Taking Off (1971)

Taking Off

Taking Off (1971) hollywood : Miloš Forman ♥♥♥

ลูกสาวหนีออกจากบ้าน (ผู้กำกับ Miloš Forman อพยพหนีลี้ภัยออกจากประเทศบ้านเกิด Czechoslovakia) คนเป็นพ่อแม่ย่อมต้องวิตกกังวล เครียดหนัก ออกติดตามค้นหาไม่พบเจอแล้วจะให้ทำยังไง? เข้าร่วมกลุ่ม Society for the Parents of Lost Children (SPLC) ได้รับคำแนะนำอยากเข้าใจหัวอกวัยรุ่น ก็ต้องทดลองในสิ่งที่พวกเขาหลงผิด สูบกัญชา เล่นไพ่แก้ผ้า บังเอิ้ญลูกกลับมาบ้านวันนั้นพบเห็นพอดีเข้า กลายเป็น Cult Film ไปโดยปริยาย และคว้ารางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes

Taking Off คือภาพยนตร์แนว Comedy ที่สะท้อนความหวาดวิตกจริตของคนเป็นพ่อแม่ ไม่เข้าใจหัวอกวัยรุ่น ด้วยเพราะช่องว่างระหว่างอายุยุคสมัยมีมาก ก็พยายามทดลองเปิดรับแนวคิดอะไรใหม่ๆ แต่สิ่งที่พวกเขากระทำแสดงออก ไม่แตกต่างอะไรกับลูกของตนเองแม้แต่น้อย

ปัญหาวัยรุ่นหนีออกจากบ้านเมื่อปีกกล้าขาแข็งโตพอ แทบทั้งนั้นล้วนมีสาเหตุจากพ่อ-แม่ เพราะครอบครัวขาดความสุข อบอุ่น พึงพอใจที่จะอาศัยอยู่บ้านหลังนี้ อาจด้วยความทรงจำเลวร้ายบางอย่างฝังตราตรึง รับไม่ได้กับความคิด-พูด-กระทำของผู้ใหญ่ สะสมมากคลั่งจนเมื่อถึงจุดแตกหัก การหนีจึงเป็นหนทางออกหนึ่งของปัญหา

ในมุมของพ่อ-แม่ ทุกวันต้องเหน็ดเหนี่อยตรากตรำจากการทำงานหนักหาเงิน บางครั้งก็ไม่มีเวลาให้ความสนใจลูก ปล่อยปละละเลย เพิกเฉยจนเคยชินลืมตัว มองข้ามปัญหาเล็กๆ สุดท้ายลูกหนีออกจากบ้านโบ้ยโทษว่าเป็นความไม่รักดีของพวกเขา น้อยนักจะหันย้อนมองดูตัวเอง เพราะฉันเองล้วนๆที่ผลักไสลูกรักให้ออกห่างจากไป

หลายคนอาจมองนอกกรอบ ปัญหาการหนีออกจากบ้านของวัยรุ่น เกิดจากอิทธิพลของสภาพสังคมและเพื่อนพวกพ้อง นี่มักเป็นคำโบ้ยของพ่อ-แม่เพื่อปัดความรับผิดชอบของตนเอง การคบเพื่อนของลูก ติดยา ร่าน Sex ล้วนสะท้อนสิ่งที่ครอบครัวปฏิบัติแสดงออกต่อพวกเขา ถ้าชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ดี เรื่องอะไรต้องไขว่คว้าหาสุขทางอื่นมากกว่า

ผมรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเลยว่าขำไม่ออกสักฉาก การกระทำแสดงออกของพ่อ-แม่ ชัดเจนเลยว่าเป็นพวกดื้อรัน เห็นแก่ตัว ไม่เคยรับฟังทำความเข้าใจหัวอกของลูกตนเองแม้แต่น้อย จนกระทั่งการหนีออกจากบ้านครั้งนี้ ทำให้เริ่มสามารถปรับเปลี่ยนโลกทัศนคติของตนเองในทางที่ดีขึ้น

Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932 – 2018) ผู้กำกับ นักแสดงภาพยนตร์สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านนาซี พอโดนจับเลยถูกยิงเสียชีวิต เด็กชาย Forman เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Nachod ต่อมาได้ครอบครัวบุญธรรมรับเลี้ยง ส่งเข้าโรงเรียนที่รวมรวมเด็กกำพร้าครอบครัวจากสงคราม (War Orphans) ที่นั่นทำให้มีโอกาสรู้จัก Ivan Passer (ผู้กำกับภาพยนตร์) และ Vaclav Havel (ต่อมาเป็น ปธน. ของสาธารณรัฐ Czech)

ด้วยความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ได้รับคัดเลือกเป็นตัวประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ เก็บเงินจนซื้อกล้องถ่ายภาพได้เอง จากนั้นเริ่มสนใจงานเบื้องหลัง กำกับถ่ายทำสารคดี จนมีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), The Firemen’s Ball (1967) ได้รับการยกย่องเป็นผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ Czechoslovak New Wave แต่เพราะเรื่องหลังถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์ตีตราว่าเป็นหนังท้าทายความเชื่อมั่นของสถาบัน เลยถูกแบนห้ามฉายตลอดกาล และ Forman ตัดสินใจไม่กลับประเทศบ้านเกิดของตนเอง

ระหว่างนั้นพักอาศัยอยู่ประเทศฝรั่งเศสระยะเวลาหนึ่ง ได้มีโอกาสรู้จักกับ Jean-Claude Carrière นักเขียนชื่อดังที่เป็นขาประจำของ Luis Buñuel’s อาทิ Diary of a Chambermaid (1964), Belle de Jour (1967), The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972) ฯ ร่วมกันพัฒนาบทภาพยนตร์ รับแรงบันดาลใจจากประกาศตามหาคนหายในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

หลังจากติดต่อได้ Paramount Pictures ขันอาสาออกทุนสร้างหนังเรื่องใหม่ ออกเดินทางมุ่งสู่ New York City ติดต่อสองนักเขียน John Klein และ John Guare ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงเรื่องราวมีความเป็นอเมริกันมากขึ้น กระนั้นเมื่อส่งบทไปยังสตูดิโอพิจารณากลับได้เสียงตอบรับไม่ดีเท่าไหร่ จำใจต้องออกหาสตูดิโออื่นที่พร้อมให้การสนับสนุน ตั้งงบประมาณเริ่มต้นไว้เพียง $140,000 เหรียญ โชคดีได้ Universal Pictures มอบทุนสูงถึง $810,000 เหรียญ

ตัวเลขนี้กับโปรดักชั่นภาพยนตร์ Hollywood ถือว่าค่อนข้างน้อย แต่ในมุมของ Forman ถือว่ามหาศาลเลยนะ (เพราะตอนสร้างหนังในประเทศบ้านเกิดตนเอง เรื่องหนึ่งได้งบไม่กี่หมื่นเหรียญเท่านั้น) นี่เป็นผลพลอยได้จากความสำเร็จของหนังทุนต่ำเรื่อง Easy Rider (1969) ใช้งบประมาณ $400,000 เหรียญ ทำเงินได้มหาศาล $60 ล้านเหรียญ กลายเป็นความสนใจพิเศษของ Universal Studios มอบทุนต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญ แก่ผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ มอบอิสระให้อย่างเต็มที่ไม่เข้าไปจุ้นจ้านควบคุมอะไร คาดหวังผลลัพท์ Mega Hit แต่ส่วนใหญ่เหมือนจะได้แค่ฝัน ประกอบด้วย The Last Movie (1971), The Hired Hand (1971), American Graffiti (1973) ฯ

เรื่องราวของครอบครัว Tyne เมื่อพ่อ-แม่ กลับมาบ้าน สังเกตพบว่าลูกสาว Jeannie หายตัวไป (แต่ผู้ชมจะรับรู้ว่า เธอแอบไปทำการ Audition เป็นนักร้อง) เกิดความว้าวุ่นกระวนกระวายใจ ติดต่อเพื่อนบ้านให้มาร่วมด้วยช่วยค้นหา
– บรรดาสามีหลังจากแจ้งความกับตำรวจเสร็จ ก็ไม่รู้จะไปค้นหาที่ไหนแวะเข้าบาร์ดื่มสุราเมามาย
– ส่วนภรรยาเฝ้ารอคอยอยู่ที่บ้าน พวกเธอพูดคุยเกี่ยวกับ Sex อันน่าตื่นเต้นเร้าใจ

แล้วอยู่ดีๆ Jeannie ก็โผล่ตัวกลับบ้านมาแบบตัวทองไม่รู้ร้อน แม่พยายามเค้นหาความจริง ส่วนพ่อที่กลับถึงบ้านพอดีกำลังเมามาย ใช้กำลังรุนแรงต่อเธอ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น Jeannie หายตัวไปอีกครั้ง ครานี้ลาลับจริงๆละ

สำหรับนักแสดง เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้น เลยสามารถว่าจ้างนักแสดงระดับกลางพอมีชื่อของ Hollywood แต่ส่วนใหญ่ก็มิได้โด่งดังอะไร อาทิ
– Lynn Carlin (เกิดปี 1938) จากเคยทำงานเป็นเลขานุการ เข้าตาผู้กำกับ John Cassavetes ชักชวนมารับบทสมทบ Faces (1968) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress, รับบท Lynn Tyne แม่ผู้มีความรวดร้าวทุกข์ทรมานใจจากการหายตัวไปของลูก ทั้งๆน่าจะเป็นความผิดของตนเองที่เรื่องมากเจ้ากี้เจ้าการเห็นแก่ตัว ซึ่งเธอแปรสภาพความอึดอัดอั้นนั้นให้กลายเป็นอารมณ์ทางเพศ ร่านสวาทยั่วรักสามี
– Buck Henry หรือ Henry Zuckerman (เกิดปี 1930) นักแสดง/นักเขียนบท (โด่งดังกับการเป็นนักเขียนมากกว่า) ผลงานเด่น อาทิ The Troublemaker (1964), ซีรีย์ Get Smart (1965-70), The Graduate (1967), Catch-22 (1970) ฯ รับบท Larry Tyne พ่อผู้เก็บกด เลิกบุหรี่ได้ก็เพื่อลูก แต่เมื่อหายตัวไปก็หาวิธีระบายด้วยสุราเมามายจนขาดสติใช้กำลัง หลังจากนั้นได้เข้าร่วมองค์กร SPLC ทำให้โลกทัศน์ความคิดค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น

สำหรับ Linnea Heacock ในบท Jeannie เป็นความบังเอิญของผู้กำกับ Forman พบเห็นเธอในกลุ่มฮิปปี้ กำลังหยอกล้อเล่นกับเพื่อนอยู่แถวๆ Bethesda Fountain, New York Central Park เดินเข้าไปพูดคุยชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ (ว่าไปวิธีการค้นหานักแสดงแบบนี้ คล้ายๆกับ Vittorio De Sica ปรมาจารย์ผู้กำกับสัญชาติอิตาเลี่ยน ที่มักมีภาพของตัวละครอยู่ในจิตใจ ออกค้นหาทั่วกรุงโรม ถ้าพบเจอชักชวนยอมมาร่วมงานเท่านั้นถึงจะได้สร้างภาพยนตร์)

เกร็ด: ในบรรดานักแสดงที่มา Audition บางคนได้กลายเป็นนักร้อง/นักแสดงสมใจ อาทิ Carly Simon, Kathy Bates, Jessica Harper ฯ

ถ่ายภาพโดย Miroslav Ondříček ตากล้องสัญชาติ Czech ขาประจำของ Forman ตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก ลากพาตัวมาด้วยถึงอเมริกา ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ If…. (1968), Ragtime (1980), Silkwood (1983), Amadeus (1984), Awakenings (1990) ฯ

ไดเรคชั่นของการถ่ายภาพ ราวกับกล้องคือตัวละครหนึ่งในสถานที่นั้นๆ จับจ้องมองสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งโดยรู้ตัว/ไม่รู้ตัว บางครั้งดูเหมือนแอบถ่ายลับๆล่อๆ พบเห็นปฏิกิริยาแสดงออกโดยไม่เต็มใจนัก

ฉากเล่นไพ่แก้ผ้า ผู้กำกับ Forman จงใจปกปิดเป็นความลับว่าใครจะคือผู้แพ้ชนะ ซึ่งเขาเป็นคนจัดไพ่เรียงเองกับมือ ปล่อยให้นักแสดงลุ้นกันสุดโต่งว่าฉันจะต้องถอดอะไรหรือเปล่า ไม่มีเตี้ยมดิ้นเอาตัวรอดกันเอง ผลลัพท์ออกมานั่นคือปฏิกิริยาจริงๆของพวกเขาและเธอ (แต่ไม่รู้เมากัญชากันจริงๆหรือเปล่านะ สมจริงมากๆ)

ตัดต่อโดย John Carter, นี่ถือเป็นไฮไลท์ที่ทำความเข้าใจยากพอสมควร เพราะมักใช้การกระโดดสลับไปมาระหว่างสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน แต่เรื่องราวมุมมองหลักของหนังคือพ่อ-แม่ ออกติดตามหาลูกสาวที่หายตัวไป

ครึ่งชั่วโมงแรกเป็นการทดลองที่ค่อนข้างบ้าคลั่ง เพราะใช้การตัดต่อระดับช็อตต่อช็อต สลับไปมาระหว่างสองเหตุการณ์ (ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน)
– พ่อแม่ กำลังจ้าละหวั่นวุ่นวายกับการค้นหาติดตามตัวลูกสาว
– Jeannie กำลังจะ Audition พบเห็นผู้คนมากมายเต็มไปหมด

ไดเรคชั่นของฉากนี้ทำให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจว่า Jeannie ไม่ได้หนีหายตัวไปไหน แค่เธอมีความฝันทะเยอทะยานอยากเป็นนักร้อง แต่ที่ไม่บอกพ่อ-แม่ คงเพราะพวกเขาคงไม่สนับสนุนแน่เลยแอบมา ขณะที่ความวิตกจริตของพวกเขามันก็ชวนให้น่าหัวร่อขบขัน ไม่มีอะไรในก่อไผ่แท้ๆแต่กลับทำตัวจะเป็นจะตาย ซึ่งเมื่อถึงจุดๆหนึ่งไถลออกจากความวิตกจริต กลับกลายเป็นว่าลึกๆแล้วพวกเขาอาจไม่ได้สนใจอะไรต่อการหายตัวไปของลูกสาวเลยก็เป็นได้

ไฮไลท์ของการตัดต่อมีสองฉาก,
– บทเพลง Let’s Get a Little Sentimental ถ่ายช็อตหน้าตรงของคนที่มา Audition แล้วตัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ขับร้องคนละคำ/วลี/ประโยค ร้อยเรียงกลายเป็น Soundtrack ที่ไพเราะแบบแนวๆ
– ฉากทดลองสูบกัญชา ก็ไม่รู้กี่คนที่เป็นหนูทดลองอยู่ในห้องนั้น จะมีการตัดให้เห็นน่าจะครบทุกคน ทุกขณะอารมณ์ ตั้งแต่ความใคร่สนใจอยากรู้ ขณะจุด-สูบ และปฏิกิริยาความเคลิบเคลิ้มล่องลอยหลังจากนั้น เก็บครบทุกรายละเอียดด้วยความรวดเร็วฉับไว … มันเป็นฉากที่ฮิปปี้มากๆเลยนะ

สำหรับเพลงประกอบ เลือกใช้บทเพลงมีชื่อที่มีคำร้องสามารถบรรยายอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะนั้นได้อย่างตรงเผง ซึ่งมักจะมีการแทรกใส่ภาพนักร้อง (ขณะ Audition) เข้ามาประกอบเรื่อยๆ เหมือนเพื่อเป็นการอธิบายว่าเพลงดังขึ้นจากไหน

บทเพลง Let’s Get A Little Sentimental หาฉบับ Medley นักร้องในหนังมาให้รับชมไม่ได้ เลยขอนำต้นฉบับที่ขับร้องโดย Montanas มาให้รับฟัง แต่งโดย Mike Leander กับ Eddie Seago

 

ไม่แน่ใจว่านี่เป็นบทเพลงแจ้งเกิด Kathy Bates หรือเปล่า เพราะเธอทั้งขับร้องและแต่งบทเพลง And Even The Horses Had Wings ขึ้นมาเอง แต่ก่อนหน้านี้มีชื่อเสียงพอสมควรกับ Broadways แต่กว่าจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องถัดไป Straight Time (1978)

เพลงนี้ดังขึ้นตอน พ่อ-แม่ และเพื่อนบ้าน เข้าไปค้นในห้องนอนของ Jeannie เพื่อค้นหาว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ก็ไม่ได้พบแค่บุหรี่มวนหนึ่งนะครับ ยังมีรูปภาพวาด Surrealist ที่สะท้อนความทุกข์ทรมานอัดอั้นในจิตใจของเด็กสาวออกชัดเจนเลย (ผู้หญิงมีสามหน้าอก สามขา, ภูเขาไฟระเบิดเป็นกำปั้น, โบยบินกับฮิปปี้ขึ้นพรม ลอยออกจากแผนที่โลก ฯ)

บทเพลงที่ฮิปปี้ที่สุดในหนัง ชื่อว่า Ode to a Screw ขับร้องโดย Mary Jenifer Mitchell แต่งโดย Tom Eyen กับ Peter Cornell ผมนับคำว่า Fuck ได้ทั้งหมด 15 คำ *-*

เพลงนี้ถือว่าเป็น Expression ของพ่อ-แม่ ที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวทุกข์ทรมานใจ ต้องเฝ้ารอคอยอย่างไม่รู้จะทำอะไรต่อไป ‘fuck them’ คือสิ่งที่ทั้งสองอยากพูดแสดงความรู้สึกนั้นออกมา

คงไม่มีบทเพลงไหนเหมาะกับฉากสูบกัญชาได้เท่าเพลงนี้แล้ว ชื่อ Air โดยวง The Incredible String Band แต่งโดย Mike Heron เป็นแนว Psychedelic Folk สะกดจิตผู้ฟังให้ราวกับวิญญาณกำลังล่องลอยออกจากร่าง กลายเป็นอากาศธาตุ สัมผัสได้ถึงทุกสิ่งอย่างรอบตัว

[ได้ยินบทเพลงแนว Psychedelic ทีไร หวนระลึกถึงอนิเมะเรื่องโปรด Mind Game (2004) ขึ้นมาทุกที ใครยังไม่เคยรับชมลองหามาดูนะครับ]

Stranger in Paradise บทเพลงประกอบละครเพลง/ภาพยนตร์เรื่อง Kismet แต่งโดย Robert Wright กับ George Forrest ในหนังขับร้องโดย Buck Henry ผู้รับบทพ่อ โดยมีภรรยาเป็นคนเล่นเปียโน

เพลงนี้กับฉากจบสอดคล้องเข้ากันอย่างยิ่ง เพราะแฟนหนุ่มสุดฮิปปี้ของลูกสาว เปรียบได้กับคนแปลกหน้า ที่แม้ตอนแรกเหมือนจะยินยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อรู้จักทำความเข้าใจกันก็อดไม่ได้ราวกับเจอ Paradise เข้าให้แล้ว

นำฉบับขับร้องโดย Tony Bennett มาให้รับฟัง

Taking Off เป็นคำกริยา แปลว่า เวิก/เปิด, บินขึ้น, ลาพัก, เปลื้องผ้า

เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนีวนเวียนอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘Taking Off’ เปลื้องผ้าเปิดใจออก ให้ได้รับรู้ความต้องการของลูกที่อยากโบยบินเป็นอิสระออกจากรัง เสพกัญชาก็เพื่อจะได้ล่องลอยออกตามหา พบเจอเมื่อไหร่ก็สัญญาว่าจะให้อภัยรับได้ทุกสิ่งอย่าง

เหตุการณ์ลูกหนีออกจากบ้าน ทำให้พ่อ-แม่ เศร้าเสียใจมากล้น แต่คนเราคงจมปลักอยู่กับความโศกตลอดไปไม่นานหรอก เพราะชีวิตยังไม่ตายก็ต้องก้าวเดินต่อ ระหว่างนั้นพวกเขาคงหาทางเรียนรู้ทำความเข้าใจเหตุผล ทำไม เพราะอะไร ปรับเปลี่ยนแปลงทัศนคติความคิดของตนเอง เผื่อว่าสักวันหนึ่งลูกกลับมาบ้าน ประวัติศาสตร์จะได้ไม่เกิดขึ้นซ้ำรอย

การต้องออกจากประเทศบ้านเกิดของผู้กำกับ Forman ตรงกันข้ามกับหนังเรื่องนี้ที่ไม่ได้คือความเต็มตั้งใจของตนเอง และคงไม่มีใครคิดออกติดตามตัวพากลับเป็นแน่ กระนั้นเขาก็ยังคาดวาดฝัน ว่าสักวันคงได้หวนคืนกลับไป (แบบเดียวกับที่ Jeannie ยินยอมกลับบ้าน) ถึงตอนนั้นจะนำรูปแบบวิถีแนวคิดใหม่ๆเข้าไปเผยแพร่ ช่วงแรกใครๆอาจปฏิเสธต่อต้าน แต่เชื่อเถอะการันตีว่าชาว Czechoslovakia เมื่อได้พบเห็นจะช็อคอึ้งทึ่งพูดไม่ออกเลย … น่าเสียดายที่ฝันนั้นเหมือนจะมิได้มีโอกาสกลายเป็นจริง เพราะสุดท้ายแล้ว Forman เลือกจะปักหลักมั่นคงอาศัยอยู่อเมริกาจนวันตาย ไม่หวนกลับบ้านแม้ตอนคอมมิวนิสต์ล่มสลาย อาจเพราะประเทศบ้านเกิดของตัวเองจริงๆได้แตกแยกออกเป็น สาธารณรัฐเช็ก กับประเทศสโลวาเกีย ไม่หลงเหลือเค้าโครงความทรงจำเดิมอีกต่อไปแล้ว

ความขัดแย้งแตกต่างระหว่างคนสองรุ่นวัย ถือเป็นลายเซ็นต์หนึ่งของผู้กำกับ Forman ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ พ่อ-แม่ กับลูก แต่ยังสะท้อนถึงมุมมองของตัวเขา (ที่เป็นชาวยุโรป) ต่อวัฒนธรรมฮิปปี้ของอเมริกา (ในยุค 50s – 60s) แรกๆก็ยินยอมรับไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้ามีโอกาสได้พูดคุยสนทนา การันตีว่าจะทำให้โลกทัศน์ของใครๆเปลี่ยนแปลงได้แน่

นี่จึงถือเป็นข้อคิดคติสอนใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างดี “อย่ามองคนที่รูปลักษณ์ภายนอก และหน้าตา” แต่ไม่รู้จงใจหรือเปล่านะ ชุดของ Jeannie ที่มารอรับแฟนหนุ่มทานอาหารกับครอบครัว เหมือนเธอจะไม่ใส่บราและกางเกงใน …ปาด… ไม่ใช่มองไปข้างในอย่างนั้น –”

ออกฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้เสียงตอบรับดีล้นหลาม คว้ารางวัล Grand Prix (ที่ 2) คู่กับ Johnny Got His Gun (1971) ขณะที่ Palme d’Or ตกเป็นของ The Go-Between (1971)

หนังไม่มีรายงานรายรับ แต่เห็นว่าไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ หักลบกลบนี้ผู้กำกับ Forman บอกว่าตนเองติดหนี้ Universal Studio อยู่ $500 เหรียญ เหตุนี้กระมังเลยไม่ได้ลุ้นรางวัล Oscar ปลายปี แต่ได้เข้าชิง BAFTA Award 6 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Film
– Best Direction
– Best Actress (Lynn Carlin)
– Best Supporting Actress (Georgia Engel)
– Best Screenplay
– Best Film Editing

สิ่งที่ผมไม่ประทับใจสักเท่าไหร่กับหนังเรื่องนี้ คือการสูบกัญชา มันอาจฟังดูสมเหตุสมผลที่ว่า ‘อยากเข้าใจหัวอกวัยรุ่น ก็ต้องทดลองในสิ่งที่พวกเขาหลงผิด’ แต่นี่คือตรรกะเพี้ยน คล้ายๆพวกธุรกิจลูกโซ่ MLM อุปทานหมู่ทำให้เข้าใจผิดหลงเชื่อตามน้ำ บางสิ่งอย่างไม่จำเป็นต้องลองก็รับรู้ได้ไม่ดี โตแล้วยังขาดสติวิจารณญาณในการใช้ชีวิตอีก

แนะนำกับพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น หนังอาจทำให้พวกคุณเกิดความเข้าใจพวกเขาขึ้นมาเล็กๆ, นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ทำงานเกี่ยวกับครอบครัวและวัยรุ่น, คอหนัง Comedy Satire รู้จักผู้กำกับ Miloš Forman ไม่ควรพลาด

เกร็ด: Society for the Parents of Lost Children (SPLC) เป็นองค์กรสมมติไม่มีจริงนะครับ

จัดเรต 18+ กับการพี้ยา และเล่นไพ่แก้ผ้า

TAGLINE | “Taking Off ของ Miloš Forman ปลดเปลื้องเปลือยเปล่า แล้วปล่อยปลิวสู่อิสรภาพ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of