Amadeus (1984)

Amadeus

Amadeus (1984) hollywood : Miloš Forman ♥♥♥♥♡

เรื่องราวชีวประวัติของคีตกวีอัจฉริยะก้องโลก Wolfgang Amadeus Mozart คงไร้ซึ่งความน่าสนใจใดๆหากปราศจากศัตรูคู่อาฆาต Antonio Salieri ที่ถือเป็นคีตกวีชื่อดังแห่งยุคนั้น แต่กาลเวลามิเคยจารึกจดจำไว้ในประวัติศาสตร์ เบื้องหน้าทั้งสองคือมิตรสหายเพื่อนร่วมงานพึ่งพากันได้ แต่ลึกๆแล้ว Salieri จงเกลียดจงชัง Mozart เข้ากระดูกดำ, เข้าชิง Oscar 11 สาขา คว้ามา 8 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

จริงๆจะบอกว่า Salieri จงเกลียดจงชัง Mozart ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว สำนวนไทยตรงสุดที่สามารถใช้อธิบายคือ ‘เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง’ หมายถึง การไม่ชอบใครสักคนหรือเกลียดอะไรบางสิ่งอย่าง แต่กลับอยากได้ผลประโยชน์จากคนๆนั้นหรือสิ่งนั้นมาครอบครอง

Amadeus คือภาพยนตร์กึ่งๆชีวประวัติของ Wolfgang Amadeus Mozart เล่าเรื่องในมุมมองของ Antonio Salieri ผู้มีฝืมือด้านการประพันธ์เพลงไม่โดดเด่นเท่าไหร่ (เรียกว่า Third-Rate Composer คงไม่ผิดอะไร) แต่ความรักชื่นชอบหลงใหล สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณของดนตรีระดับสูงสุด (First-Rate Music Lover) ซึ่งสิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ถ้าคนไม่เคยฟังเพลงคลาสสิกมาก่อน จักเกิดความเข้าใจ(เบื้องต้น) รับสัมผัสประสบการณ์ และมองเห็นความสวยงามเลอค่าของงานศิลปะแขนงนี้

ตอนที่ผมมีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรก ดูจบเกิดความต้องการหาหนังแนวบทเพลงคลาสสิก หรือคีตกวีชื่อก้องโลกมารับชมอีก ที่ได้ค้นพบเรื่องเจ๋งๆเลย อาทิ Tous les matins du monde (1991), Immortal Beloved (1994), Mr. Holland’s Opus (1995) ฯ ไว้ถ้ามีโอกาสคงได้เขียนถึง

Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932 – 2018) ผู้กำกับ นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านนาซี พอโดนจับเลยถูกยิงเสียชีวิต เด็กชาย Forman เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Nachod ต่อมาได้ครอบครัวบุญธรรมรับเลี้ยง ส่งเข้าโรงเรียนที่รวมรวมเด็กกำพร้าครอบครัวจากสงคราม (War Orphans) ที่นั่นทำให้มีโอกาสรู้จัก Ivan Passer (ผู้กำกับภาพยนตร์) และ Vaclav Havel (ต่อมาเป็น ปธน. ของสาธารณรัฐ Czech)

ด้วยความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ได้รับคัดเลือกเป็นตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ เก็บเงินจนซื้อกล้องถ่ายภาพได้เอง จึงเริ่มสนใจงานเบื้องหลัง กำกับถ่ายทำสารคดี จนมีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), The Firemen’s Ball (1967) ฯ หลังจากถูกไล่ออกจาก Czech studio มุ่งสู่ Hollywood สร้าง Taking Off (1971) คว้ารางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) คว้า Oscar 5 สาขา, Amadeus (1984) คว้า Oscar 8 สาขา, The People vs. Larry Hlynt (1996) คว้า Golden Bear เทศกาลหนังเมือง Berlin ฯ

เรื่องราวนำจากละครเวที Amadeus (1979) ของ Sir Peter Levin Shaffer (1926 – 2016) นักเขียนบทละครชื่อดังสัญชาติอังกฤษ (ซึ่งยังรับหน้าที่พัฒนาบทภาพยนตร์เองด้วย) ทำการดัดแปลงจากบทละครขนาดสั้น Mozart and Salieri (1830) ของ Alexander Sergeyevich Pushkin (1799 – 1837) นักเขียน/กวี สัญชาติ Russian ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนึ่งในข่าวลือการเสียชีวิตของ Wolfgang Amadeus Mozart เมื่อปี 1791

ละครเวที Amadeus เริ่มต้นเปิดการแสดงครั้งแรกที่ Royal National Theatre, London ปี 1979 กำกับโดย Sir Peter Hall นำแสดงโดย Paul Scofield รับบท Salieri, Simon Callow รับบท Mozart, Felicity Kendal รับบท Constanze ต่อมาย้ายมายัง West End และก่อนมุ่งสู่อเมริกา Broadway เมื่อปี 1980 นำแสดงโดย Ian McKellen รับบท Salieri, Tim Curry รับบท Mozart และ Jane Seymour รับบท Constanze ทั้งหมด 1,181 รอบการแสดง เข้าชิง Tony Award 7 สาขา คว้ามา 5 รางวัลรวมถึง Best Play และ Best Actor

เกร็ด: มีเพียง 4 เรื่องเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัล Tony (Best Play หรือ Best Musical) และ Oscar ประกอบด้วย My Fair Lady, The Sound of Music, A Man for All Seasons และ Amadeus

Antonio Salieri (รับบทโดย F. Murray Abraham) จากเคยเป็นคีตกวีประจำสำนักราชวัง รัชสมัยจักรพรรดิ Joseph II แห่ง Holy Roman Empire (ครองราชย์ 1764 – 1790) ในช่วงบั้นปลายชีวิตกลายเป็นคนบ้าเสียสติคิดฆ่าตัวตาย ทำการสารภาพบาปกับบาทหลวง Father Vogler (รับบทโดย Richard Frank) ถึงสิ่งที่ตนเคยกระทำต่ออดีตเพื่อนร่วมงาน Wolfgang Amadeus Mozart (รับบทโดย Tom Hulce) โทษว่ากล่าวความผิดทั้งหมดเป็นของพระผู้เป็นเจ้า ที่ทำให้มนุษย์เกิดมาไม่เท่ากัน

F. Murray Abraham (เกิดปี 1939) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania, พ่อเป็นชาว Assyrian อพยพจากประเทศ Syria ตอนอายุ 5 ขวบเพราะทุพภิกขภัย แม่มีเชื้อสาย Italian ตัวเขาเติบโตขึ้นที่ El Paso, Texas ติดชายแดน Mexican เลยมีนิสัยเกเร เคยเข้าร่วมกลุ่มอันธพาลยกพวกตีกันแต่ก็เอาตัวรอดมาได้ โตขึ้นเข้าเรียน University of Texas at Austin ไล่ล่าความฝันเป็นนักแสดงที่ New York ในสังกัดของ Uta Hagen กลายเป็นนักแสดงละครเวที มีผลงานสมทบ They Might Be Giants (1971), All the President’s Men (1976), Scarface (1983) เพราะยังไม่มีใครเห็นแวว จึงรับงานหลายๆอย่าง แต่เพราะเวลาว่างเยอะเลยต้องเป็นพ่อบ้านด้วย (ให้ภรรยาหาเงินเลี้ยงครอบครัว) จนกระทั่งโด่งดังเป็นพลุแตกกับ Amadeus (1985) คว้า Oscar: Best Actor ทำให้งานแสดงไหลมาเทมา ผลงานเด่นอาทิ The Name of the Rose (1986), Last Action Hero (1993), Star Trek: Insurrection (1998), Finding Forrester (2000), Inside Llewyn Davis (2013), The Grand Budapest Hotel (2014)

เกร็ด: F. ที่นำหน้าชื่อ Murray Abraham ใส่เติมเข้ามาเมื่อตอนเริ่มเป็นนักแสดง เพื่อเป็นการระลึกถึงพ่อ Fahrid

รับบท Antonio Salieri (1750 – 1825) คีตกวีสัญชาติ Italian เกิดที่ Legnago ทางตอนใต้ของ Verona (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of Venice) ด้วยความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญสามภาษา (อิตาเลี่ยน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส) ประกอบกับร่ำเรียนดนตรีจาก Florian Leopold Gassmann ทำให้ได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นผู้อำนวยการ Italian Opera ของ Habsburg Court ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 1774 – 1792

ตัวละครในหนัง Salieri เป็นคีตกวีที่มีพรแสวงอย่างสูง เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในพระเจ้าผู้สร้าง แต่เมื่อได้พบเจออัจฉริยะพรสวรรค์ Mozart ทำให้เกิดความคับข้องแค้น อิจฉาริษยา แม้จะหลงใหลในผลงานของอีกฝ่าย แต่ยินยอมรับไม่ได้กับพฤติกรรมการแสดงออก พยายามทำทุกอย่างเบื้องหลังมิให้เขาได้รับโอกาสก้าวหน้าในชีวิต และหาทางวางแผนทำลายเข่นฆ่าด้วยน้ำมือตนเอง … เมื่อเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ สิ่งต่างๆที่ Salieri เคยกระทำมาดร้ายกับ Mozart ได้ย้อนกลับหวนคืนเข้าสู่ตนเอง ต้องการฆ่าตัวตายเพราะตราบาปครั้งนั้นมันกัดกร่อนกินทำลายหัวใจ ทุกข์ทรมานรวดราวแสนสาหัส กระนั้นก็ไม่คิดร้องขอใครหรือแม้แต่พระเจ้าเพื่อให้อภัยความผิดโง่เขลาเบาปัญญาของตนเองนี้

เดิมนั้น Abraham มาคัดเลือกนักแสดงในบทตัวประกอบ Rosenberg บังเอิญไปเข้าตาผู้กำกับ เลยขอให้เขาอ่านบทของ Salieri ตอนแก่ ได้เป็นที่ถูกใจอย่างมากจึงเสนอให้รับบทนี้แทน

ผมมาครุ่นคิดว่า ถ้านักแสดงจากฉบับละครเวที Paul Scofield หรือ Ian McKellen มารับบทนี้ จะสร้างความแตกต่างมากน้อยเพียงไหน แต่ก็คิดว่า Abraham เป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า ช่วงน่าประทับใจสุดคือตอนแก่ ใช้เวลาแต่งหน้าประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ตอนหลับตาทำหน้าเคลิบเคลิ้มจินตนาการถึงโอเปร่าที่ตนเคยประพันธ์ เสียงเพลง/คำร้อง ล่องลอยมากับสายลม นั่นสะท้อนถึงความรักและเข้าใจที่ Salieri มีต่อเสียงเพลง ราวกับเสียงจากสวรรค์

ขณะที่ไฮไลท์ช่วงย้อนอดีต คงเป็นขณะจดบันทึกโน๊ตเพลงให้กับ Mozart ที่ล้มป่วยหนักนอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขามีความแน่แน่วนิ่งมั่นคง เหมือนคนพึ่งพาได้ทุกสิ่งอย่าง แต่แท้จริงแล้วภายในกลับวิปริตคิดคด สนอย่างเดียวคือทำอย่างไรให้บทเพลงนี้เสร็จสิ้นเร็วไป ต้องการได้ยินบทเพลงท่วงทำนองสุดท้ายก่อนศัตรูคู่อาฆาตผู้นี้จะหมดสิ้นลมหายใจจากไป

Thomas Edward ‘Tom’ Hulce (เกิดปี 1953) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Detroit, Michigan ตอนเด็กใฝ่ฝันอยากเป็นนักร้อง แต่เปลี่ยนมาเป็นนักแสดงตอนวัยรุ่น โตขึ้นเข้าเรียน Interlochen Arts Academy ตามด้วย North Carolina School of the Arts จบออกมาช่วงแรกเน้นรับงานละครเวที ภาพยนตร์สร้างชื่อคือ Animal House (1987), โด่งดังพลุแตกกับ Amadeus (1984), ผลงานอื่นๆ อาทิ Dominick and Eugene (1989), พากย์เสียง The Hunchback of Notre Dame (1996) ฯ ปัจจุบันรีไทร์จากการแสดงกลายเป็นโปรดิวเซอร์ละครเวที

Wolfgang Amadeus Mozart (1756 – 1791) คีตกวีสัญชาติ Austria เกิดที่ Salzburg ได้รับการสนับสนุนจากพ่อจนค้นพบอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ เล่นเปียโน, ไวโอลิน, แต่งเพลง, ประพันธ์ Orchestra, Opera ฯ พออายุได้ 17 กลายเป็นนักดนตรีประจำ Salzburg Court เพราะความโหยหาความสำเร็จที่สูงกว่า เดินทางสู่เวียนนาปี 1781 แต่ก็แทบเอาตัวไม่รอด ประสบปัญหาด้านการเงินรุมเร้า

ตัวละครในหนัง Mozart คือเด็กเมื่อวานซืนที่รักสนุก เย่อหยิ่งจองหองอวดดี ไม่ชอบหยุดอยู่นิ่งกับที่ หลงใหลความท้าทาย เวลาครุ่นคิดทำอะไรมักนอกกฎกรอบระเบียบของสังคมอยู่เสมอ เป็นเหตุให้ไม่ค่อยมีใครอยากให้การช่วยเหลือสงเคราะห์สร้างศัตรูไปถ้วนทั่ว แต่ทุกสิ่งอย่างในชีวิตที่พบเจอ ล้วนได้รับการถ่ายทอดลงมาในผลงานเพลงของตนเอง

เกร็ด: น้องสาวจักรพรรดิที่อ้างว่าถูก Mozart ขอแต่งงาน คงเป็นมุกที่พูดแซวเล่นๆ แต่ในประวัติศาสตร์เธอคนนั้นจะคือ Marie Antoinette

เกร็ด2: ขณะที่เด็กชายคนหนึ่งที่ Mozart ยิ้มให้ในงานเลี้ยงปาร์ตี้ สมมติกันว่าน่าจะคือเด็กชาย Beethoven (หาเจอกันรึเปล่าเอ่ย)

มีนักแสดงหลายคนที่มาทดสอบคัดเลือกบทนี้ หนึ่งในนั้นคือ Kenneth Branagh เห็นว่ามีชื่อติดถึงรอบสุดท้าย แต่พลาดไปเพราะผู้กำกับ Forman ตัดสินใจเลือกนักแสดงสัญชาติอเมริกัน พูดสำเนียงอเมริกันเป็นหลักมากกว่า

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะคิกๆของ Hulce เป็นสิ่งที่โดยส่วนตัวไม่ชอบเลยนะ แต่ทำให้ตัวละครผิดแผกแตกต่างกว่าคนอื่น มักดังขึ้นแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ไร้มารยาทกาละเทศะ ซึ่งสะท้อนนิสัยหัวขบถของ Mozart (วิกผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอารมณ์ของตัวละครกระมัง) สร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครได้แปลกพิศดารอย่างยิ่ง, เห็นว่าตัวจริงของ Mozart ก็ชอบหัวเราะคิกๆแบบเว่อๆ แต่ใช่สิ่งที่ Hulce แสดงออกมานี้ไหม ใครในโลกปัจจุบันจะตอบได้กัน!

สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดในการแสดงของ Hulce คือภาพลักษณ์ดูเหมือนเด็กหนุ่มอ่อนวัยไร้เดียงสา วันๆวิ่งเล่นไล่จับสาวๆ เหมือนจะหาความจริงจังอะไรในชีวิตไม่ได้ แต่เมื่อต้องเดินขึ้นเวทีกำกับวงดนตรี สีหน้าปรับเปลี่ยนเป็นซีเรียสเอาจริงแบบสุดๆ แม้ไม่ถึงระดับ Judy Garland เรื่อง A Star is Born (1954) แต่ก็มีใจความไปทิศทางนั้น

เกร็ด: Hulce ใช้เวลาวันละ 6 ชั่วโมง ระยะเวลา 6 เดือนเต็มในการฝึกเล่นเปียโนจนเชี่ยวชำนาญทุกเพลงในหนัง ทุกฉากที่เห็นนั่นคือการแสดงของเขาจริงๆ

เพราะความที่ Abraham กับ Hulce เข้าชิง Best Actor แทบทุกสถาบัน (เป็น Abraham กวาดเรียบ) ตอนขึ้นกล่าวรับรางวัล Oscar เอ่ยประโยคหนึ่งแทนคำของคุณ ได้รับเสียงปรบมือล้นหลามเลยละ (ภาพตัดไปที่ใบ้หน้าของ Hulce แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา)

“there’s only one thing that’s missing for me tonight, and that is to have Tom Hulce standing by my side.”

คือสมัยนั้นสตูดิโอยังไม่หน้าเลือดเท่าสมัยนี้ เพราะถือว่าเป็นบทนำเหมือนกันแบบนี้คือความเสมอภาคเท่าเทียม แต่เหมือนว่านี่จะเป็นครั้งล่าสุดท้ายที่มีสองนักแสดงจากเรื่องเดียวกันเข้าชิง Best Actor ปัจจุบันนี้ถ้าใครคนหนึ่งเข้าชิงสาขานำชายหรือหญิง อีกคนบทเด่นน้อยกว่าก็ตกไปสาขาสมทบจะได้ไม่ต้องแย่งรางวัลกันเอง (แต่ถ้าสมทบทั้งคู่ก็ซวยไปนะ)

ถ่ายภาพโดย Miroslav Ondříček ตากล้องสัญชาติ Czech ขาประจำของ Forman ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก ผลงานเด่น อาทิ If…. (1968), Ragtime (1980), Silkwood (1983), Amadeus (1984), Awakenings (1990) ฯ

มีทั้งหมดเพียง 4 ฉากที่สร้างขึ้นในสตูดิโอ Barrandov Studios ประกอบด้วย โรงพยาบาลจิตเวชของ Salieri (ตอนแก่), อพาร์ทเมนต์ของ Mozart, บันไดทางขึ้น, และโรงละคร Vaudeville Theater ส่วนที่เหลือถ่ายทำยังสถานที่จริงในกรุง Prague, Kroměříž ประเทศ Czechoslovakia โดย Count Nostitz Theatre คือสถานที่ซึ่งโอเปร่าเรื่อง Don Giovanni และ La clemenza di Tito ได้เปิดการแสดงรอบปฐมทัศน์ขึ้นที่นี่เมื่อสองศตวรรษก่อน

นับตั้งแต่ Forman ย้ายมาอยู่อเมริกา ก็แทบไม่เคยกลับไป Czechoslovakia ที่ตอนนั้นปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ (เห็นว่าเจ้าตัวเป็นพวก Anti-Communist) แต่สำหรับ Amadeus ถือเป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะได้กลับไปเยี่ยมเยี่ยนประเทศบ้านเกิด ติดต่อประธานของ Czechoslovak Film Institute เพื่ออธิบายผลประโยชน์จากการที่ภาพยนตร์ Hollywood จะเดินทางมาถ่ายทำ เลยได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แค่ว่าทุกคนจะถูกจับจ้องมองเป็นพิเศษจากตำรวจลับ (Secret Police)

ซึ่งทีมงานก็มีการวางแผนเล่นแกล้ง (Prank) ในวันชาติอเมริกา 4 กรกฎาคม กับฉาก Don Giovanni จะมีการปล่อยธงชาติสหรัฐลงมาจากเพดาน ตัวประกอบกว่า 500 คนลุกขึ้นยืนร่วมร้องเพลง The Star Spangled Banner แต่มีประมาณ 30 กว่าคนที่ไม่ยอมลุกขึ้น (คาดเดากันเลยว่า พวกนั้นน่าจะคือตำรวจลับแน่ๆ)

ความโดดเด่นของงานภาพคือการใช้แสงจากธรรมชาติล้วนๆ หรือถ้าเป็นในห้องฉากกลางคืนมีเพียงเทียนไขส่องสว่าง ไม่มีการใช้หลอดไฟสมัยใหม่เป็นองค์ประกอบ เพื่อให้งานภาพออกมาดูมีความเป็นธรรมชาติที่สุด และสีเหลืองอมส้มให้สัมผัสของความเก่ากึก

ไดเรคชั่นเจ๋งๆของการถ่ายภาพ หลายครั้งเกิดจากการค่อยๆเคลื่อนกล้องเข้าไปหาตัวละคร
– ตอน Mozart เล่นเพลงที่ Salieri แต่งให้ ซึ่งเมื่อเริ่มทดลองเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น มีขณะหนึ่งกล้องเคลื่อนเข้าหา Salieri พบเห็นความอับอายเสียหน้า ราวกับเป็นการตอกย้ำระยะห่าง พรสวรรค์-พรแสวง ระหว่างทั้งคู่ (ฉากถัดมา Salieri เลิกนับถือศรัทธาในพระเจ้าโดยพลัน)
– ขณะที่ Mozart กำลังทนฟังเสียงบ่นของแม่ยายหลังจากภรรยาหนีออกจากบ้าน คือมันยาวเหยียดและน่ารำคาญใจ แต่วินาทีหนึ่งกล้องเคลื่อนเข้าใบหน้าของ Mozart ที่เหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างได้ ช็อตถัดไปเคลื่อนเข้าหาริมฝีปากของแม่ยาย จากนั้นตัดไปที่โอเปร่า The Magic Flute กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาหญิงสาวที่กำลังขับร้อง Soprano, สามช็อตนี้มีความหมายคือ ความสนใจที่เคลื่อนเข้าไป Mozart ครุ่นคิดอะไรบางอย่างได้ นั่นคือเสียงบ่นจิ๊กๆของแม่ยาย เลยแปรสภาพกลายเป็นเสียงคำร้องในโอเปร่าชิ้นใหม่แทน

ตัดต่อโดย Nena Danevic, Michael Chandler, ทั้งเรื่องใช้มุมมองของ Antonio Salieri จากปัจจุบันขณะกำลังเล่าเรื่อง/สารภาพบาปให้บาทหลวง เห็นเป็นภาพย้อนอดีต Flashback ที่มักตัดสลับกลับไปมาอยู่เรื่อยๆพร้อมเสียงบรรยายอธิบายความรู้สึกประกอบ

หนังมีการตัดต่อที่ค่อนข้างเร็ว (ในสมัยนั้น) สลับไปมาระหว่างผู้พูด-ผู้ฟัง หรือถ้าขณะการแสดงก็มักจะ ผู้เล่น-ผู้ชม, บนเวที-วาทยากร (มักเห็นผู้ชมอยู่เบื้องหลังวาทยากรเสมอ) ซึ่งทุกครั้งจะต้องมีตัดไปหา Salieri ที่อาจนั่งหลบแอบอยู่ เพื่อบอกว่าเขาอยู่ร่วมในทุกฉากความทรงจำนี้ที่กำลังเล่านี้

ไฮไลท์ของการตัดต่อคือการแปรสภาพจากอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่ง มีสองช่วงที่โดดเด่น
– ตอนที่ Mozart รับรู้ความตายของพ่อ นั่นสร้างความตกตะลึงงันให้กับเขาอย่างยิ่ง ทันใดนั้นตัดต่อไปที่ภาพใบหน้าพ่อ และโอเปร่า Don Giovanni ชายสวมชุดเกราะสีดำพังทลายกำแพงเดินออกมาอย่างน่าหวาดสะพรึงกลัว
– ตอนภรรยาของ Mozart หนีออกจากบ้านไป เขาต้องทนฟังเสียงบ่นจู้จี้จุกจิกอะไรก็ไม่รู้ของแม่สะใภ้ กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปที่ปากของเธอ จากนั้นตัดไปที่โอเปร่า The Magic Flute ขณะนักร้อง Soprano กำลังส่งเสียงร้องเหมือนเสียงนกจิ๊กๆ

สองฉากเด่นๆนี้ เป็นการสร้างความเข้าใจให้กับผู้ชมถึงอิทธิพล/ความเป็น’ศิลปิน’ของ Mozart ที่นำเอาสิ่งต่างๆพบเจอในชีวิต ดัดแปลงออกมาเป็นผลงานเพลง/โอเปร่าชิ้นเอกของตนเอง

ฉบับแรกสุดของหนังความยาว 180 นาที แต่ได้ถูกตัดออกราว 20 นาที ด้วยเหตุผลเรื่องการตลาด เมื่อกาลเวลาผ่านไปถึงปี 2002 ยุคสมัยที่ DVD และ Director’s Cut เริ่มได้รับความนิยม Forman เลยตัดสินใจนำต้นฉบับดั้งเดิมแรกสุดมาทำแผ่นขาย

“In the ’80s we are having a three-hour film about classical music, with long names and wigs and costumes. Don’t forget that no major studio wanted to finance the film, for these reasons. So we said, ‘Well, we don’t want to be pushing the audience’s patience too far’. Whatever was not directly connected to the plot, I just cut out. But it was a mutual decision [to limit the running time]. I wanted the best life for the film myself… Well, once we are re-releasing it on DVD, it doesn’t matter if it is two hours and 40 minutes long, or three hours long. So why don’t we do the version as it was written in the script?”

ว่าไปผมเคยแต่รับชมฉบับ 3 ชั่วโมง ซึ่งมีความสมบูรณ์มากๆ (แถมได้เห็นหน้าอกของ Elizabeth Berridge เป็นของแถม) เลยถือว่าเป็นความคุ้มค่าที่อยากแนะนำบอกต่อ เว้นแต่ถ้าคุณคลั่งไคล้หนังมากๆจริงๆ ก็ลองหาฉบับ 161 นาทีมาเปรียบเทียบดูเองแล้วกัน

เครดิตสำหรับเพลงประกอบ ใช้บริการ Orchestra จากประเทศอังกฤษ Academy of St Martin in the Fields กำกับวงโดย Sir Neville Marriner ขณะที่ Chorus มาจาก Academy Chorus of St Martin in the Fields, Ambrosian Opera Chorus และ The Choristers of Westminster Abbey

มี 4 โอเปร่าของ Mozart ในหนัง ประกอบด้วย
– The Abduction from the Seraglio สะท้อนลักษณะนิสัยตัวตนของ Mozart ชื่นชอบรับคำท้า (แต่งเพลงเป็นภาษาเยอรมัน) ทำอะไรนอกรีดนอกรอย (มีฉากใน Harem) ฯ
– The Marriage of Figaro คือความโกลาหนในรักสามเส้าเล่าในมุมตลก ซึ่งสะท้อนเข้ากับ Mozart แต่งงานกับ Constanze แต่หญิงสาวกำลังจะไปมีชู้กับ Salieri
– Don Giovanni ความหวาดกลัวของ Mozart ต่อพ่อที่สูญเสียชีวิตจากไป ราวกับว่าสักวันหนึ่งเขาอาจลุกขึ้นฟื้นคืนชีพจากหลุม
– The Magic Flute เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างแสงสว่างกับความมืด เหมือนการคาดหวังสิ่งดีๆต่อบุคคลที่ชอบหลอกลวง ซึ่งความรักเป็นสิ่งที่ทำให้ตอนจบได้รับชัยชนะ

ถ้าคุณเคยรับชมหรือรับรู้เนื้อหาของอุปรากรทั้ง 4 เรื่องนี้มาก่อน จะช่วยเสริมความเข้าใจและเหตุผลที่ทำไมถึงเลือกนำมาใส่หนังได้ด้วย เนื่องจากถ้าเขียนโดยละเอียดมันคงยาวมากๆเลยละ ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน

บทเพลงคลาสสิก(ที่เด่นๆ) อาทิ
– Symphony No. 25 in G minor, K. 183, 1st movement
– Serenade for Winds in B-flat major, K. 361, 3rd movement
– Symphony No. 29 in A major, K. 201, 1st movement
– Concerto for Two Pianos in E-flat major, K. 365, 3rd movement
– Symphonie Concertante in E-flat major, K. 364, 1st movement
– Piano Concerto No. 22 in E-flat major, K. 482, 3rd movement
– Requiem in D minor, K. 626
– Piano Concerto No. 20 in D minor, K. 466, 2nd movement

อื่นๆ
– เพลงของ Mozart ที่ Salieri เล่นเปียโนในโรงพยาบาลจิตเวชคือ Eine Kleine Nachtmusik, K 525 Allegro
– ตอน Mozart เล่นเพลงที่ Salieri แต่งให้ ซึ่งเมื่อเริ่มทดลองเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่น กลายมาเป็น Non piu andrai, farfallone amoroso ท่อนหนึ่งของ The Marriage of Figaro
– บทเพลงกล่อมหมาให้เงียบ Piano Concerto No. 15 in B-Flat, K450: III. Allegro

นำมาให้ฟังกับโอเปร่าของ Salieri ชื่อว่า Axur, Re d’Ormus: Act IV: Son Queste Le Speranze น่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแล้วกระมัง (ต้นเรื่องที่ Salieri ตอนแก่เล่นบนเปียโน ก็บทเพลงนี้นะครับ)

Sound Editing ต้องถือว่าระดับ Masterpiece เลยละ (สมัยนั้นรางวัล Oscar เหมารวมคือสาขา Best Sound ยังไม่แยก Mixing, Editing) หลายครั้งจะได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นก่อน แล้วค่อยตัดไปเห็นภาพโอเปร่า/การแสดงนั้นๆ, ไฮไลท์อยู่ตอน Mozart ให้ Salieri จดบันทึกโน๊ตเพลง Requiem เริ่มจากได้ยินเครื่องดนตรีแยกทีละชิ้น พอครั้งสุดท้ายบรรเลงรวมกันประสานเสียง (อารมณ์ประมาณ Ratatouille ขณะทดลองกินอาหารชิ้นแรก ชิ้นสอง พอผสมรวมตัวกันได้รสชาติใหม่)

เห็นว่า Soundtrack มีการบันทึกขึ้นก่อนเสร็จสรรพ (Pre-Record) ซึ่งระหว่างโปรดักชั่นก็จะเปิดเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศในการถ่ายทำ และนักแสดงจะสามารถเล่นเครื่องดนตรี/ขยับปากขับร้อง/โบกสะบัดมือกำกับวง ตรงกับเสียงที่ได้ยิน

เกร็ด: มีผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีได้ทำการสังเกตศึกษาและค้นพบว่า ทุกคีย์ที่เล่น เสียงร้องในโอเปร่า หรือการโบกสะบัดของวาทยากร มีความตรงต่อเสียงที่ได้ยินเปะๆแบบไม่มีเหลื่อมล้ำ เรียกว่ามีความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบ

ความแตกต่างระหว่างพรสวรรค์กับพรแสวง ก็อาจใช่มีที่มาจากพระเจ้าประทานให้ (ในทางพุทธจะบอกว่า เพราะผลบุญกรรมบารมีสะสมมาแตกต่างกัน) เป็นสิ่งไม่มีทางเลือกเกิดได้ ซึ่งกับ Salieri ผู้มีพรแสวงอันน่ายกย่อง เมื่อพบเห็นพรสวรรค์สุดพิเศษของ Mozart มันเลยยากจะยินยอมรับความพ่ายแพ้ การกล่าวโทษต่อพระเจ้าจึงคือทางออกที่แม้ฟังดูไร้สาระ (ชาวคริสต์น่าจะบอกประมาณว่า โทษไปแบบนี้ก็ไม่ถูก) แต่ก็ทำให้ตัวเองสามารถมีชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอดต่อไปได้ในโลกอยุติธรรมใบนี้

มันอาจเป็นเรื่องน่าสงสารเห็นใจแทน Salieri ที่ไม่มีวันเอาชนะ Mozart ได้สำเร็จ แต่ผมมองเรื่องพรรค์นี้มันคือวิถีสัจธรรมของโลก ใช่ว่าทุกคนจะเกิดมาดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ก็ดูอย่าง Mozart ชีวิตของเขาก็ใช่ว่าจะยกย่องสรรเสริญเท่าผลงาน เพราะความที่เก่งกาจอัจฉริยะเกินไป เลยมีความเย่อหยิ่งยโสโอหังจนไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย แถมสร้างศัตรูมากมายให้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเองอีก เชื่อว่าถ้าเลือกได้หลายคนอยากเกิดมามีพรแสวงแบบ Salieri มากกว่าอัจฉริยะพรสวรรค์แบบ Mozart เสียอีกนะ

การที่ Salieri สามารถไต่เต้ามาจนถึงจุด(เกือบ)สูงสุดของอาชีพ/ชีวิต เป็นสิ่งน่าเคารพยกย่องเชิดชู ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรต้องไปอิจฉาริษยาไอ้เด็กเมื่อวานซืนยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่นั่นเพราะกิเลสตัณหา ความต้องการได้รับชัยชนะที่หนึ่งเพียงผู้เดียว คือแรงผลักดันที่ทำให้เขาพยายามทำทุกสิ่งอย่าง แม้หนทางแห่งความชั่วร้าย เพื่อให้ได้ไปถึงเส้นชัยนั้นก่อนใคร จารึกนามของตนเองให้อยู่คู่คงในหน้าประวัติศาสตร์โลกา

แต่ทุกความชั่วร้ายที่ Salieri ครุ่นคิดกระทำแสดงออกมา มันกลับค่อยๆกัดกร่อนจิตวิญญาณของตนเอง พบเห็นความพ่ายแพ้ที่แม้ผ่านมาอีกแค่ไม่กี่ศตวรรษ ผลงานของตนเองก็ถูกหลงลืมหมดสิ้น ด้วยความไม่รู้จักปล่อยวางความยึดติดจากอดีต หมกมุ่นกับความอิจฉาริษยา จนในที่สุดกลายเป็นคนบ้าเสียสติแตกเข้าโรงพยาบาลจิตเวช นี่แม้แต่พระ/บาทหลวงก็มิอาจช่วยเหลือแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

ใจความของภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนอความบ้าคลั่งที่เกิดจากการลุ่มหลงในชื่อเสียง ยึดติดกับความสำเร็จ หมกมุ่นอยู่แต่ชัยชนะ ทั้งๆที่ตนเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่ก็ไม่ยอมรับตนเอง ผลสุดท้ายคือร่างกาย-จิตวิญญาณ ค่อยๆสูญเสียการควบคุม หมดสิ้นสติสตางค์ความเป็นมนุษย์ ไม่เชิงกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็ราวกับตกนรกทั้งเป็น

ระหว่างรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเกิดความความใคร่สงสัยในตัวผู้กำกับ Forman ว่าเขาเปรียบตัวเองเป็นใครระหว่าง Mozart กับ Salieri จริงๆพิจารณาจากมุมมองทิศทางการเล่าเรื่องก็ได้คำตอบแล้วละ แต่สิ่งที่เป็นการยืนยันอย่างแน่นอน คือครั้งหนึ่งของการให้สัมภาษณ์

“Everything I did in my life I did because I wanted to win. The will to win belongs to my essential motivational powers. However, winning is quite exhausting so the next thing, which always comes to my mind, is this: Fine, I have won, but that’s not it. Next time it’s going to be even harder.”

นี่แปลว่า Forman มองเทียบตัวเองเป็น Salieri อย่างแน่นอน ไขว่คว้าหาชัยชนะที่สูงค่าขึ้นไปเรื่อยๆ แต่น่าเสียดายสุดท้ายแล้วเขาก็มิอาจกลายเป็นผู้กำกับสุดยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับ John Ford, Alfred Hitchcock, Stanley Kubrick ฯ กระนั้นหลายๆผลงานในชีวิตก็เพียงพอการันตีได้ว่า ชื่อของเขาคงจะไม่ถูกลบลืมเลือนจางหายไปง่ายๆแน่ จนกว่าจักถึงสิ้นสุดของยุคสมัยภาพยนตร์

ด้วยทุนสร้าง $18 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในอเมริกาสูงถึง $52 ล้านเหรียญ ทั้งๆที่ไม่เคยติด Top 5 ของ Boxoffice (สูงสุดคืออันดับ 8), เข้าชิง Oscar 11 สาขา คว้ามา 9 รางวัล ประกอบด้วย
– Best Picture ** คว้ารางวัล
– Best Director ** คว้ารางวัล
– Best Actor (F. Murray Abraham) ** คว้ารางวัล
– Best Actor (Tom Hulce)
– Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล
– Best Cinematography [พ่ายให้กับ The Killing Fields]
– Best Film Editing [พ่ายให้กับ The Killing Fields]
– Best Art Direction ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design ** คว้ารางวัล
– Best Makeup ** คว้ารางวัล
– Best Sound ** คว้ารางวัล

เนื่องจากสาขา Best Original Score ไม่พิจารณาบทเพลงที่มิได้แต่งขึ้นเพื่อหนังโดยเฉพาะ จึงทำให้ Amadeus พลาดโอกาสเข้าชิงไป (จริงๆปีก่อนมันมีสาขา Best Adaptation Score แต่เพิ่งถูกยกเลิกไปปีนี้) ซึ่งตอน Maurice Jarre ขึ้นรับรางวัลจากเรื่อง A Passage to India พูดขึ้นว่า

“I was lucky Mozart was not eligible this year”.

ผู้ประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้นคือ Laurence Olivier ในวัย 78 ร่างกายอิดๆออดๆ ความทรงจำไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอขึ้นเวทีหลังพูดขอบคุณ Academy ที่เชิญเขามาร่วมงาน เสร็จแล้วเปิดซองอ่านชื่อผู้ชนะโดยทันที หลงลืมแนะนำรายชื่อภาพยนตร์เรื่องอื่นๆที่ได้เข้าชิง ด้วยเหตุนี้เมื่อโปรดิวเซอร์ Saul Zaentz ขึ้นรับรางวัล เลยได้ทำการเอ่ยชื่ออีก 4 เรื่องที่เหลือในคำกล่าวสุนทรพจน์ด้วย

ถึงผมจะไม่ชอบเสียงหัวเราะเกรียนๆของ Tom Hulce แต่เหตุผลความจงรักจงใคร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าสัมผัส ‘ประสบการณ์’ ในการรับชม ก่อให้เกิดความเข้าใจถึงระดับจิตวิญญาณของบทเพลงคลาสสิก ที่ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหน้าหนัง แต่ยังตัวตนของศิลปินออกมาด้วย

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงไม่เคยมีความใคร่สนใจในบทเพลงคลาสสิก แต่ชื่อของ Mozart น้อยคนนักที่คนรักภาพยนตร์จะไม่รู้จัก นี่คือโอกาสอันดีที่จะทำความเข้าใจตัวตนของชายหนุ่มอัจฉริยะระดับโลก ที่ชีวิตก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และแฝงข้อคิดเกี่ยวกับการลุ่มหลงใหลยึดติดในชื่อเสียงความสำเร็จ

แนะนำอย่างยิ่งกับคอเพลงคลาสสิก นักดนตรี ผู้หลงใหลในบทเพลงของ Mozart, ชื่นชอบแนว Costume Period เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็ม, รู้จักผู้กำกับ Miloš Forman และนักแสดง F. Murray Abraham, Tom Hulce, Jeffrey Jones ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความโฉดชั่วมาดร้ายของ Salieri

TAGLINE | “ถึงผู้กำกับ Miloš Forman จะมองตนเองเป็นเพียง Antonio Salieri แต่ตัวเขาได้ก้าวผ่านระดับนั้นไปแล้ว แม้ไม่เทียบเท่า Wolfgang Amadeus Mozart แต่คงไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาง่ายๆแน่”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of