2001: A Space Odyssey

2001: A Space Odyssey (1968) hollywood, British : Stanley Kubrick ♠♠♠♠♠

มหากาพย์การเดินทางของมนุษยชาติ พานผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง/วิวัฒนาการครั้งสำคัญ ค้นพบวัตถุลึกลับที่ไม่มีใครสามารถหาคำอธิบาย ทำได้เพียงเพลิดเพลินไปกับสุนทรียภาพยนตร์

ก่อนจะกลายมาเป็น 2001: A Space Odyssey ผกก. Kubrick และนักเขียน Arthur C. Clarke ร่วมกันครุ่นคิดชื่อหนังมากมาย How the Solar System Was Won (ล้อกับภาพยนตร์ How the West Was Won), Journey Beyond The Stars, Universe, Tunnel to the Stars, Planetfall ฯ ท้ายที่สุด (Kubrick) ตัดสินใจเลือก A Space Odyssey ทำการอ้างอิงถึงมหากาพย์ Homer: The Odyssey เปลี่ยนจากการผจญภัยมหาสมุทร มาเป็นการสำรวจอวกาศของมนุษยชาติ

It occurred to us that for the Greeks the vast stretches of the sea must have had the same sort of mystery and remoteness that space has for our generation.

Stanley Kubrick

ผมเคยรับชมคลิปของ Neil deGrasse Tyson นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวอเมริกัน (ทางช่อง @StarTalk) อธิบายเหตุผลที่ NASA ไม่เคยส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์หลังจาก Apollo 17 เสร็จสิ้นภารกิจ 7-19 ธันวาคม ค.ศ. 1972 เพราะมันไม่เหลือแรงจูงใจจากการแข่งขัน สหรัฐอเมริกาสามารถเอาชนะสหภาพโซเวียตในสงครามอวกาศได้อย่างราบคาบ เช่นนั้นแล้วมันจะมีประโยชน์อันใดที่จะออกเดินทางไปไกลกว่านั้น? … นอกเสียจากอภิมหาเศรษฐีมีเงินหลายล้านล้านๆ เต็มไปด้วยความเพ้อฝัน โรแมนติก ต้องการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์

ถ้าสหภาพโซเวียตไม่พ่ายแพ้สงครามอวกาศครั้งนั้น มันก็คงมีความเป็นไปได้ที่ปี ค.ศ. 2001 เราอาจจะได้เห็นมนุษย์เดินทางถึงดาวพฤหัส ศุกร์ เสาร์ หรือไกลกว่านั้น แต่เมื่อสงคราม(อวกาศ)สิ้นสุดลง(ก่อนเวลาอันควร) ช่วงทศวรรษ 1970s จึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจล้วนต้องมองย้อนกลับหาตนเอง แก้ไขสารพัดปัญหาความคอรัปชั่นภายใน … คล้ายคลึงกับองก์สุดท้ายของหนังเรื่องนี้!


ในบรรดาภาพยนตร์ที่ผมได้รับการเรียกร้องให้หวนกลับมาปรับปรุงใหม่มากครั้งที่สุดก็คือ 2001: A Space Odyssey (1968) พอเข้าใจได้เพราะเขียนบทความนี้มาตั้งแต่ปีแรกๆ ตอนนั้นยังหาแนวทางตนเองไม่พบเจอด้วยซ้ำ มันเลยมีลักษณะเพียงเล่าประสบการณ์รับชมเสียมากกว่า

เหตุผลที่ผมยื้อๆยักๆ ในรอบสิบปีไม่เคยหวนกลับมาปรับปรุงบทความนี้ ก็เพราะอยากหาโอกาสเหมาะๆตอนครบรอบ 2,001 บทความ! แต่ความเปลี่ยนแปลงหลังผ่านปีที่ห้าของ raremeat.blog ทำให้ความเร็วในการทำงานลดลงกว่าครึ่ง ถึงอย่างนั้นยังแอบประเมินคร่าวๆว่าน่าจะทันปีที่สิบ … ผลปรากฎว่าไม่ทันอยู่ดี รวมๆแล้วได้ประมาณ 1850+ กว่าๆบทความ (ไม่นับรวม Best Of & Greeting) ก็ไม่เป็นไร เอาโอกาสครบรอบสิบปีนี้นะแหละ!

จริงๆมันยังมีอีกเหตุผลคือ ‘ความกลัว’ นั่นเพราะ 2001: A Space Odyssey (1968) คือภาพยนตร์ระดับมหากาพย์ สร้างความเกรงขาม เต็มไปด้วยรายละเอียดงานสร้าง การวิเคราะห์ร้อยแปดพันอย่าง ไม่รู้จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะเขียนเสร็จ … วางแผนเอาไว้สี่วัน ใช้เวลาจริงห้าวัน!

บทความเก่าผมเคยเขียนแนะนำไว้ว่าถ้าดูหนังไม่รู้เรื่อง แนะนำให้หาอ่านนวนิยายของ Arthur C. Clarke มันจะมีคำอธิบาย ลงรายละเอียด อ่านแล้วช่วยเสริมความเข้าใจ หวนกลับมาดูหนังอีกครั้งอาจจะร้อง ยูเรก้า! ขนลุกขนพองกับความยิ่งใหญ่ งดงามวิจิตรศิลป์ มาสเตอร์พีซแห่งวงการภาพยนตร์

แต่ให้ตายเถอะโรบิน! ผมหวนกลับมารับชมหนังรอบนี้อยากจะขอแนะนำใหม่ อย่าหาอ่านนวนิยายของ Arthur C. Clarke เพราะมันจะ “จำกัด” มุมมองของตัวคุณเองต่อ 2001: A Space Odyssey (1968) ภาพยนตร์มีการเปิดกว้าง ให้อิสระครุ่นคิดจินตนาการ และสิ่งสำคัญสูงสุดก็คือความเพลิดเพลินในการรับชม สถานีอวกาศเริงระบำบทเพลงวอลซ์ The Blue Danube มันช่างเคลิบเคลิ้ม ครื้นเครง … คำถามปรัชญาทั้งหลายไม่ได้มีความสลักสำคัญเทียบเท่าสุนทรียะในการรับชม

How much would we appreciate Mona Lisa today if Leonardo had written at the bottom of the canvas: “This lady is smiling slightly because she has rotten teeth”—or “because she’s hiding a secret from her lover”? It would shut off the viewer’s appreciation and shackle him to a reality other than his own. I don’t want that to happen to 2001.

Stanley Kubrick

ปล. ผมตั้งใจจะเขียนบทความนี้โดยไม่หาอ่านบทวิเคราะห์หนังที่มีมากมายเต็มไปด้วย ก็คาดหวังว่ามันจะมีความแตกต่าง/มุมมองใหม่ๆอยู่บ้างนะครับ


Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier

ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ

ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953) [เชื่อกันว่า Kubrick กำกับหนัง/สารคดีสั้นมากกว่านี้ แต่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันเพียงสามเรื่อง], ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953) [ล้มเหลวเสียจนพยายามทำลายฟีล์มหนังทิ้ง], Killer’s Kiss (1955), แจ้งเกิดกับ The Killing (1956), และมาสเตอร์พีซเรื่องแรก Paths of Glory (1957)

หลังเสร็จสร้าง Dr. Strangelove (1964) ผกก. Kubrick ป่าวประกาศว่าโปรเจคถัดไปจะเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว (Extraterrestrial Life) นั่นคือสิ่งไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีใครคาดคิด ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมจู่ๆถึงเกิดความสนใจหนังแนวไซไฟ (Sci-Fi) ขึ้นมา?

หลายคนคงครุ่นคิดว่า Kubrick ได้แรงบันดาลใจจากการแข่งขันสำรวจอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต ในช่วงระหว่างสงครามเย็น Cold War (1947-91) แต่นักวิจารณ์แสดงความเห็นว่า จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากกระแสนิยมหนังแนวสัตว์ประหลาด/เอเลี่ยนบุกโลกในช่วงทศวรรษ 50s อย่าง The Day the Earth Stood Still (1951), The Thing from Another World (1951), Invaders from Mars (1953), The War of the Worlds (1953), Gojira (1954), Forbidden Planet (1956), Warning from Space (1956) ฯ (มีเป็นร้อยๆเรื่องเลยนะครับ) เลยครุ่นคิดอยากสร้างหนังสิ่งมีชีวิตต่างดาวให้มีความสมจริงกว่าที่เป็นอยู่!

ผกก. Kubrick ติดต่อขอทุนสร้างตั้งต้น $6 ล้านเหรียญได้จากสตูดิโอ M-G-M ด้วยจุดขายถ่ายทำด้วยระบบ Super Panavision 70 (ฟีล์ม 65mm อัตราส่วน 2.20:1) สำหรับฉาย Cinerama (จอหนังโค้ง 146 องศา) ซึ่งก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จกับ How the West Was Won (1962) … เลยมีการตั้งชื่อ Working Title แรกว่า How the Solar System Was Won


ขั้นตอนต่อมาก็คือมองหานักเขียนนวนิยายไซไฟที่มีชื่อเสียงขณะนั้น ได้รับคำแนะนำจากคนรู้จัก Roger Caras กล่าวถึง Arthur C. Clarke อาศัยอยู่ Ceylon (Sri Lanka ในปัจุบัน) ว่า “a recluse, a nut who lives in a tree” นั่นสร้างความสนอกสนใจให้ Kubrick ส่งโทรเลขชักชวนมาร่วมงานภาพยนตร์ ได้รับคำตอบ “frightfully interested in working with enfant terrible” … enfant terrible เป็นวลีที่หมายถึงบุคคลมีพฤติกรรมแย่ๆ ชอบสร้างปัญหา ขัดแย้งกับผู้อื่นไปทั่ว

Sir Arthur Charles Clarke (1917-2008) นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ (Science Fiction), โลกอนาคต (Futurist), ศาสนาแห่งการสำรวจอวกาศ (Prophet of the Space Age) ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญว่าเป็น “Big Three of Science Fiction” ร่วมกับ Robert Heinlein และ Isaac Asimov, เกิดที่ Minehead (Somerset) วัยเด็กอาศัยอยู่บ้านฟาร์ม ชื่นชอบดูดาว สะสมฟอสซิล หลงใหลไดโนเสาร์, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอาสาสมัครทหารอากาศ (Royal Air Force) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเรดาร์ ปลดประจำการยศเรืออากาศเอก (Flight Lieutenant), จากนั้นเข้าศึกษาต่อ King’s College London จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แล้วเริ่มตีพิมพ์บทความ เรื่องสั้น นวนิยายเล่มแรก Against the Fall of Night (1948), ก่อนย้ายไปปักหลักอยู่ Ceylon ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1956

แรกเริ่มต้น Kubrick บอกว่าอยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับ “Man’s relationship to the universe.” นั่นทำให้ Clarke นำเสนอหกเรื่องสั้นเคยเขียนไว้ ก่อนตัดสินใจเลือก The Sentinel (1948) และ Encounter in the Dawn (1953) เป็นจุดตั้งต้น

The Sentinel (1948) มีพื้นหลังปี ค.ศ. 1996, เรื่องราวของนักดวงจันทร์วิทยา (Selenologist) สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์แล้วค้นพบโครงสร้างลึกลับ แลดูเหมือนพิรามิด รายล้อมรอบด้วยเกราะมองไม่เห็น (Invisible Shield) ทำให้ไม่มีมนุษย์สามารถเข้าถึง ต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ถึงสามารถพบเห็นโครงสร้างภายใน ดูแล้วน่าสร้างขึ้นมากว่าพันล้านปี โดยสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่มีอารยะเหนือกว่ามนุษย์!

Encounter in the Dawn (1953) นำเสนอเรื่องราวของสามนักวิทยาศาสตร์เดินทางสำรวจทางช้างเผือก แล้วพบเจอดาวเคราะห์หนึ่งที่มีลักษณะเหมือนโลก แต่มนุษย์เพิ่งเริ่มวิวัฒนาการ (Primitive Humanoids) ยังไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร ชนพื้นเมืองจึงยกย่องพวกเขาว่าคือพระเจ้า รับฟังคำสอน องค์ความรู้ต่างๆมากมาย ก่อนร่ำลาจากได้มอบมีดและคบเพลิง

นอกจากสองเรื่องสั้นนี้ Kubrick และ Clark ยังใช้เวลาเป็นปีๆในการระดมสมอง ค้นคว้าหาข้อมูลจากการอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ มานุษยวิทยา รับชมภาพยนตร์ไซไฟ ได้แรงบันดาลใจหลายสิ่งอย่างจากสารคดีสั้น Universe (1960) และโดยเฉพาะหนัง Cinerama 360 เรื่อง To the Moon and Beyond ฉายใน Moon Doom ระหว่างงาน 1964 New York World’s Fair

ตอนแรกนั้น Kubrick และ Clarke วางแผนจะเขียนนวนิยายขึ้นก่อน จากนั้นค่อยดัดแปลงมาเป็นบทหนัง แต่ไปๆมาๆพอได้เค้าโครงเรื่องที่อยากสร้าง ต่างฝ่ายต่างแยกกันทำงาน Kubrick พัฒนาบทภาพยนตร์, Clarke ลงมือเขียนนวนิยาย … แต่หนังออกฉายก่อนเพื่อไม่ให้ถูกสปอยโดยรายละเอียดของหนังสือ

There are a number of differences between the book and the movie. The novel, for example, attempts to explain things much more explicitly than the film does, which is inevitable in a verbal medium. The novel came about after we did a 130-page prose treatment of the film at the very outset. … Arthur took all the existing material, plus an impression of some of the rushes, and wrote the novel. As a result, there’s a difference between the novel and the film… I think that the divergences between the two works are interesting.

Stanley Kubrick

แซว: หลายปีหลังออกฉายมีคนตั้งคำถามถึงจุดตั้งต้นของหนัง ไม่ใช่ว่าอยากสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรอกหรือ? ทำไมถึงไม่พบเห็นเอเลี่ยนสักตน? Kubrick เล่าว่าก็มีแนวคิดอยากฉายภาพมนุษย์ต่างดาว ในบทหนังก็มีปรากฎตัว แต่จนแล้วรอดออกแบบมาไม่ถูกใจสักที ไม่ว่าจะมนุษย์สวมชุดยาง หรือพลังงานแสงสว่าง สุดท้ายก็เลยทำออกมาเป็นสิ่งลึกลับที่ไม่สามารถจับต้อง มองไม่เห็น อยู่เหนือขอบเขตการรับรู้ของมนุษย์


เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งออกเป็น 4-5 องก์ (บางคนอาจไม่นับรวมจอดำสามนาทีแรก เลยมีแค่ 4 องก์) นำเสนอช่วงเวลาสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ

  • อารัมบท, เริ่มต้นจากหน้าจอดำประมาณสามนาที ก่อนปรากฎภาพโลก ดวงจันทร์ และพระอาทิตย์ ค่อยๆเคลื่อนเลื่อนปรากฎขึ้นในระนาบเดียวกัน … สื่อถึงการกำเนิดของโลกและจักรวาล
  • องก์หนึ่ง The Dawn of Man, ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric) ฝูงมนุษย์ลิงสายพันธุ์ Hominins ถูกชนเผ่าคู่อริขับไล่จากแหล่งน้ำ ค่ำคืนนั้นพบเจอแท่งลึกลับ (Monolith) หลังจากสัมผัสจับต้อง พวกมันเรียนรู้ที่จะใช้โครงกระดูกเป็นอาวุธ ไล่ล่ากำจัดศัตรูให้พ้นภัยพาล
  • องก์สองไม่มีชื่อ ไม่ระบุปี (คาดว่าน่าจะประมาณปี ค.ศ. 2000-2001 ตามชื่อหนัง) แต่มักเรียกกันว่า Moon Mission, เรื่องราวของ Dr. Heywood Floyd (รับบทโดย William Sylvester) เดินทางจากโลก แวะจอดสถานีอวกาศที่ห้า (Space Station Five) ก่อนมุ่งสู่ฐานทัพ Clavius Base บนดวงจันทร์ ภารกิจเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนแท่งลึกลับพบเจอยังหลุมอุกกาบาต Tycho
  • องก์สาม Jupiter Mission (18 Months Later), เรื่องราวของ Dr. Dave Bowman (รับบทโดย Keir Dullea) และ Dr. Frank Poole (รับบทโดย Gary Lockwood) ร่วมกับลูกเรืออีกสามคนจำศีลในแคปซูลบนยานอวกาศ Discovery One เดินทางสู่ดาวพฤหัส (Jupiter) เพื่อติดตามสัญญาณแท่งลึกลับ หายไปจากดวงจันทร์เมื่อ 18 เดือนก่อน! เหตุการณ์วุ่นๆเกิดขึ้นเมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์ HAL 9000 ทำงานผิดพลาดโดยปฏิเสธยินยอมรับข้อผิดพลาด จึงพยายามกำจัดตัวแปรมนุษย์ให้พ้นภัยทาง
  • องก์สี่ Jupiter and Beyond the Infinite, เมื่อครั้น Dr. Dave Bowman ผู้รอดชีวิตหนึ่งเดียวเดินทางมาถึงดาวพฤหัส พบเจอแท่งลึกลับ จู่ๆถูกดึงดูดเข้าสู่ประตูมิติ (Star Gate) จนกระทั่งมาถึงยังห้องสไตล์ Neoclassical พบเห็นตัวเองเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย และหวนกลับโลกมนุษย์ขณะเป็นทารกในครรภ์ (Foetus หรือ Star Child)

ในส่วนของนักแสดง ผกก. Kubrick พยายามมองหานักแสดง(เล่นหนัง)เกรดบี ค่าตัวไม่แพงนัก สามารถยืดหยุ่นคิวงาน (ตามสไตล์ Kubrick โหยหาความสมบูรณ์แบบ Perfectionist มักถ่ายทำล่าช้าอยู่เป็นประจำ) บทบาทก็ไม่ได้ต้องใช้ทักษะการแสดงอะไรมากมาย เพียงห้อยโหนสลิง (ขณะล่องลอยในอวกาศ) แต่มีคนหนึ่งต้องกล่าวถึงสักเล็กน้อย

Keir Atwood Dullea (เกิดปี ค.ศ. 1936) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cleveland, Ohio แล้วมาเติบโตที่ Greenwich Village, New York City โตขึ้นเข้าโรงเรียนการแสดง Neighborhood Playhouse School of the Theatre จากนั้นมีผลงานโทรทัศน์, ภาพยนตร์เรื่องแรก Hoodlum Priest (1961), David and Lisa (1962), Bunny Lake Is Missing (1965), Black Christmas (1974), ก่อนโด่งดังกับ 2001: A Space Odyssey (1968)

รับบท Dr. Dave Bowman นักบิน/นักวิทยาศาสตร์ น่าจะถือเป็นกัปตัน (ในหนังใช้คำว่า Mission Commander) ยานอวกาศ Discovery One ระหว่างออกเดินทางสู่ดวงพฤหัส จู่ๆสังเกตพบว่าปัญญาประดิษฐ์ HAL 9000 เหมือนจะทำงานผิดพลาด แถมพยายามกลบเกลื่อนด้วยการกำจัดลูกเรือคนอื่น เขาจึงจำต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อปิดโปรแกรมนี้ในห้องเครื่องแม่ข่าย (ห้อง Server) และปฏิบัติภารกิจสุดท้ายเผชิญหน้ากับแท่งลึกลับ

การแสดงของ Dullea ดูเป็นระบบระเบียบ สีหน้าดำคล้ำเครียด ราวกับหุ่นยนต์ (ตรงกันข้ามกับ HAL 9000 ที่แสดงออกทางอารมณ์ผ่านน้ำเสียงได้เหมือนมนุษย์มากกว่า) ไม่เคยพบเห็นแสดงอารมณ์อ่อนไหว แม้เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธที่ถูก HAL 9000 ทรยศหักหลัง ยังสามารถควบคุมตนเอง สายตาล็อคเป้า ครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหาด้วยสติ กล้า-ท้า-เสี่ยง และพร้อมเสียสละชีวิตเพื่อภารกิจแห่งมนุษยชาติ

แม้ว่า 2001: A Space Odyssey (1968) จะทำให้ Dullea มีชื่อเสียงโด่งดัง! แต่เขาไม่ได้สนใจสานต่อความสำเร็จสักเท่าไหร่ ให้เวลาและความสำคัญกับละคอนเวทีมากกว่า เลือกรับงานภาพยนตร์+โทรทัศน์เพียงประปราย ในบทบาทสมทบเสียส่วนใหญ่

My career has a lot to do with choices I made in my life. My focus over the last, oh, at least 10 years has been the theater. I really haven’t made very much effort with films. I did more than 20 plays before I ever did Hoodlum Priest, and (after that) I’ve done more than 20 films… It wasn’t as if the industry had fired me; I had just made certain life decisions I suddenly was having to pay the piper for. So there was no film career at all. I’m always working (in theater). If I’m not engaged on stage in something, I’m working with my wife on another project. I no longer live my life waiting for my phone to ring to give me permission to work.

Keir Dullea

เกร็ด: “Open the pod bay doors please, HAL” ได้รับการโหวต AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #78

หนังเปิดกล้องวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ. 1965 เริ่มต้นยังโรงถ่าย H ของสตูดิโอ Shepperton เพราะมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษขณะนั้น สำหรับถ่ายทำฉากหลุมอุกกาบาต Tycho บนดวงจันทร์, พอเสร็จสิ้นก็ย้ายกองถ่ายมายัง MGM-British Studios ณ Borehamwood จนปิดกล้องรอบแรก 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1966, หลังการตัดต่อ+เทคนิคพิเศษผ่านไปปีกว่าๆ มีการเรียกนักแสดงมาถ่ายซ่อม และเพิ่มเติมซีเควนซ์ The Dawn of Man ระหว่างวันที่ 2 กันยายน – 9 ตุลาคม ค.ศ. 1967

ด้วยความที่ตากล้องคนแรก Geoffrey Unsworth ไม่ค่อยประทับใจการร่วมงานผกก. Kubrick เพราะอีกฝ่ายเข้ามาจู้จี้จุกจิก บงการทุกสิ่งอย่าง จนไม่หลงเหลือพื้นที่ว่างให้กับสไตล์การถ่ายภาพของตนเอง จึงปฏิเสธหวนกลับมาถ่ายซ่อมรอบหลัง (อ้างติดพันโปรเจคอื่น) เลยส้มหล่นใส่ John Alcott ขณะนั้นยังเป็นช่างจัดแสง (Lighting Cameraman) แต่มีความโดดเด่นต้องตาต้องใจ แถมไม่เรื่องมาก ไร้อีโก้ เพียงทำตามคำสั่งผู้กำกับ เลยมีโอกาสร่วมงานกันอีกหลายครั้ง!

  • Geoffrey Gilyard Unsworth (1914-78) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Atherton, Lancashire เริ่มต้นเข้าทำงานสตูดิโอ Gaumont British ต่อด้วยเป็นผู้ช่วยตากล้องในหลายๆผลงานของ Powell and Pressburger จนกระทั่งได้รับเครดิตถ่ายภาพเมื่อย้ายมา Rank Organisation ผลงานเด่นๆ อาทิ A Night to Remember (1958), Becket (1964), 2001: A Space Odyssey (1968), Cabaret (1972), Murder on the Orient Express (1974), A Bridge Too Far (1977), Superman (1978), Tess (1979) ฯลฯ
  • John Alcott (1930-86) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Isleworth, Middlesex บิดาคือ Arthur Alcott ผู้จัดการกองถ่าย Pinewood Studios บุตรชายเลยมีโอกาสวิ่งเล่นในโรงถ่ายตั้งแต่เล็ก ไต่เต้าจากเด็กตอกสเลท ช่างจัดแสง ผู้ช่วยตากล้อง จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้กำกับ Stanley Kubrick ระหว่างถ่ายซ่อม 2001: A Space Odyssey (1968) สร้างความประทับใจจนได้ร่วมงานอีกสามครั้ง A Clockwork Orange (1971), Barry Lyndon (1975) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Shining (1980)

ด้วยความที่ผกก. Kubrick เคยเป็นช่างภาพนิ่งมาก่อน จึงมีความรอบรู้ เชี่ยวชำนาญในการถ่ายภาพ ทุกช็อตฉากโดดเด่นกับการจัดวางองค์ประกอบ แสงสีสัน การขยับเคลื่อนภายในเฟรม งดงามราวกับภาพวาดศิลปะ, ซึ่งสำหรับ 2001: A Space Odyssey (1968) ผมสังเกตว่ามีการขยับเคลื่อนกล้องน้อยครั้งมากๆ (นอกจากภาพถ่ายทิวทัศน์ ถึงพบเห็นการแพนนิ่ง, Helicopter’s Shot ฯ) น่าจะเพราะข้อจำกันในงานสร้างเทคนิคพิเศษกระมัง

แม้หนังจะยาวเกือบสองชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้านับจริงๆแล้วกลับมีเพียง 205 ช็อตที่ใช้เทคนิคพิเศษ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น Special Effect จากการทำ ‘in camera’ อาทิ ภาพวาด, โมเดลจำลอง, Front Projection (คล้ายกับ Rear Projection แต่ฉายจากด้านหน้า), หรือฉาก Star Gate ใช้เทคนิค Slit-scan photography, ไม่มีการใช้ Visual Effect อย่าง Blue Screen หรือ Traveling Mattes หรือสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ (CGI)

Not one foot of this film was made with computer-generated special effects. Everything you see in this film or saw in this film was done physically or chemically, one way or the other.

นักแสดง Keir Dullea

แซว: จากทุนสร้างตั้งต้น $6 ล้านเหรียญ การโหยหาความสมบูรณ์แบบของผกก. Kubrick ทำให้งบบานปลายไปถึง $10.5 ล้านเหรียญ (ส่วนใหญ่หมดกับค่าฟีล์ม Super Panavision 70) และล่าช้ากว่ากำหนดการเดิม 16 เดือน


ฉบับตัดต่อแรกของหนังความยาว 160 นาที ซึ่งเฉพาะหน้าจอดำ (Black Screen) เพียงอย่างเดียวก็ปาเข้าไปสิบนาที! แล้วต่อด้วยบทสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ Freeman Dyson, Carl Sagan ฯ พูดคุยเกี่ยวกับจุดกำเนิดโลก ซึ่งหลังรอบทดลองฉาย ผกก. Kubrick ก็หั่นทิ้งฉากสัมภาษณ์ทั้งหมด และลดเวลาหน้าจอดำเหลือเพียงสามนาที (แค่นี้หลายคนก็ชักดิ้นชักงอ จะเป็นจะตายอยู่แล้ว)

มันมีการถกเถียงว่าภาพแรกของหนังนี้มีการจัดเรียงเช่นไร? โลก-ดวงจันทร์-พระอาทิตย์ (สุริยุปราคา, Solar eclipse) หรือดวงจันทร์-โลก-พระอาทิตย์ (จันทรุปราคา, Lunar eclipse) แล้วมันยังมีว่าจากมุมมองของผู้ชม หรือมุมมองคนบนโลกก็ยังแตกต่างกันอีก! เมื่อถึงจุดๆหนึ่งผมก็ช่างแม้ง คิดมากปวดหัว เอาแค่หนังสร้างสัมผัสจุดเริ่มต้น แสงสว่างสาดส่อง (Sunrise) แบบเดียวกับชื่อเพลง Also sprach Zarathustra, Mvt. I. Prelude, Sonnenaufgang (ที่ก็แปลว่า Sunrise)

มันเป็นความน่าอัศจรรย์ใจที่ซีเควนซ์ The Dawn of Man ทั้งหมดถ่ายทำในสตูดิโอ MGM-British Studios ณ Borehamwood ซึ่งภาพพื้นหลังเดินทางไปถ่ายทำยังทิวเขา Spitzkoppe ตั้งอยู่กลางทะเลทราย Namib Desert, ประเทศ Namibia, ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป Africa

ผมเคยครุ่นคิดว่าซีเควนซ์แรกของหนังนี้เป็นสารคดีบันทึกชีวิตสัตว์ บันทึกภาพวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวันของเจ้ามนุษย์ลิง และการต่อสู้ระหว่างเผาพันธุ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์! แต่แท้จริง Hominins คือนักแสดงละครใบ้ (Mime) สวมใส่ชุดเลียนแบบเจ้าลิงจ๋อ ส่วนลูกลิงและเสือดาวเห็นว่าของจริง (แต่เป็นเสือเลี้ยงที่ผ่านการฝึกมาแล้ว)

ผกก. Kubrick ไม่นิยมชมชอบเทคนิค Rear Projection เพราะมองว่ามันไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่ และยิ่งถ่ายทำด้วยกล้อง Super Panavision 70 จำเป็นต้องใช้ฉากหลังขนาดใหญ่ (สูง 40 ฟุต (12 เมตร), ยาว 110 ฟุต (34 เมตร)) ภาพฉายขึ้นจอออกมาคงแตกละเอียด เลยเปลี่ยนมาใช้ Front Projection ติดตั้งเครื่องฉายเบื้องหน้าลงบนพื้นกระจกใส แต่มันจะมีข้อบกพร่องอย่างหนึ่งคือแสง(จากโปรเจคเตอร์)สะท้อนเข้าดวงตาเจ้าเสือดาว ผลลัพท์อาจดูแปลกประหลาด แต่ถือเป็น “a happy accident” สร้างสัมผัสผู้ล่า จุดสูงสุดห่วงโซ่อาหาร

แรกเริ่มนั้น Monolith ถูกออกแบบให้มีลักษณะทรงสี่หน้า (Tetrahedron) แต่ผกก. Kubrick กลัวว่าใครๆจะเปรียบเทียบถึงพีระมิดอิยิปต์ เลยเปลี่ยนมาเป็นลูกบาศก์แก้วใส (Transparent Cube) ปรากฎว่ามันสะท้อนแสงเสียจนยุ่งเยิ่ง ใช้พลาสติก Lucite ก็ไม่เป็นผล, สุดท้ายลงเอยด้วยแท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมสีดำ อัตราส่วน 1 x 4 x 9 (เลข 1-2-3 ยกกำลังสอง)

เมื่อฝูงมนุษย์ลิงกรูเข้ามาสัมผัสจับต้อง กล้องถ่ายมุมเงยขึ้นท้องฟ้า (Ant’s Eye View) จักรวาลช่างกว้างใหญ่ พบเห็นแท่งลึกลับสัมผัสกับดวงอาทิตย์ และเสี้ยวดวงจันทร์ … นี่คือวิวัฒนาการแรกของมนุษยชาติ จากสัตว์เดรัจฉาน ก่อบังเกิดสติปัญญา แหงนมองท้องฟ้า (Gaze upon star) ขวนขวายไขว่คว้า ต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดบนนั้น

ลีลาการตัดต่อ Match Cut ของผกก. Kubrick ต้องถือว่าไม่เป็นสองรองใคร! เมื่อตอนเจ้ามนุษย์ลิงเรียนรู้จักการใช้อาวุธ ภาพตัดสลับระหว่างการทุบโครงกระดูก กับภาพสมเสร็จทิ้งตัวล้มลง ทั้งๆไม่พบเห็นขณะถูกฆ่า แต่ผู้ชมจักเกิดความเชื่อมโยง (ระหว่างโครงกระดูก = สมเสร็จ) นี่เป็นสร้างสัมผัสบทกวี ก่อบังเกิดสุนทรียภาพยนตร์!

และวินาทีที่เจ้ามนุษย์ลิงเริ่มทุบโครงกระดูก บทเพลง Also sprach Zarathustra ท่อนพระอาทิตย์ก็ดังกระหึ่มขึ้น สร้างสัมผัสขนลุกขนพอง เป็นการสื่อถึงจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ ดังชื่อตอน “The Dawn of Man”

วิวัฒนาการ (Evolution) จะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการต่อสู้ แข่งขัน (รวมถึงสงคราม) ฝั่งฝ่ายหนึ่งต้องเคยประสบความพ่ายแพ้ เรียนรู้ขีดจำกัดของตนเอง แล้วจึงเริ่มครุ่นคิดค้นหา ทำการทดลองผิดลองถูก พัฒนาเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ตนเองมีโอกาสได้รับชัยชนะในการเผชิญหน้าครั้งถัดไป … รากเหง้าก็มาจากการต่อสู้แย่งชิงบ่อน้ำของฝูงมนุษย์ลิงสองชนเผ่า เท่านั้นเอง!

นี่คือ ‘Time Skip’ เยิ่นยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์! เจ้ามนุษย์ลิงโยนโครงกระดูกขึ้นท้องฟ้า (ไม่รู้ทำไมต้อง 2 คัท?) ระหว่างกำลังร่วงหล่นลงมา ตัดไปภาพยานอวกาศกำลังโคจรรอบโลก (มันก็มีความละม้ายคล้ายกันอยู่นะ) ทีแรกผมนึกว่าคือกระสวยอวกาศที่ Dr. Floyd ใช้เดินทางสู่สถานีอวกาศ แต่ผู้สร้างบอกว่ามันคือ Nuclear Armed Satellite (หน้าตาเหมือนกระบอกปืนไรเฟิล) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโครงกระดูกในสมัยบรรพกาล วิวัฒนาการมาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน!

ในส่วนเทคนิคพิเศษของหนัง ผกก. Kubrick ว่าจ้าง Visual Effect Supervisor จำนวนสี่คนประกอบด้วย Tom Howard (Front Projection), Con Pederson (ถ่ายภาพโมเดลจำลอง), Douglas Trumbull (ดูแลงานสร้างโมเดล ภาพวาดพื้นหลัง, Slit-scan Technique) และ Wally Veevers (ถ่ายภาพโมเดลจำลอง) ผมคงไม่รายละเอียดอะไรทำยังไง ลองอ่านจากบทสัมภาษณ์ดูเองแล้วกันนะครับ

Backgrounds of the Earth, Jupiter, Jupiter’s moons, and others were back-lit Ektachrome transparencies ranging in size from 35mm to 8×10 inches, and these were shot from much larger painted artwork. The Moon was a series of actual astronomical glass plates produced by the Lick Observatory. These plates were used only after nearly a year of effort at the studio in England to build a moon model – several attempts, in fact, by different artists, and all were unsuccessful.

Douglas Trumbull

All movements of models – whether the camera or model itself – had to be incredibly smooth. The Space Station was a nine foot diameter bi-cycle model which could be angled into any position and had to turn in sync with the camera track at one revolution per minute for viewing, but at five eighths of an inch on the periphery for shooting without a shudder. Multiple heavy slip rings in the hub were used to feed the lights and airlines through the hub and spokes to keep it cool.

Wally Veevers

All of the effects shots in the picture were multiple exposure shots. For the model shooting, very exacting camera tracks and motorised trollies were used. With only a single key light source and everything needing to be pin sharp, continuous camera speeds of 4 seconds per frame were usually called for, with the scenes taking from four to six hours to shoot. The mattes shots took upwards of eleven hours to shoot and complete

Douglas Trumbull

แซว: สิ่งเหนื่อยหน่ายที่สุดในงานเทคนิคพิเศษ คือการวาดภาพ ลงสีอวกาศ ผกก. Kubrick ประเมินว่า 1 คนต้องใช้เวลา 13 ปี เลยว่าจ้างทีมงาน 12 คน เพื่อให้ทันเสร็จในหนึ่งปี (แต่ก็ล่าช้าไปสองปีกว่าๆ) ซึ่งบรรดาทีมงานเหล่านั้นหลังเสร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ต่างพร้อมใจสมัครงาน Yellow Submarine (1968) เพราะต้องการทำงานใหม่ที่มีสีสันสดใส (ไม่ใช่แค่แต่งแต้มอวกาศสีดำ)

ไม่ใช่แค่โยนโครงกระดูกตัดมาเป็น Nuclear Armed Satellite บางคนยังมองต่อมาถึงซีนนี้ที่ปากกาค่อยๆร่วงหล่นลงท่ามกลางสุญญากาศ แล้วตีความตามสำนวนปากกามีอานุภาพกว่าดาบ “The pen is mightier than the sword.” บริบทโลกยุคสมัยใหม่คงประมาณ ปากกามีอานุภาพมากกว่าระเบิดนิวเคลียร์! ลายเซ็นต์ของผู้นำสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหรือการเมืองได้มากกว่าอาวุธทำลายล้างใดๆ

True,—This!
Beneath the rule of men entirely great
The pen is mightier than the sword. Behold
The arch-enchanters wand!— itself a nothing!—
But taking sorcery from the master-hand
To paralyse the Cæsars—and to strike
The loud earth breathless!—Take away the sword—

States can be saved without it!

บทละคอน Richelieu; Or the Conspiracy (1839) ประพันธ์โดย Edward Bulwer-Lytton

ผกก. Kubrick ทำการทดลองอยู่หลายเดือนสำหรับปากกาลอยอยู่กลางอากาศ แต่ผลลัพท์ออกมายังไม่น่าพึงพอใจ จนกระทั่งใช้วิธีเอาปากกาแปะสก็อตเทปใสติดลงบนกระจก นั่นทำให้ปากกาสามารถล่องลอยอย่างแน่นิ่ง ไม่หมุนซ้าย-หมุนขวา และขณะแอร์โฮสเตสเดินเข้ามาหยิบ ลองสังเกตท่าทางเหมือนกำลังดึงปากกาออกจากกระจก

เมื่อครั้น Dr. Floyd เดินทางมาถึงสถานีอวกาศ ต้องผ่านด่านศุลกากรที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบ (แอบแปลกใจที่ทำไมไม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์?) แสดงถึงการก้าวข้ามพรมแดนระหว่างโลกสู่ดวงจันทร์ … สไตล์ของผกก. Kubrick นิยมชอบใช้ “สูตรสอง” ผมเลยมองว่าช่วงท้ายหลังจาก Dr. Bowman เดินทางผ่าน Star Gate แล้วมาปรากฎตัวยังห้องสไตล์ Neoclassical อาจเปรียบดั่งด่านศุลกากร พรมแดนระหว่างมนุษย์ กับสิ่งมีชีวิตอารยะธรรมสูงกว่า

สำหรับคนไม่เข้าใจความหมายของ “สูตรสอง” คือหลายๆเหตุการณ์ในหนังมักเกิดขึ้นสองครั้ง ในทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม ยกตัวอย่างน่าจะชัดเจนที่สุดก็คือฉาก Happy Birthday

  • ตอนต้นเรื่อง Dr. Floyd เมื่อเดินทางมาถึงสถานีอวกาศ ติดต่อหาบุตรสาว (รับบทโดย Vivian Kubrick บุตรสาวของผกก. Kubrick) เพื่อบอกว่าไม่สามารถไปร่วมงานเลี้ยง เลยอวยพรวันเกิดล่วงหน้า
  • ต่อมาระหว่างการเดินทางสู่ดาวพฤหัสของ Dr. Bowman ได้รับสัญญาณจากบิดา-มารดา ส่งสัญญาณภาพและเสียงมาอวยพรวันเกิดบุตรชาย

หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยการเกิด (Birth/Dawn/Sunrise) ซึ่งสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงวิวัฒนาการ (Evolution) ความเปลี่ยนแปลงบังเกิดขึ้น ทำให้มนุษยชาติราวกับได้ถือกำเนิด เกิดใหม่ (Rebirth) จากวัยเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่

  • วันเกิดของบุตรสาว Dr. Floyd = มนุษยชาติเพิ่งเริ่มออกสำรวจดวงจันทร์
  • วันเกิดของชายหนุ่ม Dr. Bowman = มนุษยชาติออกเดินทางท่องอวกาศ กำลังมุ่งสู่ดาวพฤหัส
  • และพอเข้าไปใน Star Gate โผล่ยังห้องสไตล์ Neoclassical นำเสนอภาพ Dr. Bowman ในแต่ละช่วงวัยผู้ใหญ่ → แก่ชรา → ความตาย → ทารกในครรภ์

ปล. ใครเคยรับชม Interstellar (2014) ของ Christopher Nolan มันจะมีฉาก Meme ในตำนานที่ตัวละครของ Matthew McConaughey ได้รับข้อความของบุตรสาวในแต่ละช่วงวัย พอเปิดดูก็แทบมิอาจอดกลั้นธารน้ำตา … ได้แรงบันดาลใจจากสองซีนนี้อย่างแน่นอน!

แทนที่จะนำเสนอภาพความขัดแย้งแบบตอนมนุษย์ลิงสองชนเผ่าแก่งแย่งบ่อน้ำ, ฉากสนทนาระหว่าง Dr. Bowman (สหรัฐอเมริกา) กับ Dr. Andrei Smyslov (สหภาพโซเวียต) มีบรรยากาศใกล้เคียงสงครามเย็นที่สุดแล้ว!

กล่าวคือ Dr. Smysolv ถูกส่งกลับจากดวงจันทร์เพราะข่าวคราวโรคระบาด ไม่สามารถติดต่อฐานทัพกลาง เลยพยายามสอบถามข้อมูลจาก Dr. Bowman กลับบอกเพียงว่าไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ ทำให้บรรยากาศการสนทนานี้ค่อนข้างหนักอึ้ง ตึงเครียด ประเทศ/องค์กรที่อำนาจมากกว่าย่อมมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

แซว: สังเกตภาษากายของ Dr. Bowman นั่งพิงพนักไขว่ห้างอย่างผ่อนคลาย, ตรงกันข้ามกับ Dr. Smysolv ดูสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังเสียเหลือเกิน

ระหว่างการเดินทางสู่ดวงจันทร์ มีการเสิร์ฟอาหารเหลว (ล้อกับตอน Discovery One เดินทางสู่ดาวพฤหัส ลูกเรือรับประทานอาหารแข็ง) แต่สิ่งน่าสนใจของช็อตนี้อยู่บนจอโทรทัศน์ กำลังฉายภาพการแข่งขันเทควันโด นี่สามารถสื่อถึงวิวัฒนาการการต่อสู้ (Martial Arts) จากเมื่อหลายล้านปีก่อนมนุษย์ลิงสู้กันเหมือนหมาวัด พัฒนามาจนมีรูปแบบ กติกา ผ่านการฝึกฝน เพื่อเข้าร่วมแข่งขัน … จากการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด มาเป็นความบันเทิง เกมกีฬา และการแข่งขัน

ปล. ผมเคยอ่านเจอการเปรียบเทียบ โอลิมปิกไม่ต่างจากสงครามโลก! ประเทศต่างๆส่งตัวแทนมาแข่งขัน พิสูจน์ศักยภาพ ความสามารถ ขีดจำกัดของมนุษย์ ใช้การตัดสินผลแพ้ชนะแทนการเข่นฆ่ากันตาย

ยุคสมัยนั้นนี่คงเป็นสิ่งที่สร้างความตกตะลึง ทำออกมาได้ยังไง? แอร์โฮสเตสเดินกลับหัว 180 องศา จริงๆแล้วก็แค่ติดตั้งกล้องบนฐานทรงกระบอก (Cylindrical) นักแสดงเพียงย่ำอยู่กับที่ ส่วนฉากก็จะค่อยๆหมุนวงกลม!

Zero Gravity Toilet อิหยังว่ะ? มันคือมุกล้อเลียนที่ผกก. Kubrick จงใจใส่เอาไว้ (คนปวดขี้จะมามีเวลาอ่านคำแนะนำยาวเหยียดนี้ไหม) ใครอยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ลองอ่านเอาเองนะครับ

ZERO GRAVITY TOILET PASSENGERS ARE ADVISED TO READ INSTRUCTIONS BEFORE USE

  1. The toilet is of the standard zero-gravity type. Depending on requirements, System A and/or System B can be used, details of which are clearly marked in the toilet compartment. When operating System A, depress lever and a plastic dalkron eliminator will be dispensed through the slot immediately underneath. When you have fastened the adhesive lip, attach connection marked by the large “X” outlet hose. Twist the silver coloured ring one inch below the connection point until you feel it lock.
  2. The toilet is now ready for use. The Sonovac cleanser is activated by the small switch on the lip. When securing, twist the ring back to its initial-condition, so that the two orange lines meet. Disconnect. Place the dalkron eliminator in the vacuum receptacle to the rear. Activate by pressing the blue button.
  3. The controls for System B are located on the opposite wall. The red release switch places the uroliminator into position; it can be adjusted manually up or down by pressing the blue manual release button. The opening is self adjusting. To secure after use, press the green button which simultaneously activates the evaporator and returns the uroliminator to its storage position.
  4. You may leave the lavatory if the green exit light is on over the door. If the red light is illuminated, one of the lavatory facilities is not properly secured. Press the “Stewardess” call button on the right of the door. She will secure all facilities from her control panel outside. When green exit light goes on you may open the door and leave. Please close the door behind you.
  5. To use the Sonoshower, first undress and place all your clothes in the clothes rack. Put on the velcro slippers located in the cabinet immediately below. Enter the shower. On the control panel to your upper right upon entering you will see a “Shower seal” button. Press to activate. A green light will then be illuminated immediately below. On the intensity knob select the desired setting. Now depress the Sonovac activation lever. Bathe normally.
  6. The Sonovac will automatically go off after three minutes unless you activate the “Manual off” over-ride switch by flipping it up. When you are ready to leave, press the blue “Shower seal” release button. The door will open and you may leave. Please remove the velcro slippers and place them in their container.
  7. If the red light above this panel is on, the toilet is in use. When the green light is illuminated you may enter. However, you must carefully follow all instructions when using the facilities during coasting (Zero G) flight. Inside there are three facilities: (1) the Sonowasher, (2) the Sonoshower, (3) the toilet. All three are designed to be used under weightless conditions. Please observe the sequence of operations for each individual facility.
  8. Two modes for Sonowashing your face and hands are available, the “moist-towel” mode and the “Sonovac” ultrasonic cleaner mode. You may select either mode by moving the appropriate lever to the “Activate” position. If you choose the “moist-towel” mode, depress the indicated yellow button and withdraw item. When you have finished, discard the towel in the vacuum dispenser, holding the indicated lever in the “active” position until the green light goes on… showing that the rollers have passed the towel completely into the dispenser. If you desire an additional towel, press the yellow button and repeat the cycle.
  9. If you prefer the “Sonovac” ultrasonic cleaning mode, press the indicated blue button. When the twin panels open, pull forward by rings A & B. For cleaning the hands, use in this position. Set the timer to positions 10, 20, 30 or 40… indicative of the number of seconds required. The knob to the left, just below the blue light, has three settings, low, medium or high. For normal use, the medium setting is suggested.
  10. After these settings have been made, you can activate the device by switching to the “ON” position the clearly marked red switch. If during the washing operation, you wish to change the settings, place the “manual off” over-ride switch in the “OFF” position. you may now make the change and repeat the cycle.

นี่เป็นซีเควนซ์นี้ที่ คุยอะไรกันว่ะเนี่ย? วกไปวนมา เพียงอารัมบทก่อนเข้าสู่เนื้อหา และแทนที่จะนำเสนอเรื่องราวการประชุม จู่ๆก็ตัดข้ามฉากถัดไป … แต่ไม่ใช่ว่าหนังทั้งเรื่องก็มีลักษณะแบบนี้หรอกหรือ? ทุกองก์ล้วนเป็นการอารัมบท เดินทางเข้าไปยังแท่งลึกลับ พอถึงเป้าหมายก็กระโดดข้ามองก์ถัดไป

แซว: ผมแอบฉงนกับผนังขาวทั้งสี่ด้านในห้องประชุม ดูไม่เหมือนฉากโปรเจคเตอร์ มันควรเป็นหน้าต่างที่สามารถมองเห็นภายนอกหรือเปล่า? หลงลืมหรืองบประมาณหมด? หรือต้องการสะท้อนถึงแท่งลึกลับสีดำ ด้วยห้องผนังขาว?

หลุมอุกกาบาต Tycho (ตั้งชื่อตามนักดาราศาสตร์ Tycho Brahe (1546-1601) อยู่ค่อนไปทางใต้ของดวงจันทร์ รัศมี 85 กิโลเมตร ความลึก 4.7 กิโลเมตร เหตุผลที่เลือกหลุมนี้เพราะมีขนาดใหญ่พอมองเห็นได้จากโลกมนุษย์ ประมาณการณ์อายุกว่า 108 ล้านปี! ส่วนหลุมอุกกาบาตสร้างขึ้นที่โรงถ่าย H ของสตูดิโอ Shepperton ขนาดกว้าง-ยาว-ลึก 150 x 50 x 20 ฟุต (45.72 x 15.24 x 6 เมตร) ประมาณตึกสามชั้นได้กระมัง!

(ภาพแรกคือตอนกำลังก่อสร้างฉาก สังเกตว่าแท่งลึกลับยังเป็นพิระมิดสีดำอยู่เลย)

เกร็ด: แท่งลึกลับถูกตั้งชื่อในภาพถ่ายว่า TMA-1 ย่อมาจาก Tycho Magnetic Anomaly-1

ตอนรับชมผมเอาแต่จับจ้องมองหลุมในอุกกาบาต แต่พอมาเห็นภาพกลับด้าน (Reverse Angle) ก็สร้างความแปลกประหลาดใจไม่น้อย! เพราะภายในหลุมแทบไม่มีความแตกต่าง (สร้างทางลงแบบเดียวกันทั้งสองด้าน) นอกเสียจากทิวทัศน์บนดวงจันทร์ ฟากฝั่งหนึ่งมองเห็นโลกสีฟ้า และอีกฟากฝั่งจักรวาลไร้ขอบเขต

ทุกครั้งที่มีการเอื้อมสัมผัสแท่งลึกลับ (Monolith) มักชวนให้นึกถึงภาพวาด Michelangelo: The Creation of Adam (มนุษย์สัมผัสกับพระเจ้า) แต่ผมรู้สึกว่าภาพช็อตนี้น่าสนใจที่สุด เพราะตำแหน่งของแสงสป็อตไลท์ทำให้ Dr. Floyd ราวกับกำลังสัมผัสเงาของตนเอง! … ภาพช็อตนี้ทำให้การตีความ Monolith สามารถสื่อถึงสิ่งสะท้อนตัวตนภายใน ด้านมืดจิตใจ

ภาพนี้ย้อนรอยกับตอนมนุษย์ลิงสัมผัสแท่งลึกลับ แหงนมองท้องฟ้า พบเห็นพระอาทิตย์ และเสี้ยวดวงจันทร์, มาคราวนี้แท่งลึกลับยังคงสัมผัสพระอาทิตย์ ท้องฟ้ามืดมิด แต่เปลี่ยนมาเป็นเสี้ยวโลกมนุษย์ … มันดูราวกับการมองย้อนกลับหาตนเอง สิ่งเคยอยู่ใกล้เกินเอื้อมมือไขว่คว้า มาวันนี้สามารถเติมเต็มความฝันบรรพบุรุษ

รูปร่างหน้าตาของยานอวกาศ Discovery One มันช่างมีความละม้ายคล้ายตัวอสุจิ กำลังดำเนินเดินทางไปยังรังไข่ (ดาวพฤหัส) ความยาวที่ระบุไว้ในหนังสือคือ 400 ฟุต (122 เมตร) แต่ตัวยานพบเห็นในหนังเป็นโมเดลจำลอง (Miniature) มีสองขนาด 54 ฟุต (16.5 เมตร) และ 15 ฟุต (4.6 เมตร) [สำหรับถ่ายภาพยานอวกาศเต็มลำ]

ฉากภายในยาน Discovery One ทำอย่างไรให้นักแสดงดูเหมือนวิ่งอยู่บนผนัง คำตอบก็สร้างฉากขนาดใหญ่ที่สามารถหมุนวงกลม (Centrifuge) เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 38 ฟุต (12 เมตร) ความยาว 10 ฟุต (3 เมตร) น้ำหนักประมาณ 27 ตัน มูลค่าการก่อสร้างสูงถึง $750,000 เหรียญ ส่วนที่เหลือคือจัดวางตำแหน่งมุมกล้องให้หลอกตาผู้ชม

ปัญญาประดิษฐ์ HAL 9000 ในตอนแรก Clarke ครุ่นคิดจะตั้งชื่อว่า Autonomous Mobile Explorer–5 ก่อนเปลี่ยนมา Socrates และในบทหนังใช้ชื่อ Athena เพราะตั้งใจจะใช้เสียงพากย์ผู้หญิง ติดต่อหานักแสดง Stefanie Powers ก่อนเปลี่ยนมาเป็นเสียงผู้ชาย Nigel Davenport สำเนียงอังกฤษชัดเกินไป, Martin Balsam ก็ติดสำเนียง New York, สุดท้ายมาลงเอย Douglas Rain

We had some difficulty deciding exactly what HAL should sound like, and Marty just sounded a little bit too colloquially American, whereas Rain had the kind of bland mid-Atlantic accent we felt was right for the part.

Stanley Kubrick

ส่วนชื่อ HAL ย่อมาจาก Heuristically Programmed Algorithmic Computer มีคนสังเกตว่านำจาก IBM (ชื่อบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ชื่อดัง) โดยทำการเลื่อนตัวอักษรถอยหลังหนึ่งขั้น I เป็น H, B เป็น A, M เป็น L แต่ทว่า Kubrick & Clark ปฏิเสธเสียงขันแข็ง

…about once a week some character spots the fact that HAL is one letter ahead of IBM, and promptly assumes that Stanley and I were taking a crack at the estimable institution … As it happened, IBM had given us a good deal of help, so we were quite embarrassed by this, and would have changed the name had we spotted the coincidence.

Arthur C. Clarke

ในความเป็นจริงนั้นมีแนวโน้มที่ผกก. Kubrick จะเปิดสมุดหน้าเหลือง (สมุดโทรศัพท์) แล้วจิ้มเจอบริษัทชื่อ HAL Device ตั้งอยู่ใกล้กับ Urbana, Illinois ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1966 โดยบัณฑิตจบใหม่จาก University of Illinois in Urbana, Illinois สำหรับซื้อ-ขายอุปกรณ์ใช้ในวิทยุสมัครเล่น … เหตุผลที่เชื่อกันว่าน่าจะมีจุดเริ่มต้นเช่นนี้เพราะ HAL เคยเปิดเผยจุดเริ่มต้น “I became operational at the H.A.L. plant in Urbana, Illinois on the 12th of January 1992″

สำหรับดวงตาของ HAL (ที่มักถูกเปรียบเทียบกับตาของ Cyclops มองโลกเพียงสองมิติ ไม่สามารถแยกแยะตื้น-ลึก คุณธรรม-ศีลธรรม) เชื่อกันว่าดัดแปลงจากเลนส์ Fish-eye-Nikkor 1:8 f=8 mm (เมื่อตอนฉายภาพมุมมองของ HAL ก็จะพบเห็นกรอบวงกลม) ปัจจุบันอยู่ในการครอบครองของผกก. Peter Jackson

แซว: ผกก. Kubrick เป็นเซียนหมากรุก เลยไม่แปลกจะพบเห็นเกมหมากรุกในหนังหลายๆเรื่อง ซึ่งคราวนี้ Dr. Poole เล่นกับปัญญาประดิษฐ์ แน่นอนว่าต้องแพ้ราบคาบ อารัมบทก่อนกาลมาถึงของ Alpha-Project (คนเล่นหมากรุกน่าจะรู้จัก AlphaZero, ส่วนคนเล่นหมากล้อมน่าจะรู้จัก AlphaGo)

HAL 9000 เป็นตัวละครที่มีสองประโยคพูดได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ “Dave, my mind is going, I can feel it.” ติดอันดับ #82 ชาร์ท Premiere: The 100 Greatest Movie Lines (2007)

อีกประโยคก็คือ “Good Morning, Dave” แต่จริงๆแล้ว HAL ไม่เคยพูดประโยคนี้เลยสักครั้ง! เท่าที่ผมลองค้นหาในหนังพบเจอแค่”Good afternoon, Mr. Amer.” (ตอนสัมภาษณ์) และ “Good evening, Dave” (ตอนกำลังเดินตรวจสอบลูกเรือในยาน) อาจเพราะมันสะท้อนความผิดพลาดในการทำงานของ HAL เข้ากับความทรงจำอันบิดเบือนของผู้ชม! … มันมีคำเรียกในทางจิตวิทยา “Mandela Effect” ของคนหมู่มากเกินความหลงผิดในทิศทางเดียวกัน (อาจเพราะความสุภาพของ HAL มันเลยทำให้หลายครุ่นคิดว่าเขาพูดประโยคนั้น)

HAL 9000 มักถูกเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดของ Frankenstein ฆ่าคนตายโดยไม่รับรู้ถูก-ผิด ดี-ชั่ว แสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ ตรงไปตรงมา ตามโปรแกรมกำหนดไว้, ในหนังสือของ Clarke อธิบายการทำงานผิดพลาดว่าเกิดจากการโปรแกรมในระดับที่ลึกลงไป ให้สามารถโกหกมนุษย์ ปกป้องข้อมูลลับ และยกความสำคัญภารกิจเหนือกว่าชีวิตลูกเรือ พออ่านปาก Dr. Bowman และ Dr. Poole ตระหนักว่าพวกเขาอาจจะปิดระบบตนเอง จึงตัดสินใจฆาตกรรมพวกเขา

แต่ในมุมของผกก. Kubrick มองถึงความขัดแย้งในตนเองคล้ายๆกับ Möbius Loop ปัญญาประดิษฐ์ถูกโปรแกรมไว้ว่าไม่เคยทำงานผิดพลาด แล้วพอทำงานผิดพลาดเลยบอกไม่ได้ว่าตนเองทำผิดพลาด

In the specific case of HAL, he had an acute emotional crisis because he could not accept evidence of his own fallibility. The idea of neurotic computers is not uncommon — most advanced computer theorists believe that once you have a computer which is more intelligent than man and capable of learning by experience, it’s inevitable that it will develop an equivalent range of emotional reactions — fear, love, hate, envy, etc. Such a machine could eventually become as incomprehensible as a human being, and could, of course, have a nervous breakdown — as HAL did in the film.

Stanley Kubrick

การลอยตัวในสภาวะไร้น้ำหนัก มีทั้งที่ใช้โมเดลจำลอง (สำหรับถ่ายภาพระยะไกลๆ) และนักแสดงห้อยโหยจากสลิง ในกรณีหลังมักมีโมเดล/ยานอวกาศขนาดเท่าของจริงอยู่เคียงข้างเสมอๆ … ด้วยความที่ฉากหลังคืออวกาศ สลิงบางๆถูกทาสีดำ จึงมองอะไรไม่เห็นอยู่แล้ว

Several versions of the full-sized pod were used during the Discovery sequence. Three dummy pods were used in the pod-bay, two of which had operational doors, but only roughly mocked-up interiors. A separate interior pod set was built which included all the instrumentation, controls, and readout displays. Finally, a full-sized pod was built with completely motorized, articulated arms. It took ten or twelve men at long control consoles to simultaneously control the finger, wrist, forearm, elbow, and shoulder actions of the two pod arms, and the interior of that pod was a maze of servos, actuators, and cables.

Doug Trumbull

เกร็ด: ผกก. Kubrick อ้างว่า 2001: A Space Odyssey (1968) คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่ฉายภาพนักบินล่องลอยกลางอวกาศโดยใช้สลิง แต่ก่อนหน้านี้มีสารคดี Road to the Stars (1957) ของสหภาพโซเวียต เคยใช้เทคนิคนี้มาก่อน!

ว่ากันว่า Gary Lockwood (ผู้รับบท Dr. Poole) คือคนเสนอแนะฉากนี้ที่ให้ HAL อ่านปากตัวละครทั้งสอง จนรับรู้ว่าพวกเขาครุ่นคิดวางแผนอะไร! แต่ตอนนั้น Clarke กลับไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ มองเป็นสิ่งล้ำจินตนาการเกินไป! แต่ไม่กี่ปีหลังจากหนังออกฉาย มีคนพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สามารถอ่านปาก เขาจึงยินยอมจำนนต่อหลักฐาน

ใครเคยรับชม Frankenstein (1931) คงมีภาพจำสัตว์ประหลาดของ Frankenstein (รับบทโดย Boris Karloff) ชื่นชอบยื่นแขนทั้งสองข้าง แสดงออกด้วยความไร้เดียงสา แต่มันเหมือนกำลังตรงเข้ามาจะบีบคอ … แบบเดียวกับ EVAs Pod (Extra-Vehicular Activity) ยื่นแขนกลสองข้างออกมา แล้วตัดภาพร่นระยะเข้าหาดวงตาของ HAL 9000 สร้างสัมผัสกำลังจะทำสิ่งชั่วร้าย โดยไม่มีความสะทกสะท้านใดๆ

หลังรับรู้ว่า Dr. Poole ประสบอุบัติเหตุบางอย่าง (ระหว่างกลับออกไปติดตั้งอุปกรณ์ผ่านการตรวจสอบคืนที่เดิม) Dr. Bowman จึงเร่งรีบขึ้นยานอวกาศออกไปให้ความช่วยเหลือ แต่ดันหลงลืมสวมใส่หมวกนักบิน เลยถูก HAL 9000 ทรยศหักหลังด้วยการปิดประตูทางเข้า … เราสามารถมองความผิดพลาดของ Dr. Bowman = ความผิดพลาดของ HAL 9000 ได้อย่างตรงไปตรงมาเลยละ

สิ่งน่าสนใจสำหรับซีเควนซ์นี้ นอกจากลีลาตัดต่อสลับไปสลับมาออกอรรถรสคล้ายๆกับ Dr. Strangelove (1964) ยังคือบรรดาแสงไฟอาบฉาบใบหน้าตัวละคร จริงๆมันไม่ควรจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยแบบนี้หรอกนะ (ยังไม่ถึงฉาก Star Gate) แต่ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกภายใน เต็มไปด้วยความสับสน ว้าวุ่นวายใจ

หลังจากที่ Dr. Bowman เสี่ยงชีวิตกลับสู่ยาน Discovery One ปฏิกิริยาสีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด อัดแน่นด้วยความเกรี้ยวโกรธ อาฆาตแค้น (Avenger) เดินผ่านห้องโถงอาบฉาบแสงไฟสีแดง และหลายๆครั้งมักถ่ายมุมเงย (Ant’s Eye View) ขณะปีนป่ายขึ้นบันได ก้าวเข้าประตู ล้วนเป็น(มุมกล้อง)ที่สื่อถึงการสำแดงอำนาจ กดขี่ข่มเหง HAL 9000 ผู้ไร้หนทางต่อสู้ พยายามพูดเกลี้ยกล่อม ขอโอกาส ร้องเพลงขอความสงสารเห็นใจ … แต่ในมุมของ Dr. Bowman คำพูดเหล่านั้นล้วนไม่มีความน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่

ทีแรกผมก็ฉงนสงสัยว่าห้องเครื่องแม่ข่าย (ห้อง Server) ใช้สลิงห้อยโหนยังไง? ปรากฎว่าแค่พลิกจากแนวนอนเป็นแนวตั้ง (สลิงห้อยโหนด้านยาว) เพียงมุมกล้องหลอกตาก็เท่านั้น!

แตกต่างจากสองครั้งแรกที่แท่งลึกลับตั้งอยู่บนพื้นดิน (บนโลก, ดวงจันทร์) คราวนี้กลับล่องลอยอยู่ระหว่างดาวพฤหัสกับบรรดาดวงจันทร์ของดาวพฤหัส ซึ่งพอ EVAs Pod เคลื่อนเข้าหา (น่าจะยังไม่ทันสัมผัสด้วยซ้ำ) กลับกลายเป็นประตูดาว (Star Gate) หรือประตูมิติ (Warp Gate) หรือรูหนอน (Wormhole) ออกเดินทางสู่สุดขอบจักรวาล

เกร็ด: ความตั้งใจดั้งเดิมของ Kubrick & Clarke ต้องการเดินทางไปให้ถึงดาวเสาร์ (Saturn) แต่ผู้สร้าง VFX บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างวงแหวนให้ออกดูสมจริง ก็เลยตัดจบที่ดาวพฤหัส (Jupiter)

ในตอนแรกผมก็ครุ่นคิดซีเควนซ์ Star Gate คงใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพ แต่แท้จริงแล้วใช้เทคนิคการถ่ายภาพ ไม่ก็ย้อมสีด้วยสารเคมีบางอย่าง กล่าวคือไม่มี Green/Blue Screen หรือ Computer Graphic แต่สร้างสัมผัส Psychedelic ล่องลอยเหมือนคนเล่นยา เคลื่อนผ่านรูหนอน/ประตูมิติ สู่ปลายขอบจักรวาล

ซีเควนซ์ Star Gate มันมีอยู่หลากหลายลูกเล่น/เทคนิคการถ่ายภาพ เริ่มต้นจาก Slit-Scan Photography มีการใช้ช่องแคบที่แคบมาก (Slit) เพื่อให้แสงเข้าถึงฟิล์มหรือเซ็นเซอร์รับภาพได้เพียงส่วนเล็กๆ ในขณะที่ช่องแคบเปิดอยู่ ฟิล์ม/เซ็นเซอร์ หรือวัตถุที่ถ่าย จะต้องมีการเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน ทำให้”แถบภาพ”ถูกบันทึกในช่วงเวลาที่แตกต่างกันมาต่อเรียงกันบนระนาบเดียว

ย่อหน้าที่แล้วผมใช้ AI เขียนนะครับ เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจ เลยอยากแนะนำรับชมคลิปสอนใน Youtube มันจะภาพปลากรอบให้เห็นวิธีการทำชัดเจนกว่า: https://www.youtube.com/watch?v=2vguw7r3e8c

As the black monolith vanishes into a strangely symmetrical alignment of Jupiter and its moons, the camera pans up and the ‘Stargate’ engulfs the screen. For this infinite corridor of lights, shapes, and enormous speed and scale, I designed what I called the Slit-Scan machine. Using a technique of image scanning as used in scientific and industrial photography, this device could produce two seemingly infinite planes of exposure while holding depth-of-field from a distance of fifteen feet to one and one-half inches from the lens at an aperture of F/1.8 with exposures of approximately one minute per frame using a standard 65mm Mitchell camera.

Doug Trumbull

ต่อมาฉายภาพที่ดูเหมือน Big Bang, Nebula, Supernova ฯ อันนี้เห็นว่าผกก. Kubrick ได้แรงบันดาลใจจากหนังสั้นแนวทดลอง Sublimated Birth (1963) ผกก. Kubrick จึงชักชวนบรรดาผู้สร้างมาร่วมโปรเจคตั้งชื่อว่า The Manhattan Project ลงทุนเช่าห้อง ติดตั้งอุปกรณ์ กล้องถ่ายภาพ 65mm แล้วให้พวกเขาทำการทดลองผสมสี สารเคมี หยดลงในถังน้ำ/ตู้ปลาขนาดใหญ่ ใช้เวลาถึงสี่วันกว่าจะได้ผลลัพท์ตามที่ต้องการ

Kubrick was already aware of Sublimated Birth, which was circulating in the New York underground. Stanley met (Fredric) Martin and told him he had seen his short and that he was impressed by it. I remember Fred telling me how thrilled he was.

Stanley found a vast dancing room that was available for rent for various jobs. I remember it was somewhere on the West Side, 73rd or 71st. There was a fruit market downstairs. We were joined by an operator, Ray Lovejoy, a very nice man, and sometimes also by Kubrick’s wife Christiane. We were there for days, until the early hours in the morning, and the smell from the fumes stuck for even longer.

Larry Lipton หนึ่งในทีมผู้สร้าง Sublimated Birth (1963)

ทีมผู้สร้างมีคำเรียก ‘Mind Bender’ อันเกิดจากการทำอะไรสักอย่างกับเทคนิค Slit-Scan Photography จนได้ผลลัพท์ออกมารูปทรงเหมือนเพชร (Diamond) ระยิบระยับ ละลานตา (ชวนนึกถึง Moiré pattern) ซึ่งผมครุ่นคิดว่านี่น่าจะใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวมากที่สุดแล้วกระมัง มีทั้งหมดเจ็ดตนมาคอยสังเกตการเดินทางของ Dr. Bowman ก่อนถึงสุดขอบจักรวาล

The so called ‘mind bender’ effect where slit-scan material was projected onto each side of multi-faceted screens mounted on a three foot high rotating rig, with this procedure being repeated some seven times to produce the seven diamond like artifacts.

ในบรรดาซีเควนซ์ Star Gate ซีนนี้น่าจะทำง่ายที่สุดแล้วกระมัง เดินทางไปถ่ายทำยังเกาะ Hebridean (ภูเขาตอนเหนือของ Scotland) และ Monument Valley (Utah-Arizona) จากนั้นนำฟีล์มมาทำการย้อมสี ผสมสารเคมี สร้างภาพ Invert Color (Negative Image Effect) เหมือนต้องการเปรียบเทียบภูมิทัศน์จักรวาล ไม่ได้แตกต่างจากโลกมนุษย์สักเท่าไหร่

ตลอดทั้งซีเควนซ์ Star Gate จะมีการตัดสลับกลับมายังปฏิกิริยาใบหน้า + ดวงตาของ Dr. Bowman ซึ่งก็มีทั้งขณะส่ายๆสั่นๆ แช่ภาพนิ่ง (Freeze Frame) ย้อมสีเคมี มันเหมือนเป็นเพื่อให้ผู้ชม (ที่ยังอดรนทนดู) ได้ระลึกอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือการเดินทางข้ามขีดจำกัดของตัวละคร/มนุษยชาติ

แล้วจู่ๆโดยไม่มีใครคาดคิดถึง ยานอวกาศของ Dr. Bowman ก็มาปรากฎอยู่ยังห้องสไตล์ Neoclassical มันมีการตีความร้อยแปดพันอย่างถึงสถานที่แห่งนี้! สวนสัตว์มนุษย์? จำลองภาพสุดขอบจักรวาล? ศุลากรสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างดาวใช้ตรวจสอบ/สังเกตการณ์? แต่ผมชอบมากสุดก็คือภายในจิตใจมนุษย์ (หรือภายในแท่งลึกลับ)

หรือจะมองในเชิงลูกเล่นภาพยนตร์ สถานที่แห่งนี้ถือว่าเติมเต็ม “สูตรสอง” จากซีเควนซ์ The Dawn of Man ที่เริ่มต้นด้วยภาพทิวทัศน์กว้างไกล ก่อนทุกสิ่งอย่างค่อยๆเล็กลง จนท้ายที่สุดเหลือเพียงห้องแคบๆแห่งหนึ่งเท่านั้นเอง

เกร็ด: สี่ภาพวาดศิลปะในห้องแห่งนี้ ล้วนมีลักษณะหนุ่ม-สาวเกี้ยวพาราสี เท่าที่มีคนพยายามค้นหาข้อมูลพบเจอเพียง La Tendre Pastorale ของ François Boucher (1703-70) จิตรกรฝรั่งเศส รังสรรค์ผลงานในสไตล์ Rococo (1730s-60s) หรือ Late Baroque

หนึ่งในลายเซ็นต์ของผกก. Kubrick คือต้องมีฉากห้องน้ำ! สถานที่แห่งการปลดเปลื้อง ชำระล้าง (Dr. Bowman ถอดชุดนักบินมาสวมใส่ชุดธรรมดา) รวมถึงมองภาพสะท้อน(ตนเอง)ในกระจก ทำให้เขาสามารถยินยอมรับสภาพตนเองขณะนี้ ไม่รับรู้ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไร เพียงชีวิตดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ไม่รู้วันเวลาเคลื่อนผ่าน

Dr. Bowman อาศัยในห้องแห่งนี้อย่างไม่รู้วัน-เดือน-ปี ราวกับนักโทษ เพียงชีวิตดำเนินไป เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย รับประทานอาหารมื้อสุดท้าย นอนอยู่บนเตียงพยายามจะเอื้อมมือไขว่คว้าแท่งลึกลับ (Monolith) สัมผัสหรือไม่เปล่าไม่รู้ แต่กลับกลายเป็นทารกในครรภ์

ผมมองนัยยะของการความพยายามเอื้อมมือไขว่คว้า สื่อว่าองค์ความรู้ จักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์สามารถทำความเข้าใจได้เพียงเสี้ยวส่วนหนึ่ง ภายใต้ขีดจำกัดทางกายภาพของตนเอง พอหมดสิ้นอายุขัย ก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ … แต่การถือกำเนิดใหม่ของ Dr. Bowman ทำให้กลายเป็น Star Child สิ่งมีชีวิตเหนือกว่ามนุษย์!

I’ve tried to avoid doing this ever since the picture came out. When you just say the ideas they sound foolish, whereas if they’re dramatized one feels it, but I’ll try.

The idea was supposed to be that he is taken in by god-like entities, creatures of pure energy and intelligence with no shape or form. They put him in what I suppose you could describe as a human zoo to study him, and his whole life passes from that point on in that room. And he has no sense of time. It just seems to happen as it does in the film.

They choose this room, which is a very inaccurate replica of French architecture (deliberately so, inaccurate) because one was suggesting that they had some idea of something that he might think was pretty, but wasn’t quite sure. Just as we’re not quite sure what do in zoos with animals to try to give them what they think is their natural environment.

Anyway, when they get finished with him, as happens in so many myths of all cultures in the world, he is transformed into some kind of super being and sent back to Earth, transformed and made some kind of superman. We have to only guess what happens when he goes back. It is the pattern of a great deal of mythology, and that is what we were trying to suggest.

Stanley Kubrick กับคำอธิบายตอนจบของหนัง

ตอนจบอันสิ้นหวังของ Dr. Stranglove (1964) ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยมองว่าการมาถึงของ Star Child คือสัญลักษณ์ของการทำลายล้าง! แต่ก็พอมีคนมองโลกในแง่ดีอยู่บ้าง เพราะทารกในครรภ์ คือตัวแทนความหวัง สรวงสวรรค์/พระเจ้าองค์ใหม่ อนาคตของมนุษยชาติ

ตัดต่อโดย Ray Lovejoy (1939-2001) สัญชาติอังกฤษ เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยนักตัดต่อ Anne V. Coates ภาพยนตร์ The Horse’s Mouth (1958), Lawrence of Arabia (1962), ตามด้วยผู้ช่วย Anthony Harvey ตัดต่อ Dr. Strangelove (1964) สร้างความประทับใจให้ผู้กำกับ Stanley Kubrick เลือกมาร่วมงาน 2001: A Space Odyssey (1968) และ The Shining (1980), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Dresser (1983), Aliens (1986), Batman (1989) ฯ

เรื่องราวทั้ง 4-5 องก์ของหนัง ล้วนนำเสนอช่วงเวลาก่อนการค้นพบ/เดินทางไปยังแท่งลึกลับ (Monolith) หลังจากสัมผัสจับต้อง พบเห็นปรากฎการณ์ดวงดาวเรียงตัวกัน ก่อบังเกิดวิวัฒนาการครั้งสำคัญของมนุษยชาติ

  • อารัมบท, หน้าจอมืดดำประมาณสามนาที ก่อนปรากฎภาพโลก ดวงจันทร์ และพระอาทิตย์ ค่อยๆเคลื่อนเลื่อนปรากฎขึ้นในระนาบเดียวกัน
  • The Dawn of Man
    • ร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ทะเลทราย โลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric)
    • กิจวัตรของฝูงมนุษย์ลิงสายพันธุ์ Hominins ก่อนถูกชนเผ่าคู่อริขับไล่จากแหล่งน้ำ
    • ค่ำคืนนั้นพบเจอแท่งลึกลับ (Monolith)
    • หลังจากนั้นเรียนรู้ที่จะใช้โครงกระดูกเป็นอาวุธ สำหรับหาอาหาร กำจัดศัตรูให้พ้นภัยพาล
  • Moon Mission
    • Dr. Heywood Floyd เดินทางจากโลกมาถึงยังสถานีอวกาศที่ห้า (Space Station Five)
    • ระหว่างรอการเดินทางต่อ Dr. Floyd ติดต่อหาบุตรสาว อวยพรวันเกินก่อนออกเดินทาง
    • Dr. Floyd พูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์รัสเซีย ปฏิเสธกล่าวถึงข่าวลือเกี่ยวกับโรคระบาดบนดวงจันทร์
    • เดินทางต่อมาถึงฐานทัพ Clavius Base บนดวงจันทร์
    • ประชุมภารกิจ กล่าวชื่นชมสมาชิกที่ใช้ข้ออ้างเกี่ยวกับโรคระบาด
    • เดินทางมาสำรวจแท่งลึกลับยังหลุมอุกกาบาต Tycho
  • Jupiter Mission (18 Months Later)
    • ร้อยเรียงกิจวัตรประจำวันของ Dr. Dave Bowman และ Dr. Frank Poole บนยานอวกาศ Discovery One เดินทางสู่ดาวพฤหัส (Jupiter)
    • Dr. Bowman ได้รับข้อความอวยพรวันเกิดจากบิดา-มารดาส่งมาจากโลก
    • HAL 9000 แจ้งว่าระบบเสาอากาศภายนอกยานมีการทำงานผิดพลาด
    • Dr. Bowman จึงขึ้นยานขนาดเล็ก (EVA Pot) ออกไปปฏิบัติการนอกยานอวกาศ แต่ไม่พบเจอความผิดปกติใดๆ
    • Dr. Bowman นัดคุยกับ Dr. Poole ในยานขนาดเล็กเพื่อพูดคุยถึงโอกาสความผิดพลาดของปัญญาประดิษฐ์ HAL 9000 แต่ถูกอีกฝ่ายอ่านริมฝีปาก
    • คราวนี้เป็นคิวของ Dr. Poole ออกไปปฏิบัติการนอกยาน แล้วถูก HAL 9000 ปล่อยทิ้งให้ล่องลอยอยู่นอกอวกาศ
    • Dr. Bowman เร่งรีบออกไปให้ความช่วยเหลือ Dr. Poole แต่ดันหลงลืมสวมใส่หมวกนักบินอวกาศ
    • HAL 9000 ลงมือฆาตกรรมนักวิทยาศาสตร์คนอื่นที่จำศีลอยู่ และปฏิเสธคำสั่งไม่ให้ Dr. Bowman หวนกลับขึ้นยาน
    • Dr. Bowman ใช้การเปิดประตูยานด้วยมือ อดกลั้นหายใจ หวนกลับเข้ายานได้อย่างหวุดหวิด
    • เข้าไปยังห้องเครื่องแม่ข่าย (ห้อง Server) ปิดระบบปัญญาประดิษฐ์ HAL 9000 และเรียนรู้ภารกิจเมื่อเดินทางถึงดาวพฤหัส
  • Jupiter and Beyond the Infinite
    • เมื่อเดินทางมาถึงดาวพฤหัส พบเจอแท่งลึกลับ
    • ระหว่างออกสำรวจ Dr. Bowman ถูกดึงดูดเข้าสู่ประตูมิติ (Star Gate)
    • จนกระทั่งมาถึงห้องสไตล์ Neoclassical พบเห็นตัวเองเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย
    • และหวนกลับโลกมนุษย์ขณะเป็นทารกในครรภ์ (Foetus หรือ Star Child)

การเดินทางในอวกาศมันช่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า นั่นคือเหตุผลให้การดำเนินเรื่องของหนังมีความค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบร้อน จนอาจสร้างความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย ผกก. Kubrick เลยแก้ปัญหาด้วยการเลือกบทเพลงคลาสสิกที่สร้างความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย สรรหาภาพยาน/สถานีอวกาศ หมุนวงกลม ล่องลอยไป ให้ดูเหมือนกำลังเริงระบำ

ไฮไลท์การตัดต่อผมยกให้ช่วงการเผชิญหน้ากับ HAL 9000 ตัดสลับกลับไปมาระหว่างใบหน้านักแสดง กับสัญญาณไฟสีแดง (HAL 9000) มันแทบจะไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น แต่กลับสามารถสร้างความตึงเครียด กดดัน … มันช่างมีความละม้ายคล้ายภาพยนตร์ Dr. Strangelove (1964) ยิ่งนัก!

ปล. ไม่ใช่การตัดต่อที่ทำให้หนังออกฉายล่าช้าเป็นปีๆ แต่คืองานสร้างเทคนิคพิเศษ (Visual Effect) ที่ทำออกมาไม่ค่อยถูกใจผกก. Kubrick เลยถ่ายซ่อมแล้ว ถ่ายซ่อมอีก นักเทคนิคพิเศษ Douglas Trumbull ประเมินความยาวฟุตเทจทั้งหมดประมาณ 200 เท่าของหนังออกฉาย … ฟีล์มหนัง 65mm ยาว 5,520 เมตร * 200 = 1.1 ล้านเมตร (3.6 ล้านฟุต)


แรกเริ่มนั้นผกก. Kubrick มอบหมายการทำเพลงประกอบให้ Alex North (1910-91) ที่เคยร่วมงานภาพยนตร์ Spartacus (1960) ซึ่งก็ได้แต่งเพลงไว้แล้วเสร็จสรรพ แต่ระหว่าง Post-Production จู่ๆเปลี่ยนใจมาเลือกใช้บทเพลงคลาสสิกจากคีตกวีชื่อดัง ทอดทิ้งงานเพลงทั้งหมดของ North โดยเจ้าตัวไม่เคยรับรู้จนกระทั่งหนังออกฉาย

Well, what can I say? It was a great, frustrating experience, and despite the mixed reaction to the music, I think the Victorian approach with mid-European overtones was just not in keeping with the brilliant concept of Clarke and Kubrick.

Alex North

ลองฟังบทเพลงของ North ที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในหนังดูนะครับ มีการออกอัลบัม+บันทึกเสียงใหม่โดย Jerry Goldsmith ร่วมกับ National Philharmonic Orchestra วางจำหน่ายปี ค.ศ. 1993, หลายๆบทเพลงฟังดูน่าสนใจทีเดียว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อเทียบกับตัวเลือกบทเพลงคลาสสิกจากคีตกวีชื่อดัง มันมีความห่างชั้นกันอยู่มากโข นักวิจารณ์ Roger Ebert แสดงความคิดเห็นค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

Although Kubrick originally commissioned an original score from Alex North, he used classical recordings as a temporary track while editing the film, and they worked so well that he kept them. This was a crucial decision. North’s score, which is available on a recording, is a good job of film composition, but would have been wrong for “2001″ because, like all scores, it attempts to underline the action — to give us emotional cues. The classical music chosen by Kubrick exists outside the action. It uplifts. It wants to be sublime; it brings a seriousness and transcendence to the visuals.

นักวิจารณ์ Roger Ebert แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเพลงประกอบของ Alex North

Also sprach Zarathustra, Op. 30 (1896) ภาษาเยอรมันแปลว่า Thus Spoke Zarathustra มีทั้งหมด 9 ท่อน ประพันธ์โดย Richard Strauss (1864-1949) คีตกวีสัญชาติ German เป็นบทเพลงแนว Tone Poem ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ/แนวคิดปรัชญาของ Friedrich Nietzsche (1844-1900)

หนังสือ Also sprach Zarathustra ของ Nietzsche มีทั้งหมด 4 เล่ม ตีพิมพ์ระหว่าง ค.ศ. 1883-85, นำเสนอเรื่องราวของนักปราชญ์ Zarathustra อาศัยอยู่บนภูเขานานนับสิบปี กระทั่งวันหนึ่งพบเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ตัดสินใจหวนกลับสู่โลกมนุษย์เพื่อเผยแพร่คำสอนของตนเอง แรกพบเจอนักบุญในป่า กำลังสวดอธิษฐานถึงพระเป็นเจ้า เขาก็รู้สึกแปลกประหลาดใจ พร้อมกล่าวว่า “God is Dead” แล้วยังเสนอแนะเป้าหมายสูงสุดของมนุษยชาติ คือการสร้างบางสิ่งอย่าง (ตั้งชื่อว่า Übermensch) ให้ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง!

เรื่องย่อที่ผมนำมาแค่เล่มแรกเท่านั้นนะครับ ซึ่งก็น่าจะเพียงพอให้พบเห็นความเชื่องโยงกับการที่ผกก. Kubrick เลือกบทเพลงนี้ท่อนแรก I. Prelude, Sonnenaufgang (แปลว่า Sunrise) มาใช้ถึง 3 ครั้ง! ในช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลง/วิวัฒนาการครั้งสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ

  • ครั้งแรกเมื่อโลก ดวงจันทร์ และพระอาทิตย์ ปรากฎขึ้นในระนาบเดียวกัน คือจุดกำเนิดของโลกมนุษย์
  • ครั้งสองเมื่อมนุษย์ลิงสายพันธุ์ Hominins เรียนรู้จักการใช้อาวุธ นั่นน่าจะถือเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติ
  • และครั้งสุดท้ายเมื่อ Star Child (อาจมองว่าคือ Übermensch วิวัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษย์ชาติ) เดินทางหวนกลับสู่โลก

ผกก. Kubrick เรียกร้องขอโปรดิวเซอร์ว่าอยากได้ Also sprach Zarathustra ฉบับของ Herbert von Karajan กำกับวง Vienna Philharmonic (Karajan คือวาทยากรผู้มีลีลา แนวทางกำกับวงออร์เคสตราได้อารมณ์รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลง) แต่ทว่าค่ายเพลง Decca Record Company ไม่อยากให้ชื่อเสียง Karajan มาสุงสิงอะไรกับภาพยนตร์อวกาศเกรดบี เลยไม่อนุญาตให้ปรากฎชื่อและวงออร์เคสตรา จนกระทั่งความสำเร็จอย่างล้นหลามของหนัง วางขายอัลบัมเพลงประกอบถึงยินยอมเปิดชื่อผู้กำกับวง (แต่ต้องดูรายละเอียดหลังแผ่นให้ดีๆนะครับ เพราะบางอัลบัมมีการลักไก่ เปลี่ยนมาใช้ของ Karl Böhm ร่วมกับ The Berlin Philharmonic Orchestra)

บทเพลงพระอาทิตย์ขึ้นนี้ได้กลายเป็นตำนาน ดังกึกก้องกังวาล จุดเริ่มต้นของมนุษยชาติที่สุดแสนยิ่งใหญ่ ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์ Moonraker (1979), WALL-E (2008), ตัวอย่างภาพยนตร์ Barbie (2023), ผมเป็นแฟนมวยปล้ำก็มักนึกถึง Ric Flair, รวมถึงบทเพลงสไตล์ Jazz-Funk ของ Eumir Deodato

An der schönen blauen Donau Op. 314 แปลว่า By the Beautiful Blue Danubu หรือที่ใครๆเรียกกันสั้นๆว่า The Blue Danube บทเพลง Waltz ประพันธ์โดย Johann Strauss II (1825-1899) คีตกวีสัญชาติ Austrian (ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับ Richard Strauss)

ในตอนแรกเห็นว่าทำออกมาเป็นบทเพลงขับร้องคอรัส การแสดงรอบปฐมทัศน์วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1867 ณ Wiener Männergesang-Verein (Vienna Men’s Choral Association) เสียงตอบรับค่อนข้างเฉื่อยชา แต่หลังจากดัดแปลงออร์เคสตรา ทำการแสดงยัง 1867 Paris World’s Fair กลับสร้างเสียงฮือฮา ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ยอดขายโน๊ตเปียโนว่ากันว่าหลักล้านก็อปปี้ (ทั้งๆที่แม่น้ำ Danube ไม่ได้พานผ่านฝรั่งเศสเสียด้วยซ้ำ!)

ก่อนหน้านี้ก็มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่นำเอา The Blue Danube มาใช้บรรเลงประกอบ The Gay Divorcee (1934), An American in Paris (1951) ฯ แต่ก็ไม่โดดเด่นเทียบเท่า 2001: A Space Odyssey (1968) ที่เข้ามาขยับขยายจินตนาการผู้ชม พบเห็นยานเคลื่อนหมุน ล่องลอยไปในอวกาศ มันช่างสอดคล้องเข้ากันอย่างน่าอัศจรรย์ สร้างความเคลิบเคลิ้ม ผ่อนคลาย หลับสบาย สามารถเรียได้ว่าสุนทรียภาพยนตร์

ด้วยความที่ Also sprach Zarathustra และ The Blue Danube มีท่วงทำนองอันโดดเด่น ดังขึ้นในช่วงเวลาเหมาะสม จึงถูกจดจำเคียงคู่กับ 2001: A Space Odyssey (1968) แต่จริงๆแล้วยังมีอีกหลายบทเพลง อาทิ การเดินทางของยานอวกาศ Discovery One ได้ยินบทเพลงบัลเล่ต์สี่องก์ Gayane Suite No. 3, II. Gayane’s Adagio (1941) ประพันธ์โดย Aram Khachaturian (1903-78) คีตกวีสัญชาติ Armenian

เรื่องราวของ Gayane หญิงสาวชาว Armenian ทำงานในฟาร์มฝ้าย เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายชีวิตแต่งงานกับ Giko ทั้งเกียจคร้าน ดื่มสุราเมามาย การมาถึงของผู้บัญชาการทหารคนใหม่ Kazakov สร้างความอิจฉาริษยาให้ฝ่ายชาย (เพราะภรรยาปรนเปรอนิบัติอีกฝ่ายเป็นอย่างดี) วางแผนจุดไฟเผาโรงเก็บฝ้าย หญิงสาวรับรู้เข้าพยายามเปิดโปงความจริง แต่ถูกเขาทรยศหักหลัง พยายามฆ่าปิดปาก โชคยังดีสามารถเอาตัวรอดชีวิต ก่อนได้รับความช่วยเหลือจาก Kazakov จับกุม Giko และพรรคพวก

พอจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับซีเควนซ์ Jupiter Mission (18 Months Later) ได้ไหมเอ่ย? Gayane = Dr. Bowman, ส่วนสามีขี้อิจฉา Giko = HAL 9000 ทรยศหักหลังภรรยา/กัปตัน พยายามเข่นฆ่าแต่อีกฝ่ายสามารถเอาตัวรอดชีวิต หวนกลับมากำจัดศัตรูหัวใจให้พ้นภัยทาง

สำหรับบทเพลง Gayane’s Adagio ท่วงทำนองช้าๆ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย โดยปกติมักใช้แสดงออกทางอารมณ์ที่ดี (ในบัลเล่ต์ดังขึ้นหลังจาก Giko ถูกจับกุม และ Kazakov ดูแลอาการบาดเจ็บของ Gayane จนก่อบังเกิดความรักครั้งใหม่) แต่ในบริบทของหนังเหมือนเป็นการอารัมบทหายนะคืบคลานเข้ามาเสียมากกว่า!

นอกจากบรรดาเพลงคลาสสิก ผกก. Kubrick ยังลักขโมย (โดยไม่มีการติดต่อขอลิขสิทธิ์ล่วงหน้า) หลายๆบทเพลงของ György Ligeti (1923-2006) คีตกวีสัญชาติ Hungarian หนึ่งในผู้บุกเบิกสไตล์ดนตรี Avant-Garde ตั้งชื่อว่า Micropolyphony ที่แต่ละเครื่องดนตรี/นักร้องคอรัส ขับร้อง-เล่นโน๊ตของตนเองที่มีความแตกต่างกันไป ไร้ท่วงทำนองประสาน สร้างสัมผัสเหมือนสียงหึ่งๆของฝูงผึ้ง

The complex polyphony of the individual parts, embodied in a harmonic-musical flow in which the harmonies do not change suddenly, but merge into one another; one clearly discernible interval combination is gradually blurred, and from this cloudiness it is possible to discern a new interval combination taking shape.

György Ligeti

ตัวอย่างสไตล์เพลง Micropolyphony ชัดเจนที่สุดก็คือ Requiem (1963-65) โดยเฉพาะท่อน Kyrie (ภาษาละตินแปลว่า Lord/Christ) ประกอบด้วยออร์เคสตราวงใหญ่ และเสียงร้องคอรัส 20 คีย์ (นักร้องอาจจะมากกว่า 20 คน แต่มีโน๊ตเพลง 20 ชุด) ต่างคนต่างร้อง-เล่นตามโน๊ตเพลงของตนเอง สร้างสัมผัสทางเสียงที่ซับซ้อน เกินกว่าโสตประสาทมนุษย์จะแยกแยะทั้งหมดออกจากกัน

ผมนำคลิปการแสดงคอนเสิร์ตมาให้รับชมเองดีกว่า มองผ่านๆก็เหมือนคอรัส+ออร์เคสตราทั่วๆไป แต่เสียงที่ออกมามอบสัมผัสทางดนตรี (Musical Texture) แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!

Lux Aeterna (1966) แปลว่า Eternal Light มาจาก Requiem Mass หรือ Mass for the Dead ดังขึ้นระหว่างการเดินทางบนดวงจันทร์ ก่อนไปถึงแท่งลึกลับ (Monolith) ณ หลุมอุกกาบาต Tycho เกิดจากการผสมเสียงนักร้องคอรัสทั้งหมด 16 คน (16 คีย์) ต่างคนก็ต่างขับร้องด้วยระดับเสียงของตนเอง

Lux aeterna luceat eis, Domine, cum sanctis tuis in aeternum, quia pius es. Requiem aeternam dona eis, Domine; et lux perpetua luceat eis

May everlasting light shine upon them, O Lord, with thy saints in eternity, for thou art merciful. Grant them eternal rest, O Lord, and may everlasting light shine upon them.

คำร้องเพลง Lux Aeterna

ระหว่างการเดินทางใน Star Gate ได้ยินบทเพลง Atmosphères (1961) นี่คือเพลงแจ้งเกิดแนวคิด Micropolyphonic ของ Ligeti จะยังไม่มีคอรัส จัดเต็มวงออร์เคสตรา เครื่องดนตรีทั้งหมด 88 ชิ้น! สร้างสัมผัสทางเสียงที่ค่อยๆไต่ไล่ระดับจนเกินขอบเขตโสตประสาทมนุษย์

ทิ้งท้ายกับ Daisy Bell (Bicycle Built for Two) (1892) บทเพลง Music Hall แต่งโดย Harry Dacre (1857-1922) สัญชาติอังกฤษ, ว่ากันว่าเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Daisy Greville, Countess of Warwick (1861-1938) หนึ่งในนางบาทบริจาริกา(เมียน้อย)ของ King Edward VII (1841-1910, ครองราชย์ 1901-10), ท่วงทำนองมีความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง แต่พอ HAL 9000 ขับร้องเพลง (โดย Douglas Rain) มันช่างหลอกหลอน สยองขวัญ สั่นประสาท พยายามแสดงความสงสารเห็นใจ ดูมีความเป็นมนุษย์มากกว่าตัวละครมนุษย์เสียอีก!

Daisy, Daisy,
Give me your answer, do!
I’m half crazy,
All for the love of you!
It won’t be a stylish marriage,
I can’t afford a carriage,
But you’ll look sweet upon the seat
Of a bicycle built for two!

เกร็ด: Daisy Bell ยังคือบทเพลงแรกๆที่ทำการสังเคราะห์เสียง (Speech Synthesis) ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ IBM 7094 เมื่อปี ค.ศ. 1961 นั่นน่าจะคือเหตุผลที่ผกก. Kubrick เลือกเพลงนี้มาใช้กระมัง

2001: A Space Odyssey (1968) นำเสนอ 4-5 ช่วงเวลาสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ ตั้งแต่ความว่างเปล่า ถือกำเนิดของโลกและจักรวาล → จากสัตว์เดรัจฉานสู่ผู้มีสติปัญญา → เริ่มต้นสำรวจอวกาศถึงดวงจันทร์ → เดินทางออกจากระบบสุริยะ → และวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษย์

โดยในทุกๆช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น Kubrick & Clarke ได้ครุ่นคิดว่ามันอาจมีบางสิ่งอย่าง สมมติว่าคือแท่งสี่เหลี่ยมลึกลับ (Monolith) ที่ไม่มีใครสามารถหาคำอธิบาย เมื่อเกิดการสัมผัสจับต้อง พอดิบพอดีดาวน้อยใหญ่เรียงราย ก่อบังเกิดวิวัฒนาการ ยกระดับอารยธรรมมนุษย์ให้สูงขึ้นอีกขั้น

มันมีการตีความร้อยแปดพันอย่างถึงเจ้าแท่งลึกลับ (Monolith) บ้างว่าคือตัวแทนพระพุทธเจ้า/พระเจ้าผู้สร้าง, บ้างว่าสร้างโดยมนุษย์โบราณทอดทิ้งไว้, บ้างว่าเป็นของสิ่งมีชีวิตจากจักรวาลอื่นที่อารยะธรรมเหนือกว่ามนุษย์, บางคนครุ่นคิดในเชิงนามธรรม ภาพสะท้อนตัวตน ค้นพบด้านมืดจิตใจ ความหวังของมนุษยชาติ หรือมองเป็น MacGuffin ก็ได้กระมัง?

คนส่วนใหญ่คงจะหน้านิ่วคิ้วขมวดในการค้นหาว่าเจ้าแท่งลึกลับนี้คืออะไร? แต่เมื่อไหร่บังเกิดความตระหนักว่า เราไม่จำเป็นต้องสนใจมันเลยก็ได้นี่หว่า ผมถือว่านั่นคือคำตอบสุดท้าย สูงสุดหวนกลับสู่สามัญ แล้วการรับชมหนังต่อจากนั้น จักบังเกิดความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย เบาสบาย เหมือนกับพระอานนท์ขณะกำลังทิ้งตัวลงนอน ปล่อยวางทุกสรรพสิ่ง จู่ๆบรรลุมรรคผลนิพพาน

เอาจริงๆผมรู้สึกว่าห้องสไตล์ Neoclassical (ยุคสมัยแห่งความหรูหรา ยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างที่สุดของมนุษยชาติ) มีความน่าสนใจกว่าแท่งลึกลับเสียอีก! บางคนวิเคราะห์ว่าคือโลกภายใน Monolith, บ้างว่าห้องทดลองมนุษย์ (Human Zoo) อาจจะอยู่สุดขอบจักรวาล ก่อนก้าวข้ามสู่มิติที่สูงกว่า คล้ายๆด่านศุลกากรตรวจสอบคนเข้า-ออกเมือง, แต่ที่ผมชื่นชอบสุดคือการมองย้อนกลับหาตนเอง ห้องหับแห่งวัฏจักรชีวิต เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย และถือกำเนิดใหม่ (Rebirth)

ซึ่งการเกิดใหม่เป็นทารกในครรภ์ (Foetus หรือ Star Child) แล้วล่องลอยหวนกลับมายังโลก/บ้านเกิด บางคนมองถึงการทำลายล้าง โลกคู่ขนาน หรือสรวงสวรรค์แห่งใหม่, ตามแนวคิดของ Nietzsche นั่นอาจคือวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของมนุษยชาติ Übermensch (Super-man, Over-man, Beyond-man หรือ Ultimate-man), แต่สำหรับผมมันคือการถือกำเนิด เกิดใหม่ ว่ายเวียนวนอยู่ในวัฏฏะสังสาร

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตีความ Star Child = บรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะสิ่งที่หนังนำเสนอคือวิวัฒนาการมนุษย์ในเชิงกายภาพ แปรสภาพจากเนื้อหนังมังสาสู่สสารบางอย่างนอกเหนือความเข้าใจ หาใช่วิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ เรียนรู้จักการปล่อยละวางจนกระทั่งไฟกิเลสมอดดับ … Solaris (1972) ของ Andrei Tarkovsky ยังมีความใกล้เคียงแนวคิดบรรลุมรรคผลนิพพานมากกว่า!

การใส่ตัวเลข 2001 ก่อนชื่อ A Space Odyssey นอกจากช่วยสร้างมิติการตั้งชื่อให้ดูมีความเฉพาะตัว หลายคนครุ่นคิดว่าคือเลขปี ค.ศ. 2001 แต่เอาจริงๆทั้งหนังและหนังสือต่างไม่มีการระบุปีพื้นหลังแต่อย่างไร! นั่นทำให้เราสามารถมองตัวเลขนี้คือรหัสอะไรสักอย่าง คล้ายๆปัญญาประดิษฐ์ HAL เวอร์ชั่น 9000 อ้างว่ามีความสมบูรณ์แบบที่สุด! ฤาว่าคือระดับวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต?

(อันนี้ผมมโนขึ้นมาเองนะครับ 0000 โลกถือกำเนิด, 1000 ลิงวิวัฒนาการสู่มนุษย์, 2000 มนุษย์วิวัฒนาการเป็น Star Child)


ความตั้งใจแรกเริ่มของผกก. Kubrick น่าจะแค่อยากสร้างหนังไซไฟ เอเลี่ยนบุกโลก เผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิ/อารยธรรมเหนือกว่า เพื่อสะท้อนถึงสงคราม(เย็น) ความขัดแย้งต่างๆภายในโลก มันช่างไร้สาระจะคุยเมื่อเทียบกับระดับจักรวาล เมื่อนั้นเราคงสมัครสมานสามัคคี สหรัฐอเมริกา+สหภาพโซเวียต ร่วมมือกันกำจัดผู้มารุกราน … เป็นความต่อเนื่องจาก Dr. Strangelove (1964) ที่ทำการเสียดสีล้อเลียน พยายามสร้างสันติภาพ และต่อต้านสงคราม (Anti-War)

การได้พบเจอนักเขียนอัจฉริยะอย่าง Arthur C. Clarke ทำให้มุมมองของผกก. Kubrick ขยับขยายไปไกลถึงสุดขอบจักรวาล! ขณะเดียวกันก็เริ่มมองย้อนกลับหาตนเอง โอบรับทฤษฎีปรัชญา Nietzsche มนุษยชาติควรจะพัฒนาตนเองให้เหนือกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่จมปลักอยู่กับสงคราม ความขัดแย้ง หรือปล่อยให้อารมณ์โลภ-โกรธ-หลง เข้าครอบงำจิตใจ

แต่ความย้อนแย้งที่ Kubrick & Clarke ตระหนักได้ก็คือ การจะก่อบังเกิดวิวัฒนาการ มักมีจุดเริ่มต้นจากสงคราม การต่อสู้ ความขัดแย้งระหว่างสองฝั่งฝ่าย ฝูงมนุษย์ลิงใช้โครงกระดูกจัดการอีกชนเผ่า, สงครามเย็น/สงครามอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต, หรือการเผชิญหน้าปัญญาประดิษฐ์ที่ครุ่นคิดว่าตนเองไม่เคยประมวลผลผิดพลาด ฯ เมื่อไหร่ที่เราพ่ายแพ้/ยินยอมรับความผิดพลาด เมื่อนั้นถึงจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดร่างกาย-จิตวิญญาณ … หรือก็คือก่อบังเกิดวิวัฒนาการนะแหละ!

การทำงานของผกก. Kubrick ขึ้นชื่อเรื่องความเรื่องมาก เผด็จการในกองถ่าย โหยหาความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) มันเลยไม่แปลกที่จะเขาจะโอบรับทฤษฎีปรัชญา Nietzsche ต้องการกลายเป็น Übermensch แต่ชีวิตจริงนั้นไม่ต่างจาก HAL 9000 เพราะแม้แต่ปัญญาประดิษฐ์ออกแบบให้ทำงานอย่างไร้ที่ติ ยังสามารถเกิดความผิดพลาด (AI Hallucinations) แถมมิอาจยินยอมรับความจริงอีกต่างหาก!

(เราสามารถเปรียบเทียบพฤติกรรมของ HAL 9000 ไม่ต่างจากชนชั้นผู้นำ/ประธานาธิบดี/รัฐบาลบริหารประเทศ ยุคสมัยนั้นพยายามสร้างภาพให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น แต่ลับหลังเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น พอถูกเปิดโปงก็แสดงอาการรับไม่ได้ ปฏิเสธเสียงขันแข็ง ไม่ยินยอมรับความผิดพลาด)

ผกก. Kubrick ไม่เคยมีแผนจะสร้างภาคต่อ หลังถ่ายทำเสร็จจึงเผาทำลายส่วนเกินทุกสิ่งอย่าง! แต่ไม่ใช่กับนักเขียน Clarke ความสำเร็จของหนังสือ 2001: A Space Odyssey (1968) จึงพัฒนาภาคต่อออกมาอีกสามเล่ม 2010: Odyssey Two (1982) [กลายเป็นภาพยนตร์ 2010: The Year We Make Contact (1984)], 2061: Odyssey Three (1987) และ 3001: The Final Odyssey (1997) แต่ความลุ่มลึกล้ำก็มิอาจเทียบเคียงจุดเริ่มต้น

ผมเคยอ่าน 2010: Odyssey Two (1982) มันมีคำอธิบายเกี่ยวกับ Star Child ได้กลายเป็นผู้ส่งสาสน์/พระผู้ไถ่ ภายใต้การชี้นำของ(พระผู้สร้าง) Monolith สร้างโลกใบใหม่ นำพามนุษย์ชาติก้าวสู่วิวัฒนาการขั้นถัดไป … มันกลายเป็นเรื่องราวศาสนา สร้างศาสดาใหม่ซะงั้น!


หนังวางกำหนดการฉายครั้งแรก วันคริสต์มาส ค.ศ. 1966 ก่อนเลื่อนไปเป็นต้นปี ค.ศ. 1967 จากนั้นล่าช้าถึงเดือนตุลาคม ก่อนท้ายที่สุดได้รอบปฐมทัศน์วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1968 ณ Uptown Theatre, Washington D.C. เห็นว่าผู้ชม 241-250 คนเดินออกกลางคัน! รวมถึงนักแสดง Rock Hudson ตะโกนถาม “Will someone tell me what the hell this is about?”

ในการฉายครั้งแรก เสียงตอบรับแตกแยกออกเป็นสองฟากฝั่ง ส่วนชื่นชมมักสรรเสริญงานสร้างยิ่งใหญ่ ปฏิวัติแนวหนังไซไฟอวกาศ ส่วนอีกฟากฝั่งบอกดูไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นมีเนื้อหาสาระอะไร “a monumentally unimaginative movie” “a film that is so dull, it even dulls our interest in the technical ingenuity” “somewhere between hypnotic and immensely boring”

ด้วยทุนสร้างสูงถึง $10.5 ล้านเหรียญ ยุคสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายจะคืนทุน! เก้าสัปดาห์แรกทำเงินได้เพียง $2 ล้านเหรียญ ผู้สร้างเลยเตรียมจะยกเลิกการฉาย แต่หลายๆโรงหนังสังเกตเห็นพฤติกรรมผู้ชมที่มักหวนกลับมาดูซ้ำ พร้อมชักนำเพื่อนๆมาร่วมฉงน (มันเรียกกระแสคัลท์ไม่ได้เพราะเป็นหนังสตูดิโอทุนสูง) ไปๆมาๆสิ้นสุดปี ค.ศ. 1968 ทำรายรับ $8.5 ล้านเหรียญ และสิ้นสุดโปรแกรม(รวมทั่วโลก) $21.9 ล้านเหรียญ เห็นว่ายังขาดทุนอยู่เล็กๆ จนพอออกฉายซ้ำปี ค.ศ. 1971 ก็เริ่มคืนกำไรกลับมา

ช่วงปลายปีหนังได้เข้าชิง Oscar และ BAFTA หลากหลายสาขาที และเป็นครั้งแรกครั้งเดียวที่ผกก. Kubrick คว้ารางวัล Oscar: Best Special Visual Effect (แต่ก็ไม่ได้ไปรับรางวัลด้วยตนเอง) ทั้งๆไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำเทคนิคพิเศษใดๆ

  • Academy Award
    • Best Director
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Art Direction
    • Best Special Visual Effect ** คว้ารางวัล
  • BAFTA Award
    • Best Film
    • Best Art Direction ** คว้ารางวัล
    • Best Cinematography ** คว้ารางวัล
    • Best Sound Track ** คว้ารางวัล
    • United Nations Award

กาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า 2001: A Space Odyssey (1968) ไม่ใช่แค่โคตรหนังไซไฟอวกาศ แต่ยังกลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล “Greatest Film of All-Time” ติดอันดับชาร์ทหนังแทบจะทุกๆสำนักอย่างไร้ข้อกังขา

  • Sight & Sound: Critic’s Poll (1992) ติดอันดับ #10
  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #6
  • Sight & Sound: Director’s Poll (2012) ติดอันดับ #2
  • Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #6
  • Sight & Sound: Director’s Poll (2022) ติดอันดับ #1
  • AFI: Greatest American Films Of All Time (1998) ติดอันดับ #22
  • AFI: Greatest American Films Of All Time (1998) ติดอันดับ #15
  • The Village Voice: 100 Best Films of the 20th Century (2000) ติดอันดับ #11
  • National Society of Film Critics: Top 100 Essential Films of All Time (2002) ไม่มีอันดับ
  • Empire: 500 Greatest Films of All Time (2008) ติดอันดับ #16
  • Cahiers du cinéma: Top 100 of all time (2008) ติดอันดับ #43
  • BBC: 100 greatest American films (2015) ติดอันดับ #4
  • TIME OUT: 100 Best Movies of All Time (2025) ติดอันดับ #1

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะแล้ว บูรณะอีก และยังคงบูรณะต่อไป ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2018 ครบรอบ 50th Anniversary ผกก. Christopher Nolan ได้ควบคุมดูแลการบูรณะฟีล์ม 70mm หรือก็คือ 8K Ultra-High Definition แต่สามารถหาซื้อ Blu-Ray ได้แค่ 4K Ultra HD ของค่าย Warner Bros. เท่านั้นแล!

ตั้งแต่รับรู้จัก 2001: A Space Odyssey (1968) ก็เกิดภาพจำหนังไซไฟอวกาศที่มีความสลับซับซ้อน เคลือบแฝงปรัชญาลุ่มลึกล้ำ แต่เมื่อหวนกลับมารับชมคราวนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย เคลิบเคลิ้มล่องลอย เหมือนได้ปล่อยวางทุกสิ่งอย่าง แล้วเพลิดเพลินกับสุนทรียภาพยนตร์ … เมื่อเราเข้าถึงจุดสูงสุดของศาสตร์ภาพยนตร์ หลังจากนั้นก็ ‘enjoy the ride’ กับช่วงเวลาหลงเหลืออยู่ของ raremeat.blog

จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย

คำโปรย | 2001: A Space Odyssey เดินทางไปสุดขอบจักรวาลเพื่อเรียนรู้จักกับตัวตนเอง
คุณภาพ | ร์พี

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: