Taking Off (1971)
: Miloš Forman ♥♥♥♥
บุตรสาวหนีออกจากบ้าน = ผู้กำกับ Miloš Forman ลี้ภัยจากประเทศบ้านเกิด Czechoslovakia, บิดา-มารดาย่อมรู้สึกวิตกกังวล เครียดหนัก ออกติดตามหาไม่พบเจอแล้วจะให้ทำยังไง? เสพกัญชา เล่นไพ่เปลื้องผ้า บังเอิ้ญเธอหวนกลับมา คว้ารางวัล Grand Prix (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes
เกร็ด: Take Off เป็นกริยาวลี (Phrasal Verb) ที่มีความหมายหลายอย่าง เช่น การถอด (เสื้อผ้า, รองเท้า), ออกจากสถานที่, เครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้า, ลาพัก (งาน) หรือจุดเริ่มต้นความสำเร็จ/เป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว
Taking Off (1971) คือภาพยนตร์แนว (Satire) Comedy นำเสนอความวิตกจริตของบิดา-มารดา ไม่เข้าใจบุตรสาววัยรุ่น(ฮิปปี้) ไม่รู้ตัวว่าเกิดความข้ดแย้งอะไร จู่ๆเธอสูญหายตัวออกจากบ้าน พยายามออกติดตามหา เปิดใจรับแนวคิดใหม่ๆ ผลลัพท์หลังเสพกัญชา เล่นไพ่เปลื้องผ้า มันช่างบ้าบอคอแตก หัวเราะตับแข็ง … แต่บางคนอาจขำไม่ออกสักเท่าไหร่
รับชมคราวก่อน Taking Off (1971) เป็นหนังที่ผมมึนตึง ดูไม่ค่อยเข้าใจ ดำเนินเรื่องกระโดดไปกระโดดมา คว้ารางวัล Grand Prix จากเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้อย่างไรหว่า? หวนกลับมาคราวนี้รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับวิธีการนำเสนออย่างมากๆ โดยเฉพาะบทเพลงคัดสรรมานั้น ล้วนมีเนื้อคำร้องสอดคล้อง/ล้อเลียนเหตุการณ์บังเกิดขึ้น … จะเรียกหนังแนว Musical เลยก็ยังได้!
และพอผมไล่เรียงรับชมผลงานผกก. Forman มาจนถึงเรื่องนี้ มันบังเกิดความรู้สึกว่าทุกสิ่งอย่าง อาชีพการงาน ประสบการณ์ภาพยนตร์ วิวัฒนาการมาถึงจุด ‘Taking Off’ กางปีก/ขึ้นเครื่องบินมุ่งสู่ Hollywood ไม่ต้องงอนง้อ ก้มหัวศิโรราบรัฐบาลคอมมิวนิสต์อีกต่อไป
Jan Tomáš ‘Miloš’ Forman (1932-2018) ผู้กำกับภาพยนตร์สัญชาติ Czech เกิดที่ Čáslav, Czechoslovakia (ปัจจุบันคือ Czech Republic) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง บิดา-มารดาเป็นสมาชิกกลุ่มต่อต้านนาซี (Czech Resistance) เด็กชายไม่รู้ประสีประสาพบเห็นทั้งสองถูกทหารเยอรมัน (Gestapo) ควบคุมตัวออกจากบ้าน ไม่เคยหวนกลับมา เลยต้องไปอาศัยอยู่กับลุงป้าที่ Náchod ต่อมาได้รับเลี้ยงโดยครอบครัวบุญธรรม ส่งเข้าโรงเรียนประจำรวมรวมเด็กกำพร้าสงคราม (War Orphans) ทำให้มีโอกาสรู้จักเพื่อนผู้กำกับ Ivan Passer, Jerzy Skolimowski และ(ว่าที่)ปธน. Václav Havel
ตั้งแต่เด็ก Forman ใฝ่ฝันอยากเป็นโปรดิวเซอร์ละคอนเวที โตขึ้นเข้าเรียนเขียนบท Academy of Performing Arts in Prague (AMU) ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ(ละคอนเวที) Alfréd Radok เก็บหอมรอมริดจนสามารถซื้อกล้องฟีล์ม ถ่ายทำสารคดี Audition (1964), ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Black Peter (1964), มีชื่อเสียงโด่งดังกับ Loves of a Blonde (1965), The Firemen’s Ball (1967) ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ Czechoslovak New Wave
ระหว่างที่ผกก. Forman นำผลงาน The Firemen’s Ball (1967) ออกฉายต่างประเทศ และกำลังเตรียมงานผลงานเรื่องถัดไปอยู่ฝรั่งเศส จู่ๆสหภาพโซเวียตและพันธมิตร Warsaw Pact ส่งกองทัพเข้ายึดคืน Czechoslovakia วันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1968 (จุดสิ้นสุด Prague Spring) แล้วสั่งแบนหนังเรื่องนี้ตลอดกาล! เขาเลยตัดสินใจไม่หวนกลับบ้าน วางแผนอพยพลี้ภัยสู่สหรัฐอเมริกา ปักหลักอาศัยอยู่ Leroy Street ณ Greenwich Village
ช่วงระหว่างพักอาศัยอยู่ฝรั่งเศส (รอวีซ่า) ได้มีโอกาสรับรู้จักนักเขียน Jean-Claude Carrière (1931-2021) ขาประจำของผกก. Luis Buñuel’s อาทิ Diary of a Chambermaid (1964), Belle de Jour (1967), The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972) ฯ ร่วมกันพัฒนาบทหนังโดยได้แรงบันดาลใจจากข่าวหนังสือพิมพ์ พบเจอหญิงสาวถูกฆาตกรรมในอพาร์ทเม้นท์ไม่ห่างจากบ้านใหม่ของตนเองที่สหรัฐอเมริกา
The plot of Taking Off was inspired by a newspaper story Forman had read about a girl who would leave her affluent family in Connecticut every Monday to spend the week living on the street in New York City, all the while telling her folks that she was in school. Her double life was discovered only when she was found murdered in an apartment not far from that of Forman.
Jonah Horwitz
แต่แทนที่ผกก. Forman และนักเขียน Carrière จะดัดแปลงสร้างเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งสองออกเดินทางไปตามสวนสาธารณะ Washington Square Park พูดคุยสัมภาษณ์บรรดาวัยรุ่น/ฮิปปี้เร่ร่อน แล้วติดตามหาครอบครัวที่ลูกๆหนีออกจากบ้าน เกิดความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ‘Generation Gap’ จึงพัฒนาบทหนังที่นำเสนอเรื่องราวทั้งสองด้านคู่ขนานกัน บิดา-มารดา vs. หนุ่ม-สาวสมัยใหม่
พอพัฒนาบทร่างแรกเสร็จสิ้น นำมาพูดคุยกับสองนักเขียน John Klein และ John Guare ช่วยปรับปรุงเรื่องราวให้มีความเป็นอเมริกัน ถึงกระนั้นเมื่อส่งบทไปยัง Paramount Pictures ที่เคยขันอาสาว่าจะออกทุนหนัง กลับได้รับคำตอบปฏิเสธ เลยจำใจต้องมองหาสตูดิโอแห่งใหม่
ความสำเร็จของหนังทุนต่ำ Easy Rider (1969) ทำให้ Universal Studios เกิดแนวคิดให้อิสระผู้สร้างหนังรุ่นใหม่โดยใช้เงินทุนต่ำกว่า $1 ล้านเหรียญ ซึ่งพอผกก. Forman นำโปรเจค Taking Off (1971) ไปยื่นเสนอด้วยงบประมาณเริ่มต้นเพียง $140,000 เหรียญ เลยถูกสตูดิโอเกทับให้ $810,000 เหรียญ … เพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าจากผลงานก่อนหน้า!
เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆของ Universal Pictures The Hired Hand (1971), The Last Movie (1971), Silent Running (1972), Diary of a Mad Housewife (1970), Two-Lane Blacktop (1971) and Minnie and Moskowitz (1971).
ครอบครัว Tyne ประกอบด้วยบิดา Larry (รับบทโดย Buck Henry), มารดา Lynn (รับบทโดย Lynn Carlin) วันหนึ่งกลับมาบ้านไม่พบเจอบุตรสาว Jeannie หายตัวไปไม่บอกกล่าว ครุ่นคิดว่าอาจถูกลักพาตัว แต่จริงๆแล้วคือไปออดิชั่นนักร้อง/นักแสดง ค่ำคืนนั้นแม้ยังหวนกลับมา ทว่าหลังจากนั้นเธอก็สูญหายตัวไปอีกหลายเดือน
ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยของบิดา-มารดา พวกเขาจึงออกติดตามหาอย่างไม่ลดละ เข้าร่วมองค์กร (สมมติ) Society for the Parents of Lost Children (SPLC) พยายามทำความเข้าใจลูกๆด้วยการทดลองเสพกัญชา มึนเมา ล่องลอย ค่ำคืนนั้นกลับบ้านเล่นไพ่เปลื้องผ้า พอดิบพอดีบุตรสาวเดินออกมาจากห้องนอน
Lynn Carlin ชื่อจริง Mary Lynn Reynolds (เกิดปี ค.ศ. 1938) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California บิดาเป็นผู้จัดการธุรกิจให้กับสตูดิโอแห่งหนึ่งใน Hollywood ซึ่งพอเธอเติบโตขึ้นก็ได้ทำงานเลขานุการ Robert Altman หลังถูกไล่ออกได้รับการชักชวนจากผู้กำกับ John Cassavetes แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด Faces (1968) เลยหันมาเอาดีด้านนี้ …tick…tick…tick… (1970), Taking Off (1971), Battle Beyond the Stars (1980) ฯ
รับบท Lynn Tyne มารดาผู้มีความทุกข์ทรมานใจจากการหายตัวไปของบุตรสาว โดยไม่รับรู้ตนเองว่าเป็นคนเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ ชอบออกคำสั่ง เรียกร้องโน่นนี่นั่น แปรสภาพอารมณ์อัดอั้นให้กลายเป็นความต้องการทางเพศ พยายามยั่วสวาทสามีเพื่อปลดปล่อยความต้องการตนเอง
ตัวละครนี้แสดงถึงมารดาผู้ไม่เคยสนใจบุตรสาว ยังครุ่นคิดว่าเธอคือทารกน้อย บริสุทธิ์ไร้เดียงสา ยังไม่สามารถเปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง เมื่อพบเจอแฟนหนุ่มฮิปปี้จึงออกอาการรับไม่ได้ แอบไปร่ำร้องไห้ แต่ก็ไม่สามารถโต้ตอบทำอะไร เพียงสงบเงียบงัน และบรรเลงเปียโนให้สามีระบายอารมณ์อัดอั้นออกมา
ผมยังติดภาพจำ Carlin จากภาพยนตร์ Faces (1968) เรื่องนี้อาจไม่ได้มีการแสดงอันเข้มข้น แต่สีหน้าจริงจังของเธอช่วยสร้างความขบขัน ลับหลังชวนคุยเพื่อนบ้านเรื่องเพศสัมพันธ์ แล้วตอนมึนเมา(หลังเสพกัญชา)หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แต่ไฮไลท์ต้องยกให้ท่าเริงระบำยั่วสามีมันช่าง !@#$%^ หัวxxxจะปวด
Buck Henry ชื่อจริง Henry Zuckerman (1930-2020) นักเขียน นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, มารดาคือนักแสดงหนังเงียบ Ruth Taylor, สำเร็จการศึกษาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ Dartmouth College, อาสาสมัครทหารอากาศ ได้เป็นช่างเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ก่อนย้ายไปแผนก Special Services กลายเป็นทั้งผู้กำกับ/นักแสดงละคอนเวที หลังจากนั้นเข้าร่วมกลุ่มนักแสดงตลก The Premise ทำการแสดงที่ West Village, Manhattan จนมีโอกาสร่วมรายการทอล์คโชว์, แสดงซีรีย์, ร่วมสร้าง Get Smart (1965-70), พัฒนาบทหนัง The Graduate (1967), Candy (1968), The Owl and the Pussycat (1970), What’s Up, Doc? (1972), ร่วมแสดงภาพยนตร์ อาทิ Taking Off (1971), The Man Who Fell to Earth (1976), Gloria (1980), Short Cuts (1993) ฯ
รับบท Larry Tyne บิดาผู้มีสีหน้าดำคร่ำเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลา อุตส่าห์เลิกบุหรี่เพื่อบุตรสาวแต่เธอกลับหายตัวออกจากบ้าน ค่ำคืนนั้นดื่มสุราเมามาย ใช้ความรุนแรงโดยไม่รับรู้ตนเอง เลยพยายามแก้ตัวด้วยการออกติดตามหา เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กร SPLC ค่อยๆเรียนรู้ที่จะเปิดใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่
นี่ถ้าไม่อ่านจากประวัติพื้นหลัง คงครุ่นคิดว่า Henry คือนักแสดงสายดราม่าเข้มข้น สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง แต่พอตระหนักว่าพี่แกเป็นตลก มุมมองต่อตัวละครจึงพลิกกลับตารปัตร เริ่มต้นเข้ารับการสะกดจิตเพื่อเลิกบุหรี่ ไปๆมาๆเสพปุ้น และท้ายที่สุดพอเห็น(ว่าที่)ลูกเขยฮิปปี้ ได้ยินว่าเงินเดือนมากกว่าตนเอง ก็มิอาจอดกลั้นฝืนทนอีกต่อไป
ไฮไลท์ต้องยกให้ฉากเล่นไพ่เปลื้องผ้า เห็นว่าซีเควนซ์นั้นผกก. Forman คือคนสับไพ่ ไม่บอกว่าใครแพ้-ชนะ ให้พวกเขาลุ้นระทึก แสดงปฏิกิริยาออกมาสดๆ รวมถึงตอนเต้นรำบนโต๊ะแล้วบุตรสาวเดินเข้ามาพบเห็น ทำอย่างไรไม่ให้หลุดคาแรคเตอร์ตัวละคร อดกลั้นเสียงหัวเราะ
สำหรับ Linnea Heacock (ผู้รับบท Jeannie) และบรรดาตัวประกอบวัยรุ่นทั้งหลาย ล้วนมาจากกลุ่มฮิปปี้พบเจอในย่าน Bethesda Fountain ณ New York Central Park เดินเข้าไปพูดคุย ชักชวนมาทดสอบหน้ากล้อง ร่วมแสดงภาพยนตร์ ครั้งแรกครั้งเดียวไม่มีผลงานอื่นๆ
เกร็ด: ในบรรดานักแสดงที่มา Audition บางคนก็ได้กลายเป็นนักร้อง/นักแสดงสมใจ อาทิ Carly Simon, Kathy Bates, Jessica Harper ฯ
ผกก. Forman มีความเชี่ยวชาญการทำงานร่วมกับนักแสดงสมัครเล่น (non-Professional) เพราะนั่นคือสิ่งเขาเติบโตขึ้นมากับการสร้างภาพยนตร์ที่ Czechoslovakia วิธีการคือไม่ให้นักแสดงอ่านบทหนังล่วงหน้า พบเจอกันวันถ่ายทำ อธิบายเรื่องราว รายละเอียด สิ่งที่อยากให้แสดงออกมา รวมถึงบทพูดสำคัญๆ แต่ไม่ใช่การท่องจำ มอบอิสระในการดั้นสด (Improvised) เพื่อมีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด … น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นผลงานสุดท้ายด้วย
ถ่ายภาพโดย Miroslav Ondříček (1934-2015) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Prague, Czechoslovakia โตขึ้นเข้าเรียนการถ่ายภาพยัง Barrandov Studio Training School แล้วมีโอกาสร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Miloš Forman ตั้งแต่สารคดี Audition (1964), ผลงานเด่นๆ อาทิ Intimate Lighting (1965), Loves of a Blonde (1965), The Fireman’s Ball (1967), ก่อนโกอินเตอร์กับ If…. (1968), Taking Off (1971), O Lucky Man! (1973), Hair (1979), Ragtime (1981), Amadeus (1984), Awakenings (1990), A League of Their Own (1992) ฯ
แม้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าตัว แต่ผมรู้สึกว่าผกก. Forman ยังคงสไตล์การถ่ายภาพคล้ายๆสารคดี (documentary-like) เหมือนผลงานก่อนๆ หลายครั้งทำออกมาเหมือนกำลังแอบถ่าย ดูลับๆล่อๆ เพื่อบันทึกความเป็นธรรมชาติ(ของนักแสดงสมัครเล่น)ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง ขณะที่นักแสดงอาชีพแม้รู้การรู้งาน ก็มักสร้างสถานการณ์คาดไม่ถึงอยู่บ่อยครั้ง
(ขณะที่วัยรุ่นหนุ่ม-สาวล้วนคือนักแสดงหน้าใหม่ ไม่เคยมีประสบการณ์ใดๆ พบเจอตามสวนสาธารณะทั่วไป, ตัวละครผู้ใหญ่ต่างคือนักแสดงอาชีพ คร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์)
ครึ่งชั่วโมงแรกของหนังที่มีการตัดสลับภาพระหว่างสาวๆทำการออดิชั่น เห็นว่าเป็นการสร้างใหม่ (Remake) จากสารคดีสั้น Audition (1964) เชื้อเชิญบุคคลทั่วๆไปมาทดสอบหน้ากล้อง แสดงความสามารถ ขับร้อง-เล่นดนตรี แล้วใช้ลีลาตัดต่อสร้างจังหวะสนุกสนาน ครื้นเครง ซึ่งหนังเรื่องนี้ยังวิวัฒนาการต่อด้วยการดำเนินเรื่องแบบคู่ขนาน ใช้บทเพลงที่พวกเธอขับร้อง มีเนื้อร้องสอดคล้องเข้ากับเหตุการณ์นั้นๆ
ยกตัวอย่างสองพี่น้องคู่นี้ขับร้องเพลงอะไรก็ไม่รู้ละ แต่เนื้อเพลงมีข้อความ “Time was apart the wind to fly away” “why to stay oh why to stay” “he be gone for all that I could say” ล้วนสามารถสื่อถึงผกก. Forman ออกเดินจากบ้านเกิด Czechoslovakia ขึ้นเครื่องบินสู่สหรัฐอเมริกา และอาจจะไม่หวนกลับไปอีก

โลโก้หนัง Taking Off ช่างมีความมึนเมา ล่องลอย หมุนเวียนวน ส่ายไปส่ายมา สร้างสัมผัส Psychedelic เหมือนคนเสพยา/กัญชา ในเครดิตขึ้นว่าออกแบบโดย Elinor Bunin (1920-2017) นักออกแบบกราฟฟิกดีไซน์ เคยมีผลงาน Lilith (1964), The Producers (1967) ฯ

หลังจากสิ้นสุด Opening Credit ขึ้นชื่อผู้กำกับ Miloš Forman ภาพถัดมากล้องค่อยๆซูมออกจากหญิงสาวบนท้องถนน บานเกร็ดค่อยๆเลื่อนปิดลง ก่อนปกคลุมด้วยความมืดมิด นี่สามารถสื่อถึงการปิดกั้นจากโลกภายนอก และเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในซีนนี้คือบิดา Larry กำลังถูกสะกดจิต ปล่อยวางจากความหมกมุ่นยึดติด … นี่ชวนนึกถึงฉากอารัมบทของ Mirror (1975) เริ่มต้นด้วยการสะกดจิตคล้ายๆกัน


หลายสิ่งอย่างในห้องนอนของ Jeannie คือการบอกใบ้โลกของเธอที่บิดา-มารดาไม่เคยสนอกสนใจ เติบโตเป็นสาวแล้วยังครุ่นคิดว่าคือทารกน้อย ไม่เคยเห็นสูบบุหรี่แต่พบเห็นม้วนหนึ่งใต้เตียง ของสะสมเจ้าเหมียว (สัตว์รักอิสระ) โดยเฉพาะภาพวาดเปลือยกาย เสพยา ล่องลอยบนท้องฟ้า ถ้ายังไม่สามารถทำความเข้าใจก็ให้อ่านเนื้อเพลง And Even The Horses Had Wings แต่ง/ขับร้องโดย Kathy Bates พรรณาสรรพสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจวัยรุ่นออกมา



ระหว่างการทดลองเสพยา ทีแรกผมนึกว่ามีการแทรกภาพวาดศิลปะอยู่หลายสิบรูป แต่พอไล่ดูอีกทีกลับพบเจอแค่เพียงสามรูปเท่านั้นเอง ซึ่งผมพยายามค้นหาข้อมูลก็ไม่พบเจอว่าเป็นผลงานของใคร สังเกตจากรูปลักษณะออกไปทาง American Folk Art ช่วงประมาณกลางศตวรรษที่ 19th หรืออาจจะเรียก Naïve Art ซึ่งสามารถสื่อถึงการหวนกลับสู่รากเหง้าระหว่างการเสพกัญชามันเมา



การทดลองเสพกัญชา จุดประสงค์เพื่อให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ ทำความเข้าใจเหตุผลที่หนุ่มสาวสมัยใหม่ สำแดงอารยะขัดขืน โหยหาอิสรภาพชีวิต, ส่วนการเล่นไพ่แก้ผ้า สามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงการปลดเปลื้อง ปล่อยวาง คลายความหมกมุ่นยึดติดต่อสิ่งที่พวกเขายึดถือมั่น เกมนี้อาจดูไม่เหมาะสม(ทางศีลธรรม) แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าบิดา-มารดา (ที่แพ้แทบทุกตา) สุดท้ายก็ต้องยินยอมรับสภาพเป็นจริง เปิดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมาน

หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ Manhattan, New York City ใช้สถานที่จริงทั้งหมด ด้วยระยะเวลาโปรดักชั่นประมาณ 2 เดือน ระหว่าง 18 พฤษภาคม – 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1970
ตัดต่อโดย John Neares Carter (1922-2018) สัญชาติ African-American เกิดที่ Newark, New Jersey วัยเด็กเป็นนักกีฬา โตขึ้นอาสาสมัครเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับเหรียญเกียรติยศ ปลดประจำการมาศึกษาต่อ New York Institute of Photography ตามด้วย Brooklyn Institute of Motion Picture Production ได้รับการว่าจ้างจาก CBS-TV กลายเป็นนักตัดต่อผิวสีคนแรกของสถานี ก่อนออกมาก่อตั้งบริษัทตนเอง John Carter Associates ตัดต่อภาพยนตร์ อาทิ Paper Lion (1968), Taking Off (1971), The Heartbreak Kid (1972), The Five Heartbeats (1999), Friday (1995) Men of Honor (2000) ฯ
ช่วงครึ่งชั่วโมงแรกเป็นการทดลองที่ค่อนข้างบ้าระห่ำ เพราะมีการตัดต่อสลับกลับไปกลับมาระดับช็อตต่อช็อต ฉากต่อฉาก ระหว่างการออดิชั่นของ Jeannie vs. บิดา-มารดา ว้าวุ่นวายกับการสูญหายตัวของบุตรสาว
ซึ่งพอเธอกลับมาแล้วหายตัวไปอีกรอบ หลังจากนี้จะนำเสนอผ่านมุมมองบิดา-มารดา พยายามออกติดตามหาบุตรสาว เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กร (สมมติ) Society for the Parents of Lost Children (SPLC) ทดลองเสพกัญชา กลับมาเล่นไพ่เปลื้องผ้า แล้วจู่ๆ Jeannie ก็หวนกลับมาบ้าน
- การออดิชั่นของ Jeannie
- Opening Credit + การออดิชั่นของ Jeannie
- บิดา Larry เข้ารับการสะกดจิตเพื่อเลิกสูบบุหรี่
- มารดา Lynn โทรศัพท์หาเพื่อนของบุตรสาว ถึงรับรู้ว่า Jeannie หายตัวไปอย่างลึกลับ
- เพื่อนบ้านมาช่วยติดตามหา
- Larry เดินทางไปโรงพัก แล้วแวะดื่ม
- Lynn รับฟังเรื่องบนเตียงของเพื่อนบ้าน
- Jeannie เดินทางกลับมาบ้าน มารดาพยายามซักไซร้ไล่เรียง แล้วพอถูกบิดาตบหน้าก็หายตัวออกจากบ้านอีกครั้ง
- การติดตามหาบุตรสาว
- Larry ออกติดตามหาบุตรสาวมาถึงยังบาร์แห่งหนึ่ง พบเจอวัยรุ่นสาวตรงกับภาพในกล่องบุคคลสูญหาย โทรศัพท์ติดต่อหามารดาของเธอ Ann แล้วร่วมกันออกไล่ล่าติดตาม
- Ann ชักชวน Larry เข้าร่วมเป็นสมาชิก Society for the Parents of Fugitive Children
- ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า Jeannie ถูกจับข้อหาลักขโมย แต่พอไปถึงเธอคนนั้นกลับเป็นใครก็ไม่รู้
- ระหว่างทางกลับบ้านเข้าพักโรงแรม Lynn ดื่มเหล้าเมามาย ยั่วเย้าสามีร่วมเพศสัมพันธ์
- Society for the Parents of Fugitive Children
- Larry & Lynn เข้าร่วมงานเลี้ยงประจำปีของ SPFC
- ทำการทดลองเสพกัญชา
- กลับมาบ้านเล่นไพ่เปลื้องผ้า บังเอิ้ญบุตรสาวหวนกลับมาบ้าน
- Jeannie นำพาแฟนหนุ่มมาแนะนำตัว รับประทานอาหารเย็นที่บ้าน
อีกไฮไลท์การตัดต่อคือตอนเสพกัญชา มันอาจไม่บ้าคลั่งเท่าครึ่งชั่วโมง แต่ทำการร้อยเรียงภาพใบหน้าบรรดาหนูทดลองรอบห้อง ทุกคนเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ใคร่อยากรู้อยากเห็น พอได้รับคำแนะนำ เริ่มจุด-สูบ-ส่งต่อ สายตาค่อยๆเคลิบเคลิ้มล่องลอย ตัดสลับกับภาพวาดศิลปะ … ใกล้เคียงลักษณะ Psychedelic ที่สุดแล้วกระมัง
ลีลาการตัดต่ออันบ้าคลั่งของหนัง ถือเป็นการปลดปล่อย/สำแดงอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์ของผกก. Forman หลังก้าวออกจากประเทศบ้านเกิด Czechoslovakia ในที่สุดก็สามารถทำสิ่งต่างๆตามใจ ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์อีกต่อไป
หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบ ส่วนใหญ่เลือกใช้บทเพลงจากศิลปินมีชื่อ (แต่ก็มีหลายบทเพลง Original Song) ที่เนื้อคำร้องสอดคล้องเข้ากับเรื่องราว/เหตุการณ์ขณะนั้นๆ มักในลักษณะเสียดสีล้อเลียน-แดกดัน-ประชดประชัน และส่วนใหญ่เป็นการขับร้องโดยวัยรุ่นหนุ่ม-สาวที่มาทำการออดิชั่น
เริ่มต้นที่บทเพลงระหว่าง Opening Credit ชื่อว่า Taking off (I Believe in Love) หรือจะเรียกสั้นๆ Love แต่ง/ขับร้องโดย Nina Hart ผมครุ่นคิดว่านี่น่าจะเป็น Original Song ที่เธอแต่ง/ขับร้องสดๆ สำหรับใช้ในหนัง
I believe
Believe (x12)
In love
Love, love, love, loveAnd when I walk
Down the street
All the people
That I meet
Don’t seem to know
That there’s a word
Called love
Love, love, love, loveOh and I hate to hear
Oh the city cry
Cause it seems, seems
To ask why
Oh why don’t people
Try a word
Called love
Love, love, love, loveI believe
Believe (x12)
In love
Love, love, love, love
หลังจากบิดาทำการเลิกบุหรี่ด้วยวิธีสะกดจิต ได้ยินบทเพลง Everybody Needs Happiness แต่ผมไม่สามารถหาข้อมูลได้ว่าต้นฉบับแต่งโดยใคร? ขับร้องโดยศิลปินไหน? เลยคาดเดาว่าอาจเป็นเดโม (Demo) ที่ไม่เคยได้รับการบันทึกเสียง สาวๆนำมาขับร้องเล่นๆ แล้วถูกนำมาใช้ในหนัง
With a smile on your face,
and a heart to embrace,
everybody needs happiness,
everybody needs love.With a hope and a sigh,
and a tear in your eye,
everybody needs happiness,
everybody needs love.Give love with
all your heart…
and love comes back to you….
บทเพลงที่ถือเป็นไฮไลท์การตัดต่อของครึ่งชั่วโมงแรก Let’s Get A Little Sentimental (1970) แต่งโดย Mike Leander และ Eddie Seago จากวงดนตรี The Montanas สัญชาติอังกฤษ เท่าที่ผมฟังจากต้นฉบับก็ไพเราะอยู่นะ แต่เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่
ไฮไลท์การตัดต่อของหนังคือทำการร้อยเรียงนักร้องสาว 48 คน ขับร้องบทเพลงนี้คนละท่อนสองท่อน ในลักษณะของการออดินชั่น แล้วนำมาแปะติดปะต่อเนื่องกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
The party’s ending
The night is lending
A star to shine on you and meHere, in the starlight
Please, don’t say “goodnight”
Until we make a memory, my melancholy babyLet’s get a little sentimental
Let’s start holding hands
Let’s start making plans
Think what we’re missing, while we’re not kissingLet’s get a little sentimental
Turn the lights down low
Troubles come and go
But while we’re together, we can live foreverThere’s time for sorrow, maybe, tomorrow
But now, it’s time to hold you tightAnd while I’m dreaming
Forgive me, scheming
Too, and your love and I’ve arrived, to fall in love tonightSo, let’s get a little sentimental
Let’s start holding hands
Let’s start making plans
Think what we’re missing, while we’re not kissingLet’s get a little sentimental
Turn the lights down low
Troubles come and go
But while we’re together, we can live foreverHoping you could; wishing you would
Baby, we’re into something good
Feelings alight; no-one in sight
We’ve got the whole night throughSo, let’s get a little sentimental
Let’s start holding hands
Let’s start making plans
Think what we’re missing, while we’re not kissingLet’s get a little sentimental
Turn the lights down low
Troubles come and go
But while we’re together, we can live foreverLet’s get a little sentimental
Let’s start holding hands
Let’s start making plans
Think what we’re missing, while we’re not kissing
ไม่แน่ใจว่านี่เป็นบทเพลงแจ้งเกิด Kathy Bates หรือเปล่า? เพราะเธอทั้งขับร้องและแต่งบทเพลง And Even The Horses Had Wings แต่ก่อนหน้านี้เห็นว่ามีชื่อเสียงพอสมควรกับการแสดงละคอน Broadways และกว่าจะมีผลงานภาพยนตร์เรื่องถัดไป Straight Time (1978)
บทเพลงนี้ดังขึ้นตอนบิดา-มารดา (และเพื่อนบ้าน) เข้าไปในห้องนอนบุตรสาวเพื่อค้นหาว่ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า? ยุคสมัยนั้นการค้นพบบุหรี่คงถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งน่าสนใจคือภาพวาด Surrealist ที่สะท้อนความอัดอั้นตันใจของหญิงสาว
I was born into a world
Full of angels and kings
And there was someplace to grow
And someone to be
And even in the darkest of storms
You knew that the sun was still there
And even the horses had wingsIt was that special kind of world
With its heart set on laughter
And a star was meant to be touched
And a dream to be after
And at the end of each day
Was the wonder of each night
And even the horses had wingsThat was the world that I knew as a child
And it can’t be me that changed
It’s got to be the world
And somehow we can mend it
We can make it like it was
When even the horses had wingsI’m dying in a world
That will die before death
Because angels don’t exist
And kings never laugh
And I’m afraid I’ve forgotten I believe
That there really was a world
Where even the horses had wingsHere am I
Alone now
And there was something that I meant to do
But it’s been so long ago
That I really can’t remember what it was
สาวๆในคณะออดิชั่นสนทนากันเรื่องการเสพกัญชา จากนั้น Carly Simon ขับร้องบทเพลง Long Term Physical Effects แต่งโดย Carly Simon & Tim Sauders เหมือนต้องการสื่อถึงผลข้างเคียงของการใช้สารเสพติดชนิดนี้ที่ยังไม่บอกได้ว่าในอนาคตจะเป็นเช่นไร
แซว: ถ้าไม่เห็นว่าเป็นผู้หญิงขับร้องเพลงนี้ หลับตาฟังนึกว่า Bob Dylan
Long term physical effects
Are not yet known
So I’m gonna have another drag
And just get stoned
The short term physical effects
Are so groovy
The more I smoke
The more I watch the movie
And the long term physical effects
Are not yet knownLong term physical effects
Are not yet known
So I’m gonna have another drag
And just get stoned
The short term physical effects
Are so groovy
The more I smoke
The more I watch the movie
And the long term physical effects
Are not yet knownThe short term physical effects
Are so groovy
The short term physical effects
Are so groovy
The short term physical-
อีกบทเพลงที่ทำเอาผมหัวเราะลั่น Ode to a Screw แต่งโดย Tom Eyen & Peter Cornell, ขับร้องโดย Mary Mitchell เพราะเนื้อคำร้องเต็มไปด้วยคำว่า ‘Fuck’ แต่ระดับเสียงสูงของเธอมอบบรรยากาศหวานแวว โรแมนติก เสียดสีล้อเลียนขณะที่บิดาไม่ได้กระตือรือล้นออกติดตามหาบุตรสาวสักเท่าไหร่ ผิดกับมารดาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ
You can fuck the lilies and the roses too.
You can fuck the maidens who swear they’ve never been screwed.
You can fuck the Russians and the English too.
You can fuck the Germans and every pushy Jew.Fuck the Queens.
Fuck the Kings.
Fuck the boys with the very small dings.
Fuck the birds, fuck the pigs, fuck the everything with a thorny twig.You can fuck the Astros and all nurses in white.
You should fuck the uglies just to be kind and polite.
You can fuck the Moon and June and the Sea.
But before you fuck them first you must fuck me.
หลังถูกบิดาใช้ความรุนแรงไม่คาดคิด คราวนี้บุตรสาวหลบหนีออกจากบ้านจริงๆ ได้ยินบทเพลงคลอประกอบพื้นหลังคือ Stabat Mater, Op. 58 (1880) ท่อนที่หนึ่ง I. Stabat mater dolorosa ประพันธ์โดย Antonín Dvořák (1841-1904) คีตกวีชาว Czech แห่งยุคสมัย Romanticism
การดังขึ้นของบทเพลงนี้แอบสร้างความตกตะลึง คาดไม่ถึง! เพราะก่อนหน้านี้ได้ยินแต่สาวๆขับร้องเพลงป็อป ร็อค แล้วจู่ๆเปลี่ยนมาเป็นดนตรีคลาสสิกที่สร้างสัมผัสโหยหวน คร่ำครวญ Stabat Mater รำพันความเศร้าโศกของพระแม่มารี (Virgin Mary) ขณะยืนอยู่ใต้ไม้กางเขนของพระเยซู … Stabat mater dolorosa ภาษาละตินแปลว่า มารดายืนอยู่ด้วยความโศกเศร้า
คงไม่มีบทเพลงไหนเหมาะกับฉากสูบกัญชาได้เท่ากับ Air (1968) แต่งโดย Mike Heron สมาชิกวง The Incredible String Band สัญชาติ Scottish เป็นบทเพลงแนว Psychedelic Folk สะกดจิตผู้ฟังให้รู้สึกเหมือนจิตวิญญาณกำลังล่องลอยออกจากร่าง กลายเป็นอากาศธาตุ สัมผัสได้ถึงทุกสิ่งอย่างรอบตัว
Breathing, all creatures are
Brighter than that brightest star
You are by far
You come right inside of me
Close as you can be
You kiss my blood
And my blood kiss me
ระหว่างการเล่นไพ่เปลื้องผ้า ได้ยินบทเพลง He’s Got the Whole World in His Hands ขับร้องโดย Jinx Rubin น้ำเสียงของเธอชวนนึกถึงบทเพลงแนว Gospel แถมคำร้องก็วนๆซ้ำๆอยู่แค่ไม่กี่ประโยค และช่วงเวลานี้ของหนังราวกับบิดา-มารดา ได้รับสัมผัสจากเบื้องบน (God Revelation)
Everybody clap along now
I want everybody to clap along, alrightHe’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his handsHe’s got all the lost children in his hands
He’s got all the lost children in his hands
He’s got all the lost children in his hands
He’s got the whole world in his handsHe’s got you and me brother in his hands
He’s got you and me brother in his hands
He’s got you and me brother in his hands
He’s got the whole world in his handsHe’s got you and me sister in his hands
He’s got you and me sister in his hands
He’s got you and me sister in his hands
He’s got the whole world in his handsHe’s got everybody in his hands
He’s got everybody in his hands
He’s got everybody in his hands
He’s got the whole world in his handsHe’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
He’s got the whole world in his hands
Stranger in Paradise บทเพลงประกอบละคอนเพลง/ภาพยนตร์เรื่อง Kismet (1953) แต่งโดย Robert Wright, คำร้องโดย George Forrest ในหนังขับร้องโดย Buck Henry พยายามแสดงท่าทาง ทำน้ำเสียงใหญ่ๆ (Tenor) ให้เหมือนกับนักร้องอุปรากร ปลดปล่อยอารมณ์อัดอั้นภายในจิตใจออกมา … ผมนำเอาฉบับโด่งดังสุดของเพลงนี้ขับร้องโดย Tony Bennett
เพลงนี้ช่างสอดคล้องเข้ากับตอนจบของหนังเป็นอย่างยิ่ง! ผมเคยตีความว่าแฟนหนุ่มฮิปปี้ = บุคคลแปลกหน้าของครอบครัวนี้, แต่ครุ่นคิดไปมายังสามารถสื่อถึงบิดา(และมารดา) คือคนแปลกหน้าในโลกสมัยใหม่ และผกก. Forman ที่เพิ่งอพยพย้ายมาถึงสหรัฐอเมริกา (ดินแดนแห่งเสรีภาพที่ไม่ถูกควบคุมครอบงำโดยใคร นั่นคงถือเป็นสรวงสวรรค์ในมุมของเขาเลยกระมัง)
Take my hand
I’m a stranger in paradise
All lost in a wonderland
A stranger in paradise
If I stand starry-eyed
That’s a danger in paradise
For mortals who stand beside
An angel like youI saw your face
And I ascended
Out of the commonplace
Into the rarest somewhere in space
I hang suspended
Until I know
There’s a chance that you careWon’t you answer this fervent prayer
Of a stranger in paradise?
Don’t send me in dark despair
From all that I hunger for
But open your angel’s arms
To the stranger in paradise
And tell him that he need be
A stranger no more
ปัญหาวัยรุ่นหนีออกจากบ้าน ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากบิดา-มารดา ขาดความรัก ความอบอุ่น ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ หรือในทิศทางตรงกันข้าม มีความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ ควบคุมครอบงำเกินไป (น้อยเกินไปก็ไม่ดี มากเกินไปก็ไม่ดี) รับไม่ได้กับความคิด-พูด-กระทำ สะสมมากคลั่งจนถึงจุดแตกหัก ไม่อยากเป็นนกในกรงทอง โหยหาอิสรภาพโบยบิน การหลบหนีจึงเป็นหนทางออกหนึ่งของปัญหา
ในมุมของบิดา-มารดา ทุกวันต้องเหน็ดเหนี่อยตรากตรำทำงานหนัก บางครั้งจึงไม่มีเวลาให้ความสนใจบุตร ปล่อยปละละเลย เพิกเฉยจนเคยชิน มองข้ามปัญหาเล็กๆน้อยๆ หรือบางครอบครัวเลี้ยงดูแลราวกับไข่ในหิน ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม เอ็นดูทะนุถนอมเกินกว่าเหตุ จนสร้างความอึดอัด บีบรัด ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง … สุดท้ายเมื่อลูกหนีออกจากบ้าน กล่าวโทษโยนความผิดว่าเกิดจากความไม่รักดี โดยไม่หันย้อนดูตัวเองว่าคือต้นสาเหตุผลักไสให้เขาตีตนออกห่าง
เรื่องราวของ Taking Off (1971) อาจเพียงนำเสนอคู่ขนานระหว่าง วัยรุ่นหนุ่ม-สาว vs. บิดา-มารดา แต่หลายคนอาจมองนอกกรอบว่าการหนีออกจากบ้าน สามารถเกิดจากอิทธิพลแวดล้อม เพื่อนพ้อง สารพัดปัญหาภายนอกรุมเร้า เศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง ช่วงทศวรรษนั้นยังมีสงครามเวียดนาม การลอบสังหารทางการเมือง ชุมนุมเรียกร้องสิทธิ-เสรีภาพ ฯ เหล่านี้ล้วนสร้างแรงกดดัน อัดอั้น คนรุ่นใหม่ต้องการพิสูจน์ตนเอง เรียกร้องความสนใจ โหยหาการมีตัวตน อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ได้รับการยินยอมรับจากผู้อื่น
ซึ่งสำหรับผกก. Forman สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความเป็นส่วนตัว ตนเองหลบหนี/ลี้ภัยออกจากบ้านเกิด Czechoslovakia เนื่องจากผลงานล่าสุด The Firemen’s Ball (1967) ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์สั่งแบนห้ามฉาย ถ้าหวนกลับไปอาจถูกจับติดคุกติดตาราง ก็เลยตัดสินใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ ราวกับสรวงสวรรค์ สามารถรังสรรค์ Taking Off (1971) ได้ตามความต้องการ
ถึงอย่างนั้นผมยังรู้สึกว่าผกก. Forman เทียบแทนตนเองผ่านมุมมองผู้ใหญ่ บิดา-มารดา ในตอนแรกคงไม่เข้าใจสิ่งบังเกิดขึ้นกับหนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลอง แล้วพอได้เสพกัญชา เล่นไพ่แก้ผ้า ปลดเปลื้องทุกสิ่งอย่าง (ทางร่างกาย-จิตวิญญาณ) คงทำให้เขาเข้าใจความหมายแท้จริงของคำว่าเสรีภาพ
สไตล์ภาพยนตร์ของผกก. Forman ไม่ได้ลงท้าย -ian แบบ Hitchcockian, Kubrickian ฯ แต่จะเรียกว่า “Forman School” เหมารวมผลงานของเพื่อนผู้กำกับร่วมรุ่น Ivan Passer และ Jaroslav Papoušek ซึ่งก็อพยพมาจาก Czechoslovakia มักมีลักษณะคล้ายๆสารคดี (Documentary-like) ผสมผสานระหว่างนักแสดงอาชีพ-สมัครเล่น นำเสนอเรื่องราวชีวิตประจำวัน สร้างเสียงหัวเราะขบขัน (Black Comedy) และซ่อนเร้นความคลุ้มบ้าคลั่ง (Absurdity) โดยเนื้อเรื่องราวถ้าไม่เกี่ยวกับช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ก็ความขัดแย้งระหว่างบุคคล vs. สถาบัน ซึ่งสามารถพาดพิงถึงสังคมนิยม/คอมมิวนิสต์อยู่บ่อยครั้ง
Taking Off (1971) คือการเติบโต/วิวัฒนาการสไตล์ “Forman School” โกอินเตอร์สู่ระดับนานาชาติ ได้รับงบประมาณเหลือหลาย (เงินทุนของหนังอาจดูไม่เยอะในสายตาสตูดิโอ แต่สำหรับผกก. Forman มันช่างมากมายมหาศาล) เลยขายความคิดสร้างสรรค์สุดบรรเจิด แทรกใส่สารพัดลูกเล่นภาพยนตร์จนมีความตื่นตาตื่นใจ … ในบรรดาผลงานของผกก. Forman ที่มีลูกเล่น ชั้นเชิง ตื่นตระการตาเทคนิคภาพยนตร์มากสุดก็คือเรื่องนี้นี่แหละ!
หนังใช้ทุนสร้าง $810,000 เหรียญ อาจดูน้อยในปี ค.ศ. 1971 แต่สำหรับผกก. Forman เป็นปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าสิบเท่าตัวจากผลงานก่อนหน้า! (The Firemen’s Ball (1967) ใช้งบประมาณเพียง $65,000 – $80,000 เหรียญ) แม้ไม่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา แต่สามารถคว้ารางวัล Grand Prix (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes (พ่ายรางวัล Palme d’Or ให้กับ The Go-Between (1971)) เลยสามารถเกือบคืนทุนในยุโรป … ผกก. Forman แซวเล่นๆว่าหักลบหลบหนี้ ขาดทุนไปประมาณ $500 เหรียญ
ความสำเร็จในยุโรปทำให้หนังได้เข้าชิง BAFTA Award ถึงหกสาขา (ไม่ได้สักรางวัล)
- Best Film
- Best Direction
- Best Actress (Lynn Carlin)
- Best Supporting Actress (Georgia Engel)
- Best Screenplay
- Best Film Editing
ปัจจุบันยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ เพียงทำการแสกนใหม่ ‘digital transfer’ คุณภาพ High-Definition เมื่อปี ค.ศ. 2011 มีจัดจำหน่าย Blu-Ray ของค่าย Park Circus (อังกฤษ), Carlotta Films (ฝรั่งเศส)
ด้วยความที่รับชมคราวก่อน ผมไม่ค่อยชอบลีลาตัดต่อ และการทดลองเสพกัญชาเพื่อทำความเข้าใจหัวอกวัยรุ่น ทีแรกไม่ครุ่นคิดจะหวนกลับมาปรับปรุงบทความนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่รู้อะไรดลใจ แล้วเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ เข้าใจอารมณ์ติสต์แตกของผกก. Forman ราวกับได้ปลดแอกตนเองจากประเทศบ้านเกิด Czechoslovakia โบยบินสู่อิสรภาพ
ในบรรดาผลงานของผกก. Forman หลายคนอาจยกให้ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975) หรือ Amadeus (1984) คือภาพยนตร์ระดับมาสเตอร์พีซ! แต่ความเห็นส่วนตัวหลังการไล่เรียงรับชมคราวนี้ Taking Off (1971) เป็นเรื่องที่มีความแพรวพราว วิธีนำเสนอน่าตื่นตาตื่นใจ ครบเครื่องทั้งศาสตร์ ศิลปะภาพยนตร์ เหนือชั้นกว่าเรื่องอื่นใด!
จัดเรต 18+ กับการเสพกัญชา เล่นไพ่เปลื้องผ้า



ใส่ความเห็น