The Country Girl

The Country Girl (1954) hollywood : George Seaton ♥♥♥

ผู้ชมต่างจดจำ The Country Girl (1954) อันเนื่องจาก Grace Kelly ปล้นรางวัล Oscar: Best Actress มาจาก Judy Garland ภาพยนตร์ A Star is Born (1954) แต่มันเป็นการแสดงยอดเยี่ยมขนาดนั้นเชียวหรือ??

โดยปกติแล้ว Grace Kelly มักรับบทสาวสวย ร่ำรวย สง่างาม เจ้าแม่แฟชั่น ราวกับดอกฟ้า ‘High Society’ แต่ทว่า The Country Girl (1954) ก็ตามชื่อหนัง รับบทหญิงสาวบ้านนอกคอกนา แต่งตัวเฉิ่มๆเชยๆ ไร้รสนิยม ไร้ราคา ขนาดว่าขุ่นแม่ Edith Head ผู้ดูแลเสื้อผ้าของ Kelly ยังพร่ำบ่นว่า

I had to take one of the most beautiful woman in the world and make her look plain and drab.

Edith Head

แต่ถึงภาพลักษณ์ตัวละครของ Kelly จะไม่ได้มีความเจิดจรัส การแสดงของเธอกลับเปร่งประกาย ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี คอยอยู่เคียงข้างสามีแม้ในวันตกทุกข์ได้ยาก ร่วมหัวจมท้าย ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปด้วยกัน จนถึงวันที่เขาสามารถลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งตนเอง ก็ไม่เคยคิดคดทรยศหักหลัง … นั่นกระมังคือเหตุผลที่ทำให้เธอได้ใจจากผู้ชมสมัยนั้น เอาชนะคะแนนโหวตของ Judy Garland ไปเพียงแค่ 6 แต้มเท่านั้น!

ถึงอย่างนั้นผมกลับรู้สึกว่า Garland เหมาะสมกับรางวัล Oscar: Best Actress มากกว่า! ไม่ใช่ว่า Kelly เล่นไม่ดี แต่เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีความน่าจดจำสักเท่าไหร่ เต็มไปด้วยบทสนทนาขัดย้อนแย้งกันไปมา การแสดงของ Bing Crosby แม้พอไปวัดไปวา แต่การร้องรำทำเพลงกลับอิหยังว่ะ? ผิดหวังสุดๆก็คือการกำกับของ George Seaton ขาดวิสัยทัศน์ ไม่กล้าที่จะหักดิบ โดยเฉพาะตอนจบแบบ Hollywood ทำให้หนังค่อยๆเลือนหายตามกาลเวลา

A Star is Born (1954) vs. The Country Girl (1954) ต่างเป็นภาพยนตร์ที่มีแนวคิดคล้ายๆคลึงกัน เกี่ยวกับการ ‘redemption’ โอกาสครั้งสุดท้ายของตัวละคร (เปลี่ยนจากภาพยนตร์ เป็นละคอนเวที) แต่สิ่งแบ่งแยกดาวเกิดใหม่ กับหญิงสาวบ้านนอก คือการดำเนินไปจนสุดทาง กล้าที่จะแหกขนบกฎกรอบ จบลงอย่างโศกนาฎกรรม vs. สุขนาฎกรรม (ตามสไตล์หนัง Hollywood ที่พบเห็นได้เกลื่อนกลาด) แบบไหนทำให้ผู้ชมจดจำไม่รู้ลืมกว่ากันละ?


George Seaton (1911-79) นักเขียน/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ South Bend, Indiana ในครอบครัว Roman Catholic แต่เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อม Detroit Jewish, โตขึ้นตั้งใจจะเข้าเรียน Yale University ก่อนเปลี่ยนมาสมัครโรงเรียนสอนการแสดงของ Jesse Bonstelle กลายเป็นตัวประกอบ ให้เสียงละคอนวิทยุ จากนั้นเซ็นสัญญา M-G-M กลายเป็นนักเขียนบทหนัง A Day at the Races (1937), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Diamond Horseshoe (1945), โด่งดังกับ Miracle on 34th Street (1947), The Country Girl (1954) ฯ เคยได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสมาคม Writers Guild of America West (1948-49) และสถาบัน Motion Picture Academy of Arts and Sciences (1955-58)

แม้ในเครดิตจะขึ้นว่า “Written for the screen and directed by George Seaton” แต่ต้นฉบับของ The Country Girl คือบทละคอนสร้างโดย Clifford Odets (1906-63) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ยัง Lyceum Theatre, Broadway ระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1950 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1951 จำนวน 235 รอบ และสามารถคว้าสองรางวัล Tony Award ประกอบด้วย

  • Best Actress in a Play (Uta Hagen)
  • Best Scenic Design

เกร็ด: เหตุผลที่หนังไม่ขึ้นชื่อของ Clifford Odets เพราะเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วงนั้นเลยติด Hollywood Blacklist ห้ามมีชื่อปรากฎบนเครดิต

บทหนังของ Seaton ไม่ได้ปรับเปลี่ยนเนื้อหาไปจากต้นฉบับละคอนเวทีมากนัก แต่ทำการเพิ่มเติมฉากร้อง-เล่น-เต้น Musical ของ Bing Crosby รวมถึงตอนจบจากเคยคลุมเคลือ ออกไปทางสิ้นหวัง เปลี่ยนมามีความชัดเจน เพื่อให้ผู้ชมบังเกิดประกายความหวัง ‘Happy Ending’ สไตล์ Hollywood


ผู้กำกับละคอนเวที Bernie Dodd (รับบทโดย William Holden) พยายามโน้มน้าวโปรดิวเซอร์ Philip Cook (รับบทโดย Anthony Ross) ให้ยินยอมตอบตกลงเลือกใช้บริการนักแสดง Frank Elgin (รับบทโดย Bing Crosby) ในโปรดักชั่นเรื่องใหม่ The Land Around Us แม้ว่าชายคนนี้ยังมีความสามารถ แต่เลื่องชื่อเรื่องขาดความรับผิดชอบ จึงพยายามปฏิเสธเสียงขันแข็ง ก่อนสุดท้ายยินยอมอ่อนข้อ ให้โอกาสว่าจ้างระยะเวลาสองสัปดาห์

เนื่องเพราะ Bernie มีความชื่นชอบประทับใจ Frank มาตั้งแต่แรกรู้จัก จึงวาดฝันอยากหาโอกาสร่วมงาน เชื่อมั่นว่าบทบาทนี้จะสามารถกอบกู้ชื่อเสียง ความสำเร็จ แต่ติดที่ภรรยายังสาว Georgie Elgin (รับบทโดย Grace Kelly) ดูเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ จอมบงการ เหมือนคอยควบคุมครอบงำสามี จึงพยายามสรรหาสรรพวิธีเพื่อไม่เธออยู่เคียงชิดใกล้

แต่บุคคลที่มีปัญหาแท้จริงนั้นคือ Frank เพราะความอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อนทำให้บุตรชายเสียชีวิต จึงเกิดความรู้สึกผิด ตราบาปฝังใจ ล้มป่วยซึมเศร้า ดื่มเหล้ามึนเมามาย เคยคิดสั้นฆ่าตัวตาย รู้สึกอับอายจนกลายเป็นคนโป้ปด หลอกลวง ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ถึงขนาด Georgie เคยตั้งใจจะเลิกราหย่าร้าง แต่หวนกลับมาเพราะรัก ยินยอมอดกลั้นฝืนทน เชื่อมั่นว่าสักวันเขาจักสามารถลุกขึ้นยืน ประสบความสำเร็จกับการแสดงละคอนเวทีอีกครั้ง


Harry Lillis “Bing” Crosby Jr. (1903-77) นักร้อง/นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Tacoma, Washington เมื่อครั้นเป็นเด็กเคยทำงานยัง Spokane’s Auditorium ได้พบเห็นการแสดงของ Al Jolson เกิดความประทับใจในลีลาร้องเลียน (Ad-Lib) เล่นตลก เลยเข้าร่วมวงดนตรีของโรงเรียน หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย Gonzaga University เดินทางสู่ Los Angeles ลองผิดลองถูกกับการแสดง ออกซิงเกิ้ล เริ่มมีชื่อเสียงกับวง The Rhythm Boys, ฉายเดี่ยวอัลบัมแรก 15 Minutes with Bing Crosby (1931), แสดงภาพยนตร์ซีรีย์ Road to … (1940-62), Going My Way (1944) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, The Bells of St. Mary’s (1945), Here Comes the Groom (1951), The Country Girl (1954), High Society (1956) ฯ

รับบท Frank Elgin อดีตนักแสดงละคอนเวทีชื่อดัง ตกหลุมรัก แต่งงานกับหญิงบ้านนอก ครองรักกันอย่างหวานฉ่ำ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ทำให้สูญเสียบุตรชาย เลยจมปลักอยู่ในความทุกข์ ซึมเศร้าโศกเสียใจ ดื่มเหล้าเมามาย ครุ่นคิดฆ่าตัวตาย โชคดีได้ภรรยาคอยจัดการโน่นนี่นั่น ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่รู้สำนึกบุญคุณ กลายเป็นคนกลับกลอก หลอกลวง แม้ได้รับโอกาสหวนกลับมาเป็นนักแสดง ก็ไร้ความเชื่อมั่นศรัทธาในตนเอง

ในตอนแรก Crosby บอกปฏิเสธบทบาทนี้ด้วยสองเหตุผล 1) ครุ่นคิดว่าตนเองแก่เกินไป 2) ไม่อยากร่วมงานนักแสดงหญิงหน้าใหม่, แต่เพราะได้ผกก. Seaton โน้มน้าวว่าอายุแค่เพียงตัวเลข สวมใส่วิกปลอมก็ทำให้ดูหนุ่มขึ้น และก่อนเริ่มโปรดักชั่น Grace Kelly เพิ่งได้เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress จากภาพยนตร์ Mogambo (1953) นั่นทำให้เขายินยอมเปลี่ยนใจ

แซว: ไม่เพียงเท่านี้ระหว่างการถ่ายทำดำเนินไปได้ไม่นาน Crosby ตกหลุมรัก สู่ขอแต่งงาน Kelly แน่นอนว่าถูกตอบปฏิเสธ แต่มันช่างละม้ายคล้ายพล็อตหนังครึ่งหลังเสียจริง!

ในส่วนของดราม่า การแสดงของ Crosby ถือว่าน่าประทับใจ บางครั้งดูอ่อนแอ บางครั้งกลับเข้มแข็ง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ช่วงแรกๆผู้ชมอาจไม่ทันสังเกตความแตกต่าง แต่พอเรื่องราวดำเนินไปจักค่อยๆพบเห็นอย่างชัดเจน อยู่กับภรรยาทำตัวเหมือนเด็กน้อย โอดครวญ พร่ำบ่น ลุกลี้ร้อนรน เรียกร้องโน่นนี่นั่นตลอดเวลา พออยู่กับคนอื่นกลับพยายามสร้างภาพเข้มแข็ง ฉันไม่มีปัญหา ทำนั่นโน่นนี่ได้ง่ายๆ สบายมาก … นั่นแสดงถึงอาการผิดปกติทางจิต น่าจะเรียกได้ว่าสองบุคลิกภาพ (Two Personality)

แฟนๆของ Crosby ต่างสรรเสริญเยินยอ น่าจะเป็นบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมยิ่งกว่าตอนได้รับรางวัล Oscar เสียอีกนะ! แต่ทว่าหนังกลับมีปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา คือบรรดาฉากร้อง-เล่น-เต้นของ Crosby น้ำเสียงพี่แกแม้ทรงเสน่ห์ เคลิบเคลิ้มหลงใหล แต่กลับไม่ช่วยทำให้ซีเควนซ์เหล่านั้นมีความน่าสนใจขึ้นมา เพียงร้องตามทำนอง แสดงตามบทบาท ขาดแรงกระตุ้น อารมณ์ร่วม เป็นโปรดักชั่นพบเห็นทั่วๆไปในหนังเพลง Hollywood แถมไม่ได้ความสลักสำคัญต่อเรื่องราวมากนัก ตัดทิ้งออกไปก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรใดๆ … พี่แกร้องเพลงเพราะแหละ แต่ผมมองไม่เห็นความจำเป็นสักเท่าไหร่

และเมื่อทำการเปรียบเทียบบทบาทคล้ายๆกัน James Mason (A Star is Born) หรือ Ray Milland (The Lost Weekend) ก็จะพบว่าการแสดงของ Crosby ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไรให้น่าจดจำ เพียงทำได้ดีตอนนั้น แล้วค่อยๆเลือนหายตามกาลเวลา


Grace Patricia Kelly (1929-82) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกัน ที่ต่อมาได้กลายเป็น Princess of Monaco หลังแต่งงานกับ Prince Rainier III เมื่อปี 1956, เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania บิดาคือผู้อพยพชาว Irish ส่วนมารดามีเชื้อสาย German ครอบครัวมีเคร่งครัด Catholic, โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง American Academy of Dramatic Arts, New York ทำงานโมเดลลิ่ง ละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Fourteen Hours (1951), แจ้งเกิดโด่งดังกับ High Noon (1952), ร่วมงานผู้กำกับ Alfried Hitchcock สามครั้ง Dial M for Murder (1954), Rear Window (1954), To Catch a Thief (1955), คว้ารางวัล Oscar: Best Actress จากผลงาน The Country Girl (1954)

เกร็ด: Grace Kelly ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Female Legends ติดอันดับ #13

รับบท Georgie Elgin หญิงสาวบ้านนอก จากเคยยิ้มกว้าง ร่าเริงสดใส ภายหลังสูญเสียบุตรชาย ทุกข์ทรมานต่อสามีติดเหล้า ไม่เคยเอาใจใส่ เคยพยายามจะเลิกราหย่าร้าง แต่เพราะรักเลยหวนกลับมา ควบคุมดูแล จัดการโน่นนี่นั่น ด้วยความคาดหวังว่าสักวันเขาจักสามารถลุกขึ้นยืน ก้าวข้ามผ่านอดีตอันเลวร้ายได้สำเร็จ

แม้ว่า Uta Hagen จะคว้ารางวัล Tony Award: Best Actress in Play แต่ทว่าเธอติด Hollywood Blacklist เลยไม่มีแม้แต่โอกาสจะมาทดสอบหน้ากล้อง ความตั้งใจแรกของผกก. Seaton คือ Jennifer Jones แต่ทว่า Grace Kelly ที่ขณะนั้นมีสัญญากับ MGM พยายามล็อบบี้ ต้องเล่นบทบาทนี้ให้จงได้ ถ้าต้นสังกัดไม่อนุญาตก็ข่มขู่จะรีไทร์

ผมครุ่นคิดว่าเหตุผลที่ Kelly แสดงความกระตือรือล้นขนาดนั้น เพราะเธอต้องการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถเล่นได้ทุกบทบาท! ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูหรา เพียงหญิงสาวบ้านนอกคอกนา หน้าตาธรรมดาๆ แต่ด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี ยินยอมอยู่เคียงข้างสามีแม้ต้องอดรนทนทุกข์ทรมาน เก็บกด อัดอั้น ‘Sexual Repression’ นั่นต่างหากคือความงดงามอันบริสุทธิ์ แท้จริง ออกมาจากภายในจิตใจ

แต่เอาจริงๆต่อให้ Kelly แต่งชุดธรรมดาๆ พูดสำเนียงบ้านนอกคอกนา ก็มิอาจกลบเกลื่อนความเจิดจรัส รัศมีเปร่งประกาย ภาพลักษณ์ไฮโซ ลูกคุณหนู ชนชั้นสูง ‘High Society’ นั่นต่อให้การแสดงถึงจะโดดเด่น ถ่ายทอดความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ขัดย้อนแย้งทางอารมณ์ ผมกลับไม่อินกับตัวละคร ดูยังไงเธอก็ไม่ใช่สาวบ้านนอก!

การคว้ารางวัล Oscar: Best Actress ในมุมมองของผมคือปล้นชัยชนะไปจาก Judy Garland ซึ่งมันอาจเคลือบแฝงนัยยะทางการเมือง เพราะยุคสมัยนั้น (การมาถึงของ McCarthyism) สหรัฐอเมริกากำลังต้องการบุคคล/ตัวละครที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี สามารถเป็นต้นแบบอย่างที่ดี, Kelly ในบทบาท Georgie ถือว่าอุดมคติ สมบูรณ์แบบ ผิดกับ Garland สาวใจแตก ร่านรัก มักยา เต็มไปด้วยมรสุมชีวิต … ชัยชนะของ Kelly มันจึงมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง


William Holden ชื่อเดิม William Franklin Beedle, Jr. (1918-81) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ O’Fallon, Illinois ครอบครัวฐานะร่ำรวย ขณะเข้าเรียน Pasadena Junior College ให้เสียงพากย์ละครวิทยุ คงไปเข้าตาแมวมองจับเซ็นสัญญากับ Paramount Pictures รับบทนำเรื่องแรก Golden Boy (1939) ประกบ Barbara Stanwyck ซึ่งเธอมีความชื่นชอบ Holden เป็นอย่างมาก (คงในฐานะพี่น้อง) จึงช่วยเหลือผลักดันจนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง, หลังกลับจากสงครามโลกครั้งที่สอง กลายเป็นตำนานกับ Sunset Boulevard (1950), Stalag 17 (1953) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, Sabrina (1954), The Bridge on the River Kwai (1957), แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ กำลังที่จะจืดจางหายไปจนกระทั่ง Comeback กับผลงาน The Wild Bunch (1969), The Towering Inferno (1974), Network (1976) ฯ

เกร็ด: William Holden ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #25

รับบท Bernie Dodd ผู้กำกับละคอนเวทีที่กำลังไฟแรง มีความกระตือรือล้นอยากได้นักแสดงคนโปรด Frank Elgin เคยชื่นชอบประทับใจมาตั้งแต่เด็ก แต่อีกฝ่ายกลับถูกแบล็กลิสต์โดยโปรดิวเซอร์ เพราะชื่อเสียงเสียๆหายๆ ขาดความรับผิดชอบ เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ขนาดว่าต้องพึ่งพาการตัดสินใจภรรยา Georgie ถึงอย่างนั้นยังพยายามล็อบบี้ ต่อรอง จนได้ข้อตกลงสัญญาระยะสั้น

ด้วยความที่ในอดีตเคยหย่าร้างภรรยา Bernie เลยมีทัศนคติรังเกียจต่อต้านผู้หญิง (Misogynist) เมื่อพบเห็นการกระทำของ Georgie ที่เหมือนพยายามควบคุมครอบงำสามี จึงมองหาโอกาสขับไล่ ผลักไส เพราะเชื่อว่าเธอคือเหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ จนเมื่อความจริงปรากฎ ตระหนักถึงความโง่เขลา เกิดความสงสารเห็นใจ โดยไม่รู้ตัวบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายใน

อาจเพราะเพิ่งคว้ารางวัล Oscar: Best Actor มาสดๆร้อนๆ Holden จึงเต็มไปด้วย ‘passion’ ความกระตือรือล้น กล้าเล่นกล้าเสี่ยง ไม่กลัวสูญเสียชื่อเสียง บทบาทผู้กำกับละคอนเวทีต้องถือว่าเป็นตัวร้าย นิสัยจอมบงการ เผด็จการ มีความดื้นรั้น ดึงดัน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ มองโลกในด้านเดียว ใครว่าอะไรไม่สน โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน

แซว: มันหาได้ยากที่ตัวละคร ‘ผู้กำกับ’ จะเป็นตัวร้าย นั่นแสดงว่าผกก. Seaton อาจไม่มีอีโก้สูงนัก หรือไม่ได้มองว่าบทบาทนี้มีความโฉดชั่วร้ายขนาดนั้น เพียง ‘passion’ ที่คนเป็นผู้กำกับสมควรมี

แม้ว่า Holden ดูจะเพลิดเพลินกับการแสดงบทบาทนี้ แต่ผมรู้สึกว่าเขาขาดความบันยะบันยัง จนไม่สามารถสร้างมิติให้กับตัวละคร เพียงความดื้อรั้น ดึงดัน เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ทีแรกรังเกียจพฤติกรรมจอมบงการของ Georgie พอตระหนักรับรู้ความจริงจึงทำการขโมยจูบ แล้วพยายามพร่ำพรอดรัก แสวงหาโอกาสแก่งแย่งเธอมาครอบครอง … แม้งเป็นตัวละครที่โคตรมลพิษ (Toxic Masculinity) อยากรู้เหมือนกันว่าผู้สร้างต้องการสื่อถึงใครผู้ใด??

เกร็ด: เนื่องจาก Holden เพิ่งคว้ารางวัล Oscar: Best Actor มาเมื่อปีก่อน (ด้วยคำขอบคุณสั้นที่สุด “Thank you … thank you.”) เขาจึงเป็นผู้มอบรางวัล Best Actress ให้ผู้ชนะปีนี้นั่นก็คือ Grace Kelly


ถ่ายภาพโดย John F. Warren (1909-2000) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City (บ้างว่า Boston, Massachusetts) โตขึ้นทำงานเป็นเด็กตอกสเลท (Slate Boy) ให้กับ Metro Pictures สาขา New Work ก่อนอพยพย้ายสู่ Hollywood ไต่เต้าขึ้นเป็นผู้ช่วยตากล้อง ควบคุมกล้อง ได้รับเครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก The Country Girl (1954), ร่วมงานขาประจำ Alfred Hitchcock Present (1957-62), Torn Curtain (1966) ฯ

งานภาพของหนังไม่ได้มีลูกเล่น หรือเทคนิคภาพยนตร์หวือหวา โดดเด่นที่สุดแค่เพียงการจัดแสง-เงา อาบฉาบใบหน้าตัวละคร สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ในบางขณะ ส่วนสิ่งน่าผิดหวังคือโปรดักชั่น Musical เหมือนผู้สร้างไม่มีความกระตือรือล้นที่จะทำอะไร แค่แทรกใส่มาเพื่อขายนักแสดงนำ Bing Crosby

ขณะที่ทิวทัศน์ภายนอกส่งกองสองไปบันทึกภาพยัง Park Avenue, New York City (ใกล้ๆกับ Broadway) แต่หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในโรงถ่ายสตูดิโอ Paramount Studio ระหว่างกุมภาพันธ์ – เมษายน ค.ศ. 1954


ตัดต่อโดย Howard Ellsworth Hoagland (1903-72) สัญชาติอเมริกัน เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1933 ผลงานเด่นๆ อาทิ One Sunday Afternoon (1933), Holiday Inn (1942), The Great Gatsby (1949), The Country Girl (1954) ฯ

หนังไม่ได้จำเพาะเจาะจงมุมมองนำเสนอผ่านตัวละครหนึ่งใด สลับไปสลับมาระหว่าง Frank, Georgie และ Bernie แต่จะถือว่า Frank คือจุดศูนย์กลางของเรื่องราวก็ได้กระมัง

  • เริ่มต้นออดิชั่น (Audition)
    • ผู้กำกับ Bernie โน้มน้าวโปรดิวเซอร์ Philip ให้รับชมการออดิชั่นของ Frank พยายามล็อบบี้ ต่อรอง จนได้สัญญาสองสัปดาห์
    • ผู้กำกับ Bernie ออกติดตามหา Frank มาถึงยังอพาร์ทเม้นท์ พบเจอภรรยายังสาว Georgie พูดคุยสนทนา จนกระทั่งเขาหวนกลับมา
  • การซักซ้อม (Rehearsal)
    • ระหว่างการซักซ้อม Frank ยังไม่สามารถท่องจำบท ค่ำคืนนั้นจึงระบายความอัดอั้นภายในอก จนกระทั่งภรรยามารอรับ เดินทางไปรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
    • เมื่อกลับมาบ้าน Frank รับฟังบทเพลงเคยบันทึกเสียง หวนระลึกเหตุการณ์เคยเกิดขึ้นอดีต
    • Frank ในสภาพห่อเหี่ยว ไร้ความเชื่อมั่น ได้รับกำลังใจจาก Georgie
  • รอบทดลอง (Preview)
    • ทำการแสดงรอบทดลองที่ Philadelphia หลังเวที Frank พร่ำบ่นโน่นนี่นั่นกับภรรยา แต่กลับใครอื่นแสดงออกด้วยรอยยิ้ม ไม่มีปัญหา
    • โปรดิวเซอร์ Philip พยายามต่อรองสัญญาใหม่กับ Frank แต่กลับแสดงท่าทีขัดขืน อ้างอวดตนเอง
    • เช้าวันถัดมา คำวิจารณ์น่าจะออกไปทางย่ำแย่ ทำให้ Frank สูญเสียความเชื่อมั่นไม่น้อย
    • Bernie ทำการปรับเปลี่ยนเนื้อหา การแสดง และครุ่นคิดว่า Georgie คือตัวปัญหา จึงหาหนทางส่งเธอกลับ New York
    • ค่ำคืนนั้น Frank เดินทางไปยังบาร์แห่งหนึ่ง ดื่มด่ำ มึนเมา พอได้ยินบทเพลงหวนระลึกความหลัง ก็สำแดงอารมณ์เกรี้ยวกราด
    • เช้าวันถัดมาที่โรงพัก Bernie ยังพยายามหาหนทางขับไล่ Georgie แต่เมื่อรับทราบเบื้องหลังความจริง …
    • Bernie พูดโน้มน้าว ให้โอกาสครั้งสุดท้ายกับ Frank
  • การแสดงรอบปฐมทัศน์ (Premiere)
    • ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม
    • Bernie พยายามโน้มน้าว เกี้ยวพาราสี Georgie แต่เธอปฏิเสธทรยศหักหลังสามี

เพลงประกอบโดย Albert Victor Young (1899-1956) นักแต่งเพลง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นนักร้องเสียง Tenor เลยได้รับการฝึกฝนไวโอลินตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนถูกส่งไปร่ำเรียน Warsaw Imperial Conservatory จบออกมากลายเป็นนักไวโอลินคอนเสิร์ต Warsaw Philharmonic พอสามารถเก็บหอมรอมริด เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ทำงานวงออร์เคสตราในโรงละคอน Million Dollar Theatre ต่อด้วย Paramount-Publix Theatres ก่อนหันเหความสนใจสู่ดนตรีป็อป สนิทสนมร่วมงานขาประจำ Bing Crosby, จากนั้นผันตัวสู่วงการภาพยนตร์ ทั้งชีวิตเข้าชิง Oscar จำนวนถึง 22 ครั้ง แต่ไม่เคยได้สักรางวัลจนกระทั่งเสียชีวิต (posthumously) Around the World in Eighty Days (1956), ผลงานเด่นๆ อาทิ For Whom the Bell Tolls (1943), The Uninvited (1944), Ministry of Fear (1944), Samson and Delilah (1949), Gun Crazy (1950), The Quiet Man (1952), The Greatest Show on Earth (1952), Shane (1953), Johnny Guitar (1954),The Country Girl (1954) ฯ

งานเพลงของ Young มักแทรกแซมอยู่ตามช่องว่าง เชื่อมโยงระหว่างฉาก หรือขณะเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ (Frank หายตัวไประหว่างออดิชั่น, เขวี้ยงขว้างแก้วเหล้าใส่กระจก, หรือขณะ Bernie จุมพิต Georgie ฯ) เพื่อช่วยขยับขยายสัมผัสทางอารมณ์ ความรู้สึกขณะนั้นๆของตัวละคร ดังขึ้นไม่นานก็เงียบหาย บังเกิดขึ้นแล้วดับไป เพื่อไม่ให้ดังกลบเกลื่อนเสียงพูดคุยสนทนา

แม้ว่า Young เคยร่วมงานกับ Bing Crosby มาแล้วหลายซิงเกิ้ล แต่ทว่าบทเพลงร้อง-เล่น-เต้น ทั้งหมดของหนังกลับแต่งโดย Harold Arlen และคำร้องโดย Ira Gershwin ประกอบด้วย

  • It’s Mine, It’s Yours
    • ได้ยินขณะทำการออดิชั่น
  • The Search Is Through
    • รับฟังจากวิทยุ จากนั้นฉายภาพย้อนอดีตเมื่อตอนเข้าห้องอัดในสตูดิโอ
  • The Land Around Us
    • ขับร้อง-เล่น-เต้น ทำการแสดงบทเวที
  • Dissertation on the State of Bliss (ร่วมขับร้องกับ Jacqueline Fontaine)
    • เริ่มต้นจาก Fontaine ขับร้องในบาร์ แล้วได้รับการโต้ตอบโดย Crosby

ผมเลือกเอาบทเพลงที่ถือเป็นตราบาป (Trauma) ปมฝังใจของ Frank นั่นก็คือ The Search Is Throught ได้ยินอยู่หลายครั้งครา โดยเฉพาะท่อน “You’ve got what it takes” มันช่างสอดคล้องผลกรรมตัวละคร

  • ครั้งแรกดังจากรายการวิทยุ ทำให้หวนระลึกความทรงจำเมื่อตอนเข้าห้องอัด(เพลงนี้)ในสตูดิโอ นั่นคือครั้งสุดท้ายก่อนการสูญเสียบุตรชาย
  • หลังร่วมร้องเพลงกับ Fontaine ระหว่างนั่งดื่มเหล้าในบาร์ พอได้ยินคำร้อง “You’ve got what it takes” ทำให้ไม่สามารถอดรนทน จนต้องเขวี้ยงขว้างแก้วเหล้าใส่กระจกหลังบาร์
  • ช่วงท้ายของหนัง (รวมถึง Closing Song) ตั้งแต่หลังการแสดงรอบปฐมทัศน์ ระหว่างงานเลี้ยงปาร์ตี้ ได้ยินเพียงเสียงบรรเลงเปียโน แต่ครานี้ไม่ทำให้ Frank แสดงอารมณ์คลุ้มคลั่ง เพราะเขาสามารถยินยอมรับสภาพตนเองในปัจจุบัน

The flaxen hair
The tender voice
The laughing eyes gave me no choice
No more the doubt I used to face
No more the doubt, no more the chase

The search is through
You’ve got what it takes
There was no passing you by
In my who’s who, you’ve got what it takes
The who, the where, the when, the why
One look, and all no painting I know
Can equal your loveliness, head to toe

At last the breaks, you’ve got what it takes
So easy to see
For all time to be
You’ve got what it takes
To take me

At last the breaks, you’ve got what it takes
So easy to see
For all time to be
You’ve got what it takes
To take me

The Country Girl นำเสนอเรื่องราวของสาวบ้านนอก ผู้มีความทุ่มเท เสียสละ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี คอยอยู่เคียงข้างสามีแม้ในวันตกทุกข์ได้ยาก หลังจากสูญเสียบุตรชาย ทำให้เขาจมปลักอยู่ในความทุกข์ ซึมเศร้าโศกเสียใจ ดื่มเหล้าเมามาย ครุ่นคิดอยากฆ่าตัวตาย เคยพยายามเลิกราหย่าร้าง แต่เพราะรักจึงหวนกลับมา ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปด้วยกัน จนถึงวันที่เขาสามารถลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้งตนเอง ก็ไม่เคยคิดคดทรยศหักหลัง

ทำไมถึงสร้างตัวละครให้เป็นสาวบ้านนอกคอกนา? นี่คือลักษณะของ ‘stereotype’ สะท้อนมุมมองคนยุคสมัยนั้น ทำการเหมารวมหญิงในเมืองมักมีนิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่ซื่อสัตย์ต่อสามี ผิดกับสาวบ้านนอก ยังคงยึดถือค่านิยมทางสังคม เชื่อมั่นในรักเดียวใจเดียว พร้อมทุ่มเท เสียสละตนเองเพื่อชายคนรัก

จริงอยู่ว่าผู้หญิงอย่าง Georgie สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการเป็นสาวบ้านนอก? หญิงในเมืองที่มีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์มั่นคงต่อสามี ก็มากมายถมไป? ทำไมชื่อหนังต้องไปชี้นำ สร้างค่านิยมผิดๆเพี้ยนๆให้สังคม ฟังดูเหมือนการดูถูกเหยียดยาม (Racism) แบบเดียวกับตัวละคร Bernie สำแดงพฤติกรรมรังเกียจเพศหญิง (Misogynist)

ผมครุ่นคิดว่าเบื้องหลัง ความตั้งใจจริงๆของ Clifford Odets (ผู้สร้างต้นฉบับละคอนเวที) รวมถึงนักแสดงนำหญิง Uta Hagen (ฉบับละคอนเวที) เพราะทั้งสองต่างเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วถูก Hollywood Blacklist เรื่องราวของ The Country Girl ย่อมต้องเคลือบแฝงอะไรบางอย่าง!

Frank Elgin ตั้งแต่สูญเสียบุตรชาย (=ถูกตีตรา Hollywood Blacklist) จมปลักอยู่กับความทุกข์โศก ดื่มเหล้าเมามาย ครุ่นคิดฆ่าตัวตาย โชคยังดีมีคนรัก คนใกล้ตัว คนคอยให้การส่งเสริมสนับสนุน จึงสามารถหวนกลับมาแสดงละคอนเวที (=แม้โดนขับไล่จาก Hollywood แต่ยังสามารถรับงานละคอนเวที) นี่ถือเป็นโอกาสสุดท้าย จะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อตนเอง ประสบความสำเร็จอีกครั้งได้หรือไม่?

ผมไม่ค่อยแน่ใจเบื้องหลังของผกก. Seaton แต่เชื่อว่าเหตุผลที่ยินยอมตอบตกลงสร้างโปรเจคนี้ เพราะต้องการให้โอกาสแก่ Odets แม้ไม่ได้รับเครดิต รวมถึงรางวัล Oscar: Best Screenplay (ผมมั่นใจว่าเครดิตเขียนบทจริงๆแล้วคือ Odets เองนะแหละ แต่เพราะติด Hollywood Blacklist เลยไม่สามารถปรากฎชื่อ/รับรางวัลใดๆ) แต่ยังได้ค่าจ้าง ความภาคภูมิใจ สามารถพิสูจน์ตนเอง เอาชนะความกลัว ลุกขึ้นยืนด้วยลำแข้ง ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายได้สำเร็จ


หนังเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ช่วงกลางเดือนธันวาคม ค.ศ. 1954 เริ่มต้นจาก Criterion Theatre, New York ซึ่งเป็นถิ่นฐานของ Broadway เสียงตอบรับเลยดียอดเยี่ยม! แล้วค่อยกลับมา Hollywood เข้าฉายยัง Stanley Warner Theatre นำเข้าสู่เทศกาลล่ารางวัลได้โดยทันที

The Country Girl comes along fitly as one of the fine and forceful pictures of the year.

นักวิจารณ์ Bosley Crowther จากหนังสือพิมพ์ The New York Times

An exceptionally well performed essay on an alcoholic song man, with Bing Crosby the one carrying on a bottle romance, Country Girl is high on boxoffice punch. It’s a strong, intense show that’s certain to be talked about.

นักวิจารณ์จากนิตยสาร Variety

แม้ไม่มีรายงานทุนสร้าง แต่นิตยสาร Vareity รายงานรายรับในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $6.5 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และยังได้เข้าชิง Oscar จำนวน 7 สาขา คว้ามา 2 รางวัล

  • Best Motion Picture พ่ายให้กับ On the Waterfront (1954)
  • Best Director
  • Best Actor (Bing Crosby)
  • Best Actress (Grace Kelly) **คว้ารางวัล
  • Best Screenplay **คว้ารางวัล
  • Best Art Direction – Black & White
  • Best Cinematography – Black & White

ผมอ่านแล้วงงๆ Blu-Ray ของค่าย Kino Lorber กำลังจะวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2024 ขึ้นข้อความ “HD Masters by Paramount Pictures – From 4K Scans” สรุปแล้วสแกน 4K หรือแค่ HD Transfer แต่ถ้าคุณอดใจรอไม่ได้ Blu-Ray ของค่าย Imprint ที่ทำการ HD Transfer ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021 คุณภาพถือว่ายอดเยี่ยมเกือบจะสมบูรณ์แบบ

เอาจริงๆคุณภาพของหนังก็พอใช้ได้ระดับหนึ่ง ดราม่าเข้มข้น การแสดงยอดเยี่ยม ภาพถ่ายกลิ่นอายหนังนัวร์ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบ The Country Girl vs. A Star is Born, Grace Kelly vs. Judy Garland, Bing Crosby vs. James Mason หรือ Ray Milland (The Lost Weekend), จักค้นพบว่าหนังเรื่องนี้แทบไม่มีอะไรให้น่าจดจำ เลยค่อยๆถูกลบเลือนหายตามกาลเวลา

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศตึงเครียด อาการป่วยซึมเศร้า (Depression)

คำโปรย | Grace Kelly รับบทเป็น The Country Girl แม้ไม่ได้สวยเจิดจรัส แต่ยังสามารถเปร่งประกายท่ามกลางโคลนตม
คุณภาพ | โคลนตม
ส่วนตัว | อัดอั้น

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: