Full Metal Jacket

Full Metal Jacket (1987) hollywood, British : Stanley Kubrick ♥♥♥♥

Full Metal Jacket คือคำเรียกกระสุนปืนปลอกโลหะเต็ม ออกแบบมาเพื่อการเจาะทะลุ ไม่ขยายตัวหรือแตกกระจายเมื่อกระทบเป้าหมาย, สามารถสื่อถึงเรื่องราวการฝึกทหารที่เข้มข้น ไร้ความปราณี หล่อหลอมให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักรสงคราม พุ่งทะยานสู่สนามรบ

ผกก. Kubrick อาจเป็นที่รู้จักในการสร้างภาพยนตร์หลากหลายแนว Drama, (Black) Comedy, Historical, Epic, Erotic, Sci-Fi, Horror แต่มันจะมี Genre ที่พบเห็นบ่อยครั้งที่สุดก็คือ Wars Film เริ่มตั้งแต่ Fear and Desire (1953), Paths of Glory (1957), Spartacus (1960) มีฉากสู้รบสงคราม, Dr. Strangelove (1964) บรรยากาศสงครามเย็น, Barry Lyndon (1975) เข้าร่วมสงครามเจ็ดปี และผลงานสุดท้ายออกฉายขณะยังมีชีวิต Full Metal Jacket (1987)

Full Metal Jacket (FMJ) ไม่ได้หมายถึงชุดเกราะกันกระสุน หรือเสื้อแจ็กเก็ตหลอมด้วยเหล็ก แต่คือคำเรียกประเภทหัวกระสุน แกนกลางเป็นตะกั่วอ่อน หุ้มด้วยปลอกโลหะแข็งกว่าอย่างทองแดง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้แกนตะกั่วหลุดร่อนขณะยิง ช่วยให้ปืนป้อนกระสุนได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ราคาจึงถูกกว่า นิยมใช้ในการฝึกซ้อม (เพราะทำให้อายุการใช้งานของปืนยาวนานขึ้น) ข้อเสียคือการไม่พองตัว เพราะเมื่อกระทบเป้าหมาย กระสุนจะไม่ขยายตัว ทำให้มีพลังหยุดยั้งน้อยกว่ากระสุนบางประเภท

การนำเอาประเภทหัวกระสุนมาเปรียบเทียบการฝึกทหาร มันอาจเป็นเรื่องเข้าใจได้ยากสำหรับคนธรรมดาทั่วไป (ที่ไม่ได้คลั่งไคล้อาวุธปืน) แต่เชื่อว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะจดจำครูฝึกจอมโหด Sergeant Hartman (รับบทโดย R. Lee Ermey) พ่นสารพัดคำดูถูกเหยียดหยาม -พลาดเข้าชิง Oscar ได้อย่างไร?- บูลลี่จนทำให้พลทหาร Gomer Pyle (รับบทโดย Vincent D’Onofrio) แทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน จนระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้นด้วยกระสุนปืน “7.62 millimeter. Full Metal Jacket.” … เป็นประโยคที่ทำให้คำว่า Full Metal Jacket สื่อความหมายถึงอาการคลุ้มบ้าคลั่งจากสงคราม

ครึ่งหลังของหนังเป็นส่วนที่นักวิจารณ์หลายคนพร่ำบ่น ดูไม่รู้เรื่อง สับสนวุ่นวาย โปรดักชั่นงานสร้างก็ไร้ความสมจริง (ถ่ายทำยัง Pinewood Studios ประเทศอังกฤษ) แต่มันสามารถสะท้อนสภาพเป็นจริงของสงครามเวียดนาม “Vietnam war was an unorganized mess.” เมื่อทหารผ่านการฝึกฝนแล้วเดินทางสู่สมรภูมิรบ มันกลับไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักสิ่งอย่าง!

ไฮไลท์จริงๆของหนังผมมองว่าคือตอนไคลน์แม็กซ์ เมื่อหน่วยของ Cowboy พลัดหลงออกนอกเส้นทาง (สามารถสื่อถึงการหลงทางของสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม) แล้วถูกดักซุ่มยิง สูญเสียพลทหารนายแล้วนายเล่า ไม่มีใครรับรู้เป้าหมายอยู่ตรงไหน แต่พอได้เสียงปืนก็ลุกขึ้นกราดยิง ไม่มีใครฟังคำสั่งใคร … มันเป็นซีเควนซ์สำแดงความ “Fuck Up” ของสหรัฐอเมริกาต่อสงครามเวียดนามได้อย่างชิบหายวายป่วง


Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ ความสำเร็จเล็กๆดังกล่าวจึงตัดสินใจลาออกมาทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953)

หลังเสร็จงานสร้าง The Shining (1980), ผกก. Kubrick แสดงความสนใจโปรเจคเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม สรรหาหนังสือ/นวนิยายหลายร้อยเล่ม จนกระทั่งพบเจอ The Short-Timers (1979) นวนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของอดีตทหารเรือ Gustav Hasford (1947-1993) เห็นว่าอ่านจบสองรอบต่อเนื่อง พร้อมกล่าวคำชื่นชม

I re-read it almost immediately and I thought, “This is very exciting, I better think about it for a few days.” But it was immediately apparent that it was a unique, absolutely wonderful book.

Stanley Kubrick

จากนั้นลงมือดัดแปลงบทภาพยนตร์ร่วมกับผู้แต่ง Hasford และนักเขียนอีกคน Michael Herr ที่มีผลงานหนังสือ Dispatches (1977) จากประสบการณ์สงครามเวียดนามเช่นเดียวกัน! แต่ทั้งสามไม่ได้ร่วมกันทำงานนะครับ ต่างฝ่ายต่างแยกกันพัฒนาบทหนังในส่วนของตนเอง แล้วส่งให้ผกก. Kubrick นำมาประกอบเป็นรูปเป็นร่างตามความสนใจ

We were like guys on an assembly line in the car factory. I was putting on one widget and Michael was putting on another widget and Stanley was the only one who knew that this was going to end up being a car.

Gustav Hasford

ชื่อนวนิยาย The Short-Timers ฟังดูเหมือนอาชีพ Part Time นั่นทำให้ผกก. Kubrick พยายามมองหาชื่อใหม่ ก่อนพบเจอ Full Metal Jacket ในนิตยสารปืนเล่มหนึ่ง ทั้งชื่อและความหมายฟังดูน่าสนใจ เลยแทรกใส่เป็นหนึ่งในคำพูดตัวละครก่อนแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา


ช่วงระหว่างสงครามเวียดนาม กองทัพเรือมีการรับสมัครทหารเข้าฝึกพื้นฐาน 8 สัปดาห์ ณ Parris Island นำโดยครูฝึกจ่าสิบเอกปืนใหญ่ L. Hartman (รับบทโดย R. Lee Ermey) ชอบใช้ถ้อยคำพูดรุนแรง ดูถูกเหยียดยามพลทหารใหม่

  • James T. Davis หนุ่มแว่นหน้าตาซื่อๆ ได้รับฉายา Joker (รับบทโดย Matthew Modine)
  • Leonard Lawrence ชายร่างอวบทำอะไรๆเชื่องช้ากว่าคนอื่น ได้รับฉายา Gomer Pyle (รับบทโดย Vincent D’Onofrio)
  • Evans เพื่อนของ Joker จาก Texas ได้รับฉายา Cowboy (รับบทโดย Arliss Howard)

โดยเป้าหมายการโจมตีของจ่า Hartman ก็คือ Gomer Pyle เพราะร่างกายอวบอ้วน ทำสิ่งต่างๆเชื่องช้ากว่าใครอื่น แม้ภายหลังค้นพบความสามารถด้านการยิงปืน แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็มิอาจอดกลั้นฝืนทน แอบนำเอากระสุนปืนจริง 7.62 mm มาลงมือฆาตกรรมศัตรูคู่อริ ก่อนยิงตัวตาย

ครึ่งหลังของหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Joker ปักหลักอยู่ดานัง (Da Nang) ทำงานหนังสือพิมพ์ Stars and Stripes ประกบคู่กับช่างภาพ Rafter Man (รับบทโดย Kevyn Major Howard) ก่อนถูกส่งไปฟู้บ่าย (Phu Bai) พบเจอกับ Cowboy เข้าร่วมสมาชิกหน่วย Lusthog Squad แล้วระหว่างภารกิจสอดแนม หลงทางมายังเมืองร้าง สถานที่แห่งหายนะที่ทำให้เกิดการสูญเสียหลายชีวิต


Matthew Avery Modine (เกิดปี ค.ศ. 1959) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Loma Linda, California บิดาเป็นเจ้าของโรงหนัง Drive-In ทำให้เกิดความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก เล่นหนังเรื่องแรก Baby It’s You (1983), ก่อนถูกพบเจอโดยผกก. Robert Altman แจ้งเกิดกับ Streamers (1983) ** ร่วมคว้ารางวัล Volpi Cup for Best Actor, ผลงานเด่นๆ อาทิ Birdy (1984), Full Metal Jacket (1987), Short Cuts (1993) ฯ

รับบท James T. ‘Joker’ Davis ชายหนุ่มหน้าใส เข้าร่วมการฝึกพื้นฐานเพื่อเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนามในสงคราม (War correspondent) พยายามให้ความช่วยเหลือ Gomer Pyle ค่อยๆก้าวผ่านอุปสรรคขวากหนามทีละขั้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสายเกินแก้ไข ก่อนพบเห็นโศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้น

ครึ่งหลังเมื่อเดินทางสู่เวียดนาม วันๆไม่อะไรทำ เต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ หลังจากฐานทัพถูกโจมตี หัวหน้าจึงส่งเขาเดินทางสู่ฟู้บ่าย (Phu Bai) เข้าร่วมเป็นสมาชิก(ชั่วคราว)หน่วย Lusthog Squad แล้วระหว่างภารกิจสอดแนมสูญเสียเพื่อนสนิท Cowboy และพอเผชิญหน้านักแม่นปืนเวียดกง ก็แทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน

มีนักแสดงหลายคนที่ได้รับการติดต่อ ยื่นข้อเสนอให้รับบทบาทนี้ อาทิ Val Kilmer, Bruce Willis, Ed Harris, Robert De Niro, Bill McKinney, พยายามต่อรอง Anthony Michael Hall นานถึงเก้าเดือนแต่คุยเรื่องค่าตัวไม่ได้, ท้ายที่สุดมาลงเอย Matthew Modine หลังจากผกก. Kubrick รับชมภาพยนตร์ Birdy (1984)

ช่วงแรกๆจะยังไม่พบเห็นบุคลิกตัวละครชัดเจนนัก เพราะถูกกดทับจากครูฝึก/จ่าสิบเอกปืนใหญ่ L. Hartman จนกระทั่งถูกสั่งให้ช่วยเหลือ Gomer Pyle ถึงเริ่มมีตัวมีตน ความโดดเด่นขึ้นมา, ภาพลักษณ์ของ Modine รูปร่างผอมบาง สวมใส่แว่นแล้วดูเหมือนเด็กเนิร์ด หนอนหนังสือ มากด้วยอุมดการณ์ ยังไม่รับรู้ประสีประสาอะไร

ครึ่งหลังเดินทางมาเวียดนาม ทำเหมือนท่องเที่ยวพักผ่อน ใช้ชีวิตอย่างหลงระเริง เพลิดเพลิด(กับโสเภณี) โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ (มันเหมือนเขาหลงลืมโศกนาฎกรรมก่อนหน้าไปโดยสิ้นเชิง) และเมื่อเผชิญหน้าสงคราม สูญเสียเพื่อนสนิท ไอ้สิ่งที่เขาเคยกล่าวอ้าง “duality of man” ท้ายที่สุดก็กล้ำกลืนน้ำลายตนเอง

เกร็ด: หนังถ่ายทำฉากสงครามเวียดนามจนเสร็จสิ้นหมดก่อน ถึงค่อยเริ่มการฝึกทหาร มันเลยไม่แปลกที่ทั้งตัวละครและ Modine จะไม่ได้รับผลกระทบจากตอนจบขององก์แรก

Modine เป็นนักแสดงประเภทเรื่อยๆมาเรียงๆ ฝีมือถือว่าใช้ได้ แม้ไม่โด่งดังระดับซุปเปอร์สตาร์ แต่งานไม่เคยขาด มีโอกาสเล่นหนังใหญ่อยู่เรื่อยๆ Cutthroat Island (1995), Transporter 2 (2005), The Dark Knight Rises (2012), ซีรีย์ Stranger Things (2016-22), Oppenheimer (2023) ฯ


Vincent Philip D’Onofrio (เกิดปี ค.ศ. 1959) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Brooklyn, New York ในครอบครัวเชื้อสาย Italian โตขึ้นเข้าเรียนสถาปนิก ออกแบบภายใน แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงละคอนสมัครเล่น ฝึกฝนเทคนิคการแสดง Method Acting จาก American Stanislavsky Theater และ Actors Studio มีผลงานละคอนเวทีหลายเรื่อง ก่อนแจ้งเกิดภาพยนตร์ Full Metal Jacket (1987)

รับบท Leonard ‘Gomer Pyle’ Lawrence ชายร่างอวบอ้วน เป็นคนเชื่องช้า สติปัญญาไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ เลยมักตกเป็นเป้าโจมตีของครูฝึก Hartman สรรหาสารพัดถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม แต่แทนที่จะสร้างขวัญกำลังใจ กลับทำให้เขาเต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น เฝ้ารอคอยวันระเบิดระบายอารมณ์ออกมา

เกร็ด: Gomer Pyle คือตัวละครจากรายการซิทคอม The Andy Griffith Show (1960-68) ได้รับความนิยมอย่างมากถึงขนาดแยกตัว (Spin-Off) ออกมาเป็น Gomer Pyle, U.S.M.C. (1964-69) รับบทโดย Jim Nabors ช่างเครื่องยนต์ที่มีความใสซื่อ (Naïve) พอมาเป็นทหารเรือก็มักทำตามคำสั่งอย่างไม่รู้ประสีประสา

การค้นหานักแสดงรับบท Gomer Pyle ตามคำบอกกล่าวของผกก. Kubrick คือส่วนยากที่สุดของหนัง ทำการออดิชั่นนักแสดงมากมายผ่านวีดิโอเทป ก่อนที่ Matthew Modine คือผู้แนะนำ Vincent D’Onofrio ยินยอมเพิ่มน้ำหนัก 70 ปอนด์ (32 กิโลกรัม) มากกว่า Robert De Niro เพิ่มน้ำหนัก 60 ปอนด์กับ Raging Bull (1980) กลายเป็นสถิติที่ปัจจุบันยังไม่มีใครโค่นล้มลงได้

ในต้นฉบับนวนิยายของ Gustav Hasford ตัวละครนี้แค่เพียงบุคคลทำอะไรช้ากว่าคนอื่น แต่ผกก. Kubrick ทำการผลักดัน D’Onofrio จนกลายเป็นผู้มีอาการผิดปกติทางจิต จากเคยอมยิ้มต่อหน้าครูฝึก Hartman ค่อยๆเปลี่ยนแปรสภาพเป็นหน้าดำคร่ำเครียด เก็บกดอัดอั้น เต็มไปด้วยความชอกช้ำ และท้ายที่สุดแสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง

D’Onofrio อาจไม่ใช่นักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่โอกาสจาก Full Metal Jacket (1987) ทำให้งานเล็กงานน้อยไหลมาเทมาอยู่เรื่อยๆ อาทิ JFK (1991), The Player (1992), Ed Wood (1994) รับบท Orson Welles, The Whole Wide World (1996), Men in Black (1997), The Cell (2000), Jurassic World (2015), ซีรีย์ Daredevil (2015-18) ฯ


Ronald Lee Ermey (1944-2018) อดีตผู้ฝึกทหารเรือ/นักแสดงภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Emporia, Kansas สมัยวัยรุ่นเป็นเด็กชอบสร้างปัญหา เลยถูกส่งเข้าฝึกทหารเรือตั้งแต่อายุ 17 จากนั้นทำงานเป็นครูฝึกอยู่หลายปีก่อนเข้าร่วมสงครามเวียดนาม ได้รับบาดเจ็บหลายครั้งจนปลดถูกปลดเกษียณด้วยศจ่าสิบเอกปืนใหญ่ (Gunnery Sergeant), หันเหเข้าสู่วงการภาพยนตร์ The Boys in Company C (1978), โด่งดังกับ Full Metal Jacket (1987)

รับบทจ่าสิบเอกปืนใหญ่ L. Hartman ครูฝึกทหารใหม่ที่ Parris Island เป็นคนเข้มงวดกวดขัน ชอบใช้ถ้อยคำพูดรุนแรง ดูถูกเหยียดหยามพลทหารใหม่ แต่จุดประสงค์เพื่อกระตุ้น ปลุกเร้า ผลักดันให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด จักได้มีโอกาสเอาตัวรอดจากสมรภูมิสงคราม

ในตอนแรก Ermey ถูกเรียกตัวมาเป็นที่ปรึกษา (Technical Advisor) พยายามเสนอตัวเองต่อผกก. Kubrick บอกว่าเคยรับชม The Boys in Company C (1978) แล้วไม่เห็นความดุดันในการแสดงสักเท่าไหร่ “not vicious enough” เขาจึงบันทึกเทปการแสดงสามสิบนาทีกับ Tim Colceri (บุคคลที่ถูกวางตัวให้รับบทนี้) ด้วยการดั้นสดสารพัดถ้อยคำพูดดูถูกเหยียดหยาม จนสร้างความประทับใจถึงขนาดยินยอมเปลี่ยนนักแสดงกลางคัน!

ผมไม่เคยรับชมผลงานเรื่องอื่นๆของ Ermey แต่ก็บอกได้ว่านี่ผลงานการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต เห็นว่าครึ่งหนึ่งเกิดจากการดั้นสด (Improvised) สามารถสรรหาถ้อยคำฟังแล้วลื่นหู รู้สึกจี้แทงใจดำ ขณะเดียวกันเต็มไปด้วยความตลกขบขัน … ตลกร้ายของบรรดาทหารฝึกที่คงหัวร่อไม่ออกสักเท่าไหร่

เกร็ด: ถัดจาก Peter Sellars ก็ Ronald Lee Ermey คือนักแสดงได้รับอภิสิทธิ์จากผกก. Kubrick ทั้งการดั้นสดบทพูด และถ่ายทำน้อยเทคกว่าใครเพื่อน (มักไม่เกิน 1-2-3 ครั้ง)

เสียงตอบรับต่อการแสดงของ Ermey ออกมาดีล้นหลาม ได้เข้าชิง Gloden Globe: Best Supporting Actor (พ่ายให้กับ Sean Connery ภาพยนตร์ The Untouchables (1987)) ก็ไม่รู้หลุดโผ Oscar ไปได้อย่างอย่าง? แต่ความประหลาดใจของเจ้าตัวเกิดจากการที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยหลงใหลคลั่งไคล้ Hartman ทั้งๆควรจะเป็นต้นแบบอย่าง ไม่ควรปฏิบัติต่อใครเหมือนตัวละครนี้

เกร็ด: ค่ำคืนหนึ่งระหว่างการถ่ายทำ Ermey ประสบอุบัติเหตุรถจิ๊บคว่ำ ทำให้ซี่โครงซ้ายหัก ต้องพักรักษาตัว หยุดกองถ่ายไปถึงสี่เดือนครึ่ง ถึงสามารถหวนกลับมาทำงานได้อีกครั้ง


ถ่ายภาพโดย Douglas Milsome (เกิดปี ค.ศ. 1939) ตากล้องสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Hammersmith, London เคยทำงานเป็นผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) A Clockwork Orange (1971), Barry Lyndon (1975) และ The Shining (1980) ก่อนก้าวขึ้นมาได้รับเครดิตถ่ายภาพ Full Metal Jacket (1987), ผลงานอื่นๆ อาทิ The Beast of War (1988), Robin Hood: Prince of Thieves (1991), Breakdown (1997) ฯ

เกร็ด: จริงๆแล้วผกก. Kubrick อยากร่วมงานตากล้องขาประจำ John Alcott แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธเพราะเจ้าตัวกลัวว่าจะทำงานหนักไม่ไหว ก่อนพลันด่วนเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1986

งานภาพของหนังก็เป็นไปตาม ‘สไตล์ Kubrick’ เพราะเคยเป็นช่างภาพมาก่อน จึงโดดเด่นในการจัดวางองค์ประกอบ ซูมเข้า-ออก เลือกทิศทางมุมกล้องด้วยตนเอง, นิยมถ่ายทำแบบ (Extended) Long Take ใช้กล้องมือถือ (Hand-Held) บางครั้งครา พยายามใช้แสงธรรมชาติ/จากแหล่งกำเนิดที่มีให้มากที่สุด

แม้เรื่องราวมีพื้นหลังสงครามเวียดนาม แต่ทุกช็อตฉากถ่ายทำในประเทศอังกฤษ โดยฉายภายในยังสตูดิโอ Pinewood Studios (Buckinghamshire) แล้วเลือกฐานทัพอากาศ RAF Swinderby (Lincolnshire), Bassingbourn Barracks (Cambridgeshire) และ Epping Forest (Essex) เป็นสถานที่ฝึก Parris Island, Isle of Dogs (London) สร้างเมืองดานัง, Norfolk Broads แทนแม่น้ำโขง, Beckton Gasworks (London) เมืองร้างที่ถูกซุ่มยิง ฯ

การถ่ายทำเริ่มต้นวันที่ 27 สิงหาคม ค.ศ. 1985 แต่มีหยุดพักกองถ่าย 20 สัปดาห์ เพราะอาการบาดเจ็บของ R. Lee Ermey ก่อนปิดกล้องวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1986 … ระยะเวลาโปรดักชั่นจริงๆคือประมาณ 9 เดือน


ช่วงระหว่าง Opening Credit สังเกตปฏิกิริยาทหารใหม่กำลังถูกโกนผม พวกเขาต่างแสดงสีหน้าบูดบึ้งตึง เหมือนไม่ค่อยเต็มใจเกณฑ์ทหาร เข้าร่วมสงครามเวียดนาม … แต่จริงๆฉากนี้ถ่ายทำวันสุดท้ายก่อนปิดกล้อง เป็นความจงใจกลั่นแกล้งของผกก. Kubrick ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาไว้ผมยาวขึ้นใหม่

เริ่มต้นวันปฐมนิเทศ ครูฝึก Hartman ทำการทักทายทหารใหม่ เดินวนไปวนมารอบห้องนอน แต่จุดโฟกัสมักอยู่ฟากฝั่งซ้ายมือ (สามตัวละครหลักๆ Joker, Gomer Pyle และ Cowboy ต่างอยู่ฝั่งนี้ทั้งหมด) ซึ่งละม้ายคล้ายการตรวจแถวนักโทษ A Clockwork Orange (1971) และขุนนางเรียงแถวต้อนรับ King George II ภาพยนตร์ Barry Lyndon (1975)

แซว: จะว่าไปการฝึกนักโทษให้กลายเป็นจักรกลสงคราม (War Machine) มันช่างมีความละม้ายคล้าย Ludovico Technique ที่ทำให้ Malcolm McDowell ภายนอกกลายเป็นเหมือนหุ่นจักรกล (Clockwork) ปฏิบัติตามกฎกรอบสังคม

ความรุนแรงไม่ใช่หนทางออกของทุกปัญหา! วิธีของครูฝึก Hartman คือพูดดูถูกเหยียดหยาม เพื่อสร้างแรงกระตุ้น ผลักดันทหารใหม่ แต่มันกลับใช้ไม่ได้กับ Gomer Pyle ยิ่งด่ายิ่งถดถอยหลัง ซึ่งพอปรับเปลี่ยนมาวิธีของ Joker พูดให้กำลังใจ ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง แม้อีกฝ่ายทำตามอย่างเชื่องช้า กลับพบเห็นความก้าวหน้า … การฝึกปีนป่ายข้ามสิ่งกีดขวาง สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์แทนพัฒนาการของ Gomer Pyle เอาชนะขีดจำกัดตนเองได้สำเร็จ

ผมเพิ่งรับรู้ว่าเจลลี่โดนัท (Jelly Doughnut) ไม่มีรูตรงกลาง เป็นความเข้าใจผิดๆมาโดยตลอดว่าโดนัททุกชนิดต้องมีรู แต่ถ้าเรามองข้ามประเด็นนั้นแล้วมองว่ามันคือโดนัทมีรู นี่คือของหวานสามารถสื่อถึงอวัยวะเพศหญิง

ทำไมผมอยากยืนกรานเช่นนั้น? เพราะหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยสัญญะทางเพศ ตั้งแต่บทเพลง “This is my rifle, this is my gun.” ขับร้องพร้อมกุมเป้ากางเกง (ปืน = ลึงค์/อวัยวะเพศชาย) นั่นทำให้การแอบรับประทาน(เจลลี่)โดนัทของ Gomer Pyle คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาโดนกลั่นแกล้ง กระทำชำเราจากทั้งครูฝึก และเพื่อนทหาร (ใช้ผ้าห่อสบู่แล้วทุบใส่ร่างกาย)

แซว: โดยปกติแล้ว R. Lee Ermey มักแสดงแค่สองสามเทคผ่าน ยกเว้นซีเควนซ์นี้ที่ทำผิดพลาดตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย (สงสัยเพิ่งกลับมาจากหยุดยาว) เลยจัดไป 37 เทค ตะโกนจนเสียงแหบแห้ง

ยามค่ำคืน (โทนสีน้ำเงินสร้างบรรยากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก) Joker ได้รับมอบหมายเฝ้าเวรยาม พบเจอกับ Gomer Pyle กำลังนั่งนับกระสุนปืน 7.62 mm Full Metal Jacket อยู่บนโถชักโครกในห้องน้ำ เลยกล่าวตักเตือนว่าถ้าครูฝึก Hartman พบเจอเข้า พวกเราจะซวยกันหมด (คำว่า “world of shit” ขณะนี้สามารถสื่อถึงความซวย และยังสอดพ้องห้องน้ำแห่งนี้ที่เต็มไปด้วย Shit) แต่อีกฝ่ายตอบว่า “I am … in a world … of shit.” (เป็นความหมายในเชิงนามธรรม สะท้อนสภาพจิตใจตัวละครที่เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น ใกล้ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง)

แซว: ทั้งๆที่ FMJ คือกระสุนปืนมีอำนาจทะลุทะลวง แต่ทว่าความตายของตัวละคร กลับพบเห็นเลือดสาดกระเซ็น

นอกจากประโยคขายบริการทางเพศของโสเภณีชาวเวียดนาม (รับบทโดย Papillon Soo) “Me so horny. Me love you long time.” ที่กลายมาเป็นท่อนฮิตเพลงแร็บ และสำหรับคนช่างสังเกต หนังมีหลายสิ่งอย่างสอดแทรกอยู่ในรายละเอียดการออกแบบฉาก

  • ภาพวาด Jesus Christ กำลังสวดอธิษฐานขอให้ Joker ประสบความโชคดี
  • ป้ายร้านค้าด้านหลัง Las Vegas ราวกับจะสื่อถึงช่วงขณะนี้ที่ Joker ราวกับมาท่องเที่ยวพักผ่อน มากกว่าจะมาทำข่าวสงครามเวียดนาม
    • แต่จะสื่อถึงสงคราม = การพนันขันต่อโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ก็ได้กระมัง

เกร็ด: ในบทหนังจะมีฉากที่ Joker ร่วมรักกับโสเภณีเวียดนาม แต่ถูกตัดทิ้งเพราะมันเบี่ยงเบนความสนใจมากเกินไป

ผมบังเอิญสังเกตเห็น Mickey Mouse ด้านหลัง Joker ระหว่างการประชุมงาน นี่คงไม่ต้องอธิบายอะไรมัง คนดูหนังจบแล้วน่าจะสามารถทำความเข้าใจว่าผมนำมากล่าวถึงทำไม

การรุกตรุษญวน (Tet Offensive) เป็นการทัพทางทหารครั้งใหญ่ในสงครามเวียดนาม โดยกองกำลังเวียดกง & กองทัพเวียดนามเหนือ เปิดฉากโจมตีกองบัญชาการทหาร พลเรือน และศูนย์ควบคุมกองกำลังเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาและพันธมิตร เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1968 ตรงกับวันหยุดตรุษญวน (เต๊ต, Tết)

การโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้กองทัพสหรัฐอเมริกาและเวียดนามใต้ได้รับความสูญเสียพอสมควร แต่ก็สามารถรวมกลุ่มใหม่เพื่อโต้ตอบกลับไป นำสู่ยุทธการ Battle of Huế (31 มกราคม – 2 มีนาคม ค.ศ. 1968) ต่อสู้รบอย่างดุเดือดจนเมืองเว้ราบเรียบเป็นหน้ากอง หลังเข้ายึดครองยังประหารชีวิตประชาชน/กลุ่มผู้ต่อต้านอีกหลายพันคน

พลปืนบนเฮลิคอปเตอร์รับบทโดย Tim Colceri คือบุคคลที่เคยวางตัวไว้รับบทครูฝึก Hartman แต่พอเปลี่ยนนักแสดงเป็น R. Lee Ermey ก็เลยได้บทบาทเล็กๆนี้ กราดยิงชาวเวียดนามอย่างคลุ้มคลั่ง ทำตัวราวกับพระเจ้า (จากเบื้องบน) กำหนดโชคชะตาชีวิตผู้คนเบื้องล่าง … สัญญะการกดขี่ข่มเหงของผู้มีอำนาจเหนือกว่า

วงกลมสีแดงกำลังถือกล้องก็คือ Vivian Kubrick บุตรสาวของผกก. Kubrick เคยพบเห็นตั้งยังเด็กๆ (เมื่อตอน 2001: A Space Odyssey (1968)) มาตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว นอกจากมารับเชิญฉากนี้ ยังทำเพลงประกอบให้หนังอีกด้วย

บนหมวกเขียนข้อความ “Born to Kill” ส่วนหน้าอกติดเครื่องหมายสันติภาพ (Peace Sign) นี่อาจฟังดูขัดย้อนแย้ง แต่สามารถสะท้อนแนวคิด Duality of Man เกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ ล้วนมีทั้งด้านดี-ชั่ว เหตุผล-สันชาตญาณ เฉกเช่นเดียวกับสงคราม-สันติภาพ สองสิ่งตรงกันข้ามในตนเอง

แต่แนวคิดกล่าวคือสิ่งที่พวกมหาอำนาจทำการบิดเบือน ใช้ข้ออ้างสงครามเพื่อสร้างสันติภาพ (หรือในทิศทางกลับกัน ใช้ข้อสันติภาพเพื่อก่อสงคราม) โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ หายนะบังเกิดขึ้นกับประชาชน เพียงเส้นทางเกียรติยศให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำพาสันติสุขให้บังเกิดขึ้นบนโลก

Joker (และช่างภาพ Rafter Man) เดินทางมาถึงฟู้บ่าย พบเจอกับ Cowboy ที่เป็นสมาชิกหน่วย Lusthog Squad (ชื่อหน่วย หมู่หื่น?) ความน่าสนใจของวินาทีพบเจอกันนี้คือการเคลื่อนกล้องผ่านประตูที่มีลักษณะวงกลม นี่อาจดูเหมือนสถาปัตยกรรมจีน/เวียดนามทั่วๆไป แต่กับหนังที่เต็มไปด้วยสัญญะทางเพศ มันเลยแลดูคล้ายอวัยวะเพศหญิง … และกล้องกำลังเคลื่อนเลื่อนเข้าไป

“The only good Indian is a dead Indian.” สุภาษิตชวนเชื่อของชาวอเมริกัน เห็นว่าใช้มาตั้งแต่ General Philip Sheridan ช่วงทศวรรษ 1860s ต่อยอดมายังยุคสมัยสงครามเย็น “The only good Commie is a dead Commie.” ทหารเวียดนามผู้โชคร้ายคนนี้จึงได้รับการพูดถึง จดจำ … นี่เป็นการประชดประชันนะครับ

คีย์เวิร์ดน่าสนใจของฉากนี้ก็คือ “These enemy grunts are as hard as slant-eyed drill instructors.” ทำการเปรียบเทียบทหารเวียดนาม = ครูฝึกทหาร (นึกถึงจ่า Hartman) บุคคลที่พลทหารส่วนใหญ่เต็มไปด้วยอคติ เคียดแค้น แต่เนื่องจากไม่สามารถโต้ตอบทำอะไร พอมาเผชิญหน้าทหารเวียดนามเหล่านี้ ก็เลยได้ระบายอารมณ์อัดอั้นตันใจ … นี่ก็เท่ากับว่าทุกคนมีสภาพไม่แตกต่าง Gomer Pyle

เวลากล้องเคลื่อนติดตามตัวละคร ส่วนใหญ่มักถ่ายทำบนเครน รางเลื่อน มีความนิ่งนวล, แต่จะมีอยู่สองสามครั้งที่ใช้กล้องมือถือ (Hand Held) ติดตามทหารขณะบุกเข้ายึดเมืองเว้ ลักษณะอาการส่ายๆสั่นๆ สามารถสะท้อนความรู้สึกหวาดกลัวตาย หัวใจเต้นแรง ฉันจะเอาตัวรอดจากยุทธการนี้หรือไม่?

ภาพวาดยิ้มแฉ่งบนตึก ทีแรกผมนึกว่า Louis Armstrong? ก่อนค้นพบว่าคือป้ายโฆษณายาสีฟัน Hynos นายแบบชาวเวียดนามชื่อ Anh Bảy Chà Hynos (ฉากแรกที่เวียดนามก็มีภาพโฆษณายาสีฟันตัวเดียวกัน) แต่มันดูเหมือนเป็นการเยาะเย้ย ประชดประชันทหารอเมริกัน เข้ายึดเมืองเว้แล้วไง เมืองพังพินาศไม่หลงเหลืออะไร แถมการสังหารประชาชนหลายพันชีวิต นั่นคือตราบาปที่สร้างความจงเกลียดจงชัง เคียดแค้นฝังหุ่นชาวเวียดนามมาจนถึงปัจจุบัน

ระหว่างยุทธการ Battle of Huế, สิบเอก Crazy Earl พบเห็นใครบางคนวิ่งผ่านหน้า ไม่รู้หมู่หรือจ่า ฝ่ายตนเองหรือศัตรู (ไม่มีการเปิดเผยด้วยนะ) กราดยิงเข้าไปตายสองศพ จากนั้นบทเพลงบ้าบอคอแตกที่สุดของหนังก็ดังขึ้นมา Surfin’ Bird ของวง The Trashmen ราวกับต้องการบ่งบอกเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้ Bird is the Word = Fuck You ยังมีหน้ามายิ้มกริ่มอีก

คงไม่มีภาพยนตร์สงครามเรื่องไหนเสียดสีล้อเลียนตนเองไปมากกว่า Full Metal Jacket (1987) นั้นเพราะฉากนี้ที่ทำเป็น “สารคดีซ้อนหนัง” (หรือจะเรียก “หนังซ้อนสารคดี” ก็แล้วแต่) คือฉายให้เห็นการเข้ามาถ่ายทำสารคดีเบื้องหลังยุทธการยึดเมืองเว้ และลีลาถ่ายภาพที่ให้ทีมงานช่วยดึงตากล้อง เคลื่อนเลื่อนแนวนอนไปทางซ้ายมือ นั่นก็แอบละม้ายคล้ายลายเซ็นต์ผกก. Kubrick อยู่ไม่น้อย

แซว: การเคลื่อนกล้องทิศทางแนวนอนลักษณะนี้ สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงลึงค์/อวัยวะเพศชาย ได้เช่นเดียวกัน

ช่วงระหว่างสัมภาษณ์สารคดี พื้นหลังของคนส่วนใหญ่จะอยู่ท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง แต่มีสองตัวละครที่น่าสนใจ

  • Animal Mother ท่าทางมึนๆลอยๆ เหมือนคนเสพยา เลือกสถานที่ให้สัมภาษณ์หน้ารถถัง คลั่งไคล้ความรุนแรง เจ้าตัวก็พกอาวุธสงครามจัดเต็ม (Combat-Hunger) ภาคภูมิใจในการเข่นฆ่าศัตรู
  • Joker พร่ำพูดอุดมการณ์เพ้อใฝ่ฝัน อยากเห็นความงดงามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพพื้นหลังน่าจะคือโรงหนัง/โรงละคอน เติมเต็มแฟนตาซีตัวละครได้เป็นอย่างดี

แวบแรกผมนึกว่าคือโสเภณีคนเดียวกับตอนกลางเรื่อง และพ่อเล้าคือนักกังฟูที่ขโมยกล้องของ Rafter Man ก่อนพบในเครดิตคนละคน (รับบทโดย Leanne Hong) แต่ความน่าสนใจของฉากนี้ก็คือพื้นหลังที่มีลักษณะเหมือนอาคารทรงกลมที่มีด้านหนึ่งพังทลายลง (สัญลักษณ์แทนอวัยวะเพศหญิงอีกเช่นเคย)

แซว: ถึงอ่านภาษาฝรั่งเศสไม่ออกแต่เห็นคำว่า CRÈME (แปลว่า Creme) ก็ชักชวนให้จินตนาการไปไกล (Cremepie?)

ตุ๊กตากระต่ายดูไร้พิษภัย แต่พอสัมผัสจับต้อง กลับกลายเป็นกัปดักระเบิด (booby-trapped) เข่นฆ่า Crazy Earl ที่เพิ่งขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยได้ไม่นาน, นี่คือการอารัมบทก่อนถึงไคลน์แม็กซ์ของหนัง สามารถสื่อถึงชาวเวียดนาม = กระต่ายตัวนี้ที่ดูไร้พิษภัย ไม่น่าจะต่อกรกับกองทัพสหรัฐอเมริกาสุดยิ่งใหญ่ กลับสามารถสร้างเสียหายให้หน่วย Lusthog Squad มากมายมหาศาล

ความตายของ Crazy Earl ทำให้ Cowboy ขึ้นมาเป็นหัวหน้าหน่วยคนใหม่ ด้วยความที่ยังไม่รับรู้ประสีประสา จึงพลัดหลงทางมายังเมืองร้างแห่งหนึ่ง … การหลงทางของ Lusthog Squad สามารถสะท้อนถึงการเข้าร่วมสงครามเวียดนามของสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดอย่างรุนแรง แถมยังดื้อรั้น ดึงดัน ไม่ยอมเสียหน้า กว่าจะยินยอมรับพ่ายแพ้ ต้องพบเจอสูญเสียมากมายมหาศาล

จะว่ายังไปสอดคล้องเข้ากับครึ่งหลังของหนัง ตั้งแต่เดินทางมาถึงเวียดนาม เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เรื่องราวดำเนินไปอย่างไร้เป้าหมาย ก็สามารถสะท้อนการหลงทางขณะนี้ได้เช่นเดียวกัน

นี่เป็นการใช้เทคนิคซูมมิ่ง (Zooming) ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ นักแม่นปืนเล็งเห็น Cowboy ผ่านช่องตึกแคบๆ (ช่องตึก=รูอวัยวะเพศ) เลยใช้โอกาสดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ (ในบริบทนี้น่าจะเรียกว่ายิงผ่านประตูหลัง) วินาทีลั่นไกจะเห็นประกายไฟลิบๆ และเบื้องหน้าเป้าหมายก็มีประกายไฟ (น่าจะประทัด) ขึ้นมาต่อเนื่องกัน ต้องชมเลยว่ากะเวลาได้แม่นเป๊ะ … แต่เวลาโดนยิงจริงๆมันควรเป็นเลือดพุ่ง ไม่ใช่ประกายไฟหรือเปล่า?

แซว: ด้วยความที่ซีเควนซ์นี้ใช้เวลาถ่ายนานถึงสี่สัปดาห์ หนึ่งในนักแสดง Dorian Harewood รับบท Eightball ที่ถูกยิงเสียชีวิต เล่าว่าตนเองก็ต้องนอนตายอยู่ตรงนั้นตลอดทั้งเดือน

ความตายของ Cowboy ทำให้ชายสองคนนี้เต็มไปด้วยความลุ่มร้อน มอดไหม้ทรวงใน พระอาทิตย์กำลังตกดิน ความมืดกำลังคืบคลานเข้ามาในจิตใจ

  • Animal Mother จริงๆคือพร้อมลุยมาตั้งแต่สูญเสียเพื่อนสนิท Eightball กราดยิงปืนด้วยอารมณ์/สันชาติญาณ พอถึงความตายของ Cowboy กลับทำให้เขาสามารถสงบจิตสงบใจ (นั่นกระมังคือเหตุผลที่ยืนบดบังกองไฟด้านหลัง) แต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วย วางแผนปฏิบัติการด้วยความสุขุม เยือกเย็น
  • ตรงกันข้ามกับ Joker คนอื่นตายไม่รู้สึกอะไร แต่กับ Cowboy ที่เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่ค่ายฝึก พอลึกขึ้นยืนถ่ายติดตึกสูงด้านหลังกำลังมอดไหม้ นั่นแสดงถึงความอาฆาต เคียดแค้น บุกฝ่าเข้าไปเผชิญหน้านักแม่นปืน โชคดีว่าสามารถเอาตัวรอดตายอย่างหวุดหวิด

แซว: ภาพพื้นหลังของ Joker มีบางคนแสดงความคิดเห็นว่าดูละม้ายคล้ายแท่งลึกลับ (Monolith) จากภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968) นั่นคือความบังเอิญล้วนๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้เคลือบแฝงนัยยะอะไรในทิศทางนั้น

คำกล่าวจริงๆของนักแม่นปืนไม่ใช่คำสวดภาวนา แต่มีทั้งภาษาเวียดนาม Đau quá (แปลว่า So much pain), สลับกับฝรั่งเศส À boire (แปลว่า Let me drink) และ Tuez moi (แปลว่า Kill me, Shoot me) ซึ่งใบหน้าของ Joker ครึ่งหนึ่งจะค่อยๆอาบฉาบเงามืด ก่อนตัดสินใจลั่นไกปืน “Fucking Hard-core”

เหตุผลการลั่นไกปืนของ Joker สามารถตีความได้หลากหลายมิติ แต่ที่ผมชอบมากสุดก็คือการสูญเสียจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ (Loss Innocence) จากอุดมการณ์เคยตั้งมั่น พอเข้ามามีส่วนร่วมกับสมรภูมิรบ เลยค้นพบความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ “I am in a world of shit.” เรียนรู้จักความหมายแท้จริงที่ Gomer Pyle เคยพยายามจะพูดบอกเอาไว้

ฉากสุดท้ายของหนังยามพลบค่ำ ท้องฟ้ามืดครึ้ม (สภาพจิตใจของ Joker ก็คงเฉกเช่นเดียวกัน) สมาชิกหน่วยทหาร Lusthog Squad ก้าวเดินต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ที่ก็ไม่รู้อยู่ไหน เมื่อไหร่จะไปถึง แต่พวกเขาร่วมกันขับร้องเพลง Mickey Mouse March … นี่คือการเปรียบเทียบ Joker และทหารอเมริกัน = Mickey Mouse ตัวการ์ตูนที่ถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม เผยแพร่อิทธิพล ครอบงำผู้คนไปทั่วโลก

หรือจะตีความจากท่อนสุดท้ายของบทเพลง “Come along and sing a song and join the family.” สามารถสื่อถึง Joker หลังจากลงมือเข่นฆ่านักแม่นปืนคนนั้น ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lusthog Squad และ World of Shit

ตัดต่อโดย Martin Hunter สัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยเสียง (Sound Assistant) ภาพยนตร์ The Shining (1980) ก่อนเปลี่ยนมางานตัดต่อ Full Metal Jacket (1987) ผลงานเด่นๆ อาทิ Event Horizon (1997), The Chronicles of Riddick (2004) ฯ

จริงๆหนังสามารถแบ่งออกเป็นสามองก์ตามต้นฉบับนวนิยาย (The Spirit of the Bayonet, Body Count และ Grunts) แต่คนส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปทางสององก์ เพราะมีการแบ่งแยกได้เห็นภาพอย่างชัดเจนกว่า

  1. การฝึกทหาร (Boot Camp ณ Parris Island) โฟกัสไปที่ครูฝึก Hartman ทำการบูลลี่ Gomer Pyle
    • Opening Credit ตัดผมทหารเกณฑ์
    • การแนะนำตัวของครูฝึก Hartman
    • เริ่มต้นการฝึกทหาร Gomer Pyle ตกเป็นเป้าการโจมตีของครูฝึก Hartman
    • Joker กลายเป็นผู้ดูแล Gomer Pyle จนสามารถพานผ่านการฝึกโดยดี
    • Gomer Pyle แอบเอาเจลลี่โดนัทมารับประทาน เลยกลายเป็นเป้าโจมตีของเพื่อนร่วมรุ่น
    • การฝึกผ่านไปโดยดี แต่ค่ำคืนสุดท้ายก่อนแยกย้าย Gomer Pyle มิอาจอดกลั้นฝืนทนได้อีกต่อไป
  2. สงครามเวียดนาม (Vietnam War) นำเสนอผ่านมุมมองผู้สื่อข่าวภาคสนามในสงคราม Joker
    • Joker ซื้อบริการสาวเวียดนาม
    • ระหว่างการประชุมแบ่งงาน Joker มีท่าทางผ่อนคลาย โหยหาสิ่งตื่นเต้นเร้าใจ
    • ค่ำคืนนั้นฐานทัพถูกโจมตีระหว่าง Tet Offensive
    • Joker เลยถูกส่งไปฟู้บ่าย เพื่อทำข่าวเกี่ยวกับ Lusthog Squad
    • เข้าร่วมยุทธการ Battle of Huế
    • ถ่ายทำสารคดีสงครามเวียดนาม
    • ระหว่างภารกิจสอดแนม สูญเสียผู้บังคับบัญชา Cowboy เลยเลื่อนขั้นขึ้นมา
    • จากนั้นพวกเขาหลงทางมายังตึกร้างแห่งหนึ่ง ถูกโจมตีโดยพลซุ่มยิง
    • กว่าจะสามารถเผชิญหน้าพลซุ่มยิง ต้องสูญเสียทหารไปหลายราย

ปล. ถ้าเราแบ่งหนังออกเป็นสามองก์ของนวนิยาย องก์สุดท้ายจะตั้งแต่ภารกิจสอดแนม แต่เรื่องราว/สถานที่มีความแตกต่างไปพอสมควร … นักวิจารณ์ส่วนใหญ่มักมองข้ามองก์สามของนวนิยายเพราะเป็นสมรภูมิในป่า (Jungle Warfare) แต่การถูกพลแม่นปืนซุ่มยิง ความตายของ Cowboy และการตัดสินใจของ Joker ผมเลยมองว่ามันสามารถเหมารวมกันได้


เพลงประกอบขึ้นเครดิต Abigail Mead ซึ่งคือนามปากกาของ Vivian Kubrick (เกิดปี ค.ศ. 1960) บุตรสาวผู้กำกับ Stanley Kubrick กับภรรยาคนที่สาม Christiane Susanne Harlan โดยแทบทั้งหมดใช้เครื่องสังเคราะห์เสียง Fairlight CMI และ Synclavier ทำออกมาเกือบๆจะเป็น Ambient Music เน้นสร้างความกลมกลืน ผสมเข้ากับเสียงประกอบ (Sound Effect) ช่วยเสริมบรรยากาศให้กับเหตุการณ์ขณะนั้นๆ

เครื่องสังเคราะห์เสียง (Synthesizer) สร้างสัมผัสทางเสียง (Sound Texture) ที่มีความเหนือจริง จับต้องไม่ได้ โดยเฉพาะขณะที่ Gomer Pyle แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง หายนะจากสงคราม และการต้องตัดสินใจของ Joker ว่าจะทำยังไงกับมือปืนเวียดกง … เป็นเสียงที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทางจิตวิญญาณ

งานเพลงของ Vivian Kubrick อาจไม่ค่อยมีความโดดเด่นเมื่อเทียบกับตัวเลือกบทเพลงจากศิลปินมีชื่อ ซึ่งเรื่องนี้พยายามคัดสรรบทเพลงร่วมสมัยปัจจุบัน (เพราะสงครามเวียดนามเพิ่งพานผ่านมาไม่กี่ปี) เริ่มต้นจาก Hello Vietnam (1965) บทเพลงแนวคันทรี่แต่งโดย Tom T. Hall, ขับร้องโดย Johnny Wright เคยติดอันดับ #1 ชาร์ทคันทรี่ U.S. Billboard Hot Country Singles

แม้บทเพลงนี้ดังขึ้นระหว่าง Opening Credit ทหารใหม่กำลังโกนศีรษะ เข้าค่ายฝึก ยังไม่ได้เดินทางไปเวียดนาม แต่มันคือจุดเริ่มต้น ร่ำลาจากครอบครัว/คนรัก ก็ได้กระมัง

Kiss me goodbye and write me while I’m gone
Goodbye my sweetheart, hello Vietnam
America has heard the bugle call
And you know it involves us one and all
I don’t suppose that war will ever end
There is fighting that will break us up again

Goodbye my darling, hello Vietnam
A hill to take a battle to be won
Kiss me goodbye and write me while I’m gone
Goodbye my sweetheart, hello Vietnam

A ship is waiting for us at the dock
America has trouble to be stopped
We must stop communism in that land
Or freedom will start slipping through our hands

I hope and pray someday the world will learn (goodbye my darling, hello Vietnam)
That fires we don’t put out will bigger burn (a hill to take a battle to be won)
We must save freedom now at any cost (kiss me goodbye and write me while I’m gone)
Or someday our own freedom will be lost (goodbye my sweetheart, hello Vietnam)

Kiss me goodbye and write me while I’m gone
Goodbye my sweetheart, hello Vietnam

กระโดดข้ามมาครึ่งหลัง Joker เดินทางมาถึงเวียดนาม พบเจอโสเภณีเข้าหา บทเพลงแรกได้ยินคือ These Boots Are Made for Walkin’ (1966) แต่งโดย Lee Hazlewood, ขับร้องโดย Nancy Sinatra, สามารถไต่ถึงอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100

นี่เป็นบทเพลงมีความสองแง่สองง่ามอยู่ไม่น้อย รองเท้าบูทส้นสูงคู่นี้สร้างมาเพื่อเดินจริงๆนะหรือ? ผมนั่งชม Music Video เลยเพิ่งตระหนักว่าต้องการสื่อถึงอะไร คนรสนิยมสาย S (Sadism) ก็คงเข้าใจได้กระมัง

You keep sayin’ you’ve got somethin’ for me
Somethin’ you call love but confess
You’ve been a’messin’ where you shouldn’t ‘ve been a’messin’
And now someone else is getting all your best

These boots are made for walkin’
And that’s just what they’ll do
One of these days these boots are gonna walk all over you
Ya

You keep lyin’ when you oughta be truthin’
And you keep losing when you oughta not bet
You keep samin’ when you oughta be a’changin’
Now what’s right is right but you ain’t been right yet

These boots are made for walkin’
And that’s just what they’ll do
One of these days these boots are gonna walk all over you

You keep playin’ where you shouldn’t be playin’
And you keep thinkin’ that you’ll never get burnt (ha)
I just found me a brand new box of matches, yeah
And what he knows you ain’t had time to learn
These boots are made for walkin’
And that’s just what they’ll do
One of these days these boots are gonna walk all over you

Are you ready, boots? Start walkin’

Joker (และช่างภาพ Rafter Man) เดินทางมาถึงฟู้บ่าย (Phu Bai) พบเจอกับ Cowboy และสมาชิกหน่วย Lusthog Squad ได้ยินบทเพลงร็อคแอนด์โรล Wooly Bully (1964) แต่งโดย Domingo Samudio, ขับร้องโดย Sam the Sham and the Pharaohs, ถือเป็นบทเพลงฮิตแรกของวง โด่งดังไปทั่วโลก ยอดขายสามล้านกว่าก็อปปี้ แต่ทำได้เพียงอันดับ #2 ชาร์ท US Billboard Hot 100 (เพราะมีเพลง Help Me, Rhonda ของ The Beach Boys และ Back in My Arms Again ของ The Supremes ขวางทางอยู่)

Wooly Bully เป็นบทเพลงที่มีคำร้องอะไรก็ไม่รู้ (Nonsensical Lyrics) คล้ายๆกับ Surfin’ Bird ไม่ได้มีเนื้อหาสาระ แต่ท่วงทำนองเหมาะสำหรับงานปาร์ตี้ เต้นระหว่างมึนเมา มันช่างสนุกสนานนักแล … เนื้อคำร้องคือคำสนทนาระหว่าง Matty กับ Hatty ถึงสัตว์ชนิดหนึ่งมีสองเขา และกรามขนาดใหญ่ เชื่อกันว่าคือ American Bison หรือ Buffalo

Uno dos, one two tres quatro

Ay, wooly bully
Watch it now, watch it

Here he comes, here he comes
Watch it now, he get ‘cha

Matty told Hatty
About a thing she saw
Had two big horns
And a wooly jaw
Wooly bully
Wooly bully
Yeah drive
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Hatty told Matty
Let’s don’t take no chance
Let’s not be L-seven
Come and learn to dance
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Watch it now, watch it watch it watch it
Ay…
Ay, drive, drive, drive

Matty told Hatty
That’s the thing to do
Get you someone really
Pull the wool with you
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Wooly bully
Watch it now, watch it, here he comes
You got it, you got it

หลังการกราดยิง เสร็จสิ้นยุทธการ Battle of Huế (เข้ายึดเมืองเว้ได้สำเร็จ) ได้ยินบทเพลง Surfin’ Bird (1963) แนว Surf Rock ของวง The Trashmen เคยติดสูงสุดอันดับ 4# ขาร์ท Billboard Hot 100, ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Pink Flamingos (1972) ก็อาจมักคุ้นอยู่กระมัง

A-well-a everybody’s heard about the bird
B-b-b-bird, b-birdd’s the word
A-well, a bird, bird, bird, bird is the word
A-well, a bird, bird, bird, well-a bird is the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, well-a bird is the word
A-well, a bird, bird, b-bird is the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, well-a bird is the word
A-well, a bird, bird, b-bird’s the word
A-well-a don’t you know about the bird?
Well, everybody knows that the bird is the word

A-well-a-bird, bird, b-bird’s the word, a-well-a

A-well-a everybody’s heard about the bird
Bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well, a bird, bird, bird, b-bird’s the word
A-well-a don’t you know about the bird?
Well, everybody’s talking about the bird!

A-well-a bird, bird, b-bird’s the word
A-well-a bird, surfing bird, brr, brr, ah, ah
Ah, bap-a-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pa-pap

Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-ma-ma, ma-ma-mow
Ma-ma-ma-ma, ma-ma-mow
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, pa-pa, ma-ma-mow

A-well-a don’t you know about the bird?
Well, everybody knows that the bird is the word
A-well, a bird, bird, b-bird’s the word

A-well-a mow, mow, pa-pa, ma-ma-mow, pa-pa
Ma-ma-mow, ma-ma, mow, pa-pa

เกร็ด: คำร้องบทเพลงนี้ที่ฟังเหมือนจะไร้สาระ แต่เนื้อคำร้อง “Bird is the Word” เป็นศัพท์แสลงหมายถึง (UK) โสเภณี และ (US) ชูนิ้วกลาง พูดง่ายๆก็คือ Bird is the Word = Fuck

บทเพลงที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากสุดของหนังก็คือ Mickey Mouse March (1955) แต่งโดย Jimmie Dodd เคยใช้เป็น Main Theme รายการโทรทัศน์ The Mickey Mouse Club (1955-59) ออกอากาศทางช่อง ABC, เนื้อคำรองอาจฟังดูสนุกสนาน ครึกครื้นเครง แต่ความตั้งใจของผู้สร้างสะท้อนถึงความ ‘Loss of Innocence’ ของ Joker และยังเสียดสีล้อเลียน American Imperialism ผ่านตัวการ์ตูนระดับไอคอน (Cultural Icon) ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

Who’s the leader of the club that’s made for you and me?
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Hey there. Hi there. Ho there. You’re as welcome as can be.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)
Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)

Forever let us hold our banner high.
High. High. High.

Come along and sing a song and join the jamboree.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Here we go a-marching and a-shouting merrily.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

We play fair and we work hard and we’re in harmony.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)
Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)

Forever let us hold our banner high.
High. High. High.

Boys and girls from far and near you’re as welcome as can be.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Who’s the leader of the club that’s made for you and me?
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Who is marching coast to coast and far across the sea?
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)
Mickey Mouse. (Mickey Mouse.)

Forever let us hold his banner high.
High. High. High.

Come along and sing a song and join the family.
M-I-C-K-E-Y M-O-U-S-E.

ทิ้งท้าย Closing Credit กับบทเพลง Paint It Black (1966) แต่งโดย Jagger–Richards, ขับร้องโดย The Rolling Stones, อีกหนึ่งเพลงฮิตติดอันดับ #1 ชาร์ท US Billboard Hot 100, เข้าหอเกียรติยศ Grammy Hall of Fame และติดอันดับ #213 ชาร์ทนิตยสาร Rolling Stone: 500 Greatest Songs of All Time (2018)

เนื้อคำร้องที่มีลักษณะเหมือนตาบอดสี (เห็นอะไรก็อยาก Paint It Black) ถูกตีความตั้งแต่การมองโลกในแง่ร้าย เสพยาแล้วเห็นภาพหลอน รวมถึงอาการ Shell Shock จากสงครามเวียดนาม สะท้อนสื่อถึงอาการห่อเหี่ยวสิ้นหวัง (Depression) โลกใบนี้มองไปทางไหนพบเห็นแต่ความมืดหมองหม่น

I see a red door
And I want it painted black
No colors anymore
I want them to turn black

I see the girls walk by
Dressed in their summer clothes
I have to turn my head
Until my darkness goes

I see a line of cars
And they’re all painted black
With flowers and my love
Both never to come back

I’ve seen people turn their heads
And quickly look away
Like a newborn baby
It just happens everyday

I look inside myself
And see my heart is black
I see my red door
I must have it painted black

Maybe then, I’ll fade away
And not have to face the facts
It’s not easy facing up
When your whole world is black

No more will my green sea
Go turn a deeper blue
I could not foresee this thing
Happening to you

If I look hard enough
Into the setting sun
My love will laugh with me
Before the morning comes

I see a red door
And I want it painted black
No colors anymore
I want them to turn black

I see the girls walk by
Dressed in their summer clothes
I have to turn my head
Until my darkness goes

I wanna see it painted
Painted black
Black as night
Black as coal
I wanna see the sun
Blotted out from the sky
I wanna see it painted, painted, painted
Painted black, yeah

ครึ่งแรกของ Full Metal Jacket (1987) มองผิวเผินคือการฝึกทหารให้กลายเป็นเครื่องจักรสงคราม ครูฝึกพยายามกระตุ้น ผลักดัน เรียกร้องให้พวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อโอกาสในการรอดชีวิตเมื่อเข้าสมรภูมิรบ, แต่วิธีการดังกล่าวแทบไม่ต่างอะไรกับเผด็จการเบ็ดเสร็จ ชนชั้นผู้นำใช้อำนาจบาดใหญ่ กดขี่ข่มเหงบุคคลภายใต้ให้ต้องก้มหัวศิโรราบ ประชาชนไร้สิทธิ์เสียง ไม่สามารถแสดงออก กระทำการโต้ตอบใดๆ

ใครที่ไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Kubrick น่าจะเข้าใจเหตุผลการเปรียบเทียบทหาร = เผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) เพราะมันคือสไตล์ลายเซ็นต์ พบเห็นสอดแทรกอยู่แทบทุกเรื่อง เกี่ยวกับบุคคลมีอำนาจ กดขี่ข่มเหง/ควบคุมครอบงำ ผู้อยู่ภายใต้ จนเต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเลยระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง

การแสดงออกของ Gomer Pyle นอกจากในแง่จิตวิทยาของบุคคลถูกบูลลี่ (Bully) จนมีอาการป่วยจิตเวช, ยังสามารถสะท้อนถึงประชาชนหมดความอดทนต่อชนชั้นผู้นำ จึงลุกฮือขึ้นต่อต้าน สำแดงอารยะขัดขืน ก่อการกบฎ ปลดแอกตนเองสู่อิสรภาพ “I’m Spartacus!”

หลังพานผ่านการฝึกหนักมาหลายสัปดาห์ ครึ่งหลังของหนังอาจมองในเชิงมหภาคของครึ่งแรก แปรเปลี่ยนจากครูฝึก Hartman มาเป็น(มหาอำนาจ)สหรัฐอเมริกา ทำการบูลลี่ (Bully) ใช้สงครามเป็นข้ออ้างยึดครองประเทศเวียดนาม! เลยทำให้ชาวเวียดกง (เวียดนามเหนือ) ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ศัตรูรุกราน

เรายังสามารถวิเคราะห์ได้ไกลกว่านั้นจากคีย์เวิร์ด “world of shit” สื่อถึงสภาพแวดล้อมในสมรภูมิรบสงครามเวียดนาม เสียงระเบิด ห่ากระสุน (ทำเอาแรงกดดันจากครูฝึก Hartman ดูธรรมดาสามัญ) คือสิ่งค่อยๆกัดกร่อน บ่อนทำลายจิตวิญญาณของ Joker (แบบเดียวกับ Gomer Pyle) จนท้ายที่สุดก็แทบมิอาจอดกลั้นฝืนทน

  • Gomer Pyle ถูกถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามของครูฝึก Hartman จนมิอาจอดกลั้นฝืนทน ระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่งออกมา … ทางกายภาพ
  • Joker พอเข้าสู่สมรภูมิรบ พานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย พบเห็นผู้คนมากมายโดยเฉพาะเพื่อนสนิทจบชีวิตลงอย่างไร้ค่า เกิดความอาฆาต เคียดแค้น และเมื่อเผชิญหน้านักแม่นปืนก็แทบมิอาจควบคุมตนเอง สูญเสียจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ (Loss Innocent) … ทางจิตใจ

ซีเควนซ์สุดท้ายของหนัง Lusthog Squad หลงทางมายังเมืองร้างแล้วถูกซุ่มยิงโดยนักแม่นปืน เป็นการจำลองบรรยากาศสงครามเย็นได้อย่างตราตรึง ทหารทั้งหลายเต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต ไม่รู้ศัตรูอยู่แห่งหนไหน มากน้อยเท่าไหร่ พอเพียงได้ยินเสียงปืนลั่นก็พร้อมกราดยิงออกไป แล้วเมื่อพบเจอตัวการ(ที่มีแค่เพียงคนเดียว) มันช่างเป็นความน่าผิดหวัง การสูญเสียที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

Full Metal Jacket (1987) เป็นหนังที่เต็มไปด้วยสัญญะทางเพศ (คล้ายๆกับ Dr. Strangelove (1964)) ตั้งแต่บทเพลง “This is my rifle, this is my gun.” ขับร้องพร้อมกุมเป้ากางเกง (ปืน = ลึงค์/อวัยวะเพศชาย), เจลลี่โดนัทของ Gomer Pyle (จริงๆเจลลี่โดนัทไม่มีรู แต่โดนัทมีรู = อวัยวะเพศหญิง), พอเดินทางสู่เวียดนามก็มีโสเภณีมาขายบริการ (สงครามคือการยึดครอง = ร่วมเพศสัมพันธ์), รถถังเคลื่อนทัพเข้ายึดเมือง (ปืนของรถถัง = อวัยวะเพศชาย), ชื่อหน่วย Lusthog ฟังดูร่านราคะ, และที่ผมแอบประทับใจสุดก็คือการออกแบบหลายๆฉาก มักมีรูๆ กลมๆ วงเวียน ฯ (= อวัยวะเพศหญิง)

ชื่อหนัง Full Metal Jacket หมายถึงกระสุนปืนปลอกโลหะเต็ม สร้างขึ้นเพื่อควบคุมการขยายตัวหรือแตกกระจาย เวลายิงใส่ร่างกายมนุษย์ มักทะลุผ่านมากกว่าจะทำลายล้าง ในการสงครามมันจึงไม่เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้(การดำเนินเรื่อง)ครึ่งหลังของหนังจึงเละเทะ สะเปะสะปะ ไม่ได้เป็นระบบระเบียบเหมือนตอนฝึกทหาร นำเอาไปใช้งานไม่ได้ … กล่าวคือ Joker และผองพวกถูกฝึกมาแบบ Full Metal Jacket แต่พอเข้าสู่สนามรบ กระสุนประเภทนี้กลับไม่สามารถใช้งานได้จริง เลยกลายสภาพเป็นเหมือนตัวตลก (Joker)

นัยยะของชื่อหนังยังต้องการสื่อถึง “absurdity of trying to make civilized rules for warfare.” มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างความศิวิไลซ์ให้กับการสงคราม เพราะในสมรภูมิรบเต็มไปด้วยอันตราย เฉียดเป็นเฉียดตาย ทุกคนต่างพยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อเอาตัวรอด มนุษย์ไม่ต่างจากเครื่องจักรสังหาร ไร้พื้นที่สำหรับสันติภาพ/มนุษยธรรม … ความพยายามของ Joker ในการเป็น “duality of man” ถือว่าประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง!


ด้วยทุนสร้างระหว่าง $16.5-30 ล้านเหรียญ เมื่อตอนเข้าฉายครั้งแรกสามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกา $46.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $120 ล้านเหรียญ เป็นความสำคัญเกินความคาดหมายอย่างมากๆ

ช่วงปลายปีก็มีลุ้นหลากหลายรางวัล แต่กลับได้เข้าชิง Oscar แค่เพียงสาขาเดียว Best Adapted Screenplay ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 13 ของผกก. Kubrick (เคยคว้ามาเพียงรางวัลเดียวจาก Best Visual Effect ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968))

  • Academy Award: Best Adapted Screenplay
  • Golden Globes: Best Supporting Actor (R. Lee Ermey)
  • BAFTA Award
    • Best Sound
    • Best Special Effects

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K ผ่านการควบคุมโดยแลโดย Leon Vitali (มือขวาของผกก. Kubrick) สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD ของค่าย Warner Bros. วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2020

ผมเคยรับชมหนังตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น โคตรๆจะไม่ชอบครึ่งแรก ช่วงระหว่างการฝึก จดจำได้ว่าคือเหตุผลให้เกิดอคติต่อทหารโดยสิ้นเชิง! ทำไมต้องอดรนทนต่อการกดขี่ข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม แถมพอฝึกเสร็จเข้าร่วมสงคราม ความตายของแต่ละตัวละครมันช่างสูญเสียเปล่าโดยสิ้นเชิง … ดูจบคราวนั้นก็ขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่เคยครุ่นคิดจะหวนกลับมารับชม

ถ้านับนิ้วก็น่าจะยี่สิบกว่าปีที่ผมไม่ได้รับชมหนังเรื่องนี้ เอาจริงๆก็ยังไม่ค่อยชอบอยู่ แต่เพราะพานผ่านหลายผลงานของผกก. Kubrick เลยสามารถทำความเข้าใจวาระซ่อนเร้น ไม่เชิงทำออกมาในทิศทางต่อต้านสงคราม เพียงฉายภาพเหตุการณ์วุ่นๆวายๆ หายนะบังเกิดขึ้น ก็เพียงพอให้ผู้ชมตกอยู่ในความคลุ้มบ้าคลั่ง

จัดเรต 18+ กับความคลุ้มบ้าคลั่งของสงคราม

คำโปรย | Full Metal Jacket ลูกกระสุนหัวแข็งเจาะทะลุจิตวิญญาณ ทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความคลุ้มบ้าคลั่ง
คุณภาพ | ลุ้บ้าลั่

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: