Dr. Strangelove

Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (1964) hollywood, British : Stanley Kubrick ♠♠♠♠♠

สงครามเย็นคือช่วงเวลาที่ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดระแวง วิตกจริต จนแทบเสียสติ! ผู้กำกับ Stanley Kubrick เลยสรรค์สร้างผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องนี้ด้วยการปลดปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ให้น้ำ(ลาย)แตก ขำกระจาย ระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้น ด้วยเสียงหัวเราะอย่างคลุ้มบ้าคลั่ง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ช่วงระหว่างสงความเย็น (Cold Wars) สองประเทศมหาอำนาจ/จ้าวโลกขณะนั้น สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต ต่างแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ที่มีพลานุภาพทำลายล้างมหาศาล สร้างความตึงเครียดให้กับประชาชน เกิดความหวาดระแวง วิตกจริต กลัวการมาถึงของสงครามนิวเคลียร์

เมื่อตอนผกก. Kubrick วางแผนดัดแปลงนวนิยาย Red Alert (1958) เกี่ยวกับหายนะจากสงครามนิวเคลียร์ ทีแรกก็ตั้งใจจะสร้างหนังดราม่าเครียดๆ ซีเรียส จริงจัง! แต่ระหว่างพัฒนาบทหนัง สังเกตเห็นการเสียดสีล้อเลียน รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน ไปๆมาๆเลยแปรเปลี่ยนเป็นแนวตลกร้าย (Black Comedy) หวังจะคลายความตึงเครียด หวาดระแวง วิตกจริตของผู้ชมยุคสมัยนั้นลงได้บ้าง

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ทำให้ Dr. Strangelove (1964) กลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซแห่งภาพยนตร์! แต่ไม่ใช่แค่การเสียดสีล้อเลียนสงครามเย็นเท่านั้นนะครับ นักแสดงแต่ละคนต่างขยันขโมยซีนโดดเด่น Peter Sellers เล่นสามบทบาท, George C. Scott ถลาแล่นลม, Sterling Hayden คาบซิการ์ขนาดเท่าลึงค์, Slim Pickens คาวบอยควบระเบิดนิวเคลียร์, ออกแบบฉาก War Room ได้เหมือนมดลูกผู้หญิง, ถ่ายภาพ ตัดต่อ รวมถึงการเลือกบทเพลงประกอบ When Johnny Comes Marching Home และ We’ll Meet Again ยังคงกึกก้อง หลอกหลอน

แต่สิ่งที่ผมชื่นชอบสุดของหนังก็คือสัญญะทางเพศ วันก่อนเพิ่งรับชม Lolita (1962) เลยตระหนักว่าเรื่องนั้นเป็นการซักซ้อม เตรียมความพร้อม เต็มไปด้วยสิ่งสองแง่สองง่าม และพอมาถึง Dr. Stangelove (1964) แค่สร้อยต่อท้าย or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb ใครกันจะไม่ตกหลุมรักภาพยนตร์เรื่องนี้!


Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ

ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956), Paths of Glory (1957), Spartacus (1960) ฯ

หลังเสร็จจาก Lolita (1962) ผกก. Kubrick เปรยๆว่าอยากทำหนังแนว Thriller เกี่ยวกับอุบัติเหตุจากอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสงครามเย็น เห็นว่าอ่านหนังสือกว่า 50 เล่ม เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจ ก่อนได้รับคำแนะนำจาก Alastair Buchan (ผู้บริการ Institute for Strategic Studies) นวนิยายชื่อว่า Red Alert (1958) หรือ Two Hours to Doom แต่งโดย Peter George

Peter Bryan George (1924-66) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Treorchy, Rhondda, Wales ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหารอากาศ Royal Air Force (RAF) เป็นนักบินในสังกัด No. 255 Squadron มักได้รับภารกิจตอนกลางคืน (Night Fighter), หลังสิ้นสุดสงครามประจำการอยู่ RAF Neatishead ใช้เวลาว่างเขียนนวนิยายเล่มนี้ ก่อนปลดประจำการทหารเมื่อปี ค.ศ. 1961

ผกก. Kubrick ลงมือดัดแปลงบทภาพยนตร์ด้วยตนเอง พร้อมๆพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แต่ง George (เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการขับเครื่องบิน) ตอนแรกก็ตั้งใจทำออกมาเป็นหนังดราม่าเครียดๆ ก่อนค้นพบหลายๆฉากสามารถแทรกใส่ความขบขัน จึงเรียกตัวนักเขียนนวนิยายเสียดสีล้อเลียน Terry Southern (จากความประทับใจผลงาน The Magic Christian) เข้ามาช่วยครุ่นคิดมุกตลก ก่อบังเกิดตัวละคร Dr. Strangelove และสัญญะทางเพศมากมาย

I won’t attempt to reconstruct the conversation; suffice to say [Kubrick] told me he was going to make a film about “our failure to understand the dangers of nuclear war.” He said that he had thought of the story as a “straightforward melodrama” until this morning, when he “woke up and realized that nuclear war was too outrageous, too fantastic to be treated in any conventional manner.” He said he could only see it now as “some kind of hideous joke.” He told me that he had read a book of mine which contained, as he put it, “certain indications” that I might be able to help him with the script.

Terry Southern

เกร็ด: ผู้แต่งนิยาย Peter George ไม่ค่อยประทับใจกับการตีความหนังเป็น Black Comedy แต่ถูกผกก. Kubrick ปิดปากด้วยการใส่เครดิตเขียนบท และเข้าชิง Oscar: Best Adapted Screenplay อย่างงงๆ


Columbia Pictures (Sony Picture) มีความประทับใจการแสดงของ Peter Sellers จากภาพยนตร์ The Mouse That Roared (1959) และ Lolita (1962) ที่ต่างรับเหมาสามบทบาทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เลยยื่นข้อเสนอแก่ผกก. Kubrick ถ้าสามารถพัฒนา 4 ตัวละครให้กับ Sellers จะตอบตกลงมอบทุนสร้างโปรเจคเรื่องใหม่

such crass and grotesque stipulations are the sine qua non of the motion-picture business.

Stanley Kubrick

แต่สุดท้าย Sellers เล่นได้แค่สามบทบาท เพราะเจ้าตัวไม่มั่นใจสำเนียง Texan กอปรกับระหว่างถ่ายทำประสบอุบัติเหตุข้อเท้าแพลง ไม่สามารถถ่ายทำในสถานที่คับแคบอย่างห้องนักบิน จึงบอกปัดปฏิเสธบทบาทนี้ไป … สตูดิโอ Columbia ก็ยังให้ทุนสร้างหนังนะครับ ไม่ใช่ว่าจะถอนทุนออกไป

ช่วงระหว่างการเตรียมงานสร้าง ผกก. Kubrick ได้ยินข่าวคราว Sidney Lumet กำลังทำการดัดแปลงนวนิยาย Fail-Safe (1962) ของ Eugene Burdick & Harvey Wheeler ที่เชื่อกันว่าทำการลอกเลียนแบบ (Plagiarized) จากนวนิยาย Red Alert (1958) ด้วยความหวาดกังวลว่าพล็อตคล้ายๆกันจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของหนัง จึงขอให้สตูดิโอ Columbia ทำการยื่นฟ้อง ศาลรับคำร้อง ทำให้งานสร้างหนังเรื่องนั้นหยุดชะงัก เจรจาไกล่เกลี่ย ก่อนตกลงว่าภาพยนตร์ Fail-Safe จักออกฉายสิบเดือนหลังจาก Dr. Stragelove

แซว: ถ้าไม่มีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น Fail-Safe น่าจะสร้างเสร็จออกฉายก่อน เพราะความเรื่องมาก (Perfectionist) ของผกก. Kubrick เห็นว่าเริ่มต้นโปรดักชั่นก่อน แต่กลับปิดกล้องภายหลัง

ด้วยความที่เรื่องราวของหนังแตกต่างจากนวนิยายต้นฉบับค่อนข้างมาก ผกก. Kubrick จึงตัดสินใจมองหาชื่อใหม่ มีข้อเสนอกันมากมาย เอาเท่าที่พออ่านออกก็แล้ว อาทิ

Working Title ของหนัง
  • Doctor Doomsday
  • Don’t Knock the Bomb
  • Dr. Doomsday and his Nuclear Wiseman
  • Dr. Doomsday Meets Ingrid Strangelove
  • Dr. Doomsday or: How to Start World War III Without Even Trying
  • Dr. Strangelove’s Bomb
  • Dr. Strangelove’s Secret Uses of Uranus
  • My Bomb, Your Bomb
  • On the Edge of Destruction
  • Save The Bomb
  • Strangelove: Nuclear Wiseman
  • The Bomb and Dr. Strangelove or: How to be Afraid 24hrs a Day
  • The Bomb of Bombs
  • The Delicate Balance of Terror
  • The Doomsday Machine
  • The Edge of Doom
  • The Passion of Dr. Strangelove
  • Wonderful Bomb

สุดท้ายมาลงเอยที่ Dr. Strangelove or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb (หรือจะเรียกสั้นๆ Dr. Stranglove) ได้แรงบันดาลใจจากชื่อหนังสือ (Non-fiction) เรื่อง How to Stop Worrying and Start Living (1948) แต่งโดย Dale Carnegie


เรื่องราววุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อพลจัตวา Jack D. Ripper (รับบทโดย Sterling Hayden) ผู้บังคับบัญชากองทัพอากาศ Burpelson Air Force Base ออกคำสั่งให้นาวาอากาศเอก Lionel Mandrake (รับบทโดย Peter Sellers) ส่งรหัสสื่อสาร “Wing Attack Plan R” ให้กับบรรดาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers บรรทุกหัวจรวดนิวเคลียร์สำหรับโจมตีเป้าหมายสหภาพโซเวียตในระยะเวลา 2 ชั่วโมง!

ปฏิบัติการนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน แต่ประเด็นคือมันไม่มีความขัดแย้งอะไรใดๆระหว่างสหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต นั่นทำให้ปธน. Merkin Muffley (รับบทโดย Sterling Hayden) เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องที่ห้อง War Room นำโดยนายพล Buck Turgidson (รับบทโดย George C. Scott) อธิบายปฏิบัติการดังกล่าวว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดจะมีการล็อคสัญญาณสื่อสาร ติดต่อได้เฉพาะช่องทางกำหนดไว้ ซึ่งมีเพียงพลจัตวา Ripper เท่านั้นที่รับรู้รหัส!

เนื่องจากเป็นความผิดพลาดของสหรัฐอเมริกา ปธน. Muffley จึงต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำสหภาพโซเวียต Dimitri Kissov เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ อนุญาตให้อีกฝ่ายทำการโจมตีเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีเครื่องบินของผู้พัน T. J. ‘King’ Kong (รับบทโดย Slim Pickens) เล็ดลอดเข้าไปยังนานฟ้ารัสเซีย นั่นทำให้ท่านทูต Alexei de Sadeski (รับบทโดย Peter Bull) ออกมาเปิดเผยว่าสหภาพโซเวียตมีการประดิษฐ์คิดค้น Doomsday Machine สำหรับตรวจจับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งเมื่อมีการค้นพบจะแผ่สารกัมมันตรังสีตกค้างไปทั่วโลก ทำให้มนุษย์ไม่ใช้สามารถใช้ชีวิตบนพื้นผิวโลกได้นานนับศตวรรษ!

หลังจากหายนะบังเกิดขึ้น Dr. Strangelove (รับบทโดย George C. Scott) อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซีที่แปรพักตร์มาเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้เสนอแนะแผนการธำรงรักเผ่าพันธุ์มนุษย์ คัดเลือกผู้รอดชีวิตมาอาศัยหลุมหลบภัยใต้ดิน โดยมีอัตราส่วนชายหนึ่งต่อหญิงสาวสิบคน สร้างฮาเล็มให้กำเนิดลูกหลาน สามารถหวนกลับสู่พื้นผิวโลกหลังสารกัมมันตรังสีตกค้างเจือจางหายไปในศตวรรษหน้า


Peter Sellers ชื่อจริง Richard Henry Sellers (1925-80) นักแสดง/ตลกอัจฉริยะ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Southsea, Portsmouth ในครอบครัวนักแสดง ถูกอุ้มขึ้นเวทีตั้งแต่อายุสองสัปดาห์ ติดตามครอบครัวไปทำการแสดงทั่วเกาะอังกฤษ จากนั้นได้เป็นผู้จัดรายการวิทยุ (Comedy Series) เรื่อง The Goon Show, เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 50s เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Ladykillers (1955), I’m All Right Jack (1959), Only Two Can Play (1962), Lolita (1962), Dr. Strangelove (1964), What’s New, Pussycat? (1965), Casino Royale (1967), The Party (1968), Being There (1979), และโดยเฉพาะแฟนไชร์ Pink Panther รับบท Inspector Clouseau

บทบาทแรกคือนาวาอากาศเอก (Group Captain) Lionel Mandrake รับคำสั่งจากพลจัตวา Jack D. Ripper ส่งรหัสสื่อสาร “Wing Attack Plan R” ให้กับบรรดาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers แต่ความบังเอิญได้ยินเสียงเพลงจากวิทยุ ทำให้เกิดความฉงนสงสัย ก่อนตระหนักว่านี่เป็นความหวาดระแวงของผู้บังคับบัญชา จึงพยายามพูดคุย โน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลา ให้บอกรหัสสื่อสารจะได้แจ้งยกเลิกปฏิบัติการ … โชคชะตาของมวลมนุษยชาติตกอยู่ในกำมือชายผู้นี้แล้วละ!

นี่ถือว่าเป็นบทบาทง่ายที่สุดของ Sellers แต่งเครื่องแบบ ติดหนวดเฟิ้ม พูดสำเนียงอังกฤษเลียนแบบ Alec Guinness ภาพยนตร์ The Bridge on the River Kwai (1957) ช่วยแรกๆยังไม่รับรู้ประสีประสา แต่พอตระหนักว่าหายนะกำลังมาเยือน สีหน้าหน้าซีดเผือก มือไม้สั่นเทา เหงื่อแตกพลักๆ พยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อมเกลาพลจัตวา Ripper ให้เปิดเผยรหัสสื่อสาร ยิ่งพอถูกกดดันหนักๆ กลายเป็นคนร้อนรน กระวนกระวาน พูดลิ้นพลันกัน ฟังไม่ได้สดับ ก็ไม่รู้หลังจากนี้ต้องจ่ายค่าเสียหายให้บริษัท Coca Cola มากน้อยเท่าไหร่?

เกร็ด: Mandrake คือชื่อพืชในวงศ์ไม้มะเขือ ในทางสมุนไพรศาสตร์นิยมใช้เป็นยาโด๊ปเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รีดน้ำเชื้ออสุจิ จะได้มีโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

บทบาทถัดมาคือประธานาธิบดี Merkin Muffley ผู้ไม่รับล่วงรู้อะไรสักสิ่งอย่าง เต็มไปด้วยคำถาม ข้อสงสัย มีอำนาจสูงสุดกลับแทบไม่สามารถทำอะไร ตัดสินใจโทรศัพท์หาผู้นำแห่งสหภาพโซเวียต แสดงความจริงใจ ยินยอมเปิดเผยข้อมูลเครื่องบินทิ้งระเบิด เพื่อไม่ให้หายนะจาก Doomsday Machine ทำลายความสงบสุขบนโลกใบนี้

โดยปกติแล้วบทบาทประธานาธิบดี มักมีความเย่อหยิ่ง ยิ่งใหญ่ อหังการ (นึกถึงใบหน้า Donald Trump) แต่ตัวละครนี้กลับมีสถานะไม่ต่างจากหุ่นเชิด แทบจะไม่มีอำนาจสั่งการอะไร เพียงทำการประณีประณอม พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม สำเนียง Midwestern (ได้แรงบันดาลใจจาก Adlai Stevenson อดีตผู้ว่าการ Illinois) เห็นว่า Sellers เป็นหวัดคัดจมูกอยู่ด้วยกระมัง

เกร็ด: คำว่า Muffley สะกดผิดจาก Muffle หมายถึง การหุ้มหรือปกปิด, ส่วนคำว่า Merkin คือวิกขนาดเล็กๆที่ใช้ปกปิดอวัยวะเพศหญิง (อยากเห็นเป็นยังไง ลองค้นหาคำนี้ในอินเตอร์เน็ตดูเองนะครับ)

บทบาทสุดท้าย Dr. Strangelove ชื่ออังกฤษของ Merkwüerdigliebe (เพี้ยนมาจากภาษาเยอรมัน Merkwüerdige Liebe แปลว่า Strange love) อดีตนักวิทยาศาสตร์นาซี ถูกเกณฑ์มายังสหรัฐอเมริกาจาก Operation Paperclip ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระเบิดนิวเคลียร์ โดยมักทำท่าสดุดีนาซี (Nazi salute) และเรียกชื่อประธานาธิบดีผิดๆว่า Mein Führer (ภาษาเยอรมันแปลว่า ท่านผู้นำ)

เกร็ด: นี่เป็นตัวละครไม่มีในต้นฉบับนวนิยาย แรกเริ่มต้นผกก. Kubrick วางแผนตั้งชื่อ Dr. Lovejoy ตามผู้ช่วยตัดต่อ Ray Lovejoy (ก่อนกลายมาเป็นนักตัดต่อ 2001: A Space Odyssey และ The Shining) แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมเลยเปลี่ยนมาเป็น Dr. Strangelove

ตัวละครนี้เป็นส่วนผสมของ John Von Neumann (นักคณิตศาสตร์ชาวฮังกาเรียน), Herman Kahn (นักวางแผน RAND Corporation), Wernher von Braun (นักประดิษฐ์จรวด V-2 ของนาซี แล้วต่อมาพัฒนาจรวด Saturn V ให้กับองก์การ NASA) และ Edward Teller (เจ้าของฉายา “Father of the Hydrogen Bomb”) ทั้งหมดล้วนถูกเกณฑ์มายังสหรัฐอเมริกาจาก Operation Paperclip ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

แล้วทำการต่อยอดให้กลายมาเป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง (Mad Scientist) ได้แรงบันดาลใจจากตัวละคร Rotwang โคตรหนังเงียบ Metropolis (1927), นั่งรถเข็นเพราะว่า Sellers ข้อเท้าแพลง, เวลาพูดมีความเหน่อๆ ชอบทำเสียงสูง (High-Pitched) เลียนแบบช่างภาพนิ่งในกองถ่าย Arthur ‘Weegee’ Fellig, สวมถุงมือดำเลียนแบบผกก. Kubrick เวลาจัดแสงมักสวมใส่ถุงมือกันความร้อน, มือซ้ายไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวเนื่องจากล้มป่วยโรค Alien Hand Syndrome ซึ่งหลังจากทำท่าสดุดีนาซี ก็มักหวนย้อนมาบีบคอตนเอง

แซว: ผมเพิ่งสังเกตว่าการปรากฎตัวครั้งแรกของ Dr. Strangelove ภาพช็อตนี้ ความสูงของกล้องตรงระดับเดียวกับเป้ากางเกงของบุคคลที่ยืนอยู่ (ปธน. Muffley, และท่านทูต Sadeski)

George Campbell Scott (1927-99) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Wise, Virginia ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบนวนิยายของ F. Scott Fitzgerald ใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ, หลังเรียนจบมัธยมอาสาสมัครทหารเรือ แต่สงครามโลกดันสิ้นสุดลงพอดีเลยประจำอยู่ Washington D.C., เข้าศึกษาสาขาวารสารศาตร์ University of Missouri ไม่นานก็หันเหความสนใจสู่การแสดง เริ่มต้นจากมีผลงาน Broadway, โด่งดังกับซีรีย์โทรทัศน์หลายเรื่อง, แจ้งเกิดภาพยนตร์ Anatomy of a Murder (1959), The Hustler (1961), Dr. Strangelove (1964), Patton (1970) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, The Hospital (1971), Hardcore (1979), The Changeling (1980) ฯ

รับบทนายพล Buck Turgidson เป็นคนขวานผ่าซาก พูดจาโผงผาง แสดงออกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สุดเหวี่ยง ไร้ความหวาดกลัวเกรง ตอบสนองสันชาตญาณ(ทางเพศ) ความผิดพลาดบังเกิดขึ้นครั้งนี้ให้คำแนะนำประธานาธิบดี ควรฉกฉวยโอกาส ประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียต กำจัดศัตรูขั้วตรงข้ามให้หมดสิ้นซาก

เกร็ด: Buck แปลว่า สัตว์ตัวผู้, เจ้าชู้; Turgid แปลว่า บวมเป่ง, พองโต, ขยายออก, โอหัง

นี่เป็นบทบาทที่ Scott ไม่ชอบเอาเสียเลย เพราะเจ้าตัวเป็นนักแสดงสายดราม่า กลับต้องแสดงออกอย่างเว่อวังอลังการ โอเวอร์แอคติ้งจนเกินขอบเขตรับไหว แต่ก็ต้องชมผกก. Kubrick ดวลหมากรุกเอาชนะแทบทุกตา กึ่งบังคับให้เขาปลดปล่อยตัวตน สำแดงสันชาติญาณแท้จริงออกมา (Kubrick ชอบใช้เกมหมากรุกเพื่อเรียกร้องการแสดงที่ตนเองต้องการออกมา) แถมหลายครั้งแสร้งว่าแค่ซักซ้อม ลองให้ทำแสดงออกอย่างโน้นนี่นั่น กลับแอบบันทึกภาพไว้ แล้วนำไปใช้ในหนังจริงๆ พบเห็นตอนหนังฉายสาบานจะไม่ขอร่วมงานกันอีก!

แม้การแสดงของ Scott จะดูโอเวอร์แอคติ้งอยู่มาก แต่เป็นนักแสดงที่มีสันชาตญาณการแสดงสูงมากๆ เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ สีหน้า-คำพูด-กิริยาท่าทาง ช่วยสร้างความสมจริง จับต้องได้ และดูตลกขบขัน อย่างขณะอธิบายความสามารถของนักบินในการขับต่ำกว่าเรดาร์ “He can barrel in that baby so low!” ทำท่าร่อนเครื่องบิน (นี่ก็ได้จากการแอบถ่าย) ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ, หรือฉากสะดุดล้ม ไม่มีในบท ลื่นจริงๆ แล้วลุกขึ้นมาแสดงต่อ นั่นทำให้บุคคลโหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) อย่างผกก. Kubrick ยังตัดสินใจเก็บวินาทีนั้นไว้

Scott’s work is hidden in plain view. His face here is so plastic and mobile it reminds you of Jerry Lewis or Jim Carrey (in completely different kinds of movies). Yet you don’t consciously notice his expressions because Scott sells them with the energy and conviction of his performance. He means what he says so urgently that the expressions accompany his dialogue instead of distracting from it.

นักวิจารณ์ Rogert Ebert กล่าวถึงการแสดงของ George C. Scott ถึงสี่ย่อหน้าในบทความ Great Movie

Sterling Walter Hayden ชื่อจริง Sterling Relyea Walter (1916-86) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Upper Montclair, New Jersey ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 16 ขึ้นขับเรือหาปลา จนได้รับใบอนุญาตเดินเรือ (กปิตัน) ทำงานเรือสำราญ Yankee ออกทัวร์รอบโลกอยู่หลายปี จนเมื่อ ค.ศ. 1938 ภาพถ่ายในงานหาปลาที่ Gloucester, Massachusetts ขึ้นหน้าปกนิตยสาร เข้าตาแมวมองสตูดิโอ Paramount Pictures ด้วยความสูง 1.96 เมตร ได้รับฉายาว่า The Most Beautiful Man in the Movies และ The Beautiful Blond Viking God แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Virginia (1941), ผลงานเด่นๆส่วนใหญ่เป็นแนว Western ไม่ก็หนังนัวร์ อาทิ The Asphalt Jungle (1950), Johnny Guitar (1954), The Killing (1956), Dr. Strangelove (1964), The Godfather (1972), The Long Goodbye (1973), 1900 (1976) ฯ

รับบทพลจัตวา (Brigadier General) Jack D. Ripper ผู้บังคับบัญชาฐานทัพอากาศ Burpelson Air Force เต็มไปด้วยความหวาดระแวง (Paranoid) ต่ออิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์/สหภาพโซเวียต รวมถึงหมดความเชื่อศรัทธาต่อระบบการเมือง จึงยินยอมเสียสละตนเองเปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สาม ออกคำสั่งให้เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีสหภาพโซเวียตโดยไม่ให้ใครได้ทันตั้งตัว

เกร็ด: Jack the Ripper คือสมญาของฆาตกรต่อเนื่อง (Serial Killer) เข่นฆ่าคนตายในย่าน Whitechapel ถิ่นยากจนในเขต East End ณ กรุง London ช่วงปี ค.ศ. 1888

Hayden แสดงภาพยนตร์เรื่องล่าสุด Ten Days to Tulara (1958) แล้วตั้งใจจะรีไทร์ออกจากวงการเพื่อหวนกลับไปล่องเรือ ท่องเที่ยวรอบโลก ก่อนถูกผกก. Kubrick ชักชวนกลับมาเล่นบทบาทน่าจะได้รับการจดจำสูงสุด! รวมถึงภาพติดตาขณะคาบซิการ์ขนาดใหญ่ (สัญลักษณ์ของลึงค์/อวัยวะเพศชาย) สำแดงอำนาจ อวดขนาดจ้าวโลกของตนเอง!

ผมเคยกล่าวไว้ตอน The Killing (1956) ว่า Hayden ไม่ใช่นักแสดงสมบทบาท แต่เป็น ‘Character Actor’ ที่มีภาพลักษณ์อึดถึง สวมใส่ชุดนายพล สีหน้านิ่งๆ มาดเข้มๆ ใครๆพบเห็นย่อมรู้สึกเกรงขาม ถึงอย่างนั้นตัวตนของชายคนนี้กลับมีความหวาดระแวง วิตกจริต ผลพวงจากความรักชาติสุดโต่ง (Ultra-Nationalist) แถมยังหลงเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ก็ไม่รู้ไต่เต้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แล้วสามารถค้นหาช่องโหว่ของระบบ ครุ่นคิดแผนการอย่างแยบยล เกือบจะสมบูรณ์แบบ (Perfect Crime)

เกร็ด: ทฎษฎีสมคบคิด ‘water fluoridation’ มีอยู่จริงในทศวรรษนั้น เริ่มต้นจากองค์กรการเมืองขวาจัด John Birch Society ต่อต้านแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ เลยสร้างข่าวลือ “fluoridation is a Communist plot” อ้างว่าสหภาพโซเวียตทำการเจือปนสารพิษลงในน้ำประปา แพร่กระจายความหวาดกลัวและความเกลียดชัง

Slim Pickens ชื่อจริง Louis Burton Lindley, Jr. (1919-83) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Kingsburg, California วัยเด็กชื่นชอบการขี่ม้า โตขึ้นเป็นนักควบม้า (Rodeo) แล้วมีโอกาสเป็นตัวประกอบเล่นหนัง/ซีรีย์ Western นับร้อยๆเรื่องๆ แต่ผลงานได้รับการจดจำสูงสุดก็คือ Dr. Stangelove (1964)

รับบทพันตรี T. J. ‘King’ Kong กัปตันเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers ได้รับรหัสคำสั่ง “Wing Attack Plan R” แม้ไม่รับรู้ว่าเกิดสถานการณ์เลวร้ายอะไร แต่ปฏิบัติภารกิจอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ สวมวิญญาณคาวบอยเพื่อชาติ ออกเดินทางสู่สหภาพโซเวียตเพื่อทิ้งหัวรบนิวเคลียร์

เกร็ด: King Kong คือชื่อของลิงยักษ์ที่ใครๆน่าจะรับรู้จักกัน สัญญะของความป่าเถื่อน (Primitive) บ้าพลัง

ดั้งเดิมนั้นบทบาทนี้ควรนำแสดงโดย Peter Sellers แต่เมื่ออ่านบทเกิดความไม่มั่นใจสำเนียง Texas เขียนจดหมายอธิบายเหตุผลให้ผกก. Kubrick

Dear Stanley: I am so very sorry to tell you that I am having serious difficulty with the various roles. Now hear this: there is no way, repeat, no way, I can play the Texas pilot, ‘Major King Kong.’ I have a complete block against that accent. Letter from Okin [his agent] follows. Please forgive.
Peter S.

Peter Sellers

ถึงอย่างนั้นผกก. Kubrick ยังยืนกรานให้ Sellers ลองศึกษา ฝึกฝนการพูดสำเนียง Texas ก่อนประสบอุบัติเหตุข้อเท้าแพลง เป็นเหตุให้ก้าวเดินลำบาก ไม่สามารถถ่ายทำสถานที่แคบ นั่นทำให้ต้องมองหานักแสดงคนใหม่อย่างจริงจัง!

เมื่อตอนมีส่วนร่วมภาพยนตร์ One-Eyed Jacks (1961) ก่อนถูก Marlon Brando ไล่ออกเพราะความคิดเห็นแตกต่าง ผกก. Kubrick ได้รับรู้จักกับหนึ่งในตัวประกอบ Slim Pickens สวมใส่ชุด+หมวกคาวบอย เป็นภาพติดตราฝังใจ เลยชักชวนมาร่วมแสดงหนังเรื่องนี้

As it turns out, Slim Pickens had never left the United States. He had to hurry and get his first passport. He arrived on the set, and somebody said, “Gosh, he’s arrived in costume!”, not realizing that that’s how he always dressed … with the cowboy hat and the fringed jacket and the cowboy boots—and that he wasn’t putting on the character—that’s the way he talked.

John Baxter จากสารคดี Inside the Making of Dr. Strangelove

ไม่มีใครบอกกับ Pickens ว่านี่คือหนังตลก ได้อ่านบทเฉพาะส่วนของตนเอง เลยทำการแสดงด้วยความเคร่งขรึม สีหน้าจริงจัง กล่าวสุนทรพจน์ (ดั้นสดเองด้วย) ออกมาจากใจจริง แต่ด้วยสำเนียง Texas ฟังแล้วมีความยียวนกวนบาทา ตรงตามความต้องการของผกก. Kubrick อย่างเปะๆ

มีสามสิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้ได้รับการจดจำเป็นอย่างยิ่ง 1) สุนทรพจน์ปลุกใจลูกเรือ, 2) ขณะตรวจสอบชุดยังชีพ (Survival Kits) มีการพูดถึงถุงยางอนามัย น่าจะครั้งแรกในภาพยนตร์ Hollywood เลยกระมัง, 3) ฉากควบขี่หัวจรวดนิวเคลียร์ นั่นคือท่าควบม้า Rodeo

ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้อาจไม่ได้ทำให้ Pickens กลายเป็นนักแสดงชั้นนำ หรือได้รับบทพระเอก แต่ก็ทำให้ค่าตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า และเวลาเข้าร่วมฉากได้รับการต้อนรับจากทีมงานอย่างเป็นมิตร

After Dr. Strangelove, my salary jumped five times, and assistant directors started saying ‘Hey, Slim’ instead of ‘Hey, you’.

Slim Pickens

เกร็ด: ตัวละครนี้ได้แรงบันดาลใจจาก Alvin ‘Tex’ Johnston นักบินเที่ยวแรกของ B-52 Bombers ที่ชื่นชอบใส่หมวก/บูท คาวบอย และพูดสำเนียง Texas

นอกจากนี้ยังมีอีกสองสามตัวละครอื่นที่น่าสนใจ อาทิ ผู้นำสหภาพโซเวียตชื่อว่า Dmitri Kissof ไม่มีเครดิตผู้ให้เสียงเบื้องหลัง ขณะนั้นกำลังดื่มเหล้าเมามาย … คำว่า kiss-off ความหมายคล้ายๆคำว่า get lost คือ ขับไล่, บอกเลิก, ปรามาสดูถูก, ปฏิเสธอย่างรุนแรง

ท่านทูตแห่งสหภาพโซเวียต Alexei de Sadeski (รับบทโดย Peter Bull) เป็นการตั้งชื่อตาม Donatien Alphonse François de Sade หรือ Marquis de Sade นักเขียนชาวฝรั่งเศส โด่งดังจากผลงานอิงปรัชญาและกามารมณ์ที่รุนแรง เสรีภาพสุดโต่ง ไม่ถูกจำกัดด้วยขนบกฎกรอบทางศีลธรรม หรือที่หลายๆคนรับรู้จักในฐานะที่มาของคำว่า ซาดิสม์ (Sadism)

โดยปกติแล้วสไตล์การกำกับของ Kubrick นิยมถ่ายทำนักแสดงหลายสิบ-ร้อยเทค เพื่อให้ตรงตามวิสัยทัศน์ที่ต้องการ แต่ยกเว้นกับ Dr. Strangelove (1964) อนุญาตให้นักแสดงหลายคนทำการดั้นสด เพราะสไตล์การแสดงของ Peter Sellers ไม่สามารถเล่นซ้ำหลายครั้ง จึงใช้กล้องหลายตัวถ่ายทำพร้อมกัน เก็บให้ครบ ครั้งสองสามครั้งต้องจบ

แซว: Kubrick เป็นคนยิ้มยาก เวลาทำงานมักสีหน้าดำคร่ำเครียด แต่ยกเว้นการร่วมงานกับ Peter Stellers (ตั้งแต่ Lolita (1962)) และครานี้ George C. Scott มักหลุดขำอย่างไม่สามารถควบคุมตนเอง จนสร้างความรำคาญให้อีกฝ่าย


ถ่ายภาพโดย Gilbert Taylor (1914-2013) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Bushey Heath, Hertfordshire วัยเด็กมักไปมาหาสู่กับลุงเป็นตากล้อง Newsreel ทำให้เกิดความหลงใหลการถ่ายภาพตั้งแต่เด็ก, ตอนอายุสิบห้าได้งานเป็นผู้ช่วยตากล้องหนังเงียบ William Shenton ขณะนั้นทำงานอยู่กับ Gainsborough Studios จากนั้นค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆจนกลายเป็นตากล้องภาพยนตร์ The Guinea Pig (1948), Seven Days to Noon (1950), High Treason (1951), โด่งดังกับ Dr. Strangelove (1964), A Hard Day’s Night (1964), Repulsion (1965), Cul-de-sac (1966), Macbeth (1971), Frenzy (1972), The Omen (1976), Star Wars (1977) ฯ

ผกก. Kubrick ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เป็นโรคหวาดกลัวการเดินทาง (Hodophobia) พอลงหลักปักฐานอยู่ประเทศอังกฤษ ขนาดว่าเวลาไปทำงานยัง Shepperton Studios ยังเลือกที่จะเดินแทนการขึ้นรถ! มอบหมายกองสองขึ้นเครื่องบินไปบันทึกภาพทิวทัศน์หลายร้อยชั่วโมง สำหรับใช้เป็นพื้นหลังฉากการเดินทางของเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers

ออกแบบงานสร้างโดย Ken Adam ที่จักกลายเป็นขาประจำแฟนไชร์ James Bond ตั้งแต่ Dr. No (1962) ประกอบด้วยสามฉากใหญ่ๆ Pentagon War Room, ภายในเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers และฐานทัพอากาศ Burpelson Air Force (ห้องทำงานของพลจัตรวา Jack D. Ripper)

งานภาพของหนังอาจดูไม่ได้มีความท้าทายอะไร เนื่องจากแทบทั้งหมดถ่ายทำในสตูดิโอ สามารถละเล่นกับการจัดวางองค์ประกอบ ทิศทางมุมกล้อง ลีลาขยับเคลื่อนไหว แต่ผมเพิ่งค้นพบจากบทสัมภาษณ์ของตากล้อง Taylor ว่าไม่มีการใช้แสงเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่มีอยู่ในฉาก

Dr. Strangelove was at the time a unique experience as the lighting was to be incorporated in the sets and with little or no other light used.

Lighting the war room was sheer magic, and I don’t quite know how I got away with it all! But much of it was the same formula based on the overheads as fill and blasting in the key on faces from the side.

Gilbert Taylor

Opening Credit ออกแบบโดย Pablo Ferro (1935-2018) นี่คือผลงานแรกของเจ้าตัว ก่อนหน้านี้รับงานฟรีแลนซ์อนิเมชั่น แล้วมีโอกาสพูดคุยผกก. Kubrick แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร “all machines invented by men have a sexual aspect” เลยเป็นที่มาที่ไปของภาพเครื่องบินเติมน้ำมัน (Aerial Refueling) KC-135 Stratotanker กำลังกวัดแก่งท่อส่ง (ที่ดูเหมือนลึงค์/อวัยวะเพศชาย) เติมน้ำมันกลางอากาศให้กับ B-52 Bombers … ฟุตเทจได้จากกองทัพอากาศ (U.S. Air Force) บันทึกภาพครบทุกทิศทาง

พลจัตวา Ripper นั่งอยู่ในห้องทำงานตัวคนเดียว ท่ามกลางความมืดมิด แสงไฟสลัวๆเหนือศีรษะ ตรงกันข้ามกับนาวาอากาศเอก Mandrake ณ ห้องปฏิบัติการสื่อสาร เปิดไฟสว่างไสว ผู้คนเดินไปมาควักไขว่ รายล้อมรอบด้วยคอมพิวเตอร์ IBM 7090 ความเร็วในการประมวลผล 100 Kflop/s ใช้งานครั้งแรกเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1959 ราคาขณะนั้น $2.9 ล้านเหรียญ (เทียบค่าเงิน ค.ศ. 2024 = $23 ล้านเหรียญ)

เกร็ด: เครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 7090 โด่งดังจากโปรแกรมสร้างเสียง (Speech Synthesis) บทเพลง Daisy Bell ซึ่งจะมีการอ้างอิงถึงในภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968)

ด้วยความที่ B-52 Stratofortress หรือ B-52 Bomber ยังเป็นเครื่องบินใช้งานจริงขณะนั้น (เพิ่งเริ่มการบินเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1952) กองทัพจึงปฏิเสธให้ความร่วมมือใดๆ หวาดกลัวข้อมูลรั่วไหล ด้วยเหตุนี้ Ken Adam จึงทำการออกแบบโดยอ้างอิง B-29 Superfortress และภาพถ่ายภายในที่ได้มารูปเดียวเท่านั้น ผลลัพท์สร้างความตกตะลึงให้กองทัพ เหมือนเป๊ะเกิ้นไปไหม?

ส่วนภาพภายนอกตัวยาน ทำการสร้างโมเดลจำลองกับทิวทัศน์พื้นหลังฉายจากเครื่อง Rear Projection ที่ส่งกองสองขึ้นเครื่องบินไปบันทึกภาพตามสถานที่ต่างๆทั่วโลก

เธอคนนี้คือ Tracy Reed นางแบบนิตยสาร Playboy ฉบับเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1962 เล่มแรกที่หน้าปกถ่ายภาพชุดว่ายน้ำสองชิ้น (Two-Piece Swimsuit) ที่ผู้ออกแบบ Louis Réard ตั้งชื่อว่าบิกินี่ (Bikinis) โดยเป็นการอ้างอิงถึง Bikini Atoll สถานที่ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1946-58

ก็ไม่รู้นี่คือโรงแรมหรืออพาร์ทเม้นท์ของนายพล Buck Turgidson แต่ซีเควนซ์นี้ถ่ายทำแบบ Long-Take โดยกล้องแทบไม่ขยับเคลื่อนไหว เพียงเลื่อนขึ้นนิดนึงตอนชู้รัก/เลขาสาว Miss Scott (รับบทโดย Tracy Reed นางแบบนิตยสาร Playboy นะแหละ) ลุกขึ้นอวดทรวงทรงองค์เอว สวมใส่ชุดบิกินี่ยืนรับโทรศัพท์ ตะโกนบอก “Wing Attack Plan R” ทำให้นายพลที่กำลังถ่ายท้อง เร่งรีบ กุลีกุจอ หูไม่ฟาดใช่ไหม?

ผมครุ่นคิดว่าการออกแบบฉากนี้ด้วยกระจก มองเห็นรายละเอียดภายในห้องพักทั้งหมด ก็เพื่อสะท้อนตัวตนของนายพล Turgidson ว่าเป็นคนง่ายๆ ไม่มีอะไรให้ปกปิดบัง (นอกจากตอนถ่ายท้องในห้องน้ำ) และก่อนเดินทางไป Pentagon War Room ขอกับเธออีกสักยก แสดงถึงลำดับความสนใจอย่างตรงไปตรงมา

Pentagon War Room ห้องประชุมใต้ดินที่น่าจะป้องกันแรงระเบิดจากอาวุธนิวเคลียร์, ประธานาธิบดีและที่ปรึกษานั่งรายล้อมรอบโต๊ะกลมขนาดใหญ่ (ออกแบบมาให้ดูเหมือนรังไข่) ผนังฝั่งสูงมีแผนที่สหภาพโซเวียต พร้อมแสงไฟแจ้งตำแหน่ง/ทิศทางฝูงบิน B-52 Bombers ส่วนด้านตรงข้ามจะเป็นโต๊ะจัดเลี้ยงบุฟเฟ่ต์อาหารหลังประชุมเสร็จ

นำภาพโมเดลจำลองห้อง War Room ของหนังมาให้เห็นชัดๆ สังเกตการสร้างผนังและเพดานจะมีความเอนเอียงเหมือนสามเหลี่ยม (ที่เชื่อว่าจะรับแรงกระแทกจากเบื้องบนได้ดี), พื้นมีการขัดเงาสะท้อนแสง (คล้ายๆในหนังเพลงของ Fred Astaire) ดูไปดูมามีลักษณะคล้าย German Expressionism เห็นว่าได้รับอิทธิพลจาก The Cabinet of Dr. Caligari (1920) และ Metropolis (1927)

แผนที่บนผนังห้อง Wars Room สังเกตว่าอาณาบริเวณสหภาพโซเวียตดูมีลักษณะเหมือนมดลูกของเพศหญิง ขณะที่ฝูงบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bomber จะเป็นจุดแสงไฟยาวๆ แลดูเหมือนตัวอสุจิกำลังพุ่งตรงเข้าหารังไข่ … ซึ่งจะมีเพียงหนึ่งลำ/ตัวเดียวเท่านั้นสามารถเจาะผ่านผนัง ปฏิสนธิกับรังไข่ได้สำเร็จ!

ฉากในตำนานของห้อง War Room คือตอนที่นายพล Buck Turgidson พยายามจับกุมท่านทูต Alexei de Sadeski กำลังแอบถ่ายแผนที่ด้านหนัง แล้วปธน. Muffley เดินเข้ามาพูดว่า “Gentlemen, you can’t fight in here! This is the War Room!” มันช่างฟังดูขัดย้อนแย้งกันเองโดยสิ้นเชิง … นั่นเพราะ War Room มันคือห้องสงคราม แล้วทำไมจะมีเรื่องต่อสู้ต่อยตีกันไม่ได้?

  • AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #64
  • Premiere: 100 Greatest Movie Lines (2007) ติดอันดับ #59
  • The Hollywood Reporter: Hollywood’s 100 Favorite Movie Quotes (2016) ติดอันดับ #74

ในต้นฉบับนวนิยายของ Peter George ข้อความเขียนบนหัวจรวดนิวเคลียร์คือ “Hi There!” และ “Lolita” แต่แทนที่ผกก. Kubrick จะโอกาสดังกล่าวอ้างอิงถึงผลงานก่อนหน้า Lolita (1962) กลับเปลี่ยนมาเป็น “Dear John” ชื่อม้าตัวโปรดของนักแสดง Slim Pickens

ทั้งคำว่า Hi There! และ Dear John ต่างคือคำทักทาย เริ่มต้นจดหมาย เหมือนเพื่อเป็นการบอกว่าระเบิดสองลูกนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อารัมบทก่อนกาลมาถึงของสงครามนิวเคลียร์

นอกจากท่าสดุดีนาซี (Nazi Slute) โดยมือข้างควบคุมไม่ได้ (Alien Hand Syndrome) ของ Dr. Strangelove ยังมีอีกประโยคลือลั่นขณะที่พอลุกขึ้นเดินได้ “Mein Führer! I can walk!” มองผิวเผินอาจเป็นเพียงการตบมุกตอนจบ แต่หนังทำราวกับปาฏิหารย์ หลังวันสิ้นโลกาวินาศ Doomsday Machine เดินเครื่องทำงาน อะไรๆก็สามารถบังเกิดขึ้นได้!

เกร็ด: “Mein Führer! I can walk!” ได้รับการโหวต Premiere: 100 Greatest Movie Lines (2007) ติดอันดับ #26

ฉากจบดั้งเดิมของหนังก่อนถูกแทนที่ด้วยภาพการทดลองระเบิดปรมาณูรูปดอกเห็ด คือการต่อสู้ขว้างพาย (Pie Fighting) คล้ายๆโคตรหนังเงียบ The Battle of the Century (1927) ของคู่หูอ้วน-ผอม Laurel and Hardy เห็นว่าเคยนำออกฉายรอบทดลอง ก่อนตัดทิ้งออกไปเพราะมันไม่เข้ากับการเสียดสีล้อเลียน … นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คำอธิบายเหตุผล “his purpose was satire, not slapstick”

I decided it was farce and not consistent with the satiric tone of the rest of the film.

Stanley Kubric

ตัดต่อโดย Anthony Harvey (1930-2017) ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London ด้วยความที่บิดาเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ได้รับการเลี้ยงดูแลจากบิดาบุญธรรมที่เป็นนักแสดง Morris Harvey เลยค้นพบความชื่นชอบด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เล่นหนังเรื่องแรกตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น Caesar and Cleopatra (1945), ก่อนได้รับทุนเข้าศึกษาการละคอน Royal Academy of Dramatic Art พอตระหนักว่าตนเองไม่มีความสามารถด้านนี้นัก เลยหันเหความสนใจสู่งานเบื้องหลัง เริ่มจากเป็นนักตัดต่อ Lolita (1962), The L-Shaped Room (1962), Dr. Strangelove (1964), The Spy Who Came in from the Cold (1965), และกำกับภาพยนตร์ Dutchman (1966), The Lion in Winter (1968) ฯ

การดำเนินเรื่องของหนังจะตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่าง 3 เรื่องราว/ระดับ/สถานที่ ประกอบด้วย

  • ระดับปฏิบัติการ: เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers นำโดยพันตรี T. J. King Kong
  • ระดับบัญชาการ: ฐานทัพอากาศ Burpelson Air Force Base ของพลจัตวา Jack D. Ripper
  • ระดับบริหาร: Pentagon War Room ตำแหน่งใหญ่สุดคือปธน. Merkin Muffley

เรื่องราวของหนังเริ่มต้นเมื่อพลจัตวา Ripper ออกคำสั่งให้นาวาอากาศเอก Mandrake ส่งรหัสสื่อสาร “Wing Attack Plan R” ให้กับบรรดาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers นำไปสู่เหตุการณ์วุ่นๆวายๆ ปธน. Muffley เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อหาหนทางแก้ปัญหา แต่หายนะบังเกิดขึ้นเมื่ออุปกรณ์สื่อสารบนเครื่องบินของพันตรี T. J. King Kong ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถติดต่อได้

  • Opening Credit, ฉายภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bomers กำลังเติมน้ำมันกลางอากาศ
  • Wing Attack Plan R
    • ณ ฐานทัพอากาศ Burpelson Air Force Base ของพลจัตวา Jack D. Ripper ออกคำสั่งให้นาวาอากาศเอก Mandrake ส่งรหัสสื่อสาร “Wing Attack Plan R” ให้กับบรรดาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers
    • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers ของพันตรี T. J. King Kong ได้รับรหัสดังกล่าว ตรวจสอบได้การยืนยัน จึงเริ่มเตรียมพร้อมปฏิบัติการ
    • นายพล Buck Turgidson ถูกเรียกตัวไปยัง Pentagon เพื่อเข้าร่วมประชุมด่วน
    • นาวาอากาศเอก Mandrake หลังเสร็จสิ้นการส่งรหัสสื่อสาร บังเอิญได้ยินบทเพลงดังจากวิทยุ ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย
    • บนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers เริ่มต้นการปฏิบัติการ ปรับเปลี่ยนรหัสสื่อสาร ตรวจสอบอาวุธยุทโธปกรณ์
    • นาวาอากาศเอก Mandrake มาถึงห้องทำงานของพลจัตวา Ripper พยายามสอบถามปฏิบัติการ ก่อนตระหนักว่าทั้งหมดเป็นการโกหกหลอกลวง
  • ความพยายามแก้ไขสถานการณ์ของปธน. Muffley
    • ณ Pentagon War Room, นายพล Turgidson อธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นให้กับปธน. Muffley
    • บนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers มีการตรวจสอบชุดยังชีพ (Survival Kits)
    • ปธน. Muffley เรียกตัวทูตสหภาพโซเวียต Alexei de Sadeski มายังห้อง War Room อธิบายสถานการณ์
    • กองกำลังของพันเอก Bat Guano เดินทางมาถึงฐานทัพอากาศ Burpelson Air Force Base เริ่มต้นการโจมตี
    • ปธน. Muffley โทรศัพท์พูดคุยกับผู้นำสหภาพโซเวียต Dimitri Kissov
    • พันตรี T. J. King Kong อธิบายทฤษฎีสมคบคิดให้กับนาวาอากาศเอก Mandrake
    • ท่านทูต Alexei de Sadeski อธิบายการมีตัวตนของ Doomsday Machine
      • ปธน. Muffley สอบถามความเป็นไปได้จาก Dr. Strangelove
    • นาวาอากาศเอก Mandrake พยายามโน้มน้าวพันตรี T. J. King Kong ให้ยินยอมรับความพ่ายแพ้ แต่อีกฝ่ายกลับตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต
    • เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers ถูกจรวดนำวิถีโจมตี เอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด
    • นาวาอากาศเอก Mandrake ค้นพบรหัสสื่อสาร แต่ถูกควบคุมตัวโดยพันเอก Bat Guano
  • I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb
    • ณ War Room สถานการณ์ผ่อนคลาย หลังจากส่งสัญญาณสื่อสารใหม่ เครื่องบินทิ้งระเบิดส่วนใหญ่กำลังถอนกำลังกลับ
    • ยกเว้นเพียงเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers ของพันตรี T. J. King Kong ที่อุปกรณ์สื่อสารขัดข้อง เลยตัดสินใจออกเดินทางสู่เป้าหมายใหม่
    • ปธน. Muffley ได้รับแจ้งว่ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดเล็ดลอดผ่านชายแดนสหภาพโซเวียต
    • น้ำมันรั่วไหลไม่เพียงพอเดินทางสู่เป้าหมายเดิม เลยมีการเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
    • นายพล Turgidson อธิบายความเป็นไปได้ของการบินต่ำกว่าระดับเรดาร์
    • เครื่องบินทิ้งระเบิดสำเร็จ
    • Dr. Stangelove อธิบายแผนการคัดเลือกผู้รอดชีวิต

ไฮไลท์การตัดต่อคือระดับปฏิบัติการ มีการใช้เทคนิค Montage ร้อยเรียงภาพที่สอดคล้องเข้ากับคำพูด กดสวิตช์โน่นนี่นั่น ลูกเรือทำสิ่งนั้นโน้นนี้ ตัดสลับภาพเรดาร์กับเป้าหมายใกล้เข้ามา (กอปรเสียงรัวกลองแต๊กบทเพลง When Johnny Comes Marching Home) โดยไม่รู้ตัวสามารถสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล นี่ถือเป็นความมหัศจรรย์แห่งศาสตร์ภาพยนตร์!


ในส่วนของเพลงประกอบมีทั้งหมดสามเพลง ในเครดิตขึ้นชื่อ Laurie Johnson (1927-2024) นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ แต่ทำหน้าที่เพียงเรียบเรียง When Johnny Comes Marching Home (1863) บทเพลงที่มีจุดเริ่มต้นจาก American Civil War (1861-65) แต่งคำร้องโดย Patrick Gilmore, นำมาเรียบเรียงใหม่เป็นบทเพลงมาร์ช (ไม่มีคำร้อง) มักดังขึ้นบนเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Bombers สำหรับเตรียมความพร้อม ออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ

บทเพลงดังขึ้นระหว่าง Opening Credit ชื่อเพลง Try a Little Tenderness (1932) ต้นฉบับแต่งโดย Jimmy Campbell, คำร้องโดย Reg Connelly & Harry M. Woods, ฉบับแรกสุดบันทึกเสียงเมื่อปี ค.ศ. 1932 ขับร้องโดย Val Rosing ร่วมกับ Ray Noble Orchestra, ส่วนที่ใช้ในหนังเรื่องนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่โดย Laurie Johnson ทำเป็น Orchestral มีความนุ่มนวล ราวกับปุยเมฆ ล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์

แซว: ชื่อเพลง Try a Little Tenderness กอปรภาพการเติมน้ำมันกลางอากาศ สายส่งทิ่มแทงอย่างนุ่มนวล ยิ่งชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล

และบทเพลงสุดท้าย We’ll Meet Again (1939) แต่งโดย Ross Parker, คำร้องโดย Hughie Charles, ต้นฉบับขับร้องโดย Vera Lynn นักร้องเสียงหวาน ขวัญใจทหารหาญ โด่งดังช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เสียงของเธอช่างมีความโหยหวน คร่ำครวญ รำพันความรู้สึกของเหล่าทหารที่ต้องเดินทางจากบ้านไปสู้รบสงคราม แต่ฉันยืนกรานว่าต้องได้รับชัยชนะหวนกลับมา เป็นเพลงปลุกใจที่ทั้งไพเราะและความหมายลึกซึ้ง

แต่การนำบทเพลงนี้มาใช้เป็นประกอบภาพการปะทุขึ้นของระเบิดนิวเคลียร์ ดอกเห็บพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ราวกับเป็นคำพยากรณ์สงครามโลกครั้งที่สาม หายนะจากสงครามนิวเคลียร์ สักวันย่อมต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!

Let’s say goodbye with a smile, dear
Just for a while dear we must part
Don’t let this parting upset you
I’ll not forget you, sweetheart

We’ll meet again
Don’t know where
Don’t know when
But I know we’ll meet again some sunny day

Keep smiling through
Just like you always do
‘Til the blue skies chase those dark clouds far away

And I will just say hello
To the folks that you know
Tell them you won’t be long
They’ll be happy to know
That as I saw you go
You were singing this song

We’ll meet again
Don’t know where
Don’t know when
But I know we’ll meet again some sunny day

And I will just say hello
To the folks that you know
Tell them you won’t be long
They’ll be happy to know
That as I saw you go
You were singing this song

We’ll meet again
Don’t know where
Don’t know when
But I know we’ll meet again some sunny day

ตั้งแต่โบราณกาล สงครามคือเกมการต่อสู้ระหว่างคนสองกลุ่ม/ประเทศคู่ขัดแย้ง ด้วยอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รบราฆ่าฟัน จนกว่าจะกวาดล้างเผ่าพันธุ์ หรือฝั่งฝ่ายหนึ่งยินยอมรับความพ่ายแพ้, แต่ทว่าสงครามเย็น (Cold War) มันช่างผิดแผกแปลกประหลาด หาได้มีการต่อสู้ทางกายภาพ (สงครามตัวแทนมันก็มีอย่าง เกาหลี เวียดนาม ฯ แต่ไม่ใช่การปะทะกันตรงๆระหว่างสองขั้วอำนาจ สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต) เพียงใช้จิตวิทยาข่มขู่ เกทับกันไปมา ฉันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ พัฒนายุทโธปกรณ์ที่รุนแรงกว่า สร้างความหวาดระแวง วิตกจริต ประชาชนรู้สึกหนาวเหน็บทรวงใน

ในมุมของผกก. Kubrick วันหนึ่งตื่นขึ้นเกิดความตระหนักว่า สงครามเย็นมันช่างไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผล “nuclear war was too outrageous!” ทำไมเราต้องทนอยู่กับความหวาดระแวง จมปลักอยู่กับทฤษฎีสมคบคิดแบบเดียวกับพลจัตวา Buck Turgidson เมื่อมิอาจอดกลั้นฝืนทน จนกลายเป็นคนวิกลจริต สำแดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

พอตระหนักถึงความไร้สาระของสงคราม มุมมองของผกก. Kubrick ก็พลิกกลับตารปัตรตรงกันข้าม! พัฒนาเรื่องราวให้ผู้ชมเลิกหวาดระแวง ผ่อนคลายความกังวล เปลี่ยนมามองโลกในแง่ดี อะไรจะเกิดมันก็เกิด ทำความเข้าใจหายนะบังเกิดขึ้น สงครามนิวเคลียร์อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างคาดคิดไว้ … ดังสร้อยต่อท้ายหนัง or: How I Learned to Stop Worrying and Love the Bomb

มันคือความหมกหมุ่นหรืออย่างไรที่ผกก. Kubrick แทรกใส่สัญญะทางเพศเข้ามาในหนัง? ผมมองว่าไม่เลยนะครับ เราสามารถมองในเชิงเปรียบเทียบและประชดประชัน สอดคล้องเข้ากับใจความของหนังเสียด้วยซ้ำ เพราะสงครามก็คือเกมการต่อสู้ของบุรุษเพศในระดับมหภาค สำแดงความยิ่งใหญ่ เกรียงไกร เป็นมหาอำนาจ จ้าวโลก และให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของหญิงสาว/ประเทศอื่น

ทั้งๆที่หนังมีเรื่องราวเหมือนส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม แต่การนำเสนอในเชิงเสียดสีล้อเลียน (Satire) ทำให้สามารถมองเป็นการต่อต้านสงคราม (anti-War) ต้องรอให้ความผิดพลาด/หายนะบังเกิดขึ้นก่อนหรือไร ผู้นำสองขั้วอำนาจถึงสามารถพูดคุย ร่วมมือกันแก้ปัญหาทางออก? จะอวดเบ่งจ้าวโลกของตนเองไปถึงเมื่อไหร่?

Doomsday Machine มันอาจมีอยู่จริง หรืออาจเป็นเพียง Mac-Guffin แต่เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงหายนะมวลรวมจากสงครามนิวเคลียร์ ผลกระทบไม่ใช่แค่ประเทศคู่สงคราม แต่ยังลุกลามบานปลาย แผ่อิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก รังสีตกค้างที่ไม่รู้กี่ร้อยพันปีจะเจือจาง เมื่อถึงวันนั้นอารยะธรรมมนุษย์คงล่มสลาย ไม่ต่างจากวันโลกาวินาศ

สงครามนิวเคลียร์/สงครามโลกครั้งที่สาม ไม่ต้องใช้คำพยากรณ์ของนอสตราดามุส ใครๆย่อมบอกได้ว่าสักวันต้องมาถึง ปัจจุบันเราอาจรู้สึกเหินห่างไกล ไม่ได้อยู่ในบรรยากาศสงครามเย็นสักเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่เพราะชนชั้นผู้นำมีสติหยุดยับยั้งช่างใจ พวกเขาแค่รอคอยวันเวลา หาจังหวะเหมาะสม ใครบางคนที่กล้าบ้าพอ มันคือธรรมชาติมนุษย์ที่จะต่อสู้ แก่งแย่ง อวดเบ่งจ้าวโลก ฉันยิ่งใหญ่กว่าใคร


หนังมีกำหนดการทดลองฉายครั้งแรก (Test Screening) เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 ดันพอดิบพอดีเกิดเหตุการณ์ปธน. John F. Kennedy ถูกลอบสังหาร เป็นเหตุให้แผนการวางฉายปลายปีต้องเลื่อนไปเดือนมกราคม ค.ศ. 1964 เพราะคงไม่มีใครอยู่ในอารมณ์ต้องการรับชมหนังแนวนี้แน่ๆ

กลยุทธ์ออกฉายก่อนของ Dr. Strangelove (1964) ทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ด้วยทุนสร้าง $1.8 ล้านเหรียญ ทำเงินได้ในสหรัฐอเมริกาจากการฉายครั้งแรก $4.42 ล้านเหรียญ (รวมการฉายซ้ำถึงปัจจุบัน $9.3 ล้านเหรียญ), ผิดกับ Fail Safe (1964) มีรายงานรายรับเพียง $1.8 ล้านเหรียญ

ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar และ BAFTA Award หลากหลายสาขาทีเดียว แต่ผมแอบประหลาดใจที่หนังถูกมองข้ามสาขาตัดต่อ ออกแบบศิลป์ และนักแสดง George C. Scott (ผมมองว่าโดดเด่นกว่าสามบทบาทของ Peter Sellers เสียด้วยซ้ำ)

  • Academy Award
    • Best Picture พ่ายให้กับ My Fair Lady (1964)
    • Best Director
    • Best Actor (Peter Sellers)
    • Best Writing, Screenplay Based on Material from Another Medium
  • BAFTA Award
    • Best Film From Any Source ** คว้ารางวัล
    • Best British Film ** คว้ารางวัล
    • Best British Screenplay
    • Best British Actor (Peter Sellers)
    • Best Foreign Actor (Sterling Hayden)
    • Best Art Direction (Black and White) ** คว้ารางวัล
    • UN Award ** คว้ารางวัล

กาลเวลาทำให้ Dr. Strangelove (1964) กลายเป็นตำนาน “Universal Acclaim” หนึ่งในมาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์ ติดอันดับชาร์ทหนังหลายๆสำนัก อาทิ

  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #117 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #196 (ร่วม)
  • Sight & Sound: Director’s Poll (2022) ติดอันดับ #46 (ร่วม)
  • AFI: 100 Years…100 Movies (1998) ติดอันดับ #26
  • AFI: 100 Years…100 Movies – 10th Anniversary Edition (2007) ติดอันดับ #39
  • Entertainment Weekly: 100 Greatest Movies of All Time (2002) ติดอันดับ #14
  • Empire: 500 Greatest Movies of All Time (2008) ติดอันดับ #26
  • TIME: All-TIME 100 Movies (2010) ไม่มีอันดับ
  • BBC: 100 Greatest American films (2015) ติดอันดับ #42
  • Writers Guild of America: 101 Greatest Screenplays (2016) ติดอันดับ #12
  • Time Out: 100 Best Movies of All Time (2025) ติดอันดับ #51

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K แต่ฉบับของ Criterion Collection เมื่อปี ค.ศ. 2016 ยังมีจำหน่ายแค่ HD digital transfer, ต้องของค่าย Sony Pictures ถึงพบเห็นวางขาย 4K Ultra HD ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2021


ผมยังคงมีความเพลิดเพลิน สุขกระสันต์ในการรับชมหนัง รอบเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน? ลุ่มหลงใหลในกระบวนท่า ลีลากาลามสูตร การแสดง ถ่ายภาพ ตัดต่อสุดลึก(ล้ำ) คัดสรรเพลงประกอบตราตรึง โดยเฉพาะแนวทางการกำกับของ Kubrick เหนือชั้นทุกกระบวนท่า บรรลุถึงจุดสูงสุด สำเร็จกามกิจถึงสรวงสวรรค์

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เป็นหนังที่มองโลกในมุมกลับตารปัตร สงครามเย็นเครียดๆก็นำมาเสียดสี ล้อเลีย(น) ให้เกิดความเพลิดเพลินผ่อนคลาย, ซึ่งถ้าคุณสามารถนำวิธีการคิดนี้ไปปรับใช้กับชีวิตจริง เรื่องอะไรที่มันเครียดๆ ซีเรียส ปวดหัว ลองมองในมุมกลับกัน บนเป็นล่าง หน้าเป็นหลัง ปล่อยว่างลงบ้าง ก็อาจค้นพบผลลัพท์ที่คาดไม่ถึง

จัดเรต 13+ กับความบ้าคลั่ง หลุดโลก และสัญญะทางเพศ

คำโปรย | Dr. Strangelove เสียดสีล้อเลียนสงครามเย็น บอกให้ผู้ชมหยุดกระวนกระวาย แล้วปลดปล่อยระเบิดนิวเคลียร์ ให้น้ำแตก ขี้กระจาย
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว |

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: