Eternal Sunshine of the Spotless Mind

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) hollywood : Michel Gondry ♥♥♥♥

Jim Carrey ต้องการลบความทรงจำที่มีต่อ Kate Winslet แต่พอหลายสิ่งเริ่มเลือนหาย ค่อยตระหนักได้ว่าไม่อยากสูญเสียเธอไป พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้ยังหวนรำลึก สุดท้ายแล้วโชคชะตาก็นำพาให้พวกเขากลับมาครองคู่รักกัน

How happy is the blameless vestal’s lot!
The world forgetting, by the world forgot:
Eternal sunshine of the spotless mind!
Each prayer accepted, and each wish resigned;

Alexander Pope (1688-1744) จากหนังสือรวบรวมบทกวี Eloisa to Abelard (1717) บรรทัดที่ 207–210

บางสิ่งอย่างพยายามหลงลืม มันกลับยิ่งจดจำไม่รู้เลือน นั่นเพราะเรามัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึง (ฉันอยากจะลืม แต่กลับครุ่นคิดถึงแต่สิ่งที่อยากจะลืม) เช่นนั้นแล้วมันจะสูญหายไปจากความทรงจำได้อย่างไร?

อีกหนึ่งโคตรบทหนังของ Charlie Kaufman ที่พอเปลี่ยนมาร่วมงานผกก. Michel Gondry ซึ่งมีวิสัยทัศน์โดดเด่นกว่า Spike Jonze ผลลัพท์จึงแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ มีความน่าตื่นตาตื่นใจ เข้าไปในโลกความทรงจำ วิ่งผ่านเหตุการณ์หนึ่งสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง (ความทรงจำหนึ่งสู่อีกความทรงจำหนึ่ง)

แต่ไฮไลท์ผมขอยกให้ Jim Carrey และ Kate Winslet ทั้งสองต่างพลิกบทบาทของตนเอง และแสดงออกมาได้อย่างเจิดจรัส ‘Eternal Sunshine’ และ ‘Spotless Mind’

  • โดยปกติแล้ว Jim Carrey มักเล่นบท Mr. High-Energy เอ่อล้นด้วยพลังงาน แสดงสีหน้า ท่าทาง คำพูดยียวนกวนประสาท แต่ต้องมารับบทตัวละครหน้านิ่งๆ กดน้ำเสียงทุ้มต่ำ มือไม้ราวกับถูกล่ามโซ่ เก็บกดอัดอั้น ไม่สามารถระเบิดอะไรออกมาได้ทั้งนั้น (Introvert)
  • ส่วน Kate Winslet สมัยนั้นยังติดตากับหนังแนว Period สวยใส ไร้เดียงสา ท่าทางระริกระรี้ (นึกถึง Rose Dawson ภาพยนตร์ Titanic (1997)) มาคราวนี้สวมวิกเปลี่ยนสีผม แสดงจริตจัดจ้าน ชอบเข้าหาผู้อื่น (Extrovert) กระทำสิ่งบ้าๆบอๆ อารมณ์กวัดแกว่ง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ … มีคำเรียกภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่ง (Borderline Personality Disorder ชื่อย่อ BPD)

Michel Gondry (เกิดปี 1963) ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Versailles, ปู่เป็นวิศวกร Constant Martin ผู้ประดิษฐ์เครื่องดนตรีสังเคราะห์เสียง Clavioline, บิดาเชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ หลงใหลดนตรีแจ๊ส เปียโน ออร์แกน, นั่นทำให้ตั้งแต่เด็ก Michel มีความสนใจอยากเป็นนักประดิษฐ์ แต่โตขึ้นเข้าศึกษาคณะศิลปศาสตร์ Lycée de Sèvres ตามด้วย École nationale supérieure des arts appliqués et des métiers d’art (ENSAAMA) ระหว่างนั้นร่วมก่อตั้งวงดนตรี Oui Oui ในฐานะมือกลอง และมีส่วนร่วมในการกำกับ Music Video หลายๆบทเพลง

เมื่อปี ค.ศ. 1992 หลังยุบวงดนตรี Oui Oui ผันตัวมาเป็นผู้กำกับโฆษณา, Music Video, ให้ศิลปินอย่าง Björk: Human Behaviour, Rolling Stones: Like a Rolling Stone, IAM: I dance the mia, Kylie Minogue: Come into My World ฯ ด้วยลีลาอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้มีคำเรียกขาน ‘Gondry Style’ นิยมใช้เทคนิค Morphing ระหว่างการ Transition จากชาย เป็นหญิง เป็นสัตว์ เป็นวัตถุนามธรรม ฯ

ไฮไลท์คือการบุกเบิกเทคนิค ‘bullet time’ (ใช้กล้องหลายสิบ-ร้อยตัวถ่ายภาพ แล้วนำมาร้อยเรียงต่อกัน) โด่งดังกับโฆษณา Smarienberg (1996) ให้กับวอดก้า Smirnoff ซึ่งลูกเล่นดังกล่าวถูกต่อยอดให้กลายเป็นฉากหลบกระสุนในภาพยนตร์ The Matrix (1999)

ปล. Michel Gondry, Spike Jonze และ David Fincher คือสามผู้กำกับที่มาจากสาย Music Video โด่งดังช่วงทศวรรษ 90s ก่อนผันตัวเข้าสู่วงการภาพยนตร์

จุดเริ่มต้นของ Eternal Sunshine of the Spotless Mind มาจากการพูดคุยระหว่าง Gondry กับเพื่อนศิลปิน Pierre Bismuth เมื่อปี ค.ศ. 1998, แรงบันดาลใจเกิดจาก Bismuth รับฟังคำพร่ำบ่นเพื่อนสาวถึงอดีตแฟนหนุ่ม เลยสอบถามกลับถ้าเลือกได้จะลบความทรงจำเกี่ยวกับเขาออกไปไหม … เธอตอบโดยทันทีว่า แน่นอน!

Bismuth ยังเสนอแนะการทดลองสนุกๆ ด้วยการส่งจดหมายบอกกับผู้รับ ว่าคุณได้ลบความทรงจำใครบางคนที่เคยรับรู้จัก แล้วสังเกตปฏิกิริยาบุคคลนั้นจะแสดงออกเช่นไร? น่าเสียดายพวกเขาไม่มีโอกาสลองทำดูจริงๆ แต่ก็นำแนวคิดดังกล่าวแทรกใส่เข้าไปในบทหนังร่วมพัฒนากับ Charlie Kaufman

My friend, the artist Pierre Bismuth, had the concept of sending a card to people mentioning they had been erased from the memory of someone they thought they knew. He wanted to study their reaction as part of an art experiment, but he didn’t end up doing it. I loved the idea so much that we started to write a story together based on the idea, which Charlie Kaufman then developed into a script.

Michel Gondry

Charles Stuart Kaufman (เกิดปี 1958) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jewish เกิดที่ New York City แล้วมาเติบโตยัง West Hartford, Connecticut ตั้งแต่สมัยเรียนสมัครชมรมการแสดง โตขึ้นเข้าศึกษาต่อ Boston University ก่อนย้ายมาเรียนภาพยนตร์ New York University Film School ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Paul Proch ร่วมกันเขียนบทความตลก, Spec Scripts, Sketch Comedy, Pilot Scripts, โด่งดังจากเป็นผู้เขียนบท Being John Malkovich (1999), Adapation (2002), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ฯ

ในตอนแรกเมื่อ Kaufman รับฟังแนวคิดของ Eternal Sunshine ก็ไม่ครุ่นคิดว่าจะสามารถขายลิขสิทธิ์ให้สตูดิโอแห่งหนไหน แต่ก็ได้ร่วมพัฒนาบทร่างคร่าวๆกับ Gondry ผลลัพท์ทำให้เกิดสงคราม ‘bidding war’ แก่งแย่งระหว่างหลายสตูดิโอ เริ่มต้นจาก $500,000 เพิ่มเป็น $750,000 ก่อนในที่สุด Propaganda Film ได้รับชัยชนะเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1998 ว่ากันว่าด้วยตัวเลข 7 หลัก!

ด้วยความที่ Kaufman งานยุ่งมากๆ (ขณะนั้นอยู่ในช่วงโปรดักชั่น Being John Malkovich (1999) และกำลังตึงเครียดกับบทดัดแปลง Adaptation (2002)) จึงต้องขึ้นหิ้งโปรเจค Eternal Sunshine ระหว่างนั้น Gondry ได้รับโอกาสกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Human Nature (2001) ต่อจาก Steven Soderbergh ที่ถอนตัวออกไปกลางคัน … น่าเสียดายหนังเรื่องนี้เสียงตอบรับแค่กลางๆ แถมล้มเหลวไม่ทำเงินอีกต่างหาก

อีกความกังวลของ Kaufman เพราะการมาถึงภาพยนตร์ Memento (2000) ของ Christopher Nolan ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการความทรงจำ (แต่ผมว่าหนังก็ไม่ได้คล้ายคลึงกันสักเท่าไหร่) เคยครุ่นคิดว่าจะไม่สานต่อโปรเจคนี้แล้ว แต่ก็ถูกโปรดิวเซอร์บีบบังคับ … เพราะค่าลิขสิทธิ์จ่ายเงินไปแล้ว 7 หลัก

We pitched this idea several years before Chris Nolan came out with his movie. I was delayed writing it because I had to write the movie that became Adaptation first. And then I was producing Human Nature, which Michel was directing. Plus it was very hard to write for me. There was a moment when suddenly people started talking about this movie Memento (2000) when I totally freaked out. I thought “Oh I can’t do this anymore”, and I called Michel and said “I am not doing it”, then we called Steve Golin and said “we’re not doing it”. Steve Golin was very angry and said “You are doing it!” So we did it.

I wasn’t influenced by Memento (2000) except in that way. I have never seen Total Recall (1990) but I’ve read a lot of Philip K. Dick stories and books, and I don’t think that was a direct influence on this, but I certainly like his work.

Charlie Kaufman

เรื่องราวของ Eternal Sunshine เกี่ยวกับการลบเลือนความทรงจำ ฟังดูมีความเป็น Sci-Fi สูงมากๆ แต่ผกก. Gondry และนักเขียน Kaufman ตกลงกันว่าจะไม่ทำหนังไปยังทิศทางนั้น เลยไม่มีใส่คำอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ มุ่งเน้นนำเสนอความสัมพันธ์ตัวละคร รักๆเลิกๆ เปลี่ยนจาก When Harry Met Sally… (1989) มาเป็น When Harry Forgets Sally …

Michel and I were in agreement from the beginning that the science fiction aspect of it should be really played down, and it should be as realistic a company and as mundane as possible. It was more interesting and would focus the story on the relationship and that aspect of it rather than the technological aspect of it, which I don’t think was real interesting to us.


เรื่องราวของ Joel Barish (รับบทโดย Jim Carrey) วันหนึ่งค้นพบว่าแฟนสาว Clementine Kruczynski (รับบทโดย Kate Winslet) หลังมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงตามประสาคนรัก แอบไปลบทิ้งความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขา นั่นสร้างความเศร้าโศก สิ้นหวัง จึงตัดสินใจกระทำการแบบเดียวกัน ลบลืมเธอออกจากความทรงจำ

แต่ความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นระหว่างกำลังลบความทรงจำ Joel เกิดความตระหนักว่าตนเองไม่อยากหลงลืม สูญเสียเธอไป จึงพยายามต่อสู้ขัดขืน (เรื่องราวส่วนใหญ่บังเกิดขึ้นในหัวสมองของ Joel) แอบพา Clementine หลบซ่อนในความทรงจำอื่น

จนแล้วจดรอดหลังจาก Joel สูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับ Clementine แต่โชคชะตาก็นำพาให้พวกเขาหวนกลับมาพบเจอ ตกหลุมรัก รับรู้ความจริงทั้งหมด (แต่ไม่สามารถรื้อฟื้นความทรงจำที่สูญหาย) และสุดท้ายทั้งสองก็สามารถหวนกลับมาคืนดีกัน


James Eugene ‘Jim’ Carrey (เกิดปี 1962) นักแสดงสัญชาติ Canadian เกิดที่ Newmarket, Ontario ในครอบครัว Roman Catholic ตอนอายุ 10 ส่งจดหมายถึงรายการโชว์ Carol Burnett Show บอกว่าตัวเองเชี่ยวชาญด้านการลอกเลียนแบบผู้อื่น แม้ไม่ได้ไปออกโทรทัศน์แต่ก็มีจดหมายตอบกลับที่เป็นกำลังใจอย่างมาก

Unfortunately, at this time we aren’t hiring children, Just grown-ups. But stay in school, study hard, and keep watching our show.

Carol Burnett

พออายุ 15 เดินทางสู่ Toronto เริ่มต้นการแสดง Stand-Up Comedy ยังไนท์คลับ Yuk Yuk แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เลยเปลี่ยนแผนมาเป็นนักแสดงละครเวที (แต่ก็ทำการแสดง Stand-Up Comedy เก็บเกี่ยวสะสมประสบการณ์ไปด้วย) จนเข้าตาโปรดิวเซอร์จับเซ็นสัญญามุ่งสู่ Hollywood มีโอกาสปรากฎตัวรายการโทรทัศน์ An Evening at the Improv (1982), แสดงซิทคอม The Duck Factory, ซีรีย์ตลก In Living Color, ก่อนสร้างชื่อกับภาพยนตร์ Ace Ventura: Pet Detective (1994), The Mask (1994), Dumb and Dumber (1994), Batman Forever (1995), ได้รับคำชมล้นหลามกับ The Truman Show (1998), Man on the Moon (1999), How the Grinch Stole Christmas (2000), Bruce Almighty (2003), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ฯ

รับบท Joel Barish หนอนหนังสือที่ชอบเก็บตัว อยู่เงียบๆ ตัวคนเดียว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร (Introvert) จนกระทั่งได้พบเจอ Clementine Kruczynski ถูกเธอเกี้ยวพาราสี ค่อยๆพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นคู่รัก แต่เพราะอุปนิสัยแตกต่างตรงกันข้ามจึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะขึ้นเสียงบ่อยครั้ง จนเมื่อถึงจุดแตกหักฝ่ายหญิงจึงตัดสินใจเข้ารับการบำบัด ลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับเขาทุกสิ่งอย่าง

หลังจาก Joel รับรู้ว่า Clementine ลบทิ้งความทรงจำเกี่ยวกับตัวเขา จึงเกิดอาการเกรี้ยวกราด ไม่พึงพอใจ เลยตัดสินใจเข้ารับการบำบัด ต้องการทำลายทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับเธอเช่นกัน! แต่ระหว่างภาพของเธอค่อยๆเลือนหาย เริ่มตระหนักได้ถึงความผิดพลาด พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแก้ไข สุดท้ายไม่หลงเหลืออะไร เศร้าสลดเสียใจ แต่ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป

ตัวเลือกแรกของบทบาทนี้คือ Nicolas Cage (ตัวละคร Joel Barish ถือเป็นอวตารหนึ่งของ Charlie Kaufman เมื่อตอน Adaptation (2002) การแสดง Nic Cage น่าจดจำมากๆ) แต่คิวงานไม่ว่างเลยเปลี่ยนมาเป็น Jim Carrey แม้ถูกโปรดิวเซอร์ทัดทานเพราะภาพจำ Mr. High Energy ถึงอย่างนั้นผกก. Gondry เชื่อว่าจะสร้างความขัดย้อนแย้งให้ตัวละครได้อย่างน่าสนใจ

of all the actors we saw, Jim was the one we could identify with. He has this very normal quality—not super handsome. And it’s hard to be funny. It’s far easier to take someone really funny and bring them down than do the opposite. We all felt that Jim was an unexpected—but good—choice.

Michel Gondry

โดยปกติแล้ว Carrey มักได้รับอิสรภาพในการดั้นสด (Improvised) มือไม้กวัดแกว่ง แสดงสีหน้า เล่นหูเล่นตาหน้ากล้อง แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสั่งห้ามทุกสิ่งอย่าง ต้องทำตามคำแนะนำผกก. Gondry อย่างเปะๆ แถมบ่อยครั้งถูกล่อหลอกว่ากล้องตัวนี้กำลังถ่ายทำ แต่เวลาจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น จุดประสงค์เพื่อให้เกิดความตื่นตระหนก รุกรี้รุกรน เลิกสนใจรายละเอียดรอบข้าง กลายเป็นตัวละครในทุกๆสถานการณ์

It was interesting that he was so removed from what we saw, or what I read in the script, it was challenging. I liked the fact that he doesn’t have the coolness of most of Hollywood actors, which was very interesting for me. All this energy that he needs to spend in most of his roles he had to keep inside and maybe that gave him some added intensity. I tried to keep him off balance as much as I could. Sometimes I would roll the camera at the wrong time, I would give him the wrong order at the last minute to create some panic, which I do in general with extras because otherwise they become like robots. So I think by putting him off balance made him forget about what he should do to be the character, and he just became the character.

นี่เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ Carrey แทบไม่หลงเหลือภาพจำที่น่าขบขัน แสดงสีหน้านิ่งๆ กดน้ำเสียงทุ้มต่ำ มือไม้ราวกับถูกพันธนาการเหนี่ยวรั้ง นั่นทำให้ผู้ชมรู้สึกขัดย้อนแย้ง(กับภาพจำ) เกิดความสับสน สัมผัสถึงอารมณ์อัดอั้น นี่ฉันทำอะไรผิดพลาดพลั้ง แฟนสาวถึงลบทิ้งความทรงจำ

แซว: ว่ากันว่าปีก่อนหน้าถ่ายทำ Eternal Sunshine เมื่อตอนผกก. Gondry แรกพบเจอ Carrey พบเห็นอีกฝ่ายในสภาพเหมือนคนอกหัก (ซึ่งก็เพิ่งอกหักมาจริงๆ) ขอบตาคล้ำๆ สีหน้าลอยๆ ภายในดูเวิ้งว่างเปล่า เลยพยายามโน้มน้าวให้เขารักษาสภาพนี้ไว้จนกว่าถึงโปรดักชั่นถ่ายทำ … หนึ่งปีให้หลัง “That’s how f****d up this business is.”


Kate Elizabeth Winslet (เกิดปี 1975) นักแสดงหญิงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Reading, Berkshire ปู่ของเธอเป็นนักแสดงและเจ้าของโรงละครเวที ด้วยความสนใจด้านนี้เลยตัดสินใจกลายเป็นนักแสดงตั้งแต่เด็ก อายุ 11 เข้าเรียน Redroofs Theatre School รับบทนำการแสดงโรงเรียนทุกปี จนมีโอกาสแสดงซีรีย์โทรทัศน์ Dark Season (1991), ภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Heavenly Creatures (1994) ของผู้กำกับ Peter Jackson, ตามด้วย Sense and Sensibility (1995), กลายเป็นดาวค้างฟ้ากับ Titanic (1997), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Iris (2001), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Finding Neverland (2004), Little Children (2006), Revolutionary Road (2008), และคว้ารางวัล Oscar: Best Actress จากเรื่อง The Reader (2008)

รับบท Clementine Kruczynski พนักงานร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เป็นคนสนุกสนานร่าเริง ชอบเที่ยวเล่นสังสรรค์ (Extrovert) เปลี่ยนสีผมไม่เว้นวัน ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ ไม่ค่อยยี่หร่าอะไรใคร ไม่รู้ทำไมถึงตกหลุมรัก Joel Barish แต่ด้วยความแตกต่างจึงมักเกิดเรื่องขัดแย้ง ทวีความรุนแรงจนถึงขั้นต้องการลบเลือนความทรงจำ แต่เมื่อรับรู้ภายหลังจึงเริ่มรู้สึกสูญเสียใจกับการกระทำ

Too many guys think I’m a concept, or I complete them, or I’m gonna make them alive. But I’m just a fucked-up girl who’s looking for my own peace of mind. Don’t assign me yours.

Clementine Kruczynski

ผมพอเข้าใจเหตุผลที่ Joel ตกหลุมรัก Clementine เพราะเธอคือบุคคลที่มีความเจิดจรัส ‘Eternal Sunshine’ สร้างแรงบันดาลใจให้กับชีวิต แต่ในทิศทางกลับกัน ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไม Clementine ถึงตอบรับรัก Joel ชายผู้สงบเงียบขรึม เยือกเย็นชา ‘Spotless Mind’ มีเพียงความเวิ้งว่างเปล่าภายใน?? อาจเพราะพวกเขามีความแตกต่างตรงกันข้าม สามารถเติมเต็มกันและกัน … แต่ในทางปฏิบัติถือว่าเป็นไปได้ยากยิ่งนัก!

ในตอนแรกผกก. Gondry ครุ่นคิดอยากให้ศิลปิน Björk มารับบท Clementine แต่หลังจากเธออ่านบท เกิดความกลัวว่าตนเองจะได้รับอิทธิพลทางอารมณ์จึงบอกปัดปฏิเสธ, ส่วนเหตุผลที่ Kate Winslet ได้รับบทบาทนี้ เพราะเป็นบุคคลเดียวที่กล้าแสดงความคิดเห็น วิพากย์วิจารณ์บทหนังอย่างตรงไปตรงมา

She got the part because I’d interviewed all the most famous actresses of the time, because Charlie Kaufman’s script was very good, and she was the only one to give any negative comments on it. Basically, she was the only one not licking my ass. She said that it was a little bit repetitive in some places, and we shouldn’t shy away from being more sentimental. She also said she was going to be just as big as Jim Carrey in the movie, and you can’t have two Jim Carrey’s in one movie, so Jim would have to tone his performance down—which is exactly what she did.

Michel Gondry

ก่อนหน้านี้ Winslet มักได้แสดงแต่หนังแนว Period สวยใส ไร้เดียงสา ท่าทางระริกระรี้ มาคราวนี้ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ สวมวิกเปลี่ยนสีผม ปลดปล่อยอารมณ์ แสดงจริตจัดจ้าน เอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ พร่ำพูดไม่ยอมหยุด เสือกเรื่องคนอื่นไปทั่ว (Extrovert) แถมยังชอบทำสิ่งบ้าบิ่น ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลัง พอถึงจุดแตกหักชายคนรัก ก็พร้อมลบเลือนความทรงจำทุกสิ่งอย่าง

ผกก. Gondry เล่าถึงการกำกับ Winslet จะมีความแตกต่างตรงกันข้ามกับ Carrey เวลาจะแนะนำอะไรสักอย่าง ต้องลากพาเธอมาคุยสองต่อสอง (เพื่อไม่ให้ Carrey ได้รับฟัง) อารมณ์ประมาณว่า …

I had to talk to Kate Winslet in a different room to tell her, “Go as big as you want! This is a comedy!” And to Jim, I’d say, “This is a drama, not a comedy.”


ถ่ายภาพโดย Ellen Kuras (เกิดปี 1959) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Jersey สำเร็จการศึกษามานุษยวิทยาและสัญศาสตร์ Brown University ก่อนเปลี่ยนความสนใจมาเรียนถ่ายภาพยัง Rhode Island School of Design (RISD) จากนั้นเริ่มมีผลงานสารคดี Samsara: Death and Rebirth in Cambodia (1989), ภาพยนตร์เรื่องแรก Swoon (1992), I Shot Andy Warhol (1996), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ฯ

ความตั้งใจของผกก. Gondry ต้องการถ่ายทำในสไตล์ French New Wave แบกกล้อง Handheld Camera (ภาพออกมาดูสั่นๆ) ไม่ใช้ดอลลี่ (แต่ใช้รถเข็นลาก เลียนแบบหนัง Coutard-Godard) ถ่ายทำยังสถานที่จริง ด้วยแสงธรรมชาติและสป็อตไลท์ จุดประสงค์เพื่อสร้างความกลมกลืนกับสถานที่พื้นหลัง “blend location-shoot authenticity with unpredictable flashes of whimsy”

การทำงานของผกก. Gondry มักไม่บอกกล่าวนักแสดงว่ากล้องจะเคลื่อนดำเนินไปทิศทางไหน แต่คอยสื่อสารกับผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ผ่านหูฟังไร้สายด้วยภาษาฝรั่งเศส บอกตำแหน่ง ทิศทางขยับเคลื่อนไหว ‘improvised’ ระหว่างถ่ายทำซีนนั้นๆ จุดประสงค์เพื่อไม่ให้นักแสดงเกิดการคาดเดา หรือเอาใจจดใจจ่อกับตำแหน่งมุมกล้อง เพียงปลดปล่อยการแสดงของตนเองออกมาให้ยอดเยี่ยมที่สุด … ผลลัพท์ทำให้ได้ฟุตเทจวันละกว่า 36,000 ฟุต สิ้นเปลืองงบประมาณในส่วนนี้ไม่น้อยทีเดียว!

นอกจากนี้หนังยังพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ CGI เพียงลูกเล่น มุมกล้อง บังคับให้มอง (forced perspectives) ส่องแสงสป็อตไลท์ ฯ เทคนิคเหล่านี้ล้วนทำขึ้นมาระหว่างการถ่ายทำ ‘in-camera’ ไม่ใช้นำมาเพิ่มเติมภายหลัง Post-Production … นั่นคือเหตุผลที่ Kate Winslet เคยพูดชื่นชมผกก. Gondry ราวกับนักมายากล (Magician)

หนังใช้เวลาเตรียมงานสร้าง 6 สัปดาห์ ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำวันที่ 13 มกราคม ปิดกล้อง 3 เมษายน ค.ศ. 2003 โดยปักหลักถ่ายทำอยู่ยัง New York City สถานที่สำคัญๆ (ที่กลายเป็นจุดเช็คอิน) อาทิ

  • สถานีรถไฟ ออกเดินทางจาก Mount Vernon Station ไปจนถึง Montauk Station (สถานที่ที่ Joel พบเจอ Clementine ตอนต้นเรื่อง)
  • ร้านหนังสือตั้งในอยู่ Columbia University Bookstore
  • ชายหาด Umbrella Beach ตั้งอยู่ Montauk, East Hampton ติดทะเล Atlantic
  • ลานน้ำแข็งคือแม่น้ำ Charles River ในอุทยาน Franklin D. Roosevelt State Park, Yorktown Heights

สำหรับคนที่รับชมหนังจบแล้วหวนกลับมาย้อนดูอารัมบท จะพบเห็นหลายๆช็อตคือสถานที่ที่ Joel เคยเที่ยวเล่น/สานสัมพันธ์กับ Clementine (ล้วนเป็นซีนที่อยู่ในความทรงจำของ Joel) มันราวกับว่าแม้เขาจดจำอะไรไม่ได้ แต่บางสิ่งอย่างยังคงตราฝังอยู่ในจิตวิญญาณ แรงดึงดูดให้หวนกลับหา พบเจอ และตกหลุมรักกันอีกครั้ง

ภาพโปสเตอร์ของหนัง สังเกตพื้นหลังลานน้ำแข็งจะมีรอยแตกร้าว สะท้อนความสัมพันธ์อันเปราะบางของสองหนุ่มสาว รักๆเลิกๆ จิตใจเคยแตกสลาย นัยยะเดียวกับรถถูกชนบุบ บ้านพังทลาย ความทรงจำที่กำลังสูญหาย

ขอกล่าวถึงเฉกสีผมของ Clementine จริงๆแล้วไม่ได้เกิดจากการย้อมสี แต่คือวิกผม เพื่อสามารถสลับสับเปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ ซึ่งผมสังเกตได้ 5 สี ดังต่อไปนี้

  • ตั้งแต่ที่ Clementine ลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับ Joel เธอสวมใส่วิกสีน้ำเงิน น่าจะสะท้อนถึงสภาพจิตใจอันหนาวเหน็บ เยือกเย็นชา โดดเดี่ยวอ้างว้าง ไม่มีใครสักคนเคียงข้างกาย
  • ในความทรงจำช่วงแรกๆของ Joel พบเห็น Clementine สวมใส่วิกสีส้ม แทนความเบื่อหน่าย ทุกข์ทรมานใจ ร้อยเรียงช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง ไม่พึงพอใจ ใกล้จะเลิกรา
  • ในความทรงจำของ Joel เมื่อเริ่มเกิดความตระหนักว่ากำลังสูญเสีย Clementine ช่วงนี้เธอสวมใส่วิกสีแดง แสดงจริตจัดจ้าน ชักชวนกันทำสิ่งบ้าๆบอๆ หลบซ่อนตัวในความทรงจำอื่น
  • ในความทรงจำวัยเด็กของ Joel พบเห็น Clementine สวมใส่วิกสีบลอนด์ (แต่ดูแล้วน่าจะเป็นสีผมจริงๆของ Winslet) พยายามปกป้องเขาจากการถูกกลั้นแกล้ง
    • ผมมองว่าบลอนด์เป็นสีผมธรรมชาติของ Clementine/Winslet หรือคือตัวตนแท้จริง ซึ่งสะท้อนเข้ากับฉากนี้นำเสนออิทธิพลวัยเด็กที่ทำให้ Joel เติบโตกลายมาเป็นปัจจุบัน (เพราะเคยถูกกลั่นแกล้ง เลยรักความสันโดษเดี่ยว)
  • ในความทรงจำช่วงท้ายของ Joel หลังจากเริ่มยินยอมรับโชคชะตากรรม หวนระลึกถึงช่วงเวลาแรกพบเจอ Clementine ขณะนั้นสวมใส่วิกสีเขียว สีธรรมชาติชีวิตของเธอ (ก่อนพบเจอ Joel)

ภายในความทรงจำของ Joel หลายต่อหลายครั้งมักมีการสาดแสงสป็อตไลท์ ไม่ก็ใช้เพียงแสงจากไฟฉาย (นี่เป็นการสร้างจุดสังเกตให้ผู้ชม เพื่อนำเสนอสิ่งสำคัญที่ยังอยู่ในความทรงจำ) ทำให้รายละเอียดรอบข้างปกคลุมอยู่ในความมืดมิด (อะไรที่ไม่สักสำคัญมักถูกลบเลือนหายไปจากความทรงจำ)

เมื่อความทรงจำกำลังถูกลบเลือนหาย จะมีการใช้เทคนิคอย่างเบลอภาพให้หลุดโฟกัส, Unsynchronized Sound, ความมืดมิดเข้าปกคลุม, ผู้คนรอบข้างเลือนหาย, บ้านพังทลาย, หลงเหลือ Joel อยู่ตัวคนเดียว ฯ และในบรรดาลูกเล่นทั้งหมดช็อตที่ Clementine ถูกลากถอยเข้าไปในเงามืด น่าจะสร้างความใจหายวาป คาดไม่ถึง สั่นสะท้านทรวงใน

ฉากย้อนอดีตวัยเด็กของ Joel ไม่ได้มีการใช้ CGI ทำให้ตัวเล็กลงประการใด แต่คือละเล่นกับตำแหน่ง ทิศทางมุมกล้อง และออกแบบสร้างฉากให้มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติ เพื่อให้นักแสดง(ที่เป็นผู้ใหญ่)สามารถมุดใต้โต๊ะ รวมถึงลงเล่นในอ่างล้างมือ … แต่เอาจริงๆผมรู้สึกว่าหนัง’จงใจ’ทำให้ฉากนี้ดูปลอมๆ ไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่ เพราะมันคือการบิดเบือนความทรงจำ (Joel นำพา Clementine มาหลบซ่อนในความทรงจำวัยเด็กที่เธอไม่เคยมีส่วนร่วมมาก่อน) เพื่อไม่ให้เธอถูกลบเลือนหาย

จะว่าไปการหลบซ่อนใต้โต๊ะ ถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง ชอบเล่นตัวคนเดียว ฯ ล้วนคืออดีต/ความทรงจำ เหตุการณ์ที่สร้างอิทธิพลให้กับ Joel เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่รักสันโดษ ไม่ค่อยสุงสิงอะไรกับใคร

หนังกลางแปลงที่กำลังฉายนี้คือ Monster on the Campus (1958) กำกับโดย Jack Arnold ที่เคยมีผลงานดังๆอย่าง It Came from Outer Space (1953), Creature from the Black Lagoon (1954) ฯ

แซว: เรื่องราวของ Monster on the Campus (1958) คือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยถูกไล่ล่าโดยสัตว์ร้าย ล้อกับเหตุการณ์ขณะนี้ที่ Joel นำพา Clementine หลบหนีจากการถูกลบเลือนความทรงจำ

ผมครุ่นคิดว่าภาพนี้คือเหตุการณ์ที่ไม่เคยอยู่ในความทรงจำของ Joel แต่ครุ่นคิดจินตนาการขึ้นเพื่อพา Clementine หลบหนี/ซ่อนตัวจากการกำลังถูกลบเลือนความทรงจำ ซึ่งเราสามารถตีความว่าคือสถานที่ในฝัน เหนือจริง (Surrealist) เตียงนอนตั้งอยู่ริมชายหาดปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ซึ่งยังล้อกับช็อตสุดท้ายของหนัง (เดี๋ยวไว้กล่าวถึงตรงนั้นอีกที)

เรื่องราววุ่นๆของพนักงานลบความทรงจำ มีจุดประสงค์เพื่อแสดงถึงวังวนของอาชีพนี้

  • Patrick Wertz (รับบทโดย Elijah Wood) พยายามฉกฉวยโอกาส ทำตัวเลียนแบบ Joel เพื่อสานสัมพันธ์กับ Clementine แต่การกระทำของเขากลับสร้างความไม่พึงพอใจ ราวกับเธอตระหนักได้ว่าหมอนี่ไม่ใช่บุคคลที่ตนเองติดตามหา
    • Seth Rogen เคยมาทดสอบหน้ากล้อง แต่ไม่รู้เหตุผลที่ Elijah Wood ได้รับบทเพราะชื่อเสียงจาก LOTR หรือเปล่านะ?
  • เลขาสาว Mary Svevo (รับบทโดย Kirsten Dunst) แอบชื่นชอบนายจ้าง Dr. Howard Mierzwiak (รับบทโดย Tom Wilkinson) แต่โดยไม่รู้ตัวเธอเคยเข้ารับการบำบัด ลบเลือนความทรงจำดังกล่าว … เรื่องราวนี้สะท้อนตรงๆถึง Joel และ Clementine แม้ทั้งคู่ต่างสูญเสียความทรงจำ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ยังหวนกลับมาตกหลุมรักกันอีกครั้ง
    • มองมุมหนึ่งอาจเป็นเรื่องของโชคชะตา ด้ายแดงผูกติดกันมา เลยไม่มีสิ่งใดทำให้พวกเขาพลัดพรากจากกัน
    • ในทางจิตวิทยาสามารถวิเคราะห์ถึงรสนิยม ความสนใจ ต่อให้สูญเสียความทรงจำ แต่บุคคลนั้นยังคงมีสิ่งที่ทำให้เขา/เธอชื่นชอบ ตกหลุมรัก เมื่อมีโอกาสพบเจอ มันเลยเกิดปฏิกิริยาเคมีร่วมกัน

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นบริเวณริมชายหาด เพื่อเวลาน้ำขึ้นจะได้มีบางส่วนไหลซึมเข้ามา แต่พอจะถ่ายทำจริงทีมสตั๊นกลับปอดแหก หวาดกลัวว่าโครงสร้างบ้านจะทรุด อันตรายเกินไป! ทำให้ผกก. Gondry แสดงความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรง สั่งไล่ทีมงานดังกล่าว แล้วจำต้องท้าความเสี่ยงด้วยตนเอง

On Eternal Sunshine, at the end when Jim Carrey walks in the house and the ocean is taking over, we built the corner of the house and we put it on the side of the beach and we waited for the tide to be high, too. We hired a special team to put the set like two feet in the water. They had gear and stuff and then at the last minute they refused because they said it was too dangerous. So we were screwed, we had to do it ourselves – the actors, the producer, everybody – so I called them pussies I think. Then I got told off by the chief of the union, who came to sort of try to humiliate me in front of my crew because we fired those guys. I had my satisfaction!

Michel Gondry

บ้าน คือสัญลักษณ์ความเป็นครอบครัว ในบริบทของหนังเหมารวมถึงความทรงจำต่อ Clementine นี่คือสถานที่ที่เธอเคยชักชวน Joel ให้มาร่วมหลับนอน ค้างคืน แต่กลับตอบปฏิเสธ (สามารถเหมารวมถึงสิ่งอื่นๆที่เขาเคยบอกปฏิเสธเธอเช่นกัน) ผลลัพท์นำสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ต้องสูญเสียทุกสรรพสิ่งอย่าง บ้านพังทลาย ความทรงจำสูญหาย

หลายคนอาจไม่ได้ตระหนักว่า “I wish I had stayed.” ของ Joel มีมากกว่าหนึ่งความหมาย

  • ตามบริบทของหนังขณะนั้น นี่คือความทรงจำจากช่วงวันแรกๆที่ Joel รับรู้จัก Clementine เธอเคยชักชวนให้เขาร่วมค้างแรมในบ้านร้างแห่งนี้ แต่เขากลับบอกปัดปฏิเสธ ทำให้พอหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว จึงเกิดความรู้สึกสูญเสียดาย
  • เพราะนี่คือความทรงจำนี้ของ Joel จึงสามารถสื่อถึงความต้องการเก็บเหตุการณ์นี้ไว้ รู้สึกสูญเสียดายที่มันกำลังจะถูกลบเลือนหายไป

ช่วงสุดท้ายของการลบความทรงจำ ราวกับว่ากล้องอยู่บนรถราง เคลื่อนพานผ่านสถานที่(แห่งความทรงจำ)ต่างๆไปอย่างรวดเร็ว (ให้ความรู้สึกเหมือนการกำลังกรอเทป/Rewind เพื่อลบสิ่งที่เคยบันทึกเอาไว้) ระหว่างนั้นจะมีภาพ Flash ปรากฎขึ้นมาแวบๆ (ความทรงจำที่กำลังสูญหายไป) รวมถึง Joel ตื่นขึ้นมาในห้องรายล้อมรอบด้วยกองทราย (สื่อถึงการพังทลาย หลงเหลือเพียงเศษทรายเม็ดเล็กๆ)

สถานที่ที่ Joel และ Clementine ปรับความเข้าใจกันในที่สุด คือบริเวณโถงทางเดินอพาร์ทเม้นท์ สถานที่สาธารณะ/เป็นกลางระหว่างพวกเขา ไม่ใช่ภายในห้องพัก/พื้นที่ส่วนตัวของใคร นี่สามารถสื่อถึงการพบกันครึ่งทาง ยินยอมความ อะไรที่พานผ่านมาก็ให้มันแล้วจากกัน

เอาจริงๆหนังจงใจปลายเปิดความสัมพันธ์ดังกล่าว ไม่ได้ให้ข้อสรุปชัดเจนว่าพวกเขาตัดสินใจหวนกลับมาครองคู่อยู่ร่วมกันอีกไหม แต่ผู้ชมส่วนใหญ่เมื่อพบเห็นรอยยิ้มตัวละคร ก็มักเหมารวมว่าต้องลงเอยกันอย่าง Happy Ending … ไม่จำเป็นเสมอไปนะครับ

ช็อตจบของหนังล้อกับจินตนาการในความทรงจำของ Joel ตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนร่วมกับ Clementine (ระหว่างกำลังหลบหนี/ซ่อนตัว จากการถูกลบเลือนความทรงจำ)

  • สำหรับคนมองตอนจบ Happy Ending สามารถสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพ สถานที่แห่งนี้จากเคยเป็นภาพเพ้อฝัน ตอนจบพวกเขาสามารถก้าวเดินจับมือเคียงข้างกันในชีวิตจริง
  • สำหรับคนที่มองปลายเปิด ประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเดิม ช็อตจบนี้จึงอาจอยู่ภายในจินตนาการเพ้อฝัน เพียงโลกใบนั้นที่เราสองจะก้าวเดินจับมืออยู่เคียงข้างกัน

ตัดต่อโดย Valdís Óskarsdóttir (เกิดปี 1949) สัญชาติ Icelandic ผลงานเด่นๆ อาทิ The Celebration (1998), The Sea (2002), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Mongol (2007) ฯ

การดำเนินเรื่องของหนังมีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมากๆ เริ่มต้นให้ทำความเข้าใจแค่ว่า นำเสนอผ่านมุมมอง Joel Barish ซึ่งจะมีทั้งจากเรื่องราวภายนอก และเข้าไปในหัวสมอง/ความทรงจำตัวละคร ซึ่งมักตัดสลับไปมา (ระหว่างภายนอก-ใน) ในค่ำคืนที่เขาต้องการลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับ Clementine Kruczynski

ขณะที่เหตุการณ์ในหัวสมอง/ความทรงจำตัวละคร(ระหว่างลบเลือนความทรงจำ) จะมีการกระโดดไปกระโดดมา ไม่เรียงลำดับเวลา (non-Chronological Order) แต่เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนคือความสัมพันธ์ Joel Barish กับ Clementine Kruczynski ซึ่งจะค่อยๆถูกลบเลือนไปทีละเรื่องสองเรื่อง

และหลังจากที่ Joel Barish สูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับ Clementine Kruczynski เหตุการณ์หลังจากนั้นจะทำให้ผู้ชมตระหนักว่า อารัมบทคือเหตุการณ์ในอนาคต (เริ่มต้นหลัง Joel ลบเลือนความทรงจำ) นั่นทำให้เรื่องราวก่อนหน้านี้ทั้งหมดล้วนคือการเล่าย้อนอดีต (Flashback) ดำเนินมาบรรจบปัจจุบัน ถึงค่อยมุ่งสู่จุดจบของหนัง

  • อารัมบท,
    • Joel แสร้งว่าป่วย โทรศัพท์ลางาน แล้วขึ้นรถไฟไปพักผ่อนยัง Montauk
    • พบเจอกับ Clementine ถูกเธอตรงเข้าหา พูดจาหว่านล้อม เกี้ยวพาราสี ทำให้เขาตกหลุมรัก
    • ค่ำคืนนั้นไปนอนเล่นบนลานน้ำแข็ง แม่น้ำ Charles River
  • องก์หนึ่ง, Joel รับรู้ว่า Clementine ลบทิ้งความทรงจำเกี่ยวกับตนเอง
    • Joel เดินทางไปเยี่ยมเยียน Clementine ยังร้านหนังสือแห่งหนึ่ง แต่เธอกลับทำเหมือนว่าจดจำเขาไม่ได้
    • เมื่อกลับมาห้องพัก Joel รับรู้จากเพื่อนสนิทว่า Clementine เข้าบำบัด ลบความทรงจำเกี่ยวกับเขา
    • Joel เดินทางไปสถานบำบัดแห่งนั้น พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ เรียกร้องขอให้ลบความทรงจำตนเองเกี่ยวกับเธอเช่นกัน
    • เริ่มต้นด้วยการเก็บสิ่งข้าวของทั้งหมดของ Clementine เพื่อนำมากระตุ้นสมอง ค้นหาตำแหน่งสำหรับเตรียมลบความทรงจำ
  • องก์สอง, ค่ำคืนลบเลือนความทรงจำ จะมีการตัดสลับระหว่างภายนอก (เจ้าพนักงานกำลังลบความทรงจำ) และภายในสมอง/ความทรงจำของ Joel
    • เริ่มต้นการลบความทรงจำ
      • (ภายนอก) พนักงานเข้ามาติดตั้งโปรแกรมลบความทรงจำ
      • (ภายใน) เริ่มต้นจากจุดแตกหัก วันที่ Clementine ตัดสินใจออกจากห้องพักของ Joel
      • (ภายนอก) พนักงานคนหนึ่ง Patrick Wertz เล่าความสัมพันธ์ของตนเอง แอบสานสัมพันธ์กับลูกค้า Clementine
      • (ภายใน) นำเสนอความขัดแย้ง/คิดเห็นแตกต่างระหว่าง Joel กับ Clementine
      • (ภายนอก) การมาถึงของเลขาสาว Mary Svevo
      • (ภายใน) Clementine เริ่มสูญหายไปจากความทรงจำของ Joel
    • เมื่อ Joel เริ่มตระหนักถึงความสูญเสีย พยายามต่อสู้ดิ้นรน หาหนทางปลุกตื่นตนเอง ไม่ต้องการลบเลือนความทรงจำอีกต่อไป
      • (ภายนอก) Patrick ขอลางานไปหา Clementine ปล่อยให้ Mary อยู่สองต่อสองกับ Stan 
      • (ภายใน) Joel เริ่มตระหนักถึงความสูญเสีย พยายามหาวิธีการไม่ให้ตนเองต้องหลงลืม Clementine จนสามารถพาเธอมาหลบซ่อนในความทรงจำวัยเด็ก
      • (ภายนอก) จู่ๆคอมพิวเตอร์หยุดทำงาน ทำให้ Stan ต้องโทรศัพท์ติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Dr. Howard Mierzwiak แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณยานอนหลับ
      • (ภายใน) Joel เริ่มไม่สามารถควบคุมความทรงจำตนเอง พยายามต่อสู้ดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
    • บางสิ่งอย่างมิอาจต่อต้านทาน Joel จำต้องยินยอมรับสภาพเป็นจริง ใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับเธอก่อนสูญสิ้นความทรงจำ
      • (ภายนอก) ระหว่างที่ Stan ออกไปสูบบุหรี่ภายนอก ภรรยาของ Dr. Howard ก็ได้พบเห็นภาพบาดตาบาดใจของสามีกับ Mary
      • (ภายใน) Joel ยินยอมรับสภาพความจริง ใช้เวลาช่วงสุดท้ายกับ Clementine ระหว่างแรกพบเจอ และเข้าไปในบ้านร้างริมทะเลหลังหนึ่ง
      • (ภายนอก) เช้าวันถัดมา ภารกิจลบความทรงจำเสร็จสรรพ เก็บข้าวของกลับสถานบำบัด แต่ Mary ตัดสินใจกระทำบางสิ่งอย่าง
  • องก์สาม, ภายหลังจาก Joel สูญเสียความทรงจำ
    • Joel ตื่นขึ้นมา โทรศัพท์ลางาน ขึ้นรถไฟออกเดินทางสู่ Montauk (แบบเดียวกันเปี๊ยบกับตอนอารัมบท)
    • เมื่อเดินทางกลับถึงบ้านของ Clementine อ่านจดหมายลึกลับ เขียนบอกว่าตนเองเข้าคอร์สลบเลือนความทรงจำ เปิดฟังเสียงอัดไว้ในวิทยุ
    • เช่นกันกับ Joel เมื่อกลับมาถึงหัองพักได้รับจดหมายลึกลับ เปิดฟังเสียงอัดไว้ในวิทยุ
    • เกิดบรรยากาศมาคุระหว่าง Joel กับ Clementine ต่างไม่มีใครจดจำได้ว่าพวกเขาเคยทำอะไร แต่สุดท้ายก็สามารถพูดคุย ปรับความเข้าใจ และเริ่มต้นความรักครั้งใหม่

ความสลับซับซ้อนของการดำเนินเรื่อง ก็เพื่อสะท้อนความสับสน ว้าวุ่นวายภายในจิตใจตัวละคร ไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ ทำอะไรยังไงหลังถูกแฟนสาวบอกเลิกรา, รวมถึงให้ผู้ชมเข้าใจการทำงานของสมอง ความทรงจำมีลักษณะเหมือนจิ๊กซอว์/กระเบื้องโมเสก เพียงรายละเอียดเล็กๆที่ต้องนำแปะติดปะต่อถึงพบเห็นภาพรวมทั้งหมด

สำหรับลีลาการตัดต่อ มีความกระชับ รวบรัด โดยเฉพาะในความทรงจำของ Joel เต็มไปด้วยช็อตเล็กช็อตน้อย นำมาแปะติดปะต่อให้เหมือนจิ๊กซอว์ กระเบื้องโมเสก … เพราะไม่มีใครสามารถจดจำได้ทุกสิ่งอย่าง ลีลาการตัดต่อพยายามแสดงให้เห็นรายละเอียดสำคัญๆที่ยังหลงเหลือในความทรงจำ


เพลงประกอบโดย Jon Brion (เกิดปี 1963) นักร้อง/นักแต่งเพลง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Jersey ในครอบครัวนักดนตรี บิดาเป็นผู้กำกับวง (Band Director) Yale University ลูกไม้เลยหล่นไม่ไกลต้น, โตขึ้นตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เข้าร่วมวงดนตรี The Bats จากนั้นเริ่มเขียนเพลง เล่นกีตาร์ ออกอัลบัม ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ อาทิ Hard Eight (1996), Magnolia (1999), Punch-Drunk Love (2002), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004), Synecdoche, New York (2008), Lady Bird (2017) ฯ

งานเพลงของหนังสามารถแบ่งคร่าวๆออกเป็นสองส่วน ที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม

  • โลกภายนอก มักมีท่วงทำนองเศร้าสร้อย เหงาหงอย โดดเดี่ยวอ้างว้าง บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีคลาสสิกทั่วๆไป มีความต่อเนื่องลื่นไหล สั่นสะท้านทรวงใน
  • แต่ภายในความทรงจำของตัวละคร เสียงเพลงมักมีความบิดๆเบี้ยวๆ ท่วงทำนองกระโดดไปมา บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีไม่คุ้นหู มอบสัมผัสนามธรรม เหนือจริง จับต้องไม่ได้สักเท่าไหร่

บทเพลงชื่อ Theme มันก็คือ Main Theme ของหนังนะแหละครับ บรรเลงด้วยเปียโน ท่วงทำนองเศร้าๆ เหงาหงอย ชีวิตดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง โหยหาใครสักคนเคียงข้างกาย เธอผมน้ำเงินนั่นยังไง? ไม่เอาน่า คนอย่างฉันไม่มีทางที่เธอจะหันมาสนใจ … แต่เอ๊ะทำไมเธอตรงเข้ามา???

Strings That Tie To You บทเพลงขับร้องโดย Jon Brion ดังขึ้นระหว่าง Opening Credit ด้วยท่วงทำนองเศร้าๆ แต่เนื้อคำร้องคล้ายๆแนวคิด ‘ด้ายแดง’ สัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์ของคนสอง เมื่อครองคู่รัก จะไม่มีสิ่งใดสามารถพลัดพราก แยกพวกเขาออกจากกัน … นี่เป็นการอารัมบทความสัมพันธ์ Joel Barish และ Clementine Kruczynski

From the wrinkles on my forehead
To the mud upon my shoe
Everything’s a memory
With strings that tie to you

In my dream I’m often running
To the place that’s out of you
Of every kind of memory
With strings that tie to you

Though a change has taken place
And I no longer do adore her
Still every God forsaken place is always
Right around the corner

Now I know it’s either them or me
So I’ll bury every clue
And every kind of memory
With strings that tie to you

And every kind of memory
With strings that tie to you

A Dream Upon Waking ดังขึ้นระหว่างเรื่องราวอยู่ภายในสมองของ Joel ก้าวเดินจากความทรงจำหนึ่ง สู่อีกความทรงจำหนึ่ง มันช่างมีความลึกลับ ท่วงทำนองพิศวง แปลกประหลาด จับใจความไม่ได้ เต็มไปด้วอะไรก็ไม่รู้ สับสนวุ่นวายไปหมด

Clementine Kruczynski หญิงสาวเปรียบดั่ง ‘Eternal Sunshine’ เจิดจรัส เปร่งประกาย ดั่งพระอาทิตย์ฉายแสง ตรงกันข้ามกับ Joel Barish ชายผู้ไม่มีอะไร ‘Spotless Mind’ เพียงความเวิ้งว่างเปล่าภายในจิตใจ แต่โดยไม่รู้ตัวทั้งสองกลับตกหลุมรัก เติมเต็มความต้องการของกันและกัน

ในความเป็นจริงแล้ว มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่สองบุคคลแตกต่างขั้วตรงข้าม พระอาทิตย์-เงามืด จะสามารถครองคู่อยู่ร่วม นั่นเพราะต่างฝ่ายต่างมีมุมมอง โลกทัศนคติ เป็นตัวของตนเอง ซึ่งมักก่อให้เกิดความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นต่าง มิอาจทำความเข้าใจกันและกัน … จริงอยู่ว่าที่ใดมีแสงสว่าง ที่นั่นย่อมปรากฎเงามืด แต่ทั้งสองสิ่งไม่สามารถบังเกิดขึ้นพร้อมกัน

Joel เป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบเข้าสังคม บ่อยครั้งพูดคำเสียดสีถากถาง ตำหนิต่อว่า Clementine กลับบ้านดึกดื่น เอาแต่สังสรรค์ปาร์ตี้ คงปรี้ผู้ชายไม่ซ้ำหน้า … ความขัดแย้งดังกล่าวอย่างที่บอกไปว่า เกิดจากความตรงกันข้ามของทั้งสอง ทำให้ครุ่นคิดเห็นแตกต่างออกไปทุกๆเรื่อง แถมพวกเขายังมีความเห็นแก่ตัว เอาอารมณ์ตนเองเป็นที่ตั้ง เลยไม่สามารถประณีประณอมอ่อนข้อให้กัน

จนเมื่อถึงจุดแตกหัก ทั้งสองจึงต้องการลบเลือนความทรงจำอีกฝ่าย ไม่ต้องการเก็บความรู้สึกแย่ๆ เจ็บปวดรวดร้าว เศร้าโศกเสียใจ หลงลืมได้เสียก็ดี ราวกับไม่เคยมีอะไรบังเกิดขึ้น! … ดั่งสุนทรภู่ว่าไว้ “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่า ยามรักแต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล”

บุคคลครุ่นคิดอยากจะลบเลือนความทรงจำ ส่วนใหญ่มักเกิดจากความชั่ววูบ ชอบใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง (ในหนังอธิบายพฤติกรรมของ Clementine เหมือนว่าแสดงอาการ BPD จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง) พฤติกรรมเห็นแก่ตัว หลอกตนเอง จมปลักอยู่ในมายาคติ หมกมุ่นยึดติดกับการสูญเสีย

ในโลกความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้าถึงขั้นสามารถลบเลือนความทรงจำ นั่นทำให้มนุษย์ต้องเรียนรู้จักการปรับตัว ยินยอมรับสภาพเป็นจริง เมื่อพบความสูญเสีย/เลิกรากับใคร ต้องพยายามอดรนทน รักษาแผลใจ มันอาจไม่มีวันหายขาด แต่เราสามารถใช้เป็นบทเรียนสอนใจ จดจำไว้ไม่ให้ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม

ผมมองการหวนกลับมาคืนดีของ Joel และ Clementine ไม่ต่างจากการหลอกตัวเองของผู้สร้าง(และผู้ชม) เอาแต่อารมณ์ ‘ความรัก’ เป็นที่ตั้ง! ทั้งๆพวกเขาเคยต้องแยกย้ายเพราะความแตกต่าง ถ้าไม่เพราะสูญเสียความทรงจำ ย่อมไม่มีวันหวนกลับมาคืนดีอย่างแน่แท้

ต่อให้อ้างว่าพวกเขาได้รับบทเรียนจากการสูญเสียความทรงจำ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น ไม่มีวันทำอย่างนั้น พร้อมเปิดใจ ให้อภัยเธอทุกสิ่งอย่าง แต่นั่นคืออุดมคติ จินตนาการเพ้อฝัน ปลายเปิดความหวัง เพื่อสร้างกำลังใจให้กับผู้ชมที่เคยพานผ่านประสบการณ์คล้ายกัน ถึงอย่างนั้นประวัติศาสตร์จะไม่บังเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมจริงๆนะหรือ?

เป็นผู้ชมเสียมากกว่าที่จะได้รับบทเรียนดังกล่าว! เพราะชีวิตจริงมันไม่สามารถลบเลือนใครออกจากความทรงจำ เราจึงต้องยินยอมรับ ปรับตัว(กับความจริง) และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบในหนังบังเกิดขึ้น เราก็ควรต้องพูดคุย รับฟัง ประณีประณอม อ่อนน้อมต่อกัน เรียนรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และไม่ใช้อารมณ์ตนเองเป็นที่ตั้ง … ถ้าถึงจุดๆนั้นแล้วอะไรๆยังไม่ดีขึ้น ต่างฝ่ายต่างยังคงดื้อรั้น ดึงดัน ไม่ยินยอมกันและกัน เลิกราหย่าร้างอาจเป็นหนทางออกที่เหมาะสม อดรนทนไปก็ทุกข์ใจเสียเปล่า

ผกก. Gondry เล่าว่าระหว่างพัฒนาบท โปรดักชั่นถ่ายทำ ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับหนังสักเท่าไหร่ แต่ขณะเข้าห้องตัดต่อ พอดิบดีเลิกราแฟนสาว ค่อยตระหนักถึงความเจ็บปวดรวดร้าว เพิ่งเข้าใจเนื้อสาระในผลงานตนเองอย่างถ่องแท้จริง!

Well, my girlfriend left me when I was editing it and we had a great relationship, so I can’t watch it anymore. It makes me too sad. It’s funny though because some of the action we shot when Jim collects all her belongings and puts them in a garbage bag, I thought, “Oh, that’s such a stereotype,” but when my girlfriend left me I lived it! I had to put all my stuff in a cardboard box and send it back to Los Angeles, and I thought, “OK, now I understand what the movie was saying.”

Michel Gondry

ขณะที่ ‘visual’ ของหนัง เต็มไปด้วยลวดลีลา สไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Gondry (มีความน่าตื่นตาตื่นใจกว่า Spike Jonze เป็นไหนๆ) ในส่วนบทภาพยนตร์ก็โดดเด่นในความเป็น Charlie Kaufman ตั้งแต่ตัวละครของ Jim Carrey (อวตารของ Kaufman) มีการเข้าไปในสมอง ละเล่นกับความทรงจำ ใครเคยรับชม Being John Malkovich (1999) หรือ Adaptation (2002) น่าจะรู้สึกมักคุ้นเคยเป็นอย่างดี!


ด้วยทุนสร้าง $20 ล้านเหรียญ เข้าฉายในสหรัฐอเมริกายืนยาว 19 สัปดาห์ สามารถทำเงิน $34.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $74 ล้านเหรียญ ถือเป็นภาพยนตร์ประสบความสำเร็จสูงสุดของ Charlie Kaufman จนถึงปัจจุบัน (ค.ศ. 2023)

  • Academy Award
    • Best Actress – Musical or Comedy (Kate Winslet)
    • Best Original Screenplay ** คว้ารางวัล
  • Golden Globe Awards
    • Best Motion Picture – Musical or Comedy
    • Best Actor – Musical or Comedy (Jim Carrey)
    • Best Actress – Musical or Comedy (Kate Winslet)
    • Best Screenplay

น่าเสียดายหนังโดย SNUB หลายสาขาทีเดียว ตั้งแต่ Jim Carrey พลาดเข้าชิง Best Actor, เพลงประกอบได้เข้าชิง Grammy แต่ไม่ได้ลุ้นสักรางวัล เช่นเดียวกับผกก. Michel Gondry หลุด Best Director อย่างน่าเสียดาย

ล่าสุด Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ได้รับการโหวตติดอันดับ 93 (ร่วม) ชาร์ท Sight & Sound: Directors’ 100 Greatest Films of All Time แต่กลับไม่ติด 250 อันดับแรกของ Critic’s Poll เสียอย่างนั้น! นี่แสดงว่าหนังเป็นที่รักของบรรดาผู้สร้างภาพยนตร์ แต่อาจไม่ใช่สำหรับนักวิจารณ์ นักวิชาการ ผู้ชมทั่วไปกระมัง

ส่วนตัวชื่นชอบแนวคิดของหนัง แต่ไม่ขั้นตกหลุมรักเพราะโดยส่วนตัวแม้เคยอกหัก แต่ไม่เคยครุ่นคิดอยากลบเลือนใครออกจากความทรงจำ เลยไม่สามารถเข้าใจหัวอกวัยรุ่นหนุ่มสาวประเภทนั้น พวกที่เอาอารมณ์ฉุนเฉียวเป็นที่ตั้ง เวลารักคลุ้มคลั่งดังพายุ พอเลิกราเลยหลงเหลือเพียงความระทมขมขื่น

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) เป็นภาพยนตร์ที่เหนือกาลเวลาไปแล้วนะครับ เหมาะสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาว รักๆเลิกๆ หรืออยู่ในช่วงกำลังสานความสัมพันธ์ นำเสนอบทเรียนสอนให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ประณีประณอม อ่อนน้อมต่อกัน และไม่ใช้อารมณ์ตนเองเป็นที่ตั้ง … ลบเลือนความทรงจำมันช่างไร้สาระทั้งเพ!

จัดเรต 18+ รักๆเลิกๆ คบชู้นอกใจ คำพูดหยาบคาย วิธีสุดแปลกประหลาดในการลบเลือนความทรงจำ

คำโปรย | Eternal Sunshine of the Spotless Mind อยากจะลบเลือนความทรงจำ แต่กลับทำให้จดจำฝังใจไม่รู้ลืมเลือน
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ไม่รู้ลืม

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: