
Voyage to the End of the Universe (1963)
: Jindřich Polák ♥♥♥
ในปี ค.ศ. 2163, ยานอวกาศ Ikarie XB-1 ถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์สีขาว โคจรอยู่รอบระบบ Alpha Centauri เพื่อค้นหาสถานที่อยู่ใหม่แทนโลกมนุษย์ พวกเขาจะเดินทางไปถึง? พบเจอโลกใบใหม่เหมาะสำหรับอยู่อาศัยหรือไม่?
Ikarie XB-1 หรือชื่อเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา Voyage to the End of the Universe คือโคตรหนังไซไฟสำรวจอวกาศอันเลื่องชื่อของ Czechoslovakia เห็นว่ามีหลายๆสิ่งอย่างสร้างแรงบันดาลใจให้กับ Stanley Kubrick นำมาปรับใช้ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey (1968) … นั่นคือเหตุผลที่ผมเกิดความสนอกสนใจ และเห็นว่าบูรณะ 4K เรียบร้อยแล้วด้วย!
ระหว่างรับชมผมแอบผิดหวังเล็กๆ เพราะประมาณ 90% ของหนังดำเนินเรื่องภายในยานอวกาศ ออกไปทาง Slice-of-Life มีความตื่นเต้นลุ้นระทึกนิดๆหน่อยๆ คือแทบไม่มี Visual/Special Effect ให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ … สงสัยจะแอบคาดหวังมากเกินไป
แต่ระหว่างรับชม ผมก็ตระหนักว่าเรื่องราวของหนังมีนัยยะบางอย่างเคลือบแอบแฝง ไม่ใช่แค่คำถามปรัชญาของการเผชิญหน้าสิ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบ แต่ยังอาจสะท้อนความต้องการผู้สร้าง ออกสำรวจ/ค้นหาโลกใบใหม่ = การหลบหนีจากสังคมนิยม รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ประเทศ Czechoslovakia?
Jindřich Polák (1925-2003) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Czech เกิดที่ Prague ช่วงเรียนมัธยมทำงานพาร์ทไทม์ฉายหนังที่ Máj cinema (Wenceslas Square) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สอบเข้าคณะนิติศาสตร์ Charles University แต่เรียนแค่เทอมเดียวก็ลาออกมาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Týdnu ve filmu ก่อนได้ทำงานสตูดิโอ Filmové Studio Barrandov ไต่เต้าจากผู้ช่วยผู้กำกับ ดูแลงานด้านเทคนิค (Special Effect) เขียนบทภาพยนตร์ กำกับหนังสั้นฉายโทรทัศน์ และภาพยนตร์เรื่องแรก Death in the Saddle (1959)
ตั้งแต่ดาวเทียม Sputnik 1 ของสหภาพโซเวียต ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957 กระแสนิยมเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศจึงเริ่มแพร่หลายในหลายๆประเทศสังคมนิยม Czechoslovakia ก็เฉกเช่นเดียวกัน! มีความพยายามสร้างภาพยนตร์แนวนี้อยู่หลายครั้ง จนกระทั่ง Ikarie XB-1 (1963) ดัดแปลงจากนวนิยายไซไฟ (ภาษา Polish) Obłok Magellana แปลว่า The Magellanic Cloud แต่งโดย Stanisław Lem (1921-2006) นักเขียนสัญชาติ Polish
เกร็ด: ผลงานโด่งดังที่สุดของ Stanisław Lem ก็คือ Solaris (1961) ถูกดัดแปลงสร้างภาพยนตร์โดย Andrei Tarkovsky
นวนิยายของ Lem มีบางส่วนถูกกองเซนเซอร์สั่งแบน เพราะเนื้อหาหมิ่นเหม่ ล่อแหลม ชัดเจนถึงลักษณะการเสียดสีล้อเลียน (พื้นหลังศตวรรษที่ 32 ยุคสมัยยูโทเปียคอมมิวนิสต์ ยึดครองทั้งระบบสุริยะ และกำลังออกล่าอาณานิคมใหม่ Alpha Centauri) ซึ่งฉบับดัดแปลงของ Pavel Juráček & Jindřich Polák พยายามทำการตัดทิ้งประเด็นการเมืองทั้งหมด ด้วยการปรึกษาอย่างใกล้ชิดกับกองเซนเซอร์ หนังเลยไม่มีปัญหาใดๆกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์
เรื่องราวมีพื้นหลัง ค.ศ. 2163, ยานอวกาศ Ikarie XB-1 พร้อมลูกเรือ 40 คน ถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์ขาว (White Planet) โคตรรอบระบบ Alpha Centauri ห่างออกไปประมาณ 4.4 ปีแสง ใช้เวลาเดินทางไปกลับ 28 เดือน (แสดงว่ายานอวกาศบินเร็วกว่าความเร็วแสง)
ช่วงแรกๆคือการร้อยเรียงชีวิตลูกเรือบนยาวอวกาศ แทบจะไม่แตกต่างจากวิถีปกติทั่วไปบนโลกมนุษย์, ระหว่างทางพบเจอสถานีอวกาศร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 20th, รวมถึงรังสีลึกลับจาก Dark Star ทำให้ลูกเรือออกอาการเหน็ดเหนื่ออ่อนล้า เป็นลมล้มพับ ไร้สติสมประดี ก่อนบางสิ่งอย่างแผ่เกราะป้องกัน ช่วยเหลือพวกเขาให้สามารถปรับตัว แล้วฟื้นคืนชีพขึ้นมา … สุดท้ายแล้วการเดินทางจักดำเนินถึงเป้าหมายหรือไม่?
Zdeněk Štěpánek (1896-1968) นักแสดงสัญชาติ Czech เกิดที่ Tvoršovice, Bohemia (ขณะนั้นคือประเทศ Austria-Hungary) ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เข้าร่วมกองทัพ Astro-Hungarian Army สู่รบแนวหน้า Eastern Front ก่อนเปลี่ยนฝั่งมา Czechoslovak Legion เข้าร่วมสงครามกลางเมือง Russian Civil War (1917-22), จากนั้นผันตัวมาเป็นนักแสดงละคอนเวที National Theatre เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ทศวรรษ 1930s ผลงานเด่นๆ อาทิ Skeleton on Horseback (1937), The Merry Wives (1938), Jan Hus (1955), Transport from Paradise (1963), Ikarie XB-1 (1963), ผู้ให้เสียงบรรยาย Marketa Lazarová (1967) ฯ
รับบทรองผู้บังคับบัญชา MacDonald มีความเข้มงวดกวดขัน ต้องการรับล่วงรู้ เข้าใจทุกสิ่งอย่างบังเกิดขึ้น ไม่ชอบโอนอ่อนผ่อนปรน ปฏิเสธเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็มีความห่วงใยลูกน้อง พร้อมเสี่ยงอันตรายเพื่อให้ภารกิจได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วง
หนังมีนักแสดงเยอะมากๆ (ลูกเรือ 40 คน) ต่างคนต่างมีบทเล็กบทน้อย คอยหาโอกาสโดดเด่น น่าเสียดายที่ไม่มีฉากให้แย่งซีนบ่อยครั้งนัก แต่ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความสนิทสนมชิดเชื้อ (ความเป็น Comrade) ให้ความช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัย ราวกับครอบครัวเดียวกัน
แต่บุคคลโดดเด่นที่สุดของหนังคือรองกปิตัน Štěpánek มาดเข้มๆ สีหน้าจริงจัง ขณะเดียวกันเต็มไปด้วยอารมณ์อ่อนไหว เป็นห่วงเป็นใยลูกน้อง ต้องการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จเพื่อหวนกลับหาภรรยาและบุตร (ฉากคุยกับภรรยาผ่าน Video Call นั่นคือแรงบันดาลใจ 2001: A Space Odyssey อย่างชัดเจน) … ระยะเวลาภารกิจอาจแค่ 28 เดือน แต่ผลกระทบจากทฤษฎีสัมพันธภาพ ทำให้ตอนกลับถึงบ้านเวลาบนโลกจะผ่านไป 15 ปี! (ประเด็นนี้นึกถึง Interstellar ขึ้นมาโดยพลัน)
ถ่ายภาพโดย Jan Kališ (1930-2003) ตากล้องสัญชาติ Czech เกิดที่ Brno โตขึ้นเข้าเรียนการถ่ายภาพยัง Film and TV School of the Academy of Performing Arts in Prague (FAMU) จากนั้นเข้าทำงานสตูดิโอ Filmové Studio Barrandov ผลงานเด่นๆ อาทิ Ikarie XB-1 (1963), … and the Fifth Horseman Is Fear (1964), Case for a Rookie Hangman (1969), Tomorrow I’ll Wake Up and Scald Myself with Tea (1977) ฯ
ส่วนใหญ่ของหนังดำเนินเรื่องภายในยานอวกาศ Ikarie XB-1 ออกแบบสร้างโดย (Production Design) Karel Lukas และ Jan Zázvorka ขึ้นที่โรงถ่ายสตูดิโอ Filmové Studio Barrandov พยายามทำออกมาให้มีความล้ำยุคสมัย (Futurist) แม้หลายสิ่งอย่างอาจดูไม่ค่อยสมจริง (ในมุมมองวิทยาศาสตร์สมัยใหม่) ก็เอาว่าคือข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ และเทคโนโลยีสมัยนั้น
งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีความน่าตื่นตาตื่นใจมากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยสิ่งล้ำยุคสมัยนั้นที่ต้องพึ่งพาลูกเล่นภาพยนตร์ อาทิ การสื่อสารด้วยภาพ/กล้องวงจรปิด (ใช้อุปกรณ์ Rear Projection), ปืนเลเซอร์/การระเบิดในอวกาศ (ซ้อนภาพเอ็ฟเฟ็ก), ยานอวกาศก็คือโมเดลจำลอง (Miniature), พื้นหลังอวกาศ และดาวเคราะห์ขาวเป็นการภาพวาดบนกระจก (Matte Painting) … ส่วนหุ่นยนต์ที่ดูละม้ายคล้าย Forbidden Planet (1956) ก็ใช้กลไกขับเคลื่อนไหว
ปล. มีหลายสิ่งอย่างที่กลายเป็นต้นแบบ สร้างอิทธิพลให้กับ 2001: A Space Odyssey (1968) ผมคงไม่ลงรายละเอียด ลองหารับชมใน Youtube มีคลิปที่ทำการเปรียบเทียบอยู่นะครับ







ตัดต่อโดย Josef Dobřichovský,
การดำเนินเรื่องของหนังไม่ได้นำเสนอผ่านมุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ เริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงกิจวัตรประจำวัน (Slice-of-Life) ชีวิตบนยานอวกาศ Ikarie XB-1 กระทั่งได้รับสัญญาณฉุกเฉิน พบเจอสถานีอวกาศ ปรากฎการณ์ลึกลับ ถึงเริ่มให้ความสำคัญกับผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจตัดสินใจเป็นหลัก
- Opening Credit + อารัมบทหายนะกำลังจะบังเกิดขึ้น
- วิถีชีวิตของลูกเรือบนยานอวกาศ Ikarie XB-1
- เริ่มต้นออกเดินทาง
- รองกปิตัน MacDonald พูดคุยภรรยาผ่าน Video Call ครั้งสุดท้าย
- ชายหนุ่มแผนกสื่อสาร Michal ขายขนมจีบนักประวัติศาสตร์ Eve (ที่ขึ้นมาแทนภรรยาของ MacDonald)
- งานเต้นรำ
- สถานีอวกาศลึกลับ
- ได้รับสัญญาณลึกลับ จึงส่งลูกเรือขึ้นไปสำรวจ
- ค้นพบว่าคือสถานีอวกาศจากศตวรรษที่ 20th
- เกิดเหตุระเบิดจากสถานีอวกาศนั้น สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่
- ปรากฎการณ์ลึกลับ
- Svenson และ Michael ถูกส่งไปซ่อมแซมอะไรสักอย่างนอกยาน
- โดยไม่รู้ตัวสมาชิกบนยานอวกาศแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า เป็นลมล้มพับโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ค้นพบดวงดาวลึกลับ Dark Star เชื่อว่าแผ่รังสีอะไรสักอย่างออกมา
- ทุกคนหลับสนิท ก่อนฟื้นตื่นขึ้นมาราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์อะไรบังเกิดขึ้น
- แต่แล้ว Svenson เกิดแผลพุพอง น่าจะเพราะได้รับรังสีขณะออกไปนอกยาน
- Michael เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ขังตนเองอยู่ในยาน
- MacDonald อาสาเข้าไปเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ
- ค้นพบความจริงเกี่ยวกับปรากฎการณ์ครั้งนี้
- เดินทางถึงดาวเคราะห์ขาว
ปล. แนวทางการดำเนินเรื่องแบบนี้มันช่างสอดคล้องอุดมคติคอมมิวนิสต์ คือไม่ได้ทำให้ตัวละครหนึ่งใดโดดเด่นเป็นพิเศษ ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียม ยกเว้นเพียงตำแหน่งหน้าที่ถึงพบเห็นความสำคัญไล่เรียง … แนวทางดังกล่าวดูจะสร้างอิทธิพลให้แฟนไชร์ Star Trek อยู่ไม่น้อย!
เพลงประกอบโดย Zdeněk Liška (1922-83) นักแต่งเพลง สัญชาติ Czech เกิดที่ Smečno, Central Bohemia ทั้งปูและบิดาต่างเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ทำให้วัยเด็กมีโอกาสฝึกฝนไวโอลิน แอคคอร์เดียน แต่งเพลงแรกสมัยเรียนมัธยม จากนั้นเข้าศึกษาต่อ Prague Conservatory ทำงานเป็นวาทยากร ครูสอนดนตรี หลังสงครามโลกครั้งที่สองเข้าร่วมสตูดิโอ Zlín Film Studios ต่อด้วย Filmové Studio Barrandov, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Fabulous Baron Munchausen (1962), Ikarie XB-1 (1963), The Shop on Main Street (1965), Marketa Lazarová (1967), The Valley of the Bees (1968), The Cremator (1969), Fruit of Paradise (1970), Shadows of a Hot Summer (1977) ฯ
ช่วงระหว่าง Opening Credit เพลงประกอบสไตล์ Avant Garde ทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ ด้วยการสร้างเสียงสังเคราะห์ (เหมือนเสียงดิจิตอล) มอบสัมผัสโลกอนาคต (Futurist) ฟังดูล้ำ ลึกลับ เต็มไปด้วยความพิศวง แต่ไม่สามารถคาดเดาท่วงทำนอง อะไรจะบังเกิดขึ้นต่อไป
บทเพลงช่วงระหว่างงานเต้นรำยังพอมีสัมผัสโลกอนาคตอยู่บ้าง เป็นการผสมผสานดนตรีแจ๊ส+Ballroom Dance ใช้เพียงกลอง+เปียโน บรรเลงท่วงทำนองวนไปวนมาซ้ำๆ ด้วยจังหวะสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ชักชวนให้ลุกขึ้นมาโยกเต้น นั่นคงคือท่วงทำนองคลาสสิกในโลกอนาคต (Future Jazz) … แต่ไม่รู้ทำไมท่าเต้นรำแปลกๆ ชวนให้ผมนึกถึง Band of Outsiders (1964)
ช่วงระหว่างการเดินทาง จับสัญญาณจากสถานีอวกาศร้าง เลยส่งลูกเรือไปทำการสำรวจ ตลอดภารกิจได้ยินบทเพลงจากเครื่องสังเคราะห์เสียง ฟังดูหวิวๆ สั่นสยิว สัมผัสอันตราย ราวกับสัญญาณเตือนภัย และเมื่อทีมสำรวจตระหนักถึงหายนะกำลังบังเกิดขึ้น พยายามเร่งรีบวิ่งหนี แต่มันก็สายเกินไป ไม่มีใครสามารถหลบหนีจาก “อดีต” ที่มนุษยชาติทอดทิ้งไว้
หลังหายนะสถานีอวกาศ ทำเอาใครต่อใครตกอยู่ในความห่อเหี่ยว จิตใจมืดหมองหม่น (การถ่ายภาพก็ปกคลุมด้วยความมืด) คลอประกอบเบาๆด้วยเสียงเปียโนบทเพลง Part One: Introduction จาก La Roi David (1921) แปลว่า King David (กษัตริย์แห่ง Ancient Israel and Judah ตามคัมภีร์ไบเบิล) ประพันธ์โดย Arthur Honegger (1892-1955) คีตกวีสัญชาติ Swiss เกิดและเติบโตที่ฝรั่งเศส
เรื่องราวของ King David อาจไม่ได้มีความเชื่อมโยงอะไรกับหนัง แต่เบื้องหลังของผู้แต่ง Honegger ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม Les Six คีตกวีอาศัยอยู่ Montparnasse ช่วงทศวรรษ 1920s เต็มไปด้วยอคติต่อยุคสมัย Romanticism มันช่างย้อนรอยคำกล่าวกปิตัน Vladimir Abayev พูดพร่ำบ่นแสดงความไม่พึงพอใจต่อหายนะสงครามโลกครั้งที่สอง “That left Auschwitz, Oradour and Hiroshima behind them.”
แซว: ตอนกปิตันกล่าวคำพร่ำบ่น ไม่อยากยินยอมรับประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น นักเปียโนได้เอ่ยชื่อ Honegger ผู้ประพันธ์บทเพลงนี้ก็อยู่ในศตวรรษที่ 20th ด้วยเช่นกัน!
ตอนจบของหนังเมื่อเดินทางมาถึงดาวเคราะห์เป้าหมาย แทนที่บทเพลงจะมีท่วงทำนองเฉลิมฉลอง ยินดีปรีดา กลับบรรยากาศทะมึน อึมครึม ฟังดูรู้สึกหวาดหวั่น กลัวเกรง คงเพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจะได้รับการต้อนรับดีหรือร้าย กลายเป็นมิตรหรือภัยคุกคาม อนาคตกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และนี่อาจคือหนทางรอดสุดท้ายของมนุษยชาติ
เกร็ด: ฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกามีการปรับเปลี่ยนตอนจบ โดยฉายภาพอนุเสาวรีย์เทพีเสรีภาพ! สร้างความประหลาดใจให้ผู้ชม เปิดเผยว่าพวกเขาคือมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมาถึงโลก … กลายเป็นแรงบันดาลใจตอนจบ Planet of the Apes (1968)
แม้หนังไม่ได้อธิบายเหตุผลที่ยานอวกาศ Ikarie XB-1 ออกเดินทางระหว่างดวงดาว (Interstellar Travel) จากระบบสุริยะสู่ระบบ Alpha Centauri ค้นหาดาวเคราะห์สมมติสีขาว (White Planet) แต่เราก็สามารถทำความเข้าใจไม่ยาก เพราะมันมีแค่ไม่กี่อย่างหรอก ทรัพยากรใกล้หมด ชั้นบรรยากาศโลกเต็มไปด้วยมลพิษ ไม่ก็การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้มนุษยชาติ
หนังออกฉายปี ค.ศ. 1963 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการแข่งขันสำรวจอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปีเพิ่งส่งดาวเทียม Sputnik 1 ขึ้นไปโครจรรอบโลก แม้นั่นแค่ก้าวแรก ยังอีกยาวไกล ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงสามารถออกเดินทางระหว่างดวงดาว แต่สักวันมันก็อาจมาถึง(หรือไม่ถึง) ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากที่มนุษย์ไม่สามารถทำความเข้าใจ
Ikarie XB-1 (1963) ที่พอไม่กล่าวถึงเบื้องหลัง สาเหตุผล รวมถึงประเด็นการเมือง การเดินทางครั้งนี้ผมมองว่ามีสองเป้าหมายหลักๆ อดีตพานผ่าน (สถานีอวกาศเก่า) vs. อนาคตไม่รู้จัก (พบเจอ Dark Star)
- สำแดงอคติต่อสงครามโลกครั้งที่สอง (Anti-War) ผ่านการพบเจอสถานีอวกาศสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 19th (พื้นหลังของหนังคือศตวรรษที่ 22th) การสูญเสียลูกเรือสองคนจากอุบัติเหตุอาวุธนิวเคลียร์ กปิตันจึงกล่าวโทษทั้งนาซี (Auschwitz, Oradour) และสหรัฐอเมริกา (Hiroshima) แต่อดีต/ประวัติศาสตร์ คือสิ่งที่มนุษยชาติมิอาจปัดความรับผิดชอบ คนรุ่นหลังต้องทุกข์ทรมานจากความเห็นแก่ตัวของบรรพบุรุษ
- อนาคตคือสิ่งไม่มีใครคาดการณ์ รวมถึงปรากฎการณ์ลึกลับ/เหนือธรรมชาติที่ลูกเรือประสบพบเจอกับ Dark Star ความไม่เข้าใจ ไม่ต้องการยินยอมรับ มันสามารถสำแดงธาตุแท้ตัวตนของมนุษย์ออกมา
- คนบางคนสามารถยินยอมรับสภาพความเป็นจริงของชีวิต อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด
- คนบางคนอย่างรองกปิตัน MacDonald ปฏิเสธยินยอมเหตุการณ์บังเกิดขึ้น พยายามต่อสู้ขัดขืน สุดท้ายก็มิอาจโต้ตอบทำอะไร
- Michael คือตัวแทนของบุคคลเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไม่สามารถควบคุมตนเอง หวาดกลัวตัวตาย ยินยอมรับเหตุการณ์บังเกิดขึ้นไม่ได้ จนเกือบสร้างหายนะให้กับยานอวกาศลำนี้
มันมีพล็อตเรื่อง นวนิยายอวกาศมากมาย แต่การเลือกดัดแปลง The Magellanic Cloud (1955) ของ Stanisław Lem ที่ทำการประชดประชันรัฐบาลคอมมิวนิสต์/สหภาพโซเวียต (ของ Lem พาดพิงรัฐบาล Polish) แม้ประเด็นเหล่านั้นจะถูกตัดทิ้งไป แต่เอาแค่การเดินทางออกจากระบบสุริยะ เราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงความต้องการหลบหนีออกจากวงโคจรระบอบสังคมนิยม เพื่อค้นหาโลกใบใหม่
พลังลึกลับจาก Dark Star ทำให้บรรดาลูกเรือเกิดอาการง่วงหงาวหาวนอน ก่อนผลอยหลับ แล้วตื่นขึ้นมาใหม่ คำอธิบายของหนังฟังดูเหนือธรรมชาติ (Supernatural) แต่เราสามารถครุ่นคิดในเชิงเปรียบเทียบตายแล้วฟื้น หรือถือกำเนิดใหม่ (Rebirth) เฉกเช่นเดียวกับทารกคลอดตอนมาถึงดาวเคราะห์ขาวพอดิบพอดี! นี่ก็เท่ากับความคาดหวังถึงอนาคต เมื่อสามารถเดินทางออกจากระบบสุริยะ สิ้นสุดระบอบสังคมนิยม/ล่มสลายคอมมิวนิสต์ นั่นจะถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง
ฉบับเข้าฉายสหรัฐอเมริกาแล้วมีการตัดต่อใหม่ ตอนจบปรากฎภาพอนุเสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ผมมองว่าเป็นความตลกร้ายของชาวอเมริกัน ฉันนี่แหละคืออนาคต โลกใบใหม่ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ย่อมดีกว่าระบอบสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ และสหภาพโซเวียต … จริงๆนะฤา?
Polák เป็นบุคคลที่ไม่สำแดงทัศนคติทางการเมืองออกมาอย่างชัดเจนเหมือนผู้กำกับร่วมรุ่น Czechoslovak New Waver คนอื่นๆ แต่ก็พยายามสอดแทรกทัศนคติ หลายสิ่งอย่างเข้าไปในผลงาน ซึ่งหลังจาก 1968 Prague Spring พี่แกเอาตัวรอดด้วยการหันไปสร้างซีรีย์เด็กฉายโทรทัศน์ Pan Tau (1970-79) และภาพยนตร์เกี่ยวกับเด็ก (Children Film) อีกหลายเรื่อง ปฏิเสธยุ่งเกี่ยวการเมือง สงคราม ปิดปากเงียบ ก้มหัวศิโรราบต่อระบบเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย
หนังใช้ทุนสร้าง 6 ล้านโครูนา (Czechoslovak Koruna, Kčs) เทียบค่าเงินสมัยนั้นประมาณ $833,000 เหรียญ สำหรับประเทศสังคมนิยมถือว่าสูงลิบลิ่ว แม้จะไปคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังไซไฟ Trieste Science Fiction Film Festival แต่ดูแล้วไม่น่าจะคืนทุนสักเท่าไหร่
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K โดย Hungarian Filmlab ภายใต้การดูแลของ Národní filmový archiv (Czech National Film Archive) เข้าฉายเทศกาลหนัง 2016 Cannes Classics สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Second Run
แม้หนังจะมีหลากหลายแนวคิดน่าสนใจ เคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้น ชักชวนให้ผู้ชมชาว Czechoslovakia ครุ่นคิดวิเคราะห์ตาม และสร้างอิทธิพลให้วงการไซไฟ ภาพยนตร์แนวสำรวจอวกาศ (Space Adventure) แต่ลึกๆผมยังแอบผิดหวังว่ามันควรจะมีสิ่งน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่านี้ กลับกลายเป็นการออกทะเล/ออกอวกาศไปไกลโพ้น
จัดเรต pg กับความคลุ้มคลั่งในอวกาศ
Leave a Reply