
A Clockwork Orange (1971)
: Stanley Kubrick ♥♥♥♥♡
Ludovico Technique คือวิธีการที่ทำให้ Malcolm McDowell ภายนอกกลายเป็นเหมือนหุ่นจักรกล (Clockwork) ปฏิบัติตามกฎกรอบสังคม แต่จิตใจของเขายังคงเหมือนส้ม (Orange) เต็มไปด้วยความรุนแรงระดับ Ultra-Violence
I’ve implied the junction of the organic, the lively, the sweet – in other words, life, the orange – and the mechanical, the cold, the disciplined. I’ve brought them together in this kind of oxymoron, this sour-sweet word.
Anthony Burgess ผู้แต่งนวนิยาย A Clockwork Orange
ความรุนแรง คือธรรมชาติของสรรพชีวิต สันชาตญาณการเอาตัวรอดติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด (นั่นคือเหตุผลที่ 2001: A Space Odyssey (1968) เริ่มต้นด้วยการต่อสู้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ลิง) แต่เมื่อใดที่มนุษย์ (หรือสัตว์) สูญเสียความสามารถในการเลือกหรือตัดสินใจกระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง มันต่างอะไรจากหุ่นเชิดชัก จักรกล ขยับเคลื่อนไหวตามคำสั่งโปรแกรมป้อนเข้าไป ไร้เจตจำนงเสรี (Free Will) นั่นคือสิ่งที่ฟากฝั่งประชาธิปไตย หวาดกลัวเกรงภัยคุกคามคอมมิวนิสต์อย่างยิ่ง!
A Clockwork Orange (1971) เป็นภาพยนตร์ที่เมื่อตอนออกฉาย ครึ่งหนึ่งของผู้ชม/นักวิจารณ์ยกย่องสรรเสริญว่าคือผลงานมาสเตอร์พีซ! แต่อีกครึ่งส่ายห้วรับไม่ได้ ปฏิเสธความรุนแรงระดับบ้าคลั่ง ไม่ต่างอะไรกับทรมานบันเทิง (Torture Porn) ยัดเยียดอุดมคติไร้สาระ (“Ideological mess” – Roger Ebert) คว้าเรตติ้ง X และ C (Condemned จากคริตจักร) รวมถึงโดนแบนห้ามฉายในหลายๆประเทศ
ผมหวนกลับมารับชมไม่รู้รอบที่เท่าไหร่ เฉื่อยชินชากับความรุนแรงจนแทบไม่รู้สึกอะไร นี่อาจไม่ใช่สิ่งดีแต่มันก็ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับหนัง ทำไมต้องนำเสนอความรุนแรงขนาดนี้? เบื้องหน้า-เบื้องหลัง? ที่มาที่ไป? วัตถุประสงค์ของผู้สร้างคืออะไร? … เมื่อไหร่ที่คุณสามารถปล่อยวางตัวเป็นกลาง มองความรุนแรงในเชิงนามธรรม ก็อาจพบเห็นความลุ่มลึกล้ำ สรวงสวรรค์รำไร
หนึ่งในสิ่งใหม่ๆที่ผมเพิ่งค้นพบจากการรับชมหนังรอบนี้ คือบรรดาศัพท์แสลง (มีชื่อเรียก Nadsat) อาทิ droog (друг) = friend, moloko (молоко) = milk, malchick (мальчик) = boy, Bog (Бог) = God ฯลฯ ผู้เขียนนวนิยาย Anthony Burgess เล่าว่ารับอิทธิพลจากภาษาสลาฟ (Slavic) กลุ่มคนอาศัยอยู่ทางตะวันออกและตอนกลางของยุโรป อธิบายง่ายๆก็คือชาวรัสเซีย! … พอจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเรื่องราว สหภาพโซเวียต พรรคคอมมิวนิสต์ กันได้ไหมเอ่ย?
ก่อนอื่นแนะนำให้ลองรับชมตัวอย่างดั้งเดิม (Original Trailer) นำเอาบทเพลง March of the Swiss Army (ในหนังดังขึ้นตอน Timelapse) มาเรียบเรียงด้วยเครื่องดนตรีไฟฟ้า ฉายภาพที่มีลีลาตัดต่ออันโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียด กระโดดไปกระโดดมาจนตาลาย คล้ายกล้องสลับลาย สร้างสัมผัส Psychedelic หลอกหลอน สะกดจิต ล้ำอนาคต … โคตรเจ๋งกว่าตัวอย่างหนังสมัยใหม่หลายๆเรื่องเสียอีก!
ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Anthony Burgess ชื่อจริง John Anthony Burgess Wilson (191793) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Harpurhey, Lancashire ในครอบครัวชนชั้นกลาง (Lower-Middle Class) นับถือคาทอลิก เติบโตขึ้นในทศวรรษ Great Depression, วัยเด็กเรียนไม่เก่งเท่าไหร่ สอบเข้าวรรณกรรมภาษาอังกฤษ Victoria University of Manchester, ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหาร Royal Army Medical Corps ก่อนย้ายไป Army Educational Corps ระหว่างนั้นภรรยากำลังตั้งครรภ์ถูกข่มขืนจนแท้ง สร้างความจงเกลียดจงชังต่อต้านความรุนแรงอย่างยิ่ง! ปลดประจำการมาสอนหนังสือ เข้าร่วม British Colonial Service เดินทางมาเป็นครูที่ Malaya ตามด้วย Brunei ระหว่างนั้นก็เริ่มเขียนนิยายจนมีชื่อเสียง Malayan Trilogy (1956-59) ก่อนกลับอังกฤษปี ค.ศ. 1959 ผลงานเด่นๆอาทิ A Clockwork Orange (1962), A Vision of Battlements (1965), Napoleon Symphony: A Novel in Four Movements (1974) ฯ
สำหรับผลงานชิ้นเอก A Clockwork Orange (1962) เป็นแนว Dystopian ผสมเข้ากับ Satire & Black Comedy ได้แรงบันดาลใจหลังจาก Burgess เดินทางกลับอังกฤษแล้วพบเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะวัยรุ่น-หนุ่มสาว คนรุ่นใหม่จับรวมกลุ่มแก๊งค์อันธพาล เหล่านี้ทำให้เขานึกถึงภรรยาตอนถูกข่มขืนจนแท้งลูก (เมื่อตอนสงครามโลกครั้งที่สอง) โดยเป้าหมายหลักๆคือตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมความรุนแรง (Behaviourism) และสำรวจแนวคิดเจตจำนงเสรี (Free Will)
Burgess ใช้เวลาเขียนนวนิยายเล่มนี้เพียงสามสัปดาห์ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน (ตั้งชื่อว่า Alex’s World, The Ludovico Technique และ After Prison) ละ 7 ตอน รวมทั้งหมด 21 บท เพื่อจงใจสะท้อนตัวเลขอายุ 21 ที่ประเทศอังกฤษ(ขณะนั้น)ถือว่าบรรลุนิติภาวะ แต่เฉพาะฉบับวางขายสหรัฐอเมริกามีการตัดทิ้งบทสุดท้ายออกไป เพราะสำนักพิมพ์มองว่าเรื่องราวการสำนึกผิดของ Alex ฟังดูไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่
ส่วนชื่อนวนิยาย A Clockwork Orange นำจากสำนวน/ศัพท์แสลงของชาว Cockeny ได้ยินในผับแห่งหนึ่งในกรุง London พูดว่า “as queer as a clockwork orange” หมายถึงบางสิ่งอย่างที่มีความผิดแผกแปลกประหลาดอย่างสุดโต่ง (Extremely Strange or Bizarre) ภายนอกดูเหมือนคนปกติทั่วๆไป แต่ภายในมันช่างพิศดารเหลือหลาย … โดยปกติแล้วมักสื่อถึงเพศวิถี Queer รูปลักษณ์ภายนอกเหมือนชาย-หญิงทั่วๆไป แต่การแสดงออกมีความชัดเจนว่าไม่ใช่เพศชายหรือหญิง
Well, the title has a very different meaning but only to a particular generation of London Cockneys. It’s a phrase which I heard many years ago and so fell in love with, I wanted to use it, the title of the book. But the phrase itself I did not make up. The phrase “as queer as a clockwork orange” is good old East London slang and it didn’t seem to me necessary to explain it. Now, obviously, I have to give it an extra meaning. I’ve implied an extra dimension. I’ve implied the junction of the organic, the lively, the sweet – in other words, life, the orange – and the mechanical, the cold, the disciplined. I’ve brought them together in this kind of oxymoron, this sour-sweet word.
Anthony Burgess ผู้แต่งนวนิยาย A Clockwork Orange
เกร็ด: A Clockwork Orange (1962) เป็นผลงานได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม ติดอันดับนวนิยายยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษ 20th จากหลากหลายสำนัก
- TIME: 100 best English-language novels written since 1923 (2005)
- Modern Library: 100 best English-language novels of the 20th century (2016)
ด้วยความร้อนเงินเร่งด่วน Burgess ขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ให้ Mick Jagger ด้วยราคาเพียง $500 ดอลลาร์ วางแผนให้ตนเองรับบทนำ และสมาชิกวง The Rolling Stones ร่วมกันเล่นเป็นลูกน้อง (Droogs), ต่อมาโปรเจคถูกส่งต่อให้ผู้กำกับ Ken Russell มอบหมาย Terry Southern ร่างบทร่างแรก เล็งนักแสดงนำ Oliver Reed แต่ก็ไม่คืบหน้าสักเท่าไหร่, ผู้กำกับอื่นๆที่ได้รับการติดต่อ อาทิ John Schlesinger, Tinto Brass ก่อนดำเนินมาถึง Stanley Kubrick
Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier
ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ
ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956), Paths of Glory (1957), Spartacus (1960) ฯ
ความสนใจถัดไปของผกก. Kubrick หลังเสร็จจาก 2001: A Space Odyssey (1968) คือภาพยนตร์เกี่ยวกับ Napoléon Bonaparte ใฝ่ฝันอยากทำมานาน ศึกษาค้นคว้าข้อมูล ออกสำรวจสถานที่ถ่ายทำแถบประเทศ Eastern Europe แต่เพราะความล้มเหลวขาดทุนย่อยยับเยินของ Waterloo (1970) ทำให้โปรดิวเซอร์ Dino De Laurentiis ขอถอนตัวออกไป ระหว่างมองหานายทุนใหม่เลยตัดสินใจทำโปรเจคอื่นไปก่อน แล้วบังเอิญได้รับการแนะนำจากเพื่อนเก่า Terry Southern (ที่เคยร่วมเขียนบท Dr. Strangelove) ส่งหนังสือ A Clockwork Orange (1962) แต่งโดย Anthony Burgess
I was excited by everything about it: the plot, the ideas, the characters, and, of course, the language. The story functions, of course, on several levels: political, sociological, philosophical, and, what’s most important, on a dreamlike psychological-symbolic level.
Stanley Kubrick
ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ผกก. Kubrick ดัดแปลงบทหนังด้วยความซื่อตรงต่อต้นฉบับนวนิยาย แค่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆน้อยๆให้เหมาะกับสื่อภาพยนตร์ อาทิ ชื่อเต็มจาก Alexander the Large (the Large ออกไปทางฉายาเสียมากกว่า) มาเป็น Alex DeLarge, อายุเพิ่มจาก 15 มาเป็น 17-18 (แต่นักแสดง Malcolm McDowell ขณะนั้นอายุ 27-28 ปี), สัตว์เลี้ยง ร้องเพลง Singin’ in the Rain รหัสนักโทษ อาสาสมัครเข้าร่วม Ludovico Technique ปฏิกิริยาต่อต้านทุกบทเพลง (ไม่ใช่แค่ Beethoven: Symphony No. 9)
Writing a screenplay is a very different thing than writing a novel or an original story. A good story is a kind of a miracle, and I think that is the way I would describe Burgess’s achievement with the novel. A Clockwork Orange has a wonderful plot, strong characters and clear philosophy. When you can write a book like that, you’ve really done something. On the other hand, writing the screenplay of the book is much more of a logical process — something between writing and breaking a code. It does not require the inspiration or the invention of the novelist. I’m not saying it’s easy to write a good screenplay. It certainly isn’t, and a lot of fine novels have been ruined in the process.
I think whatever Burgess had to say about the story was said in the book, but I did invent a few useful narrative ideas and reshape some of the scenes.
และตอนจบที่เจ้าตัวได้อ่านฉบับอเมริกัน เพิ่งมารับรู้เอาภายหลังและเรียกบทสุดท้ายดั้งเดิมว่า Extra Chapter พร้อมแสดงความคิดเห็นว่ามันไม่ค่อยสมเหตุสมผล … แบบเดียวกับสำนักพิมพ์เป๊ะๆ
There are two different versions of the novel. One has an extra chapter. I had not read this version until I had virtually finished the screenplay. This extra chapter depicts the rehabilitation of Alex. But it is, as far as I am concerned, unconvincing and inconsistent with the style and intent of the book. I wouldn’t be surprised to learn that the publisher had somehow prevailed upon Burgess to tack on the extra chapter against his better judgment, so the book would end on a more positive note. I certainly never gave any serious consideration to using it.
อนาคตอันใกล้ ในยุคสมัยสังคมเสื่อมทรามของประเทศอังกฤษ, วัยรุ่นหนุ่ม Alex DeLarge (รับบทโดย Malcolm McDowell) หัวหน้าแก๊งค์ Droogs รวบรวมสมัครพรรคพวก George, Dim และ Pete ออกท่องรัตติกาล ดื่มน้ำนมเมามาย ทำลายทรัพย์สิน กระทำร้ายบุคคลไม่ทางสู้ เลื่องชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรงระดับ Ultra-Violence
เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นจากความขัดแย้งภายใน Alex ถูกสมาชิกแก๊งค์ทรยศหักหลัง แถมตัวเขายังพลั้งพลาดเข่นฆ่าหญิงสูงวัย เลยถูกตัดสินจำคุกนานถึง 14 ปี! แล้วพอผ่านมาสองปีกว่าๆ แสดงเจตจำนงค์ว่าอยากกลับตัวกลับใจ ต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองเสียใหม่ เลยอาสาสมัครเข้ารับการรักษาด้วยวิธี Ludovico Technique จนร่างกายมิอาจโต้ตอบสนองต่อความรุนแรงใดๆ
ถึงกระนั้นเมื่อถูกปล่อยตัวออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ครอบครัวยังไม่พร้อมพบเจอ ผองเพื่อนกลายเป็นตำรวจลากพาตัวไปหวนระลึกอดีต และเวรกรรมจากปางก่อนกำลังย้อนคืนสนอง สุดท้ายแล้ว Alex จะสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้สำเร็จหรือไม่?
Malcolm McDowell ชื่อจริง Malcolm John Taylor (เกิดปี ค.ศ. 1974) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Horsforth, West Riding of Yorkshire ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) แล้วมาเติบโตขึ้นที่ Liverpool (กลายเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง) ถูกส่งเข้าเรียนประจำตั้งแต่อายุ 11 มักโดนเพื่อนๆกลั่นแกล้งจนเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว จากนั้นเข้าโรงเรียนการแสดง London Academy of Music and Dramatic Art กลายเป็นตัวประกอบ Royal Shakespeare Company ไม่ทันไรไปเข้าตาผู้กำกับ Lindsay Anderson แจ้งเกิดกลายเป็นตำนานกับภาพยนตร์ If… (1968), ถูกอกถูกใจ Stanley Kubrick เลือกมาเป็นนักแสดงนำ A Clockwork Orange (1971), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ O Lucky Man! (1973), Caligula (1979), Star Trek: Generations (1994) ฯ
รับบท Alex DeLarge วัยรุ่นหนุ่มผู้มีความหลงใหลในบทเพลงคลาสสิกของ Beethoven แต่อุปนิสัยหัวขบถ ต่อต้านสังคม ชื่นชอบความรุนแรงเป็นชีวิตจิตใจ หัวหน้าแก๊งค์ (Droogs) ออกท่องรัตติกาล ดื่มน้ำนมเมามาย ทำลายทรัพย์สิน กระทำร้ายบุคคลไม่ทางสู้ เลื่องชื่อเรื่องการใช้ความรุนแรงระดับ Ultra-Violence ถึงกระนั้นเมื่อความซวยถามหา พวกพ้องทรยศหักหลัง แถมยังพลั้งพลาดฆ่าคนตาย ได้รับตัดสินโทษจำคุกนานถึง 14 ปี เลยอาสาสมัครเข้ารับการรักษาด้วยวิธี Ludovico Technique ร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านกับความรุนแรง แต่จิตใจยังคงถวิลหาไม่เปลี่ยนแปลง
หนังไม่ได้อธิบายเบื้องหลัง สาเหตุผล ทำไม Alex ถึงกลายเป็นบุคคลชื่นชอบความรุนแรงขนาดนั้น? เราอาจมองว่าเป็นการชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตาม มันอาจเป็นธรรมชาติในสันดาน หรือรับอิทธิพลจากครอบครัว เพื่อนฝูง สภาพแวดล้อม สังคม การเมือง ความคอรัปชั่นของชนชั้นผู้นำ โลกที่เต็มไปด้วยความเสื่อมทราม ไม่แปลกที่จะส่งผลกระทบถึงวัยรุ่น คนหนุ่ม-สาว แสดงพฤติกรรมหัวขบถ ต่อต้านสังคม
เกร็ด: ในนวนิยายตัวละครเพียงชื่อ Alex แล้วหลังจากข่มขืนเด็กสาวอายุสิบขวบสองคน จึงเพิ่มเติมสร้อย Alex the Large สำหรับอวดอ้างความใหญ่ แต่หนังทำเหมือนเป็นนามสกุลต่อท้าย Alex DeLarge
ก่อนหน้าจะร่วมงานกัน McDowell ไม่รู้จักด้วยซ้ำ Stanley Kubrick คือใคร? หลงเข้าใจผิดคิดว่าคือ Stanley Kramer ที่กำกับ Judgment at Nuremberg (1961) และ It’s a Mad, Mad, Mad, Mad World (1963) แต่เพราะได้ Lindsay Anderson พาไปรับชม 2001: A Space Odyssey (1968) เลยรับรู้ตัวว่ากำลังจะมีโอกาสร่วมงานปรมาจารย์ผู้กำกับระดับโลก!
I asked him why he cast me actually. He thought about it and said: ‘You can exude intelligence on the screen.‘ Alex is a thug, but he’s not just a thug. Anyone that loves classical music can’t be all that bad, let’s face it. So that was what he was looking for.
He put the book down, [Kubrick] told me. He couldn’t cast it. But then he saw if…., and [Kubrick’s wife] Christiane told me that he replayed my entrance four or five times, and after the fourth time he looked at her and said: ‘We found our Alex.’
Malcolm McDowell
เริ่มต้นตั้งแต่ภาพแรกของหนัง Kubrick Stare (ช็อตที่ถือเป็นลายเซ็นต์ผกก. Kubrick ถ่ายหน้าตรง นักแสดงก้มศีรษะลงเล็กน้อย ตาเหลือบขึ้นจับจ้องมาที่กล้อง มักสื่อนัยยะถึงมีการบางสิ่งอย่างคับข้องขัดแย้งภายในจิตใจ) McDowell ก็ได้สร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับตัวละคร ดวงตาจ้องมองเขม็งใส่ผู้ชม “Breaking the Fourth Wall” หมอนี่มันไม่ใช่คนนิสัยดีแน่ๆ แถมขนตาขวาดูมีลับเลศนัย ราวกับหน้ากากสวมเพื่อปกปิดตัวตนแท้จริงของตนเอง … เสียงบรรยายกล่าวว่า “your humble narrator” ก็ฟังดูไม่น่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ (Unreliable Narrator)
แม้ความรุนแรงจะดูจริงจัง แต่ผมชอบความขี้เล่นซุกซนของ McDowell หลายครั้งสัมผัสได้ถึงการดั้นสด (Improvised) อย่างตอนกระโดดโลดเต้น ขับร้องบทเพลง Singin’ in the Rain, สัมผัสรูปปั้นอวัยวะเพศชายก่อนพลั้งพลาดฆาตกรรมป้าแมว หรือช่วงท้ายนอนเข้าเฝือกในโรงพยาบาล ขยับปลาขณะทานอาหารเหมือนปลาบู่ ฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รับอนุญาตจากผู้กำกับขึ้นชื่อเรื่องความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) ก็ต้องถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว!
เกร็ด: McDowell เป็นผู้ออกแบบชุดทีมด้วยตนเอง โดยนำเสื้อผ้า/อุปกรณ์จากกีฬา Cricket ที่ชื่นชอบ รวมถึงหมวกและไม้เท้า ซึ่งพอผกก. Kubrick พบเห็น Jockstrap หรือ Protective Cup (อุปกรณ์ป้องกันที่สวมตรงเป้า) สั่งให้นำออกมาสวมด้านนอก มันดูตลกๆหน่อยแต่นี่คืออวัยวะส่วนสำคัญเลยก็ว่าได้!
แม้ในกองถ่าย McDowell ต้องทนทุกข์ทรมานจากความเผด็จการของผกก. Kubrick แต่เจ้าตัวไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร ตรงกันข้ามอยากคบหาเป็นเพื่อน ไปมาหาสู่ ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายกลับเพิกเฉย ไม่ใยดี ปฏิเสธพบเจอหน้าเสียด้วยซ้ำ ยกเว้นแต่ภรรยา Christiane Kubrick ยังติดต่อหากันอยู่ประจำ และแวะเวียนไปเคารพศพหลังเสียชีวิต

ถ่ายภาพโดย John Alcott (1930-86) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Isleworth, Middlesex บิดาคือ Arthur Alcott ผู้จัดการกองถ่าย Pinewood Studios บุตรชายเลยมีโอกาสวิ่งเล่นในโรงถ่ายตั้งแต่เล็ก ไต่เต้าจากเด็กตอกสเลท ช่างจัดแสง ผู้ช่วยตากล้อง จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้กำกับ Stanley Kubrick ระหว่างถ่ายซ่อม 2001: A Space Odyssey (1968) สร้างความประทับใจจนได้ร่วมงานอีกสามครั้ง A Clockwork Orange (1971), Barry Lyndon (1975) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Shining (1980)
งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ แต่ละซีเควนซ์มีแนวคิดการนำเสนอแตกต่างกันไป หลายครั้งกล้องค่อยๆเคลื่อนไหลเข้า-ออก (Slow Tracking), โดดเด่นกับทิศทางมุมกล้อง, ส่วนใหญ่ใช้เพียงแสงธรรมชาติ (หรือจากแหล่งกำเนิดแสงที่มีอยู่) นอกจากนี้ยังมี Slow/Fast Motion, Rear Projection, ฟุตเทจจากคลัง (Archive Footage), ร้อยเรียงชุดภาพ Montage ฯ
พื้นหลังของหนังคืออนาคตอันใกล้ ในโลกแห่งความเสื่อมโทรมทราม (Dystopian) บ่อยครั้งจึงมีการเลือกใช้เลนส์ Extreme Wide-Angle ทำให้ใบหน้าดูบวมๆ พื้นหลังกว้างใหญ่กว่าปกติ สังเกตจากเวลาขยับเคลื่อนกล้อง จะพบเห็นความบิดๆเบียวๆค่อนข้างชัดเจน … ก่อนหน้านี้ Spartacus (1960) ก็เคยเห็นใช้เลนส์ไวด์ในหลายๆช็อต
หลายคนคงครุ่นคิดว่าหนัง Futurist คงมีการสร้างฉากล้ำอนาคตในสตูดิโอ แต่ไม่ใช่สำหรับ A Clockwork Orange (1971) ส่วนใหญ่ถ่ายทำยังสถานที่จริง สถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ (Brutalist architecture) ยุคสมัยนั้นถือเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modernist) สัญลักษณ์แทนโลกแห่งความเสื่อมโทรมทราม (Dystopian) ได้อย่างชัดเจน
(มีเพียงสามฉากเท่านั้นที่ถ่ายทำยัง Elstree Studios ประกอบด้วย Korova Milk Bar, ห้องตรวจนักโทษในเรือนจำ และภายในบ้านของ Frank Alexander)
I had seen an exhibition of sculpture which displayed female figures as furniture. From this came the idea for the fibreglass nude figures which were used as tables in the Milk Bar. The late John Barry, who was the film’s Production Designer, designed the set. To get the poses right for the sculptress who modelled the figures, John photographed a nude model in as many positions as he could imagine would make a table. There are fewer positions than you might think.
Stanley Kubrick
แทนที่จะเป็นร้านขายเหล้า ก็ทำการเสียดสีล้อเลียน เปลี่ยนมาเป็นร้านขายนมจากเต้า Korova Milk Bar ทั้งๆมันไม่ควรมีพิษภัย แต่ดื่มแล้วเกิดอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้มล่องลอย (กล้องค่อยๆเคลื่อนถอยหลังอย่างช้าๆ พร้อมเสียงเพลงจากเครื่องสังเคราะห์เสียง) ราวกับเพิ่งเสพยา/สารเสพติดประเภทหลอนประสาท
สถานที่แห่งนี้ออกแบบสร้างโดย John Barry (Star Wars, Superman) นำแรงบันดาลใจจากผลงานประติมากรรมของ Allen Jones นักออกแบบแฟชั่นดีไซน์เนอร์ให้กับนิตยสาร AtomAge (แนว Fetish Magazine) ที่ชอบนำเอาเรือนร่างมนุษย์มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ มันอาจดูเสื่อมทรามทางศีลธรรม (สอดคล้องเข้ากับแนวคิด Dystopian) แต่สามารถสื่อถึงอนาคตอันใกล้ มนุษย์จะมีสภาพไม่ต่างจากวัตถุ สิ่งข้าวของ เพียงฟันเฟือง กลไกของระบบเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง

เดี๋ยวผมจะอธิบายอุปรากร La gazza ladra แปลว่า The Thieving Magpie (สาลิกาขโมย) ในส่วนของเพลงประกอบภายหลัง แต่ขณะนี้อยากให้สังเกตกลุ่มแก๊งค์ Billy-boy กำลังฉุดกระฉาก เหมือนพยายามจะข่มขืนหญิงสาว ความน่าสนใจคือเลือกสถานที่บนเวที นี่ราวกับจะสะท้อนถึงความรุนแรงคือสิ่งพบเจอได้ทั่วไปในงานศิลปะ วรรณกรรม การละคอน ภาพยนตร์ บทเพลง ฯ
จะว่าไปฉากต่อสู้ระหว่างแก๊งค์ Droogs vs. Billy-boy ชวนนึกถึงมนุษย์ลิงสองเผ่าพันธุ์ต่อสู้แก่งแย่งบ่อน้ำในภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968) เป็นการแสดงให้เห็นถึงสันชาตญาณ/ธรรมชาติของสรรพชีวิต ล้วนมีความรุนแรงเป็นพื้นฐาน!
เกร็ด: สถานที่แห่งนี้คือ The Karsino Ballroom and Dining Theatre ตั้งอยู่ยัง Taggs Island, Kingston-upon-Thames เมื่อตอนเดินทางไปถ่ายทำ กำลังจะถูกทุบทำลายปี ค.ศ. 1971


นี่อาจดูเป็นการใช้ Rear Projection ที่ดูเห่ยๆยังไงชอบกล มีการเร่งความเร็ว ย้อมสีซีดๆ แต่มันสามารถสร้างสัมผัสเหมือนอาการมึนเมา หลอนประสาท Psychedelic (จากการดื่มน้ำนม) สมาชิกแก๊งค์ Droogs ใช้ชีวิตด้วยความสนุกสนานเฮฮา ไม่ยี่หร่าอะไร ใครขวางทางก็พุ่งใส่

ซีเควนซ์ที่ถือเป็น ‘Iconic’ ของหนังเรื่องนี้ ซีเควนซ์นี้ผกก. Kubrick ทำการทดลองอยู่ 3-4 วัน จะทำอย่างไรให้ลดความรุนแรงลง ครั้งหนึ่งเลยบอกให้ McDowell ลองร้องเพลง-เต้นรำ เจ้าตัวเลือกบทเพลง Singin’ in the Rain ที่สามารถสร้างความอึ้งทึ่ง คาดไม่ถึง ประทับใจอย่างล้นหลาม ยินยอมจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์เพลง $10,000 เหรียญ เพื่อฉากนี้โดยเฉพาะ!
Singin’ in the Rain คือบทเพลงสื่อแทนความสุขเอ่อล้น พึงพอใจระดับสูงสุด หนังเพลงเรื่องนั้นคือ Gene Kelly กำลังตกหลุมรักนางเอก, แต่สำหรับ A Clockwork Orange (1971) สำแดงเพลิดเพลินของ Alex ที่ได้กระทำร้ายบุคคลไร้หนทางสู้ และลงมือข่มขืนกระทำชำเราภรรยาของอีกฝ่าย ก่อบังเกิดรอยยิ้มบนใบหน้า
เกร็ด: หลายปีถัดมา McDowell มีโอกาสพบเจอ Gene Kelly ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง แค่เพียงหันหน้าสบตา Kelly รีบเดินเผ่นโดยไว ไม่ต้องการมีปฏิสัมพันธ์อันใด เพราะรับไม่ได้ที่บทเพลงอมตะของตนเองถูกนำไปปู้ยี้ปู้ยำ สูญเสียมนต์ขลัง


ต้นฉบับนวนิยาย รวมถึงบนหนังไม่มีกล่าวถึงสัตว์เลี้ยงตัวนี้ แต่พอผกก. Kubrick รับรู้ว่า McDowell หวาดกลัวสัตว์เลื้อยคลานทุกประเภท เลยไปสรรหางูเหลือมตัวเขื่องๆมาใช้ประกอบฉาก สร้างความหัวเสียอย่างมากตอนพบเจอในลิ้นชัก นั่นทำให้เขาตกอยู่ในความหวาดระแวงตลอดการถ่ายทำ … มากลั่นแกล้งฉันทำไม?
งู มักใช้เป็นสัตว์สัญญะเกี่ยวกับตัณหา ราคะ ด้วยลักษณะเหมือนลึงค์ (Phallic) อวัยวะเพศชาย เก็บไว้ใต้เตียงก็เหมือนซ่อนไว้ในกระเป๋ากางเกง และภาพช็อตนี้ที่มันไปด้อมๆดมๆตรงภาพอวัยวะเพศหญิง คงไม่ต้องอธิบายอะไรหรอกกระมัง

หนึ่งในทฤษฎีการตัดต่อของปรมาจารย์ Sergei Eisenstein หนึ่งในผู้บุกเบิก Soviet Montage มีคำเรียกประเภทหนึ่งของการตัดต่อ Intellectual Montage หมายถึงการแทรกใส่ภาพที่อาจไม่สอดคล้องกับเรื่องราว แต่เคลือบแฝงนัยยะความหมายอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมักเกี่ยวกับศาสนา สิ่งเหนือธรรมชาติ ต้องใช้สติปัญญาครุ่นคิดทำความเข้าใจ
ก่อนเข้านอน โดยปกติแล้วชาวคริสเตียนจะสวดอธิษฐานขอพรพระเป็นเจ้า แต่สำหรับ Alex เปิดบทเพลง Beethoven: Symphony No. 9 ท่อนที่สอง Molto vivace (Scherzo) ที่มีความเร่งเร้า ซับซ้อน ทรงพลัง เปรียบเสมือนการเริงระบำ ขณะเดียวกันทำการร้อยเรียงชุดภาพเยซูคริสต์ทั้งสี่ กอดคอหลังตรึงกางเขน ตัดสลับกลับไปกลับมาให้สอดคล้องจังหวะบทเพลง … มันผิวเผินมันดูขัดย้อนแย้ง เพราะการตรึงกางเขนคือช่วงเวลาทุกข์ทรมานที่สุดของพระคริสต์ แต่รูปแกะสลักประติมากรรม Christ Unlimited ผลงานของ Herman Makkink ศิลปินชาว Dutch ทำออกมาในลักษณะเฉลิมฉลอง เริงระบำหลังการฟื้นคืนชีพ กลับกลายเป็นการสรรเสริญพระคริสต์เสียมากกว่า!
ปล. แต่ผมตีความฉากนี้ ในมองของ Alex ทำเหมือนว่าบทเพลงของ Ludwig van Beethoven มีความยิ่งใหญ่เทียบเท่าพระผู้มาไถ่ Jesus Christ

ไม่ใช่แค่รูปแกะสลักเยซูคริสต์ หลังจากนั้นยังมีฉายภาพการประหารชีวิตแขวนคอ (คลิปจากภาพยนตร์ Cat Ballou (1965)), Alex สวมใส่เขี้ยวดูดเลือดเหมือนแวมไพร์, ฟุตเทจระเบิดขบวนรถไฟ (จากซีรีย์โทรทัศน์ Hogan’s Heroes ซีซัน 6 Ep. 11 ตอน Operation Tiger (1970)), คลิปภาพยนตร์ One Million Years B.C. (1966) และจบลงด้วยคลิปลาวากำลังปะทุ … เหล่านี้มีสิ่งเหมือนกันคือหายนะ ความรุนแรง สิ่งชั่วร้ายซ่อนเร้นภายในจิตใจของ Alex

การมาถึงของเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ P. R. Deltoid รับรู้ว่า Alex ไม่ใช่เด็กดี จึงพยายามตักเตือนอย่าทำอะไรผิดพลาด เสี้ยมสอนด้วยการทุบเป้า ล้อกับตอนที่ Alex ใช้ไม้เท้าทุบเป้าลูกน้อง Dim (ถึงสองครั้ง) เพื่อเป็นการเสี้ยมสอนไม่ให้กระทำอะไรเกินเลยความถูกต้องเหมาะสม
ทำไมถึงต้องทุบเป้า? เพราะบริเวณนั้นมันคือแรงผลักดันทางเพศ (Sex Drive) เหตุผลที่ทำให้ Alex ออกท่องรัตติกาล ก่ออาชญากรรม ปล้นชิงทรัพย์ บุกรุกบ้าน ทำร้ายร่างกาย ข่มขืนผู้อื่น จุดเริ่มต้นสารพัดปัญหาวัยรุ่นอารมณ์ร้อน

สถานที่แห่งนี้คือ Chelsea Drugstore ห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมๆขนาดสามชั้น ตั้งอยู่ตรงหัวมุม Kings Road และ Royal Avenue ในย่าน Chelsea, London ออกแบบโดยสถาปนิก Antony Cloughley และดีไซเนอร์ Colin Golding เปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 1968 ด้วยความแปลกตา สถาปัตยกรรมโมเดิร์น ยุคสมัยนั้นถือเป็นใจกลาง “Heart of Swinging London” ขนาดว่าวงดนตรี The Rolling Stones แต่งบทเพลง You Can’t Always Get What You Want … น่าจะอารมณ์ประมาณ Lido, Siam ในยุครุ่งเรือง
เกร็ด: ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ภาพนี้แอบซ่อนแผ่นเสียง 2001: A Space Odyssey (1968)

Orgy Sex Scene ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Funeral Parade of Roses (1969) ที่ทำการ Fast Motion/Fast Forward ถ่ายทำแบบสดๆ ไม่มีบทใดๆ McDowell เล่าว่าใช้เวลาถ่ายทำจริงๆ 28 นาที (สังเกตว่าเอาเสร็จ ลุกขึ้นแต่งตัว เสร็จแล้วเอากันอีกรอบ) จนผกก. Kubrick ต้องตะโกนบอก “That’s enough Malcolm! That’s enough!”
ซีเควนซ์นี้สามารถมองในลักษณะเสียดสีล้อเลียน ความสุขทางเพศ (Sexual Desire) เป็นสิ่งประเดี๋ยวประด๋าว ความสุขชั่วครั้งคราว เมื่อไต่เต้าถึงจุดไคลน์แม็กซ์ ขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ดอยู่ไม่กี่(เสี้ยว)วินาทีก็ตกลงมา ซึ่งพอผสมเข้ากับบทเพลง William Tell Overture (The March of the Swiss Soldiers) ที่มีท่วงทำนองสร้างความหึกเหิมระหว่างการกรีธาทัพเข้าสู่สนามรบ เลยช่วยสร้างความตลกขบขัน (ขำไม่ออกเสียมากกว่า)
It seemed to me a good way to satirize what had become the fairly common use of slow-motion to solemnize this sort of thing, and turn it into ‘art.’ The William Tell Overture also seemed a good musical joke to counter the standard Bach accompaniment.
Stanley Kubrick
เกร็ด: ในนวนิยาย Alex ทำการมอมยาและข่มขืนเด็กสาวอายุ 10 ขวบ แต่ภาพยนตร์มันทำไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อยู่แล้ว จึงเปลี่ยนมาเป็นชักชวนหญิงสาวแปลกหน้าขึ้นมาร่วมเพศสัมพันธ์ เท่านั้นเอง

ยามเย็นขณะกำลังจะเดินทางไปหาพรรคเพื่อนฝูง สมาชิกกลุ่ม Droogs มาเฝ้ารอคอยอยู่ใต้อพาร์ทเม้นท์ของ Alex เพื่อจะพูดคุยต่อรอง Dim เรียกร้องความเสมอภาคเท่าเทียม ตอนหยุดภาพช็อตนี้ผมนึกว่า(Dim)ถือดุ้นอะไรสักอย่าง วางตรงตำแหน่งอวัยวะเพศชาย (มันสามารถสื่อถึงการอวดเบ่งทางเพศ ใครใหญ่กว่าคือผู้นำ) แต่แท้จริงแล้วกลับคือล้อรถวงกลม ซึ่งคือตัวแทนเพศหญิง
หลังจากรับฟังข้อเสนอของ Dim มีการสลับเปลี่ยนมุมกล้อง 180 องศา Alex เดินเข้ามาเอาเป้ากางเกงชี้หน้า จากนั้นทิ้งตัวลงนั่งค่อม (เหมือนท่าลิงอุ้มแตง/Woman on Top) ทำเหมือนให้ยินยอมรับ (แสร้งทำเป็น)ตอบตกลง


แต่ไม่ทันไรระหว่างก้าวเดินออกจากอพาร์ทเม้นท์ Alex ก็ใช้ไม้เท้า (สัญลักษณ์แทนลึงค์ อวัยวะเพศตนเอง) ทุบตีเป้ากางเกงของลูกน้องอย่าง Slow Motion เพื่อเป็นการลงโทษ โต้ตอบ สำแดงอำนาจ และยังชักมีดออกมาทิ่มแทง ประกาศศักดิ์ดาว่า(อวัยวะเพศ)ข้านี่แหละคือหัวหน้าแก๊งค์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ยินยอมให้ใครทำตัวสูงส่งกว่าตนเอง
เกร็ด: ฉากนี้ถ่ายทำยัง Binsey Walk ริมทะเลสาป Southmere Lake, Thamesmead South (London) แม้ว่าตึกด้านหลังทุบไปแล้ว แต่เห็นคนแซวว่าตึกใหม่ยังคงสถาปัตยกรรม Brutalist อัปลักษณ์ไม่ต่างจากเดิม

ป้าแมว (Catlady) คงเป็นหญิงหม้ายผู้มีความหมกมุ่นทางเพศอย่างรุนแรง ใช้แมว โยคะ และศิลปะทางเพศเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ของตนเอง การมาถึงของ Alex พบเห็นตัวตนแท้จริงที่พยายามปกปิดซ่อนเร้น จึงสำแดงอารยะขัดขืน ปฏิเสธยินยอมรับความจริง ก่อนถูกทิ่มแทงโดยประติมากรรมลึงค์ แล้วร้อยเรียงสารพัดภาพนู้ดในเสี้ยววินาที … เป็นฉากที่มีการตัดต่อรวดเร็วมากๆ ผมเลยทำแบบ Slow Motion มาให้ทันเห็นว่ามีภาพอะไรบ้าง
เกร็ด: ประติมากรรมลึงค์ในบ้านของป้าแมวชื่อว่า Rocking Machine เป็นอีกผลงานของ Herman Makkink ขณะที่ภาพวาดรอบห้อง(และตอนร้ายเรียงภาพนู้ด)เป็นของน้องชาย Cornelis Makkink ทั้งหมดเคยใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Dropout (1970)


ฉากตรวจร่างกายนักโทษ ผู้ชมสมัยนั้นอาจเกิดข้อคำถามว่ามีกฎระเบียบ การปฏิบัติเช่นนี้จริงๆหรือ? คำตอบคือใช่ เพื่อไม่ให้นักโทษแอบนำเอาบางสิ่งอย่างเข้าไปในเรือนจำ แต่สิ่งที่ผกก. Kubrick ต้องการนำเสนอนั้นผ่านตัวละครหัวหน้าผู้คุม Chief Guard Barnes (รับบทโดย Michael Bates) ที่มีท่าทางเข้มงวด น้ำเสียงดุดัน ตัวแทนของผู้นำเผด็จการเบ็ดเสร็จ ไม่มีใครสามารถต่อต้านขัดขืน … เป็นตัวละครที่อาจทำให้หลายคนระลึกถึงผู้ฝึกสอน Hartman ภาพยนตร์ Full Metal Jacket (1987)
แซว: ภาพช็อตนี้แม้เป็นการตรวจทวารหนัก (ว่าแอบซุกซ่อนอะไรบางอย่างในนั้นหรือไม่) แต่ลักษณะการคาบไฟฉาย (คล้ายซิการ์ของพลจัตวา Jack D. Ripper ภาพยนตร์ Dr. Strangelove) ลักษณะเหมือนลึงค์ อวัยวะเพศชาย กำลังจะทิ่มแทงประตูหลัง มองในเชิงสัญลักษณ์ก็คือการสำแดงอำนาจของผู้คุม ใครก้าวข้ามเส้น หรือไม่ปฏิบัติความคำสั่งก็จักถูกลงโทษทัณฑ์

นี่ไม่ใช่ว่าผกก. Kubrick ทำการอ้างอิงถึง Spartacus (1960) แม้สิ่งที่ Alex จินตนาการถึงจะคือจักรวรรดิโรมัน (Roman Empire) แต่การมาถึงของ Jesus Christ ภายหลังจากความตายของ Spartacus ประมาณ 70+ ปี!
การที่ Alex อ่านคัมภีร์ไบเบิลแล้วจินตนาการตนเองเป็น Jesus Christ ไม่ใช่ว่าเขาเกิดความสำนึกผิด หรือกำลังจะกลายเป็นพระผู้ไถ่ แต่หนังต้องการสื่อถึงความทุกข์ของตนเองที่ถูกกักขังในเรือนจำขณะนี้ = Passion of Christ (พระทรมานของพระเยซู) … จะว่าไป Alex สามารถเป็นพระผู้ไถ่ในมุมของเผด็จการ มนุษย์ต้นแบบ บุคคลดีแท้เพราะไม่สามารถกระทำสิ่งชั่วร้ายใดๆ
Alex brutally fantasizes about being a Roman guard at the Crucifixion while he feigns Bible study in the prison library. A few moments later, he tells the prison chaplain that he wants to be good. The chaplain, who is the only decent man in the story, is taken in by Alex’s phoney contrition. The scene is still another example of the blackness of Alex’s soul.
Stanley Kubrick



ก่อนการมาถึงของรัฐมนตรี Frederick พบเห็นนักโทษถูกสั่งให้ออกมาเดินกินลมชมวิวภายนอกห้องขัง มีลักษณะเวียนวงกลม ได้แรงบันดาลใจจากภาพแกะสลักไม้ (Woodblock) ชื่อว่า Newgate – Exercise Yard (1872) ของ Gustave Doré แต่หลายอาจรับรู้จักอีกภาพหนึ่ง Prisoners’ Round (after Gustave Doré) (1890) ของ Vincent van Gogh วาดขึ้นขณะพักรักษาอาการป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช Saint-Paul Asylum (Saint-Rémy) ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปภายนอก ก็เลยวาดภาพนี้แทนความรู้สึกอัดอั้นของตนเอง
I walked, with other souls in pain
Oscar Wilde จากบทกวี The Ballad of Reading Gaol (1897)
Within another ring
And was wondering if the man had done
A great or little thing.


Ludovico Technique เป็นการรักษาที่สมมติขึ้นมา (Fictional Treatment) วิธีการคือให้ผู้รับการรักษาลืมตา ห้ามกระพริบ (ด้วยอุปกรณ์ง้างเปิดตา) รับชมสิ่งที่เป็นความรุนแรง ความเหี้ยมโหดร้ายของสังคม ฟุตเทจนาซี ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข่มขืนกระทำชำเรา ฯ เพื่อให้ภาพเหล่านั้นติดตราฝังใจ จนร่างกายมิอาจโต้ตอบสนอง แสดงปฏิกิริยาต่อต้านเมื่อพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าวในชีวิตจริง
ในความเป็นจริง เทคนิคนี้ไม่เคยได้รับการทดลองหรือพิสูจน์ว่าสามารถใช้บำบัดรักษานักโทษอาชญากรรมได้จริง! อย่าเอาไปทดลองเล่นกับเพื่อนๆนะครับ นั่นเพราะการลืมตานานๆ สร้างความระคายเคืองอย่างมาก ขนาดว่าต้องให้หมอจริงๆคอยประกบ หยอดน้ำยาอยู่เคียงข้างตลอดเวลา และครั้งหนึ่ง McDowell เกิดอาการคันหนักมาก กลิ้งเกลือกดวงตาไปถากเหล็กง้าง สูญเสียการมองเห็น สายตามืดบอดไปชั่วขณะ … โชคดีที่ไม่เป็นอะไรร้ายแรง
เกร็ด: ฟุตเทจภาพยนตร์ที่ฉายในช่วงนี้ประกอบด้วย Triumph of the Will (1935) และ Distant Journey (1950)

หลังเสร็จสิ้นการรักษา Alex ก็ได้ขึ้นเวทีเพื่อทำการแสดงผลลัพท์ นี่ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่แก๊งค์ Billy-boy พยายามฉุดกระชากหญิงสาวบนเวที (พร้อมบทเพลง The Thieving Magpie) แต่คราวนี้จะกลับตารปัตรตรงกันข้าม คือแสดงออกต่อต้านความรุนแรงทุกระดับ … จะว่าไปสิ่งที่ Alex แสดงออกมาบนเวที มันก็ล้อกับ “การแสดง” ยิ่งนัก!

ผมละนึกว่าเรื่องเท้าๆจะจบไปแล้วกับ Spartacus (1960) และ Lolita (1962) จนกระทั่งมาพบเห็นสองซีนนี้ที่ระหว่างทำการแสดง Alex มิอาจโต้ตอบความรุนแรง จำยินยอมก้มหัวศิโรราบ เลียรองเท้า และอยู่แทบเท้าหญิงสาว … นี่สามารถสะท้อนการใช้อำนาจของเผด็จการ(เบ็ดเสร็จ) ประชาชนเป็นเพียงใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาท ไม่สามารถต่อต้านขัดขืนประการใด


หลังเสร็จสิ้นการทดลองบนเวที มันจะมีสองภาพนี้ที่มีทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม!
- รัฐมนตรี Frederick ยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของ Alex พูดกล่าวสุนทรพจน์ถึงผลลัพท์ที่ตอบสนองความต้องการของรัฐ
- ภาพถ่ายย้อนแสง มักสื่อถึงการกระทำในสิ่งตรงกันข้ามกับวิถีที่ควรเป็น
- ตรงกันข้ามกับบาทหลวงลุกขึ้นมาจับไหล่อีกข้าง แสดงความคิดเห็นในเชิงตั้งคำถาม เช่นนั้นแล้ว Alex ยังมีความสามารถในการครุ่นคิดตัดสินใจ เจตจำนงค์เสรีของตนเองหรือไม่?
- มุมกล้องถ่ายจากเบื้องหน้า คงจะสื่อถึงการเผชิญหน้ากับความจริง
นี่ก็ชัดเจนว่ารัฐมนตรี Frederick อยู่ฟากฝั่งรัฐที่สนเพียงผลลัพท์ คนรุ่นใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐ ตรงกันข้ามกับบาทหลวง ยืนอยู่ฟากฝั่งเสรีชน เชื่อในเจตจำนงค์เสรี มนุษย์สามารถกระทำผิดพลาด เราถึงต้องเรียนรู้จักการยกโทษให้อภัย
ปล. แสงไฟสป็อตไลท์ เราอาจตีความว่าคือสัมผัสของพระเจ้า ในขณะที่มุมกล้องถ่ายด้านหน้าเมื่อบาทหลวงเดินเข้ามา ถือเป็นอาบฉาบแสงสว่าง, รัฐมนตรี Frederick กระทำสิ่งย้อนแสง ตรงกันข้ามกับวิถีธรรมชาติมนุษย์


ฉากความพยายามฆ่าตัวตายของ Alex นอกจากสตั๊นแมนกระโดดลงมา ยังใช้ภาพมุมมองบุคคลที่หนึ่ง วิธีการก็คือใส่กล้องลงในกล่องพลาสติกใสโยนลงมา ครั้งหนึ่ง-สอง-สามยังไม่ได้ดั่งใจ ต้องครั้งที่หกถึงได้ภาพไม่ค่อยส่าย ไม่ค่อยสั่น และหล่นลงตรงตำแหน่งที่ต้องการ แต่ผลลัพท์ทำให้เลนส์แตก กล้องเสียหาย โชคดีว่าฟีล์มยังใช้งานได้

ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา เลยไม่อยาก(จิต)วิเคราะห์ความฝันและคำตอบของ Alex แต่ก็แอบรู้สึกว่าคำพูดหมอนี่มันช่างบิดเบี้ยว แตกต่างจากภาพพบเห็น ซึ่งสามารถสะท้อนสันดาน-ธาตุแท้-ตัวตน เต็มไปด้วยความเก็บกด หมกมุ่นมักมาก เคลือบแฝงความรุนแรง โดยเฉพาะภาพสุดท้ายน่าจะชัดเจนที่สุด อยากนำไข่นกมาเขวี้ยงขว้างทำลาย พร้อมแสดงกิริยาท่าทางออกมาโดยสันชาตญาณ





ฉากอ้าปากหวอไม่มีในบทหนัง เกิดขึ้นระหว่างความเหนื่อยหน่ายหลายสิบร้อยเทคจนผกก. Kubrick เริ่มหงุดหงิดหัวเสีย ซึ่งพอ McDowell มองเห็นปฏิกิริยาดังกล่าวเลยแสดงท่าทางประชดประชัน ทำปากหวอเหมือนปลาบู่ รอคอยการป้อนอาหารเข้าปาก แต่ให้ตายเถอะโรบิ้น! นี่กลับกลายเป็นการกระทำเคลือบแฝงนัยยะได้อย่างลึกซึ้งมากๆ
นี่เป็นช่วงขณะที่รัฐมนตรี Frederick เข้ามาพูดคุยต่อรอง ยื่นข้อเสนอให้ Alex เรียกว่าแทบจะ(รับ)ประทานทุกสิ่งอย่างเพื่อแลกกับความร่วมมือ สมัยหน้าเลือกตั้งจะได้ไม่สูญเสียตำแหน่งของตนเอง ด้วยความที่ชายหนุ่มไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว (ร่างกายเข้าเฝือก) ปากของเขาจึงเปิดอ้า รับ(ประทาน)ทุกสิ่งอย่างเข้ามา ยินยอมตามคำขอโดยไม่โต้ตอบขัดขืน … หรืออาจมองว่า Alex ถูกกลืนกิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก้มหัวศิโรราบให้กับระบบ

“I was cured, all right!” คำกล่าวสุดท้ายของ Alex น้ำเสียงอาจฟังดูเนิบนาบ แต่ความตั้งใจของผู้สร้างยังคงเป็นการเสียดสีล้อเลียน ถึงร่างกายจะได้รับการเยียวยารักษาจนมิอาจแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบความรุนแรง แต่ภายในจิตใจยังคงจินตนาการภาพร่วมรัก/ข่มขืนหญิงสาวท่ามกลางผู้คนยืนปรบมือชื่นชม (สัญญะแทนการได้รับการยินยอมรับจากสังคม) พร้อมบทเพลงท่อนจบ Ode to Joy ไต่เต้าถึงจุดสูงสุด/สรวงสวรรค์
ตอนจบดั้งเดิมของนวนิยายนั้น เท่าที่ผมอ่านเจอก็คือต้องการให้ Alex ได้เรียนรู้จักการไถ่โทษ ไถ่บาป (Redemption) คือเกิดความรู้สึกสำนึกผิดต่อสิ่งเคยกระทำจริงๆ แต่ในมุมของผกก. Kubrick (และชาวอเมริกัน) ครุ่นคิดเห็นว่าการจบแบบนั้นมันไม่สมเหตุสมผล ประณีประณอม มองโลกในแง่ดีเกินไป
คำกล่าวประโยคสุดท้าย “I was cured, all right.” ในมุมของผกก. Kubrick มีความละม้ายคล้าย “Mein Fuehrer, I can walk.” ของ Dr. Strangelove (1964) ราวกับเป็นการถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth) ก้าวเข้าสู่โลกใหม่ … จะว่าไป Star Child ของ 2001: A Space Odyssey (1967) ก็ยังสอดคล้องเดียวกัน
In this sense, Alex’s last line, ‘I was cured all right,’ might be seen in the same light as Dr. Strangelove’s exit line, ‘Mein Fuehrer, I can walk.’ The final images of Alex as the spoon-fed child of a corrupt, totalitarian society, and Strangelove’s rebirth after his miraculous recovery from a crippling disease, seem to work well both dramatically and as expressions of an idea.
Stanley Kubrick
เกร็ด: ฉากนี้ถ่ายทำทั้งหมด 74 เทค! สังเกตปฏิกิริยาตัวประกอบยืนปรบมือ พวกเขาดูเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย เมื่อไหร่การถ่ายทำนี้จะเสร็จสิ้นเสียที

ผกก. Kubrick ลงมือตัดต่อหนังด้วยตนเองจนได้ ‘rough cut’ ความยาวกว่า 4 ชั่วโมง จากนั้นทำการว่าจ้าง Bill Butler ให้มาช่วยตัดโน่นนี่นั่นออกจนเหลือ 136 นาที น่าเสียดายฟุตเทจนำออกไปถูกสั่งให้เผาทำลายทิ้ง ไม่หลงเหลือ Delete Scene หรือ Director’s Cut ใดๆทั้งสิ้น
หนังดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายพึ่งพาไม่ได้ (Unreliable Narrator) ของ Alex DeLarge พานผ่านช่วงเวลาสามองก์ ตรงตามต้นฉบับนวนิยายแบบเป๊ะๆ ประกอบด้วย
- Alex’s World ดำเนินเรื่องในระยะเวลา 1-2 วัน ขณะเป็นหัวหน้าแก๊งค์ (Droogs) ออกท่องรัตติกาล ก่อนถูกลูกน้องทรยศหักหลัง
- Alex และผองพวกดื่มนมยัง Korova Milk Bar หวนระลึกกิจกรรมค่ำคืนนี้
- ออกไปกระทำร้ายร่างกายชายไร้บ้าน
- ทะเลาะวิวาทแก๊งค์คู่ปรับ
- ขับรถเล่นไปถึงบ้านของนักเขียน Frank Alexander กระทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน และข่มขืนภรรยา
- หวนกลับมายังจุดเริ่มต้น Korova Milk Bar รับฟังเสียงร้องเพลง Symphony No. 9
- Dim แสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมเผด็จการของ Alex
- Alex กลับมาอพาร์ทเม้นท์รับฟังเพลง Symphony No. 9
- เช้าตื่นสายไม่ไปโรงเรียน ได้รับการทักทายจากเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ P. R. Deltoid
- Alex ร่วมรักกับหญิงสาวสองคน
- ยามเย็นออกจากบ้าน สะสางปัญหาคาใจกับสมาชิกแก๊งค์
- Alex บุกเข้าบ้านป้าแมวก่อนถูกพรรคพวกทรยศหักหลัง
- Alex ถูกตำรวจจับกุม ตั้งข้อหาฆาตกรรม ได้รับโทษจำคุก 14 ปี
- Alex และผองพวกดื่มนมยัง Korova Milk Bar หวนระลึกกิจกรรมค่ำคืนนี้
- The Ludovico Technique สองปีผ่านไปในเรือนจำ ทำตัวเป็นเด็กดีเพื่ออาสาสมัครเข้าร่วมการทดลองวิธีรักษารูแบบใหม่ใหม่ แล้วผ่านไปไม่รู้กี่วันเดือนปี จนสามารถขึ้นเวที แสดงให้เห็นว่ากลายเป็นคนใหม่
- Alex ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ผ่านการตรวจร่างกาย
- สองปีถัดมา, Alex ทำงานผู้ช่วยบาทหลวง กลายเป็นนักโทษความประพฤติดี พยายามโน้มน้าวให้หลวงพ่อเสนอชื่อตนเข้าเข้าร่วมการรักษา Ludovico Technique
- การมาถึงของรัฐมนตรี Frederick แวะเวียนมาตรวจเรือนจำ Alex ทำตัวโดดเด่นเพื่อเสนอตนเองเข้าร่วมโปรแกรม
- Alex เดินทางสู่สถานที่ทำการทดลอง
- การทดลอง Ludovico Technique เบิกตาโพลงรับชมสารคดีนาซี ความรุนแรง และการร่วมเพศสัมพันธ์
- พอการรักษาเสร็จสิ้น Alex ขึ้นเวทีทำการทดลอง แม้จิตใจโหยหา แต่ร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อต้านความรุนแรงและสิ่งยั่วเย้า
- After Prison ออกจากเรือนจำ กรรมต่างๆเคยทำไว้ก็ค่อยๆหวนกลับคืนสนองในชั่วข้ามคืน
- เดินทางกลับมาอพาร์ทเม้นท์ ค้นพบว่าห้องพักตนเองกลายเป็นห้องเช่าของ Joe
- พอไม่มีที่ซุกหัว Alex จึงไปเดินเล่นริมน้ำ พบเจอกลุ่มคนไร้บ้านที่เคยถูกเขากระทำร้าย
- ได้รับความช่วยจากตำรวจ แต่ปรากฎว่าคือบรรดาลูกน้องเก่าของตนเอง
- เดินทางมาขอความช่วยเหลือถึงบ้านหลังหนึ่ง โดยไม่รู้ตัวคือนักเขียน Frank Alexander ที่เคยถูกกระทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายคงจำไม่ได้เพราะตอนนั้นสวมใส่หน้ากาก
- แต่ทว่า Frank Alexander จดจำได้หลังจาก Alex ขับร้องเพลง Singin’ in the Rain
- Frank วางแผนจะใช้ Alex เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีรัฐบาล
- Alex ถูกคุมขังในห้องเปิดเพลง Beethoven ก่อนตัดสินใจกระโดดหน้าต่าง พยายามจะฆ่าตัวตาย
- Alex รอดตายหวุดหวิด เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล บิดา-มารดาเดินทางมาเยี่ยมเยียน
- หมอทำบททดสอบจิตวิเคราะห์
- รัฐมนตรี Frederick เดินทางมาเยี่ยมเยียน ปรับความเข้าใจ ถ่ายรูปกับสื่อ
- I was cured, all right!
ในส่วนของเพลงประกอบ แทบทั้งหมดจะคือบทเพลงคลาสสิกจากคีตกวีมีชื่อ Ludwig van Beethoven, Gioachino Rossini, Henry Purcell, Edward Elgar ฯ บางครั้งก็นำมาใส่ตรงๆ และอีกหลายครั้งเรียบเรียงใหม่โดย Wendy Carlos (ชื่อเดิม Walter) นักดนตรีข้ามเพศสัญชาติอเมริกัน ใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงทำออกมาแนว Electronic Music กลิ่นอาย Futuristic สุดล้ำอนาคต
ในอัลบัมเพลงประกอบตั้งชื่อ Title Music from A Clockwork Orange แต่เป็นการเรียบเรียงจากบทเพลง Music for the Funeral of Queen Mary, Z. 860 (1695) ประพันธ์โดย Henry Purcell เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีเพลิงศพของ Queen Mary II of England (1662-94, ครองราชย์ 1689-94)
ผมนำต้นฉบับเพลงนี้มาให้รับฟังเปรียบเทียบกัน บรรเลงโดยใช้เครื่องเป่าทองเหลือง ทรัมเป็ต, ทรัมโบน, ยูโฟเนียม, ทูบา และกลอง Tupan ฟังผ่านๆอาจแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่เครื่องสังเคราะห์เสียงมันมีกลิ่นอาย Futuristic สัมผัสแห่งโลกอนาคต และท่วงทำนองงานศพ บรรยากาศแห่งความตาย = สภาพสังคมเสื่อมทราม (Dystopian) ใกล้ถึงกาลล่มสลาย
ฉากเผชิญหน้ากับแก๊งค์คู่อริ Billy-boy กำลังพยายามข่มขืนหญิงสาวบนเวที และจู่ๆ Alex ลงมือกระทำร้ายพวกพ้องผลักต่อบ่อน้ำ (ลากยาวไปถึงบ้านของป้าแมว) ได้ยินบทเพลง La gazza ladra แปลว่า The Thieving Magpie (สาลิกาขโมย) อุปรากรสององก์ประพันธ์โดย Gioachino Rossini, ดัดแปลงจากบทละคอนฝรั่งเศสของ Jean-Marie-Theodor Badouin d’Aubigny & Louis-Charles Caigniez, แปลภาษาอิตาเลียนโดย Giovanni Gherardini ทำการแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1817
เรื่องราวของสาวใช้ Ninetta ถูกกล่าวหาว่าลักขโมยเครื่องเงินของนายจ้างเพื่อไปช่วยเหลือบิดาหลบหนีทหาร จนถูกจับกุม ติดคุกติดตาราง กำลังจะได้รับโทษประหาร โดยที่แท้จริงแล้วเธอไม่ได้กระทำอะไรผิด เป็นเจ้านกสาลิกา (Magpie) ที่ขโมยเครื่องเงินไปซ่อนในรังของตนเอง … เราสามารถเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์บนเวที (ที่แก๊งค์คู่อริพยายามฉุดกระฉากหญิงสาว) และสะท้อนเข้ากับสิ่งกำลังจะบังเกิดขึ้นกับ Alex ถูกพรรคพวกทรยศหักหลัง ไม่ได้ตั้งใจฆ่าคนตาย กลับต้องติดคุกคิดตาราง
บทเพลงที่ใช้ในหนังคือ Overtune อารัมบทก่อนเข้าสู่เรื่องราวของอุปรากร ผมนำมาให้ฟังทั้งเพลง (ที่ใช้ในหนังอยู่นาที 4.30) ควบคุมวงโดย Herbert von Karajan ร่วมกับ Berliner Philharmoniker มีความหนักแน่น ทรงพลัง อลังการ สไตล์ Karajan เหมาะกับเพลงลักษณะนี้ยิ่งนัก!
Singin’ in the Rain ต้นฉบับแต่งโดย Nacio Herb Brown, คำร้องโดย Arthur Freed, สำหรับการแสดงละคอนเวที Broadway เรื่อง The Hollywood Music Box Revue (1929) ก่อนกลายมาเป็นภาพยนตร์ The Hollywood Revue of 1929 (1929) และโด่งดังกลายเป็นตำนานกับโคตรหนังเพลง Singin’ in the Rain (1952) ขับร้องโดย Gene Kelly พร้อมกับการเริงระบำท่ามกลายสายฝน
แต่สิ่งที่ยกระดับ Singin’ in the Rain ให้อยู่เหนือตำนานก็คือ Alex ขับร้อง เริงระบำ ขณะกระทำร้ายร่างกาย Frank Alexander และข่มขืนกระทำภรรยาของอีกฝ่าย นี่เป็นการตีแผ่ความสองแง่สองง่ามของเพลงนี้ “What a glorious feelin'” “I’m ready for love” “Come on with the rain, I’ve a smile on my face” รำพันความสุขฤทัยระหว่างการใช้ความรุนแรง พร้อมแล้วที่จะข่มขืนกระทำชำเรา
I’m singin’ in the rain, just singin’ in the rain
What a glorious feelin’, I’m happy again
I’m laughin’ at clouds so dark up above
The sun’s in my heart and I’m ready for love
Let the stormy clouds chase everyone from the place
Come on with the rain, I’ve a smile on my face
I walk down the lane with a happy refrain
Just singin’, singin’ in the rainDancing in the rain
I’m happy againI’m singin’ and dancin’ in the rain
I’m dancin’ and singin’ in the rain
การมาถึงของรัฐมนตรี Frederick คือหนทางรอดของ Alex ได้ยินบทเพลงมาร์ช Pomp and Circumstance March (1857-1934) ประพันธ์โดย Edward Elgar มีทั้งหมด 5 เพลง (No.1-5) ซึ่งในหนังจะได้ยิน No. 1 และ No. 4 ตอนออกเดินทางสู่สถานที่ทำการทดลอง The Ludovico Technique
เมื่อตอน Alex ได้รับการปล่อยตัว เดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์ของครอบครัว บทเพลงดังจากวิทยุ I Want to Marry a Lighthouse Keeper (1970) แต่ง/ขับร้อง Erika Eigen, เนื้อคำร้องรำพันความฝันหญิงสาวที่จะแต่งงาน อาศัยอยู่บ้านประภาคาร หรือก็คือ Alex คร่ำครวญคิดถึงบ้าน แต่พอมาถึงทุกสิ่งอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไป
I want to marry a lighthouse keeper
And keep him company
I want to marry a lighthouse keeper
And live by the side of the sea
I’ll polish his lamps by the light of day
So the ships at night can find their way
I want to marry a lighthouse keeper
Won’t that be okay?We’ll take walks along the moonlit bay
Maybe find a treasure, too
I’d love living in a lighthouse
How ‘bout you?
I dream of living in a lighthouse, baby,
Every single day
I dream of living in a lighthouse
The white one by the bay
So if you want to make my dreams come true
You’ll be a lighthouse keeper, too
We could live in a lighthouse
The white one by the bay
Won’t that be okay?
ทำไมต้อง Symphony No. 9 (1824) ผลงานโบว์แดงชิ้นสุดท้ายที่ประพันธ์เสร็จสิ้นของ Ludwig van Beethoven? นี่แตกต่างจากเพลงงานศพเศร้าๆ Music for the Funeral of Queen Mary โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย An die Freude แปลว่า Ode to Joy จุดประสงค์เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเดินทางของมนุษย์ ทุกคนต่างเคยพานผ่านอุปสรรคขวากหนาม ช่วงเวลาแห่งความสุข-ทุกข์ มาจนถึงเป้าหมายปลายทาง (จะมองถึงความตายก็ได้กระมัง) สิ่งเลวร้ายใดๆก็ทอดทิ้งมันไว้ข้างหลัง แล้วมาสนุกด้วยกัน “O friends, no more these sounds! Let us instead strike up more pleasing and more joyful ones!”
- Allegro ma non troppo, un poco maestoso: เริ่มต้นด้วยเสียงกระซิบที่ลึกลับและคลุมเครือ ก่อนค่อยๆก่อตัวเป็นความเกรี้ยวกราด สื่อถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม จำต้องต่อสู้ดิ้นรน เผชิญหน้าความขัดแย้ง เพื่อดำเนินสู่เป้าหมายปลายทาง
- Molto vivace (Scherzo): เป็นท่อนที่มีจังหวะเร่งเร้า ซับซ้อน ทรงพลัง เปรียบเสมือนการเริงระบำ ชีวิตเต็มไปด้วยชีวา ช่วงเวลาแห่งความสนุกหรรษา นกน้อยโผบินสู่อิสรภาพ
- ก่อนเข้านอน Alex เปิดท่อนนี้แล้วมีการร้อยเรียงชุดภาพ Montage
- Adagio molto e cantabile: เต็มไปด้วยความโหยหา ปรารถนา ท่วงทำนองช้าๆสร้างสัมผัสล่องลอยเหมือนฝัน พร่ำเพ้อคร่ำครวญถึงความสงบสุข และสันติภาพ
- Finale (Presto): ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างในอดีต แล้วปลดปล่อยตนเอง เฉลิมฉลองชีวิตด้วยความสุขสำราญ
เกร็ด: ความสำคัญของ Symphony No. 9 อยู่ท่อนสุดท้าย Finale (Presto) หรือที่ใครๆเรียกว่า Ode to Joy ครั้งแรกของวงการเพลงคลาสสิกที่ผสมผสานนักร้องคอรัสจากทุกระดับเสียง (Soprano, Alto, Tenor และ Bass) จะว่าไปยังอาจถือเป็นซิมโฟนี่ขนาดใหญ่ครั้งแรกๆที่ผสมเสียงร้องคอรัสเข้าไปด้วยนะ ผลลัพท์ทำให้ได้เสียงร้องอันทรงพลัง และเป็นเอกภาค (Unity)
| ภาษาเยอรมัน | แปลอังกฤษ |
|---|---|
| O Freunde, nicht diese Töne! Sondern laßt uns angenehmere anstimmen, und freudenvollere. Freude! Freude! Freude, schöner Götterfunken Tochter aus Elysium, Wir betreten feuertrunken, Himmlische, dein Heiligtum! Deine Zauber binden wieder Was die Mode streng geteilt; Alle Menschen werden Brüder, Wo dein sanfter Flügel weilt. Wem der große Wurf gelungen, Eines Freundes Freund zu sein; Wer ein holdes Weib errungen, Mische seinen Jubel ein! Ja, wer auch nur eine Seele Sein nennt auf dem Erdenrund! Und wer’s nie gekonnt, der stehle Weinend sich aus diesem Bund! Freude trinken alle Wesen An den Brüsten der Natur; Alle Guten, alle Bösen Folgen ihrer Rosenspur. Küsse gab sie uns und Reben, Einen Freund, geprüft im Tod; Wollust ward dem Wurm gegeben, Und der Cherub steht vor Gott. Froh, wie seine Sonnen fliegen Durch des Himmels prächt’gen Plan, Laufet, Brüder, eure Bahn, Freudig, wie ein Held zum Siegen. Seid umschlungen, Millionen! Diesen Kuß der ganzen Welt! Brüder, über’m Sternenzelt Muß ein lieber Vater wohnen. Ihr stürzt nieder, Millionen? Ahnest du den Schöpfer, Welt? Such’ ihn über’m Sternenzelt! Über Sternen muß er wohnen. | Oh friends, not these sounds! Let us instead strike up more pleasing and more joyful ones! Joy! Joy! Joy, thou beauteous godly lightning, Daughter of Elysium, Fire drunken we are ent’ring Heavenly, thy holy home! Thy enchantments bind together, What did custom stern divide, Every man becomes a brother, Where thy gentle wings abide. Who the noble prize achieveth, Good friend of a friend to be; Who a lovely wife attaineth, Join us in his jubilee! Yes—he too who but one being On this earth can call his own! He who ne’er was able, weeping Stealeth from this league alone! Joy is drunk by every being From kind nature’s flowing breasts, Every evil, every good thing For her rosy footprint quests. Gave she us both vines and kisses, In the face of death a friend, To the worm were given blisses And the Cherubs God attend. As the suns are flying, happy Through the heaven’s glorious plane, Travel, brothers, down your lane, Joyful as in hero’s vict’ry. Be embrac’d, ye millions yonder! Take this kiss throughout the world! Brothers – o’er the stars unfurl’d Must reside a loving Father. Fall before him, all ye millions? Know’st thou the Creator, world? Seek above the stars unfurl’d, Yonder dwells He in the heavens. |
A Clockwork Orange (1971) นำเสนอความขัดแย้งระหว่างอิสรภาพส่วนบุคคล (Individual Freedom) vs. กฎกรอบทางสังคม (Social Order), เรื่องราวของชายหนุ่มเริ่มต้นเลือกใช้ชีวิตอาชญากร กระทำสิ่งชั่วร้าย ผิดกฎหมายบ้านเมือง จนกระทั่งเมื่อโดนจับกุม จึงถูกรัฐล้างสมอง ปรับเปลี่ยนมุมมองความครุ่นคิด เข้ารับการบำบัดรักษาให้กลายเป็นสิ่งที่พวกเขามองว่าคือความถูกต้องชอบธรรม
Of course, that there are limits to which society should go in maintaining law and order. Society should not do the wrong thing for the right reason, even though it frequently does the right thing for the wrong reason.
Stanley Kubrick
ข้อความประโยคแรกในนวนิยาย A Clockwork Orange เขียนว่า “What’s it going to be then, eh?” คำรำพันของผู้แต่ง Anthony Burgess จากบ้านไปสอนหนังสือต่างประเทศอยู่หลายปี พอหวนกลับมาพบเห็นความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งอย่างผิดแผกแตกต่างจากเดิมจนแทบจดจำอะไรไม่ได้ อนาคตจะเป็นยังไงต่อไป มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้?
ไม่ใช่แค่ความเปลี่ยนแปลงภายนอก ตึกระฟ้าสูงใหญ่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ความสนใจของ Burgess พุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถาม อะไรคือนิยามของคำว่าความดี (Goodness) สร้างเรื่องราวให้ชายหนุ่มหัวขบถ Alex เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยวิธี Ludovico Technique ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านสิ่งชั่วร้าย แสดงออกตามที่สังคมกำหนดกฎกรอบเอาไว้ แต่นั่นแลกกับทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการครุ่นคิดตัดสินใจ หรือที่เรียกว่าเจตจำนงค์เสรี (Free Will) นั่นนะหรือเป้าหมายอนาคตของมนุษยชาติ?
มันช่างไม่ต่างจากอุดมคติของพวกเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) ที่ต้องการควบคุมครอบงำทุกสิ่งอย่าง มนุษย์ไม่ต่างจากวัตถุ-สิ่งข้าวของ (แบบเดียวกับโต๊ะ-เก้าอี้รูปทรงมนุษย์ในร้าน Korova Milk Bar) ต้องปฏิบัติตามขนบกฎกรอบ กฎหมายบ้านเมือง ตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนดไว้ ไม่สามารถต่อต้านขัดขืน ไร้ซึ่งอิสรภาพและเจตจำนงค์เสรี
ความเป็นจริงของมนุษย์ ต่อให้ร่างกายกลายเป็นหุ่นจักรกล ถูกควบคุมด้วยโปรแกรมคำสั่ง ไม่สามารถกระทำสิ่งชั่วร้าย หรือแสดงปฏิกิริยาต่อความรุนแรงใดๆ แต่ความครุ่นคิดอ่าน/ภายในจิตใจคนเรา ก็ยังคงเพ้อฝันหวาน จินตนาการว่าได้กระทำสิ่งต่อต้านขัดขืน นั่นนะหรือการรักษาหาย ได้รับการยินยอมรับจากสังคม?
ในมุมมองของผกก. Kubrick มองเรื่องราวของ A Clockwork Orange (1971) ในลักษณะ Social Satire สะท้อนแนวคิดของเผด็จการ/คอมมิวนิสต์ที่พยายามจะควบคุมครอบงำ ปรับเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นหุ่นจักรกล มันช่างตลกร้ายสิ้นดี!
A social satire dealing with the question of whether behavioral psychology and psychological conditioning are dangerous new weapons for a totalitarian government to use to impose vast controls on its citizens and turn them into little more than robots.
แต่จะว่าไปมันก็ย้อนแย้งกับตัวเขาเองที่เป็นคนโหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) เวลาสรรค์สร้างภาพยนตร์ก็มักทำตัวเหมือนเผด็จการในกองถ่าย! ผลักดันนักแสดงพานผ่านประสบการณ์ทำงานคล้ายๆ Ludovico Technique จนสภาพร่างกาย-จิตใจอ่อนล้าถึงขีดสุด
การไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Kubrick ทำให้ผมเพิ่งมาตระหนักถึงความต่อเนื่อง-เชื่อมโยงกับ 2001: A Space Odyssey (1968) สังเกตเห็นหลายๆสิ่งอย่างมีความละม้ายคล้ายคลึง เริ่มต้นจากการต่อสู้ ความรุนแรง (ลิงสองเผ่าแก่งแย่งแหล่งน้ำ = กลุ่มนักเลงของ Alex ต่อสู้กับแก๊งค์คู่อริ) และเป้าหมายปลายทาง ต่างคือการสร้างมนุษย์ในอุดมคติ
- 2001: A Space Odyssey (1968) ก้าวข้ามขีดจำกัด/ขอบเขตความเป็นมนุษย์ (สู่การเป็น Star Child)
- A Clockwork Orange (1971) ทำการทดลองควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ (Behaviour Modification) เพื่อให้กลายเป็นบุคคลต้นแบบของสังคม
วงการภาพยนตร์โดยเฉพาะกับ Hollywood มีความคาดหวังให้ผกก. Kubrick กระทำสิ่งโน้นนี้นั้น ภายในระยะเวลา งบประมาณกำหนดไว้ แต่เขาไม่ต่างจาก Alex มีความหัวขบถ ดื้อรั้น เอาแต่ใจ ไม่สนห่าเหวอะไรใคร ‘enfant terrible’ ถ้าสมมติว่ายินยอมถูกล้างสมอง กลายเป็นหุ่นเชิดชักตามระบบสตูดิโอ ชีวิตคงบัดซบน่าดู
จากทุนสร้าง $1.3 ล้านเหรียญ แม้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์จะก่ำกึ่ง (มีทั้งชื่นชอบและถีบส่ง) ถูกแบนห้ามฉายหลายประเทศ แต่ยังสามารถทำในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $41 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $114 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม!
นอกจากนี้ยังได้รับเลือกเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice แม้ปีนั้นจะไม่มีการแข่งขันหาผู้ชนะรางวัล Golden Lion แต่หนังยังสามารถคว้ารางวัล Pasinetti Award: Best Foreign Film ของสมาคมนักข่าวภาพยนตร์แห่งอิตาลี (Italian National Syndicate of Film Journalists)
แม้เสียงตอบรับจะมีทั้งชอบไม่ชอบ แต่หนังได้เข้าชิง Oscar, Golden Globe และ BAFTA Award หลายสาขาทีเดียว
- Academy Award
- Best Picture พ่ายให้กับ The French Connection (1971)
- Best Director
- Best Film Editing
- Best Adapted Screenplay
- Golden Globe Awards
- Best Motion Picture – Drama
- Best Director
- Best Actor – Drama (Malcolm McDowell)
- BAFTA Award
- Best Film
- Best Direction
- Best Screenplay
- Best Cinematography
- Best Editing
- Best Production Design
- Best Sound
เกร็ด: A Clockwork Orange คือหนึ่งในสองภาพยนตร์ได้รับการจัดเรต X-Rated แล้วมีชื่อเข้าชิง Oscar: Best Picture อีกเรื่องก็คือ Midnight Cowboy (1969)
แม้ตอนออกฉายจะได้รับข้อครหา (Controversy Film) ถูกนักวิจารณ์ไม่น้อยย่ำเหยียบจมมิดดิน แต่กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่านี่คือหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล ติดอันดับชาร์ทหนังจากหลายๆสำนัก
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #235 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2012) ติดอันดับ #75 (ร่วม)
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #243 (ร่วม)
- AFI: Greatest American Films Of All Time (1998) ติดอันดับ #46
- AFI: Greatest American Films Of All Time (2007) ติดอันดับ #70
- BFI: Top 100 British films (1999) ติดอันดับ #81
- The Village Voice: Top 250 Best Films of the Century (1999) ติดอันดับ #112
- Empire: The 500 Greatest Movies of All Time (2008) ติดอันดับ #37
- Empire: The 100 Best British Films Ever (2013) ติดอันดับ #11
เกร็ด: ผู้กำกับดังๆที่โหวตหนังเรื่องนี้ในชาร์ทของ Sight & Sound (2022) ประกอบด้วย Michael Moore, Nicolas Winding Refn, Ali Abbasi และเป็นเอก รัตนเรือง
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดย Leon Vitali (มือขวาของผกก. Kubrick) ร่วมกับสตูดิโอ Warner Bros. สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD จัดจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2021 … เรื่องนี้ยังไม่มีในคอลเลคชั่นของ Criterion นะครับ
สมัยวัยรุ่นผมเคยหลงใหลคลั่งไคล้ A Clockwork Orange (1971) อะไรก็ไม่รู้ดูลึกล้ำ รุนแรง แตกต่าง ต่อต้านสังคม เหมือนจะเคยเป็นหนังโปรดอยู่สักพักหนึ่ง แต่พอเติบโตขึ้นก็เริ่มเอือมละอากับความรุนแรงระดับ Ultra-Violence มันเกินขีดจำกัดความเหมาะสมไปไหม? และพอกาลเวลาเคลื่อนผ่านไปอีกรอบ เริ่มสามารถมองหนังในเชิงนามธรรม ทำความเข้าใจเบื้องหลัง สาเหตุผล ค้นพบว่าแท้จริงแล้วนี่คือแนว Black Comedy (ไม่ต่างจาก Dr. Strangelove (1964)) เสียดสีล้อเลียนครอบครัว-สังคม-การเมือง (และศาสนา) ตลกร้ายแบบขำไม่ออกสักเท่าไหร่
หวนกลับมาคราวนี้ ทีแรกครุ่นคิดว่าคงไม่มีอะไรให้เขียนแล้วกระมัง แต่หลังไล่เรียงรับชมผลงานของผกก. Kubrick มาจนถึง A Clockwork Orange (1971) ทำให้มุมมอง/ความเข้าใจต่อหนังเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร พบเห็นความเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ รวมถึงความต่อเนื่องจาก 2001: A Space Odyssey (1968) ที่แม้คนละแนว ดูไม่น่าจะเกี่ยวเนื่อง กลับสามารถต่อยอดความคิด พบเห็นโลกใบใหม่เลยก็ว่าได้ … นี่ก็เท่ากับว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งอาจเป็นเพียงกระเบื้องโมเสกชิ้นเล็กๆของศิลปินคนนั้นๆ เราจำเป็นต้องศึกษาไล่เรียง แปะติดปะต่อ ค้นหาจุดเชื่อมโยง ถึงจะมีโอกาสพบเห็นภาพรวมทั้งหมด
จัดเรต NC-17 กับการปล้น-ฆ่า-ข่มขืน และความรุนแรงระดับ Ultra-Violence
Leave a Reply