The Bad and the Beautiful

The Bad and the Beautiful (1952) hollywood : Vincente Minnelli ♥♥♥♥

โปรดิวเซอร์ดังเคยดูแลงานสร้างภาพยนตร์ประสบความสำเร็จมานักต่อนัก แต่เมื่อถึงคราวตกอับพยายามติดต่อผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียนเคยร่วมงาน ทั้งหมดต่างปฏิเสธเสียงขันแข็ง พร้อมตีแผ่เบื้องหลังความฟ่อนเฟะของระบบสตูดิโอใน Hollywood

The Bad and the Beautiful เป็นชื่อหนังที่อิหยังว่ะ? ทีแรกผมครุ่นคิดว่าคือแนวโรแมนติก อารมณ์ประมาณ Beauty and the Beast แต่ก็เผื่อใจไว้สำหรับ Cowboy Western คล้ายๆภาพยนตร์ The Good, the Bad and the Ugly (1966) ของ Sergio Leone … แต่ปรากฎว่าทายผิดหมด!

เห็นว่าหนังมี Working Title ชื่อว่า Tribute to a Bad Man เพื่อสื่อถึงโปรดิวเซอร์ผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ สร้างวีรกรรมอื้อฉาวจนไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย แต่ขณะเดียวกันบุคคลเหล่านั้น ผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน หลังผ่านประสบการณ์เลวร้าย ล้วนได้ดิบได้ดีกันถ้วนหน้า

ใครสักคนในสตูดิโอ M-G-M (หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์) แนะนำให้เปลี่ยนชื่อหนังเป็น The Bad and the Beautiful ล้อกับนวนิยาย The Beautiful and the Damned (1922) ของ F. Scott Fitzgerald และจุดประสงค์หลักๆเพื่อประชาสัมพันธ์นักแสดงนำ (Top Billing) Lana Turner

[What a] dreadful title, it’s a loathsome, cheap, vulgar, title… [But after the successful] it seemed like one of the greatest titles ever thought of. It’s certainly been imitated enough: any time anybody’s really hard up for a title, they just take two adjectives and string them together with an “and” in between.

โปรดิวเซอร์ John Houseman ก็ไม่ได้ชอบชื่อหนังสักเท่าไหร่

มันน่าสงสัยทีเดียวว่าทำไมช่วงทศวรรษ 50s ถึงมีภาพยนตร์นำเสนอเบื้องหลัง/ด้านมืด Hollywood ออกมาหลายๆเรื่อง Sunset Boulevard (1950), In a Lonely Place (1950), A Star Is Born (1954) ฯ อาจเพราะมันคือลมหายใจเฮือกสุดท้ายของ Hollywood Classical โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ทุกสิ่งอย่างกำลังปรับเปลี่ยนแปลงไป วิถีแบบเดิมๆเริ่มไม่ได้รับการยินยอมอีกต่อไป

The Bad and the Beautiful (1952) เป็นภาพยนตร์ที่ต้องถือว่าจี้แทงใจดำบรรดาโปรดิวเซอร์สตูดิโออย่างแสบกระสันต์ ผมเขียนถึงหนังยุคคลาสสิกมาพอสมควรเลยพอรับรู้จักวีรกรรมของ Irving Thalberg (กับผลงานของ Erich von Stroheim), David O. Selznick (งัดข้อ Alfred Hitchcock), Darryl F. Zanuck (เป็นศัตรูกับ Otto Preminger, หั่นหนัง Orson Welles เสียเละเทะ), โปรดิวเซอร์/สตูดิโอใน Hollywood เลื่องชื่อเรื่องการใช้อำนาจบาดใหญ่ ถ้าผลลัพท์ไม่ได้ดั่งใจก็พร้อมปรับเปลี่ยนทุกสิ่งอย่างด้วยตนเอง … ถ้าคุณเป็นคอหนัง Hollywood Classical ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้!


Vincente Minnelli ชื่อเกิด Lester Anthony Minnelli (1903-86) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาคือผู้ร่วมก่อตั้งคณะการแสดง Minnelli Brothers’ Tent Theater รับหน้าที่กำกับวงดนตรี นั่นทำให้บุตรชายมีความสนใจแวดวง Musical มาตั้งแต่เด็ก, โตขึ้นตั้งใจจะเรียนศิลปะ Art Institute of Chicago ยังไม่ถึงปีก็ลาออกมาทำงานผู้ช่วยช่างภาพ(นิ่ง) Paul Stone ก่อนหันเหความสนใจสู่ออกแบบฉาก/ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ Chicago Theatre ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้กำกับละครเวที ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงจนได้รับการชักชวนจาก Arthur Freed เข้าร่วมสตูดิโอ M-G-M ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Cabin in the Sky (1943), ผลงานเด่นๆ อาทิ Meet Me in St. Louis (1944), Ziegfeld Follies (1945), An American in Paris (1951), The Bad and the Beautiful (1952), The Band Wagon (1953), Lust for Life (1957), Gigi (1958) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Director

The Bad and the Beautiful (1952) ดัดแปลงจากเรื่องสั้น Of Good and Evil (1948) ภายหลังเปลี่ยนเป็น Memorial to a Bad Man เขียนโดย George Bradshaw ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Cosmopolitan, เรื่องราวเกี่ยวกับผู้จัดการการแสดง (Theatrical Impresario) ในวันล้มป่วยหนัก รับรู้ตนเองว่าคงมีชีวิตอีกไม่นาน ส่งจดหมายเขียนถึงอดีตเพื่อนร่วมงานที่ตนเองได้เคยกระทำสิ่งเลวร้ายเอาไว้ ผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน … เชื่อกันว่าได้แรงบันดาลใจจาก Jed Harris โปรดิวเซอร์/ผู้กำกับละคอนเวทีชื่อดัง

สตูดิโอ M-G-M ขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์ ในตอนแรกมอบหมายโปรดิวเซอร์ Dan Hartman แต่ยังไม่ทันเริ่มทำอะไร อีกฝ่ายก็ชิ่งหนี ย้ายไปสตูดิโอ Paramount Picture, ต่อมาคือโปรดิวเซอร์ John Houseman แม้ตอบตกลง กลับแสดงความเบื่อหน่ายต่อพื้นหลังละคอนเวทีอย่างแรง

I liked it. I said, ‘I’ll do it, but not as a Broadway picture.’ I was sick to death of Broadway pictures. I said, ‘I wouldn’t know how to add anything to the stuff that’s been done, but if you’ll let me do it as a Hollywood picture, I’d love to make it.’

John Houseman

Houseman มอบหมายให้นักเขียน Charles Schnee (Red River, They Live by Night) พัฒนาบทหนังโดยปรับเปลี่ยนพื้นหลังจากละคอนเวที Broadway สู่แวดวงการภาพยนตร์ Hollywood โดยใช้ชื่อโปรเจค (Working Title) Memo to a Bad Man

พอได้บทหนังก็ติดต่อหาผู้กำกับหลายคน ส่วนใหญ่ตอบปฏิเสธเพราะมองว่าโปรเจคนี้มีลักษณะ Anti-Hollywood ก่อนมาลงเอย Vincente Minnelli ที่เพิ่งหย่าร้างภรรยา Judy Garland (เรื่องราวในส่วนของนักแสดง มันช่างมีความละม้ายคล้ายชีวิตจริงของเขาเอง) ให้เหตุผลตอบตกลงโปรเจคนี้ว่า

People who read the script asked me why I wanted to do it. It was against Hollywood, etc. I told them I didn’t see the man as an unregenerate heel—first because we find out he has a weakness, which makes him human, and second, because he’s tough on himself as he is on everyone else, which makes him honest. That’s the complex, wonderful thing about human beings—whether they’re in Hollywood, in the automobile business, or in neckties.

Vincente Minnelli

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหาผู้กำกับ Fred Amiel, นักแสดง Georgia Lorrison และนักเขียน James Lee Bartlow ทั้งสามต่างตอบปฏิเสธโปรดิวเซอร์ Jonathan Shields (รับบทโดย Kirk Douglas) ที่พยายามโน้มน้าวให้พวกเขาหวนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

เรื่องราวของหนังมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าย้อนอดีต ช่วงเวลาที่ผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน ต่างเคยร่วมงานโปรดิวเซอร์ Jonathan ได้รับประสบการณ์อันเลวร้าย จนมิอาจอยู่ร่วมโลกกันได้อีกต่อไป

  • Fred Amiel (รับบทโดย Barry Sullivan) เมื่อครั้นยังเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ แรกพบเจอ Jonathan ในงานศพ ร่วมกันสร้างหนังเกรดบี ล็อบบี้โปรดิวเซอร์/นักแสดง จนได้รับโอกาสกำกับหนังใหญ่ แต่ทว่ากลับถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ทรยศหักหลังด้วยการมอบหมายผู้กำกับอื่นดูแลงานสร้างโปรเจคนี้แทน
  • Georgia Lorrison (รับบทโดย Lana Turner) คือบุตรสาวของนักแสดงชื่อดัง (ที่ Jonathan ชื่นชอบโปรดปราน) หลังจากบิดาจากไปก็กลายเป็นคนติดเหล้า สำมะเลเทเมา พบเจอโดย Jonathan พยายามฉุดลากขึ้นจากขุมนรก พร้อมมอบโอกาส ให้การส่งเสริมสนับสนุนจนเธอได้เป็นนักแสดงนำ ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง จากนั้นก็ขับไล่ ผลักไส แสดงออกอย่างไร้เยื่อใย
  • James Lee Bartlow (รับบทโดย Dick Powell) เพิ่งตีพิมพ์นวนิยายเล่มแรก แล้วได้รับการติดต่อจาก Jonathan ชักชวนมาทำงาน Hollywood แต่อีกฝ่ายมักถูกก่อกวนโดยภรรยา Rosemary (รับบทโดย Gloria Grahame) บทหนังจึงไม่ค่อยคืบหน้า เขาจึงวางแผนให้นักแสดงนำ Victor ‘Gaucho’ Ribera (รับบทโดย Gilbert Roland) ทำการเกี้ยวพาราสี ใช้เวลาอยู่ห่างสามีให้มากที่สุด แล้วจู่ๆเกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตก เสียชีวิตทั้งคู่ พอรับรู้ความจริงพวกเขาก็มองหน้าไม่ติดอีกต่อไป

Kirk Douglas ชื่อจริง Issur Danielovitch (1916-2020) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Amsterdam, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Russian-Jewish อพยพมาจาก Chavusy, Mahilyow Voblast (ปัจจุบันคือ Belarus), มีพี่น้องเจ็ดคน แต่เป็นบุตรชายคนเดียว ครอบครัวฐานะยากจน แต่ฉายแววการแสดงจนได้รับทุนเข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts รุ่นเดียวกับ Lauren Bacall, Diana Dill, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหารเรือ ปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ ประดับยศผู้หมวด (Lieutenant), พอหวนกลับมา New York ทำงานวิทยุ โรงละคอน ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนสาว Lauren Bacall แนะนำให้รู้จักโปรดิวเซอร์ Hal B. Wallis แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก The Strange Love of Martha Ivers (1946), Out of the Past (1947), ได้รับการจดจำในมาดชายถึก (Tough Guy) ผลงานเด่นๆ อาทิ Champion (1949), Ace in the Hole (1951), The Bad and the Beautiful (1952), 20,000 Leagues Under the Sea (1954), Lust for Life (1956), Path of Glory (1957), Gunfight at the O.K. Corral (1957), Spartacus (1960) ฯ

เกร็ด: Kirk Douglas ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #17

รับบท Jonathan Shields ทายาทเจ้าของสตูดิโอชื่อดัง นิสัยเตร็ดเตร่ สำมะเลเทเมา ไม่เคยทำการทำงาน แต่หลังงานศพบิดา ตัดสินใจดำเนินตามรอยเท้า เริ่มต้นจากเป็นโปรดิวเซอร์หนังเกรดบี ทรยศหักหลังผู้กำกับคู่บุญเพื่อโอกาสในการสร้างหนังเกรดเอ ปลุกปั้นนักแสดงสาวแล้วทอดทิ้งขว้าง ทำลายครอบครัวนักเขียนบทชื่อดัง ฯ จนท้ายที่สุดสตูดิโอล้มละลาย หลายปีถัดมาพยายามจะหวนกลับสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง แต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือใดๆ

แรกเริ่มนั้นโปรดิวเซอร์ John Houseman อยากได้นักแสดง Clark Gable แต่เหมือนจะคิวงานไม่ว่าง ตัวเลือกถัดไป Spencer Tracy ก็ไม่ตอบรับ ท้ายที่สุดมาลงเอย Kirk Douglas

เมื่อตอนตอบตกลงรับบท Douglas ไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากกับบทบาทนี้ จนกระทั่งวันเข้าฉากงานศพแล้วมีโอกาสพูดคุยกับหนึ่งในนักแสดงตัวประกอบ Francis X. Bushman ซึ่งเคยเป็นอดีตนักแสดงหนังเงียบชื่อดัง แต่หลังจากนั้นค่อยๆเลือนหายไปจากวงการ ไม่ใช่ไม่สามารถปรับตัวกับหนังพูด แต่เพราะเคยสร้างความขุ่นเคืองให้ Louis B. Mayer เลยถูกแบล็กลิสต์จากวงการมากกว่าสองทศวรรษ!

One day I had a chat with Francis X. Bushman, who had a small part. Bushman had been a major star in the silents and talkies, but he had just faded away. Now I learned why. At the height of his fame, he inadvertently offended the all-powerful Louis B. Mayer by keeping him waiting a few minutes. Mayer, in turn, banned him from MGM and blackballed him in the industry. This was his first time on the lot in 25 years. Bushman’s story gave me some useful insight into the ruthless, selfish character I was playing — still another tough-guy antihero. I was doing well with these roles.

Kirk Douglas

การแสดงของ Douglas มีความอึดถึก ‘tough guy’ อุปนิสัยดื้อรั้น เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ พร้อมย่ำเหยียบ (Stepping Stone) ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไต่เต้า ก้าวสู่จุดสูงสุด ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แม้ต้องแลกมากกับการทรยศหักหลังเพื่อนพ้อง ถูกเข้าใจผิดว่ามีพฤติกรรมโฉดชั่วร้าย เพียงเพราะความต้องการเอาชนะบิดา (ที่เป็นโปรดิวเซอร์ชื่อดัง) แต่สุดท้ายลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ประสบโชคชะตาเดียวกัน

ผมเสียดายบทบาทนี้ที่มันมีเพียงมิติเดียว คือนำเสนอความโฉดชั่วร้าย โปรดิวเซอร์ที่พร้อมทรยศหักหลังเพื่อนพ้อง ลูกน้องในสังกัด แต่มันก็พอเข้าใจได้ว่าเป้าหมายของหนังต้องการโจมตีใครบางคน เลยไม่สร้างความน่าสงสารเห็นใจ หรือให้โอกาสในการแก้ตัวใดๆ


ถ่ายภาพโดย Robert Lee Surtees (1906-85) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Covington, Kentucky แล้วมาเติบโตขึ้นที่ Ohio ทำงานเป็นช่างภาพ รีทัช ก่อนย้ายมาเรียนการถ่ายภาพที่ New York จากนั้นเดินทางสู่ Hollywood ได้รับการว่าจ้างจากสตูดิโอ Universal ทำงานเป็นผู้ช่วยถ่ายทำหนัง Hey, Hey Cowboy (1925), ไต่เต้าจนได้รับเครดิตผู้กำกับภาพเรื่องแรก This Precious Freedom (1942), ผลงานเด่นๆ อาทิ King Solomon’s Mines (1950), The Bad and the Beautiful (1952), Ben-Hur (1959), Mutiny on the Bounty (1962), The Graduate (1967), The Last Picture Show (1971), The Sting (1973) ฯ

ลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้องของหนัง ต้องชมเลยว่ามีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน บันทึกภาพโปรดักชั่นงานสร้างได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ นั่นเพราะผกก. Minnelli คือเจ้าพ่อหนัง Musical ทั้งยังเคยทำงานออกแบบฉาก (Set Decoration) ตัดเย็บเสื้อผ้าหน้าผม (Costume Design) เรื่องออกแบบศิลป์จึงไม่เป็นสองรองใคร!

แม้ว่า The Bad and the Beautiful (1952) จะไม่ใช่หนังนัวร์ (จัดเป็นแนว Melodrama) แต่เรื่องราวนำเสนอวีรกรรมสุดแสบของโปรดิวเซอร์ Jonathan Shields นั่นทำให้หลายๆครั้งมีการละเล่นกับแสงสว่าง-เงามืด ช่วงเวลาแห่งความเจิดจรัส ตัดกับความมืดแผ่ปกคลุมภายในจิตใจ

ปล. คล้ายๆกับ All About Eve (1950) ที่เต็มไปด้วยบทสนทนา ไม่มีสักครั้งถ่ายให้เห็นการแสดงละคอนเวที, The Bad and the Beautiful (1952) ก็ไม่เคยฉายให้เห็นฟุตเทจภาพยนตร์ เพียงเบื้องหลังงานสร้าง และปฏิกิริยาของผู้รับชม


รอบทดลองฉาย The Doom of the Cat Men (น่าจะได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Cat People (1942)) ระหว่างที่กล้องเคลื่อนเลื่อนลงมาผ่านป้ายฉายหนัง (Marquee Sign) พบเห็นชื่อ Anna Karenina (1935) นำแสดงโดย Greta Garbo ประกบ Fredric March

The Doom of the Cat Men แม้หนังเกรดบีเรื่องนี้จะประสบความสำเร็จ แต่ชื่อหนัง ‘The Doom’ ก็แอบบอกใบ้โชคชะตาของ Jonathan Shields ได้อย่างชัดเจน

สำหรับโปรเจคหนังเรื่องถัดไป Harry Pebbel แสดงความต้องการดัดแปลงนวนิยายสมมติ The Faraway Mountains พัฒนาบทหนังไว้แล้วเสร็จสรรพ ตั้งใจให้เป็นผลงานกำกับแจ้งเกิด แต่ทว่าแสงเงาบานเกร็ดที่สาดส่องเข้ามาในห้องแห่งนี้ (ตอนนำเสนอโปรเจค) บอกใบ้ว่าเขากำลังจะโดนกักขัง ถูกทรยศหักหลัง

ชื่อโปรเจค The Faraway Mountains ฟังดูบอกใบ้ความสัมพันธ์ระหว่าง Harry & Jonathan ที่ต่อจากนี้จักเหินห่าง แยกจาก ไม่สามารถหวนกลับมาคบค้าสมาคมร่วมกันได้อีก

ทีแรกผมนึกว่าโปสเตอร์ด้านหลังคือภาพยนตร์จริงๆ แต่พอลองค้นหาข้อมูลกลับไม่พบเจอกลับไม่พบเจออะไร นั่นแสดงว่าทั้งหมดคือหนังสมมติ ซึ่งล้วนเคลือบแฝงนัยยะบางอย่าง

  • Money Talks น่าจะสื่อถือข้อตกลงที่ทำให้ Jonathan ทรยศหักหลัง Harry
  • The Monster นี่ก็ชัดเจนว่าสื่อถึง Jonathan
  • Sails in the Winds คงหมายถึง Harry ที่หลังถูกทรยศหักหลัง ย่อมต้องร่ำลาจากไป

เกร็ด: ตัวละครเลขานุการ Miss March (รับบทโดย Kathleen Freeman) ได้แรงบันดาลใจจาก Alma Reville ภรรยาของผกก. Alfred Hitchcock

นี่เป็นช็อตที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับ Jonathan โคลสอัพใบหน้า เบลอพื้นหลัง จัดแสงสลัวๆ เพื่อบอกว่าตนเองไม่ได้ต้องการจะทรยศหักหลัง แต่อาจเพราะ Money Talk หรืออะไรสักอย่างเบื้องหลัง เพื่อให้มีโอกาสสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาจึงต้องตอบตกลง กลายเป็น The Monster ในสายตาของ Harry

ผมอ่านเจอว่าผกก. Minnelli ถ่ายทำฉากที่ Jonathan ขึ้นรับรางวัล Oscar: Best Picture แล้วใช้เวลาส่วนใหญ่กล่าวสุนทรพจน์อุทิศให้บิดาผู้ล่วงลับ เพียงพูดขอบคุณเพื่อนร่วมงานและ Harry แค่เพียงประโยคสั้นๆ … ตัดซีเควนซ์นี้ทิ้งเพื่อลดอคติผู้ชมต่อ Jonathan ลงระดับหนึ่ง

การทดสอบหน้ากล้องของ Georgia Lorrison ผลลัพท์ค่อนข้างย่ำแย่ ผมชอบช็อตนี้ที่เธอรับชมฟุตเทจฉายผ่านกระจก แล้วพอฟีล์มหมดหลงเหลือภาพสะท้อนเงามืด นั่นคือสภาพจิตใจของหญิงสาว รับรู้ตนเองว่าไม่ได้มีความสามารถอะไร เหตุไฉน Jonathan ถึงพยายามผลักดัน ให้โอกาสแสดงนำภาพยนตร์?

นักออกแบบเครื่องแต่งกาย (Costume Designer) รับบทโดย Barbara Billingsley ผมอ่านเจอว่าได้แรงบันดาลใจตัวละครจากสามดีไซเนอร์ชื่อดัง Edith Head, Irene และ Helen Rose … ส่วนคนออกแบบเครื่องแต่งกายในหนังคือ Helen Rose คว้ารางวัล Oscar: Best Costume Design – Black-and-White

ผมชอบความขัดแย้งระหว่าง Georgia และ Lila คนหนึ่งกลายเป็นดาวดารา สวมชุดขาวเจิดจรัส แต่กลับมิอาจครอบครองคนรัก Jonathan ที่จมปลักอยู่กับหญิงร่านสวาท สวมชุดเดรสดำเหมือนนางมาร ก้าวลงมาจากเบื้องบนท่ามกลางความมืดมิด

เอาจริงๆผมไม่ค่อยเข้าใจเหตุผลที่ Jonathan ตัดสินใจเลือก Lila ไม่ใช่ Georgia อาจเพราะผู้หญิงอย่าง Lila มีมารยาเสน่ห์น่าหลงใหล นางมารร้าย เข้ากับตัวเองที่ก็ไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไหร่ เขาจึงพยายามขับไล่ ผลักไส ปล่อยให้ Georgia ได้พบเจอคนดีกว่า … ลองสังเกตใบหน้าของ Jonathan ขณะพูดขับไล่ ปกคลุมอยู่ในความมิดมิด ยินยอมเป็นคนร้ายในสายตาเธอ

นวนิยายเล่มแรกของ James Lee Bartlow ตั้งชื่อว่า The Proud Land เล่าถึงต้นกำเนิดดินแดน Virginia และมีเรื่องราวเกี่ยวกับ Sex … พอจะจินตนาการกันออกไหมเอ่ยว่า Proud Land จะมีเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร? เนินปทุมถัน? ผืนป่ารกชัญ? สำรวจเข้าไปในถ้ำ?

แต่สิ่งที่หลายคนอาจหลงลืม หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยกองเซนเซอร์ Hays Code ก็ไม่รู้อนุญาตให้คำว่า “Sex” อย่างตรงไปตรงมาถึง 6 ครั้ง ได้อย่างไร?

Leo G. Carroll รับเชิญในบทผู้กำกับภาพยนตร์ Henry Whitfield กล่าวตำหนิต่อว่าโปรดิวเซอร์ Jonathan ที่เข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายในโปรดักชั่น ถ้าครุ่นคิดว่าตนเองเก่งก็กำกับหนังเลยสิ! นี่อาจไม่ใช่ประโยคคำพูดเป๊ะๆของ Alfred Hitchcock แต่ความขัดแย้งโปรดิวเซอร์ David O. Selznick คือตำนานเล่าขานใน Hollywood

ความตายของ Rosemary แม้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้มันเกิด แต่เมื่อ Jonathan พลั้งพูดความในใจออกไป เธอคือตัวถ่วงให้ James Lee ทำงานล่าช้า เลยโดยหมัดตอกใส่หน้า ขณะเก็บข้าวของใส่กระเป๋า สังเกตใบหน้า(ของ James Lee) ปกคลุมด้วยความมืดมิด เข้าใจเบื้องหลังความจริงทุกสิ่งอย่าง

แซว: เมื่อสิ้นสุดฉากนี้ตัดกลับไปปัจจุบัน James Lee คว้ารางวัล Pulitzer Prize จากผลงาน A Woman of Taste คงจะอุทิศให้กับภรรยาโดยเฉพาะ

หลังทั้งสามตอบปฏิเสธหวนกลับมาร่วมงาน Jonathan Shield ระหว่างออกจากสตูดิโอ พวกเขาเดินผ่านความมืดมิด แต่พอได้ยินเสียงโทรศัพท์ Georgia หยิบหูขึ้นมารับฟัง Harry และ James Lee ต่างก็ยื่นหน้าเข้ามาอยู่ในแสงสว่าง ราวกับว่าพวกเขายังให้ความสนใจ รู้สำนึกบุญคุณ ไม่ได้โกรธเกลียดจะเป็นจะตาย แค่ไม่ขอร่วมงานกันอีกเท่านั้นเอง

สุดท้ายแล้วขึ้นกับมุมมองของผู้ชม จะครุ่นคิดตีความว่า Jonathan Shield คือสัตว์ประหลาด โฉดชั่วร้าย หรือทุกสิ่งอย่างบังเกิดขึ้นมีลับลมคมในเคลือบแอบแฝง

ตัดต่อโดย Conrad Albinus Nervig (1889-1980) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Grant County, Dakota Territory ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาสาสมัครทหารเรือ ปลดประจำการยศผู้หมวด (Lieutenant) จากนั้นได้งานห้องแลปสตูดิโอ Goldwyn Pictures หลังควบรวม M-G-M ก็ไต่เต้ามาเป็นนักตัดต่อ ผลงานเด่นๆ อาทิ The Divine Woman (1928), The Wind (1928), Eskimo (1933) ** บุคคลแรกที่คว้ารางวัล Oscar: Best Film Editing, A Tale of Two Cities (1935), King Solomon’s Mines (1950), The Bad and the Beautiful (1953) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านการหวนระลึกความทรงจำ (Flashback) ผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน ถึงช่วงเวลาเคยร่วมงานโปรดิวเซอร์ Jonathan Shields ที่ต่างมีจุดเริ่มต้น-ไคลน์แม็กซ์-สิ้นสุดลงในตัวเอง … นั่นทำให้เราสามารถมองหนังในลักษณะรวมสามเรื่องสั้น (Anthology film)

  • อารัมบท
    • ผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากบุคคลอ้างว่าคือ Jonathan Shields
    • ทั้งสามเดินทางมาหาโปรดิวเซอร์ Harry Pebbel พยายามพูดโน้มน้าวให้พวกเขากลับมารวมตัว สร้างภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายให้กับ Jonathan
  • เรื่องราวของผู้กำกับ Fred Amiel
    • Fred แรกพบเจอ Jonathan ในงานศพบิดา (ของ Jonathan)
    • กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน ทำงานให้โปรดิวเซอร์ Harry Pebbel
    • ประสบความสำเร็จกับการสร้างหนังเกรดบี
    • แรกพบเจอ Georgia Lorrison
    • Fred ยื่นข้อเสนอสร้างหนังเกรดเอจากบทหนังของตนเอง
    • Jonathan ทรยศหักหลัง Fred ด้วยการเลือกผู้กำกับคนอื่น
  • เรื่องราวของนักแสดง Georgia Lorrison
    • Jonathan พยายามล็อบบี้ให้ Georgia ได้เล่นบทสมทบภาพยนตร์
    • ต่อมาล็อบบี้ให้เธอได้รับบทแสดงนำ
    • แต่เธอกลับกลัวๆกล้าๆ ไม่เดินทางมาวันถ่ายทำ
    • Jonathan พูดคุยโน้มน้าวจนเธอเกิดความหาญกล้า
    • แต่พอประสบความสำเร็จ กลายเป็นดาวดารา Jonathan กลับตัดหางปล่อยวัด
  • เรื่องราวของนักเขียน James Lee Bartlow 
    • แนะนำ James และภรรยาสุดที่รัก Rosemary 
    • Jonathan ชักชวน James (และ Rosemary) เดินทางสู่ Hollywood
    • Jonathan สังเกตว่าบทหนังของ James ไม่ค่อยคืบหน้าเพราะ Rosemary จึงวางแผนให้นักแสดง Gaucho ทำการเกี้ยวพาราสี
    • James เมื่อไม่มีใครก่อกวนก็สามารถพัฒนาบทหนังแล้วเสร็จ แต่ทว่า Gaucho และ Rosemary ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก
    • Jonathan ขัดแย้งผู้กำกับ เลยตัดสินใจกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตนเอง
    • พอหนังตัดต่อเสร็จ Jonathan รับรู้ตนเองว่าไม่มีทางเป็นผู้กำกับ
    • Jonathan พลั้งปากพูดบอกความจริงต่อ James ทั้งสองมองหน้าไม่ติดอีกต่อไป
  • ปัจฉิมบท
    • คำตอบของทั้งสาม ล้วนตอบปฏิเสธ ไม่มีทางหวนกลับมาร่วมงาน

ทำไมถึงต้องเป็นผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน มันยังมีหน้าที่อื่นในกองถ่ายภาพยนตร์อย่าง ตากล้อง-นักตัดต่อ-เพลงประกอบ หรือแผนกโปรดักชั่นอย่าง ผู้จัดการกองถ่าย-ออกแบบศิลป์-ก่อสร้างฉาก-เสื้อผ้าหน้าผม ฯ นั่นเพราะผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน คือกลไกขับเคลื่อนของภาพยนตร์ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโปรดิวเซอร์มากที่สุด!


เพลงประกอบโดย David Raksin (1912-2004) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เจ้าของฉายา “Grandfather of Film Music” เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania ในครอบครัว Russian Jewish บิดาทำงานวาทกรวงออร์เคสตรา ส่วนบุตรชายมีความสนใจด้านการแต่งเพลง โตขึ้นเข้าศึกษา University of Pennsylvania เป็นลูกศิษย์ของ Harl McDonald, Isadore Freed และ Arnold Schoenberg จับพลัดจับพลูได้ทำงานเป็นผู้ช่วย Charlie Chaplin ทำเพลงประกอบ Modern Times (1936), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Hound of the Baskervilles (1939), Laura (1944), Fallen Angel (1945), The Secret Life of Walter Mitty (1947), Forever Amber (1947), The Bad and the Beautiful (1952), Bigger Than Life (1956), Separate Tables (1958) ฯ

Raksin พยายามอย่างยิ่งจะสานต่อความสำเร็จจาก Laura (1944) ใกล้เคียงที่สุดก็คือ The Bad and the Beautiful (1952) ตั้งชื่อเพลง Love is For the Very Young มันเกี่ยวหนังยังไงเนี่ย? แน่นอนว่าย่อมถูกปฏิเสธโดยโปรดิวเซอร์ Houseman และผู้กำกับ Minnelli แต่ทั้งสองได้รับการโน้มน้าวโดยเพื่อนร่วมงาน Adolph Green & Betty Comden ผลลัพท์กลายเป็นเพลงฮิต ได้รับการดัดแปลง เรียบเรียงใหม่นับครั้งไม่ถ้วน และกลายเป็น Jazz Standard คล้ายๆเดียวกับ Laura

ชื่อเพลง Love is For the Very Young อาจฟังดูไม่เกี่ยวอะไรกับหนังที่มีเรื่องราวการทรยศหักหลัง โปรดิวเซอร์ผู้อื้อฉาวยินยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อความสำเร็จ แต่อดีตเพื่อนร่วมงานทั้งสามต่างมีความทรงจำหวาน-ขม ลึกๆยังคงห่วงหาอาลัย ขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยผลักดันให้มีวันนี้ แค่ว่าถ้าต้องหวนกลับมาร่วมงาน นั่นคือเรื่องของวันวานที่ไม่มีใครอยากหวนย้อนกลับไป

ระหว่างรับชมผมไม่ได้ตระหนักถึงความไพเราะเพราะพริ้งของ Main Theme จนกระทั่งลองรับฟังหลายๆ Variation ที่มีการเรียบเรียง บันทึกเสียง แล้วเกิดอาการขนลุกขนพอง โดยเฉพาะ Soft-Jazz น้ำเสียงนุ่มๆ (บางทีก็บรรเลงเปียโน กีตาร์ แซกโซโฟน ฯ) ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มหลงใหล โหยหาความรัก ครุ่นคิดถึงวันเวลาที่เคลื่อนผ่านไป

ผมมอง The Bad and the Beautiful (1952) คือหนังแนว Anthology film สามเรื่องเล่าของผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน ที่ต่างมีจุดเริ่มต้น-ไคลน์แม็กซ์-สิ้นสุดลงในตัวเอง เชื่อมโยงด้วยการที่พวกเขา(และเธอ)เคยร่วมงานโปรดิวเซอร์ Jonathan Shields พบเห็นวีรกรรมที่มิอาจยกโทษให้อภัย

เรื่องราวของผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียน ที่ถูกโปรดิวเซอร์/เจ้าของสตูดิโอเข้ามาแทรกแซง ทรยศหักหลัง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ มันเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มากมายนับไม่ถ้วน ผมยกตัวอย่างชื่อโปรดิวเซอร์ไปแล้วหลายคนหนึ่ง แต่ผู้ชมสมัยนั้นมักเปรียบเทียบถึง Jonathan Shields = David O. Selznick ต้องถือเป็นบุคคลผู้มีวีรกรรมฉาวโฉ่ที่สุดใน Hollywood แล้วกระมัง!

แซว: ก็ขนาดว่าโปรดิวเซอร์ David O. Selznick ตั้งทนายเตรียมฟ้องหนังถ้ามีเหตุการณ์ใดพาดพิงถึงตนเอง แต่ทนายไม่สามารถจับผิดอะไร “there were no grounds for a lawsuit”

วีรกรรมของ Jonathan Shields มองมุมหนึ่งมันอาจโฉดชั่วร้าย ทรยศหักหลังผู้กำกับ-นักแสดง-นักเขียนบท แต่ถ้าเราลงในรายละเอียดอาจพบว่ามันมีลับเลศนัย ไม่ได้ตั้งใจให้ผลลัพท์ออกมาเช่นนั้น แต่เมื่อมันเกินเลยเถิด จึงยินยอมรับบทผู้ร้าย กล่าวโทษความผิดมาที่ฉันเพียงผู้เดียว

ผกก. Minnelli คือคนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์ขัดแย้งสตูดิโอ Hollywood เมื่อปี ค.ศ. 1937 เซ็นสัญญาสตูดิโอ Paramount Pictures ยื่นเสนอโปรเจคชื่อว่า Times Squares มีการพัฒนาบท ติดต่อนักแสดง วางแผนฉาก Musical แต่กลับไม่ได้รับการอนุมัติ เป็นเหตุให้เขายกเลิกสัญญา หวนกลับไปทำงาน Broadway สบายใจกว่า

แต่ประสบการณ์ที่ผกก. Minnelli อ้างอิงเข้ากับภาพยนตร์เรื่องนี้คือศรีภรรยา Judy Garland แม้ไม่เชิงว่าเขาเป็นผู้ค้นพบเธอ (Garland มีชื่อเสียงมาตั้งแต่เป็นนักแสดงเด็ก) การร่วมงาน Meet Me in St. Louis (1944) คือบทบาทก้าวผ่าน Child Actor แต่งงานกันปี ค.ศ. 1945 จากนั้นพบเห็นเธอเสพติดยา อารมณ์กวัดแกว่ง คลุ้มคลั่งเสียสติแตก (Nervous Breakdown) เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช ใครกันจะอดรนทนไหว ก่อนตัดสินใจเลิกราหย่าร้าง ค.ศ. 1951

(ลองเชื่อมโยง Judy Garland = ตัวละคร Georgia Lorrison รับบทโดย Lana Turner กันเอาเองนะครับ)

ผมครุ่นคิดว่าการที่ผกก. Minnelli ทำหนังในลักษณะ Anthology film แล้วจบลงอย่างดื้อๆ ราวกับไม่มีบทสรุป แต่นั่นถือเป็นการแสดงความคิดเห็นรูปแบบหนึ่ง ไม่ต่างจากการตอกฝาโลง ปฏิเสธหวนกลับมาร่วมงาน หรือคือเราไม่ควรให้โอกาสบุคคลสายพันธุ์นั้นมีจุดยืนในวงการ Hollywood อีกต่อไป!


ด้วยทุนสร้าง $1.558 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $2.367 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $3.373 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำกำไรได้พอสมควร

ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar จำนวน 6 สาขา แม้หลุดโผล Best Picture และ Best Director แต่ยังสามารถคว้ามา 5 รางวัล … กลายเป็นสถิติของหนังไม่ได้เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แล้วยังกวาดรางวัลมากที่สุด

  • Academy Award
    • Best Actor (Kirk Douglas)
    • Best Supporting Actress (Gloria Grahame) ** คว้ารางวัล
    • Best Screenplay ** คว้ารางวัล
    • Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White ** คว้ารางวัล
    • Best Cinematography, Black-and-White ** คว้ารางวัล
    • Best Costume Design, Black-and-White ** คว้ารางวัล
  • Golden Globe Award
    • Best Supporting Actor (Gilbert Roland)
    • Best Supporting Actress (Gloria Grahame)

เกร็ด: Gloria Grahame มีบทบาทแค่ 9 นาที 32 วินาที ก็ได้กลายเป็นสถิติ(ขณะนั้น)นักแสดงปรากฎตัวน้อยที่สุดคว้ารางวัล Oscar ก่อนถูกแซงโดย Beatrice Straight ภาพยนตร์ Network (1976) ปรากฎตัวนาน 5 นาที 2 วินาที

สตูดิโอ Warner Bros. ได้ทำการสแกนหนังใหม่ 4K Restoration เมื่อปี ค.ศ. 2019 แต่ทว่าแผ่น Blu-Ray ในคอลเลคชั่น Warner Archive Collection กลับยังแค่ 1080p (HD) ถึงคุณภาพการบูรณะจะค่อนข้างดี แต่แผ่นหนังดังกล่าวถือว่าน่าผิดหวังพอสมควร

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับหนัง เพราะหลายสิ่งอย่างผมเคยรับรู้ เขียนกล่าวถึง นับครั้งไม่ถ้วน! มันจึงไม่มีความแปลกใหม่สักเท่าไหร่ แต่วิธีการเล่าเรื่องของผกก. Minnelli สำแดงทัศนะตนเองได้อย่างเฉลียวฉลาด ตอนให้สัมภาษณ์พยายามพูดบ่ายเบี่ยง ไม่ได้ต้องการจะโจมตีใคร แต่ความตั้งใจซุกซ่อนอยู่ในภาพยนตร์อย่างชัดเจน!

จัดเรต 13+ กับการทรยศหักหลัง พฤติกรรมเห็นแก่ตัวของโปรดิวเซอร์

คำโปรย | The Bad and the Beautiful อุทิศให้ความฉาวโฉดของโปรดิวเซอร์ ยินยอมสูญเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อแลกกับความเฉิดฉายในวงการภาพยนตร์
คุณภาพ |
ส่วนตัว | งดงาม

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: