่ฝ่ายหญิงไม่กล้าพูดบอกความจริงเพราะกลัวว่าเขาจะยินยอมรับไม่ได้ (ว่าบุตรชายเกิดจากเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน) จึงมอบหมายให้ Mrs. Waters นำทารกน้อยไปวางไว้บนเตียง แล้วเรื่องวุ่นๆก็บังเกิดขึ้นหลังจากนั้น!

นี่แสดงว่าพฤติกรรมหัวขบถ กระทำสิ่งนอกรีตนอกรอย สำส่อนทางเพศของ Tom Jones ไม่ได้มาจากชาติกำเนิด หรือชนชั้นทางสังคม เพราะทีแรกใครๆมองว่าเขาเป็นบุตรนอกสมรส (Bastard Son) ถือกำเนิดจากหญิงสาวชนชั้นต่ำ แต่พอเฉลยว่ามีเลือดเนื้อเชื้อไขของ Squire Allworth แสดงว่ามันไม่เกี่ยวอะไรกัน! … กล่าวคือ อุปนิสัยของคนไม่ได้เกี่ยวกับชาติกำเนิด หรือชนชั้นทางสังคม

มันช่างเป็นความน่าฉงนสงสัย ว่าเหตุไฉนนายทหารคู่เวรคู่กรรมของ Tom Jones ทำอะไรยังไงถึงได้เลื่อนขั้นกลายมาเป็นผู้ควบคุมการประหารชีวิต ควบขี่ม้านำขบวน พร้อมอำนวยอวยพร “Better luck in the next world”

ช็อตสุดท้ายของหนัง จบลงด้วยการแช่ภาพ ‘Freeze Frame’ หลังจาก Tom Jones โถมเข้ามากอดจูบ Sophia Western คงไม่ต้องอธิบายหลังฉากแล้วกระมัง นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วละเนี่ย

Happy the man, and happy he alone,
He who can call today his own:
He who, secure within, can say,
Tomorrow do thy worst, for I have lived today.

John Dryden (1631-1700) แปลจากบทกวีภาษาละติน Odes: Book 3.1, Odi profanum vulgus et arceo ประพันธ์โดย Horace (65-8 BCE)

ตัดต่อโดย Antony Gibbs (1925-2016) สัญชาติอังกฤษ เข้าสู่วงการในช่วงกลางทศวรรษ 50s จากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ Ralph Kemplen และ Alan Osbiston จากนั้นร่วมงานขาประจำผู้กำกับรุ่น British New Wave ผลงานเด่นๆ อาทิ A Taste of Honey (1961), The Loneliness of the Long Distance Runner (1962), Tom Jones (1963), The Knack …and How to Get It (1965), Performance (1970), Walkabout (1971), Fiddler on the Roof (1971), Jesus Christ Superstar (1973), A Bridge Too Far (1977), Dune (1984) ฯลฯ

ตามชื่อหนัง Tom Jones คือจุดศูนย์กลางของเรื่องราว! แรกพบเจอตั้งแต่เมื่อครั้นยังเป็นทารกน้อย พอเติบใหญ่ก็ใช้เสียงบรรยายของ Micheál Mac Liammóir คอยเล่าเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ความสัมพันธ์กับหญิงสาวหลากหลาย ตกหลุมรัก Sophie Western และหลังถูกขับไล่จากคฤหาสถ์ Allworthy ออกเดินทางผจญภัยมุ่งสู่กรุง London

  • อารัมบทสไตล์หนังเงียบ ทารกน้อย Tom Jones
  • พฤติกรรมสัปดลของ Tom Jones
    • วันๆชอบเที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา เพศสัมพันธ์กับ Molly Seagrim
    • เมื่อมีโอกาสหวนกลับมาพบเจอเพื่อนวัยเด็ก Sophie Western ต่างดูมีความชื่นชอบหลงใหล
    • กระทั่งกิจกรรมล่าสัตว์ของ Squire Western ทำให้ Tom Jones และ Sophie ตกหลุมรักกันและกัน
  • การมาถึงของ Miss Western พยายามจับคู่ให้ Sophie
    • อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถม้าของ Squire Allworthy โชคดียังสามารถเอาตัวรอดชีวิต
    • แต่ Tom Jones กลับเฉลิมฉลองเกินกว่าเหตุ มึนเมาจนมีเพศสัมพันธ์กับ Molly Seagrim แล้วถูกจับได้ ตีไข่ใส่สี จนทำให้โดนขับไล่ออกจากบ้าน
    • Miss Western พยายามโน้มน้าวน้องชาย Squire Western ให้จับคู่แต่งงาน Sophie กับ Mr. Blifil แต่เธอกลับไม่ยินยอมพร้อมใจ แล้วแอบลักลอบหนีออกจากบ้านเช่นกัน
  • การผจญภัยของ Tom Jones ระหว่างเดินทางสู่ London
    • ระหว่างทาง Tom Jones พบเจอกับทหารอังกฤษที่กำลังจะเข้าร่วมสู้รบกับกลุ่มกบฎ Jacobite แล้วเกิดความขัดแย้งบางอย่าง
    • หลังจากออกเดินทางต่อ ให้ความช่วยเหลือ Mrs. Waters ระหว่างกำลังโดนข่มขืน
    • เดินทางมาถึงโรงแรมอีกแห่ง Tom Jones สานสัมพันธ์/ร่วมรักกับ Mrs. Waters แล้วเกิดเรื่องวุ่นๆให้เข้าใจผิดกับ Fitzpatrick (ครุ่นคิดว่า Mrs. Waters=Mrs. Fitzpatrick) รวมถึง Sophie (ขึ้นรถม้ามากับเพื่อนสาว Mrs. Fitzpatrick) ที่เพิ่งติดตามมาถึงติดๆ
  • เรื่องวุ่นๆยังกรุง London
    • Tom Jones ได้พบเจอกับช่างตัดผม Mr. Partridge ที่เคยถูกเข้าใจผิดว่าคือบิดา(ของ Jones) แล้วพักอาศัยอยู่กับอดีตแม่ครัว Mrs. Millar
    • ระหว่างนั้น Tom Jones พยายามติดต่อหา Sophie ที่อาศัยอยู่กับ Lady Bellaston แต่เขากลับถูกเธอล่อหลวง ร่วมเพศสัมพันธ์ แต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผู้ดีมีสกุล
    • วันหนึ่งที่ Tom Jones เดินทางมาขอความช่วยเหลือ Mrs. Fitzpatrick แล้วขากลับพบเจอกับสามีของเธอ ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่าเขาแอบสานสัมพันธ์กันภรรยา เลยเกิดการต่อสู้ ดวลดาบ จนอีกฝ่ายเสียชีวิต
    • Tom Jones ได้รับการใส่ร้ายป้ายสีและกำลังจะถูกแขวนคอประหารชีวิต แต่ระหว่างนั้น Squire Allworthy ก็ได้รับทราบความจริงทั้งหมดจาก Mrs. Millar

ผมรู้สึกว่าหนังมีปัญหากับการลำดับเรื่องราวพอสมควร โดยเฉพาะช่วงระหว่างการเดินทาง รวมถึงเหตุการณ์ชุลมุนในกรุง London เต็มไปด้วยความสับสนมึนงง พยายามแทรกเรื่องราว/คอมเมอดี้ของตัวละครอื่นๆเข้ามาแย่งซีน Tom Jones จนแทบไม่พบเห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงใดๆ พอเจอหญิงสาวคนใหม่ก็พร้อมถาโถมเข้าใส่ ทำให้เมื่อเฉลยปมปริศนา ทุกสิ่งอย่างมันเลยโคตรเหนือจริง จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่

และปัญหาใหญ่ก็คือการอารัมบทด้วยสไตล์หนังเงียบ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมากๆ แต่หลังจากนั้นความตื่นเต้นกลับค่อยๆเลือนลางจางหาย เห็นว่าเกิดจากการสู้รบระหว่างผกก. Richardson กับโปรดิวเซอร์ที่ต้องการให้หนังเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น เทคนิค ลูกเล่นต่างๆจึงลดน้อยลงอย่างมากๆ


เพลงประกอบโดย John Mervyn Addison (1920-98) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Chobham, Surrey ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบเครื่องดนตรี Oboe, พออายุสิบหกเข้าเรียนด้านการประพันธ์เพลง Royal College of Music, อาสาสมัครทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นเจ้าหน้าที่ประจำรถถังใน Battle of Normand, หลังสิ้นสุดสงครามกลับมาทำงานครูสอนวิชาแต่งเพลง Royal College of Music แล้วเริ่มมีโอกาสทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ละครเวที ขาประจำผู้กำกับ Tony Richardson อาทิ The Entertainer (1960), A Taste of Honey (1961), The Loneliness of the Long Distance Runner (1962), Tom Jones (1963), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Torn Curtain (1966), Sleuth (1972), A Bridge Too Far (1977) ฯลฯ

งานเพลงถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง (คว้ารางวัล Oscar และ Grammy Award) เต็มไปด้วยท่วงทำนองที่สร้างความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง ชวนหัว บางครั้งก็โรแมนติกหวานแหวว ซาบซึ้งกินใจ ยั่วเย้ายวนชวนหลงใหล เต็มไปด้วยอารมณ์มากมาย ส่วนสไตล์เพลงก็มีทั้ง Baroque, ยุคสมัย Romantic, รวมถึง Folk & Traditional Music และ Ballads Song (บทเพลงที่มีเนื้อคำร้อง) พยายามผสมผสานหลายสิ่งอย่างคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

Main Theme เริ่มต้นด้วยกลิ่นอายสไตล์ Baroque ดนตรีแห่งความขัดแย้ง (มักใช้เครื่องดนตรีมากกว่าสองชนิดเล่น เปียโน vs. Harpsichord ท่วงทำนองสะท้อนกันและกัน คนละระดับเสียง สลับเสียง หรือย้อนแก่นสาร) รับอิทธิพลไม่น้อยจาก George Frideric Handel ซึ่งเหมาะกับหนังแนวพีเรียตย้อนยุค ที่มีตัวละครไม่ชอบอยู่ภายใต้ขนบกฎกรอบ และมีพฤติกรรมต่อต้านวิถีทางสังคม

บทเพลงที่ผมถือว่าคือไฮไลท์ของหนังคือ Swordplay (แนะนำให้หาฟังใน Spotify) ตรงกับฉากต่อสู้ดวลดาบระหว่าง Tom Jones vs. Mr. Fitzpatrick ทั้งๆพวกเขาพยายามเข่นฆ่าอีกฝ่ายให้ตกตาย แต่กลับเต็มไปด้วยความสนุกสนาครึ้นเครง นี่ต้องชมการตัดต่อ ทิศทางมุมกล้อง และออกแบบการต่อสู้ ทำให้ซีเควนซ์นี้เพิ่มความรุกเร้าใจขึ้นอย่างมากๆ

แซว: ผมรู้สึกว่าฉากต่อสู้ซีเควนซ์นี้ มีความน่าตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกว่าการดวลดาบเจไดของ Star Wars (1977-80-83) สามภาคแรกเสียอีกนะ!

บทเพลงคำร้อง If He Swing by the String แต่งโดย John Addison และ Julian More ผมหาเครดิตไม่ได้ว่าใครขับร้อง ได้ยินตอน Tom Jones ถูกควบคุมขัง และกำลังเดินทางสู่ลานประหาร (และหนังยังพยายามร้อยเรียงชุดภาพ ให้มีความสอดคล้องกับเนื้อคำร้อง)

If he swing by the string
He will hear the bell ring
And then there’s an end to poor Tommy

He must hang by the noose
Where no hand will cut loose
The rope from the neck of poor Tommy

เนื่องจากผมหาบทเพลงที่ใช้ประกอบในหนังไม่ได้ แต่เหมือนว่า Marlene Dietrich มีความชื่นชอบบทเพลงนี้มากๆ จึงติดต่อขอบันทึกเสียง วางจำหน่ายปี ค.ศ. 1964

The History of Tom Jones, a Foundling คือนวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของ Henry Fielding เปรียบได้กับจดหมายรักมอบให้ภรรยาผู้ล่วงลับ ขอบคุณในความจงรักภักดี (มีบุตรร่วมกันถึง 5 คน) แม้ว่าตนเองจะเป็นคนหมกมุ่นมักมากในกามคุณ ร่วมเพศสัมพันธ์กับหญิงอื่นไม่ซ้ำหน้า แต่ความรักจากเธอยังทำให้ฉันคงความเป็นมนุษย์ ท่ามกลางสังคมที่ราวกับหมาล่าเนื้อ คอยไล่ล่า ฉีกกัดกิน พร้อมเข่นฆ่าบุคคลนอกคอกให้ตกตายจากหลังม้า

ขณะเดียวกัน Fielding ยังทำการเสียดสีล้อเลียนวิถีผู้ดีอังกฤษสมัยนั้น ที่มัวแต่ยึดถือมั่นในขนบประเพณี วิถีทางสังคม สรรหาสรรพข้ออ้างในการควบคุมครอบงำ กดขี่ข่มเหงบุคคลชนชั้นต่ำต้อยกว่า ตีตราว่าร้าย Tom Jones เพราะชาติกำหนดเป็นบุตรนอกสมรส (Bastard Son) แต่พอความจริงได้รับการเปิดเผย ความผิดทุกสิ่งอย่างกลับได้รับการยกโทษให้อภัย นั่นคือ ‘อภิสิทธิ์ทางชนชั้น’ ไม่มีทางเกิดขึ้นกับสามัญชน

คาสโนว่า เพลย์บอย เสือผู้หญิง มันผิดอะไรที่มนุษย์จะตกหลุมรัก มีเพศสัมพันธ์ แต่งงานกับหลายบุคคล (Polygamy) ความรู้สึกอคติ ไม่ยินยอมรับ ล้วนเกิดจากการที่เราถูกควบคุมครอบงำโดยบริบททางสังคม บางศาสนาสอนให้มีภรรยาเพียงหนึ่ง (ถึงสี่) อ้างว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งใหญ่ แสดงถึงอารยธรรมสูงส่ง ดูถูกเหยียดหยามบุคคลมักมากในกามคุณ มีภรรยาหลายคนไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

พุทธศาสนาไม่ได้กำหนดข้อบังคับอะไรเกี่ยวกับจำนวนของภรรยา (คนที่ทำบุญบารมีจนได้ขึ้นสวรรค์ สามารถมีบริวาร/ภรรยานับพันหมื่นแสน) เพียงแต่ศีลข้อสามกาเมสุมิจฉาจาร อย่าไปผิดประเวณี ร่วมเพศสัมพันธ์กับบุคคลมีเจ้าของ เพราะนั่นอาจสร้างความไม่พึงพอใจ (ลองคิดดูว่าถ้าบุตร/ภรรยาของคุณถูกใครอื่นล่วงละเมิดทางเพศ จะยินยอมรับได้งั้นหรือ?) จนกลายเป็นกงเกวียนกรรมเกวียน เวียนวน เราไปเอาเมียเขา เขามาเอาลูกเรา ความขัดแย้งพัฒนาสู่ความเคียดแค้น เมื่อไหร่มันจักจบจักสิ้น

เรื่องราวของ Tom Jones เป็นสิ่งที่สังคม(ตะวันตก)ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนล้วนไม่ให้การยินยอมรับ แต่ในความจริงพวกเขาเหล่านั้นกลับเต็มไปด้วยความโหยหา อิจฉาริษยา เพราะตนเองไม่สามารถทำได้อย่างนั้น มันมีบางสิ่งอย่างมันค้ำคอเอาไว้ จึงต้องแสดงอคติ รังเกียจต่อต้าน พยายามขับไล่ผลักไส ประหัดประหารแขวนคอ … แต่พอตระหนักว่าอีกฝั่งฝ่ายคือเลือดเนื้อเชื้อไข ก็กุลีกุจอ พร้อมยกโทษให้อภัย แสดงถึงความกลับกลอกปอกลอก กะล่อนปลิ้นปลิ้น ออกกฎระเบียบเหล่านั้นเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

ความสำเร็จของภาพยนตร์ Tom Jones (1963) ก็ชัดเจนมากๆถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคม คนรุ่นใหม่ปฏิเสธการถูกบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ ใครจะว่าอะไรฉันไม่สน โหยหาอิสรภาพให้กับตัวตนเอง นั่นรวมถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ สะท้อนการกำลังมาถึงของยุคสมัย Swinging London ไม่มีใครจะคาดคิดว่าอังกฤษ(ที่เลื่องชื่อเรื่องขนบกฎกรอบ)จะเป็นประเทศแรกๆ นำเทรนด์การปฏิวัติทางวัฒนธรรม (น่าจะเพราะเป็นประเทศมีสิ่งต่างๆบีบรัดมัดตัวมากที่สุด ผู้คนเลยพยายามหาหนทางดิ้นให้หลุดพ้นอย่างรุนแรงที่สุด)

ผู้กำกับ Richardson หลังจากสรรค์สร้างภาพยนตร์ ‘Kitchen Sink Realism’ สะท้อนสภาพสังคมประเทศอังกฤษ (Contemporary England) ที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด (Look Back in Anger (1959)) โดดเดี่ยวอ้างว้าง (The Loneliness of the Long Distance Runner (1962)) พอมาถึง Tom Jones (1963) คือช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อย ระบายความอึดอัดอั้น อิสรภาพแห่งชีวิต ละทอดทิ้งโลกความเป็นจริง เลิกสนใจปัญหาสังคม-การเมือง ผลงานหลังจากนี้จะเน้นสร้างสิ่งตอบสนองตัณหาส่วนตนเป็นที่ตั้ง!

(เนื่องจากผมยังไม่เคยรับชมผลงานก่อนหน้านี้ของผกก. Richardson เลยบอกไม่ได้ว่าเขามีความอึดอัดอั้นอะไรที่ฝังอยู่ภายใน ไว้เขียนถึง ‘Kitchen Sink Realism’ ค่อยว่ากันอีกทีนะครับ)


หลังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในประเทศอังกฤษ เดินทางต่อไปยังเทศกาลหนังเมือง Venice แม้เสียงตอบรับจะกลางๆ (Mixed Review) แต่สามารถคว้ารางวัล Best Actor (Albert Finney) ขณะที่ Golden Lion ปีนั้นตกเป็นของ Hands Over the City (1963) กำกับโดย Francesco Rosi

ด้วยทุนสร้าง £467,000 ปอนด์ (ประมาณ $1 ล้านเหรียญสหรัฐ) ไม่มีรายงานรายรับในอังกฤษ เพียงบอกว่า ‘Popular’ เมื่อเข้าฉายสหรัฐอเมริกาสามารถทำเงินได้สูงถึง $17 ล้านเหรียญ (อีกแหล่งข่าวรายงานว่า $37.6 ล้านเหรียญ) ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

นอกจากนี้ยังมีลุ้นรางวัล Oscar, Golden Globe, BAFTA Award และสามารถกวาดรางวัลได้มากมาย (ถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งเคียงข้าง Cleopatra (1963))

  • Academy Award
    • Best Picture ** คว้ารางวัล
    • Best Director ** คว้ารางวัล
    • Best Actor (Albert Finney)
    • Best Supporting Actor (Hugh Griffith)
    • Best Supporting Actress (Diane Cilento)
    • Best Supporting Actress (Edith Evans)
    • Best Supporting Actress (Joyce Redman)
    • Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล
    • Best Art Direction – Color
    • Best Original Score ** คว้ารางวัล
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Musical or Comedy ** คว้ารางวัล
    • Best Foreign Film – English-Language
    • Best Director
    • Best Actor – Musical or Comedy (Albert Finney)
    • Most Promising Newcomer – Male (Albert Finney) ** คว้ารางวัล
    • Best Supporting Actor (Hugh Griffith)
    • Best Supporting Actress (Joan Greenwood)
  • BAFTA Award
    • Best Film from any Source ** คว้ารางวัล
    • Best British Film ** คว้ารางวัล
    • Best British Actor(Albert Finney)
    • Best British Actor (Hugh Griffith)
    • Best British Actress (Edith Evans)
    • Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล

เกร็ด: เนื่องจากผกก. Tony Richardson ไม่ได้เข้าร่วมงานประกาศรางวัล Oscar ด้วยเหตุนี้นักแสดง Edith Evans จึงขึ้นรับแทนสาขา Best Director และ David Picker (ตัวแทนของ United Artist) ขึ้นรับ Best Picture

เกร็ด2: นอกจากนี้ Tom Jones (1963) ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่องเดียวที่มีนักแสดงหญิงถึงสามคนเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress แต่ผู้ชนะกลับคือ Margaret Rutherford จากเรื่อง The V.I.P.s. (1963)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2018 ซึ่งมีทั้งฉบับดั้งเดิม Original Theatrical Version (129 นาที) และ Director’s Cut (121 นาที) ได้รับการอนุมัติโดยตากล้อง Walter Lassally สามารถหาซื้อ Blu-Ray และรับชมออนไลน์ได้จาก BFI และ Criterion

หรือใครสนใจคอลเลคชั่น Woodfall: A Revolution in British Cinema 1959-1965 รวบรวมผลงานยุคแรกๆของผู้กำกับ Tony Richardson จัดจำหน่ายโดย BFI Video มีจำนวน 8 เรื่อง (ได้รับการบูรณะแล้วทั้งหมด)

แม้จะเต็มไปด้วยลีลาภาพยนตร์อันจัดจ้าน รวมถึงสะท้อนสภาพสังคมยุคสมัยนั้น Swinging London แต่ผมกลับขื่นขำไม่ออกกับความเหนือจริงของเรื่องราว Sex Fantasy ที่พยายามสร้างมูลค่าให้ความสัปดลของ Tom Jones สมควรได้รับตอนจบ Happy Ending จริงๆนะหรือ?

สิ่งน่าหงุดหงิดใจที่สุดของหนังก็คือ การเป็นภาพสะท้อนสังคมยุคสมัยนั้น มันทำให้ผมเกิดข้อคำถามขึ้นมาว่า เราควรยินยอมรับ ‘เสรีภาพทางเพศ’ ขนาดไหนกัน? คุยเรื่องเพศกับลูกก็เรื่องหนึ่ง อยู่ก่อนแต่งก็เรื่องนึง โสเภณีขายตัวก็อีกเรื่องนึง แต่การไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ‘sex predator’ อะไรคือเส้นแบ่งบางๆระหว่างสำส่อน กามวิปริต จิตวิตถาร

จัดเรต 18+ กับความเจ้าชู้ประตูดิน เพศสัมพันธ์ไม่เลือกหน้า หยามเหยียดชนชั้น คำพูดกักฬระ

คำโปรย | ความชวนหัวที่เกิดจากพฤติกรรมสัปดลของ Tom Jones มีความแปลกประหลาด ตื่นตระการตา แต่อาจสร้างความขื่นขำไม่ออกให้กับผู้ชมส่วนใหญ่
คุณภาพ | สัปดล สับสน
ส่วนตัว | ขื่นขำ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: