
The Travelling Players (1975)
: Theo Angelopoulos ♠♠♠♠♠
คณะการแสดงออกทัวร์ประเทศ Greece พานผ่านสงครามโลก สงครามกลางเมือง พบเห็นการทรยศหักหลัง คบชู้นอกใจ ชีวิต-ความตาย ภาพสะท้อนยุคสมัยแห่งการต่อต้าน (Resistance Generation) อ้างอิงปกรณัมกรีก (Greek Mythology), ผลงานมาสเตอร์พีซที่อาจเพียงชาวกรีกสามารถทำความเข้าใจ
The Travelling Players (1975) คือโปรเจคแห่งความทะเยอทะยานของผกก. Angelopoulos ต้องการนำเสนอประวัติศาสตร์ Greece ในรูปแบบ ‘Art Film’ ที่ถ้าคุณไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศนี้ บอกเลยว่าตายหยังเขียด! บางคนอาจพอแปะติดปะต่ออะไรได้บ้าง แต่ไม่มีทางเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด … และถึงรับรู้ประวัติศาสตร์ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่าง
ผมเป็นพวกชอบไปตายเอาตายเอาดาบหน้า ได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม ‘slow cinema’ ของผกก. Angelopoulos ก็ครุ่นคิดว่าอาจละม้ายคล้าย Béla Tarr ที่ไหนได้! หนังของ Tarr ยาวเกือบแปดชั่วโมง แต่ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรล่วงหน้า แค่เตรียมร่างกาย-จิตใจ บริหารตับไตไส้พุงก็เพียงพอแล้วละ
เพราะไม่ได้เตรียมตัวอะไรล่วงหน้า ทำให้ประสบการณ์รับชม The Travelling Players (1975) ความยาว 230 นาที ราวกับตกนรกทั้งเป็น! แม้พอมองเห็นความงดงามระดับวิจิตรศิลป์ ลีลาถ่ายภาพ Long Take ที่ทุกรายละเอียด ทุกองค์ประกอบ ทุกช็อตฉากล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผกก. Angelopoulos แต่เมื่อไม่เข้าใจเนื้อเรื่องราว มันเลยมิอาจประเมินค่าผลงานเรื่องนี้
นั่นทำให้ผมต้องกลับไปทำการบ้าน ศึกษาประวัติศาสตร์ บทละคอน ปกรณัมกรีก และหารับชมผลงานเรื่องอื่นๆของผกก. Angelopoulos เก็บสะสมประสบการณ์ภาพยนตร์ พอหวนกลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ถึงเริ่มพบเห็นสรวงสวรรค์รำไร … The Travelling Players (1975) มันมีความพิเศษที่แตกต่างจากผลงานอื่นๆของผกก. Angelopoulos จึงได้รับการยกย่องกล่าวขวัญจากบรรดานักวิจารณ์ทั่วโลก มาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์!
The Travelling Players may be thought of as a meditation with three dimensions: history, myth and aesthetics. The viewer is constantly invited to alternate between emotional engagement and intellectual analysis.
Dan Georgakas ผู้เขียนหนังสือ The Last Modernist: The Films of Theo Angelopoulos (1997)
ผมลองสอบถาม Grok ว่าก่อนรับชม The Travelling Players (1975) มีอะไรที่เราควรต้องศึกษาเรียนรู้ เตรียมความพร้อมล่วงหน้า มันสรุปมาให้ 9 หัวข้อ แต่ผมเลือกมาแค่สามพื้นฐานก็น่าจะเพียงพอแล้วละ
อย่างแรก”ต้อง“เรียนรู้ประวัติศาสตร์ (Greece Historical) ช่วงระหว่าง ค.ศ. 1939-52
- Metaxas Dictatorship (1936-41) ช่วงเวลาเผด็จการทหารนำโดยนายพล Ioannis Metaxas ปกครองประเทศด้วยความเด็ดขาด กำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง และสามารถต่อต้านการรุกรานของ Fascist Italy ในช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง
- World War 2 และ Axis Occupation (1940-44) แม้จะเอาตัวรอดจากรุกรานของ Fascist Italy แต่ก็มิอาจต่อกรกองทัพของฝ่ายอักษะ (Nazi Germany + Fascist Italy + Bulgaria) ร่วมกันยึดครอบครอง สร้างความเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง และพฤติกรรม Nazi กำจัดกลุ่มผู้ต่อต้านด้วยความเด็ดขาด ไม่ต่างจากเผด็จการทหารสักเท่าไหร่
- ช่วงเวลานี้ภายใน Greece มีการจัดตั้งสองกลุ่มต่อต้าน Nazi Germany ประกอบด้วย
- National Liberation Front (EAM) และกองทัพ Greek People’s Liberation Army (ELAS) ซึ่งฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ มีฐานอำนาจอยู่ชนบท/ต่างจังหวัดของ Greece
- National Republican Greek League (EDES) ไม่เพียงต่อต้าน Nazi-Germany แต่ยังไม่เอาคอมมิวนิสต์ (Anti-Communist) และได้รับการสนับสนุนจากสหราชอาณาจักร แสดงเจตจำนงค์ฝักใฝ่ระบอบกษัตริย์
- ด้วยแรงกดดันจากฝ่ายสัมพันธมิตร และเมื่อสหราชอาณาจักรยกพลขึ้น Greece เดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 ทำให้ Nazi Germany ต้องถอนกำลังพล สิ้นสุดการยึดครองของฝ่ายอักษะ
- ช่วงเวลานี้ภายใน Greece มีการจัดตั้งสองกลุ่มต่อต้าน Nazi Germany ประกอบด้วย
- Greek Civil War (1946-49) ด้วยความที่กองทัพสหราชอาณาจักช่วยขับไล่ Nazi ออกจากผืนแผ่นดิน Greece จึงให้การสนับสนุนหลังกลุ่มต่อต้าน EDES แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี Georgios Papandreou นำไปสู่ความขัดแย้งกับอีกกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS กลายเป็นสงครามกลางเมือง และจุดชนวนเริ่มต้นสงครามเย็น (Cold War)
- สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ช่วยกันสนับสนุนหลังฝ่ายรัฐบาลจนสามารถเอาชนะกองกำลัง Democratic Army of Greece (DSE) ของพรรคคอมมิวนิสต์ Communist Party of Greece (KKE) ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขา-ชนบท
- After the War: The Reconstruction (1950-67) หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ต่างเข้ามา(แทรกแซง)มีส่วนร่วม สนับสนุนหลังรัฐบาล คืนอำนาจแก่พระมหากษัตริย์ ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ ช่วยฟื้นประเทศจนเศรษฐกิจรุ่งเรือง
- แถมให้กับ Regime of the Colonels (1967-74) ชนวนเหตุเกิดจากกษัตริย์องค์ใหม่ Constantine II ขึ้นครองราชย์ปี ค.ศ. 1964 พยายามเข้าแทรกแซงการเมือง ปลดนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งคนของตนเอง ทำลายความหวังของประชาชนในชาติ เป็นเหตุให้นายพล Georgios Papadopoulos ลงมือยึดอำนาจ ก่อรัฐประหาร โค่นล้มระบอบกษัตริย์ กำจัดศัตรูทางการเมือง
- ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973, เกิดเหตุการณ์ Athens Polytechnic uprising กลุ่มนักศึกษา Athens Polytechnic ออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล (Anti-Junta) ส่งกองทัพเข้ามาปราบปราบ ผลลัพท์มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน ได้รับบาดเจ็บอีก 2,000+ คน นี่เป็นเหตุการณ์บั่นทอนความเชื่อมั่นต่อนายพล Georgios Papadopoulos
- วันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973, Dimitrios Ioannidis ก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจจาก George Papadopoulos
- วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1974, Dimitrios Ioannidis ทำการรัฐประหารที่ Cyprus
- วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1974, ประเทศ Turkey ตอบโต้การรัฐประหารที่ Cyprus ด้วยการส่งกองทัพมารุกราน ภายในเดือนเดียวยึดกลับคืนมาได้สำเร็จ
- การเลือกตั้งใหญ่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974 นายกรัฐมนตรีคนใหม่ Konstantinos Karamanlis ประกาศนำประเทศหวนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย สิ้นสุดระบอบเผด็จการทหาร และล้มเลิกระบอบกษัตริย์
สิ่งถัดมา”ควร“รู้คือเรื่องย่อ Golfo (1893) ละคอนเวทีห้าองก์ ประพันธ์โดย Spyros Peresiadis, Σπύρος Περεσιάδης (1864-1918) นักกวีชาวกรีก ได้รับการเปรียบเทียบกับ Romeo and Juliet, เรื่องราวของหญิงสาวกำพร้า Golfo ฐานะยากจน แต่ด้วยรูปโฉมงดงาม กลายเป็นที่ต้องตาของใครๆ ตั้งแต่วัยเด็กสนิทสนมไอ้หนุ่มเลี้ยงแกะ Tasos/Tassos ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย พอเติบใหญ่ความงามของเธอไปเข้าหูขุนนางผู้ร่ำรวย Kitsos พยายามสู่ขอแต่งงาน แน่นอนว่าได้รับคำตอบปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ไม่ยอมเลิกรา สรรหาวิธีให้ลูกพี่ลูกน้อง Stavroula เกี้ยวพาราสี Tasos จนเกิดความเข้าใจผิดว่า Golfo ตอบตกลงแต่งงานกับ Kitsos จึงขับไล่ผลักไสเธออย่างไร้เยื่อใย แต่ในวันงานแต่งงาน (ระหว่าง Tasos กับ Stavroula) เธอกลับมาร่วมงานพร้อมอำนวยอวยพรขอให้โชคดี นั่นทำให้เขาตระหนักถึงความผิดพลาดจึงตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง ต้องการหวนกลับหารักแท้ แต่เธอรับประทานยาพิษ เขาจึงปลิดชีวิตตนเองอยู่เคียงข้าง
และอย่างสุดท้ายเทพปกรณัมกรีก (Greek Mythology) อ้างอิงจากบทละคอนโศกนาฎกรรม Ὀρέστεια, Oresteia ประพันธ์โดย Aeschylus ผู้ได้รับฉายา ‘Father of Tragedy’ เมื่อประมาณ 450 B.C. นี่เป็นส่วนที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่แนะนำให้ศึกษาไว้สำหรับครุ่นคิดวิเคราะห์ในเชิงเปรียบเทียบ ผมจะขอกล่าวถึงเฉพาะเนื้อหาที่มีความสัมพันธ์กับหนังเท่านั้นนะครับ, Agamemnon กษัตริย์แห่ง Mycenae หลังเดินทางกลับจากสงคราม Trojan War ถูกลอบสังหารโดยภรรยา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthus สร้างความอาฆาตแค้นให้กับบุตรสาว Electra โน้มน้าวน้องชาย Orestes ล้างแค้นแทนบิดา เข่นฆ่ามารดาและชู้รักของเธอ
จริงๆแล้วในหนังไม่ได้มีเอ่ยกล่าวชื่อบุคคลใด (ถ้าระหว่างทำการแสดงจะเรียกชื่อตามบทบาทได้รับ Golfo, Tasos, Kitsos ฯ) ยกเว้นเพียงตัวละครหนึ่งที่ชื่อ Orestes นั่นช่วยให้เกิดการตีความในเชิงเปรียบเทียบถึงเทพปกรณัมกรีก
We do not use names, there is no Agammemnon, no Electra, no Pylade, not even a Nikos or Pavlos. The only name in it is Orestes, who for me is a concept more than a character: the concept of the revolution so many dream of. The affection many of the characters lavish on him represents their yearning for the ideal notion of the revolution. Orestes is the only one who remains faithful to himself and his goals, and is willing to die for them.
Theo Angelopoulos
Theodoros ‘Theo’ Angelopoulos, Θεόδωρος Αγγελόπουλος (1935-2012) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติกรีก เกิดที่ Athens เติบโตขึ้นพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง (Greece ถูกยึดครองโดย Nazi Germany, Fascist Italy และ Bulgaria) ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาเคยถูกตำรวจลับลักพาตัว ควบคุมขัง เนรเทศออกนอกประเทศ กว่าจะหวนกลับบ้านก็หลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง
โตขึ้นเข้าเรียนกฎหมาย National and Kapodistrian University of Athens ก่อนเดินทางสู่ฝรั่งเศสเรียนภาพยนตร์ Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) หลงใหลผลงานของ Orson Welles, Kenji Mizoguchi, หนังเงียบ, หนังเพลงยุค 50s, เคยฝึกงานกับ Jean Rouch, ก่อนเดินทางกลับ Greece ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมืองของ Grigoris Lambrakis
เมื่อเดินทางกลับ Greece ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ เขียนบทความแนะนำ “Greek filmmakers need to go beyond the commercial cinema.” ภายหลังจากนายพล Georgios Papadopoulos เข้ายึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1967 นำประเทศเข้าสู่ยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) สั่งปิดนิตยสารทุกฉบับ ทำให้เขาต้องหันมาสร้างหนังสั้น The Broadcast (1968) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Reconstruction (1970)
Ο Θίασος อ่านว่า O Thiasos แปลตรงตัว The Troupe ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ The Travelling Players มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการนำเสนอประวัติศาสตร์ Greece เลยครุ่นคิดถึงคณะการแสดง (The Troupe) ออกเดินทางไปทำการแสดงตามชนบท/ต่างจังหวัด ทัวร์รอบประเทศ
I first thought about a travelling company touring the smaller towns around the country. A journey through the Greek landscape and history, following a group of actors from one town square to the next.
Theo Angelopoulos
แต่ทว่าผกก. Angelopoulos ไม่ได้ต้องการสร้างหนังให้เป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ เพียงคณะการแสดงพานผ่านสถานที่+ช่วงเวลา (Space & Time) ดำเนินเรื่องต่อจาก Days of ’36 (1972) [ที่มีพื้นหลัง ค.ศ. 1936] มาเป็นระหว่าง ค.ศ. 1939-51 สองช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างรัฐบาลเผด็จการทหารของนายพล Ioannis Metaxas (เผด็จการเปิดเผย) จนถึงชัยชนะการเลือกตั้งของจอมพล Alexandros Papagos (เผด็จการปกปิด)
since I had made up my mind from the very beginning this was not supposed to be a lesson in history. The myth of the Atrides offered the option of a social unit that I could observe all through the period from 1939 to 1952. The Days of ’36 revealed the portrait of a dictatorship. The Travelling Players is a kind of sequel, giving names and specifications to this portrait. It goes up only until 1952, because I believe that year’s massacres put an end to the civil war and consecrated the triumph of the right wing and the victory of Papagos. That is, the story covers the period between the overt dictatorship of a general to the veiled dictatorship of a field marshal, who was viewed by many Greeks, exhausted by all the catastrophies they had experienced before, as a liberator.
ผกก. Angelopoulos ครุ่นคิดสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 1972 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างยุคสมัยเผด็จการทหาร Regime of the Colonels (1967-74) ของนายพล Georgios Papadopoulos แน่นอนว่าถ้ายื่นบทหนังให้กองเซนเซอร์ ย่อมไม่ทางได้รับอนุมัติ แต่แม้มีความเสี่ยงสูงก็ยังตัดสินใจว่าจะต้องสร้าง
since the film deals with the 1939-52 period and refers to all sorts of unmentionable historical episodes, the Papadopoulos censors wouldn’t have been very likely to approve it. Nevertheless, we decided to go ahead and shoot the film.
แต่พอโปรเจคเตรียมงานสร้างได้ไม่นาน เกิดเหตุการณ์ Athens Polytechnic uprising ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973 กลุ่มนักศึกษา Athens Polytechnic ออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาล (Anti-Junta) ส่งกองทัพเข้ามาปราบปราบ ผลลัพท์มีผู้เสียชีวิตประมาณ 40 คน ได้รับบาดเจ็บอีก 2,000+ คน
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นการล่มสลายของรัฐบาลเผด็จการทหาร แต่สำหรับบุคคลมีชีวิตพานผ่านช่วงเวลานั้นอย่างผกก. Angelopoulos มองว่ามันคือหายนะ เกิดความหวาดกลัวว่า Greece อาจกลายเป็นประเทศเผด็จการถาวรเสียด้วยซ้ำ! ถึงอย่างนั้นเขาพูดคุยกับโปรดิวเซอร์จนได้ข้อสรุป ไม่ว่าอย่างไรก็จะถ่ายทำหนังให้แล้วเสร็จ ถ้าไม่สามารถฉายในประเทศ ก็ลักลอบขนออกไปฉายต่างประเทศ
Shortly before we started, the Polytechnic incidents erupted in all their violence followed by the Ioannides coup d’etat. At this point we wondered whether it was worth making a film that might very well never be shown in Greece. And what would be the sense of such a decision? We discussed the matter with the producer, and he agreed with us that even if the film was to be banned in Greece, it would achieve its purpose through the echoes of its screenings abroad.
ในส่วนของนักแสดง ผกก. Angelopoulos พยายามเลือกบุคคลไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนัก บางคนมาจากแวดวงภาพยนตร์ ละคอนเวที ขณะที่ตัวประกอบล้วนเป็นชาวบ้านละแวกที่เดินทางไปถ่ายทำ ไม่มุ่งเน้นประสบการณ์ หรือแสดงออกทางอารมณ์ เพียงทำตามคำสั่งของผู้กำกับ ราวกับตุ๊กตาเชิดชัก อุปกรณ์ประกอบฉาก (Prop)
แต่หนังก็มีนักแสดงโดดเด่นขึ้นมาอย่าง Eva Kotamanidou, Εύα Κοταμανίδου (1936-2020) เกิดที่ Nea Filadelfeia, Athens มาจากฟากฝั่งละคอนเวที ร่ำเรียนการแสดงที่ Greek Art Theatre Karolos Koun แล้วมาแจ้งเกิดภาพยนตร์ The Travelling Players (1975) ในบทบาท Electra/Golfo หลังถูกตำรวจลับข่มขืน แต่ยังสามารถลุกขึ้นยืน พูดคุยกับผู้ชมถึงเหตุการณ์ Dekemvriana (December Event) ถือเป็นฉากทรงพลังอย่างยิ่ง ทำให้เธอร่วมงานขาประจำผกก. Angelopoulos และกลายเป็นตำนานนักแสดงกรีก
นักแสดงอีกคนที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน Vangelis Kazan, Βαγγέλης Καζάν (1936-2008) เกิดที่ Nafplion ร่ำเรียนการแสดงยัง Michaelides Drama School ทำการแสดงละคอนเวที ภาพยนตร์ โทรทัศน์ เข้าสู่วงการตั้งแต่ทศวรรษ 50s มีชื่อเสียงโด่งดังในทศวรรษ 60s, รับบท Aegisthos ผู้มีความอวดเบ่ง เต๊ะท่า ลับหลังคือลูกหมาหลบซ่อนหลังผู้หญิง แอบสานสัมพันธ์ Clytemnestra แล้วเป็นสายให้ Nazi Germany ประหารชีวิตสามีของเธอ
เกร็ด: คณะนักแสดงชุดนี้ยังไปปรากฎตัว(รับเชิญ)ในภาพยนตร์ Landscape in the Mist (1988) บทบาทเดิม เพื่อนำเสนอจุดจบของ … ลองหารับชมดูนะครับ
ถ่ายภาพโดย Giorgos (หรือ Yorgos) Arvanitis, Γιώργος Αρβανίτης (เกิดปี ค.ศ. 1941) ตากล้องสัญชาติกรีก เกิดที่ Makrakomi, Phthiotis ช่วงระหว่าง Greek Civil War (1946-49) บิดาหนีเข้าป่า มารดาเป็นนักโทษกลางเมือง บุตรชายจึงต้องอาศัยอยู่กับญาติที่ Nea Penteli ฝึกฝนงานด้านไฟฟ้า แต่ได้เข้าทำงานสตูดิโอ Finos Film ไต่เต้าจากผู้ช่วยจนกลายเป็นตากล้องหลัก แล้วได้ร่วมงานขาประจำผกก. Theo Angelopoulos ตั้งแต่หนังสั้น The Broadcast (1968) จนถึง Eternity and a Day (1998)
งานภาพในสไตล์ Angelopoulos จัดเข้าพวก ‘slow cinema’ กล้องขยับเคลื่อนไหวอย่างเชื่องชักช้า เต็มไปด้วยลวดลีลา (Zooming, Panning, Tracking) ระยะเวลา Long Take ระยะภาพ Long Shot (แทบไม่เคยพบเห็น Close-Up) บันทึกภาพทิวทัศน์กว้างใหญ่ มนุษย์ตัวเท่ามดกระจิดริด บทสนทนาแสนน้อยนิด ต้องคอยสังเกตท่วงท่า อากัปกิริยา ภาษากาย ทุกรายละเอียด ‘mise-en-scène’ ล้วนมีการวางแผน ซักซ้อมเคลื่อนไหว (Choreographed) และเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น
The Travelling Players (1975) ต้องถือเป็นภาพยนตร์ของผกก. Angelopoulos ใช้ประโยชน์จากการถ่ายภาพ Long Take ได้อย่างงดงาม ตราตะลึง ด้วยระยะเวลา 230 นาที มีคนนั่งนับได้ทั้งหมด 80 ช็อต (Average Shot Length (ASL) ประมาณ 172.5 วินาที = 2 นาที 52 วินาที) ด้วยปริมาณน้อยนิด ทำให้ทุกภาพของหนังเต็มไปด้วยรายละเอียด เหตุการณ์บังเกิดขึ้น-สิ้นสุด สองสิ่งแตกต่างตรงกันข้ามที่สามารถเติมเต็มกันและกัน … มีคำเรียกว่า ‘Sequence Shot’
แทบทุกช็อตของหนัง กล้องจะมีการขยับเคลื่อนไหว แต่ก็มีอยู่หลายครั้งถ่ายแบบภาพนิ่ง ตั้งกล้องทิ้งไว้เฉยๆ (Static Shot) อาทิ บันทึกภาพการแสดงบนเวที และตอนสามตัวละครหันมาพูดคุยหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” อธิบายบทสรุป ประมวลผลช่วงเวลาผ่านเหตุการณ์บังเกิดขึ้น
The film is built on the notion of the sequence shot: very long takes that include a proliferation of actions and static shots for the three monologues. Since I wanted to establish a homogeneous aesthetic flow throughout the film, I almost always placed the camera on dolly tracks. In contrast, I filmed the theater frontally with a stationary camera facing the stage, just like the three monologues. In short: continuous dolly movements interspersed with long static shots, both in the theater scenes and in the monologues. This is the notion of the sequence shot: we never used two shots when one would suffice.
Theo Angelopoulos
กองถ่ายหนังมีลักษณะเหมือนคณะการแสดง (The Travelling Players) ออกเดินทางทัวร์ประเทศ Greece ไปยังชนบท/ต่างจังหวัด Aigio, Amfissa, Ioannina, Ipiros, Karditsa, Lefkada, Mesolongi, Nafplion, Xanthi, Zagorohoria เริ่มต้นโปรดักชั่นเดือนมกราคม ค.ศ. 1974 แต่ต้องหยุดการถ่ายทำตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพราะผู้นำเผด็จการ Dimitrios Ioannidis (ยึดอำนาจมาจาก George Papadopoulos เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1973) พยายามควบคุมสื่ออย่างเด็ดขาด, ภายหลังการเลือกตั้งใหญ่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974 นายกรัฐมนตรีคนใหม่ Konstantinos Karamanlis ประกาศนำประเทศหวนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ทำให้หนังสามารถหวนกลับมาถ่ายทำได้อีกครั้ง และปิดกองเดือนมกราคม ค.ศ. 1975
ปล. หนังมีแค่ 80 ช็อต กลับใช้เวลาถ่ายทำหลายเดือน (ถึงไม่นับช่วงหยุดกองก็ยังนานกว่า 6-7 เดือน) นี่ไม่ใช่เพราะเสียเวลาซักซ้อม โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) แต่เพราะผกก. Angelopoulos เฝ้ารอคอยสภาพอากาศเอื้ออำนวย ท้องฟ้าของ Greece โปร่งโล่ง สว่างสดใสเกินไป เรื่องราวของหนังควรมีบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน สอดคล้องเข้ากับการถูกยึดครองโดยสารพัดเผด็จการ
I was persecuted by beautiful weather. I needed a clouded sky. I couldn’t imagine the occupation under sunny skies. But Greece is well known for its magnificent weather and sunny sky, summer and winter alike. You can’t imagine how much trouble this was! When you have scenes where the first part is shot in Athens and the second in Amfissa, you need to have similar meteorological conditions; the mood, the atmosphere have to be as close as possible. And that is rarely evident in a film.
รับชมภาพยนตร์ของผกก. Angelopoulos ต้องตั้งใจจดใจจ่อ รับรู้ประวัติศาสตร์ และสังเกตรายละเอียดทุกสิ่งอย่าง สองภาพที่ผมนำมานี้เป็นสองช็อตต่อกัน เริ่มต้นคณะการแสดงก้าวเดินผ่านท้องถนน พบเห็นป้ายประกาศหาเสียง LONG LIVE MARSHALL PAPAGOS! นั่นคือเหตุการณ์เลือกตั้งใหญ่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1952
พอคณะนักแสดงเดินผ่านหน้ากล้องไป ตัดภาพทิศทาง 180 องศา มองผิวเผินเหมือนแค่พวกเขายังคงดำเนินต่อไป แต่พอได้ยินเสียงป่าวประกาศบ่ายพรุ่งนี้ Joseph Goebbels พร้อมผู้นำเผด็จการ Ioannis Metaxas กำลังจะแวะเวียนมาเมืองแห่งนี้ หือ? นั่นมันเหตุการณ์เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เดือนเมษายน ค.ศ. 1939 ฤานี่จะคือการย้อนเวลา?
คือถ้าคุณไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์ Papagos คือใคร? Goebbels, Metaxas คือใคร? มันจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรว่านี่คือการย้อนเวลากลับหาอดีต?


ย้อนกลับมานิดนึง ตอนคณะนักแสดงกำลังก้าวเดินหาสถานที่พัก (ตอนปี ค.ศ. 1952) มันจะมีขณะหนึ่งที่แวะเข้าตรอกซอกซอย มองผิวเผินคงน่าจะเลี้ยวผิด แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินออกมา รถหาเสียงได้แล่นผ่านไป มันสามารถตีความถึงการหลีกเลี่ยง หลบซ่อน ไม่อยากเผชิญหน้า สำแดงออกว่าผกก. Angelopoulos ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจจอมพล Papagos

ระหว่างคณะการแสดงกำลังรับประทานอาหาร บุตรชายของ Chrysotheme แอบวิ่งออกไปภายนอกจัตุรัสกลางเมือง กล้องถ่ายลอดผ่านกระจกขณะเธอลากพาเขาหวนกลับมา พอดิบพอดีได้ยินการซักซ้อมสวนสนาม ร้องเพลงต้อนรับ Joseph Goebbels พร้อมผู้นำเผด็จการ Ioannis Metaxas จะมาถึงในวันพรุ่งนี้
Why is everyone happy and smiling, father?
Why is the sun so bright today?
Why is the day so clear?
Because on a golden day like this, my childThe black tears stopped,
Old wounds were healed,
The wheat grew tall
And the stones turned into flowers and golden streams.
เกร็ด: Γιατί χαίρεται ο κόσμος (Υμνος της 4ΗΣ Αυγούστου) อ่านว่า Giati hairetai o kosmos (Ymnos tis 4is Avgoustou) แปลว่า Why does the world rejoice (Hymn of August 4th) นี่ถือเป็นบทเพลงชาติกรีกในยุคสมัยเผด็จการทหาร Metaxas แต่งโดย Gerasimos Fren

ท่าทางของ Aegisthos ขณะยืนบนเก้าอี้ ขับร้องเพลง Why does the world rejoice (Hymn of August 4th) หลายคนน่าจะดูออกว่าคือ “Nazi Salute” ท่าคารวะของ Nazi Germany นี่ก็ชัดเจนว่าชายคนนี้ฝักใฝ่การเมืองฝั่งไหน เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ลุ่มหลงตนเอง ทำตัวหัวสูงส่ง มีปัญหาขัดแย้งกับ Pylades ที่แสดงความครุ่นคิดเห็นแตกต่าง
ปล. Aegisthos ไม่พึงพอใจที่ Pylades ขับร้องเพลง Θα ξανάρθεις อ่านว่า Tha Xanartheis แปลว่า You Will Return ซึ่งมีเนื้อหาสะท้อนอุดมการณ์เมืองฟากฝั่งตรงข้ามกัน นี่เป็นการอารัมบทสไตล์ของหนัง ก่อนนำเข้าสู่ฉากดวลเพลงกลางเรื่องระหว่างกลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์ (KKE) vs. ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist)

ตอนเข้าพักโรงแรมเป็นซีเควนซ์ Long Take เดียวที่ยาวมากๆ สำแดงลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้องได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เริ่มจากคณะการแสดงก้าวเข้ามาถึง แยกย้ายขึ้นห้องพัก เสร็จสรรพกลับออกมาซักซ้อมการแสดง Golfo the Shepherdess
สิ่งที่ผมอยากให้สังเกตคือเริ่มต้น-สิ้นสุด มีลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม กล่าวคือทั้งคณะเดินเข้ามาพร้อมกัน แต่ตอนจบ Aegisthos กลับออกไปคนเดียว ท่าทางลับๆล่อๆ ดูมีเลศนัยยิ่งนัก!

แผนผังห้องพักในโรงแรมแห่งนี้มีความน่าสนใจทีเดียว ห้องเบอร์ 2 ของบิดา Agamemnon (และมารดา Clytemnestra) อยู่ชั้นบน ฝั่งขวาสุดของภาพ แต่ทว่าเมื่อตอนบุตรสาว Electra แง้มประตูพบเห็นเพียงบิดานอนอยู่, เธอจึงเดินลงบันไดตรงมายังห้องซ้ายสุด เบอร์ 12 ของ Aegisthos เปิดออกพบเห็นเขากำลังระเริงรักกับมารดา Clytemnestra ทำเอาหญิงสาวจมอยู่กับความมืดมิดโดยพลัน!
สังเกตว่าหนังไม่ได้แค่นำเสนอชั้นบน-ล่าง ขวาสุด-ซ้ายสุด แต่ยังมีระยะใกล้-ไกล เป็นการสร้างความแตกต่างระหว่าง Agamemnon vs. Aegisthos ในระดับสามมิติเลยก็ว่าได้!

Orestes ได้วันหยุด 48 ชั่วโมง เลยเดินทางมาเยี่ยมเยียนครอบครัว นำเสนอด้วยสามภาพ Long Take ที่สะท้อนความสัมพันธ์กับมารดา Clytemnestra, พี่สาว Electra และบิดา Agamemnon
- ทักทายมารดา Clytemnestra ตอนครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเตียง แต่เธอสะลึมสะลือพูดถึงตอนเขาเกิด ราวกับจะทวงบุญคุณหรืออย่างไร?
- วิ่งลงมาโอบกอด หมุนรอบพี่สาว Electra แสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ดูราวกับคู่รัก
- ในตอนแรกทั้งสองทักทายด้วยชื่อตัวละคร Golfo และ Tasos/Tassos ก่อนพี่สาวจะเรียกชื่อจริง Orestes
- กับบิดา Agamemnon เพียงเดินติดตามไปตามมา สอบถามเป็นยังไง ได้รับคำตอบ “I am rotting!” ดูไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่
- แซว: ผกก. Angelopoulos ดูจะชอบใช้คำว่า Rot/Rotten เสียเหลือเกิน ใครเคยรับชมภาพยนตร์ Voyage to Cythera (1984) น่าจะมักคุ้นคำว่า “rotten apple”



ตอนรับชมรอบแรกผมเกาหัวแล้ว เกาหัวอีก ฉากที่สามหนุ่มก้าวออกเดินเลียบทางรถไฟ มันไม่เห็นจะมีห่าเหวอะไร? จนกระทั่งพบเจอบทสัมภาษณ์ของผกก. Angelopoulos กล่าวถึงยุคสมัยแห่งการต่อต้าน (Resistance Generation) นำเสนอผ่านสามตัวละคร Orestes, Pylades และนักกวี (ชายคนที่สวมผ้าพาดคอสีแดง ในเครดิตขึ้นว่า The Poet) เช่นนั้นแล้วนี่คือการเริ่มต้น ก้าวออกเดิน ร่วมหัวจมท้าย พร้อมต่อสู่เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพ+ประชาธิปไตย
ปล. ถ้าผมฟังไม่ผิดบทเพลงที่สามสหายผิวปากก็คือ Θα ξανάρθεις แปลว่า You Will Return (ที่ก่อนหน้านี้ Pylades เคยขับร้องสองสามท่อนต่อหน้า Aegisthos) ในรายละเอียดว่าแต่งโดย Kostas Giannidis & Alekos Sakellarios แต่ต้นฉบับน่าจะมาจากบทเพลงอิตาเลี่ยน Tornerai (1936) แต่งโดย Dino Olivieri, คำร้องโดย Nino Rastelli ได้แรงบันดาลใจจากอุปรากร Puccini: Madame Buttlerfly เนื้อหารำพันถึงชายคนรัก สักวันเขาต้องหวนกลับมา … ในบริบทของหนังอาจสื่อถึงสักวันในอนาคต ประชาธิปไตยจักหวนกลับสู่ Greece
You will come back.
No matter how many years go by, you will come back,
full of remorse, to ask forgiveness.
Broken-hearted, you will come back.
คำกล่าวสุดท้ายของนักกวี “One night I crossed the rivers!” น่าจะสื่อถึงฉากถัดไปที่หลังจาก Pylads อ่านบทความหนังสือพิมพ์ ทั้งสามร่วมกันปฏิญาณตน จากนั้นพวกเขาเดินข้ามลำธารน้ำเล็กๆ ไปทักทายชายแปลกหน้า(คล้ายๆ Karl Marx) คาดเดาว่าคือผู้นำกลุ่มต่อต้าน Metaxas … การข้ามแม่น้ำคงจะสื่อถึงการเลือกข้าง/ฟากฝั่งการเมืองกระมัง


สามหนุ่มนักต่อต้านก้าวเดินขึ้นบันได สวนทางกับเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ กำลังเร่งเรีบไปเตรียมงานต้อนรับวันพรุ่งนี้ … นี่เป็นการใช้ทิศทางขึ้น-ลง สะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองที่สวนทางกัน และสำแดงความครุ่นคิดเห็นของผกก. Angelopoulos ผ่านมุมมองฝั่งซ้าย (ขึ้นบันไดสู่ความยิ่งใหญ่ vs. ก้าวลงสู่ความตกต่ำ)

ระหว่างทำการแสดง Golfo the Shepherdess วินาทีที่ Golfo พูดประโยค “They might be watching!” โดยไม่รู้ตัวตำรวจลับก้าวเดินเข้ามา จับจ้องมองการแสดง เป้าหมายคือ Pylades พยายามเลียบๆเคียงๆ ก่อนออกวิ่งหลบหนี แต่ก็มิอาจรอดพ้นการถูกจับกุม เนรเทศขึ้นเรือออกนอกประเทศ


ถ้าเป็นหนังอื่นๆมักจะมีข้อความ/เสียงบรรยาย บอกว่าเรื่องราวขณะนี้เกิดขึ้นที่ไหน? เมื่อไหร่? สถานการณ์ภายนอกเป็นอย่างไร? แต่สำหรับผลงานของผกก. Angelopoulos ผู้ชมต้องคอยสังเกตเอาเองจากบริบทรอบข้าง ล้วนมีการบอกใบ้สถานที่ & วันเวลา หลังจากขึ้นรถไฟมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง (คงมีแต่ชาวกรีกที่ตอบได้ว่าเมืองอะไร) ก่อนเริ่มทำการแสดงมีการกล่าวถึงเมื่อเช้าวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1940 กองทัพ Fascist Italy เริ่มต้นรุกรานชายแดน Greece
ส่วนหนึ่งอาจเพราะทุนสร้างจำกัด แต่เทคนิค “Off-Screen” คือหนึ่งในลายเซ็นต์ผกก. Angelopoulos ให้ผู้ชมขบครุ่นคิด จินตนาการเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนอกจอภาพ อย่างฉากนี้จู่ๆได้ยินเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิด ไฟฟ้าติดๆดับๆ นักแสดงหนีออกจากเวที ฝูงชนส่งเสียงเกรียวกราว ฯ คงคาดเดากันไม่ยากว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

Agamemnon อาสาสมัครทหารเพื่อเข้าร่วมสงครามกับ Fastcist Italy แต่พอกลับมาโรงแรมห้องพัก ภรรยาเดินวนรอบแล้วหัวเราะลั่น สำหรับเธอนี่คือเรื่องตลกขบขัน ชายที่นกเขาไม่ขันกลับอาสารับใช้ชาติ จากนั้นทิ้งตัวลงนอนบนเตียง พยายามยั่วเย้าอ่อยเหยื่อ คาดหวังว่าเขาจะสามารถตอบสนองตัณหาของตนเอง ทว่าอีกฝ่ายกลับเดินออกจากห้องอย่างไร้เยื่อใย
กล้องยังคงบันทึกภาพต่อไป (ถ่ายทำแบบ Long Take) เคลื่อนหมุนจากภายในสู่ภายนอก แล้ววนกลับกลับมาอีกรอบพบเห็น Aegisthos ก้าวเข้ามาในห้อง มุมกล้องเดียวกันเป๊ะๆ Clytemnestra ยังไม่ทันทำท่าอ่อยเหยื่ออะไร เขาก็เตรียมถอดเสื้อผ้า ปิดประตู สำแดงความลูกผู้ชาย ครอบครองเป็นเจ้าของ … จะตีความว่านี่คือสัญลักษณ์ของ Nazi Germany เข้ายึดครอง Greece ก็ได้กระมัง


ระหว่างที่ Electra เดินผ่านจัตุรัส Central Square เมือง Karditsa มันจะมีงานศิลปะที่เป็นภาพวาดตัวการ์ตูน ชายร่างใหญ่สวมชุดทหาร ยกเช้าขึ้นถีบชายตัวเล็กให้ตกจากเนินเขาสูง … บางคนอาจมองว่าตัวการ์ตูน สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง Electra และนายทหารที่กำลังแอบติดตามเธอมา หรือในระดับมหภาค สังเกตจากชุดทหาร Nazi Germany ราวกับถีบส่งชาวกรีกให้ตกหน้าผา สูญเสียดินแดน/อำนาจอธิปไตยของตนเอง


นายทหารคนหนึ่งเดินติดตาม Electra ไม่มีทางหลบหนี เธอจึงนำพาขึ้นห้องโรงแรม ทำราวกับว่าจะขายบริการทางเพศ แต่ระหว่างเขาถอดเสื้อผ้า หญิงสาวกลับหลบหนีหายตัวไป … เครื่องแบบทหาร(น่าจะ)คือ Nazi Germany แบบเดียวกับภาพตัวการ์ตูน สามารถสื่อถึงพฤติกรรมคุกคาม สนเพียงร่วมเพศสัมพันธ์ Electra/ยึดครอบครอง Greece แต่เธอสำแดงอารยะขัดขืน พยายามขับไล่ ผลักไส ไม่ยินยอมให้อีกฝ่ายล่วงละเมิด กระทำชำเรา แล้วฉวยโอกาสหลบหนีขณะถอดเสื้อผ้า เปลือยกายล่อนจ้อน เอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด!
ปล. Electra อาจไม่ใช่สมาชิกกลุ่มต่อต้าน แต่จิตวิญญาณของเธอคือนักสู้ ไม่ยินยอมให้ใครมายึดครอบครองร่างกาย/ประเทศชาติ

หลังจาก Nazi เข้ายึดครอง Greece ก็พยายามกวาดล้างบรรดากลุ่มผู้ต่อต้าน ด้วยความที่ Agamemnon เคยอาสาสมัครทหาร Aegisthos เลยเป็นสาย (Informer) แจ้งข่าวให้ศัตรู ถูกจับกุม ตัดสินโทษยิงเป้า สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับบุตรสาว Electra เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดอาฆาตแค้น

ในขณะที่ Electra แอบนัดพบเจอกับ Pylades ที่สามารถหลบหนีเอาตัวรอด กลายเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านร่วมกับ Orestes … เป็นการสำแดงอารยะขัดขืนต่อการถูกยึดครองโดย Nazi Germany
ตรงกันข้ามกับน้องสาว Chrysotheme เดินทางไปหาพ่อค้าไวน์ ยินยอมเปลือยกาย กลายเป็นโสเภณี (เนื้อร้องเพลงนี้มันช่างล่อๆแหลมๆยิ่งนัก!) เพื่อให้ชีวิตกินหรูอยู่สบาย พร้อมก้มหัวศิโรราบ ขอได้กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ … ช่างเป็นพี่น้องที่มีอุดมการณ์แตกต่างตรงกันข้าม!
How many ships have floundered
in your eyes blue as the sea.
Ships whose only purpose
was to dock in love’s harbour.In your mischievous blue eyes, my wildest dreams,
my sweetest dreams were swallowed up,
like ships in the darkness of the night,
hurling against the rocks of your heart.Never before in my life
have I ever seen such eyes,
so blue, so large, so bright.


คณะการแสดงเริ่มต้นร้อง-รำ-เพลง ด้วยความสนุกสนานครึกครื้นเครง ตลอดการเดินขึ้นเขาสู่เมืองถัดไป แต่พอมาถึงกลับพบเห็นชาวบ้านผูกคอตายใต้ต้นไม้ สถานที่แห่งนี้ไม่หลงเหลือผู้อยู่อาศัย นั่งห่อเหี่ยว เปลี่ยวใจ บังเอิ้ญเห็นไก่ตัวหนึ่ง พวกเขาต่างกรูเข้าไปล้อมจับ นี่อาจฟังดูเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ข้าวยากหมากแพง ผู้คนอดอยากปากแห้ง ประสบทุพภิกขภัย (Famine) พบเจอไก่ตัวหนึ่งก็ยินยอมเสี่ยงอันตราย ท้าตาย พร้อมทำทุกสิ่งอย่างให้สามารถเอาตัวรอดปลอดภัย

ระหว่างคณะการแสดงเดินทางต่อไป ถูกจับกุมโดยทหาร Nazi Germany ค่ำคืนนั้นคงเตรียมการจะสังหารหมู่ ไม่สนแม้แต่พวกเดียวกันเองอย่าง Aegisthos โดนลากกลับไปยืนด้านหลัง (ลองสังเกตท่าทางหมอนี่ ยืนหลบหลัง Clytemnestra เก่งแต่ปากเสียจริง!) โชคยังดีมีการยิงโต้ตอบ (ใช้เทคนิค Off-Screen ให้ผู้ชมจินตนาการถึงกลุ่มผู้ต่อต้าน) เกิดเหตุชุลมุนวุ่นวาย ทำให้พวกเขารอดตายอย่างหวุดหวิด


เช้าวันถัดมาพวกทหาร Nazi สูญหายตัวไปอย่างลึกลับ (นี่สามารถสื่อถึงการโต้ตอบกลับของชาวกรีก ร่วมมือกันขับไล่ Nazi Germany ออกจากผืนแผ่นดิน Greece) จากนั้นบรรดาผู้รอดชีวิตทั้งหลายต่างกรูกันออกมาต้อนรับ กลุ่มผู้ต่อต้านควบขี่ม้าเข้ายึดฐานทัพ แล้วร่วมกันออกเดินทางสู่จัตุรัสกลางเมือง

ที่จัตุรัสกลางเมือง สังเกตจากสารพัดธงโบกสะบัด น่าจะคือกลุ่มฝ่ายสัมพันธมิตร (จึงรวมธงสหภาพโซเวียตเข้าไปด้วย) หรือกลุ่มต่อต้านของ EDES, แต่พอเสียงปืนลั่น ทุกคนต่างวิ่งหลบหนีคนละทิศละทาง กล้องหมุนรอบ 360 องศา จากนั้นทุกคนเปลี่ยนมาถือธงแดงของคอมมิวนิสต์/สหภาพโซเวียต แสดงถึงกลุ่มต่อต้าน EAM/ELAS … ราวกับเป็นการอารัมบทสงครามกลางเมือง
เกร็ด: สถานที่แห่งนี้คือลานหน้าพิพิธภัณฑ์ Archaeological Museum of Nafplion ตั้งอยู่ Nafplio, Argolis


หนึ่งในซีเควนซ์ Long Take ที่ผมชื่นชอบสุดของหนัง, ยามค่ำคืนคณะการแสดงพยายามหาหนทางหลบหนีออกจากเมืองแห่งนี้ แต่ทว่าท้องถนนภายนอกมีการยิงต่อสู้ระหว่างสองฟากฝั่ง ทีแรกผมครุ่นว่ากลุ่มต่อต้าน vs. Nazi Germany แต่เราก็สามารถเหมารวม EDES (ต่อต้านคอมมิวนิสต์) vs. EAM/ELAS (ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์) ได้ด้วยเช่นกัน!

ระหว่างคณะการแสดงกำลังเดินเลียบริมชายหาด พบเจอกับทหารอังกฤษยกพลขึ้นบก ในตอนแรกเกิดความเข้าใจผิดกันเล็กน้อย ก่อนพวกเขาจะยินยอมทำการแสดงองก์สุดท้าย Tasos/Tassos พบเห็นร่างไร้วิญญาณของ Golfo จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายตาม จากนั้นทุกคนฟื้นคืนชีพขึ้นมาโค้งคำนับ ก่อนเริ่มเริงระบำบทเพลง It’s a Long way To Tipperary แล้วจู่ๆเสียงปืนดังขึ้นจากไหนไม่รู้ ยิงถูกทหารนายหนึ่งล้มลงเสียชีวิต … ความตายในละคอนเวที = ความตายของทหารอังกฤษ
When the Englishman puts an actor’s beret on his head and gives the actor another hat in exchange, he becomes an actor in the play as well. When the British perform on the improvised set or sing “Tipperary,” the actors are the audience. When Golfo is supposed to fall down, dead, a British soldier falls too, killed by a bullet, as if he, at this specific moment, was playing the part of Golfo. Certain acts and events are repeated all through the film and given more than one sense, and the performance of the play is never concluded because it is always interrupted by the political events taking place at the same time.
Theo Angelopoulos

Electra แอบมาพบเจอ Orestes, Pylades และนักกวี (เพื่อนร่วมสาบานทั้งสามอยู่กันพร้อมหน้า) พอค่ำมืดเธอนำทางไปยังสถานที่ทำการแสดง เพื่อให้เขาลงมือเข่นฆ่ามารดา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthos ถูกยิงตายบนเวที โดยที่ผู้ชมครุ่นคิดว่านี่คือการแสดง จึงปรบมือ ส่งเสียงเกรียวกราว ชื่นชมในความสมจริง … เลือนลางระหว่างการแสดง ชีวิตจริง รวมถึงปกรณัมกรีก
ความตายของมารดา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthos ยังสามารถสื่อถึงจุดจบของ Nazi Germany ถูกขับไล่ออกจากผืนแผ่นดิน Greece และพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง


หลังล้างแค้นแทนบิดาสำเร็จ Electra หวนกลับมาโรงแรมห้องพักมารดา สวมใส่ชุดคลุม (ของมารดา) เปิดฟังเพลง Μου το ‘πε η μαργαρίτα (1939)แปลว่า Margarita told me เนื้อร้องรำพันความสับสน กระวนกระวาย เศร้าโศกเสียใจ แต่ใบหน้าของเธอกลับอิ่มเอม สุขกระสันต์ ชัยชนะเล็กๆที่สามารถกำจัดศัตรู/ขับไล่ Nazi Germany ให้พ้นภัยทาง … แต่เธอก็ดีใจอยู่ได้ไม่นาน

เพราะตำรวจลับสวมใส่หน้ากากตัวตลก (คาดเดาไม่ยากว่าคือสมาชิก EDES กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์) เดินทางมาลักพาตัว Electra จากนั้นลงมือข่มขืน กระทำชำเรา พร้อมๆกับสอบปากคำ Orestes และพวกพ้องอยู่แห่งหนไหน? มีใครร่วมรู้เห็น สมรู้ร่วมคิด? แต่เธอกลับตอบแค่หลบหนีขึ้นเขา ไม่บอกอะไรมากกว่านั้น
Electra’s rape is a political act as well. I believe that at the origins of every act of violence there is some kind of sexual impulse. Since Electra is raped in interrogation, the act becomes automatically political
Theo Angelopoulos
หลายคนอาจรู้สึกอึดอัดกับฉากนี้ แต่นี่ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ทางเพศ เราต้องตีความการข่มขืน (Rape) ในเชิงสัญลักษณ์ สะท้อนถึงพฤติกรรมของสมาชิก EDES กลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ใช้การข่มขืน/บีบบังคับ ทัณฑ์ทรมานโดยอีกฝ่ายโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ เพื่อให้ได้รับคำตอบที่ตนเองต้องการ

ภายหลังขับไล่ Nazi Germany ออกจากผืนแผ่นดิน Greece ตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 แทนที่สถานการณ์การเมืองในประเทศจะสงบลง กลับเกิดการปะทะต่อสู้ระหว่างกลุ่มผู้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ (EAM-ELAS) vs. รัฐบาลกรีก จนนำไปสู่เหตุการณ์ Dekemvriana (December Event) ในกรุง Athens ระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1944 – 11 มกราคม ค.ศ. 1945 จากนั้นทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงปลดอาวุธหยุดยิง Treaty of Varkiza ลงนามวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 และละเว้นการลงโทษผู้กระทำความผิด
แต่แทนที่ข้อตกลงปลดอาวุธครั้งนี้จะทำให้ความขัดแย้งยุติลง กลับเป็นการกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวฟากฝั่งตรงข้าม (Red Terror & White Terror) สถานการณ์ตึงเครียด อารัมบทสู่สงครามกลางเมืองกรีกระหว่าง ค.ศ. 1946-49

เมื่อพี่สาว Electra กลับมาห้องพัก น้องสาว Chrysotheme ก็กำลังจะออกไปทำงาน, ผมคาดเดาว่าทั้งสองน่าจะขายบริการให้ชาวตะวันตก/ทหารอเมริกันที่เข้ามาในประเทศ Greece แต่ความน่าสนใจของฉากนี้อยู่ที่บุตรชายกำลังอ่านหนังสือกล่าวถึงยุทธการยิ่งใหญ่ที่สุด Battle of Gravia Inn (1821) ส่วนหนึ่งของสงคราม Greek War of Independence (1821-29) เพื่อแยกตัวออกจาก Ottoman Empire … ราวกับว่าต้องการสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสองพี่น้อง ต้องการแยกจาก ทางใครทางมัน เปรียบเทียบกับสงคราม/ยุทธการ ณ โรงแรมแห่งนี้ Gravia Inn
เกร็ด: ความยิ่งใหญ่ของยุทธการ Battle of Gravia Inn ก็คือทหารกรีก 118 คน สามารถเอาชนะกองทัพ Ottoman (Turks) ที่มีปริมาณกว่า 8,000-9,000 คน

หลังจากที่ Electra โดนข่มขืนไปรอบหนึ่งแล้ว ฉากนี้หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่ตำรวจลับจะแวะเวียนมาสอดแนม สอบถามหาสามสมาชิกกลุ่มต่อต้าน แต่ผมมองว่าครั้งก่อนพวกเขาสวมใส่หน้ากาก (กระทำผิดกฎหมาย) แล้วรอบนี้ไม่มีการปกปิดอะไร (ทำให้มันถูกกฎหมาย) แบบเดียวกับที่ผกก. Angelopoulos อธิบายเหตุการเลือกจุดเริ่มต้น-สิ้นสุดของหนัง ค.ศ. 1939 คือเผด็จการทหารแบบเปิดเผย, ขณะที่ ค.ศ. 1952 ชัยชนะเลือกตั้งของจอมพล George Papadopoulos คงไม่ต่างจากเผด็จการแบบปกปิด (เบื้องหน้าอ้างประชาธิปไตย แต่ยังมีกษัตริย์เป็นประมุข)

น่าจะเป็น Long Take ยาวที่สุดของหนังประมาณ 8:39 นาที เริ่มต้นจาก Electra เดินเข้าห้องโถงเต้นรำ ช่วงแรกๆทั้งสองฟากฝั่งก็เริงระบำกันอย่างสนุกสนาน แต่ไม่รู้อิท่าไหนบังเกิดความขัดแย้ง แบ่งฝั่งฝ่ายซ้าย-ขวา กลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์ (KKE) vs. ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) เกิดการดวลเพลง ตอบโต้กันสุดมันส์ ต่างคนต่างไม่มีใครยอมกัน จนท้ายที่สุด Royalist ชักปืนขึ้นมาข่มขู่ นี่แสดงถึงสันดาน-ธาตุแท้-ตัวตน ไม่พึงพอใจอะไรก็ใช้กำลัง ความรุนแรง กดขี่ข่มเหง กำจัด/ขับไล่พวกผู้เห็นต่างให้พ้นภัยทาง

สมาชิกกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS ที่ไม่ยินยอมปลดอาวุธตามข้อตกลง Treaty of Varkiza จักถูกรัฐบาลใช้กำลังกวาดล้างลงมาจากภูเขา ใครต่อต้านขัดขืนจะถูกตัดศีรษะ นำมาประจานรอบเมือง … นี่คือครั้งสุดท้ายที่ Electra พบเจอ Orestes ขณะยังมีชีวิต เพิ่งถูกจับกุม กำลังจะส่งตัวไปเกาะ Makronissos ใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษการเมือง


Pylades ได้รับการปล่อยตัวเพราะมิอาจทนต่อการถูกทัณฑ์ทรมาน ยินยอมลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ สังเกตว่าตอนพูดเล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้น เขาปฏิเสธหันมาสบตาหน้ากล้อง เหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่าง เงากระจกสาดส่องเข้ามาราวกับกรงขัง ชีวิตนี้คงมิอาจดิ้นหลบหนีความรู้สึกผิด (ที่ได้ทอดทิ้ง Orestes)
สิ่งหนึ่งที่ผมแอบสนใจคือภาพวาดด้านหลัง น่าเสียดายหาข้อมูลไม่ได้ว่านางแบบคือใคร พบเจอเพียงแค่คือหน้าปกนิตยสารรายสัปดาห์ La vie Parisienne ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1923 วาดโดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส Maurice Millière (1871-1946) … แต่มันเคลือบแฝงนัยยะอะไร?? pussy ที่แปลว่าขี้ขลาด/อ่อนแอ?

Chrysotheme แต่งงานกับทหารอเมริกัน มีการจัดงานเลี้ยงเล็กๆริมชายหาด เริงระบำกันอย่างสนุกสนาน แต่ทว่าบุตรชายของเธอกลับแสดงสีหน้าบูดบึงตึง ดูไม่พึงพอใจพ่อใหม่ (บิดาแท้ๆคือใครยังไม่รู้เลยนะ) พอถึงจุดๆหนึ่งดึงผ้าปูโต๊ะ แล้วเดินลาลับไปกับดวงตะวัน
ผมมองผ้าปูโต๊ะเปรียบเสมือนหน้ากากปกปิดใบหน้า (คือมันเอาไว้ปูรองพื้นโต๊ะ ไม่ให้เปลอะเปลื้อนเศษอาหาร) การกระทำของเด็กหนุ่มคือต้องการกระชากหน้ากากตนเอง เลิกเสแสร้ง เล่นละคอนตบตา แสดงออกความรู้สึกแท้จริง ไม่พึงพอใจที่มารดาแต่งงานกับคนนอก … ทหารอเมริกัน เคลือบแฝงนัยยะของการเข้ามาแทรกแซง อิทธิพลชาติตะวันตกต่อประเทศ Greece ภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง


นักกวี หลังจากถูกจับ คุมขัง ทัณฑ์ทรมาน แต่ด้วยสภาพร่างกายเจ็บป่วยอิดๆออดๆ เลยได้รับการละเว้นโทษ ลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ นั่นทำให้เขาตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง อัดอั้นอารมณ์เกรี้ยวกราด (เปรียบเทียบดั่งลมพายุคลั่งในท้องทะเล “raging open sea”) บังเกิดปมด้อย Trauma ขึ้นภายในจิตใจ แม้ยังมีภาพวาด Karl Marx แปะอยู่บนฝาผนัง แต่ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร หมดสิ้นสูญอุดมการณ์ ตอบรับเข้าร่วมคณะการแสดงเพียงเพราะคืออาชีพเก่า สามารถเอาตัวรอดไปวันๆ

ด้วยความที่ Orestes ปฏิเสธลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1949 ถือเป็นจุดสิ้นสุดสงครามกลางเมืองกรีก และเมื่อ Electra นำศพน้องชายมาฝัง ระหว่างกำลังกลบดินคณะการแสดงจะมีการปรบมือ มองผิวเผินอาจดูเหมือนชื่นชมในอุดมการณ์อันแน่วแน่ แต่เราสามารถเลือนลางกับบทบาทการแสดง (ความตายของ Tasos/Tassos) ได้ด้วยกระมัง


ขณะที่มารดา Chrysotheme ไม่รู้หายหัวไปกับทหารอเมริกัน? บุตรชายที่เติบใหญ่ได้กลายเป็นนักแสดงหน้าใหม่ รับบทบาท Tasos/Tassos กำลังจะขึ้นการแสดงบทเวทีครั้งแรก! แต่นั่นทำให้ Electra (รับบท Golfo) จู่ๆเอ่ยชื่อน้องชายผู้ล่วงลับ Orestes อาจเพราะใบหน้าเหมือนด้วยส่วนหนึ่ง และความครุ่นคิดถึงเป็นส่วนใหญ่ … หรือจะมองว่าเป็นการส่งต่ออุดมการณ์นักต่อต้านสู่คนรุ่นใหม่ก็ได้กระมัง
ผมมาขบครุ่นคิดถึงการเติบโตของตัวละครนี้ พบว่ามีความใกล้เคียงผกก. Angelopoulos เกิดปี ค.ศ. 1935 เรื่องราวขณะนี้ดำเนินสู่ปี ค.ศ. 1952 อายุ 17 นั่นแสดงว่าเราสามารถมองเด็กหนุ่มคือตัวตายตัวแทน สิ่งต่างๆแสดงออกล้วนสะท้อนมุมมองคิดเห็นของเขาออกมาตรงๆได้เลยละ!

คุณสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างภาพแรก-สุดท้ายของหนังหรือไม่ (ไม่นับตอนแนะนำการแสดง Golfo the Shepherdess)
- ภาพแรกของหนัง คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio เมื่อปี ค.ศ. 1952 พวกเขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ไม่ได้หลับนอนมาสองวัน ท้องฟ้าดูอึมครึม ไร้แสงสีสัน กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลัง รถซาเล้งขับผ่านไป
- ภาพสุดท้ายของหนัง คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio เมื่อปี ค.ศ. 1939 พวกเขาดูร่าเริงสดใส (กว่าตอนต้นเรื่อง) เริ่มต้นวันเช้าใหม่ ท้องฟ้าสว่างไสว กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหา รถจักรยานแล่นผ่านไป


ตัดต่อโดย Takis Davlopoulos, Giorgos Triandafyllou
หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองคณะการแสดง (The Travelling Players) เริ่มต้นปี ค.ศ. 1952 เดินทางมาถึงเมือง Aigio ก้าวเดินหาที่พักค้างแรม (ได้ยินเสียงชักชวนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos วันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1952) แล้วจู่ๆย้อนเวลากลับไปเดือนเมษายน ค.ศ. 1939 ได้ยินเสียงประกาศ Joseph Goebbels พร้อมผู้นำเผด็จการ Ioannis Metaxas กำลังจะแวะเวียนมาเมืองแห่งนี้
จากนั้นเรื่องราวจะดำเนินเป็นเส้นตรงไปข้างหน้า คณะการแสดงพานผ่านสงครามโลกครั้งที่สอง สงครามกลางเมือง (บางครั้งมีแทรกภาพหาเสียงเลือกตั้ง ค.ศ. 1952 ขึ้นมาแวบหนึ่ง) รวมถึงยุคสมัยแห่งการฟื้นฟู (The Reconstruction) จากเคยมีสมาชิกนับสิบ ค่อยๆสูญเสีย ถูกทรยศหักหลัง ฆ่าล้างแค้น จนแทบไม่หลงเหลือใคร ก่อนช่วงท้ายถึงกลับมารวมกลุ่มใหม่ แล้วสิ้นสุดหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ฉายภาพคณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio เมื่อปี ค.ศ. 1939
- Opening Credit & แนะนำการแสดง Golfo the Shepherdess
- เริ่มต้นปี ค.ศ. 1952 คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio
- ก้าวเดินหาโรงแรมที่พัก ได้ยินเสียงชักชวนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos
- Metaxas Dictatorship
- ย้อนเวลามาปี ค.ศ. 1939 ระหว่างกำลังรับประทานอาหาร Aegisthos แสดงความขัดแย้งกับ Pylades
- เข้าพักโรงแรม ซักซ้อมการแสดง Golfo the Shepherdess
- ยามค่ำคืน Electra แอบพบเห็นมารดา Clytemnestra ร่วมรักกับ Aegisthos
- Orestes ได้รับลาพัก 48 ชั่วโมง จึงแวะเวียนมาเยี่ยมครอบครัวและพี่สาว
- Orestes, Pylades และเพื่อนอีกคน เดินเลียบทางรถไฟ สำแดงอุดมการณ์นักต่อสู้
- คณะการแสดง ร้อง-เล่น-เต้น เชื้อเชิญมารับชมการแสดง
- การแสดงเริ่มต้นได้ไม่นาน Pylades ถูกตำรวจลับไล่จับกุมตัว
- Pylades ถูกส่งขึ้นเรือ เนรเทศออกนอกประเทศ
- คณะการแสดงเก็บข้าวเก็บของ ตระเตรียมออกเดินทาง แต่ทุกคนดูเหมือนจะรับรู้ว่า Aegisthos คือต้นสายปลายเหตุให้ Pylades ถูกเนรเทศ
- บนขบวนรถไฟ Agamemnon เดินเข้ามาพูดคุยกับผู้ชม เล่าประวัติของตนเอง อพยพมาจาก Asia Minor พบเจอความยากลำบากในการปรับตัวใช้ชีวิตในประเทศ Greece
- World War 2 และ Axis Occupation
- การรุกรานของ Fastcist Italy
- เดินทางมาถึงเมืองแห่งใหม่ ได้รับการต้อนรับจากขบวนพาเรด
- ก่อนเริ่มการแสดงมีกล่าวถึงการรุกรานของ Fascist Italy ในปี ค.ศ. 1940 แล้วพอทำการแสดงได้นาน ได้ยินเสียงเครื่องบินโจมตีทางอากาศ
- Agamemnon อาสาสมัครทหารเข้าร่วมสู้รบสงคราม พอแจ้งข่าวกับภรรยา Clytemnestra แสดงทีท่าไม่พึงพอใจ แต่หลังเขาจากไปชู้รัก Aegisthos แอบเข้ามาหา
- Electra ปฏิเสธร่วมรักกับนายทหารหนุ่ม
- การยึดครองของ Nazi Germany
- ระหว่างคณะการแสดงกำลังก้าวเดินกลับที่พัก รถหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos ค.ศ. 1952 แล่นผ่านไป ก่อนสวนกลับมาด้วยรถของ Nazi Germany
- Nazi Germany เข้ายึดครอง Greece
- Aegisthos เป็นสายให้กับ Nazi แจ้งจับกุม Agamemnon ถูกยิงเป้าเสียชีวิต
- Clytemnestra กับ Aegisthos จึงอยู่กันอย่างเปิดเผย
- Electra แอบพบเจอกับ Pylades ที่สามารถหลบหนีออกจากเรือนจำ กำลังจะเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS
- Chrysothemis (น้องสาวของ Electra) ยินยอมขายบริการเพื่อแลกกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- กองทัพสหราชอาณาจักรยกพลขึ้นบก ร่วมกับกลุ่มต่อต้านขับไล่ Nazi Germany
- คณะการแสดงออกเดินทางสู่หมู่บ้านชนบท ร้อง-รำ-ทำเพลง แต่พอมาถึงหมู่บ้านพบเห็นคนผูกคอฆ่าตัวตายเลยตกอยู่ในความเงียบงัน
- คณะการแสดงถูกทหาร Nazi จับกุมตัว ขณะทั้งหมดกำลังจะยิงเป้า พอดิบพอดีกลุ่มต่อต้าน+ทหารอังกฤษมาช่วยไว้ได้ทัน
- การเผชิญหน้าระหว่าง Nazi vs. กลุ่มต่อต้าน + ทหารอังกฤษ
- ระหว่างคณะการแสดงเดินเลียบริมชายหาด พบเจอทหารอังกฤษ เลยทำการแสดงให้กับพวกเขา
- ชัยชนะสงคราม แต่กำลังนำสู่ความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS vs. EDES
- คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง
- หลังการแสดง Electra แอบมาพบเจอ Orestes (และผองเพื่อน) ยามค่ำคืนนำทางไปล้างแค้นมารดา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthos
- Electra กลับมาห้องพัก ก่อนถูกลักพาตัวโดย EDES ลงมือข่มขืนเพื่อให้เปิดเผยรายละเอียดของกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS
- Electra ถูกทิ้งริมแม่น้ำ ฟื้นตื่นขึ้นมาพูดคุยกับผู้ชม เล่าถึงจุดจบของสงคราม แต่กลับนำไปสู่หายนะครั้งใหม่
- การรุกรานของ Fastcist Italy
- Greek Civil War
- รัฐบาลเรียกร้องให้กลุ่มต่อต้านปลดอาวุธ
- Chrysothemis ออกไปทำงานขายบริการ พี่สาว Electra ทอดทิ้งบุตรชายให้ดูแล
- ตำรวจลับยังคงระรังควาน Electra ต้องการติดตามหา Orestes และผองเพื่อน
- Electra เดินทางมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พบเห็นการดวลเพลงระหว่างฝั่งซ้าย vs. ขวา, กลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์ (KKE) vs. ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist)
- ระหว่างกลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์(ที่ถูกขับไล่ออกนอกร้าน)กำลังร้องเพลงต่อต้านกษัตริย์ พานผ่านการหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos เมื่อปี ค.ศ. 1952
- กลุ่มผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ถูกไล่ล่า เข่นฆ่า
- Electra พบเห็น Orestes ถูกจับกุมตัว
- Pylades ได้รับการปล่อยตัว พูดเล่าเหตุการณ์ในเรือนจำ ถูกทัณฑ์ทรมาน จนต้องยินยอมลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์
- After the War: The Reconstruction
- Chrysothemis แต่งงานกับทหารอเมริกัน
- Pylades และ Electra เดินทางไปพบเจอเพื่อนกลุ่มต่อต้านอีกคน ชักชวนมาร่วมเปิดคณะการแสดงอีกครั้ง
- Electra เดินทางไปเยี่ยมเยียน Orestes ในเรือนจำ แต่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต
- คณะการแสดงฝังศพของ Orestes
- เริ่มต้นการแสดงชุดใหม่
- ปัจฉิมบท, ค.ศ. 1939 คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio
ถ้าหนังดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงเพียงอย่างเดียวคงน่าเบื่อเกินไปกระมัง มันจึงมีอยู่สองสามครั้งปรากฎภาพ/ได้ยินเสียง ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ว่าคือเหตุการณ์ปี ค.ศ. 1952 แทรกเข้ามาระหว่างเรื่องราว(ในอดีต)กำลังดำเนินไป แถมรวมอยู่ในช็อตเดียวกันด้วยนะ
- ครั้งแรกที่มีการกระโดดข้ามเวลา คณะการแสดงก้าวเดินจากสถานีรถไฟ พานผ่านป้ายประกาศหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos ค.ศ. 1952 → จากนั้นมีตัดภาพอีกทิศทาง พบเห็นคณะการแสดงเดินถึงจัตุรัสกลางเมือง ก่อนได้ยินเสียงป่าวประกาศการมาถึงของ Joseph Goebbels เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1936
- ผมแอบเสียดายช็อตนี้น่าจะทำเป็น Long Take ไปเลย! คือให้กล้องแพนนิ่งนำไปก่อน แล้วแอบสลับคณะการแสดงชุดใหม่ → เก่า ก็เป็นการย้อนเวลาได้แล้วละ!
- รถหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos ค.ศ. 1952 วิ่งผ่านหน้ากล้องเลียบทางรถไฟลับหายไป แต่รถสวนกลับมาคือ Mercedes-Benz 770 รถหรูของเจ้าหน้าที่ระดับสูง Nazi Germany ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
- ก่อนหน้านี้ดวลเพลงในร้านวันปีใหม่ ค.ศ. 1946 แต่ฉากถัดมาพบเห็นสมาชิกกลุ่ม Organization X องค์กรฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) ระหว่างก้าวเดินไปตามท้องถนน ร่วมกันขับร้องบทเพลง We will not fall with weapons (Hymn of Organization X) แล้วจู่ๆพานผ่านบริเวณหาเสียงเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี George Papadopoulos ค.ศ. 1952



และมันจะมีอยู่สามครั้งที่นักแสดงหันมาจ้องหน้า สบตา พูดคุยหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” (หรือที่ผกก. Angelopoulos เรียกว่า Monologue) ซึ่งเรื่องเล่าของพวกเขาถือเป็นบทสรุปช่วงเวลาต่างๆของหนัง (พูดถึงเหตุการณ์ที่สามารถใช้อธิบายช่วงเวลาขณะนั้นๆ) ซึ่งมักสำแดงอคติต่อต้านรัฐบาล หรือพวกฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist)
- Agamemnon เล่าย้อนไปเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1922 ตอนอพยพจาก Asia Minor (Turkey) สู่ประเทศ Greece พบเจออดีตราชวงศ์ (Turk?) พร่ำเพ้อว่าสักวันจักได้ผืนแผ่นดินกลับคืนมา
- Electra หลังถูกข่มขืน นำมาปล่อยทิ้งไว้ข้างสะพาน ลุกขึ้นมาเล่าเหตุการณ์จราจลเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944 ที่ทำให้เธอหมดความเชื่อมั่นต่อฝากฝั่งรัฐบาล ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist)
- Pylades หลังได้รับการปล่อยตัว เล่าเหตุการณ์บังเกิดขึ้นตั้งแต่โดนจับกุมเมื่อปี ค.ศ. 1947 ถูกทัณฑ์ทรมาน จำยินยอมลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ แสดงเจตจำนงค์ว่าฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist)



เพลงประกอบโดย Loukianos Kilaidonis, Λουκιανός Κηλαηδόνης (1943-2017) นักร้อง/นักแต่งเพลง สัญชาติ Greek เกิดที่ Kypseli, Athens โตขึ้นร่ำเรียนสถาปนิก Aristotle University of Thessaloniki ก่อนย้ายมา National Technical University of Athens แต่หลังเรียนจบผันตัวสู่วงการเพลง เริ่มต้นทำเพลงประกอบละคอนเวที Our city (1970), จากนั้นมีทั้งเพลงคำร้อง ประกอบละคอน โทรทัศน์ ภาพยนตร์ อาทิ The Travelling Players (1975), The Hunters (1977) ฯ
คณะการแสดงชุดนี้จะมีนักดนตรีแอคคอร์เดียน รับบทโดย Giannis Fyrios แต่บรรเลงโดย Andreas Chekouras ใช้เป็นเครื่องดนตรีหลักของหนัง ดังขึ้นไม่ใช่แค่ระหว่างทำการแสดงบทเวที ยังแทบทุกช่วงเวลาชีวิต ขณะเดินทาง ดื่มด่ำสังสรรค์ รำพันความเศร้าโศกเสียใจ ฯ
สำหรับ Main Theme ชื่อว่า ΓΙΑΞΕΜΠΟΡΕ อ่านว่า Giaxebore หรือ Giaxe(p)ore เรียบเรียงจากบทเพลงเก่าๆของคณะการแสดง (Old Troupe Song) ในหนังจะมีฉบับขับร้อง-เล่น-เต้น แต่งเนื้อร้องขึ้นใหม่โดย Nikos Gatsos, Theo Angelopoulos และ Loukianos Kilaidonis
เกร็ด: Giaxebore คือคำทักทายภาษาอิตาเลี่ยนของนักแสดงตลก และพิธีกรรายการวาไรตี้โชว์ในประเทศ Greece หมายความว่า “Hello, my love”
หนังไม่ได้มีแค่บทเพลงบรรเลงจากแอคคอร์เดียนเท่านั้น! Kilaidonis ยังกล่าวว่า “Each song’s choice was a symbol of the genre it belongs to and the situation it expresses.” ได้ยินบทเพลงโฟล์ค/พื้นบ้าน (Folk & Traditional Song), เพลงทหาร/กลุ่มต่อต้าน (Military & Guerrilla Songs), รวมถึงเพลงป็อป สวิง ที่ได้รับความนิยมใน Greece และต่างประเทศ ฯ ซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะ ‘diegetic music’ ดังล่องลอยมาจากสักแห่งหนไหน
เมื่อตอนทหารอังกฤษรับชมการแสดงอยู่ริมชายหาด จากนั้นขอให้นักแอคคอร์เดียนบรรเลงบทเพลง It’s a Long way To Tipperary (1912) แต่งโดย Harry Williams & Jack Judge ดั้งเดิมนั้นเป็นเพลงแนว Music Hall สำหรับร้อง-เล่น-เต้นในห้องโถง ก่อนกลายเป็น Patriotic Song จนเรียกได้ว่า Marching Anthem
แซว: ตอนที่บทเพลงนี้ดังขึ้น “It’s a long, long way to go…” หนังเพิ่งพานผ่านครึ่งเรื่องมาไม่นาน (ประมาณสองชั่วโมง) มันช่างเยิ่นยาวนาน และอีกยาวไกลกว่าจะจบสิ้น!
หลังจาก Electra ล้างแค้นแทนบิดาได้สำเร็จ หวนกลับมาที่ห้อง เปิดแผ่นเสียงบทเพลงจังหวะแทงโก้ Μου το ‘πε η μαργαρίτα (1939) อ่านว่า Mou to ‘pe i margarita แปลว่า Margarita told me แต่งโดย Sosos Ioannidis, คำร้องโดย Kostas Kofiniotis, ขับร้องโดย Kakia Mendri, รำพันความสับสน กระวนกระวาย หลังเขาไม่ตามเวลานัดหมาย จนกลายเป็นห่อเหี่ยวสิ้นหวัง
| ต้นฉบับ Greek | คำแปลจาก Grok |
|---|---|
| Στο περιβόλι τ’ ανθισμένο πάλι χθες στο ραντεβού μας για να ‘ρθεις σε καρτερούσα γιομάτος πόθο και λαχτάρες τρυφερές κι όλο το δρόμο που θα ‘ρχόσουνα κοιτούσα Μα όπως αργούσες για να ‘ρθεις και μια στιγμή που την καρδιά μου έδερνε η ανησυχία μια μαργαρίτα έκοψα για να μου πεις αν νοιώθεις έρωτα για μένα ή λατρεία Μου το ‘πε η μαργαρίτα πως δεν μ’ αγαπάς μου το ‘πε πως δεν με λατρεύεις γι’ αυτό τη λύπη μόνο μου σκορπάς όσο θερμά κι αν με χαϊδεύεις Άδικα τώρα μες τα μάτια με φιλάς δεν σε πιστεύω σου το λέω μου το ‘πε η μαργαρίτα πως δεν μ’ αγαπάς γι’ αυτό απελπισμένος κλαίω | In the blooming garden, yesterday again I waited for you at our rendezvous Full of desire and tender yearnings And kept watching the road you’d come by But as you were late to arrive, and for a moment When anxiety was pounding in my heart I plucked a daisy to tell me If you feel love for me or adoration The daisy told me that you don’t love me It told me that you don’t adore me That’s why you only bring me sorrow No matter how warmly you caress me In vain now, you kiss me in the eyes I don’t believe you, I tell you The daisy told me that you don’t love me That’s why I weep in despair |
ฉากการดวลเพลงวันปีใหม่ ค.ศ. 1946 ระหว่างฝั่งซ้าย vs. ขวา, กลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์ (KKE) vs. ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) ด้วยความที่มันมีรายละเอียดซับซ้อนมาก แถมเป็นภาษากรีก ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หาข้อมูลได้ยากยิ่งนัก เลยเลือกมาแค่บางบทเพลง เริ่มต้นด้วย Εγώ Θα Σ’ Αγαπώ Και Μη Σε Νοιάζει (แปลว่า I will love you, and don’t worry) (1948) แต่งโดย Mouzakis Giorgos, เนื้อร้องโดย Kofiniotis Kostas & Mouzakis Giorgos, ขับร้องโดย Nena Menti (มารับเชิญขับร้องบทเวที)
| ต้นฉบับ Greek | คำแปลจาก Grok |
|---|---|
| Χρόνια τώρα κάνουμε παρέα κι είμαστε ζευγάρι ταιριαστό και στο πείσμα όλου του κόσμου που κακό έχει σκοπό δεν θα πάψω ούτε στιγμή να σ’αγαπώ Εγώ θα σ’αγαπώ και μη σε νοιάζη και θα σου χτίσω μιά μικρή φωλιά κι όταν το σούρουπο θα σ’ αγκαλιάζη θα ζευγαρώνουμε σαν δυό πουλιά Σαν μου λεν’ να φύγω από κοντά σου πιό καλά ο ήλιος να σβηστή σ’ έχω τόσο συνηθίσει, σ’ αγαπώ τόσο πολύ άστον κόσμο κι έλα δος μου ένα φιλί | For years now, we’ve been together And we’re a perfectly matched pair And despite the whole world’s malice That aims to do us harm I’ll never stop, not for a moment, loving you I will love you, and don’t you worry And I’ll build you a little nest And when the twilight embraces you We’ll pair up like two birds When they tell me to leave your side I’d rather the sun go out I’m so used to you, I love you so much Forget the world and come, give me a kiss |
จากนั้นทั้งสองฟากฝั่งก็ร้องเพลงโต้ตอบกันไปมา
[ขับร้องโดยกลุ่มผู้ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์]
The cannons of the English
And the New Decree
Put the guerillas on the run
Like rabbits
(chorus)
Made the red bear take to the mountains
O, you brave King!
[ขับร้องโดยกลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์]
We’re not scared of the Englsh cannons
And not of Scobie’s New Decree
(chorus)
We’ve writen it with blood in Syntagma
Freedom, not occupation (twice)
[ขับร้องโดยกลุ่มผู้ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์]
This is how we want it
And we’ll bring Him [back]
The King, the King
Who will bring us freedom
(chorus)
This is how we want it
And we’ll bring Him [back]
The King, the King
Who will bring us freedom
[ขับร้องโดยกลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์]
(chorus:)
Youpee yah yah, youpee youpee yah
We do not want the King
We want people’s power
And the people’s win
Youpee yah yah, youpee youpee yah
[ขับร้องโดยกลุ่มผู้ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์]
(chorus:)
Youpee yah yah, youpee youpee yah
The boys of the Security Battalions
Hand in hand with the English
And the boys from Khi
Will take over until Moscow
(repeat from Hand in hand)
จากนั้นกลุ่มผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ พร้อมวงดนตรีด้านหลัง ช่วยกันขับร้อง-เริงระบำบทเพลง Το πουλί หรือชื่อเต็มๆ Το πουλί του Σκόμπι (1944) อ่านว่า To pouli tou Skobi แปลว่า The Bird of Scobie แนว Satirical Folk Song สำหรับล้อเลียนนายพลอังกฤษ Ronald Scobie เข้ามาช่วยขับไล่ Nazi Germany ออกจากประเทศ Greece จากนั้นพยายามกดขี่ข่มเหงกลุ่มต่อต้าน EAM-ELAS ที่อยู่ฟากฝั่งตรงกันข้าม … ไม่รู้ว่านี่คือเพลงโปรดของผกก. Angelopoulos หรือเปล่า? ได้ยินในผลงานอื่นๆบ่อยครั้งทีเดียว
Scobie’s birdy is now all knotty knotty
And he took out a Decree to get over it
In Kolonaki he’s searching for boys
Scobie’s birdy is now all knotty knotty
And if the knots get untied
What will happen, Scobie, with English policy?My general Scobie, more knots are to come
Do a thousand tricks, gather the arms
Bring back a King, you will not make it
The people do not accept fascism by family
[The people] will rise again
And lift their head above English policy
และเมื่อฟากฝั่งผู้ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) มิอาจอดรนทนอีกต่อไป ชักปืนขึ้นมายิง ขับไล่พวกคอมมิวนิสต์ออกจากร้าน จากนั้นบีบบังคับวงดนตรีเล่นบทเพลง Γύρνα ξανά (1944) อ่านว่า Gyrna Xana แปลว่า Come back again ผมหารายละเอียดไม่ได้ว่าใครแต่ง แต่เนื้อร้องคือคำเรียกร้องขอให้ King George II อดีตกษัตริย์พระองค์ก่อนที่ขณะนั้นลี้ภัยอยู่ Egypt หวนกลับคืนสู่ Greece
Come back,
to your old nest, King
your people are asking for you,
come back.And when you return,
you will not find any communists here,
national guards will be the sentinels,
come back.
ปล. King George II ได้หวนกลับประเทศ Greece เมื่อปี ค.ศ. 1946 แต่ก็มีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ส่งราชบัลลังก์ต่อให้น้องชาย King Paul ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1947-64
Organization X คือชื่อองค์กรฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) ระหว่างก้าวเดินไปตามท้องถนน ร่วมกันขับร้องบทเพลง Με όπλα δεν θα χύσουμε (Ύμνος οργάνωσης Χ) อ่านว่า Me opla den tha hysoume (Ymnos organosis X), แปลว่า We will not fall with weapons (Hymn of Organization X), ในหนังมีเนื้อร้องแค่ประมาณ 1/3 ซึ่งส่วนที่เหลือเหมือนว่าจะสูญหายไป
We shall not shed a drop of Greek blood,
only the traitorous blood of rebels and communists,
so that Greece can be saved.You will have to choose between two camps.
On the one side an assortment of suspicious persons
and secret agents working for Moscow.
ระหว่างงานแต่งงานของ Chrysothemis (น้องสาวของ Electra) เริ่มต้นด้วยบทเพลง Mona Lisa (1949) แต่งโดย Ray Evans & Jay Livingston, ขับร้องโดย Nat ‘King’ Cole เนื้อร้องได้แรงบันดาลใจจากภาพวาด Leonardo da Vinci: Mona Lisa ใช้ประกอบภาพยนตร์ Captain Carey, U.S.A. (1949) คว้ารางวัล Oscar: Best Original Song
Mona Lisa, Mona Lisa
Men have named you
You are so like the lady with the mystic smileIs it only cause you’re lonely
They have blamed you
For that Mona Lisa strangeness in your smile
Do you smile to tempt a lover, Mona Lisa
Or is this your way to hide a broken heart
Many dreams have been brought to your doorstep
They just lie there, and they die there
Are you warm, are you real Mona Lisa
Or just a cold and lonely, lovely work of artDo you smile to tempt a lover, Mona Lisa
Or is this your way to hide a broken heart
Many dreams have been brought to your doorstep
They just lie there, and they die there
Are you warm, are you real Mona Lisa
Or just a cold and lonely, lovely work of artMona Lisa, Mona Lisa
จากนั้นต่อด้วย Κοντούλα λεμονιά อ่านว่า Kontoula lemonia แปลว่า Little Lemon Tree (คำว่า λεμονιά, lemonia ภาษากรีกยังแปลว่า Feminine) บทเพลงพื้นบ้าน/ท้องถิ่น Epirus ขับร้องโดย Nina Papazaphiropoulou, ผมเคยกล่าวถึงใน The Reconstruction (1970) และตลอดทั้ง Trilogy of History ล้วนได้ยินบทเพลงนี้
My little lemon tree, laden with lemons,
Vissani woman,
I didn’t see you last night and fell sick,
No doctor did I call.When did you grow tall, sprouting branches?
You made me lovesick,
And no doctor did I call.Lower your branches, let me pick a lemon,
Delvinaki maiden,
Your longing made me ill.To squeeze its juice, to drink, to ease my pain,
Your kiss left me sick,
And no doctor did I call.
ทิ้งท้ายกับบทเพลง Αστα Τα Μαλλάκια Σου อ่านว่า Asta Ta Mallakia Sou แปลว่า Let Your Hair Down แต่งโดย Mihalis Souyoul & Alekos Sakellarios & Hristos Giannakopoulos, ฉบับในหนังขับร้องโดย Giannis Fyrios ดังล่องลอยจากไหนไม่รู้ ราวกับสายลมปลิดปลิวเส้นผม สัญลักษณ์แทนอิสรภาพของคนหนุ่มสาว (Youthful Freedom) และรำพันถึงความเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา (Acknowledging the inevitability of Aging and Loss)
| ต้นฉบับ Greek | คำแปลจาก Grok |
|---|---|
| Άσ’ τα τα μαλλάκια σου ανακατωμένα Άσ’ τα ν’ ανεμίζουνε στην τρελή νοτιά Τώρα που τα νιάτα σου είν’ ολανθισμένα Άσ’ τα τα μαλλάκια σου ανακατωμένα Τη γαλάζια θάλασσα κοίτα την πλατιά Κι άστα ν’ ανεμίζουνε στην τρελή νοτιά Άσ’ τα τα μαλλάκια σου ανακατωμένα Άσ’ τα ν’ ανεμίζουνε στην τρελή νοτιά Ήρθε τώρα η άνοιξη θα ‘ρθει καλοκαίρι Κι ύστερα φθινόπωρο θα ‘ρθει σκυθρωπό Στον τρελό τον ώμο σου σ’ άπλωνα το χέρι Ήρθε τώρα η άνοιξη θα ‘ρθει καλοκαίρι Θα σου πουν χίλιεσ φορέσ χίλια σ’ αγαπώ Κι ύστερα φθινόπωρο θα ‘ρθει σκυθρωπό Άσ’ τα τα μαλλάκια σου ανακατωμένα Άσ’ τα ν’ ανεμίζουνε στην τρελή νοτιά Θα ‘ρθει αλίμονο καιρόσ άκου με και μένα Που δε θα ‘χεισ κόκκινα χείλη σαν φωτιά Θα ‘χεισ τότε τα μαλλιά καλοχτενισμένα Θα ‘ρθει αλίμονο καιρόσ άκου με και μένα Που θα σβήσει η λάμψη αυτή που ‘χεισ στη ματιά Και δε θα ‘χεισ κόκκινα χείλη σαν φωτιά Άσ’ τα τα μαλλάκια σου ανακατωμένα Άσ’ τα ν’ ανεμίζουνε στην τρελή νοτιά | Let your hair be all tousled Let it flutter in the wild south wind Now that your youth is in full bloom Let your hair be all tousled Look at the wide blue sea And let it flutter in the wild south wind Let your hair be all tousled Let it flutter in the wild south wind Spring has come now, summer will follow And then autumn will arrive, all gloomy On your wild shoulder, I reached out my hand Spring has come now, summer will follow They’ll tell you a thousand times, a thousand “I love you”s And then autumn will arrive, all gloomy Let your hair be all tousled Let it flutter in the wild south wind A time will come, alas, listen to me too When you won’t have red lips like fire Then you’ll have your hair neatly combed A time will come, alas, listen to me too When the sparkle in your eyes will fade And you won’t have red lips like fire Let your hair be all tousled Let it flutter in the wild south wind |
The Travelling Players (1975) นำเสนอเรื่องราวของคณะการแสดง ออกเดินทางไปทำการแสดงยังชนบท ต่างจังหวัด ทั่วประเทศ Greece ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1939-52 ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆ พานผ่านช่วงเวลา Metaxas Dictatorship (1936-41), World War 2 & Axis Occupation (1940-44), Greek Civil War (1946-49) และ After the War: The Reconstruction (1950-67)
ไม่ใช่แค่การเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงภายนอก เศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองของประเทศ Greece, คณะการแสดงชุดนี้ยังต้องประสบปัญหาภายในมากมาย ผู้ก่อตั้งคณะ Agamemnon ค่อนข้างปล่อยปละเลย ไม่ค่อยสนใจภรรยา Clytemnestra จู่ๆอาสาสมัครทหาร ออกเดินทางไปรบกับ Fascist Italy นั่นทำเธอแอบคบชู้กับ Aegisthos พอเขาหวนกลับมาก็แจ้งข่าว Nazi Germany ทำให้เขาถูกจับกุม ยิงเป้า แล้วไต่เต้าขึ้นเป็นเจ้าของคณะการแสดง สร้างความอาฆาตแค้นต่อบุตรสาว Electra แอบติดต่อน้องชาย Orestes (และผองเพื่อน)ที่เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน (EAM-ELAS) ให้มาเข่นฆ่าล้างแค้นแทนบิดา
แน่นอนว่าสารพัดปัญหาภายใน ล้วนสะท้อนช่วงเวลาที่พวกเขาพานผ่านมา ซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบคณะการแสดง (The Travelling Players) ในเชิงมหภาคกับประเทศ Greece
- Aegisthos เป็นสายให้ตำรวจลับในช่วงเผด็จการ Metaxas ติดตามจับกุมตัว Pylades แล้วเนรเทศออกนอกประเทศ
- Agamemnon อาสาสมัครทหาร เดินทางไปรบกับ Fascist Italy ในช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง
- Aegisthos เป็นสายให้ Nazi Germany แจ้งจับกุม Agamemnon เพื่อตนเองจะได้เป็นเจ้าของคณะการแสดง ครองรักภรรยา Clytemnestra และยึดครองประเทศ Greece ช่วงระหว่าง Axis Occupation
- Electra และน้องชาย Orestes ลงมือล้างแค้นแทนบิดา = การยกพลขึ้นบกของสหราชอาณาจักร ร่วมมือกับกลุ่มต่อต้าน EDES ขับไล่ Nazi Germany ออกจากผืนแผ่นดิน Greece
- Chrysotheme แยกทางกับพี่สาว Electra สะท้อนความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มต่อต้าน ดวลเพลงระหว่างฝั่งซ้าย vs. ขวา, กลุ่มสนับสนุนคอมมิวนิสต์ (KKE) vs. ฝักใฝ่อังกฤษ/นิยมกษัตริย์ (Royalist) นำไปสู่สงครามกลางเมือง
- Chrysotheme แต่งงานกับทหารอเมริกัน สะท้อนอิทธิพลจากชาติตะวันตก (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) เข้ามามีบทบาทต่อชาวกรีกช่วงหลังสงคราม(กลางเมือง)
- โชคชะตาของสามนักต่อต้าน สามารถสะท้อนถึงจุดจบสงครามกลางเมืองที่แท้จริง
- Orestes ถูกตัดสินประหารชีวิตในเรือนจำ
- Pylades ลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงได้รับการปล่อยตัว
- นักกวี ด้วยปัญหาสุขภาพเลยได้รับการปล่อยตัว แต่ก็มีอาการ Trauma ติดตามมา
มาถึงจุดที่หลายคนอาจเฝ้ารอคอย การเปรียบเทียบเรื่องราวของหนังกับปกรณัมกรีก ครอบครัวต้องคำสาป House of Atrides, ผกก. Angelopoulos ทำการดัดแปลงแบบหลวมๆ เพียงเพื่อให้ผู้ชมเห็นภาพประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เรื่องพรรค์นี้เคยเกิดขึ้นเมื่อโบราณกาล ปัจจุบันกลับแทบไม่มีอะไรแตกต่าง
- Agamemnon กษัตริย์แห่ง Mycenae หลังเดินทางกลับจากสงคราม Trojan War ถูกลอบสังหารโดยภรรยา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthus
- ในหนัง Agamemnon คือผู้ลี้ภัยจาก Asia Minor อาสาสู้รบสงครามกับ Fascist Italy ต่อด้วยเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน Nazi Germany ก่อนถูกทรยศหักหลังโดย Clytemnestra และชู้รัก Aegisthos (Aegisthos เป็นสายให้กับ Nazi Germany)
- Electra โน้มน้าวน้องชาย Orestes ล้างแค้นให้กับบิดา ลงมือเข่นฆ่ามารดา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthus
- Orestes (และผองเพื่อน) อาสาสมัครเข้าร่วมกองทัพ ELAS วันหนึ่งติดตามน้องสาว Electra จ่อยิงมารดาและชู้รักบนเวทีการแสดง
- Chrysothemis น้องสาวของ Electra ที่มีอุปนิสัยตรงข้ามกับพี่ ไม่ได้รู้สึกอาฆาตแค้นมารดา Clytemnestra และชู้รัก Aegisthus แถมให้การยินยอมรับอีกต่างหาก (Pragmatic and Submissive) ปฏิเสธเข้าร่วมแผนการ สนเพียงความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง
- ช่วงสงคราม Chrysothemis กลายเป็นโสเภณี และภายหลังแต่งงานกับทหารอเมริกัน
- Pylades คือเพื่อนสนิทของ Orestes เป็นคนซื่อสัตย์ จงรักภักดี ยึดถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และยังช่วยพูดโน้มน้าว เตือนสติ ระหว่างล้างแค้น Clytemnestra และชู้รัก Aegisthus
- ในหนัง Pylades ถูกเนรเทศตอนรัฐบาลเผด็จการทหาร Metaxas, จากนั้นเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน ELAS ให้ความช่วยเหลือ Orestes ระหว่างล้างแค้นแทนบิดา แล้วถูกจับกุมช่วยระหว่างสงครามกลางเมือง โดนทัณฑ์ทรมานจนยินยอมลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์เลยได้รับการปล่อยตัว
The motivations are different, the circumstances are not the same. History affects them, changes and transforms them. All I did is sketch them, and this helps me to define more accurately the historical space in which they are allowed to move.
Theo Angelopoulos
เรื่องราวของละคอนเวที Golfo the Shepherdess มันอาจไม่ได้สะท้อนเข้ากับประวัติศาสตร์ หรือปกรณัมกรีกโดยตรง “Greek version of Romeo and Juliet.” แต่เป็นส่วนที่ผกก. Angelopoulos ใช้เชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์บางอย่าง ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกขัดจังหวะ ไม่เคยพบเห็นการแสดงตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งน่าสนใจคือความเลือนลางระหว่างชีวิตจริง-การแสดง ในหนังไม่มีการเรียกชื่อ Electra แต่เพราะเธอรับบท Golfo จึงมักได้ยินชื่อเรียกนี้ตลอดเวลา, ส่วนบทบาท Tasos/Tassos แม้มีการเปลี่ยนคนแสดงอยู่เรื่อยๆ (ครั้งแรกเล่นโดย Pylades พอถูกเนรเทศเลยเปลี่ยนมา Aegisthos และช่วงท้ายบุตรชายของ Chrysotheme เตรียมขึ้นแสดงครั้งแรก) ทว่าบุคคลที่ Electra/Golfo รักมากที่สุดคือน้องชาย Orestes
The play functions on several levels. First, it is the means for these players to make a living. But it is also art, since they perform it on stage… The actors are not really conscious of the conflict between their personal politics and the ideology of the play. All they want is to make a living by offering their audience the kind of fare they like to see.
Then there is the text they use and the myth of the Atrides. The text is always interrupted at some stage and never completed on screen. And finally, adding the historical background, the play itself gains another dimension. Let’s take, for example, one line from the play: “Are we being watched?” This doesn’t have anything to do with the popular drama anymore; it refers to the fate of the actors themselves, the characters of the film.
รับชม The Travelling Players (1975) ค่อนข้างชัดเจนว่าผกก. Angelopoulos มีทัศนคติการเมืองฝั่งซ้าย (left-wing) อาจไม่ได้ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แต่สำแดงอคติต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ (Anti-Dictatorship) สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ ทำไมการก่อตั้งระบอบประชาธิปไตยใน Greece มันช่างยากเย็นแสนเข็น เลือดตาแทบกระเด็น
การเลือกช่วงเวลาของหนังระหว่าง ค.ศ. 1939 (คือเผด็จการเต็มใบของนายพล Ioannis Metaxas) จนถึง ค.ศ. 1952 (นายกรัฐมนตรีคนใหม่จอมพล George Papadopoulos คือผู้ฝักใฝ่ระบอบกษัตริย์ ไม่ต่างจากเผด็จการหลบซ่อน) เป็นภาพสะท้อนว่าประเทศ Greece ไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนเผด็จการ ต้องถูกใครสักคนครอบครอง ถ้าไม่ใช่ชาวกรีกด้วยกันเอง ก็โดนรุกรานจากบุคคลภายนอก
นั่นรวมถึงปีที่สร้างหนังและออกฉาย เริ่มต้นถ่ายทำระหว่าง Regime of the Colonels (1967-74) แล้วนำออกฉายหลังการเลือกตั้งใหญ่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1974 นายกรัฐมนตรีคนใหม่ (เป็นพลเรือน) Konstantinos Karamanlis ประกาศนำประเทศหวนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย … แต่รอดูเถอะ ประเดี๋ยวประวัติศาสตร์มันอาจจะซ้ำรอยเดิม!
ปล. แม้หลังจากปี ค.ศ. 1974 ประเทศ Greece จะไม่มีการปฏิวัติ/รัฐประหารครั้งใหญ่ แต่สถานการณ์การเมืองในประเทศ ความขัดแย้งระหว่างซ้าย-ขวา เสรีนิยม vs. อนุรักษ์นิยม รวมถึงความคอรัปชั่นภายใน มันก็ไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ แค่เพียงเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการเท่านั้นเอง!
ผกก. Angelopoulos เกิดปี ค.ศ. 1935 สรรค์สร้าง ‘Trilogy of History’ เริ่มต้นจาก Days of ’36 (1972) [เหตุการณ์ปี ค.ศ. 1936], The Travelling Players (1975) [ดำเนินเรื่องระหว่าง ค.ศ. 1939-52] และ The Hunters (1977) [ปีปัจจุบัน ค.ศ. 1976] แม้นำเสนอเรื่องราวสะท้อนประวัติศาสตร์กรีก แต่มันคือประสบการณ์ตรง เคยพานผ่านช่วงเวลา/เหตุการณ์เหล่านั้น และยังอวตารตนเองผ่านบุตรชายของ Chrysotheme สำแดงปฏิกิริยาอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา
และยังเรียกคนรุ่นนั้นว่า ยุคสมัยแห่งการต่อต้าน (Resistance Generation) แสดงอารยะขัดขืนต่อเผด็จการ Metaxas, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน Nazi Germany, ระหว่างสงครามกลางเมืองหลบหนีขึ้นเขา ก่อนถูกล้อมจับกุม คุมขัง ทัณฑ์ทรมาน
I wanted to portray the generation of the Resistance, the people who were against the Metaxas dictatorship, who fought in WW2, who joined the National Front of Liberation and retreated later into the mountains. All those who were forced by the events to take a stand and, finally, were considered the “Resistance Generation” from the leftist point of view, naturally.
ในหนังมี 3 ตัวละคร เพื่อนร่วมสาบาน เป็นสมาชิกรุ่นต่อต้าน พวกเขาต่างประสบโชคชะตากรรมที่แตกต่างออกไป
- Orestes เริ่มจากอาสาสมัครทหารในช่วงรัฐบาลเผด็จการ Metaxas เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน ELAS พอโดนจับกุมปฏิเสธสนับสนุนรัฐบาล เลยถูกตัดสินโทษประหารชีวิตในเรือนจำ
- Pylades ช่วงรัฐบาลเผด็จการ Metaxas ถูกเนรเทศออกนอกประเทศ จากนั้นเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน ELAS หลังโดนจับกุม ทัณฑ์ทรมาน ยอนยอมลงนามต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงได้รับการปล่อยตัว
- นักกวี เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน ELAS หลังโดนจับกุม ทัณฑ์ทรมาน ด้วยปัญหาสุขภาพเลยได้รับการปล่อยตัว แต่ก็มีอาการ Trauma ติดตามมา
เอาจริงๆเราสามารถ +1 กับตัวละคร Golfo/Electra แม้ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน แต่ให้การช่วยเหลือสนับสนุน Orestes, Pylades ถูกข่มขืนกระทำชำเรายังคงไม่ปริปาก ซื่อสัตย์ มั่นคงในรัก ไม่เคยผันแปรเปลี่ยนเป็นอื่นใด
Three persons represent this generation in the film… All three of them join the Resistance and are arrested. One of them is deported and released in 1950 after signing an anti-communist declaration. The second is executed in 1951 for refusing to give up the armed struggle. The third falls ill in prison, is released for “health reasons,” and will carry with him the “revolution trauma” for the rest of his life. The entire picture bears the stamp of this trauma. All the characters suffer from it. Some have signed the declaration, others have died in prison or lost their minds.
หนังเริ่มต้นที่จุดสิ้นสุด (คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio ค.ศ. 1952) และจบลงด้วยจุดเริ่มต้น (คณะการแสดงเดินทางมาถึงเมือง Aigio ค.ศ. 1939) ลักษณะของการเวียนวงกลม หลายคนอาจตีความจากภาพตอนจบที่ดูมีชีวิต สีสัน อนาคตสว่างสดใส แต่ผมมองว่ามันคือประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม เพียงการเติมเต็มกันและกัน ผกก. Angelopoulos ไม่เชื่อว่าอะไรๆต่อจากนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แนวคิด-วิธีการอาจผิดแผกแตกต่าง แต่ท้ายที่สุดความคอรัปชั่นของมนุษย์จักไม่มีวันสูญสลาย ทำลายประเทศจนวอดวาย
แม้ถูกรัฐบาลฝั่งอนุรักษ์นิยมกีดกันไม่ให้นำหนังออกฉายต่างประเทศ แต่ทว่าผกก. Angelopoulos สามารถลักลอบส่งไปฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes สาย Directors’ Fortnight แม้ไม่ได้มีการประกวดอะไรใดๆ ยังสามารถคว้ารางวัลนักวิจารณ์ FIPRESCI Prize
ต่อจากเทศกาลหนังเมือง Cannes คือเทศกาลหนังเมือง Berlin เข้าฉายสาย Forum of New Cinema ก็ยังสามารถคว้ารางวัล Interfilm Award … จริงๆหนังยังเข้าฉายเทศกาลหนัง Venice แต่ปีนั้นไม่มีการจัดประกวด หรือมอบรางวัลใดๆ (non-Competitive)
ความสำเร็จอย่างล้นหลามระดับนานาชาติ ทำให้เมื่อหนังกลับเข้าฉายใน Greece เริ่มจากเทศกาล Thessaloniki International Film Festival (TIFF) สามารถกวาดมา 7 รางวัล
- Greek Competition Award: Best Film
- Greek Competition Award: Best Director
- Greek Competition Award: Best Actor (Vangelis Kazan)
- Greek Competition Award: Best Actress (Eva Kotamanidou)
- Greek Competition Award: Best Screenplay
- Greek Competition Award: Best Cinematography
- Audience Award: Best Film
ด้วยความสำเร็จอย่างล้นหลามใน Greece (ทั้งรายรับและเสียงวิจารณ์) ทำให้ได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศลุ้นรางวัล Oscar: Best Foreign Language Film แต่ไม่สามารถผ่านเข้ารอบใดๆ
กาลเวลาได้ทำให้ The Travelling Players (1975) กลายเป็นหนึ่งใน “Greatest Film of All Time” ไม่ใช่แค่ในประเทศ Greece แต่ยังโด่งดังระดับนานาชาติ เคยติดอันดับ #102 (ร่วม) นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) แต่หลุดโผลไปในปี ค.ศ. 2022
- Greek Film Critics Association: Best Greek Films of all time (1986) ติดอันดับ #4
- Greek Film Critics Association: Best Greek Films of all time (2006) ติดอันดับ #2
- Greek Film Critics Association: Best Greek Films of all time (2016) ติดอันดับ #1
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #102 (ร่วม)
ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ ฉบับหารับชมได้ในปัจจุบันคือ DVD คุณภาพถือว่าไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีมากมาย น่าแปลกใจว่าทำไมหนังระดับนี้ถึงยังถูกมองข้าม
แม้หนังจะทำความเข้าใจยากชิบหาย! แต่ผมรู้สึกว่า ‘สไตล์ Angelopoulos’ มีความน่าหลงใหล เต็มไปด้วยแรงดึงดูด ราวกับถูกสะกดจิต ต้องการค้นหาว่าแต่ละช็อตฉากเคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้นอะไร … รับชมผลงานของ Jean-Luc Godard เวลาดูไม่รู้เรื่องมันช่างหงุดหงิดรำคาญใจ ผิดกับหนังของ Angelopoulos กลับเต็มไปด้วยความกระตือรือล้น ใคร่อยากรู้ อยากค้นหาคำตอบ
ถ้าคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วยังไม่สามารถทำความเข้าใจ The Travelling Players (1975) แนะนำให้หารับชมผลงานอื่นๆของผกก. Angelopoulos บอกเลยว่าดูง่ายกว่าเยอะ! แล้วจะตระหนักถึงความพิเศษเฉพาะตัวของหนังเรื่องนี้ หนึ่งในเอกภพ “Singular Achievement” มิอาจทำซ้ำ ลอกเลียนแบบ หรือแม้แต่ตัวผู้สร้างก็มิอาจสร้างใหม่ให้ยิ่งใหญ่เท่าเทียม
จัดเรต 13+ กับบรรยากาศสงคราม การทรยศหักหลัง คบชู้นอกใจ


ใส่ความเห็น