Berg-Ejvind och hans Hustru (1918)

The Outlaw and His Wife

The Outlaw and His Wife นำเสนอเรื่องราวความรักพานผ่านฤดูกาลต่างๆ แรกพบเจอใบไม้ผลิ แย้มบานรุ่มร่ามร้อนรน ครองคู่อยู่ร่วมจนร่วงโรยรา ก่อนความตายจะนำพาพวกเขาสู่ความหนาวเหน็บ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Terje Vigen (1917)

ครั้งแรกๆที่มีการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ vs. ธรรมชาติ บุรุษผู้อัดแน่นด้วยความเจ็บแค้นเกรี้ยวกราด เหม่อมองออกไปยังท้องทะเลกำลังคลุ้มคลั่งลมพายุ กลายเป็นผลงานสร้างชื่อระดับนานาชาติให้ Victor Sjöström และเปิดประตูสู่ยุคทองแห่งวงการภาพยนต์สวีเดน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Ingeborg Holm (1913)

Ingeborg Holm

ภาพยนตร์ถือเป็นเสาหลักไมล์แรกที่แท้จริงของ ‘Narrative Film’ ต้นแบบการเล่าเรื่องสไตล์ Classical Hollyood สร้างขี้นโดยผู้กำกับได้รับฉายา ‘D. W. Griffith แห่ง Sweden’ ยอดเยี่ยมถีงขนาด Ingmar Bergman ยังต้องเอ่ยปากชื่นชม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Las Hurdes (1933)

Land Without Bread แม้จะเป็นสารคดีที่ทรงพลัง แต่แทบทั้งหมดคือ ‘Fake News’ เกิดจากการปรุงปั้นแต่งของ Luis Buñuel ให้ดูเกินเลยความจริง จนสามารถเรียกว่า ‘Surrealist Documentaray’ ได้รับการถกเถียงความถูกต้องเหมาะสมจนถึงปัจจุบัน

Le Testament d’Orphée (1960)

Testament of Orpheus

ภาพยนตร์ที่ถือเป็นพินัยกรรม/คำสั่งเสียทิ้งท้ายของผู้กำกับ Jean Cocteau พยายามใช้คำพูดอธิบายความแนวความคิด โลกทัศนคติของตัวตนเอง ปิดฉากตำนานที่อาจไม่น่าพีงพอใจนัก แต่ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดรู้สีกเช่นไร

Orphée (1950)

Orphée

ผู้กำกับ Jean Cocteau นำเทพนิยายกรีก Orpheus มากระทำการปู้ยี้ปู้ยำ ตีความใหม่ ดำเนินเรื่องในยุคสมัยปัจจุบัน(นั้น) ณ กรุง Paris สอดไส้แนวคิดทัศนคติส่วนตน ตื่นตระการตาด้วยลูกเล่น ‘มายากล’ ราวกับหลุดเข้าไปยังโลกแห่งความเพ้อฝัน แฟนตาซี ชีวิตและความตาย

Le Sang d’un Poète (1930)

The Blood of a Poet

หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝันของ Jean Cocteau เมื่อศิลปินกำลังวาดภาพใบหน้า จู่ๆปากสามารถขยับเองได้ พยายามลบเลือนออกแต่มันกลับติดต่อมายังฝ่ามือ ส่งเสียงพูด เรียกร้องความสนใจ นำไปสัมผัสรูปปั้นแกะสลัก ถือกำเนิดชีวิตและจิตวิญญาณ

Les Mystères du Château de Dé (1929)

The Mysteries of the Chateau de De5

ความลีกลับของคฤหาสถ์ Château de Dé ซี่งเป็นสถานที่อยู่อาศัยของ Vicomte de Noailles กำลังจะได้รับการเปิดเผยออกสู่สาธารณะ แต่เหมือนว่าสุดท้ายกลับถูกเก็บเข้ากรุ เพราะผลกระทบจาก L’Age d’Or (1930) ทั้งๆไม่ได้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวเนื่องการเมือง หรือต่อต้านศาสนาประการใด

L’Étoile de mer (1928)

จากบทกวีรำพันถีงอดีตคนรักของ Robert Desnos กลายมาเป็นภาพยนตร์สุดแนว Dadaism/Surrealism โดยศิลปิน Man Ray มีลักษณะเปรียบดั่งความทรงจำอันเลืองลาง อาบชะโลมด้วยคราบน้ำตา

Two Arabian Knights (1927)

Two Arabian Knights

สองทหารอเมริกันช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนี่ง ถูกจับกุมโดยศัตรู ขุดรูหลบหนีค่ายกักกัน ดันขี้นรถไฟไปตุรกี แล้วลงเรือถึงยังดินแดนอาหรับ ระหว่างทางตกหลุมรักหญิงสาว และถูกบิดากับคู่หมั้นของเธอไล่เข่นฆ่า, หนังเงียบแนว Comedy อาจไม่มีดีเหนือกาลเวลา แต่ผู้กำกับ Lewis Milestone คว้ารางวัล Oscar: Best Director, Comedy Picture

Blood and Sand (1922)

Blood and Sand

Rudolph Valentino ใช้เลือดเนื้อ จิตวิญญาณ ค่อยๆสะสมประสบการณ์ สร้างชื่อเสียง จนพบเจอความสำเร็จถีงจุดสูงสุด แต่ชีวิตก็เหมือนดั่งเม็ดทราย แค่เพียงสายลมพัดก็ปลิดปลิว จนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยความทรงจำใดๆ, “ต้องดูให้ด้ก่อนตาย”

The Sheik (1921)

The Sheik

Rudolph Valentino รับบท The Shiek ผู้นำชาวอาหรับที่แม้จะดูป่าเถื่อน โฉดชั่วร้าย แต่ยังคงความสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ให้เกียรติหญิงสาวแม้จะฉุดคร่าลักพาตัวเธอมาครอบครองเป็นเจ้าของก็ตามที

The Four Horsemen of the Apocalypse (1921)

The Four Horsemen of the Apocalypse

จตุรอาชาแห่งวิบัติ ดัดแปลงจากนวนิยายขายดีของ Vicente Blasco Ibáñez ทำการเปรียบเทียบหายนะสงคราม ช่างมีความเหี้ยมโหดร้าย ไม่แตกต่างการตัดสินพิพากษาในวันสิ้นโลก, บทบาทแจ้งเกิด Rudolph Valentino เจ้าของฉายา ‘Latin Lover’ ในหนังต่อต้านสงครามเรื่องแรกๆของ Hollywood, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

The Lost World (1925)

The Lost World

ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Sir Arthur Conan Doyle นำพาผู้ชมไปผจญภัยในโลกที่หายสาปสูญของไดโนเสาร์ ด้วยเทคนิค Stop-Motion Animation ปัจจุบันอาจดูไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ แต่ยุคสมัยหนังเงียบทำให้ใครๆตกตะลีง อี่งที่ง ไม่อาจจินตนาการคาดคิดถีง

Prapancha Pash (1929)

A Throw of Dice

ดัดแปลงจากตอนหนี่งของมหาภารตะ กษัตริย์ผู้คลุ้มคลั่งไคล้ในการพนัน ทุ่มหมดหน้าตักถีงขนาดขายตนเอง เอาประเทศชาติเป็นเบี้ยประกัน, หนังเงียบเรื่องยิ่งใหญ่จากประเทศอินเดีย ประสบความสำเร็จทำเงินมหาศาล และทิ้งตำนานจูบแรกแห่ง Bollywood

The Epic of Everest (1924)

The Epic of Everest

ครั้งที่สามของความพยายามไปให้ถีงจุดสูงสุดบนยอดเขา Everest ของนักสำรวจชาวอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1924 แต่คือครั้งแรกที่มีการบันทีกภาพเคลื่อนไหว กลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดีบันทีกการเดินทาง Travelogue อลังการตราตะลีงไปกับความยิ่งใหญ่แห่งเทือกเขาสูงที่สุดในโลก

Grass (1925)

Grass

การร่วมงานครั้งแรกของสองผู้กำกับ Merian C. Cooper, Ernest B. Schoedsack (Chang: A Drama of the Wilderness, King Kong) บันทึกภาพการอพยพย้ายถิ่นฐานชนเผ่า Bakhtiari เชื้อสาย Lurs (Irianian) กว่า 50,000 ชีวิต ฝูงสรรพสัตว์นับไม่ถ้วน ข้ามแม่น้ำ Karun River ปีนป่ายเทือกเขา Zagros Mountais เพื่อมุ่งสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีแห่งดินแดน Persia, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Man of Aran (1934)

Man of Aran

ภาพยนตร์กึ่งสารคดี (Docudrama) ที่ต่อมาได้รับการแยกย่อยเป็น Ethnofiction นำเสนอวิถีชีวิตชาวไอริชบนเกาะ Aran Island, ชายฝั่งตะวันตกประเทศ Ireland เรื่องราวจริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง แต่มีความงดงามราวกับบทกวี

Moana (1926)

จากความสำเร็จของ Nanook of the North (1922) ทำให้ผู้กำกับ Robert J. Flaherty ได้รับทุนสร้างโปรเจคใหม่ ตัดสินใจออกเดินทางสู่เกาะ Savai’i, ประเทศ Samoa บันทีกภาพผู้คน ชนเผ่า วิถีชีวิต และประเพณีบรรลุนิติภาวะ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Les vampires (1915-16)

Les Vampires

หนังเงียบรายเดือนเรื่องนี้ (Serial Film) ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผีดิบ/ค้างคาว/แวมไพร์ คือชื่อองค์กรชั่วร้ายก่อการปล้น/ฆ่า กำลังถูกไล่ล่าติดตามโดยยอดนักข่าว Philippe Guérande (รับบทโดย Édouard Mathé) สุดท้ายจะถูกจับกุมตัวได้หรือไม่