Amadeus (1984)
: Miloš Forman ♥♥♥♥♥
เรื่องราวชีวประวัติ Wolfgang Amadeus Mozart คงไร้ความน่าสนใจหากปราศจากศัตรูคู่อาฆาต Antonio Salieri ที่แม้อาจไม่จริงตามประวัติศาสตร์ แต่ช่วยทำให้หนังมีความน่าสนใจระดับ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
ภาพยนตร์หาใช่สารคดี มันจึงไม่มีกฎตายตัวว่าต้องทำออกมาให้เป๊ะๆตามประวัติศาสตร์ และต่อให้อ้างอิงตามตามหลักฐานปรากฎ ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งถูกต้องที่สุดเสมอไป! คนรับชมหนังมาเยอะจะไม่พร่ำบ่นรายละเอียดเหล่านี้ เพราะมันคือวิสัยทัศน์ของผู้สร้าง เราต้องมองจากความตั้งใจ นำเสนอแบบนั้นด้วยจุดประสงค์อะไร ได้ผลลัพท์ตรงตามความคาดหวังมากน้อยเพียงไหน
Amadeus คือชื่อกลางของ Wolfgang Amadeus Mozart แต่หนังกลับเล่าเรื่องผ่านมุมมองคีตกวี Antonio Salieri ที่เป็นศัตรูคู่อาฆาต ฝืมือด้านการประพันธ์เพลงอาจไม่โดดเด่นเท่าไหร่ (เรียกว่า Third-Rate Composer คงไม่ผิดอะไร) แต่สามารถเข้าถึงความลุ่มลึกล้ำ จิตวิญญาณบทเพลงระดับสูงสุด (First-Rate Music Lover) … สำหรับคนไม่เคยฟังเพลงคลาสสิก คำอธิบายบทเพลงของ Salieri จักทำให้บังเกิดความเข้าใจ(เบื้องต้น)เป็นอย่างดี
Antonio Salieri (1750-1825) คีตกวีสัญชาติอิตาเลียน ในชีวิตจริงอายุไล่เรี่ย (Mozart เกิดปี ค.ศ. 1756) ถือเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจมีการแข่งขันกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ความสำเร็จ/ตำแหน่งหน้าที่การงานของ Salieri ไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้องอิจฉาริษยา Wolfgang Amadeus Mozart แทบทั้งหมดคือเรื่องปรุงแต่งจากการสังเกตการณ์ของคนรุ่นหลัง เพราะบุคคลหนึ่งกลายเป็นตำนาน vs. อีกคนถูกหลงลืมตามกาลเวลา
เรื่องราวชีวประวัติ Wolfgang Amadeus Mozart จริงๆแล้วมันก็มีความน่าสนใจอยู่เยอะ แต่ในมุมของนักเล่าเรื่อง/ผู้สร้างภาพยนตร์ มันคงเป็นสิ่งซ้ำๆเดิมๆ พบเจอได้ทั่วๆไป สารคดีเพียงข้อเท็จจริงมันช่างน่าเบื่อหน่าย การเพิ่มเติมตัวร้าย สร้างตัวละครกึ่งจริง-กึ่งแต่ง สามารถสร้างสีสัน การถกเถียง และความบันเทิงเริงรมณ์กว่าเท่าตัว!
Milos Forman’s Amadeus is one of the riskiest gambles a filmmaker has taken in a long time — a lavish movie about Mozart that dares to be anarchic and saucy, and yet still earns the importance of tragedy. This movie is nothing like the dreary educational portraits we’re used to seeing about the Great Composers, who come across as cobwebbed profundities weighed down with the burden of genius. This is Mozart as an eighteenth-century Bruce Springsteen, and yet (here is the genius of the movie) there is nothing cheap or unworthy about the approach.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie
ทีแรกผมไม่ได้ครุ่นคิดจะหวนกลับมาปรับปรุงบทความนี้เลยนะ แค่ว่าระหว่างไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Forman สังเกตเห็นวิธีการใช้เพลงประกอบ โดยเฉพาะลีลาตัดต่อ Taking Off (1971) เลยเกิดความฉงนสงสัยกับ Amadeus (1984) ว่าอาจมีบางสิ่งอย่างมองข้ามไปหรือเปล่า? … หนังเพิ่งผ่านการบูรณะ 4K ก็เลยลองหาดูสักหน่อย
ถ้าคุณรับชมผลงานของผกก. Forman ไล่เรียงตั้งแต่เรื่องแรกๆมาจนถึง Amadeus (1984) จักพบเห็นหลากหลายความเชื่อมโยง จิตวิญญาณนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบ (ต่อเผด็จการ) โหยหาอิสรภาพในการรังสรรค์ผลงาน (เปรียบเทียบการสร้างภาพยนตร์ = Mozart ประพันธ์เพลงคลาสสิก) … หวนกลับมารับชมคราวนี้ ผมรู้สึกว่าถ้า Mozart เกิดในศตวรรษที่ 20th คงได้กลายเป็นนักปฏิวัติเลื่องชื่อระบือนาม
ก่อนอื่นขอกล่าวถึงละคอนเวที (ไม่เชิงว่าเป็นละคอนเพลง) Amadeus สร้างโดย Sir Peter Levin Shaffer (1926-2016) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ โดยได้รับแรงบันดาลใจ/ขยับขยายเรื่องราวจากบทละคอน (Poetic Drama) ขนาดสั้น Mozart and Salieri (1830) ประพันธ์โดย Alexander Pushkin (1799-1837) นักเขียน นักกวีสัญชาติ Russian ซึ่งนำจากข่าวลือความขัดแย้งระหว่าง Wolfgang Amadeus Mozart และ Antonio Salieri
ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979 ณ Royal National Theatre (London) กำกับโดย Peter Hall, นำแสดงโดย Simon Callow (Mozart), Paul Scofield (Salieri)
ก่อนย้ายมา Broadway ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1980 ณ Broadhurst Theatre นำแสดงโดย Tim Curry (Mozart) และ Ian McKellen (Salieri) จำนวน 1,181 รอบการแสดง เข้าชิง Tony Award จำนวน 7 สาขา คว้ามา 5 รางวัล
- Best Play ** คว้ารางวัล
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Leading Actor in a Play (Tim Curry)
- Best Leading Actor in a Play (Ian McKellen) ** คว้ารางวัล
- Best Costume Design
- Best Scenic Design ** คว้ารางวัล
- Best Lighting Design ** คว้ารางวัล
เกร็ด: ในปี ค.ศ. 1981, Roman Polanski ได้ทำการกำกับ & รับบทนำ Mozart ฉบับละคอนเวทีที่กรุง Warsaw (Poland) ต่อด้วย Théâtre Marigny (Paris) และที่ Milan เมื่อปี ค.ศ. 1999
แม้ละคอนเวทีจะประสบความสำเร็จระดับปรากฎการณ์ แต่กลับไม่มีสตูดิโอภาพยนตร์แห่งหนไหนให้ความสนใจ นั่นเพราะหนังเกี่ยวกับเพลงคลาสสิกไม่มีใครครุ่นคิดว่าจะขายได้ จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ Saul Zaentz (1921-2014) พอได้รับชมแล้วเกิดความสนอกสนใจ เลยโน้มน้าวผกก. Forman ที่เคยร่วมงาน One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)



Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932-2018) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บิดา-มารดาเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี (Czech Resistance) เด็กชายไม่รู้ประสีประสาพบเห็นทั้งสองถูกทหารเยอรมัน (Gestapo) ควบคุมตัวออกจากบ้าน ไม่เคยหวนกลับมา เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Náchod ต่อมาได้รับเลี้ยงโดยครอบครัวบุญธรรม ส่งเข้าโรงเรียนประจำรวมรวมเด็กกำพร้าสงคราม (War Orphans) ทำให้มีโอกาสรู้จักเพื่อนผู้กำกับ Ivan Passer, Jerzy Skolimowski และ(ว่าที่)ปธน. Václav Havel
ตั้งแต่เด็ก Forman ใฝ่ฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ละคอนเวที โตขึ้นเข้าเรียนเขียนบท Academy of Performing Arts in Prague (AMU) ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ(ละคอนเวที) Alfréd Radok เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้องฟีล์ม ถ่ายทำสารคดี Audition (1964), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Black Peter (1964), มีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), ก่อนผลงานถัดมา The Firemen’s Ball (1967) ถูกแบนห้ามฉายในประเทศบ้านเกิด จึงออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา Taking Off (1971), โด่งดังกับ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) คว้ารางวัล Oscar: Best Picture
เมื่อปี ค.ศ. 1979, ผกก. Forman ได้รับการเชื้อเชิญให้รับชมละคอนเวที Amadeus น่าจะที่กรุง London แม้ไม่ค่อยมีความกระตือรือล้นสักเท่าไหร่ แต่แค่องก์แรกก็เกิดความลุ่มหลงใหล แทบมิอาจอดใจรอองก์ถัดไป ตอบตกลงโปรดิวเซอร์ Zaentz แล้วติดต่อหา Peter Shaffer ร่วมกันดัดแปลงบทภาพยนตร์
ฉบับภาพยนตร์มีการเพิ่มเติมบทเพลงคลาสสิก การแสดงอุปรากร รวมถึงปรับเปลี่ยนหลายๆสิ่งอย่างเพื่อให้เรื่องราวมีความสมเหตุสมผลเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะตอนจบที่ Salieri เปิดเผยความจริงต่อ Mozart กลายมาเป็นบุคคลผู้อยู่เบื้อง ให้ความช่วยเหลือสรรค์สร้างผลงานชิ้นสุดท้าย Requiem Mass
เรื่องราวนำเสนอผ่านมุมมองอดีตคีตกวีสูงวัย Antonio Salieri (รับบทโดย F. Murray Abraham) ช่วงบั้นปลายชีวิตอาศัยอยู่โรงพยาบาลจิตเวช พร่ำเพ้อว่าตนเองคือผู้ฆาตกรรม Wolfgang Amadeus Mozart (รับบทโดย Tom Hulce) เล่าย้อนความหลังให้บาทหลวง Father Vogler ถึงเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
แม้เกิดในครอบครัววาณิช Salieri มีความใฝ่ฝันอยากเป็นคีตกวี ความตายของบิดาทำให้เขาได้รับโอกาส เดินทางสู่กรุง Vienna ไต่เต้าจนกลายเป็นนักประพันธ์เพลงประจำราชสำนัก (Court Composer) ของ Holy Roman Emperor Joseph II (1741-90, ครองราชย์ 1765-90) จนกระทั่งการมาถึงของ Mozart รับรู้ว่าผลงานเพลงของอีกฝ่ายยอดเยี่ยมกว่ามาก แต่อุปนิสัยละลาบละล้วง เสียงหัวเราะกวนบาทา แถมยังชอบกระทำสิ่งต่อต้านสังคม ทำให้เขาเกิดความรังเกียจ ปนอิจฉาริษยา เหตุไฉนพระเจ้าถึงเลือกคนชั้นต่ำมาเป็นนักประพันธ์เพลงสุดยิ่งใหญ่
Salieri จึงพยายามกระทำสิ่งต่างๆเพื่อกีดกั้นขวางโอกาสความสำเร็จของ Mozart แต่ขณะเดียวกันเขาคือแฟนตัวยง ไม่เคยพลาดสักรอบการแสดง! พอสถานการณ์การเงินเข้าขั้นวิกฤต ติดหนี้ติดสินใครไปทั่ว ทำการปลอมตัวเป็นยมทูต (เลียนแบบอุปรากร Don Giovanni) ว่าจ้างให้ประพันธ์ผลงานเพลงชิ้นสุดท้าย Requiem Mass แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จ อีกฝ่ายก็พลันด่วนเสียชีวิตจากไปก่อน
F. Murray Abraham (เกิดปี ค.ศ. 1939) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Pittsburgh, Pennsylvania ก่อนย้ายมาเติบโต El Paso, Texas บิดาเป็นชาว Assyrian อพยพจากประเทศ Syria ส่วนมารดามีเชื้อสาย Italian American, ช่วงวัยเด็กนิสัยเกเร เคยเข้าร่วมกลุ่มอันธพาล หาเรื่องชกต่อยกับใครไปทั่ว โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Texas Western College (ปัจจุบันคือ University of Texas at El Paso) แล้วไปต่อที่ University of Texas at Austin จบออกมาทำงานละลอนเวที ได้รับบทสมทบภาพยนตร์ They Might Be Giants (1971), All the President’s Men (1976), Scarface (1983), จนกระทั่งโด่งดังพลุแตกกับ Amadeus (1985) คว้ารางวัล Oscar: Best Actor ทำให้งานแสดงไหลมาเทมา The Name of the Rose (1986), Last Action Hero (1993), Star Trek: Insurrection (1998), Finding Forrester (2000), Inside Llewyn Davis (2013), The Grand Budapest Hotel (2014) ฯ
เกร็ด: F. ที่นำหน้าชื่อ Murray Abraham ใส่เติมเข้ามาเมื่อตอนเริ่มเป็นนักแสดง เพื่อเป็นการระลึกถึงบิดา Fahrid
รับบท Antonio Salieri (1750-1825) คีตกวีสัญชาติอิตาเลียน เกิดที่ Legnago ทางตอนใต้ของ Verona (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of Venice) สามารถสื่อสารสามภาษา (Italian, German, French) โตขึ้นเรียนดนตรีกับ Florian Leopold Gassmann ทำให้ได้รับการส่งเสริมเป็นผู้อำนวยการ Italian Opera ประจำราชสำนึก Habsburg Court ณ กรุง Vienna ระหว่างปี ค.ศ. 1774-92
ตัวละครในหนัง Salieri คือคีตกวีพรแสวง ช่วงแรกๆเต็มไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระเป็นเจ้า จนเมื่อได้พบเจอคีตกวีอัจฉริยะ Mozart แม้หลงใหลผลงานของอีกฝ่าย แต่ไม่สามารถยินยอมรับพฤติกรรมแสดงออก เกิดความโกรธ รังเกียจ อิจฉาริษยา จนหมดสูญสิ้นศรัทธา(ต่อพระเจ้า) พยายามทำทุกอย่างเพื่อกีดกัน ผลักไส ไม่ให้ได้รับโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน และยังครุ่นคิดแผนการกำจัดให้พ้นภัยทาง … หลายปีถัดมากลายเป็นคนบ้า เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช
ในตอนแรก Abraham เดินทางมาทดสอบหน้ากล้องบทบาท Count Orsini-Rosenberg (ผู้ได้บทคือ Charles Kay) แต่ระหว่างการอ่านบทต่อหน้าผกก. Forman จู่ๆขอให้เขาเปลี่ยนมาเป็น Salieri (ตอนแก่) แล้วทำได้ดีเกินความคาดหมาย!
Abraham เป็นนักแสดงที่มีการควบคุมใบหน้า-ดวงตาได้อย่างน่าสนเท่ห์ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น Mozart คือใคร? เหตุไฉนถึงประพันธ์เพลงได้ไพเราะเพราะพริ้ง? เวลาพูดกล่าวถึง(เพลงของ Mozart)ใบหน้าดูเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ความผิดหวังเมื่อแรกพบเจอ พยายามเก็บซ่อนความโกรธ รังเกียจขยะแขยง ปั้นแต่งสีหน้า ทำตัวเหมือนไม่ยี่หร่า แสร้งทำเป็นคนดี ลับหลังกลับ … แอบเข้าชมทุกการแสดง ด้วยความรู้สึกขัดย้อนแย้งภายในจิตใจ
ไฮไลท์การแสดงของ Abraham คือช่วงตอนแก่ที่โรงพยาบาลจิตเวช ตลอดระยะเวลาถ่ายทำสามสัปดาห์ ต้องตื่นเช้าตีสี่ แต่งหน้าแต่งตาสี่ชั่วโมงครึ่ง ระหว่างนั้นก็ซักซ้อมกิริยาท่าทาง ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนบ้า หลายครั้งแสดงความเย่อหยิ่ง หลงตนเอง ยกยอปอปั้นว่าฉันเก่ง แต่แววตาดูห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย กาลเวลากัดกร่อนบ่อนทำลายจิตวิญญาณ อุปรากรเคยสร้างไว้ค่อยๆเลือนหาย ตรงกันข้ามกับผลงานของ Mozart ยังคงมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักเหนือกาลเวลา
แซว: ตัวละครทั้งหมดในหนังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน นั่นเพราะผกก. Forman ไม่ต้องการให้นักแสดงเสียเวลาเลียนสำเนียงยุโรป เพียงทุ่มกับการแสดงอย่างเต็มที่
Thomas Edward Hulce (เกิดปี ค.ศ. 1953) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Detroit, Michigan วัยเด็กวาดฝันอยากเป็นนักร้อง พอเติบใหญ่วัยรุ่นเสียงเปลี่ยนเลยหันเหความสนใจสู่การแสดง ตอนอายุสิบหาหนีออกจากบ้าน เข้าเรียนการแสดง Interlochen Arts Academy ต่อด้วย Beloit College และ North Carolina School of the Arts ช่วงแรกๆมีผลงานละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก September 30, 1955 (1977), Animal House (1978), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Amadeus (1984), ผลงานอื่นๆ อาทิ Dominick and Eugene (1989), มินิซีรีย์ Murder in Mississippi (1990), The Heidi Chronicles (1995), พากย์เสียงอนิเมชั่น The Hunchback of Notre Dame (1996) ฯ
รับบท Wolfgang Amadeus Mozart (1756-91) คีตกวีสัญชาติ Austria เกิดที่ Salzburg บิดาค้นพบอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ เล่นเปียโน, ไวโอลิน, แต่งเพลง, ประพันธ์ออร์เคสตรา, อุปรากร ฯ พออายุสิบเจ็ดกลายเป็นนักดนตรีประจำราชสำนัก Salzburg Court ก่อนเดินทางสู่ Vienna เมื่อปี ค.ศ. 1781
ตัวละครในหนัง Mozart คือชายหนุ่มรักสนุก ชอบพูดทะลึ่งตึงตัง จนหลายครั้งดูละลาบละล้วง เสียงหัวเราะกวนบาทา แม้ความสามารถในการประพันธ์เพลงไม่เป็นสองรองใคร แต่ชอบกระทำสิ่งนอกกรอบ ขัดต่อกฎระเบียบ ต่อต้านสังคม พอมีปัญหาเรื่องการเงิน เลยไม่มีใครอยากช่วยเหลือ หันไปพึ่งพาสุรามึนเมามาย ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ผกก. Forman พยายามมองหานักแสดงหน้าใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จัก และไม่ได้มาจากฟากฝั่งละคอนเวที West End หรือ Broadway จากผู้สมัครกว่า 1,400 คน ทำการอ่านบท ทดสอบหน้ากล้อง ซักซ้อมเปียโน ในระยะเวลาห้าเดือน ก่อนตัดสินใจเลือก Tom Hulce
ภาพลักษณ์ Hulce ดูเหมือนชายหนุ่มน้อย ขี้เล่นซุกซน ภายนอกดูไม่ค่อยจริงอะไรอะไรกับชีวิต แต่ขณะทำงานหรือขึ้นทำการแสดงบนเวที สีหน้าปรับเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม จริงจัง เอ่อล้นด้วยความเย่อยิ่ง ทะนงตน ลุ่มหลงในตนเอง เพราะบทเพลงที่ประพันธ์ล้วนมีความไพเราะ สมบูรณ์แบบ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขสักตัวโน๊ตเดียว!
เกร็ด: Hulce เคยเล่นแต่กีตาร์ เลยต้องใช้เวลาวันละ 3-4 ชั่วโมง ฝึกฝนการเล่นเปียโนจนเชี่ยวชำนาญ และสามารถเล่นเองได้ในหลายๆฉาก รวมทั้งตอนนอนกลับหัวเล่น Harpsicord
บางคนอาจชื่นชอบ แต่ส่วนใหญ่คงรำคาญการหัวเราะเสียงสูงของ Hulce มักดังขึ้นแบบไม่รู้เวล่ำเวลา ไร้กาละเทศะ สะท้อนอุปนิสัยหัวขบถ ต่อต้านบิดา (Father Complex) และสังคม (Anti-Social) วิกผมก็ปรับเปลี่ยนตามอารมณ์ นี่เป็นการสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวละครได้แปลกพิศดารอย่างยิ่ง … เห็นว่าตัวจริงของ Mozart ก็ชอบส่งเสียงหัวเราะประหลาดๆ ก็ไม่รู้แบบเดียวกับสิ่งที่พบเห็นในหนังหรือเปล่า?
อีกความผิดแปลกที่มีการพูดกล่าวถึงกันเยอะคือลีลาการกำกับวงออร์เคสตรา ด้วยความที่ยุคสมัยนั้นมีวิธีการ ท่วงท่าทางแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก (วาทยากรสมัยก่อนจะไม่ยืนเบื้องหน้า แต่ยังนั่งเล่นเปียโนและกำกับวงพร้อมไปด้วย) ผู้สร้างเลยไม่แนะนำให้ Hulce เข้าคอร์สเรียนการกำกับวงดนตรี เขาจึงเพียงเลียนแบบท่วงท่า และขยับเคลื่อนไหวตามอารมณ์มากกว่าจะทำให้มันถูกต้องตามทฤษฎี
ด้วยความที่ Abraham และ Hulce ต่างเข้าชิงสาขานักแสดงนำแทบทุกสถาบัน และเป็น Abraham กวาดเรียบแทบทุกสถาบัน ตอนขึ้นกล่าวรับรางวัล Oscar: Best Actor จึงกล่าวคำขอบคุณ Hulce ที่ได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม
there’s only one thing that’s missing for me tonight, and that is to have Tom Hulce standing by my side.
F. Murray Abraham
ถ่ายภาพโดย Miroslav Ondříček (1934-2015) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Prague, Czechoslovakia โตขึ้นเข้าเรียนการถ่ายภาพยัง Barrandov Studio Training School แล้วมีโอกาสร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Miloš Forman ตั้งแต่สารคดี Audition (1964), ผลงานเด่นๆ อาทิ Intimate Lighting (1965), Loves of a Blonde (1965), The Fireman’s Ball (1967), ก่อนโกอินเตอร์กับ If…. (1968), Taking Off (1971), O Lucky Man! (1973), Hair (1979), Ragtime (1981), Amadeus (1984), Awakenings (1990), A League of Their Own (1992) ฯ
งานภาพของหนังมีความโฉบเฉลี่ยว ฉวัดเฉวียน ตามสไตล์โปรดักชั่น Holywood จัดเต็มโปรดักชั่นงานสร้าง เลือกสถานที่/พระราชวัง มีความหรูหราหมาเห่า เต็มไปด้วยภาพวาด ศิลปะชนชั้นสูง งดงามวิจิตรศิลป์, เสื้อผ้าหน้า(วิก)ผมก็เป็นไปตามยุคสมัย ลวดลายสีสัน ช่างดูละลานตายิ่งนัก!
สิ่งท้าทายของการถ่ายภาพ คือผกก. Forman สั่งให้เพียงแสงธรรมชาติล้วนๆ หรือถ้าเป็นฉากภายใน/ยามค่ำคืน แหล่งกำเนิดแสงล้วนมาจากเทียนไข ไม่มีการใช้หลอดไฟสมัยใหม่ เพื่อสร้างความสมจริงตามยุคสมัย ซึ่งสีเหลืองทองอร่าม(ของเทียนไข)มอบสัมผัสย้อนยุคสมัย คลาสสิก
ตั้งแต่ที่ผกก. Forman อพยพลี้ภัยสู่สหรัฐอเมริกา ก็ไม่เคยหวนกลับบ้านเกิด Czechoslovakia แต่สำหรับ Amadeus (1984) เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญ ติดต่อประธานสหพันธ์ภาพยนตร์แห่ง Czechoslovak อธิบายข้อดี-ข้อเสีย ผลประโยชน์จากกองถ่ายภาพยนตร์ Hollywood เลยได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แค่ว่าทุกคนจะถูกสังเกตการณ์จากตำรวจลับ (Secret Police)
Miloš had to sign an agreement that he would go to his hotel every night for the year that he was there and that his driver would be his best friend from the old days. And everybody knew what would happen to his best friend if something untoward politically happened around Miloš, because Miloš was a sort of local hero and he was dangerous to the authorities.
นักออกแบบท่าเต้น Twyla Tharp
หนังปักหลักถ่ายทำอยู่กรุง Prague และ Kroměříž นานถึงเจ็ดเดือน (31 มกราคม – 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1983) มีเพียง 4 ฉากสร้างขึ้นในสตูดิโอ Barrandov Studios ประกอบด้วย โรงพยาบาลจิตเวช, อพาร์ทเมนต์ของ Mozart, บันไดทางขึ้นอพาร์ทเมนท์, โรงละคร Vaudeville Theater (ทำการแสดง The Magic Flute), ส่วนที่เหลือถ่ายทำยังสถานที่จริงอย่าง Gryspek Palace (The Emperor’s Palace), Archbishop’s Palace (Salieri แรกพบเจอ Mozart), Kroměříž Castle, Château de Guermantes, Hradcany Square, St Giles’ Church (โบสถ์แต่งงาน), ไฮไลท์คือ Estates Theatre สถานที่ที่เมื่อสองศตวรรษก่อนเคยทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ Don Giovanni (1787) และ La clemenza di Tito (1791)
แซว: ในวันชาติสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม ขณะนั้นกำลังถ่ายทำอุปรากร Don Giovanni ทีมงานมีการวางแผนกลั่นแกล้ง (Prank) ด้วยการปล่อยธงชาติสหรัฐลงจากเพดาน ตัวประกอบกว่า 500 คนลุกขึ้นยืนร่วมร้องเพลง The Star Spangled Banner แต่มีประมาณ 30 กว่าคนนั่งนิ่งเฉย เลยคาดเดากันน่าจะคือตำรวจลับแน่ๆ
ตัดต่อโดย Nena Danevic, Michael Chandler (Never Cry Wolf, Mashima: A Life in Four Chapters),
แม้หนังจะชื่อ Amadeus แต่กลับดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองศัตรูคู่อริ/คีตกวีสูงวัย Antonio Salieri ขณะอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ได้รับการเยี่ยมเยียนจากบาทหลวง Father Vogler เรียกร้องข้อให้สารภาพบาป จึงพูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในอดีต ตั้งแต่แรกพบเจอ Mozart ตัดสลับกลับไปกลับมาประกอบเสียงบรรยายความรู้สึก
- อารัมบท,
- คีตกวีสูงวัย Antonio Salieri เกิดอาการคลุ้มคลั่ง พยายามจะฆ่าตัวตาย
- ระหว่างพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลจิตเวช ได้รับการเยี่ยมเยียนจากบาทหลวง Father Vogler จึงพูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในอดีต
- แรกพบเจอ Wolfgang Amadeus Mozart
- เริ่มเล่าช่วงเวลาวัยเด็กของตนเอง vs. Mozart
- แรกพบเจอ Mozart ในงานเลี้ยงที่พระราชวังของ Prince Archbishop of Salzburg ชื่นชมในอัจฉริยภาพ แต่เต็มไปด้วยความรังเกียจขยะแขยงพฤติกรรมต่ำตม ไม่รู้จักกาละเทศะของอีกฝ่าย
- Salieri โน้มน้าว Emperor Joseph II ให้ว่าจ้างงาน Mozart
- Emperor Joseph II แรกพบเจอ Mozart ว่าจ้างให้เขียนอุปรากรภาษา German
- Salieri สอนร้องเพลง Caterina Cavalieri
- การแสดงอุปรากร The Abduction from the Seraglio
- ติดตามด้วยเรื่องวุ่นๆหลังเวที
- Salieri พยายามกีดกั้นขวางความก้าวหน้าของ Mozart
- Mozart แต่งงานกับ Constanze Weber ขัดต่อคำสั่งของบิดา
- Emperor Joseph II กำลังมองหาครูสอนดนตรีให้กับหลานสาว Princess Elizabeth ทีแรกให้ความสนใจ Mozart แต่ถูก Salieri กีดกั้นขวาง
- Mozart ปฏิเสธที่จะทำตามกฎระเบียบ ภรรยาจึงเอาตัวเองเข้าแลกกับ Salieri แต่ถูกทำให้อับอายขายหน้า
- Mozart เดินทางมาขอความช่วยเหลือจาก Salieri ส่งให้ไปเป็นครูสอนดนตรีบุตรสาวของ Michael Schlumberg แต่รับไม่ได้ที่ต้องเล่นดนตรีให้สุนัขฟัง
- บิดา Leopold Mozart เดินทางมาถึง รับไม่ได้กับสภาพที่อยู่อาศัย
- Mozart พาบิดาเข้าร่วมงานเลี้ยงสวมหน้ากาก (Masquerade Party)
- The Marriage of Figaro
- Salieri ส่งสาวใช้มาทำงานอพาร์ทเมนท์ของ Mozart รายงานว่ากำลังเขียนอุปรากรเรื่องใหม่ แอบเข้าไปดูพบเจอว่าคือ The Marriage of Figaro
- ความเข้าหู Emperor Joseph II เรียกตัว Mozart มาพูดคุย จนยินยอมอนุญาตให้สร้าง
- ระหว่างการซักซ้อมอุปรากร มีฉากเต้นรำบนเวทีซึ่งขัดต่อคำสั่งของจักรพรรดิ เลยถูกสั่งห้ามเล่ม ก่อนที่ Emperor Joseph II จะแอบมารับชมแล้วอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ
- การแสดงอุปรากร The Marriage of Figaro
- The Magic Flute & Requiem Mass
- Mozart ได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของบิดา นำเอาความเศร้าโศกเสียใจ มาทำเป็นอุปรากร Don Giovanni
- Salieri ปลอมตัวเป็นยมทูต ว่าจ้าง Mozart ประพันธ์บทเพลงแห่งความตาย Requiem Mass
- Mozart ได้รับการว่าจ้างจาก Emanuel Schikaneder เริ่มเขียนอุปรากร The Magic Flute
- Constanze Weber ไม่พึงพอใจที่ Mozart ตอบตกลงเขียน The Magic Flute เลยตัดสินใจหอกบุตรชายหนีออกจากบ้าน
- อุปรากร The Magic Flute สำเร็จลุล่วงโดยดี
- แต่สภาพร่างกายของ Mozart ล้มป่วยอิดๆออดๆ ได้รับความช่วยเหลือจาก Salieri พากลับอพาร์ทเม้นท์
- Salieri ช่วยเหลือ Mozart จดบันทึกโน๊ตเพลง Requiem Mass
- พอภรรยาหวนกลับมาบ้าน Mozart ก็สิ้นใจตาย
- ปัจฉิมบท
- งานศพ Mozart จัดอย่างอเนจอนาถ ถูกทิ้งขว้างลงหลุมฝังศพ
- กลับมาปัจจุบัน Salieri อำลาบาทหลวง เจ้าหน้าที่ลากรถผ่านฝูงชนบ้า
ยุคสมัยนั้นหนังมีการตัดต่อที่ค่อนข้างเร็ว (แต่ถ้าเทียบกับปัจจุบันคงดูช้าเนิบ) บ่อยครั้งมีการตัดสลับคู่ขนาน อดีต-ปัจจุบัน, ระหว่างผู้พูด-ผู้ฟัง หรือขณะการแสดงก็นักแสดง-ผู้ชม, บนเวที-วาทยากร และหลายต่อหลายครั้งมักตัดหา Salieri แอบหลบมุม ซ่อนตัวอยู่สักแห่งหน (ก็เพราะเป็นการเล่าเรื่องจากความทรงจำ)
แต่ไฮไลท์การตัดต่อที่ผมชอบมากสุด คือการสำแดงอิทธิพลจากสิ่งพบเห็น นำมาเป็นแรงบันดาลใจสรรค์สร้างผลงานเพลง ซึ่งก็มีสองเหตุการณ์โดดเด่น
- Mozart รับรู้ความตายของบิดา สร้างความตกตะลึง หวาดสะพรึง ฉายภาพใบหน้าพ่อ แล้วตัดไปการแสดงอุปรากร Don Giovanni ชายสวมชุดเกราะสีดำ (ดูราวกับยมทูต) พังทลายกำแพงออกมา
- เป็นการเปรียบเทียบยมทูต = บิดา, แม้ตายไปแล้วยังคงสร้างอิทธิพล ความหวาดสะพรึงกลัว
- Constanze Weber หลบหนีออกจากบ้าน Mozart เดินทางไปหาแม่ยาย ทนฟังคำพร่ำบ่น ตำหนิต่อว่า พูดอะไรไม่รู้จู้จี้จุกจิก กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าไปที่ปากของเธอ แล้วตัดไปยังอุปรากร The Magic Flute ขณะนักร้องเสียง Soprano กำลังส่งเสียงร้องเหมือนนกจิ๊กๆ
ฉบับออกฉายดั้งเดิม Theatrical Cut ความยาว 161 นาที เอาจริงๆมีความครบถ้วนสมบูรณ์ดีอยู่แล้ว แต่ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 2002 ด้วยเหตุผลเรื่องการตลาดล้วนๆ จึงมีการเพิ่มเติมฟุตเทจสูญหาย (จริงๆมันก็คือฉบับเต็มของหนัง ก่อนตัดออกบางส่วนให้ได้ความยาวเหมาะสมสำหรับฉายโรงภาพยนตร์) กลายมาเป็น Director’s Cut ความยาว 181 นาทีที่ถูกใครต่อใคร (รวมถึงตัวผมเอง) พร่ำบ่นว่าไม่จำเป็นสักเท่าไหร่
In the ’80s we are having a three-hour film about classical music, with long names and wigs and costumes. Don’t forget that no major studio wanted to finance the film, for these reasons. So we said, “Well, we don’t want to be pushing the audience’s patience too far”. Whatever was not directly connected to the plot, I just cut out. But it was a mutual decision [to limit the running time]. I wanted the best life for the film myself.
Well, once we are re-releasing it on DVD, it doesn’t matter if it is two hours and 40 minutes long, or three hours long. So why don’t we do the version as it was written in the script?
Miloš Forman
หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบ เพราะทั้งหมดนำจากบทเพลงที่ Mozart (และ Salieri) ประพันธ์ไว้แล้วเมื่อหลายศตวรรษก่อน (เลยไม่มีชื่อเข้าชิง Best Original Score สักสถาบัน) แต่มอบหมายงานกำกับวงออร์เคสตราให้กับ Sir Neville Marriner (1924-2016) วาทยากรชาวอังกฤษ ผู้ได้รับคำนิยาม “one of the world’s greatest conductors” ร่วมกับวงออร์เคสตรา Academy of St Martin in the Fields, ส่วนวงคอรัส/อุปรากรใช้บริการ Ambrosian Opera Chorus และ The Choristers of Westminster Abbey
เกร็ด: งานของ Sir Marriner เสร็จสิ้นก่อนเริ่มต้นโปรดักชั่น (Pre-Record) เพื่อว่าระหว่างการถ่ายทำ จักนำเอาบทเพลงเหล่านั้นมาเปิดสร้างบรรยากาศ นักแสดงสามารถขยับปากร้อง โบกสะบัดมือ (กำกับวง) เล่นดนตรีตามเสียงได้ยินเป๊ะๆโดยไม่ผิดเพี้ยน
เสียงแรกที่ได้ยินในหนัง ตัดมาจากอุปรากร Don Giovanni, K 527; Act 2, Commendatore Scene แต่บทเพลงแรกได้ยินตอน Salieri พยายามจะฆ่าตัวตาย เลยถูกส่งไปโรงพยาบาลจิตเวชคือ Symphony No. 25 in G minor, K. 183, I. Allegro con brio เป็นบทเพลงที่ Mozart ประพันธ์ขึ้นตอนอายุ 17 ปี เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1776 เลยมีชื่อเล่น “Little G minor symphony”
ท่วงทำนองเพลงนี้ช่างมีความสนุกสนาน ครึ้นครื้นเครง สำแดงความขี้เล่นซุกซนของ Mozart แต่เป็นการเลือกบทเพลงที่สร้างความหลอกหลอกให้กับ Salieri (ตัดสลับระหว่างงานเลี้ยงเต้นรำ vs. Salieri ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล) ช่วงวัยชราต้องอดรนทนทุกข์ทรมาน ไม่อยากยินยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่สามารถต่อต้านทานกระแสแห่งกาลเวลา
Salieri เล่นเปียโนสามบทเพลงระหว่างการมาเยี่ยมเยียนของบาทหลวง Father Vogler ประกอบด้วย
- เพลงแรก … ยังหาข้อมูลไม่ได้
- เพลงสองชื่อว่า Axur, re d’Ormus (แปลว่า Axur, king of Ormus) อุปรากรกึ่งสุขกึ่งโศก 5 องก์
- และเพลงสุดท้ายของ Mozart: Serenade No. 13 for strings in G major, K. 525 (1787) หรือที่ใครๆรู้จักกันในชื่อ Eine kleine Nachtmusik ภาษาเยอรมันแปลว่า A Little Night Music
บทเพลงที่ Mozart กำกับวงออร์เคสตราในงานเลี้ยงที่พระราชวังของ Prince Archbishop of Salzburg ชื่อว่า Serenade for Winds in B-flat major, K. 361, VII. Finale. Molto allegro (1781) หรือชื่อเล่น Gran Partita แม้คำอธิบายของ Salieri จะพูดว่า “This was no composition by a performing monkey.” แต่ความขี้เล่นซุกซนจากเสียง Basset Horn ให้ความรู้สึกเหมือนลิงน้อยกำลังละเล่นซุกซน
บทเพลงที่ Salieri แต่งให้กับ Mozart ชื่อว่า March of Welcome แต่เพลงนี้ไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์! คาดว่าน่าจะเป็นการประพันธ์ของ Sir Neville Marriner นำเอาท่วงทำนองจืดๆ ธรรมดาๆ มาปรับปรุงในสไตล์ Mozart ก่อนถูกนำมาใช้ในบทเพลง Act I, Scene X: Non più andrai (You will not go anymore) จากอุปรากร The Marriage of Figaro ใครจดจำทำนองได้ ลองเทียบกับบทเพลงนี้ดูนะครับ … ลองอ่านคำแปลเนื้อร้องตามด้วยนะครับ จะพบว่ามีเนื้อหาในเชิงเสียดสีล้อเลียน “You pocket Narcissus” เป็นการปู้ยี้ปู้ยำบทเพลงที่ Salieri อุตส่าห์แต่งให้ได้อย่างยียวนกวนบาทา
| คำร้องอิตาเลียน | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Non più andrai, farfallone amoroso, Notte e giorno d’intorno girando, Delle belle turbando il riposo, Narcisetto, Adoncino d’amor. Non più avrai questi bei pennacchini, Quel cappello leggiero e galante, Quella chioma, quell’aria brillante, Quel vermiglio, donnesco color. Tra guerrieri, poffar bacco! Gran mustacchi, stretto sacco, Schioppo in spalla, sciabla al fianco, Collo dritto, muso franco, Un gran casco, o un gran turbante, Molto onor, poco contante, Ed invece del fandango, Una marcia per il fango, Per montagne, per valloni, Con le nevi e i sollioni. Al concerto di tromboni, Di bombarde, di cannoni, Che le palle in tutti i tuoni All’orecchio fan fischiar. Cherubino, alla vittoria, Alla gloria militar! | You shall go no more, amorous butterfly, Fluttering around night and day, Disturbing the sleep of beautiful women, You little Narcissus, you little Adonis of love. You will no more have those pretty feathers, That light and gallant hat, That head of hair, that brilliant air, That rosy, womanly color in your cheeks. Among warriors, by Bacchus! Giant mustaches, a tight rucksack, A musket on your shoulder, a saber at your side, Neck straight, face bold, A large helmet, or a large turban, Much honor, but little cash! And instead of the Fandango (dance), A march through the mud, Over mountains, through valleys, In the snow and under the burning sun. To the concert of trombones, Of mortars and of cannons, Which make the bullets whistle In all tones past your ears. Cherubino, on to victory! To military glory! |
The Abduction from the Seraglio (1782) อุปรากรประเภท Singspiel (มีบทพูดสลับกับการร้องเพลง) ขนาดสามองก์ของ Mozart เนื้อร้องภาษาเยอรมันโดย Gottlieb Stephanie ทำการดัดแปลงจากบทละคอน Belmonte and Constance, or The Abduction from the Seraglio (1781) ประพันธ์โดย Christoph Friedrich Bretzner
เรื่องราวมีพื้นหลังในประเทศ Turkey ช่วงศตวรรษที่ 16th ขุนนางหนุ่มชาวสเปน Belmonte พร้อมกับคนรับใช้ Pedrillo เดินทางมาให้ความช่วยเหลือคู่หมั้น Constanze ถูกโจรสลัดจับมาขายเป็นทาสในฮาเร็มของ Pasha Selim แต่ทว่าแผนการกลับล้มเหลว ทั้งหมดถูกจับกุม ในตอนแรก Selim ตั้งใจจะประหารชีวิต แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายคือบุตรชายของศัตรูเก่า เลยเลือกแสดงความเมตตา เพื่อพิสูจน์ว่าความดีงามสูงส่งเหนือกว่าความอาฆาตแค้น
อุปรากร The Abduction from the Seraglio โดยปกติจะใช้เวลาทำการแสดง 2 ชั่วโมงกว่าๆ (ไม่นับรวมพักครึ่งหรือ Intermission) ก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย แต่เหตุผลที่โด่งดังเพราะคำวิพากย์วิจารณ์ของ Emperor Joseph II ที่กลายเป็นตำนานลือเล่าขาน “Zu schön für unsere Ohren, und gewaltig viel Noten, lieber Mozart!” ใครต่อใครมักแปลว่า “That is too fine for my ears – there are too many notes.” ถึงกระนั้นนักประวัติศาสตร์หลายคนออกมาบอกว่า “gewaltig viel Noten” ควรจะหมายถึง “an extraordinary number of notes” น่าจะถูกต้องกว่า
ผมตีความการเลือกใช้อุปรากรนี้ในสองแง่มุม ตัวละครนางเอกชื่อ Constanze คงเป็นการอุทิศให้คู่หมั้น Constanze Weber, ขณะที่เรื่องราวหนัง Mozart กึ่งๆลักพาตัวนักร้องอุปรากร Caterina Cavalieri มาจาก Salieri ทำให้อีกฝ่ายถึงจุดแตกหัก รับไม่ได้กับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
สำหรับบทเพลงที่นำมาใช้ในหนังคือ Act III. Finale ซึ่งมีการแปลคำร้องเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้ชมอเมริกันเข้าใจได้กระมัง และคำว่า “Honour to his regal name!” ฟังดูเหมือนทำการยกย่องสรรเสริญ Emperor Joseph II แสดงความเมตตา อนุญาตให้ Mozart ประพันธ์เพลงนี้ด้วยสนราคา 450 Florins (ผมสอบถาม AI ประมาณค่าเงินในปัจจุบัน $45,000 – $67,500 เหรียญ)
Pasha Selim
May he Live forever!
Ever, ever, ever, ever!
Honour to his regal name!
Honour to his regal name!
May his noble brow emblazon
Glory, fortune, joy and fame!Honour be to Pasha Selim
Honour to his regal name!
Honour to his regal name!
ปล. บทเพลงที่ Mozart เล่นในงานเลี้ยงสวมหน้ากาก (Masquerade Party) ทำหน้าเครียดๆ เล่นอย่างจริงจัง (ก่อนผายลม) เพื่อล้อเลียน Salieri เห็นว่านำจาก Act II. Vivat Bacchus! Bacchus lebe! แปลว่า Long live Bacchus! Long live Bacchus!
บทเพลงงานแต่งงานระหว่าง Mozart กับ Constanze Weber ชื่อว่า Great Mass in C minor, K. 427, I. Kyrie (1783) นี่เป็นบทเพลงที่ Mozart ตั้งใจประพันธ์ขึ้นเพื่อเป็นของขวัญสำหรับว่าที่ภรรยา และขณะนั้นกำลังพยายามขออนุญาตบิดา (ที่ไม่ยินยอมให้แต่งงาน) เลยสัญญากับตนเองว่าถ้าสามารถพาเธอกลับไป Salzburg ในฐานะภรรยาสำเร็จ จะแต่งเพลงมิสซาเพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้า
เพลงนี้ทำการแสดงครั้งแรกที่โบสถ์ St. Peter’s Abbey ณ Salzburg วันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 1783 ซึ่งเป็นการหวนไปเยือนบ้านเกิดครั้งแรกหลังแต่งงาน และภรรยา Constanze ยังคือนักร้องนำ (Soprano Soloist) แต่หลังจากสูญเสียบุตรชายคนแรก ทำให้เขาหมดความสนใจแต่งต่อ (คงมองว่าแต่งไปหลายท่อนแล้ว เติมเต็มคำสัญญาให้ไว้) ยังคงเหลือท่อนสองท้ายๆที่ยังไม่เสร็จดี
ผมกะไว้แล้วว่าต้องมีแฟนพันธุ์แท้ Mozart แกะบทเพลงทั้งหมดระหว่างที่ Salieri แอบอ่านโน๊ตเพลงประพันธ์ยังไม่เสร็จ ขอไม่ลงรายละเอียดแต่ละบทเพลงแล้วกัน
- 00:45 Concerto for Flute, Harp, and Orchestra in C major, KV 299, II. Andantino
- 01:18 Symphony No. 29 in A major, KV 201, I. Allegro moderato
- 01:32 Concerto for Two Pianos & Orchestra in E-flat major, KV 365, III. Rondo. Allegro
- 01:38 Sinfonia Concertante for Violin, Viola and Orchestra in E-flat major, KV 364, I. Allegro maestoso
- 01:47 Great Mass in C minor, K. 427, I. Kyrie
Piano Concerto No. 15 in E-flat, K. 450, III. Allegro จากบรรเลงเปียโนกล่อมสุนัขให้หยุดเห่า กลายมาเป็นออร์เคสตราระหว่างเดินเล่นบนท้องถนน แต่พอกลับมาถึงบันไดบ้านพบเจอบิดา พลันเปลี่ยนเป็นอุปรากร Don Giovanni, K 527; Act 2, Commendatore Scene เดียวกับเสียงแรกที่ได้ยินในหนัง
เกร็ด: นักเปียโนจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า Piano Concerto No. 15 มีความซับซ้อน ท้าทาย เล่นยากสุดในบรรดาคอนแชร์โตทั้งหมดของ Mozart
The Marriage of Figaro (1786) อุปรากรสี่องก์ของ Mozart, คำร้องภาษาอิตาเลียนโดย Lorenzo Da Ponte, ดัดแปลงจากละคอนตลก(ที่ถูกแบน)ฝรั่งเศส La folle journée, ou le Mariage de Figaro (1778) แปลว่า The Mad Day, or The Marriage of Figaro ประพันธ์โดย Pierre-Augustin de Beaumarchais
เรื่องราวเกิดขึ้นในวันแต่งงานของ Figaro และ Susanna ซึ่งเป็นคนรับใช้ในปราสาทของ Count Almaviva เหตุการณ์วุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อท่านเคานต์พยายามจะใช้สิทธิศักดินาโบราณ เพื่อมีความสัมพันธ์กับ Susanna ก่อนเข้าพิธีวิวาห์ Figaro (ร่วมมือกับ Susanna และ Countess Rosina) วางแผนดัดหลังด้วยการสลับตัวในสวยยามค่ำคืน ท้ายที่สุดเมื่อความจริงเปิดเผย ท่านเคานต์ต้องคุกเข่าขออภัยภรรยา และเรื่องราวก็จบลงด้วยการให้อภัย พร้อมงานแต่งงานสุดหรูหรา
ในหนังพบเห็นอุปรากรนี้สองครั้ง Act III, Scene 22. Ecco la marcia, andiamo แปลว่า Here’s the march, let’s go เนื่องจาก Emperor Joseph II สั่งห้ามไม่ให้มีการเต้นบัลเล่ต์ในอุปรากร เพราะความไม่ชอบส่วนตัว และมองว่ามันดูวุ่นๆวายๆ จึงถูกสั่งแบน และมีการฉีกโน๊ตเพลงทิ้งช่วงเต้นรำ จนกระทั่งทรงแอบมาเห็นระหว่างการซักซ้อม ฉงนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น จึงยินยอมอนุญาตให้เป็นกาลพิเศษ
อีกบทเพลง Act IV, Scene 28. A tutti contenti saremo cosi แปลว่า We will be happy with everyone like this ซึ่งก็คือตอนจบของอุปรากร เพื่อฉายให้เห็นขณะ Emperor Joseph II อ้าปากหาวหลังพานผ่านสามชั่วโมง (ไม่นับรวมพักครึ่งหรือ Intermission) มันช่างเยิ่ยยาวและน่าเบื่อเกินไปนิด
แซว: ตอนที่ Mozart คุยโวโอ้อวดด้วยการบอกว่าสามารถยืดยาวบทเพลง 20 นาทีให้กับ Emperor Joseph II ปรากฎว่าฉากนั้น ณ ตอนจบขององก์สอง Act II, Scene 15. Esci omai, garzon malnato แปลว่า Get out now, you ill-born boy! กลับไม่ได้อยู่ในหนัง … ผมเลยนำมาให้รับฟังกัน นี่เป็นบทเพลงที่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ “20 นาทีอัจฉริยะที่สุดของ Mozart”
มันมีร้อยแปดอุปรากรที่ Salieri ประพันธ์ขึ้นมากมาย แต่หนังเลือกมาแค่เรื่องเดียวที่น่าจะโด่งดังสุดในชีวิต Axur, re d’Ormus (1788) แปลว่า Axur, king of Ormus, คำร้องภาษาเยอรมันโดย Lorenzo Da Ponte เพื่อเฉลิมฉลองการอภิเษกสมรสของพระนัดดา(หลานชาย) Archduke Francis ของ Emperor Joseph II
(Axur, re d’Ormus ดั้งเดิมนั้น Salieri ประพันธ์เป็นภาษาฝรั่งเศสชื่อว่า Tarare (1787) คำร้องโดย Pierre Beaumarchais)
เรื่องราวของ King Axur กษัตริย์แห่ง Ormus (ตะวันออกกลาง) เป็นผู้บ้าอำนาจและเผด็จการ เกิดความหลงใหล Aspasia ภรรยาผู้เลอโฉมของแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ Atar จึงสั่งให้คนสนิทไปลักพาตัวนาง พยายามครอบครองโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว, หลังจากทราบเรื่อง Atar บุกเข้าไปในวังเพื่อให้ความช่วยเหลือ ก่อนถูกจับกุม ตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ทว่าทหารและประชาชนต่างลุกฮือขึ้นต่อต้านกษัตริย์ผู้ฉ้อฉล จนทำให้ King Axur ตัดสินใจจบชีวิตตนเอง และ Atar ปราดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่
ตอนต้นเรื่องที่ Salieri เล่นเปียโนแล้วจินตนาการออร์เคสตราในโรงพยาบาลจิตเวชคือ Act IV, Scene 3. Son queste le speranze แปลว่า These are the hopes เป็นฉากที่ Aspasia กำลังโศกเศร้าและสิ้นหวังหลังจากถูกลักพาตัว ตัดพ้อถึงโชคชะตาและความรักที่ถูกพรากไป … สะท้อนเข้ากับสภาพของ Salieri ได้อย่างชัดเจน
และตอนทำการแสดงอุปรากร Act V, Scene Finale ท่อนจบที่จัดเต็มทั้งนักร้อง ออร์เคสตรา เครื่องเป่าทองเหลืองและกลองให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ ถูกออกแบบมาให้สมบูรณ์แบบตามตำรา … ก็เลยถูกหลงลืมตามกาลเวลา
Don Giovanni, K. 527 (1787) ชื่อเต็มๆ Il dissoluto punito, ossia il Don Giovanni แปลว่า The Rake Punished, or Don Giovanni อุปรากรสององก์ คำร้องอิตาเลียนโดย Lorenzo Da Ponte ทำการดัดแปลงตำนานจาก Spain ที่ถูกนำมาทำเป็นบทละคอน El burlador de Sevilla y convidado de piedra (1630) แปลว่า The Trickster of Seville and the Stone Guest หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อ Don Juan ประพันธ์โดย Tirso de Molina
เกร็ด: Don Giovanni ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1787 ณ. Estates Theatre กรุง Prague ขณะนั้นคือ Kingdom of Bohemia, Habsburg Monarchy
เล่าถึงชีวิตของ Don Giovanni ขุนนางหนุ่มจอมเจ้าชู้ ใช้ชีวิตเสเพล ล่อหลอกลวงผู้หญิงไปทั่ว Spain, เรื่องราววุ่นๆเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาพยายามล่วงเกิน Donna Anna จนเกิดการต่อสู้ แล้วสังหารบิดาของเธอ (Il Commendatore) หลังจากนั้นก็ยังคงก่อวีรกรรมนับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งวันหนึ่งท้าทายรูปปั้นเหนือหลุมศพของ Commendatore ให้มารับประทานมื้อค่ำด้วยกัน แล้วในฉากสุดท้ายรูปปั้นนั้นมีชีวิต ปรากฏตัวตามคำท้าทาย บีบบังคับให้สำนึกผิด ตอบปฏิเสธอย่างจองหอง เลยถูกเปลวเพลิงจากนรกสูบลงไปเพื่อชดใช้หนีกรรม
บทเพลงดังขึ้นบ่อยๆในหนัง (ตั้งแต่เสียงแรก) คือ Act II: No. 24, a cenar teco m’invitasti แปลว่า invited me to dinner ฉากโด่งดังและทรงพลังที่สุดในการแสดงอุปรากร เมื่อรูปปั้น Il Commendatore ฟื้นคืนชีพขึ้นมาตามคำท้าทายของ Don Giovanni ถูกตีความว่า Mozart ประพันธ์ฉากนี้เพราะความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามความต้องการบิดา และหวาดกลัวที่อีกฝ่ายยังคงมีอิทธิพลเหนือจิตใจเสมอๆ
หลายคนอาจไม่เอะใจว่าอุปรากรที่ทำการแสดงยังโรงละคอนสามัญชน (Theater auf der Wieden หรือ Commoner Theater) ก็คือ Don Giovanni องก์สอง ซีนยี่สิบสี่ Commendatore Scene เดียวกันเป๊ะๆ แต่ปรับปรุงท่วงทำนอง ผสมเข้ากับอุปรากรอื่นๆ The Abduction from the Seraglio และ The Marriage of Figaro ออกมาในสไตล์คอมเมอดี้ รูปปั้นที่ฟื้นคืนชีพกลายเป็นคนแคระควบขี่ม้า พุ่งทะยานออกมาจากฉากหลัง (สัญญะของการทำลายกฎกรอบอุปรากร ไม่ใช่แค่ความบันเทิงของชนชั้นสูงแต่เพียงกลุ่มเดียว แต่ยังเข้าถึงผู้ชมทุกระดับ) สร้างเสียงหัวเราะขบขัน ใครจะไปคาดคิดว่าอุปรากรเครียดๆสามารถทำออกมาตลกโป๊กฮาขนาดนี้ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ Mozart ตอบตกลง Emanuel Schikaneder ประพันธ์บทเพลง The Magic Flute
- 00:17 Don Giovanni, a cenar teco (Don Giovanni)
- 00:54 + 02:20 La ci darem la mano (Don Giovanni)
- 01:13 Martern aller Arten (The Abduction from the Seraglio )
- 01:43 Ecco la marcia (The Marriage of Figaro)
- 03:21 Contessa, perdono (The Marriage of Figaro)
Die Zauberflöte, K.620 (1791) แปลว่า The Magic Flute อุปรากรสององก์โดย Wolfgang Amadeus Mozart, คำร้องภาษาเยอรมันโดย Emanuel Schikaneder ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์ ณ Theater auf der Wieden, Vienna วันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1791 (ก่อนหน้า Mozart เสียชีวิตประมาณสองเดือน) ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม โดยเฉพาะ Queen of the Night aria ที่อยู่ใน Act II, Scene 14: Der Hölle Rache kocht in meinem Herzen แปลว่า Hell’s Vengeance Boils in My Heart เป็นเพลงที่มีตัวโน๊ต High F (F6) ซึ่งสูงมากๆ และร้องยากที่สุดในประวัติศาสตร์อุปรากร … นี่ถือเป็นการยกระดับวงการเพลงคลาสสิก ไต่เต้าถึงจุดสูงสุด ขอบเขตเสียงร้องของมนุษย์
เกร็ด: นักร้องเสียง Soprano โดยทั่วๆไปจะมีระดับเสียง High C (C6) แต่ถ้าจะขับร้องเพลงนี้ต้องถึงระดับ Coloratura Soprano ความสูง High F (F6)
เล่าเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าชาย Tamino ได้รับภารกิจจากราชินีแห่งราตรี (Queen of the Night) ให้ไปช่วยเจ้าหญิง Pamina ถูกกักขังอยู่ในวิหารของนักบวช Sarastro โดยมีคนดักนกจอมกะล่อน Papageno ร่วมเดินทางไปด้วยพร้อมกับขลุ่ยวิเศษและกระดิ่งเงิน แต่พอเดินทางไปถึงทั้งคู่กลับพบว่า Sarastro ไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่คิด และราชินีแห่งราตรีต่างหากที่เป็นฝ่ายอธรรม เจ้าชายและเจ้าหญิงเลยต้องฝ่าฟันสารพัดบททดสอบเพื่อพิสูจน์ความคู่ควรในการเข้าสู่ดินแดนแห่งแสงสว่าง ได้รับชัยชนะเหนือความมืดมิดด้วยพลังแห่งดนตรีและความรัก
ความตลกร้ายของหนัง ทำเหมือนว่าแม่ยายพูดพร่ำบ่น จู้จี้จุกจิก คือแรงบันดาลใจบทเพลงนี้ ซึ่งมันก็พอมีมูลบางส่วน (แทรกใส่อยู่ในเนื้อร้อง) แต่เหตุผลจริงๆเกิดจากความประทับใจน้ำเสียงระดับ Coloratura Soprano ของพี่สะใภ้ Maria Josepha Weber ขณะนั้นอายุ 32 ปี ตั้งใจประพันธ์เพลงนี้เพื่อให้เธอโชว์ความสามารถโดยเฉพาะ … และเห็นว่าช่วงวันสุดท้ายของ Mozart ล้มป่วยนอนซมซานบนเตียง จับจ้องมองนาฬิกา ฮัมบทเพลงนี้ และพูดว่า “Josepha คงกำลังขับร้อง High F อยู่บนเวที”
| คำร้องเยอรมัน | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Der Hölle Rache kocht in meinem Herzen, Tod und Verzweiflung flammet um mich her! Fühlt nicht durch dich Sarastro Todesschmerzen, So bist du meine Tochter nimmermehr: Verstoßen sei auf ewig, Verlassen sei auf ewig, Zertrümmert sei’n auf ewig Alle Bande der Natur. Wenn nicht durch dich Sarastro wird erblassen! Hört, Rachegötter, hört der Mutter Schwur! | Hell’s vengeance boils in my heart, Death and despair blaze about me! If Sarastro doesn’t feel the pain of death through you, Then you will not be my daughter anymore: Disowned be you forever, Abandoned be you forever, Destroyed be forever All the bonds of nature. If not through you Sarastro will turn pale! Hear, gods of revenge, hear the mother’s oath! |
ผมลองค้นหาฉบับขับร้องของใครไพเราะสุดจาก Youtube ส่วนตัวครุ่นคิดว่าน้ำเสียงของ Cristina Deuketom มีความกระจ่าง ชัดเจน แลดูง่ายดาย เป็นธรรมชาติ เรียกว่าสมบูรณ์แบบ! แต่ถ้าผสมเรื่องการแสดงเข้าไปด้วย Diana Damrau ทั้งภาพลักษณ์ เสื้อผ้าหน้าผม เธอสวมวิญญาณเป็นราชินีแห่งราตรีได้ยิ่งใหญ่เหนือใคร
ในที่สุดก็มาถึง Requiem in D minor, K. 626 บทเพลงแนว Requiem Mass มิสซาเพื่อผู้ตายสำหรับส่งดวงวิญญาณสู่สุคติ Mozart ได้รับการว่าจ้างจากบุคคลนิรนาม (ภายหลังเปิดเผยว่าคือ Count Franz von Walsegg ที่เพิ่งสูญเสียภรรยา Anna) เริ่มต้นประพันธ์ช่วงปลายปี ค.ศ. 1791 แต่ตัวเขาพลันด่วนเสียชีวิตวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1791 จากโรคไตและไข้รากสาดใหญ่ แล้วเสร็จเพียงท่อนแรก Introitus – Requiem aeternam ที่มีการจดบันทึกโน๊ตเพลงไว้ครบถ้วน, ขณะที่ท่อน 2-3-4 (Kyrie eleison, Sequentia, Offertorium) สำเร็จเสร็จแค่บางส่วน คำร้อง ทำนองหลัก แต่ก็ได้กำหนดทิศทางของดนตรีไว้บ้างแล้ว สามารถนำไปแต่งต่อได้ใจความหลักครบถ้วน ขณะที่ 5-6-7 (Sanctus, Agnus Dei และ Communio) เป็นการประพันธ์เพิ่มขึ้นใหม่ของ Franz Xaver Süssmayr หนึ่งในลูกศิษย์ที่ภรรยาหม้าย Constanze ร้องขอให้ช่วยแต่งต่อครึ่งหลังให้เสร็จ เพื่อมิให้ Count Franz von Walsegg ฉกฉวยบทประพันธ์นี้ไปเป็นผลงานของตนเอง
- Introitus: Requiem aeternam (ประสานเสียง และโซปราโนเดี่ยว)
- Kyrie eleison (ประสานเสียง)
- Sequentia:
- Dies irae (ประสานเสียง)
- Tuba mirum (โซปราโน, คอนทราลโต, เทเนอร์ และเบสเดี่ยว)
- Rex tremendae majestatis (ประสานเสียง)
- Recordare, Jesu pie (โซปราโน, คอนทราลโต, เทเนอร์ และเบสเดี่ยว)
- Confutatis maledictis (ประสานเสียง)
- Lacrimosa dies illa (ประสานเสียง)
- Offertorium:
- Domine Jesu Christe (ประสานเสียง กับเดี่ยวควอร์เทต)
- Versus: Hostias et preces (ประสานเสียง)
- Sanctus:
- Sanctus Dominus Deus Sabaoth (ประสานเสียง)
- Benedictus (เดี่ยวควอร์เทต จากนั้นประสานเสียง)
- Agnus Dei (ประสานเสียง)
- Communio:
- Lux aeterna (โซปราโนเดี่ยว และประสานเสียง)
ผมไม่ได้นั่งนับว่าในหนังใช้ทั้งหมดกี่เพลง แต่อัลบัมเพลงประกอบก็ตามตัวหน้า (ทั้งหมด 5 เพลง) แทรกแซมอยู่ตามขณะต่างๆที่ Mozart พบเจอยมทูต/ชายชุดดำ แต่ท่อนที่ใครต่อใครน่าจดจำได้มากสุดก็คือ Lacrimosa ครอบครัวไม่มีเงินจะจัดงานศพให้ เลยต้องใช้บริการสาธารณะ ถูกฝังรวมในหลุมอย่างน่าอเนจอนาถใจ
LINK: https://melonphile.wordpress.com/2018/04/16/mozart-requiem/
| คำร้องละติน | คำแปลอังกฤษ |
|---|---|
| Lacrimosa dies illa, qua resurget ex favilla judicandus homo reus. Huic ergo parce, Deus, pie Jesu Domine, dona eis requiem. Amen. | That day of tears and mourning, when from the ashes shall arise, all humanity to be judged. Spare us by your mercy, Lord, gentle Lord Jesus, grant them eternal rest. Amen. |
Sound Mixing และ Sound Editing ก็ต้องชื่นชมว่ามีความตราตรึงไม่แพ้กัน (สมัยนั้นรางวัล Oscar ยังเหมารวมสาขา Best Sound ไม่แบ่งแยกแผนก Mixing, Editing) บ่อยครั้งได้ยินเสียงเครื่องดนตรี ออร์เคสตรา ดังจากจินตนาการของผู้พูด
- Salieri เล่นเปียโนให้บาทหลวง Father Vogler กดได้สองสามตัวโน๊ตแล้วหลับตา เคลิบเคลิ้ม ได้ยินเสียงออร์เคสตราล่องลอยมา
- ฉากที่โดยส่วนตัวชอบมากสุดคือ Mozart ทนฟังคำพร่ำบ่นแม่ยาย (หลังจากถูกภรรยาทอดทิ้ง) เธอพูดอะไรไม่รู้ ฟังไม่ได้สดับ แต่เสียงดังกล่าวค่อยๆซ้อนทับ เปลี่ยนแปรสภาพสู่นักร้อง Soprano ขับร้องบทเพลงในอุปรากร The Magic Flute
- ตอนจดบันทึกโน๊ตเพลง Requiem Mass เริ่มต้นจาก Mozart จะค่อยๆอธิบายเครื่องดนตรีบรรเลง จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ ผสมผสานจนกลายเป็นออร์เคสตรา Salieri ส่งเสียงร้องตามมาได้อย่างสอดคล้อง กลมกลืน
(อันนี้จากบทความเก่า แค่ปรับปรุงข้อความ แก้ไขคำผิดให้อ่านง่ายขึ้น)
พรสวรรค์กับพรแสวง ตามความเชื่อของชาวคริสต์ มักครุ่นคิดว่าเกิดจากสวรรค์บันดาล เพื่อทำให้มนุษย์ได้รับบทเรียนชีวิตแตกต่างกันไป (ในทางพุทธจะสอนว่า เพราะผลกรรม-บุญบารมีสะสมมาไม่เท่ากัน) การที่ Salieri พบเห็นอัจฉริยภาพของ Mozart แล้วกล่าวโทษความไม่เป็นธรรมของพระเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ฟังดูไร้สาระ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้ตัวเขาบังเกิดแรงผลักดัน ต้องการเอาชนะ กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา
เกร็ด: ชื่อหนัง Amadeus นำจากชื่อกลางของ Wolfgang Amadeus Mozart มีความหมายว่า Lover of God หรือ Loved by God ผู้เป็นที่รักของพระเจ้า
มันอาจเป็นเรื่องน่าเห็นใจแทน Salieri ที่ไม่มีวันเอาชนะ/รังสรรค์ผลงานโลกจดจำไปกว่า แต่นั่นคือสัจธรรมชีวิต วิถีของโลก ใช่ว่าทุกคนจะเกิดมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ก็ดูอย่าง Mozart ชีวิตหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะอัจฉริยภาพที่เหนือกว่าใคร เลยมีความเย่อหยิ่ง ยโสโอหัง จนไม่มีใครอยากคบหาสมาคม เชื่อว่าถ้าเลือกได้คนส่วนใหญ่คงอยากเกิดมามีพรแสวง(แบบ Salieri) มากกว่าเสียอีก!
การที่ Salieri สามารถไต่เต้ามาจนถึงจุด(เกือบ)สูงสุดในอาชีพการงาน คีตกวีประจำราชสำนัก (Court Composer) คือสิ่งน่ายกย่องสรรเสริญ ไม่ได้มีความจำเป็นจะต้องไปอิจฉาริษยาไอ้เด็กเมื่อวานซืนยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม แต่นั่นเพราะกิเลสตัณหา ความต้องการชัยชนะ ยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งเพียงผู้เดียว คือแรงผลักดันให้เขาพยายามทำทุกสิ่งอย่าง แม้หนทางแห่งความชั่วร้าย กำจัดศัตรูให้พ้นภัยทาง
แต่ทุกความชั่วร้ายที่ Salieri ครุ่นคิดกระทำ มันค่อยๆหวนกลับมากัดกร่อน บ่อนทำลายจิตวิญญาณ เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่านแค่ไม่กี่ทศวรรษ พบเห็นความพ่ายแพ้ย่อยยับ ผลงานของตนเองถูกหลงลืมหมดสิ้น จนไม่สามารถยินยอมรับสภาพเป็นจริง กลายเป็นคนคลุ้มบ้าคลั่ง เข้ารักษาโรงพยาบาลจิตเวช นี่แม้แต่บาทหลวงก็มิอาจไถ่ถอน (Redemption) ช่วยเหลืออะไรได้อีก
มันมีสำนวนไทยอธิบายตัวตนของ Salieri ชัดเจนที่สุดก็คือ “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” หมายถึง การไม่ชอบใครสักคน หรือรังเกียจบางสิ่งอย่าง แต่กลับอยากได้ผลประโยชน์จากคนๆนั้น หรือสิ่งนั้นๆมาครอบครอง ตั้งแต่การว่างจ้างให้ประพันธ์ Requiem Mass, หรือช่วงบั้นปลายชีวิตพยายามป่าวประกาศว่าฉันฆาตกรรม Mozart เพื่อให้ชื่อของตนเองยังคงจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์
ใจความของหนัง นำเสนอความคลุ้มบ้าคลั่งที่เกิดจากการลุ่มหลงใหลในชื่อเสียง ยึดติดกับความสำเร็จ หมกมุ่นอยู่แต่ชัยชนะ ต้องการยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา ผลสุดท้ายคือร่างกาย-จิตวิญญาณค่อยๆสูญเสียการควบคุม หมดสิ้นความเป็นมนุษย์ ไม่เชิงกลายเป็นเดรัจฉาน แต่ราวกับตกนรกทั้งเป็น!
ระหว่างรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเกิดความความฉงนสงสัยว่าผกก. Forman เปรียบเทียบตนเองเป็นใครระหว่าง Salieri vs. Mozart จริงๆพิจารณาจากมุมมองทิศทางการเล่าเรื่องก็น่าจะได้คำตอบแล้วละ แต่สิ่งที่เป็นการยืนยันคือบทสัมภาษณ์นี้
Everything I did in my life I did because I wanted to win. The will to win belongs to my essential motivational powers. However, winning is quite exhausting so the next thing, which always comes to my mind, is this: Fine, I have won, but that’s not it. Next time it’s going to be even harder.
Miloš Forman
นี่แปลว่าผกก. Forman มองตนเองไม่แตกต่าง Salieri ขวนขวายไขว่คว้า ค้นหาชัยชนะที่สูงค่าขึ้นเรื่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ตัวเขาไม่สามารถกลายเป็นตำนานระดับโลกเทียบเท่า John Ford, Alfred Hitchcock, Stanley Kubrick ฯ ถึงกระนั้นเขาได้รังสรรค์ผลงานระดับปานกลางที่ยิ่งใหญ่ (Upper-Middle) เพียงพอการันตีได้ว่าจะไม่ลบเลือนหายตามกาลเวลา
(จากนี้คือมุมมองของการรับชมครั้งใหม่)
Mozart อาจคืออัจฉริยพรสวรรค์ แต่ตลอดทั้งชีวิตกลับถูกกดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ เริ่มตั้งแต่บิดา (Father Complex) ตั้งแต่เด็กถูกบีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น เต็มไปด้วยความเข้มงวดกวดขัน ทำให้เขาหวาดกลัวเกรง จึงพยายามหาหนทางหลบหนี แต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาต สำแดงความหัวขบถ ดื้อรั้น และชอบทำตัวเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา โหยหาความรักจากสตรีเพศ
พอเติบใหญ่ได้รับอิสรภาพจากบิดา (ระดับจุลภาค) กลับยังต้องมาพบเจอกฎระเบียบ ข้อบังคับโน่นนี่นั่น ถูกสั่งห้ามดัดแปลงบทละคอน The Marriage of Figaro, ห้ามมีการเต้นบัลเล่ต์บนเวที, อุปรากรต้องภาษาอิตาเลียน ฯ ด้วยเหตุนี้เขาจึงสำแดงความหัวขบถ กระทำสิ่งขัดต่อกฎกรอบ ท้าทายขนบทางดนตรี และวิถีปฏิบัติทางสังคม (ระดับมหาภาค) … นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า Mozart คือนักปฏิวัติ พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดขึ้นกับวงการเพลง
(งานเพลงของ Mozart แม้อยู่ในยุคสมัย Classical Era แต่หลากหลายบทเพลงอัดแน่นด้วยอารมณ์ ถ่ายทอดความรู้สึกภายใน นี่เรียกว่าก่อนกาลมาถึงของ Romantic Era)
ถึงย่อหน้าก่อน ผกก. Forman จะเปรียบเทียบตนเองคือ Salieri แต่ผมรู้สึกว่าเขาสามารถเป็น Mozart ได้ด้วยเช่นกัน (Duality of Man) ตั้งแต่เกิดจนเติบใหญ่อาศัยอยู่ Czechoslovakia ประเทศสังคมนิยม (Socialist) รัฐบาลคอมมิวนิสต์พยายามควบคุมครอบงำประชาชน ไม่ต่างจากนกในกรง เต็มไปด้วยกฎกรอบ ข้อบังคับโน่นนี่นั่น สรรค์สร้างภาพยนตร์ The Firemen’s Ball (1967) ถูกแบนห้ามฉาย เขาเลยตัดสินใจอพยพลี้ภัยสู่สหรัฐอเมริกา
แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเสรี สามารถรังสรรค์ภาพยนตร์โดยอย่างอิสระ ผมไม่แน่ใจว่าผกก. Forman เคยถูกโปรดิวเซอร์แทรกแซงบ้างไหม แต่การทำงานภายใต้ระบบสตูดิโอ(ที่ผู้กำกับมักถูกแทรกแซงโดยโปรดิวเซอร์)แทบจะไม่แตกต่างจากวิถีเผด็จการสักเท่าไหร่
พอจะมองเห็นความละม้ายคล้ายระหว่าง Mozart ประพันธ์เพลง vs. ผู้กำกับสรรค์สร้างภาพยนตร์ ไหมเอ่ย? ตั้งแต่ได้รับการว่าจ้าง Emperor Joseph II (โปรดิวเซอร์ Saul Zaentz ว่าจ้างผกก. Forman ให้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้) สิ่งใดไม่อนุญาต (ไม่ผ่านกองเซนเซอร์) ก็มีการโน้มน้าวต่อรอง สรรหาวิธีการโอนอ่อนผ่อนปรน และพอทำการแสดงได้รับเสียงวิจารณ์ (ก็เหมือนนักวิจารณ์ภาพยนตร์) จะยืนโรงละคอนนานเท่าไหร่ก็ขึ้นกับเบื้องบน
การเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ณ กรุง Prague ประเทศ Czechoslovakia มองผิวเผินไม่ได้มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาล แต่เรื่องราวชีวิตของ Mozart ล้วนเต็มไปด้วยการสำแดงความหัวขบถ ต่อต้านสังคม ไม่ยินยอมก้มหัวต่อเผด็จการ หรือก็คือผกก. Forman สำแดงทัศนคติต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร
และตลอดทั้งเรื่องเล่าผ่านมุมมองของ Salieri ซึ่งสามารถเป็นตัวแทนของรัฐ ผู้อำนาจกดขี่ข่มเหง วางแผนโฉดชั่วร้าย ต้องการกำจัดอีกฝ่ายให้พ้นภัยทาง (เปรียบเทียบตรงๆก็คือ Salieri = รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของ Czechoslovakia) แล้วเมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ทุกสิ่งอย่าง(ที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์สร้างมา)ค่อยๆเลือนลาง ล่มสลาย สุดท้ายกลายเป็นคนบ้า นั่นคือการตบหน้าสังคมนิยมที่เจ็บแสบ รุนแรง แนบเนียนที่สุดเท่าที่ผมเคยรับชมมา
ด้วยทุนสร้าง $18 ล้านเหรียญ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $52 ล้านเหรียญ โดยไม่เคยติดห้าอันดับแรกสักสัปดาห์ (สูงสุดคืออันดับ 8) รวมรายรับทั่วโลก $90 ล้านเหรียญ ถือว่ากำไรงามๆ แต่ยังไม่นับรวมยอดขายอัลบัมเพลงประกอบอีก 6.5 ล้านก็อปปี้ … กลายเป็นหนึ่งในอัลบัมเพลงคลาสสิกขายดีที่สุดตลอดกาล
ช่วงปลายปียังสามารถกวาดรางวัลมากมายจาก Oscar, Golden Globe แต่สำหรับ BAFTA Award เหมือนว่าเข้าฉายล่าช้าปีถัดไป เลยหมดกระแส พลาดรางวัลใหญ่อย่างน่าเสียดาย
- Academy Award
- Best Picture ** คว้ารางวัล
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Actor (F. Murray Abraham) ** คว้ารางวัล
- Best Actor (Tom Hulce)
- Best Adapted Screenplay ** คว้ารางวัล
- Best Cinematography พ่ายให้กับ The Killing Fields (1964)
- Best Film Editing พ่ายให้กับ The Killing Fields (1964)
- Best Art Direction ** คว้ารางวัล
- Best Costume Design ** คว้ารางวัล
- Best Makeup ** คว้ารางวัล
- Best Sound ** คว้ารางวัล
- Golden Globe Award
- Best Motion Picture – Drama ** คว้ารางวัล
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Actor (F. Murray Abraham) ** คว้ารางวัล
- Best Actor (Tom Hulce)
- Best Supporting Actor (Jeffrey Jones)
- Best Screenplay – Motion Picture ** คว้ารางวัล
- BAFTA Award
- Best Film พ่ายให้กับ The Purple Rose of Cairo (1985)
- Best Actor (F Murray Abraham)
- Best Adapted Screenplay
- Best Cinematography ** คว้ารางวัล
- Best Editing ** คว้ารางวัล
- Best Production Design
- Best Costume Design
- Best Make-Up Artist ** คว้ารางวัล
- Best Sound ** คว้ารางวัล
เกร็ด: จนถึงปัจจุบันมีเพียง 4 เรื่องเท่านั้นที่สามารถคว้ารางวัล Tony (Best Play หรือ Best Musical) ควบคู่กับ Oscar: Best Picture ประกอบด้วย My Fair Lady (1964), The Sound of Music (1965), A Man for All Seasons (1966) และ Amadeus (1984)
สังเกตว่าหนังไม่มีชื่อเข้าชิงสาขาเพลงประกอบเลยสักสถาบัน นั่นเพราะ Best Original Score พิจารณาจากบทเพลงแต่งขึ้นใหม่ ไม่ใช่นำเอาของเดิมมาใช้ (แต่ก่อนมันมี Oscar: Best Score – Adaptation or Treatment แต่เพิ่งถูกยกเลิกไปไม่นาน) จึงทำให้ Amadeus (1985) ซึ่งไม่มีสักตัวโน๊ตเปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับของ Mozart จึงหลุดโผลทุกสำนัก … เมื่อตอน Maurice Jarre ขึ้นรับรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ A Passage to India (1984) กล่าวแซวว่า “I was lucky Mozart was not eligible this year”.
อีกไฮไลท์ในงานประกาศรางวัล Oscar ก็คือ Laurence Olivier ผู้ประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ในวัย 78 ร่างกายอิดๆออดๆ ความทรงจำเลอะๆเลือนๆ พอขึ้นเวทีพูดกล่าวขอบคุณที่เชิญมาร่วมงาน เสร็จแล้วเปิดซองอ่านชื่อผู้ชนะโดยพลัน หลงลืมแนะนำรายชื่อภาพยนตร์เข้าชิงเรื่องอื่นๆ ทำให้ตอนโปรดิวเซอร์ Saul Zaentz ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์จึงขานนามผู้เข้าชิงทั้งสี่เรื่องเป็นการให้เกียรติแทน
ในโอกาสครบรอบ 40th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2024 หนังได้รับการบูรณะ 4K โดย Academy Film Archive และ Teatro Della Pace Film สามารถหาซื้อ Blu-Ray ทั้งฉบับ 4K และ 4K Ultra HD ของค่าย Warner Bros. วางจำหน่ายเมื่อต้นปี ค.ศ. 2025
ถึงผมจะไม่ค่อยชอบฉบับตัดต่อ ‘Director’s Cut’ และเสียงหัวเราะเกรียนๆของ Tom Hulce แต่ก็ยังคงโปรดปรานภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะความหลงใหลในดนตรีคลาสสิก ยังจดจำตอนรับชมครั้งแรกๆถือว่าเปิดประสบการณ์ชีวิต เรียนรู้จักการตีความ(บทเพลง) เข้าถึงศาสตร์ระดับสูง/จิตวิญญาณของเพลงคลาสสิก
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ถึงไม่ใช่แฟนเพลงคลาสสิก แต่ชื่อของ Wolfgang Amadeus Mozart น้อยคนจะไม่รู้จัก นอกจากเรื่องราวชีวประวัติที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หนังยังแฝงข้อคิดเกี่ยวกับการรู้จักประมาณตน เหนือฟ้ายังมีฟ้า เราจะไปอิจฉาริษยาพรสวรรค์ของผู้อื่นทำไมกัน?
จัดเรต 13+ กับความอิจฉาริษยาของ Antonio Salieri



ใส่ความเห็น