Eyes Wide Shut

Eyes Wide Shut (1999) hollywood, British : Stanley Kubrick ♥♥♥♡

ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของปรมาจารย์ผู้กำกับ Stanley Kubrick พยายามจะเสี้ยมสอนว่าเรื่องบางเรื่องพบเห็นด้วยตา (Eyes Wide) แต่ควรหยุดยับยั้ง หักห้ามใจ ปิดตาตนเอง (Eyes Shut) ทำเป็นไม่รู้ไม่สน เพราะมันอาจนำพาหายนะย้อนกลับหาตัวเราและครอบครัว

ผมแอบรู้สึกว่า Eyes Wide Shut (1999) คือกล่องแพนโดร่า (Pandora) ของ Tom Cruise และ Nicole Kidman ที่ไม่ควรเปิดออก แม้พวกเขาได้รับประสบการณ์คาดไม่ถึงจากการร่วมงานผกก. Kubrick แต่มันก็ทำให้เกิดรอยบาดหมาง คลางแคลงใจ ผู้ชมสังเกตเห็นความสัมพันธ์เลือนลางกับชีวิตจริง อีกไม่นานคงถึงจุดแตกหัก และมันก็เป็นเช่นนั้นในอีกปีสองปีถัดมา

ในเชิงมหภาคของหนังก็คือตัวละครของ Tom Cruise จับพลัดจับพลู เข้าไปพบเห็นสมาคมลับ ที่อ้างว่าเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโต แอบจัดกิจกรรมที่มีความหมิ่นเหม่ทางศีลธรรม พอโดนจับได้จึงถูกข่มขู่ แบล็กเมล์ ถ้าขืนแพร่งพร่ายสิ่งพบเห็นค่ำคืนนี้ออกไป จักได้รับผลกระทบเลวร้ายเกินจินตนาการ

ยุคสมัยนั้นสมาคมลับ คงเป็นสิ่งแปลกใหม่ น่าสะพรึงกลัวสำหรับผู้ชมทั่วไป แต่หลังการเปิดโปงคดีความ Jeffrey Epstein, Harvey Weinstein, Sean Combs (หรือ Diddy) ฯ ได้ทำให้ Eyes Wide Shut (1999) กลายเป็นภาพยนตร์ที่มาก่อนกาล องค์กรพวกนี้คงมีมานมนาน แต่ใครกันจะหาญกล้า ท้าเสี่ยง เปิดโปงเบื้องหลังความจริงออกมา

Eyes Wide Shut (1999) เป็นภาพยนตร์ที่บางคนอาจเรียกว่าสวอนซอง (Swan Song) ผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องสุดท้ายของผกก. Kubrick (นักวิจารณ์ฝรั่งเศสจาก Cahiers du Cinéma คลั่งไคล้หนังมากๆ ติดอันดับหนึ่งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี และอันดับสี่แห่งทศวรรษ 90s) แต่ผมรู้สึกว่าหนังยังห่างไกลจุดนั้น ฉบับฉายให้ผู้บริหารสตูดิโอก่อนเสียชีวิต ดูแล้วน่าจะแค่ Rough Cut เพื่อรับฟังความคิดเห็นแล้วนำมาตัดต่อเพิ่มเติม … เพราะผกก. Kubrick มักตัดต่อไปเรื่อยๆจนถึงกำหนดออกฉายเสมอๆ

มันมีทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนของผกก. Kubrick หลังตัดต่อหนังเสร็จ นำออกฉายให้ผู้บริหารสตูดิโอ Warner Bros. สร้างความไม่พึงพอใจให้กับสมาชิกระดับสูงของสมาคมลับใน Hollywood จึงจัดการฆ่าปิดปาก แล้วนำหนังมาตัดทิ้งส่วนที่มีความล่อแหลมออกไป … ฟังหูไว้หูแล้วกันนะครับ ฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่

การโปรโมทของสตูดิโอ Warner Bros. ก็เต็มไปด้วยข้อกังขาเช่นกัน พยายามตีตรา Erotic Thriller ตัดต่อตัวอย่าง และเลือกเพลงประกอบ Baby Did a Bad Bad Thing (1995) แต่ง/ขับร้องโดย Chris Issak ให้มีความยั่วเย้ายวน รันจวนใจ แต่คนรับชมหนังแล้วย่อมพูดเป็นเสียงเดียวกัน ห่อและเหี่ยวมากกว่าจะเกิดอารมณ์ทางเพศ

Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ ความสำเร็จเล็กๆดังกล่าวจึงตัดสินใจลาออกมาทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953)

หลังเสร็จจากสงครามเวียดนาม Full Metal Jacket (1987) ความสนใจลำดับต่อไปของผกก. Kubrick คือเหตุการณ์ Holocaust ที่เจ้าตัวสนใจมานาน ก่อนพบเจอนวนิยาย Wartime Lies (1991) ของ Louis Begley ตั้งชื่อโปรเจค Aryan Papers นำแสดงโดย Uma Thurman แต่หลังจากผู้กำกับ Steven Spielberg สรรค์สร้าง Schindler’s List (1993) เลยตัดสินใจล้มเลิกแผนการดังกล่าว

จริงๆยังมีอีกโปรเจคที่ผกก. Kubrick ตระเตรียมงานสร้างเอาไว้ ร่วมกับนักเขียน Brian Aldiss ขยับขยายเรื่องสั้น Supertoys Last All Summer Long (1969) กลายเป็นบทภาพยนตร์ A.I. Artificial Intelligence แต่เนื่องด้วยเทคโนโลยีงานสร้างสามมิติ (CGI) ยุคสมัยนั้นยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จึงเก็บขึ้นหิ้งไว้รอคอยช่วงเวลาเหมาะสม … ก่อนที่ผู้กำกับ Steven Spielberg จะมาสานต่อภาพยนตร์ A.I. Artificial Intelligence (2001)

จากนั้นผกก. Kubrick ตัดสินใจรื้อฟื้นโปรเจคดัดแปลงนวนิยาย Traumnovelle (1926) ชื่ออังกฤษ Rhapsody: A Dream Novel หรือ Dream Story แต่งโดย Arthur Schnitzler (1862-1931) นักเขียนชาว Austrian เคยซื้อลิขสิทธิ์เอาไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 ตั้งใจจะสร้างต่อจาก 2001: A Space Odyssey (1968) ตอนนั้นวางแผนทำเป็น Sex Comedy (ส่วนผสมของ Lolita + Dr. Strangelove) เล็งนักแสดงนำ Steve Martin หรือ Woody Allen แต่เหมือนจะถูกยับยั้งโดยศรีภรรยา (คนที่สาม) Christiane Harlan เพิ่งแต่งงานกันไม่กี่ปี ยังไม่อยากให้เรื่องพรรค์นี้มาบ่อยทำลายความรู้สึกดีกว่า

จนเมื่อปี ค.ศ. 1994 ก็ถึงเวลาจะรื้อฟื้นโปรเจค Dream Story ในตอนแรกชักชวนนักเขียน Michael Herr ที่เคยร่วมงาน Full Metal Jacket (1987) แต่อีกฝ่ายตอบปฏิเสธเพราะกลัวความล่าช้า ได้ค่าแรงไม่คุ้มค่าเหนื่อย เลยเปลี่ยนมาเป็น Frederic Raphael (Darling, Far from the Madding Crowd, Two for the Road) ทำการปรับเปลี่ยนสถานที่พื้นหลังจากกรุง Vienna ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ให้กลายมาเป็น New York City ปลายศตวรรษที่ 20

นอกจากการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อย สิ่งที่มีความแตกต่างมากสุด คือความรู้สึกของสามีต่อภรรยา ในนวนิยายรุนแรงถึงระดับโกรธเกลียด “Like mortal Enemies” แต่ฉบับภาพยนตร์เพียงหวาดระแวง วิตกจริต นั่นทำให้รหัสผ่านเข้างานสมาคมลับ สะท้อนสิ่งภายในจิตใจตัวละครแตกต่างออกไป

  • นวนิยายใช้คำว่า Denmark สื่อถึงทหารชาว Danish ที่ภรรยาจินตนาการคบชู้นอกใจ
  • ภาพยนตร์ใช้คำว่า Fidelio มาจากภาษาละติน Fidelis แปลว่า Faithful สื่อถึงพวกทั้งสองยังพยายามจงรักภักดีต่อกัน

สำหรับชื่อหนัง Dream Story มันฟังดูไม่แฟนตาซีไปสักหน่อย เคยพิจารณา You and Me, The Female Subject เห็นว่าผกก. Kubrick ประดิษฐ์คำ Eyes Wide Shut เป็นการผสมระหว่างลืมตา (Eyes Wide) และหลับตา (Eyes Shut) บางสิ่งที่พบเห็นแล้วอาจก่อให้เกิดหายนะ เราก็ควรทำเหมือนมองไม่เห็นเสียดีกว่า


เรื่องราวของ Dr. William Harford (รับบทโดย Tom Cruise) และภรรยา Alice (รับบทโดย Nicole Kidman) อาศัยอยู่ New York City ในค่ำคืนวันคริสต์มาส เดินทางมาร่วมงานเลี้ยงของ Victor Ziegler (รับบทโดย Sydney Pollack) ระหว่างงาน Bill ถูกเรียกตัวให้ไปช่วยชีวิตหญิงสาวชื่อ Mandy เสพยาเกินขนาด สร้างความเข้าใจผิดให้กับภรรยา นึกว่าเขาแอบไปทำกิจกรรมลับๆล่อๆ

วันถัดมา Bill & Alice ระหว่างเสพกัญชาจนมึนเมา เธอตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์ของคนรัก แล้วเปิดเผยความปรารถนาลึกๆในใจ ไม่เชื่อว่าสามี-ภรรยาคู่ไหนจะจงรักภักดีกันตลอดเวลา นั่นสร้างความเคลือบแคลง หวาดระแวง วิตกจริต ค่ำคืนนั้นเขาจึงออกเที่ยวเตร่ เกือบใช้บริการโสเภณี Domino (ที่ติดเชื้อ HIV) นัดพบเจอเพื่อนสมัยเรียนที่กลายเป็นนักเปียโน Nick Nightingale (รับบทโดย Todd Field) จับพลัดจับพลูเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของสมาคมลับที่ทุกคนต่างสวมใส่หน้ากากปกปิดตัวตนแท้จริง ซึ่งพอโดนจับ ถูกข่มขู่ แบล็กเมล์ เตือนว่าให้หลงลืมทุกสิ่งพบเห็น

แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของ Bill ทำให้เขาพยายามสืบเสาะค้นหา ปรากฎว่าเพื่อนนักเปียโนสูญหายตัวไปอย่างลึกลับ, หญิงสาวชื่อ Mandy ถูกค้นพบว่าเสพยาเกินขนาดจนเสียชีวิต, และผู้จัดงานเลี้ยงวันคริสต์มาส Victor Ziegler เปิดเผยเบื้องหลังความจริงเกี่ยวกับงานเลี้ยงสังสรรค์ของสมาคมลับ ตักเตือนครั้งสุดท้ายว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง เบื้องหลังองค์กรนี้มีคนใหญ่คนโตที่พร้อมทำทุกสิ่งอย่างโดยไม่สนถูกผิดดีชั่ว … จากนั้นหวนกลับหาภรรยา ร่ำไห้ออกมา พูดคุยเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด พวกเราจะทำยังไงกันต่อไปดี?


Tom Cruise ชื่อเต็ม Thomas Cruise Mapother IV (เกิดปี ค.ศ. 1962) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Syracuse, New York วัยเด็กค่อนข้างยากจน บิดาชอบใช้ความรุนแรง แถมตัวเขายังเป็น Dyslexia ทำให้ในรอบ 14 ปี ย้ายโรงเรียน 15 ครั้ง ตอนแรกตั้งใจจะเป็นบาทหลวง ไม่ก็นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ก่อนมีโอกาสได้รับบทสมทบเล็กๆภาพยนตร์ Endless Love (1981), Taps (1981) เลยตัดสินใจเอาจริงเอาจังทางสายงานนี้ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Risky Business (1983), Top Gun (1986), Rain Man (1988), เคยเข้าชิง Oscar: Best Actor ภาพยนตร์ Born on the Fourth of July (1989), Jerry Maguire (1996) และ Magnolia (1999)

รับบท Dr. William ‘Bill’ Harford เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีภรรยา ไม่เคยครุ่นคิดนอกใจ แต่หลังการ (Deep Talk) ค่ำคืนนั้น ทำให้เขาเกิดความหวาดระแวง วิตกจริต จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ค่ำคืนนั้นออกท่องรัตติกาล พานผ่านประสบการณ์เฉียดเป็นเฉียดตาย ได้รับบทเรียนชีวิต เข็ดหลากจำไม่รู้ลืม

เกร็ด: ผกก. Kubrick ตั้งชื่อ Harford เพราะวาดภาพตัวละครให้มีลักษณะ “Harrison Ford-ish goy”

เมื่อตอนประธานสตูดิโอ Warner Bros. ตอบอนุมัติโปรเจคนี้ เรียกร้องขอให้ผกก. Kubrick คัดเลือกนักแสดงระดับซุปเปอร์สตาร์ นั่นทำให้เขามองหาคู่รักนักแสดง Alec Baldwin & Kim Basinger, Bruce Willis & Demi Moore, จนกระทั่ง Tom Cruise ตอนเดินทางมาเยี่ยมเยียนภรรยา(ขณะนั้น) Nicole Kidman กำลังถ่ายทำภาพยนตร์ The Portrait of a Lady (1996) ณ ประเทศอังกฤษ เลยถือโอกาสแวะเวียนไปพูดคุย ก่อนตอบตกลงร่วมงานกัน

แม้ว่า Cruise จะมีภาพลักษณ์เทพบุตร หล่อ-รวย-เฉลียวฉลาด-การศึกษาสูง แต่ดูไม่ค่อยเหมือนหมอรักษาคนไข้สักเท่าไหร่ ขาดความสุขุม ลุ่มลึก ดูเฮฮาปาร์ตี้เกินไป, การผจญภัยของตัวละครชวนให้ผมนึกถึง Risky Business (1983) ราวกับวัยรุ่นไร้เดียงสา แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ่อยครั้งอ้าปากหวอ ตกตะลึง คาดไม่ถึงกับสิ่งพบเห็น จนกระทั่งโดนจับกุม ถูกข่มขู่ แบล็กเมล์ เกิดความหวาดระแวง วิตกจริต สีหน้าซีดเผือก เพิ่งตระหนักถึงสถานการณ์เลวร้าย พานผ่านประสบการณ์เฉียดตาย โชคยังดีสามารถเอาตัวรอดมาได้

ในขณะที่ความสัมพันธ์กับ Kidman ก็ไม่รู้เลือนลางระหว่างการแสดง-ชีวิตจริงมากน้อยเพียงไหน? ปากบอกว่าไม่เคยครุ่นคิดอะไร แต่ตั้งแต่ฉากแรกมันเหมือนมีช่องว่าง ความเหินห่าง ต่างสูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ใกล้จะถึงจุดแตกหักเต็มแก่ … ก่อนเริ่มโปรดักชั่น ผกก. Kubrick และสองนักแสดงนำ Cruise & Kidman ร่วมกันพูดคุยเปิดอก สนทนาความในใจเกี่ยวกับชีวิตแต่งงาน (คล้ายๆฉากเสพกัญชาแล้ว Kidman พร่ำเพ้อสิ่งที่อยู่ในจินตนาการออกมา) มันอาจตั้งแต่ตอนนั้นที่พอ Kidman เปิดเผยอะไรบางอย่าง ความสัมพันธ์กับ Cruise ก็เริ่มไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Cruise เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่ค่อยชอบบทบาทนี้สักเท่าไหร่ (คงเพราะมันคือภาพสะท้อนตนเองกับลัทธิ Scientology) แต่ยืนกรานถึงประสบการณ์ดีๆ เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากการทำงานครั้งนี้

I didn’t like playing Dr. Bill. I didn’t like him. It was unpleasant. But I would have absolutely kicked myself if I hadn’t done this.

Tom Cruise

Nicole Mary Kidman (เกิดปี ค.ศ. 1967) นักแสดงหญิงสัญชาติ Australian เกิดที่ Honolulu, Hawaii เติบโตขึ้นที่ Sydney วัยเด็กมีพรสวรรค์ด้านบัลเล่ต์ แต่หันเหความสนใจสู่การแสดงหลังพบเห็น Margaret Hamilton ในละครเวที The Wizard of Oz, ฝึกฝนการแสดงยัง Phillip Street Theatre สนิทสนมร่วมรุ่นกับ Naomi Watts ก่อนย้ายมา Australian Theatre for Young People, ภาพยนตร์เรื่องแรก Bush Christmas (1983), เริ่มมีชื่อเสียงจาก BMX Bandits (1983), Dead Calm (1989), Days of Thunder (1990), Flirting (1991), Billy Bathgate (1991), Far and Away (1992), To Die For (1995), โด่งดังระดับนานาชาติตั้งแต่ Batman Forever (1995), Eyes Wide Shut (1999), Moulin Rouge! (2001), The Others (2001), Cold Mountain (2003), คว้ารางวัล Oscar: Best Actress เรื่อง The Hours (2002), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Dogville (2003), Australia (2008), Rabbit Hole (2010), Lion (2016), The Killing of a Sacred Deer (2017), Being the Ricardos (2021) ฯ

รับบท Alice Harford ภรรยาผู้มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อสามี Bill แต่ตั้งแต่ค่ำคืนวันคริสต์มาส ถูกเกี้ยวพาราสีโดยชายชาวฮังกาเรียน และสังเกตเห็นเขาควงแขนสองสาวสวยหายตัวไปเป็นชั่วโมงๆ มันเลยทำให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล วันถัดมาระหว่างมึนเมาขณะการเสพกัญชา จึงพร่ำเพ้อสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจออกมา

ตัวละครของ Kidman แม้แต่งงาน มีบุตรสาว แต่เหมือนนกที่ครุ่นคิดว่าตนเองยังโบยบินอยู่ท่ามกลางฟากฟ้า ส่งสายตาอันยั่วเย้า เสพกัญชามึนเมา โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ ระริกระรี้อยากมีเพศสัมพันธ์ นั่นกระมังคือเหตุผลให้เธอกล้าเปิดกล่องแพนโดรา พูดเล่าแฟนตาซี (Sexual Fantasy) ของตนเองออกมา

น่าเสียดายบทบาทของ Kidman สูญหายไปตั้งแต่ค่ำคืนนั้น หลงเหลือเพียงในจินตนาการของสามี (กำลังร่วมรักกับทหารเรือ) แล้วพอเขาพ่ายแพ้ภัยตนเอง ยินยอมรับสารภาพผิด เธอเลยกลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า ยินยอมยกโทษให้อภัย และกล่าวคำทิ้งท้ายที่สำแดงความต้องการแท้จริงออกมา … กลายสภาพเป็นวัตถุทางเพศไปซะงั้น!

Kidman ชื่นชอบประสบการณ์ทำงานครั้งนี้อย่างมากๆ ไม่หวาดหวั่นแม้ต้องถ่ายทำหลายสิบ-ร้อยเทค อธิบายความรู้สึกเหมือน “attending film school” ตอนนั้นกำลังสองจิตสองใจว่าจะเลิกเล่นหนัง กลายเป็นแม่ศรีเรือนดีไหม? ก่อนได้รับคำแนะนำ “You owe it to your talent not to stop.” ปลุกไฟการแสดงให้ลุกโชติช่วง


Sydney Irwin Pollack (1934-2008) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lafayette, Indiana ในครอบครัว Russian-Jewish ตอนเด็กวาดฝันอยากเป็นหมอ (บิดาคือเภสัชกร) ก่อนเปลี่ยนใจมาเรียนการแสดงที่ Neighborhood Playhouse School of the Theatre หลังกลับจากรับใช้ชาติ ทำงานผู้ช่วยกำกับ John Frankenheimer, จากนั้นได้รับโอกาสกำกับซีรีย์ The Twilight Zone (1961), The Fugitive, The Alfred Hitchcock Hour, ภาพยนตร์เรื่องแรก The Slender Thread (1965), แจ้งเกิดกับ They Shoot Horses, Don’t They? (1969), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Way We Were (1973), Tootsie (1982), Out of Africa (1985) ฯ

รับบท Victor Ziegler คนไข้ขาประจำของ Dr. Bill ชักชวนอีกฝ่ายมาร่วมงานเลี้ยงคริสต์มาส, ภายหลังเปิดเผยว่าเป็นสมาชิกสมาคมลับ พยายามให้คำแนะนำว่าอย่าขุดคุ้ย ยุ่งเกี่ยว หรือเปิดแพร่ข้อมูลใดๆสู่สาธารณะ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

ก่อนหน้านี้ Harvey Keitel ได้รับการติดต่อ ตอบตกลง ร่วมทำการแสดงอยู่หลายสัปดาห์ แต่เพราะความล่าช้า ติดพลันโปรเจคอื่น และไม่พึงพอใจต่อความเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการของผกก. Kubrick จึงขอถอนตัวออกไป โชคดีติดต่อได้ Sydney Pollack จึงเริ่มถ่ายทำใหม่หมด

ด้วยความที่ Pollack เป็นได้ทั้งนักแสดงและผู้กำกับ จึงมีภาพตอนเข้าฉากว่าจะต้องทำอย่างโน้นนี่นั่น แต่แนวทางของผกก. Kubrick ทำให้เขาต้องลบล้างทุกสิ่งอย่างในหัว ฉากในห้องบิลเลียต (ตอนเปิดอธิบายเบื้องหลังของสมาคมลับ) เห็นว่าถ่ายทำเป็นร้อยๆเทค ลองผิดลองถูก จนสัมผัสได้ความอัดอั้น เกรี้ยวกราด เมื่อไหร่ฉันจะถ่ายทำเสร็จ … ฉากทั้งหมดของ Pollack ล้วนมีอารมณ์นี้เคลือบแฝงอยู่ชัดเจน

แซว: Sydney Pollack ครุ่นคิดว่าฉากทั้งหมดของตนเองคงใช้เวลาถ่ายทำแค่สามวัน แต่เอาเข้าจริงแค่ฉากในห้องบิลเลียตใช้เวลาถึงสามสัปดาห์!


ถ่ายภาพโดย Larry Smith ตากล้องสัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นช่างจัดแสง Barry Lyndon (1975), The Shining (1980), เพราะมีประสบการณ์เคยร่วมงานผกก. Kubrick ก่อนเลื่อนขึ้นมาได้รับเครดิตถ่ายภาพ Eyes Wide Shut (1999), ผลงานอื่นๆ อาทิ Only God Forgives (2013), The Man Who Know Infinity (2015) ฯ

Because I’d worked with Stanley before, I knew what kind of commitment he demanded. I knew it would be a long schedule and that I’d have to be wrapped up in the project body and soul.

Larry Smith

การเลื่อนขั้นจากช่างจัดแสงมารับเครดิตตากล้องถือว่าก้าวกระโดดพอสมควร แต่การทำงานของผกก. Kubrick ซึ่งเป็นอดีตช่างกล้อง จึงเข้ามามีส่วนร่วมทุกช็อตในหนัง หน้าที่หลักๆของ Smith จึงคือเรื่องการจัดแสง-สีสัน โดยเฉพาะฉากงานเลี้ยงคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยหลอดไฟกลมเล็กๆ สร้างความสว่าง อบอุ่น “wonderful warm glow” … เลยไม่แปลกที่ Eyes Wide Shut (1999) มักถูกเรียกว่าหนังประจำเทศกาลคริสต์มาส

อีกความท้าทายของหนังก็คือผกก. Kubrick เป็นโรคหวาดกลัวการเดินทาง อุตส่าห์เปลี่ยนพื้นหลังมาเป็น New York City กลับปฏิเสธขึ้นเครื่องบินไปถ่ายทำยังสถานที่จริง ทีมงานจึงต้องสร้างท้องถนนขนาดย่อมๆขึ้นมาในสตูดิโอ Pinewood Studios (Buckinghamshire) และหลายๆช็อตมีการใช้ Rear Projection ช่วยลดงบประมาณได้นิดๆหน่อยๆ

สำหรับสถานที่ถ่ายทำในอังกฤษ ประกอบด้วย สมาคมลับตั้งอยู่ Highclere Castle (Hampshire) และ Mentmore Towers (Buckinghamshire) ส่วนภายในยัง Elveden Hall (Suffolk), ฉากภายใน Jazz Club ถ่ายทำที่ Madame Jo-Jo’s (Brewer Street, London), ห้องบิลเลียตตั้งอยู่ Lanesborough Hotel (London), ร้านขายของเด็กเล่นฉากจบ ณ Hamleys Toyshop (Regent Street, London) ฯ

หนังใช้เวลาโปรดักชั่นทั้งหมด 14+1 เดือน ระหว่าง 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 – 9 ธันวาคม ค.ศ. 1997 แล้วเว้นวรรคไปหกเดือน คงจะกลับมาถ่ายทำซ่อมอีกหนึ่งเดือน 5 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน ค.ศ. 1998 ได้รับการบันทึกสถิติโดย Guinness World Records จากการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานที่สุด “for over 15 months, a period that included an unbroken shoot of 46 weeks”.

ภาพแรกของ Alice ก่อนขึ้นเครดิตชื่อหนัง Eye Wide Shut คือกำลังถอดชุดเดรส (ในสไตล์ Nicole Kidman) สามารถสื่อถึงเรื่องราว/ใจความของหนังที่เป็นการปลดเปลื้อง เปลือยความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยาจนล่อนจ้อน พบเห็นสันชาตญาณ ธาตุแท้ตัวตน ด้านมืดภายในจิตใจของกันและกัน

ภาพแรกของ Dr. Bill ยืนอยู่ตรงหน้าต่าง ท่ามกลางความมืด เหม่อมองลอดบานเกร็ดออกไปนอกหน้าต่าง นี่ราวกับสื่อถึงการถูกคุมขัง โหยหาอิสรภาพ, ตรงกันข้ามกับ Alice กำลังนั่งปลดทุกข์ในห้องน้ำ ท่ามกลางแสงไฟสว่างไสว แม้ด้านข้างมีหน้าต่างบานเกร็ดเช่นเดียวกัน แต่เธอมองมาที่เขา สอบถามว่าฉันเป็นยังไง กลับไม่แม้แต่จะชายตามอง

ความรู้สึกที่เหมือนถูกคุมขัง ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา Dr. Bill และ Alice มันว่าเบื้องลึกภายในจิตใจพวกเขา ต่างโหยหาอิสรภาพ อยากหวนกลับเป็นหนุ่ม-สาว ไร้ซึ่งพันธนาการเหนี่ยวรั้ง ศีลธรรม/มโนธรรมควบคุมครอบงำ สถาบันครอบครัวถูกเสี้ยมสอนให้มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ผัวเดียวเมียเดียว สิ่งพบเห็นเบื้องหน้าอาจเป็นเพียงภาพมายา เล่นละคอนตบตา ปกปิดซ่อนเร้นความต้องการแท้จริง

ภาพวาดน่าจะทั้งหมดในอพาร์เมนท์ของ Dr. Bill & Alice คือผลงานของ Christiane Harlan (ภรรยาของผกก. Stanley) และบุตรสาว Katharina Kubrick

แต่ภาพโดดเด่นสุดก็คือเจ้าแมวตัวโปรดของผกก. Kubrick ชื่อว่า Polly ผลงานของ Katharina สำหรับเป็นของขวัญวันเกิดบิดาครบรอบ 60 ปี … เจ้าตัวมาตอบคำถามนี้เองใน Reddit

LINK: https://christianekubrick.com/collections/all-paintings

คนที่เป็นช่างภาพเห็นปริมาณหลอดไฟเล็กๆในฉากงานเลี้ยงปีใหม่คงเกิดความหวาดสะพรึง สั่นสยองขวัญ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดแสงถ่ายภาพลักษณะนี้ ดูราวกับดวงดาวระยิบระยับ สำแดงความไฮโซ หรูหรา สะท้อนวิถีชนชั้นสูงในสังคมสมัยใหม่ได้อย่างเว่อวังอลังการ

ท่านอนหมดสติหลังเสพยาเกินขนาดของ Mandy เหมือนจะอ้างอิงถึงภาพวาดอะไรสักอย่าง แต่ความเปลือยเปล่า และ Victor กำลังรูดซิป สวมใส่กาง มันชัดเจนอย่างมากๆว่าเขาเพิ่งทำอะไรมา … ทีแรกผมไม่ได้คิดว่าหญิงสาวเสพยาเกินขนาดหรอกนะ แต่เกิดจาก !@#$%^&

ภาพนู้ดด้านหลัง Victor ก็เป็นผลงานของ Christiane Harlan ตั้งชื่อว่า Paula 6 Months on Red (Paula น่าจะคนรู้จักกระมัง ตั้งครรภ์หกเดือน นอนอยู่บนพรมแดง) จงใจเลือกตำแหน่งยืนบดบังอวัยวะเพศพอดิบดี (รอดพ้นเรต NC-17 อย่างหวุดหวิด) แต่ก็สำแดงความเป็นชายแก่มักมากได้เป็นอย่างชัดเจน

หลังกลับจากงานเลี้ยงคริสต์มาส กล้องค่อยๆซูมเข้าหากระจก พบเห็นภาพสะท้อน Alice เปลือยกาย Dr. Bill เข้ามากอดจูบลูบไล้ … คำถามน่าสนใจคือทำไมถึงถ่ายภาพสะท้อนกระจก? และโดยเฉพาะสายตาของ Alice หลังจากฉากก่อนหน้านี้ที่ถูกชายแปลกหน้าชาวฮังกาเรียนเกี้ยวพาราสี มันเหมือนว่าเธอกำลังจินตนาการร่วมรักกับชายคนนั้น

ผมไม่ขอลงรายละเอียดในประเด็นที่ทั้งสอง ‘deep talk’ สนทนากัน แต่สิ่งอยากให้สังเกตก็คือซีเควนซ์นี้จะมีสองเฉดสีตัดกัน ภายในห้องนอนแสงโคมไฟอบอุ่น ส่วนภายนอกแสงน้ำเงิน บรรยากาศหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก ซึ่งสามารถสื่อถึงด้านมืดภายในจิตใจตัวละคร (หรือการโหยหาอิสรภาพภายนอก)

ตั้งแต่ฝ่ายหญิงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการนอกใจคนรัก Dr. Bill จะปักหลักรากงอก นั่งอยู่บนเตียง ไม่ขยับเคลื่อนย้ายไปไหน และมุมกล้องไม่ถ่ายติดแสงน้ำเงินจากภายนอกเลยสักครั้ง, ตรงกันข้ามกับ Alice ลุกขึ้นยืน เดินไปเดินมา ทุกช็อตของเธอต้องพบเห็นแสงน้ำเงินจากภายนอกอยู่ในเฟรมเสมอๆ

ภาพจินตนาการ Alice ร่วมรักกับทหารเรือ (รับบทโดย Gary Goba) ใช้เวลาถ่ายทำถึงสามวัน มีการย้อมสีให้ซีดๆ ดูเลือนลาง ปกคลุมด้วยความมืดมิด ซึ่งแต่ละครั้งพบเห็นราวกับภาคต่อ กอดจูบลูบไล้ ถอดเสื้อผ้า ร่วมเพศสัมพันธ์ ฯ พยายามทำออกมาให้ใกล้เคียงหนังโป๊มากที่สุด

We filmed them over three days and we shot a lot of stuff. I don’t think I would do what I did for any other director. Stanley wanted it to be almost pornographic, but he did not exploit me. I did it because I thought it was important for the film. The film deals with sex and sexual obsession, and the scenes could not have been of me in a bra and panties pretending to have sex with somebody. It had to have a graphic quality to it. It was difficult going home to my husband after those scenes, but we both decided we were basically going to get lost in this world for a year and a half, and that’s what we did. It is a great memory for us, and at times it was almost a dreamlike state.

Nicole Kidman

เกร็ด: ผกก. Kubrick ทำการศึกษาโคตรหนังอีโรติกอย่าง Showgirls (1995), Basic Instinct (1992), Fatal Attraction (1987) เพื่อมองหาไอเดียการนำเสนอ Sex Scene ไม่ให้หลุดเรตติ้ง R-Rated

ทีแรกผมนึกว่าแนวคิดแสงสีน้ำเงินภายนอกห้อง (สัญลักษณ์แทนด้านมืดภายในจิตใจตัวละคร) จบสิ้นลงตั้งแต่การสนทนาครั้งนั้น แต่พอ Dr. Bill มาเยี่ยมเยียนคนไข้ที่เพิ่งเสียชีวิต แล้วพบเจอ Marion Nathanson ปรากฎว่าเธอก็มีลับลมคมใน บางสิ่งอย่างปกปิดซุกซ่อนเร้นไว้ ความตายของบิดาคือแรงกระตุ้น/มิอาจควบคุมตนเอง เปิดเผยความต้องการนั้นออกมา

นั่นอาจเพราะซีเควนซ์นี้ถือเป็นการย้อนรอย กลับตารปัตรจากฉากก่อนหน้าที่ Alice จินตนาการร่วมรักกับทหารเรือแปลกหน้า ในค่ำคืนเพิ่มหมั้นหมายกับเขา, มาคราวนี้ Dr. Bill ถูกหญิงสาวเคยพบเจอไม่กี่ครั้ง ตอนแรกเล่าว่าเพิ่งหมั้นหมายกับแฟนหนุ่ม ก่อนถาโถมเข้าหา พยายามสารภาพรัก ส่งสัญญาณเรียกร้องขอมีเพศสัมพันธ์ … เรื่องเล่าของ Alice ยังแค่ในจินตนาการ แต่สำหรับ Marion พูดบอก แสดงออกความต้องการอย่างชัดเจน!

นี่ถ้าไม่เพราะบังเอิญพบเห็นฉากเบื้องหลัง ผมก็บอกไม่ได้ว่าซีนนี้ถ่ายทำโดยใช้ Rear Projection พอลองสังเกตดูถึงพบว่าแสงสว่างบนใบหน้าตัวละครไม่ได้ผันแปรเปลี่ยนไปตามแสงสีบนท้องถนน นั่นช่วงสร้างสัมผัสทางอารมณ์ จมอยู่กับความครุ่นคิดของตนเอง ก้าวดำเนิน/ล่องลอยไปโดยไม่สนใจสรรพสิ่งรอบข้าง

นี่เป็นฉากที่อาจดูไม่มีปี่มีขลุ่ย Dr. Bill พยายามเดินหลบกลุ่มแก๊งค์วัยรุ่น กลับยังโดนชน มองหน้าหาเรื่อง พูดจาดูถูกเหยียดหยาม Faggot คือคำด่าพวกรักร่วมเพศ แต่นี่คือการอ้างอิงถึง The Clockwork Orange (1971) [หนังเรื่องนี้ถือเป็นโลกอนาคตของเมื่อตอนนั้น] และขณะเดียวกันยังเป็นการประชดประชัน จี้แทงใจดำตัวละคร สมัยวัยรุ่นเขาคงตอบรับรัก Marion ปัจจุบันมันมีหลายสิ่งอย่าง ความรับผิดชอบโน่นนี่นั่น พันธนาการเหนี่ยวรั้ง ชีวิตไร้ซึ่งอิสรภาพ

ก่อนจะร่วมรักกับโสเภณี Alice โทรศัพท์ Dr. Bill สอบถามเมื่อไหร่จะกลับบ้าน ขณะนั้นเธอกำลังรับชมภาพยนตร์ทางโทรทัศน์เรื่อง To Forget Venice (1979) โคตรหนังอิตาเลียนของผกก. Franco Brusati ได้เข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเรื่องราวของ To Forget Venice (1979) เกี่ยวกับพี่ชาย-น้องสาว (ที่ต่างเป็นเกย์) หวนกลับมาบ้านเกินเพื่อรำลึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ จะมีความสัมพันธ์อะไรกับ Eyes Wide Shut (1999) แต่เฉพาะชื่อหนัง ‘To Forget …’ เหมือนเป็นการย้ำเตือน/บอกใบ้อะไรบางอย่างกับ Dr. Bill ทำให้เขาหยุดยับยั้งชั่งใจ เอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด

Sonata Jazz Bar เป็นอีกสถานที่ที่มีการละเล่นกับแสงไฟอย่างเหี้ยมโหด ไม่ด้อยไปกว่างานเลี้ยงคริสต์มาสเลยนะ! ผมแอบรู้สึกว่าท้าทายกว่าด้วยซ้ำ เพราะมีการใช้หลอดไฟหลากหลายสีสัน และพื้นที่ส่วนใหญ่ในร้านปกคลุมด้วยความมืด มองอะไรแทบไม่เห็น แต่ได้บรรยากาศคริสต์มาสเข้าอย่างจัง!

สถานที่แห่งนี้ถ่ายทำยัง Madame Jo-Jo ไนท์คลับชื่อดังในย่าน Soho, West End (London) ตึกแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930s เคยเป็นร้านอาหาร โรงฉายหนังผู้ใหญ่ ก่อนเปลี่ยนมาเป็นไนท์คลับเมื่อปี ค.ศ. 1986 ตั้งชื่อตามชื่อนักแสดงแดร็กชื่อดัง Madame Jojo กลายเป็นศูนย์กลางชุมชน Gay & Trans ในกรุง London หลังเจ้าของเดิมเสียชีวิต ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อปลายปี ค.ศ. 2014 สถานะปัจจุบันยังไม่รู้ว่ารีโนเวทหรือทำอะไรใหม่

แซว: การเลือกใช้สถานที่ที่เป็นศูนย์กลางชุมชน Gay & Trans แต่กลับไม่มีปรากฎตัวละคร LGBT+ สักคนเดียว! นี่น่าจะเป็นความจงใจของผกก. Kubrick เพื่อให้สอดคล้องเรื่องราวของหนังที่เกี่ยวกับบางสิ่งอย่างควรปกปิดซ่อนเร้น ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย หรือเข้ามามีส่วนร่วม

ชายผมหงอกสูงวัยนั่งอยู่โต๊ะตรงกันข้ามกับ Dr. Bill (และ Nick) ที่วงกลมสีแดงก็คือผกก. Kubrick ไม่แน่ใจว่าหญิงสาวที่นั่งข้างๆ (ช็อตนี้บริการยืนบังพอดี) คือภรรยา Christiane Harlan หรือเปล่า?

นี่น่าจะเป็นอีกซีเควนซ์ที่หลายคนรู้สึกว่ามันไม่มีปี่มีขลุ่ย Dr. Bill เดินทางมาเช่าชุดไปงานเลี้ยง แล้วเจ้าของร้านบังเอิญพบเจอบุตรสาวกำลังมั่วกามกับสองชายแปลกหน้าสวมใส่วิกผม (Cross-Dressing) … ฉากนี้ชวนให้ผมนึกถึงตอน Barry Lyndon (1975) พบเจอผู้บังคับบัญชากำลังพรอดรักกับแฟนหนุ่ม จึงลักขโมยเอกสารราชการหลบหนี

นัยยะของซีนนี้คล้ายๆกับร้าน Madame Jo-Jo สื่อถึงการปกปิดซ่อนเร้นรสนิยมทางเพศ และพฤติกรรมสำส่อนของบุตรสาว เมื่อถูกพบเจอก็ขึ้นเสียงด่าทอ รับไม่ได้ ขัดต่อศีลธรรม/มโนธรรม สามัญสำนึกความเป็นมนุษย์, แต่ครั้งหลังเมื่อ Dr. Bill เดินทางมาคืนชุด ทุกสิ่งอย่างพลิกกลับตารปัตร เมื่อเงินเข้ามามีบาทบาทในชีวิต สารพัดข้ออ้างเหล่านั้นเลยถูกเขวี้ยงขว้างลงถังขยะ

แซว: ร้านเช่าชุดแห่งนี้ชื่อ Rainbow เป็นชื่อที่ชาวสีรุ้งน่าจะเข้าใจความหมายกันดี และยังสามารถสื่อถึงการผจญภัยของ Dr. Bill ที่หลังจากได้ชุดแฟนซี ก็กำลังจะเดินทางสู่ดินแดน Over the Rainbow สถานที่ที่อยู่เหนือจินตนาการ!

พิธีกรรมของสมาคมลับ (Secret Society) ทุกคนจะสวมใส่ผ้าคลุมและหน้ากาก (Masquerade Ball) เพื่อปกปิดตัวตนแท้จริง ขณะที่ผู้นำกลุ่ม/ทำพิธี จะสวมใส่หน้ากากสีทอง และผ้าคลุมสีแดง (Red Cloak) แลดูราวกับพระคาร์ดินัล (Cardinal) ทำทุกสิ่งอย่างตรงกันข้ามกับวิถีของคริสตจักร

Eyes Wide Shut is a reference point for the revelation that behind the appearance of high society, celebrity, wealth, and political power is corruption variously labeled as Satanic, Luciferian, Illuminati, or demonic.

นักวิชาการ Arthur Versluis

เกร็ด: นักแสดงรับบท Red Cloak ก็คือ Leon Vitali ที่เป็นมือขวา/ผู้ช่วยผกก. Kubrick หลายคนน่าจะมักคุ้นกับบทบาท Lord Bullingdon ภาพยนตร์ Barry Lyndon (1975)

เธอคนนี้ที่ให้ความช่วยเหลือ Dr. Bill คือใคร? สังเกตจากบทสนทนาก่อนหน้านี้ แสดงว่าต้องเคยพบเจอ รับรู้จัก และควรต้องเป็นบุคคลเคยปรากฎตัวมาแล้ว ซึ่งมีหลากหลายความเป็นไปได้ อาทิ (ภรรยา) Alice, (พี่เลี้ยงเด็ก) Roz, สองสาวควงแขนในงานเลี้ยงคริสต์มาส, Mandy (ที่เสพยาเกินขนาด), เลขา/พยาบาล, Marion (ที่บอกรัก) และโสเภณี Domino

มันเหมือนว่าช่วงท้าย Victor จะเฉยว่าคือ Mandy แต่ในเครดิตหนังขึ้นชื่อ Mysterious Woman รับบทโดย Abigail Good และพากย์เสียงโดย Cate Blanchett นั่นทำให้สิ่งที่เราเข้าใจอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง!

แต่สิ่งน่าสะพรึงกลัวที่สุดของหนัง ไม่ใช่การไม่รับรู้ว่าเธอเป็นใคร? แต่คือความหมายของ “redeem him” ชดใช้อะไร? ปฏิกิริยาของทุกคนดูอึ้งทึ่ง คาดไม่ถึง แถมมีการถามเน้นย้ำ แน่ใจในสิ่งที่พูดหรือไม่? นั่นทำให้จินตนาการผู้ชมเตลิดเปิดเปิงไปไกล แถมแสงน้ำเงินด้านหลังไล่ระดับจนขาว ราวกับขีดสุดของด้านมืด เย็นยะเยือก ศูนย์องศา … จินตนาการของผมก็คือ Bonnie Blue เจ้าของสถิติ 1 vs x,xxx

ก่อนหน้านี้ผมเขียนถึงแสงน้ำเงินสื่อถึงด้านมืดภายในจิตใจตัวละคร แต่พอหวนกลับถึงบ้านคราวนี้สังเกตว่ามีการสลับโทนสี จากนอกเป็นใน จากในเป็นนอก Alice ตื่นขึ้นจากฝันร้าย พูดเล่าเรื่องราวในความฝัน ซึ่งมันบังเอิ้ญตรงกับเหตุการณ์ที่ Dr. Bill เพิ่งประสบพบเจอ เอาตัวรอดจากสมาคมลับได้อย่างหวุดหวิด … ความฝันของ Alice แทบเป็นการตอกย้ำ “redeem him” สิ่งที่หญิงสาวลึกลับอาสาชดใช้แทนเขา ก็น่าจะประมาณนี้แหละ

สำหรับคนที่ฉงนสงสัยว่าความฝันของ Alice มันมีความละม้ายคล้ายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับสามีได้อย่างไร? คำอธิบายของผมคือกลไกการเล่าเรื่องของผู้สร้าง พยายามเลือนลางระหว่างชีวิตจริง-ความฝัน รวมถึงการฉายภาพในจินตนาการของ Dr. Bill พบเห็นภรรยาร่วมรักกับทหารเรือ (อันนี้คือลูกเล่นภาพยนตร์ที่ผกก. Kubrick ซ้อนเข้าไปอีกชั้น) … นวนิยายต้นฉบับชื่อว่า Dream Story เป็นการบอกใบ้การผจญภัย สมาคมลับ เหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างสามารถเหมารวมคือความฝัน(ร้าย)

Dr. Bill พยายามติดตามหาเพื่อนเก่า Nick เหตุการณ์เมื่อคืนไม่รู้อีกฝ่ายจะเป็นตายร้ายดี สอบถามทางมาเรื่อยๆจนพบเจอพนักงานต้อนรับโรงแรม (รับบทโดย Alan Cumming) อธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นได้ละเอียดยิบเกินไปไหม กิริยาท่าทาง ภาษากาย ก็มีความชัดเจนว่าเป็นเกย์ … ขณะนี้เหมือนพยายามอ่อย Dr. Bill ด้วยซ้ำไป

นี่เป็นอีกครั้งที่หนังนำเสนอตัวละครชัดเจนว่ามีลับลมคมใน คนส่วนใหญ่น่าจะสามารถรับรู้เข้าใจ (รสนิยมทางเพศ) แต่ไม่มีใครอยากพูดบอก เปิดเผยมันออกมา … ตรงกับชื่อหนัง Eyes Wide แต่ขณะเดียวกันก็ปิดปาก Shut Up

หวนกลับมายังร้านเช่าชุด Rainbow จู่ๆบุตรสาวเจ้าของร้านเดินออกจากห้องด้านหลัง ก่อนติดตามด้วยชายสองคนเดียวกับเมื่อคืน สวมใส่สูทเต็มยศ ไปปรับความเข้าใจกันตอนไหน? แต่สิ่งน่าสนใจคือด้านหลังประตูห้องนั้นอาบฉาบแสงสีแดง ผมขอเรียกว่า “ห้องเชือด” คำศัพท์ที่คนในแวดวงนี้คงเข้าใจกันดี แตกต่างจากแสงน้ำเงินที่เป็นเพียงด้านมืดภายในจิตใจตัวละคร นี่คือสีของเลือด พิธีกรรม เพศสัมพันธ์

ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้าของร้าน แสดงให้ถึงอำนาจการเงิน ในโลกยุคสมัยนี้สามารถซื้อ-ขายได้ทุกสิ่งอย่าง แม้แต่ศีลธรรม/มโนธรรม จิตสามัญสำนึกของมนุษย์ ก่อนหน้านี้เคยขึ้นเสียงด่าทอบุตรสาว ไม่รู้ยางอาย ทำตัวขายขี้หน้า แต่พอเงินเข้ากระเป๋าก็สามารถปิดตา-หู-จมูก-ปาก … นี่เช่นกันสอดคล้องความหมาย Eyes Wide Shut

Alice กำลังสอนบุตรสาวเกี่ยวกับการคำนวณเลขลบ (Subtraction) ผมครุ่นคิดว่าน่าจะสื่อถึงราคาความสัมพันธ์ ชาย-หญิงตกหลุมรัก แต่งงาน น้ำต้มผักยังว่าหวาน (ช่วงเวลาที่ทุกสิ่งอย่างเป็นบวก++) แต่เมื่ออยู่กันไปสักพัก เรียนรู้จักสันดานธาตุแท้อีกฝ่าย ความรู้สึกต่างๆมักค่อยๆเจือจาง ทำผิดเล็กผิดน้อยก็หักลบกลบหนี้ ท้ายที่สุดเมื่อไม่หลงเหลือมูลค่าใดๆ ก็คงต้องแยกย้ายจากกันไป

Kubrick Stare เทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพยนตร์ที่ตัวละครเอียงศีรษะไปข้างหน้า แล้วจับจ้องมองมาที่กล้อง โดบปกติมักสื่อถึงความคลุ้มคลั่ง ความไม่มั่นคง ตัวละครกำลังจะสูญเสียสติแตก! ซึ่งการจับจ้อง มองเหนือแว่น และรอยยิ้มของ Nicole Kidman สร้างความเซ็กซี่ อีโรติก แต่ก็ยังสื่อได้ถึงด้านมืดจิตใจ

โสเภณี Domino ตรวจเลือดได้ผลบวก ติดเชื้อ HIV นี่ถือเป็นความร่วมสมัยอย่างมากๆ เพราะทศวรรษนั้นโรคนี้กำลังแพร่ระบาดในวงกว้าง นั่นอาจคือหนึ่งในเหตุผลที่ผกก. Kubrick สรรค์สร้างหนังเรื่องนี้ กระมัง … ประเด็นนี้ไม่มีในนวนิยาย เพราะตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1926 โรคนี้ยังไม่อุบัติขึ้นเลยกระมัง!

ผมบังเอิญพบเจอกระทู้หนึ่งใน Reddit ทำการเปรียบเทียบซีเควนซ์ในห้องบิลเลียต กับภาพวาด Le Café de nuit (1888) แปลว่า The Night Café ของ Vincent van Gogh มันอาจไม่ได้เหมือนเป๊ะ แต่แนวคิดหลายๆอย่างมีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากๆ โดยเฉพาะการเลือกใช้สีเขียวและแดง ที่มีความขัดแย้ง-ตัดกันอยู่เสมอๆ

I have tried to express the terrible passions of humanity by means of red and green. The room is blood red and dark yellow with a green billiard table in the middle; there are four lemon-yellow lamps with a glow of orange and green. Everywhere there is a clash and contrast of the most alien reds and greens, in the figures of little sleeping hooligans, in the empty dreary room, in violet and blue. The blood-red and the yellow-green of the billiard table, for instance, contrast with the soft tender Louis XV green of the counter, on which there is a rose nosegay. The white clothes of the landlord, watchful in a corner of that furnace, turn lemon-yellow, or pale luminous green.

Vincent van Gogh

ความน่าสนใจของซีเควนซ์นี้คือโต๊ะบิลเลียต ที่ตัวละครทั้งสองต่างเดินวนไปวนมา มันต้องเคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง? กระทั่งผมสังเกตเห็นพื้นโต๊ะสีแดง เดียวกับสีพื้นที่งานเลี้ยงสมาคมลับ นี่ก็อาจหมายถึง ‘เกม’ ของชนชั้นสูง ไม่ใช่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม Dr. Bill ทำได้เพียงจ้องมอง ไม่เคยจับต้องลูกบิลเลียต ผิดกลับ Victor เห็นหยิบโยนไปมา (=ตัวเขาที่เป็นสมาชิก)

แซว: ซีเควนซ์นี้ความยาวประมาณ 13 นาทีครึ่ง ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 3 สัปดาห์ รวมแล้วกว่า 200+ เทค

หลังจาก Victor เปิดเผยความจริงเท่าที่จะสามารถพูดบอกออกมา Dr. Bill ก็ค่อยๆถอยห่างจากโต๊ะบิลเลียต ตระหนักว่าความลับ/ด้านมืดสังคมนั้นมีความเสี่ยง อันตรายเกินไป เลยไม่ขอก้าวล่วงสู่โลกใบนั้น และภาพสุดท้ายก่อนแยกย้ายกลับบ้าน สังเกตใบหน้าพวกเขาอาบฉาบด้วยแสงน้ำเงิน สร้างสัมผัสหนาวเหน็บ เย็นยะเยือก สั่นสะท้านทรวงใน โชคดีเหลือหลายเอาตัวรอดชีวิตมาได้

คำถามหนึ่งน่าสนใจก็คือ Mandy เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดจริงหรือ? คำอธิบายของ Victor พยายามชี้นำผู้ชมว่าอย่าครุ่นคิดมาก แต่ตอนที่ Dr. Bill เดินทางไปห้องชันสูตรศพ โน้มตัวลงเหมือนจะจุมพิต นั่นอาจเป็นการดมกลิ่นสารเคมีบางอย่าง ซึ่งเขาน่าจะรับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แค่ปฏิเสธพูดบอกออกมา ให้อิสระผู้ชมจินตนาการเตลิดเปิงไปไกล

หน้ากากที่สูญหายมาโผล่บนหัวเตียงนอนได้อย่างไร? ผมครุ่นคิดว่ามีอยู่ 2-3 ความเป็นไปได้

  • Alice อาจคือหนึ่งในสมาชิกสมาคมลับ บ่งบอกว่าเธอรับรู้ทุกสิ่งอย่าง
  • Alice บังเอิญค้นพบหน้ากากซุกซ่อนอยู่ในตู้ บ่งบอกว่าเธออาจรับรู้บางสิ่งอย่าง
  • ใครบางคน/สมาชิกสมาคมลับ (หรืออาจจะลูกน้อง Victor) แอบย่องเข้ามาวางไว้ โดยที่ Alice ไม่รับรู้สักสิ่งอย่าง

เมื่อตอน Dr. Bill พูดคุยกับ Victor คงเกิดความสะพรึงกลัว(สมาคมลับ)ระดับหนึ่ง แต่พอกลับมาบ้านพบเห็นหน้ากากอันนี้ ความอัดอั้นภายในจึงพรั่งพรูออกมา รู้สึกผิดอย่างรุนแรงที่นำพาครอบครัวมาเสี่ยงอันตราย เลยตัดสินใจสารภาพความจริงทั้งหมดแก่ภรรยา … จะว่าไปนี่คือการย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่ Alice พูดเล่าจินตนาการตนเองกับทหารเรือ คราวนี้เปลี่ยนเป็นสามีรับสารภาพว่าออกท่องรัตติกาลเมื่อค่ำคืนก่อน

มันมีสถานที่มากมายที่หนุ่ม-สาว สามี-ภรรยา จะพูดคุยปรับความเข้าใจ แต่หนังเลือกใช้ร้านขายของเด็กเล่น แผนกตุ๊กตา รอยล้อมรอบด้วยสิงสาราสัตว์ ซึ่งพอฝ่ายหญิงยินยอมยกโทษให้อภัย เธอได้เรียกร้องขอ เปิดเผยสันชาตญาณ(สัตว์) ความต้องการแท้จริงของตนเองออกมา … นั่นคือการ “FUCK”

ร้านตุ๊กตา มันอาจเป็นเพียงสิ่งของเด็กเล่น สำหรับเติมเต็มจินตนาการ แต่ยังสามารถสะท้อนเรื่องราวของหนังที่สามี-ภรรยา สร้างข้อสรุปร่วมกันว่าเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างบังเกิดขึ้น ขอให้มันเป็นเพียงฝันร้ายชั่วข้ามคืน ตามชื่อหนัง Dream Story ถึงเวลาตื่นขึ้นมาร่วมเพศสัมพันธ์

คำพูดสุดท้าย ในหนังเรื่องสุดท้าย มันช่างมีความเป็น Kubrickian ยิ่งนัก! ในบริบทของหนังอาจสื่อถึงวิธีที่คู่รักใช้แก้ปัญหาความขัดแย้ง เพศสัมพันธ์จักช่วยสร้างความผ่อนคลาย หายวิตกกังวล คนสองหวนกลับมารักกัน แต่ถ้าเราอาจมองในเชิงมหภาค ระดับสังคม ราวกับคำพยากรณ์โลกอนาคต มันจะออกไปทาง “Fuck Up” เสียมากกว่า!

ตัดต่อโดย Nigel Galt (เกิดปี ค.ศ. 1953) สัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นนักตัดต่อเสียง (Sound Editor) เคยร่วมงานผกก. Kubrick ภาพยนตร์ Full Metal Jacket (1987) เลยถูกเรียกตัวขึ้นมาตัดต่อ Eyes Wide Shut (1999)

ช่วงองก์แรกของหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Dr. Bill และภรรยา Alice Harford ตัดสลับกลับไปกลับมาระหว่างงานเลี้ยงวันคริสต์มาสที่อพาร์ทเม้นท์ของ Victor Ziegler แต่หลังจากนั้นจะเกาะติดการผจญภัยของ Dr. Bill เลือนลางระหว่างโลกความจริง จับพลัดจับพลูเข้าไปในงานเลี้ยงสมาคมลับ (ราวกับความเพ้อฝัน) และมักแทรกภาพจินตนาการ (ภรรยาร่วมรักกับทหารเรือ)

  • งานเลี้ยงคริสต์มาส
    • Dr. Bill และภรรยา Alice แต่งตัวออกไปร่วมงานเลี้ยงคริสต์มาสที่อพาร์ทเม้นท์ของ Victor Ziegler
    • Dr. Bill ทักทายเพื่อนเก่าที่กลายเป็นนักเปียโน Nick Nightingale
    • Alice ถูกเกี้ยวพาราสีโดยชายชาวฮังกาเรียน
    • Dr. Bill ระหว่างควงแขนสองสาว ถูก Victor เรียกตัวไปช่วยชีวิต Mandy เสพยาเกินขนาด
  • ค่ำคืนวุ่นวายของ Dr. Bill
    • เช้าวันถัดมาเดินทางไปทำงาน
    • พอกลับมาบ้าน Alice มึนเมาจากการเสพกัญชา เล่าจินตนาการของตนเองที่เคยนอกใจสามี
    • Dr. Bill ถูกเรียกตัวไปยังบ้านคนไข้ แล้วได้รับคำสารภาพรักจาก Marion Nathanson
    • แทนที่จะตรงกลับบ้าน ระหว่างเดินเรื่อยเปื่อยบนท้องถนน ถูกชักจูงโดยโสเภณี Domino 
    • จากนั้นแวะเวียนไปหา Nick ที่ Jazz Club ได้รับรหัสผ่านงานเลี้ยงลับ คะยั้นคะยอจนรับรู้สถานที่จัดงาน
  • งานเลี้ยงสมาคมลับ
    • แต่การจะเข้างานเลี้ยงดังกล่าว จำต้องแต่งตัว สวมใส่หน้ากาก เลยเดินทางไปหาคนไข้เก่าที่เปิดร้านเช่าเสื้อผ้า กลับพบเจอเจ้าของใหม่ Mr. Milich
    • ขึ้นแท็กซี่ไปยังสถานที่นัดหมาย พบเห็นพิธีกรรมลึกลับ
    • หลังเสร็จสิ้นพิธีกรรมดังกล่าว Dr. Bill ได้รับการทักทายโดยหญิงสาวลึกลับ (สวมใส่หน้ากาก) บอกให้เขารีบหลบหนี
    • จนในที่สุด Dr. Bill โดนจับกุม เรียกตัวมาข่มขู่ แบล็กเมล์ ก่อนเธอคนนั้นยินยอมเสียสละตนเอง
    • พอกลับมาอพาร์ทเม้นท์ Alice เล่าความฝันร้ายที่ย้อนรอยเหตุการณ์ Dr. Bill ประสบพบเจอกับสมาคมลับ
  • เบื้องหลังของสมาคมลับ
    • วันถัดมา Dr. Bill พยายามติดตามหา Nick แต่เหมือนจะถูกลักพาตัวโดยชายสองคน
    • จากนั้นนำชุดไปคืน Mr. Milich แต่หน้ากากกลับสูญหาย
    • แวะเวียนไปยังคฤหาสถ์จัดงาน ก่อนได้รับจดหมายเตือนครั้งที่สอง
    • ยามเย็นกลับมาบ้าน โทรศัพท์หา Marion แต่เป็นคู่หมั้นของเธอรับสาย
    • หัวค่ำแวะเวียนไปหา Domino พบเจอเพื่อนร่วมห้อง แล้วเปิดเผยว่าอีกฝ่ายติดเชื้อ HIV
    • Dr. Bill รู้สึกเหมือนถูกติดตาม ก่อนเห็นข่าวการเสียชีวิตของ Mandy (ชื่อจริง Amanda Curran)
    • เดินทางไปโรงพยาบาลพบเห็นศพของ Mandy 
    • เดินทางไปหา Victor อีกฝ่ายเปิดเผยเบื้องหลังสมาคมลับ
  • ปัจฉิมบท
    • Dr. Bill เดินทางกลับอพาร์ทเม้นท์ สารภาพทุกสิ่งอย่างกับภรรยา
    • วันถัดมาระหว่างการช็อปปิ้งร้านขายของเล่น Alice ยินยอมยกโทษให้อภัยเขาทุกสิ่งอย่าง

เพลงประกอบโดย Jocelyn Pook (เกิดปี ค.ศ. 1960) นักแต่งเพลง สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Birmingham วัยเด็กชื่นชอบวิโอลา (Viola) สำเร็จการศึกษา Guildhall School of Music and Drama จากนั้นเข้าร่วมวงดนตรี ABC ออกอัลบัม Lexicon of Love (1982), ทำเพลงประกอบบัลเล่ต์, ละคอนเวที, ภาพยนตร์ อาทิ Eyes Wide Shut (1999), The Merchant of Venice (2004), The Wife (2017), สารคดี The Kingmaker (2019) ฯ

ความตั้งใจแรกเริ่มของผกก. Kubrick ต้องการเลือกเพลงคลาสสิกเสียส่วนใหญ่ จนกระทั่งนักออกแบบท่าเต้น (Choreographer) Yolande Snaith ระหว่างซักซ้อมฉากพิธีกรรมของสมาคมลับ เลือกใช้บทเพลง Backwards Priests ของ Jocelyn Pook สร้างความสนอกสนใจ เลยเรียกตัวเธอมาพูดคุย สอบถามว่าเคยทำเพลงอื่นๆที่มัน “weird” แบบนี้อีกไหม ผลลัพท์กลายมาเป็น Masked Ball และอีกสามบทเพลงรวมแล้วกว่ายี่สิบนาที

งานเพลงของ Pook มีพื้นฐานจากเพลงคลาสสิกทั่วๆไป ส่วนใหญ่บรรเลงโดยใช้เพียงเครื่องสาย (เจ้าตัวเล่นวิโอลาด้วยตนเอง) แต่ความแปลกประหลาดของ Backwards Priests ที่กลายมาเป็น Masked Ball ก็คือการใช้เสียงสวดมนต์ของบาทหลวง Romanian Orthodox นิกาย Divine Liturgy นำมาเล่นกลับหลัง (เลยชื่อเพลง Backwards Priests) สร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง และสามารถสะท้อนพิธีกรรมของสมาคมลับที่ ทำในสิ่งกลับตารปัตรตรงกันข้ามจากวิถีของคริสตจักร

บทเพลงถัดมาชื่อ Migrations เป็นการผสมเสียงร้องของ Manickam Yogeswaran ศิลปินชาวทมิฬในศรีลังกา และเครื่องดนตรีพื้นบ้าน Carnatic, สำหรับผู้ชมยุโรปคงรู้สึกไม่คุ้นหู แลดูมีความแปลกประหลาด Exotic และ Erotic … เหมาะกับบรรยากาศฉาก Sex Orgy ยิ่งนัก!

Naval Officer อีกบทเพลงของ Pook ดังขึ้นทุกครั้งเมื่อ Dr. Bill จินตนาการถึง Alice ร่วมรักกับทหารเรือ เสียงเชลโล่ทุ้มต่ำ สร้างบรรยากาศซึมเศร้า หมองหม่น รำพันความผิดหวังต่อภรรยา จากนั้นวิโอล่ากรีดกรายดังขึ้นมา แทนความเจ็บปวดรวดร้าว กรีดบาดแทงทรวงใจ แทบมิอาจอดกลั้นทนไหว ไม่สามารถหลงลืมสิ่งที่เธอพูดบอกออกมาได้ลง





สำหรับ Opening Credit เลือกใช้บทเพลงคลาสสิก Suite for Variety Orchestra No. 1 (1956) ท่อนที่ VII. Waltz II (Allegretto poco moderato) หรือที่หลายคนเรียกกันผิดๆ รับรู้จักในชื่อ Jazz Suite No. 2 ประพันธ์โดย Dmitri Shostakovich

ท่วงทำนองเพลงนี้อาจฟังดูสนุกสนาน ครึกครื้นเครง เหมาะสำหรับงานเต้นรำ แต่การเริ่มต้นด้วยเสียงเครื่องเป่า Alto Saxophone ฟังดูเศร้าๆ เหงาๆ เหมือนเป็นการบอกใบ้หายนะคืบคลานเข้ามา

ผกก. Kubrick รับรู้จัก Baby Did a Bad Bad Thing (1995) จาก Nicole Kidman ที่ชอบเปิดเพลงสร้างบรรยากาศสำหรับเตรียมตัวการแสดง หนึ่งในนั้นก็คือเพลงนี้ฟังแล้วเกิดความชื่นชอบประทับใจ เนื้อคำร้องก็แอบสะท้อนเรื่องราวของหนังได้ด้วยเช่นกัน … ด้วยความที่คือบทเพลงจากตัวอย่างหนัง หลายคนเลยติดภาพ Main Theme เสียด้วยซ้ำ

Baby did a bad bad thing, baby did a bad bad thing
Baby did a bad bad thing, baby did a bad bad thing

You ever love someone so much you thought your little heart was gonna break in two?
I didn’t think so
You ever tried with all your heart and soul to get your lover back to you?
I wanna hope so
You ever pray with all your heart and soul just to watch her walk away?

Baby did a bad bad thing, baby did a bad bad thing
Baby did a bad bad thing, feel like crying, feel like crying

You ever toss and turn, you’re lying awake and thinking about the one you love?
I don’t think so
You ever close your eyes, making believe you’re holding the one you’re dreaming of?
Well, if you say so
It hurts so bad when you finally know just how low, low, low, low, low she’ll go

Baby did a bad bad thing, baby did a bad bad thing
Baby did a bad bad thing, I feel like crying, I feel like crying

Feel like crying, feel like cryingFeel like crying, feel like crying

Baby did a bad bad thing
Baby did a bad bad thing

เมื่อตอน Dr. Bill โดนจับได้ว่าเป็นคนนอกแอบปลอมตัวเข้ามาในงานเลี้ยงสมาคมลับ ถูกเรียกตัว โดนข่มขู่ แบล็กเมล์ เสียงเปียโนจากบทเพลง Musica Ricercata (1951-53) ท่อนสอง II: Mesto, Rigido e Cerimonale ของ György Ligeti สร้างสัมผัสอันตราย อกสั่นขวัญหาย ฉันไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวข้องแว้งกับสิ่งเหล่านี้

บทเพลงนี้ยังได้ยินอีกหลายครั้งในหนัง Dr. Bill หวนกลับมาเยี่ยมเยียนคฤหาสถ์แล้วได้รับจดหมายเตือนครั้งที่สอง, ขณะถูกติดตามยามวิกาล และช่วงท้ายของหนังเมื่อหวนกลับมาบ้านแล้วพบเจอหน้ากากที่สูญหาย

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ชอบสอดรู้สอดเห็น เสือกเรื่องชาวบ้าน แต่บางครั้งการล่วงรู้/เปิดเผยความลับของผู้อื่น-สังคม-ประเทศชาติ มันอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป! เราจึงควรเรียนรู้จักเพิกเฉย มองข้าม แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เก็บซ่อนสิ่งเหล่านั้นไว้ภายในจิตใจ

การพูดคุยเปิดใจ ‘deep talk’ ระหว่างสามี-ภรรยา เป็นวิธีที่นักจิตวิทยาแนะนำให้ใช้สำหรับแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่พอเปิดเผยบางสิ่งอย่าง จะสามารถยินยอมรับด้านมืดของกันและกัน Alice จินตนาการว่าร่วมเพศสัมพันธ์กับทหารเรือคนนั้น นั่นทำให้ Dr. Bill เกิดความหมกมุ่น ครุ่นคิดมาก รู้สึกบาดหมาง คลางแคลงใจ สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมีมา

บางคนอาจมองว่า Dr. Bill ครุ่นคิดมากไปเองหรือเปล่า? สิ่งที่ภรรยา Alice พร่ำเพ้อออกมาเกิดขึ้นระหว่างมึนเมาจากการเสพกัญชา เลยไม่สามารถควบคุมสติตนเอง แต่อย่าลืมว่าเขาคือหมอ ย่อมเข้าใจสถานการณ์ขณะนี้ดี และสิ่งที่เธอระบายออกมานั้น มันซุกซ่อนอยู่ภายในจิตใต้สำนึก สักวันหนึ่งอาจไม่สามารถหยุดยับยั้งชั่งใจก็เป็นได้

จากเรื่องราวในครอบครัว ขยับขยายสู่ระดับมหภาค, การผจญภัยของ Dr. Bill ที่ดูเหมือนต้องการประชดประชัน โต้ตอบเอาคืนภรรยาที่เล่าจินตนาการนั้นออกมา ค่ำคืนนี้จึงออกท่องรัตติกาล พบเจอหญิงสาวพร่ำพรอดบอกรัก, เกือบใช้บริการโสเภณี, และที่สุดคือจับพลัดจับพลูเข้าร่วมงานเลี้ยงสมาคมลับ พบเห็นปาร์ตี้ร่วมเพศสัมพันธ์หมู่ (Sex Orgy) … จากรับรู้มุมมืดจิตใจ กลายมาเป็นพบเห็นด้านมืดของสังคม

นวนิยาย Traumnovelle ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1926 แต่คนสมัยนั้นส่วนใหญ่ไม่รู้ไม่สน ปิดหูปิดตา ไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าสมาคมลับมีอยู่จริง เพียงทฤษฎีสมคบคิด นวนิยายลวงโลก … เพียงคนส่วนน้อย แวดวงชนชั้นสูง และผู้เกี่ยวข้อง ถึงรับรู้ว่าการมีตัวตนของสมาคมดังกล่าว

ผมมาครุ่นคิดว่าถ้าหนังสร้างขึ้นช่วงทศวรรษ 60s-70s (ตามความตั้งใจดั้งเดิมของผกก. Kubrick) มันอาจสร้างความหวาดสะพรึงให้ผู้ชมสมัยนั้น เพราะน่าจะถูกมองเป็นการตีแผ่เบื้องหลังความจริง (คล้ายๆกับ Watergate Scandal) ใครต่อใครเริ่มเกิดความตระหนักว่าสมาคมลับน่าจะมีอยู่จริง!

แต่พอหนังถูกสร้างช่วงปลายศตวรรษที่ 20th กลับกลายเป็นภาพสะท้อนความจริง! ผู้ชมส่วนใหญ่รับรู้แก่ใจว่าสมาคมลับมีตัวตน ไม่ใช่ทฤษฏีสมคบคิด หรือภาพยนตร์ลวงโลกอีกต่อไป เป็นการสำแดงความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ ของแวดวงชนชั้นสูงในสังคม ฉกฉวยประโยชน์จากการมีอำนาจ-ชื่อเสียง-เงินทอง นำมาตอบสนองตัณหาความใคร่ กดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ บุคคลธรรมดาทั่วไป

การมาถึงของคดีความ Jeffrey Epstein, Harvey Weinstein, Sean Combs (หรือ Diddy) ฯ คือสิ่งช่วยยืนยันการมีตัวตนขององค์กรลึกลับ พวกอภิสิทธิ์ชนในสังคม แต่ความแตกต่างจากยุคสมัยก่อนที่ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับ Dr. Bill ผู้คนมากมายไม่ยินยอมปิดหูปิดตา กล้าออกมาพูดเปิดเผยความจริงสู่สาธารณะ #MeToo … แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สมาคมลับเหล่านี้หมดสูญสิ้นไป ตราบมนุษย์ยังละโมภโลภมาก กิเลส-ตัณหา-ราคะ และเมื่อมีอุปสงค์ย่อมต้องมีอุปทาน

ความสนใจของผกก. Kubrick น่าจะไม่ใช่เรื่องสมาคมลับ ผมมองว่าต้องการกล่าวถึง “duality of man” (คำกล่าวจาก Full Metal Jacket (1987)) มนุษย์ทุกคนล้วนมีสองด้านดี-ชั่ว มืด-สว่างในตนเอง การพูดคุยเปิดอกระหว่างสามี-ภรรยา มันอาจคืออุดมคติของครอบครัว แต่เราจำเป็นต้องสนทนากันทุกเรื่องจริงๆนะหรือ? บางสิ่งอย่างควรปกปิดซ่อนเร้น หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นั่นน่าจะทำให้รักมั่นคง และยั่งยืนยาวนานกว่า

ผกก. Kubrick แต่งงานทั้งหมดสามครั้ง สองคนแรกอยู่ด้วยกันได้แค่ 3-4 ปีก็เลิกรา แต่พอมาถึง Christiane Harlan (นักแสดงชาวเยอรมัน ขับร้องเพลงตอนจบของ Paths of Glory (1957)) กลับสามารถครองรักตราบจนวันตาย นั่นเพราะเธอไม่เคยเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายกับงานของสามี เว้นช่องว่าง ระยะห่าง ให้เกียรติกันและกัน และยังร้องขอไม่ให้สร้างหนังเรื่องนี้เมื่อตอนทศวรรษ 60s บอกว่ามันยังเร็วเกินไป เพิ่งแต่งงานกันมาไม่นาน รอคอยจนกระทั่งพวกเขากลายเป็นผู้สูงวัย ลูกๆเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ความบาดหมาง คลางแคลงใจจึงไม่บังเกิดขึ้น … นั่นทำให้ผมรู้สึกว่าการ ‘deep talk’ เปิดเผยด้านมืดจิตใจนั้น ไม่ใช่อยากจะทำก็ทำได้ และไม่ใช่ทุกคนจะเปิดใจขนาดนั้น

มันคงไม่ใช่ความตั้งใจของผกก. Kubrick ที่จะสร้าง Eyes Wide Shut (1999) เป็นผลงานเรื่องสุดท้าย แต่ความตายคือสิ่งไม่มีใครสามารถคาดเดา เห็นว่าสภาพร่างกายเมื่อตอนปิดกล้องเต็มไปด้วยความอิดโรยอย่างมากๆ โชคดีว่ายังทันตัดต่อหนังเสร็จ ก่อนเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว (Heart Attack) สิริอายุ 70 ปี! และทอดทิ้งคำพูดสุดท้ายได้อย่าง Kubrick ที่สุด “Fuck!”


ด้วยทุนสร้าง $65 ล้านเหรียญ (เป็นค่าตัว Tom Cruise ไปแล้ว $20 ล้านเหรียญ) สัปดาห์แรกเปิดตัว $21.7 ล้านเหรียญ กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกเรื่องเดียวของผกก. Kubrick ทำเงินติดอันดับหนึ่ง Boxoffice รายรับในประเทศ $55.6 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $162 ล้านเหรียญ นี่น่าจะเป็นตัวเลขสูงสุด(ของผกก. Kubrick)เช่นเดียวกัน

เสียงตอบรับของหนังค่อนไปทางดี บางประเทศ(อย่างฝรั่งเศส)หลงใหลคลั่งไคล้ แต่ทว่า Hollywood กลับไม่ค่อยใยดีสักเท่าไหร่ ในบรรดางานประกาศรางวัลหลักๆ เพียงเข้าชิง Golden Globe Awards สาขาเพลงประกอบเท่านั้นเอง

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยตากล้อง Larry Smith สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD จัดจำหน่ายโดย Criterion Collection เพิ่งวางจำหน่ายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2025 เลือกใช้หน้าปกดั้งเดิมออกแบบโดย(บุตรสาว) Katharina Kubrick ทำการแสกนใบหน้าสองนักแสดงนำ แล้วทำออกมาเหมือนหน้ากากมนุษย์ที่ถูกกระชากออกมา

ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังยาวเกินไปพอสมควร มีหลายสิ่งที่น่าจะตัดออกแล้วทำให้กระชับกว่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง Cruise & Kidman เลือนลางกับชีวิตจริงจนน่าขนลุก และปัญหาใหญ่คือใครตาย? มันดูสับสน มึนงง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นคนละคน จดจำใบหน้าเธอคนนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ

จัดเรต 18+ กับภาพโป๊เปลือย ร่วมรักกันอย่างโจ่งครึ่ม

คำโปรย | Eyes Wide Shut เรื่องบางเรื่องแม้พบเห็นด้วยตา แต่ควรหยุดยับยั้งชั่งใจ เพราะมันอาจนำพาหายนะย้อนกลับหาตัวเราและครอบครัว
คุณภาพ | FUCK

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: