Missing

missing. (1982) hollywood : Costa-Gavras ♥♥♥

ระหว่างเหตุการณ์รัฐประหาร 1973 Chilean Coup d’État ชายชาวอเมริกันคนหนึ่งสูญหายตัวไปอย่างลึกลับ ทำให้บิดา (รับบทโดย Jack Lemmon) และภรรยา (รับบทโดย Sissy Spacek) พยายามออกติดตามหา ขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ แต่จะพบเจอหรือไม่ หรือกลายเป็นศพไปแล้ว, คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

ผลงานภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรกของผกก. Costa-Gavras ที่ไม่ได้บันยะบันยังการแสดงความคิดเห็นต่อระบอบประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม คือสิ่งเขียนไว้บนกระดาษหนังเสือ แต่ความเป็นจริงแล้วก็แค่เสือกระดาษ ทุกสิ่งอย่างเพียงภาพลวงหลอกตา จินตนาการเพ้อฝัน นิทานกล่อมเด็กก่อนเข้านอนเท่านั้น

ถึงจะบอกว่าไม่บันยะบันยังในการแสดงความคิดเห็น แต่ผกก. Costa-Gavras ก็มิได้นำเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา พยายามเบี่ยงเบน อ้อมค้อม ชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่อธิบายสาเหตุผลการสูญหายตัวไปของตัวละคร เพราะต้องการให้ผู้ชมขบครุ่นคิดค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

แต่ผมกลับไม่ค่อยชอบวิธีการนำเสนอสักเท่าไหร่ มันเหมือนผกก. Costa-Gavras ขาดความหาญกล้าในการนำเสนอปัญหาอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการจัดแสงฟุ้งๆ บทเพลงล้ำอนาคตของ Vangelis (Blade Runner (1982)) ทำให้หนังดูล่องลอย เหมือนฝัน ขาดความจริงจัง แม้เสียงปืน ความตาย ซากศพเรียงราย เพียงสร้างความหลอกหลอนทรวงใน ภาพรวมแทบไม่สามารถจับต้องอะไร … ผิดกับผลงานก่อนหน้าอย่าง Z (1969), The Confession (1970) ที่ผู้ชมสามารถสัมผัสถึงความรุนแรง บรรยากาศสมจริงจัง ราวกับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์นั้นๆ

การแสดงของ Jack Lemmon และ Sissy Spacek ถือเป็นไฮไลท์ที่สมควรค่าแก่การเสียเวลา โดยเฉพาะลีลาต่อล้อต่อเถียงกับเจ้าหน้าที่รัฐ มันค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา เป็นเพียงเสือกระดาษ คำพูดล่อหลอก กลับกลอก ไร้ความจริงใจ ไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด! สร้างความหงุดหงิด เกรี้ยวกราด ไม่สามารถโต้ตอบทำอะไร


Costa-Gavras ชื่อเต็ม Konstantinos Gavras หรือ Κωνσταντίνος “Κώστας” Γαβράς (เกิดปี ค.ศ. 1933) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติกรีก เกิดที่ Loutra Iraias, Arcadia ประเทศกรีซ, บิดาเข้าร่วมกลุ่ม Greek Resistance ต่อต้าน Nazi ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ภายหลังสงครามรัฐบาลกลับตีตราว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ทำให้ถูกควบคุมขังในช่วง Greek Civil War (1946-49) ครอบครัวจึงจำต้องอพยพหลบลี้ภัยไปอยู่สหรัฐอเมริกา โตขึ้นถึงสามารถกลับมาศึกษาต่อวรรณกรรม Université de Paris ตามด้วยภาพยนตร์ L’Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC), แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Jean Giono, René Clair, Henri Verneuil, Jacques Demy, René Clément, Jean Becker, จนมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก The Sleeping Car Murder (1965) คดีฆาตกรรมบนรถไฟสไตล์ Hitchcock แต่ผสมผสานประเด็นการเมือง

สไตล์ของ Costa-Gavras เป็นส่วนผสม/วิวัฒนาการของ ‘political cinema’ ในช่วงทศวรรษ 60s-70s รับอิทธิพลจาก Francesco Rosi (Salvatore Giuliano, Hands over the City, The Moment of Truth), Gillo Pontecorvo (The Battle of Algiers) และ Elio Petri (The Tenth Victim, We Still Kill the Old Way, Investigation of a Citizen Above Suspicion)

Thriller is a way to tell a story about society. Political thrillers are movies about people in a particular situation. We call them thrillers because they are thrilling. It’s a spectacle in a different way. It gives us another possibility. Everything is political.

Costa-Gavras

ระหว่างสรรค์สร้าง State of Siege (1972) ผกก. Costa-Gavras ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำหนังในประเทศ Chile โดยประธานาธิบดี Salvador Allende (1908-73, อยู่ในตำแหน่ง 1970-73) ผู้เป็น Marxist คนแรกที่ชนะเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในแถบละตินอเมริกา (มีคำเรียก Democratic Socialist)

ด้วยความที่ปธน. Allende ยึดถือหลักประชาธิปไตยมากเกินไป สร้างความไม่พึงพอใจต่อนายพล Augusto Pinochet จึงเข้ายึดอำนาจ ทำการรัฐประหาร วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1973 แล้วแต่งตั้งตนเองเป็นผู้นำเผด็จการทหารยาวนานจนถึงปี ค.ศ. 1990 กำจัดพวก Leftist, Socialist, นักการเมืองหัวรุนแรง ประเมินว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200-3,200 คน (ตัวเลขจริงๆอาจ 80,000 ถึงแสนคน)

เกร็ด: เหตุการณ์รัฐประหาร 1973 Chilean Coup d’État มีการสังเกตการณ์ว่าสหรัฐอเมริกาอาจมีส่วนรู้เห็นเบื้องหลัง จนกระทั่งเมื่อเอกสารหลุด เมื่อปีค.ศ. 2023 ระบุว่ารัฐบาล(อเมริกา)ขณะนั้น ตีตราปธน. Allende เป็นภัยคุกคาม เชื่อว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ จึงเข้ามามีส่วนร่วมรู้เห็น มอบหมายให้ CIA ลักพาตัวบรรดานายพลที่ฝักใฝ่ปธน. Allende ไม่ให้ต่อต้านเหตุการณ์รัฐประหาร

ด้วยความที่ผกก. Costa-Gavras เคยพบเจอ พูดคุย รับรู้จักปธน. Allende จึงเชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้บริสุทธิ์ พยายามมองหาโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 1973 Chilean Coup d’État เปิดโปงความจริงว่าสหรัฐอเมริกาอาจอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร

จนกระทั่งมีโอกาสอ่านหนังสือชีวประวัติ The Execution of Charles Horman: An American Sacrifice (1978) เขียนโดย Thomas C. Hauser (เกิดปี 1946) ซึ่งได้รับมอบหมายจากครอบครัวของ Horman ให้เขียนถึงภารกิจติดตามหาความจริง การสูญหายตัวของ Charles Horman ในเหตุการณ์รัฐประหาร 1973 Chilean Coup d’État

It’s like scenes from ‘Z.’

ข้อความในจดหมายของ Charles Horman ส่งถึงบิดาก่อนถูกลักพา สูญหายตัวไป

ผกก. Costa-Gavras ร่วมดัดแปลงบทภาพยนตร์กับ Donald E. Stewart (1930-99) นักเขียนชาวอเมริกัน เจ้าของผลงานดังๆอย่าง The Hunt for Red October (1990), Patriot Games (1992) ฯ


ระหว่างเหตุการณ์รัฐประหาร 11 สิงหาคม ค.ศ. 1973 ในประเทศแถบละตินอเมริกันแห่งหนึ่ง, ชายชาวอเมริกัน Charles Horman (รับบทโดย John Shea) สูญหายตัวไปอย่างลึกลับ ภรรยา Beth (รับบทโดย Sissy Spacek) พยายามติดตามหาแต่ไม่พบเจอเสียที เลยติดต่อบิดา Edmund (รับบทโดย Jack Lemmon) เดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในสถานทูตอเมริกัน

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้น พยายามสรรหาสรรพข้ออ้าง บ่ายเบี่ยง ก่ายเกี่ยง ปฏิบัติงานกันอย่างเชื่องชักช้า เป็นเหตุให้ Edmund และ Beth จำต้องออกติดตามหาด้วยตนเอง รับฟังจากประจักษ์พยาน เดินทางไปตามโรงพยาบาล ประกาศผ่านเครื่องกระจายเสียง ก่อนในที่สุดสามารถพบเจอ …


John Uhler ‘Jack’ Lemmon III (1925-2001) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Newton, Massachusetts ว่ากันว่าขณะอยู่ในลิฟท์โรงพยาบาล Newton-Wellesley นี่กระมังทำให้ตั้งแต่อายุ 8 ขวบต้องการเป็นนักแสดง เข้าร่วมชมรมการแสดงทุกสถาบันที่เข้าเรียน รวมถึง Delphic Club ณ Harvard University ระหว่างนั้นรับใช้ชาติเป็นทหารเรือ จบออกมาทำงานวิทยุและละครเวที Broadway ภาพยนตร์เรื่องแรก It Should Happen to You (1954), โด่งดังกับ Mister Roberts (1955), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960), Days of Wine and Roses (1962), Irma la Douce (1963), The Great Race (1965), Save the Tiger (1973), The China Syndrome (1979), missing. (1982), Glengarry Glen Ross (1992) ฯ

รับบท Edmund ‘Ed’ Horman นักธุรกิจชาวอเมริกัน บินตรงสู่ Chile (ในหนังไม่ได้ระบุประเทศ) เพื่อติดตามหาบุตรชาย Charles Horman ในตอนแรกให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเป็นอย่างดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มเกิดอาการร้อนรน กระวนกระวาย ตระหนักถึงความล่าช้า ไม่ยี่หร่า ไม่มีความคืบหน้า จึงร่วมกับ Beth ร่วมออกติดตามหาจนค้นพบ…

หลายคนอาจจดจำ Lemmon ในบทบาทนักแสดงตลก ชอบทำสีหน้าเครียดๆ ซีเรียส จริงจัง แล้วมักมีเหตุการณ์สร้างความขบขัน ถึงอย่างนั้น missing. (1982) คงไม่มีใครหัวเราะออก เพราะตัวละครอาจกำลังต้องสูญเสียบุตรชายคนเดียว ที่แม้ไม่ได้ชื่นชอบทัศนคติ วิถีการใช้ชีวิต เต็มไปด้วยคำดูถูกเหยียดหยาม (บ้านรวยแต่กลับชอบใช้ชีวิตอย่างเสรี) แต่เพราะคือเลือดเนื้อเชื้อไข จึงไม่ต้องการสูญเสียเขาไป … พ่อ-แม่ ถ้าไม่รักลูกแล้วจะรักใคร

เอาจริงๆ Lemmon ก็เล่นเป็น Lemmon คาแรคเตอร์เดิมๆแค่เปลี่ยนแนวหนัง จากตลกขบขันมาเป็นดราม่าเข้มข้น นี่ทำให้ผู้ชมพบเห็นฝีไม้ลายมือ ศักยภาพด้านการแสดงแท้จริง ภายนอกแสดงออกอย่างเย่อหยิ่ง วางตัวหัวสูง (นักธุรกิจร่ำรวยเงินทอง) ทำเหมือนไม่ยี่หร่าอะไร แต่จิตใจมีความรักเอ็นดู ห่วงโหยหา เมื่อจำต้องเผชิญหน้าความจริง เกินจุดอัดอั้น ระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด อยากจะคลุ้มบ้าคลั่ง แทบมิอาจหยุดยับยั้ง … สมกับการได้เข้าชิง Best Actor จากแทบทุกสถาบัน


Mary Elizabeth ‘Sissy’ Spacek (เกิดปี 1949) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Quitman, Texas ตอนอายุ 6 ขวบได้ขึ้นแสดงละครเวทีโรงเรียนครั้งแรก มีความชื่นชอบหลงใหลจึงตัดสินใจเอาดีด้านนี้ ตอนเรียนมัธยมที่ Quitman High School งาน Prom Night ได้รับเลือกเป็น Homecoming Queen เข้าเรียนการแสดงที่ Actors Studio กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของโรงงาน Andy Warhol และมีชื่อเสียงโด่งดังจาก Badlands (1973), Carrie (1976), 3 Women (1977), missing. (1982), The River (1984), Crimes of the Heart (1986), JFK (1991), In the Bedroom (2001) ฯ

รับบท Beth Horman ภรรยาของ Charles เป็นคนใจร้อน อารมณ์ฉุนเฉียว ชอบพร่ำบ่น พูดตรงไปตรงมา กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่ชอบอะไรก็ระบายออกมา ช่วงแรกๆจึงมักขัดใจกับบิดา Edmund แต่การแสดงออกเหล่านั้น เพราะความห่วงโหยหา หวาดกลัวว่าจะสูญเสียสามีคนรัก แทบมิอาจยินยอมรับความจริง

แม้หน้าตาของ Spacek จะไม่ได้สวยเลิศเลอ ดูเหมือนหญิงสาวชาวบ้านทั่วๆไป แต่ฝีไม้ด้านการแสดงถือว่าเปร่งประกาย ภายนอกพยายามแสดงความเข้มแข็ง กล้าต่อล้อต่อเถียงเจ้าหน้าที่รัฐ ดูเหมือนคนไม่หวาดกลัวเกรงอะไร แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยอาการร้อนรน กระวนกระวาย ครุ่นคิดถึงชายคนรัก หวาดกลัวการสูญเสีย (ไม่แตกต่างจากตัวละครของ Lemmon)

ซีเควนซ์ที่ต้องซูกฮก ผมยกให้ขณะก้าวเดินเข้าห้องดับจิต ช่วงแรกๆพยายามแสดงความหาญกล้า แต่ไปๆมาๆเมื่อพบเจอคนรู้จัก นั่นทำให้เธอเกือบสติหลุด ควบคุมตนเองแทบไม่อยู่ หวาดกลัวตัวสั่น ความหนาวเหน็บแทรกซึมถึงทรวงใน สวมใส่เสื้อกันหนาวหนาแค่ไหน ก็ยังสะท้านจิตใจ … ผมแอบเสียดายที่หนังไม่ได้นำเสนอปฏิกิริยาเมื่อ Beth หลังรับรู้สิ่งบังเกิดขึ้นกับสามี (ช่วงนั้นหนังใช้มุมมองบิดา Edmund เลยถือว่าแทนการแสดงความรู้สึกของเธอไปในตัว)

เกร็ด: ไม่มีนักแสดงคนไหนได้พบเจอตัวจริงของบุคคลที่เป็นต้นแบบก่อนการถ่ายทำ เพราะผกก. Costa-Gavras มองว่าพวกเขาได้เปลี่ยนแปลง แตกต่างหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีโอกาสเจอกันจริงๆก็เมื่อใกล้ปิดกล้อง (นักแสดงนั้นเป็นนักแสดงอยู่แล้วนะครับ เลยไม่จำต้องพบเจอต้นแบบก็สามารถแสดงบทบาทออกมาได้)

Costa felt that it was eight years later for Joyce (ชื่อจริงของ Beth) and that the experience in Chile had changed her. He was afraid I might be working on a character that didn’t exist anymore.”

Sissy Spacek

John Victor Shea III (เกิดปี ค.ศ. 1949) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ North Conway, New Hampshire บิดาเป็นครูสอนหนังสือ จึงแนะนำให้บุตรชายรับรู้จักบทกวี วรรณกรรม ดนตรีคลาสสิก และศาสตร์ศิลปะ แต่เจ้าตัวกลับชื่นชอบเล่นกีฬา กรีฑา ฟุตบอล ก่อนเข้าเรียนการละคอน Bates College ตามด้วย Yale School of Drama ระหว่างนั้นมีโอกาสขึ้นแสดง Yale Repertory Theatre รุ่นเดียวกับ Joe Grifasi, Meryl Streep, และยังเรียนการกำกับภาพยนตร์ร่วมกับ Arthur Penn, Sidney Lumet และ George Roy Hill, จบออกมากลายเป็นนักแสดง Broadway, Off-Broadway, ซีรีย์โทรทัศน์, แจ้งเกิดภาพยนตร์กับ Hussy (1980), missing. (1982), Windy City (1984) ฯ

รับบท Charles ‘Charlie’ Horman นักเขียน/นักข่าวชาวอเมริกัน เกิดที่ New York City หลังเคยแสดงความคิดเห็น/เข้าร่วมกลุ่มต่อต้านสงครามเวียดนาม ตั้งแต่ธันวาคม ค.ศ. 1971 ร่วมกับภรรยาออกเดินทางลงใต้สู่ Mexico, Panama, Columbia ก่อนปักหลัก Santiago, Chile รับทำงานฟรีแลนซ์ จนกระทั่งรัฐประมาณ 1973 Chilean Coup d’État วันนั้นเดินทางไปพักร้อนอยู่ Viña del Mar มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสหรัฐอเมริกาหลายคน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ถูกจับกุม คุมขัง ทัณฑ์ทรมาน ยังสนามกีฬา National Stadium

อาจเพราะได้รับการเลี้ยงดูดั่งไข่ในหิน (ก็บ้านรวยอะนะ) ไม่ต่างจากนกในกรง คงเคยถูกบิดาบีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น Charles เลยกลายเป็นคนหัวขบถ แสดงอารยะขัดขืน หลบหนีสู่ละตินอเมริกัน เพื่อจักได้ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ หาเช้ากินค่ำ ต่อสู้ดิ้นรนไปวันๆ แต่ได้กระทำสิ่งตอบสนองความต้องการจิตใจ

ถึงผมจะไม่ค่อยชอบความลุกลี้ร้อนรนของตัวละคร ดูน่ารำคาญ เอาแต่ใจ เหมือนคนพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ (เป็นอย่างที่บิดาว่าไว้) แต่มันก็ไม่เหตุอันใดให้ต้องถูกจับกุม คุมขัง ทัณฑ์ทรมาน เพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็น และการเขียนบทความแสดงความคิดเห็นสุดโต่งทางการเมือง … นั่นทำให้การแสดงของ Shea มีความน่าสงสารเห็นใจขึ้นมาทันที (ใครที่รู้สึกสมน้ำหน้าตัวละครนี้ ผมว่าอุดมการณ์ทางการเมืองของคุณสุดโต่งเกินไป ไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะครับ)


ถ่ายภาพโดย Ricardo Aronovich (เกิดปี ค.ศ. 1930) ตากล้องสัญชาติ Argentinean ผลงานเด่นๆ อาทิ Vereda de Salvação (1965), missing. (1982), Le Bal (1983) ฯ

ใครเคยรับชมหลายผลงานก่อนหน้าของผกก. Costa-Gavras อาจรู้สึกไม่ค่อยมักคุ้นชินกับงานภาพของ missing. (1982) มีความผิดแผกแตกต่างอย่างมากๆ ไม่ค่อยโฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน กระตุ้นสัมผัสอารมณ์ แถมการจัดแสงฟุ้งๆ เบลอๆ ทำให้ดูล่องลอย เหมือนฝัน ขาดความสมจริงจัง … อาจเพราะหนังนำเสนอผ่านมุมมองชาวอเมริกัน ที่ไม่ค่อยสนใจเรื่องพรรค์นี้อย่างจริงจัง หรือต้องการล้อกับคำพูดเจ้าหน้าที่รัฐเคยกล่าวไว้ว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด/อาการหลงผิด (Chilean Paranoia)

ส่วนตัวไม่ชอบงานภาพลักษณะนี้เลยนะ รู้สึกเหมือนผกก. Costa-Gavras ไม่ได้มีความจริงจัง พยายามบ่ายเบี่ยง หลีกเลี่ยงนำเสนอเหตุการณ์บังเกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา (แม้ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ค้นหาคำตอบด้วยตนเองก็ตามเถอะ) อาจเพราะความหวาดกลัวแบบเดียวกับคำเตือนต้นเรื่อง

This film is based on a true story. The incidents and facts are documented. Some of the names have been changed to protect the innocent and also to protect the film.

ด้วยความที่ Chile กลายเป็นรัฐเผด็จการ จึงไม่สามารถเดินทางเข้าไปถ่ายทำ ผกก. Costa-Gavras เลยเลือกสถานที่ยัง Mexico ประกอบด้วย

  • เมือง Viña del Mar ถ่ายทำยัง Acapulco, Guerrero
  • ภายในสนามกีฬา Estadio Azul ตั้งอยู่ Nápoles, Mexico City
  • โรงแรม Gran Hotel de la Ciudad de Mexico ตั้งอยู่ Mexico City
  • สถานทูตสหรัฐอเมริกา 308 Calderon de la Barca ตั้งอยู่ Polanco, Mexico City
  • ฉากอื่นๆในสตูดิโอ Estudios Churubusco Azteca ตั้งอยู่ Mexico City

ด้วยความที่ Beth ไม่สามารถโบกรถโดยสารกลับบ้านทันเคอร์ฟิว เธอจึงต้องออกวิ่ง รีบเร่ง พอตระหนักว่าไม่ทันการเสียแล้ว จึงมองหาสถานที่หลบภัย หนึ่งในนั้นแวะเวียนเข้ามายังร้านตัดชุดเจ้าสาว แต่กลับถูกเจ้าของปฏิเสธขับไข่ สถานที่แห่งนี้มันช่างดูหรูหรา ความเพ้อฝันของใครต่อใคร (สาวๆเพ้อฝันอยากแต่งงานสักครั้ง) ซึ่งการถูกปิดกั้นทำให้หญิงสาวต้องออกไปเผชิญหน้าโลกความจริงที่โหดร้าย … ดินแดนแห่งความเพ้อฝันไม่มีอยู่จริง/สถานที่ปลอดภัยไม่มีอยู่ในประเทศแห่งนี้

ระหว่างที่ Beth หลบซ่อนตัวหลังรั้วบ้านหลังหนึ่ง ถูกปลุกตื่นด้วยเสียงปืน รถทหารกำลังไล่กวดม้าขาว มันมาจากไหนกัน? แน่นอนว่ามันต้องสื่อนัยยะเชิงสัญลักษณ์

  • ในตอนแรกผมครุ่นคิดถึง ‘เจ้าชายขี่ม้าขาว’ แต่บนหลังม้าไม่มีใครขับขี่ นั่นแปลว่าไม่มีเจ้าชายให้การช่วยเหลือ ถึงอย่างนั้นถ้าเรามองว่า(สามี) Charles คือเจ้าชายน้อยในชีวิตของ(ภรรยา) Beth นี่เป็นการบอกใบ้ว่าเขาได้จากไปแล้ว (ถูกลักพาตัว)
    • หรือจะมองว่าม้าขาว = Charles กำลังถูกไล่ล่า และโดนจับกุมตัว
  • ถ้าอ้างอิงตามนิยามของ Andrei Tarkovsky ม้าคือสัญลักษณ์แทนชีวิต นี่คือช่วงเวลาที่มันถูกไล่ล่า กำลังวิ่งหลบหนี หัวซุกหัวซุน มองหาหนทางเอาตัวรอด

การอ้างอิงถึงหนังสือเจ้าชายน้อย, Le Petit Prince (1943) ของ Antoine de Saint-Exupéry มันอาจดูไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องราวของหนังสัก แต่ถูกใช้ในเชิงเปรียบเทียบอุปนิสัยตัวละคร พูดเล่าถึงสุนัขจิ้งจอก เป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าถึงได้ยาก ต้องค่อยๆเรียนรู้จัก สานสัมพันธ์ เขยิบเข้าใกล้ทีละนิด ถึงเกิดความสนิทสนม มักคุ้นเคย ไม่แตกต่างจากบิดา Edmund และบุตรชาย Charles ภายนอกดูไม่เหมือนค่อยเป็นมิตร ปิดกั้นตนเอง เข้าถึงยาก แต่เมื่อมีโอกาสรับรู้จัก จะพบว่าภายในมีความอบอุ่น เป็นกันเอง รักและห่วงใย

สำหรับเจ้ากระต่าย The Sunshine Grabber จะมีการเล่นตลก ‘Old Jokes’ ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง ซึ่งถือเป็นตัวตายตัวแทนของ Charles มีต้นแบบจากบิดา Edmund (มันจะมีช็อตที่ Ed บดบังภาพวาดเจ้ากระต่างด้านหลัง สามารถสื่อถึงพ่อ-ลูก ไม่แตกต่างกัน)

เหตุการณ์รัฐประหารเกิดขึ้นปี ค.ศ. 1973 ขณะนั้นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกายังคือ Richard Nixon (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี ค.ศ. 1969-74) ด้วยเหตุนี้เลยพบเห็นภาพถ่ายของ Nixon ประดับบนฝาผนังอยู่ทุกๆหน่วยงานรัฐ/สถานทูตสหรัฐอเมริกา แม้นี่เป็นเรื่องปกติพบเห็นได้ทั่วไป แต่กับภาพยนตร์เรื่องนี้(และอีกหลายๆผลงานของผกก. Costa-Gavras จนถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสไตล์ลายเซ็นต์)มันช่างดูมีลับลมคมใน เหมือนใครคนนั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งอย่าง

ระหว่างเดินผ่านห้องดับจิต แอร์หนาวเหน็บยังไม่สั่นสะท้านเท่ากับตอนพบเจอบุคคลเคยรับรู้จัก แต่นั่นยังไม่เทียบเท่าตอนเงยหน้าขึ้นบนเพดาน พบเห็นเงาร่างผู้เสียชีวิตอีกมากมาย รายล้อมรอบทุกทิศทาง

ตัดต่อโดย Françoise Bonnot (1939-2018) สัญชาติฝรั่งเศส บุตรสาวของนักตัดต่อ Monique Bonnot ขาประจำผู้กำกับ Jean-Pierre Melville, เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยมารดาตัดต่อภาพยนตร์ Two Men in Manhattan (1959), ฉายเดี่ยวกับ Army of Shadows (1969), จากนั้นกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Costa-Gavras ตั้งแต่ Z (1969), The Confession (1970), State of Siege (1972), Special Section (1975), missing. (1982), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Tenant (1976), 1492: Conquest of Paradise (1992), Frida (2002), Across the Universe (2007) ฯ

อารัมบทของหนัง (ความยาวประมาณ 25 นาที) ระหว่างเหตุการณ์รัฐประหาร 1973 Chilean Coup d’État นำเสนอผ่านมุมมองตัวละคร Charles Horman ก่อนจะสูญหาย ถูกลักพาตัว ภรรยา Beth กลับมาบ้านก็ไม่พบเจอใคร

หลังจากนั้นเปลี่ยนมานำเสนอผ่านมุมมองบิดา Edmund Horman เดินทางจากสหรัฐอเมริกา ขอความช่วยเหลือจากสถานทูต พูดคุยประจักษ์พยาน (ช่วงระหว่างรับฟัง มักมีแทรกภาพย้อนอดีต Flashback) แล้วออกติดตามค้นหายังสถานที่ต่างๆ โรงพยาบาล สนามกีฬา ห้องดับจิต ฯ กระทั่งได้รับรู้ความจริงบังเกิดขึ้นถึงเดินทางกลับ

ลีลาการตัดต่อหนังก็มีความผิดแผกแตกต่างจากหลายผลงานก่อนหน้าของผกก. Costa-Gavras ดูเชื่องช้า ขาดชีวิตชีวา แต่ยังพอพบเห็นสไตล์ลายเซ็นต์ โครงสร้างดำเนินเรื่อง เริ่มต้นด้วยอารัมบทที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าสงสัย มันเกิดห่าเหวอะไร เพื่อชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิด ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง


เพลงประกอบโดย Vangelis, ชื่อจริง Evangelos Odysseas Papathanassiou (1943-2022) นักแต่งเพลงชาว Greek เกิดที่ Agria, Greece แล้วมาเติบโตยัง Athens, มารดาเป็นนักร้องเสียงโซปราโน ทำให้บุตรชายมีความสนใจในเสียงเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่พอส่งไปเรียนดนตรีกลับไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่ โตขึ้นหลงใหลดนตรี Jazz อายุ 15 รวมกลุ่มผองเพื่อนตั้งวงดนตรี The Forminx, หลังแยกวงได้ทำงานในสตูดิโอ อพยพจากกรีซย้ายมาฝรั่งเศส ก่อนปักหลักประเทศอังกฤษ ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Chariots of Fire (1981), Blade Runner (1982), missing. (1982), 1492: Conquest of Paradise (1992), Alexander (2004) ฯ

ใครที่เคยรับรู้จัก Vangelis อาจมีภาพจำสไตล์ดนตรี Ambient ผสมเข้ากับ Electronic-Jazz มอบสัมผัสโลกอนาคต (Futuristic) กลิ่นอายนัวร์ๆ บรรยากาศมืดหมองหม่น ฟังดูไม่ค่อยเหมาะกับภาพยนตร์การเมืองสักเท่าไหร่

แต่ด้วยวิธีการนำเสนอของ missing. (1982) งานภาพฟุ้งๆ ดูล่องลอย ราวกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในจินตนาการเพ้อฝัน โดยไม่รู้ตัวงานเพลงของ Vangelis สามารถเติมเต็มบรรยากาศดังกล่าว และเสียงดนตรี Electronic ที่มีความหนักอึ้ง สามารถสื่อถึงแรงกดดัน หวาดระแวง บรรยากาศความเป็น-ตาย หายนะ ราวกับวันสิ้นโลกาวินาศ

บทเพลง Curfew เริ่มต้นด้วยเสียงตุบๆ ราวกับหัวใจเต้นตุบ-ตับ สร้างความตื่นเต้น ระทึกขวัญ ถ้าฉันกลับบ้านไม่ทันเคอร์ฟิวหายนะจะบังเกิดขึ้นแน่! ท่วงทำนองหลังจากนั้น คอยสร้างบรรยากาศตึงเครียด กดดัน บางทีความเงียบสงัดก็ทำให้อกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่น้อย

Little Prince (จากหนังสือ The Little Prince) เป็นบทเพลงเดียวที่ฟังแล้วรู้สึกมีประกายความหวัง ทุกครั้งเมื่อ Beth หวนระลึกสามี Charles จะนึกถึงเรื่องราวเจ้าชายกับสุนัขจิ้งจอก กว่าจะมีโอกาสพบเจอ รับรู้จัก สานสัมพันธ์ แต่หลังจากนี้ช่วงเวลาเหล่านั้นคงหลงเหลือเพียงในความทรงจำ หลับฝันถึงเธอตลอดไป

I watched some documentary footage of the coup, and there were just horrible atrocities taking place. But I felt like American audiences do when they watch the news; there’s a distance, it’s something very impersonal.

Sissy Spacek

คำกล่าวนี้ของ Sissy Spacek อธิบายความสนใจของชาวอเมริกัน ต่อสถานการณ์การเมืองโลกได้เป็นอย่างดี ว่าแทบไม่เคยมีความสนใจอะไร เหตุการณ์ใดบังเกิดขึ้นล้วนไม่เกี่ยวข้องกับตัวฉัน มันช่างเหินห่างไกล จะไปยุ่งวุ่นวาย เดือดเนื้อร้อยใจกับมันทำไม?

ซึ่งนี่น่าจะคืออีกเหตุผลที่ผกก. Costa-Gavras ทำหนังออกมาให้ดูฟุ้งๆ ล่องลอย เหมือนฝัน แม้เต็มไปด้วยภาพความรุนแรง เสียงปืนดังขึ้นแทบทุกนาที แต่ผู้ชมกลับแค่รู้สึกหลอกหลอน สั่นสยิวกาย ถ้าไม่สามารถขบครุ่นคิด เข้าใจเนื้อหาสาระภายใน ก็อาจไม่ตระหนักถึงเบื้องหลังข้อเท็จจริง

ว่าบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 1973 Chilean Coup d’État แท้จริงแล้วก็คือรัฐบาลสหรัฐอเมริกา! เพราะครุ่นคิดว่าประธานาธิบดี Salvador Allende เป็นผู้ฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ จึงต้องการโค่นล้ม ล้างอำนาจ แล้วผลักดันนายพล Augusto Pinochet ให้กลายเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร … ยุคสมัยนั้นข้อสรุปนี้เป็นเพียงสมมติฐาน/ทฤษฎีสมคบคิด แต่ปัจจุบันเมื่อมีเอกสารลับหลุดออกมา เปิดเผยว่าทั้งหมดล้วนคือความจริง!

When I saw that film, I was really so moved by it. Because I saw a man and his family, and his wife was talking, and there were pictures of his children growing up, and you heard his music. And then you found out what happened to him. It made me really aware of the impact Missing could have.

Sissy Spacek

แม้พื้นหลังจะเป็นภาพยนตร์แนวการเมือง (Political) แต่ผมรู้สึกว่าผกก. Costa-Gavras อาจด้วยวัยวุฒิเพิ่มสูงขึ้น แต่งงานมีครอบครัว จึงเริ่มประณีประณอม ปฏิเสธการนำเสนอความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา missing. (1982) จึงเบี่ยงเบนเรื่องราวมาฟากฝั่งครอบครัว การสูญเสียคนรักจากภัยพิบัติทางการเมือง

Michèle Ray-Gavras ภรรยาของผกก. Costa-Gavras ทำงานเป็นนักข่าวต่างประเทศ ช่วงปลายปี ค.ศ. 1971 เดินทางสู่ Uruguay เพื่อทำข่าวการเลือกตั้งทั่วไป แล้วจู่ๆถูกลักพาตัวโดยกลุ่มลัทธิอนาธิปไตย OPR-33 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ก่อนได้รับการปล่อยตัว 3 ธันวาคม ค.ศ. 1971 (ไม่แน่ใจว่าอยู่ช่วงระหว่างสามีกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ State of Siege (1972) อยู่หรือเปล่านะ) … นี่ถือเป็นประสบการณ์ตรง และอีกเหตุผลที่ผกก. Costa-Gavras เลือกเล่าเรื่อง missing. (1982) ผ่านมุมมองครอบครัว พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้คนรักรอดชีวิตกลับคืนมา

ไม่ใช่ว่าหลังจากนี้ผกก. Costa-Gavras จะเลิกทำหนังแนวการเมืองนะครับ แต่บรรยากาศ ความเข้มข้น การแสดงความคิดเห็นอันสุดโต่ง เหมือนว่าค่อยๆลดน้อยถอยลง(ตามวัยวุฒิ) นี่สะท้อนความวุ่นวายทางการเมือง เป็นสิ่งสร้างความเหน็ดเหนื่อยหน่าย ไร้หนทางหวัง ไม่มีวันจบสิ้น … เพียงตัวเราเองเท่านั้นแหละจะหยุดพอเมื่อไหร่


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนังเมือง Cannes เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถคว้ามาสองรางวัล … เป็นปีที่หนังสายประกวดคุณภาพกลางๆ ผู้ชนะรางวัล Palme d’Or เลยไม่ค่อยน่าจดจำเมื่อเทียบกับ Fitzcarraldo (1982) และ The Night of the Shooting Stars (1982)

  • Palme d’Or พร้อมกับ Yol (1982)
  • Best Actor (Jack Lemmon)

ด้วยทุนสร้าง $9.5 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกาประมาณ $14-$16 ล้านเหรียญ ไม่มีรายงานรายรับทั่วโลก แต่เห็นว่าประสบความสำเร็จพอสมควร และช่วงปลายปียังมีลุ้นหลากหลายรางวัล

  • Academy Awards
    • Best Picture
    • Best Actor (Jack Lemmon)
    • Best Actress (Sissy Spacek)
    • Best Adapted Screenplay **คว้ารางวัล
  • Golden Globes Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Actor in a Motion Picture – Drama (Jack Lemmon)
    • Best Actress in a Motion Picture – Drama (Sissy Spacek)
    • Best Screenplay

ฉบับ DVD ของ Criterion Collection เมื่อปี ค.ศ. 2008 ขึ้นข้อความ ‘Restored High-Definition’ แต่ดูแล้วน่าจะแค่สแกนดิจิตอล (digital transfer), ส่วน Blu-Ray ของค่าย Indicator วางจำหน่าย ค.ศ. 2018 คุณภาพละเอียด คมชัดกว่า แต่น่าจะยังไม่ได้รับการบูรณะเช่นกัน

เห็นหนังรางวัล Palme d’Or ก็แอบคาดหวังว่าคุณภาพคงไม่ด้อยไปกว่า Z (1969) แต่ระหว่างรับชม แอบฉงนสงสัยว่ากำกับโดย Costa-Gavras จริงๆนะหรือ แม้พอพบเห็นสไตล์ลายเซ็นต์อยู่บ้าง แต่มันแทบไม่หลงเหลือความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเวียน รุนแรง กระแทกกระทั้น กระตุ้นความรู้สึกผู้ชมได้เทียบเท่าผลงานก่อนๆหน้า … มันเหมือนว่า Costa-Gavras ได้ทำในสิ่งที่อยากทำไปหมดสิ้นแล้ว missing. (1982) จึงเปรียบดั่งจิตวิญญาณที่กำลังเลือนลาง ค่อยๆสาปสูญหายไป

นี่คงเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของผกก. Costa-Gavras ที่ผมจะเขียนถึง โดยรวมมีทั้งชื่นชอบและผิดหวัง สาระสำคัญคือสร้างความตระหนักถึงวิถีการเมือง ไม่มีฟากฝั่งไหนน่าคบหา เผด็จการ คอมมิวนิสต์ ฟาสซิสต์ ประชาธิปไตย ฯ เพียงกลุ่มคนบ้าอำนาจ สนเพียงสร้างภาพ กล่าวอ้างผลประโยชน์ ทรยศหักหลังประชาชน

จัดเรต 15+ เสียงปืน ความรุนแรง การยึดอำนาจ คำสัญญาหลอกลวง

คำโปรย | missing. มีการแสดงอันทรงพลังของ Jack Lemmon และ Sissy Spacek แต่เหมือนผู้กำกับ Costa-Gavras จะสูญเสียความหาญกล้าในการนำเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา
คุณภาพ | (บางสิ่งอย่าง)สูญหาย
ส่วนตัว | นิทานก่อนนอน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: