Night Train to Munich

Night Train to Munich (1940) British : Carol Reed ♥♥♥♡

เชื่อกันว่าถ้าผู้กำกับ Alfred Hitchcock ยังไม่ออกเดินทางสู่ Hollywood ก็อาจได้สรรค์สร้าง Night Train to Munich (1940) ภาคต่อทางจิตวิญญาณของ The Lady Vanishes (1938) ซึ่งพอเปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น Carol Reed อาจไม่สไตล์ลิสต์เทียบเท่า แต่ยังพอมีดีหลายๆอย่าง

ตอนผมเขียนถึง The Lady Vanishes (1938) ก็เห็นคร่าวๆว่ามีการกล่าวถึงภาคต่อทางจิตวิญญาณ Night Train to Munich (1940) เกือบจะยกทีมงานสร้างชุดเดียวกัน โปรดิวเซอร์ Edward Black, คู่หูนักเขียน Sidney Gilliat & Frank Launder, นำแสดงโดย Margaret Lockwood (Michael Redgrave ก็เกือบจะได้เล่น แต่คิวงานไม่ว่าง), พร้อมคู่หูตัวตลก Charters & Caldicott, ตัดต่อ R. E. Dearing, เพลงประกอบ Louis Levy, ออกแบบศิลป์ Alex Vetchinsky ฯ

แต่การสลับเปลี่ยนหัวรถจักร/ผู้กำกับจาก Alfred Hitchcock มาเป็น Carol Reed ผลลัพท์ย่อมแตกต่างออกไปสิ้นเชิง! ผมค่อนข้างรู้สึกว่าผกก. Reed พยายามจะเลียนแบบ Hitchcockian ถึงอย่างนั้นเขาขาดชั้นเชิงในการสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก (Suspense) ครึ่งหลังของหนังมันเลยเอื่อยๆ เฉื่อยๆ ไม่ได้รู้สึกหวาดสะพรึงต่อนาซี หยอกล้อเล่นสนุกสนาน หัวเราะกันจนท้องแข็ง … สไตล์ British Humour

มันมีคำเรียกสงครามลวง (Phoney War) ช่วงเวลาแปดเดือนแรกของสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างกันยายน ค.ศ. 1939 – พฤษภาคม ค.ศ. 1940 เพราะบรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ยังไม่ครุ่นคิดจริงจังว่า นาซีจะกล้าทำสงครามกับพวกตน การรุกรานโปแลนด์ก็แค่ปัญหาชายแดนระหว่างสองประเทศ ประเดี๋ยวคงสิ้นสุดลง … จนกระทั่งหลังจากเยอรมันรุกรานฝรั่งเศสวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 จึงเริ่มตระหนักว่านี่คือสงครามจริงๆ

Night Train to Munich (1940) สร้างขึ้นในช่วงระหว่างสงครามลวง บรรดาทีมผู้สร้าง+นักแสดง ยังไม่ตระหนักถึงหายนะ ความรุนแรงที่กำลังจะบังเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพยนตร์เรื่องนี้เพียงมุ่งเน้นการเสียดสีล้อเลียน ไม่ได้จริงจังอะไรมากกับสงคราม … ผมรู้สึกว่าหนังลักษณะนี้หาได้ยากยิ่งนัก เพราะเก็บบันทึกทัศนคติผู้คนที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ ฝังเอาไว้ในไทม์แคปซูล


Sir Carol Reed (1906-76) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Putney, London เป็นลูกนอกสมรสของนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Sir Herbert Beerbohm Tree โตขึ้นตั้งใจเป็นนักแสดงตามบิดา แต่หลังจากได้รับรู้จักนักเขียน Edgar Wallace ก็เปลี่ยนความสนใจมากำกับภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงาน Associated Talking Pictures รับหน้าที่กำกับบทพูด (Dialogue Director) ไต่เต้าจนจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Basil Dean, ฉายเดี่ยวครั้งแรก Midshipman Easy (1935), Night Train to Munich (1940), เริ่มมีชื่อเสียงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Odd Man Out (1947), The Fallen Idol (1948), กลายเป็นตำนานกับ The Third Man (1949), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Agony and the Ecstasy (1965), Oliver! (1968) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Director ฯ

สำหรับ Night Train to Munich (1940) ดัดแปลงจากเรื่องสั้น Report on a Fugitive (1939) ของ Gordon Wong Wellesley (1894-80) พัฒนาบทหนังโดยคู่หู Sidney Gilliat (1908-94) & Frank Launder (1906-97) ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งร่วมกันพัฒนาบท The Lady Vanishes (1938)

แต่บทหนังของ Gilliat & Launder เล่าว่านำจากเรื่องสั้นของ Wellesley แค่ประมาณสิบนาทีแรกเท่านั้น! ส่วนที่เหลือพวกเขาทั้งสองร่วมกันครุ่นคิดพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด

Night Train to Munich was a collaboration on a story from Gordon Wellesley and he got nominated for the Oscar for that story. In fact we used up the whole story in the first 10 minutes, and wrote our own for the next hour and a half. We never got any credit for that. You always tend to get these little bits of left over, but we didn’t have much wastage really, you either proceed with an idea or you don’t.

Sidney Gilliat

เกร็ด: Working Title ของหนังประกอบด้วย Gestapo, In Disguise, Crooks Tour, ก็ไม่รู้ใครครุ่นคิดชื่อ Night Train to Munich และเมื่อตอนเข้าฉายสหรัฐอเมริกาถูกย่อให้เหลือแค่ Night Train


เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939, Nazi Germany เข้ายึดครอง Czechoslovakia เป็นเหตุให้วิศวกร Axel Bomasch ตัดสินใจขึ้นเครื่องบินหลบหนีสู่อังกฤษ แต่บุตรสาว Anna (รับบทโดย Margaret Lockwood) ไม่โชคดีขนาดนั้น ถูกจับกุม ส่งไปค่ายแรงงาน พบเจอกับ Karl Marsen (รับบทโดย Paul Henreid) พากันขึ้นเรือหลบหนีได้สำเร็จ!

โดยไม่รู้ตัว Marsen คือสมาชิกตำรวจลับ (Gestapo) ถูกส่งมาตีสนิท Anna เพื่อทำการลักพาตัวบิดาหวนกลับสู่ Germany แต่ระหว่างการโดยสารขบวนรถไฟรอบดึกสู่กรุง Munich ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ Dickie Randall (รับบทโดย Rex Harrison) ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่เยอรมัน Ulrich Herzog นำพาพวกเขาปีนป่ายเทือกเขา Swiss Alps ขึ้นกระเช้าลอยฟ้า ข้ามสู่พรมแดน Switzerland ได้สำเร็จ!


Margaret Lockwood (1916-90) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Karachi, British India (ปัจจุบันคือ Pakistan) บิดาทำงานบริษัทรถไฟ เดินทางกลับอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1920 ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านการแสดง เริ่มฝึกฝนยัง Italia Conti Academy of Theatre Arts ขึ้นเวทีครั้งแรกตั้งแต่อายุ 12 ปี จากนั้นเข้าเรียนต่อ Royal Academy of Dramatic Art มีผลงานละคอนเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก Lorna Doone (1934), เริ่มมีชื่อเสียงกับ The Beloved Vagabond (1936), โด่งดังเป็นที่รู้จัก Bank Holiday (1938), The Lady Vanishes (1938), Night Train to Munich (1940), The Man in Grey (1943), The Wicked Lady (1945), Cast a Dark Shadow (1955) ฯ

รับบท Anna Bomasch บุตรสาวของวิศวกร/นักวิทยาศาสตร์ Axel Bomasch ผู้ออกแบบรถหุ้มเกราะรูปแบบใหม่ G.K. Armor ถูกทหาร Nazi จับกุมตัว ส่งไปใช้แรงงานพยาบาล ณ ค่ายกักกันแห่งหนึ่ง ก่อนร่วมหลบหนีกับ Karl Marsen โดยไม่รับรู้ว่าอีกฝ่ายคือ Gestapo ปลอมตัวเข้าตีสนิทเพื่อลักพาตัวบิดาหวนกลับสู่ Germany

ผมมีภาพจำ Lockwood จากภาพยนตร์ The Lady Vanishes (1938) หญิงสาวละอ่อนวัย สวยใส ไม่รู้ประสีประสา เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า Karl Marsen คือคนดีศรีเยอรมัน แต่เมื่อความจริงเปิดเผย เธอจึงแสดงออกอย่างผิดหวัง เต็มไปด้วยอคติต่อต้าน ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบต่ออีกฝ่าย

ตรงกันข้ามกับ Dickie Randall แรกเริ่มรับรู้จักในฐานะนักขายโน๊ตเพลง Gus Bennett แค่คนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน ไม่เคยครุ่นคิดอะไรกับอีกฝ่าย แต่พอเขาปลอมตัวเป็น Ulrich Herzog บุกเข้ามาในดินแดน Germany แสดงเจตจำนงค์ว่าพร้อมเสียสละชีพเพื่อชาติ นั่นย่อมสร้างความชื่นชอบประทับใจ คาดว่าท้ายที่สุดก็น่าตกหลุมรักกันจริงๆ

ลึกๆแล้วผมแอบผิดหวังกับ Lockwood บทบาทของเธอไม่ได้มีความแตกต่างจาก The Lady Vanishes (1938) นั่นคงคือจุดขาย ‘Typecast’ ในช่วงระหว่างสงคราม (Wartime) คนบริสุทธิ์ถูกทำให้สูญเสียความบริสุทธิ์ (Loss Innocence) สร้างความสงสารเห็นใจ เต็มไปด้วยอคติต่อต้าน Nazi Germany


Sir Reginald Carey ‘Rex’ Harrison (1908-1990) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Huyton, Lancashire, ตอนเด็กเป็นโรคหัด (Measles) ทำให้ตาซ้ายสูญเสียการมองเห็น แม้มีความยากลำบากในการใช้ชีวิต แต่เลือกเป็นนักแสดงละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก The Great Game (1930), Night Train to Munich (1940), เดินทางสู่ Hollywood สรรค์สร้าง Anna and the King of Siam (1946), The Ghost and Mrs. Muir (1947), Unfaithfully Yours (1948), Cleopatra (1963), My Fair Lady (1964) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor เรื่อง The Agony and the Ecstasy (1965), Doctor Dolittle (1967) ฯ

รับบท Dickie Randall เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอังกฤษ ในตอนแรกปลอมตัวเป็นคนขายโน๊ตเพลง Gus Bennett คอยให้การดูแล Anna & Axel Bomasch แต่หลังจากทั้งสองถูกลักพาตัวโดย Karl Marsen ขันอาสาปลอมตัวเป็นผู้พัน Ulrich Herzog แทรกซึมเข้าไปใน Germany ให้ความช่วยเหลือพากันหลบหนีเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด!

ดั้งเดิมนั้นโปรดิวเซอร์อยากได้ Michael Redgrave แต่ติดพันโปรดักชั่นละคอนเพลง The Beggar’s Opera ที่ Haymarket Theatre เลยส้มหล่นใส่ Rex Harrison ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเสียงนัก เพิ่งเริ่มได้รับบทนำครั้งแรกๆ

“Rex just loved that uniform.” – Sidney Gilliat ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการรับบทนำครั้งแรกๆ Harrison ดูมีสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยเฉพาะการละเล่นสำเนียงอังกฤษ & เยอรมัน ใครสามารถฟังออกจะสัมผัสถึงความยียวนกวนบาทา นั่นคือจุดโดดเด่น เอกลักษณ์เฉพาะตัว … ใครเคยรับชม My Fair Lady (1964) คงไม่ประหลาดใจกับน้ำเสียง สำเนียง ความสำบัดสำนวนของการใช้ภาษา

ระหว่างรับชมผมรู้สึกมักคุ้นกับชายคนนี้ แต่จดจำไม่ได้ว่าใคร? ถ้าไม่เพราะความสำบัดสำนวนของสำเนียงชวนนึกถึง Rex Harrison เลยเพิ่งร้องอ๋อเมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง! นั่นเพราะตอนหนุ่มๆโครงหน้าดูเรียวยาว ร่างกายผอมเพียว แล้วพอแก่ตัว หัวล้าน อวบอ้วนด้วยกระมัง เลยทำให้ใบหน้าดูกลมขึ้น?

ภาพลักษณ์ตอนหนุ่มๆของ Harrison ดูไม่ค่อยเหมือนสายลับสักเท่าไหร่ แต่ความกะล่อนปลิ้นปล้อน กล้าที่จะเสี่ยงอันตราย ยิ่งพอพูดสำเนียงเยอรมันสร้างความตลกขบขัน นั่นคงคือความตั้งใจของผู้สร้างกระมัง ไม่ได้เน้นความสมจริง เพียงสร้างเสียงหัวเราะสไตล์ British Humour


Paul Henreid ชื่อจริง Paul Georg Julius Freiherr von Hernreid Ritter von Wasel-Waldingau (1908-92) นักแสดงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Trieste, Austria-Hungary (ปัจจุบันคือประเทศ Italy) ในครอบครัว Jewish บิดาคือที่ปรึกษาด้านการเงินของ Emperor Franz Joseph I (1830-1916, ครองราชย์ 1848-1916), บุตรชายมีความสนใจด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก ไม่สนเสียงทัดทานครอบครัว เข้าเรียนการแสดงยัง Theresianische Akademie ได้รับการค้นพบโดย Otto Preminger ขณะนั้นทำงานอยู่คณะของ Max Reinhardt, การเรืองอำนาจของ Nazi Germany ตัดสินใจอพยพสู่อังกฤษ มีผลงานภาพยนตร์ Goodbye, Mr. Chips (1939), Night Train to Munich (1940), จากนั้นเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา โด่งดังกับ Now, Voyager (1942), Casablanca (1942) ฯ

รับบท Capt. Karl Marsen ตำรวจลับ (Gestapo) ได้รับมอบหมายให้เข้าตีสนิท Anna Bomasch เพื่อลักพาตัวบิดาของเธอกลับสู่ Germany ช่วงแรกๆสำแดงอารมณ์อ่อนไหว พยายามอ่อยเหยื่อให้หญิงสาวตกหลุมรัก บังเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่พอความจริงประจักษ์กลับกลายเป็นคนเย็นชา สนเพียงภารกิจ คอยจ้องจับผิด Ulrich Herzog แทบไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไป

แม้ว่า Henreid จะเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน Nazi Germany (ครอบครัวเปลี่ยนมานับถือ Catholic แต่หลังจาก Nazi ขึ้นมาเรืองอำนาจ ตัวเขายังถูกกดขี่ข่มเหงสารพัด พอถูกยึดทรัพย์สินเลยอพยพสู่อังกฤษ) แต่ยังสามารถเล่นบทบาทนี้ได้อย่างมืออาชีพ!

ผมค่อนข้างชื่นชอบการแสดงช่วงแรกๆของ Henreid เป็นคนที่เหมาะกับบทบาทโรแมนติก แม้ทำการเสแสร้ง เล่นละคอนตบตา แต่สามารถโน้มน้าวสาวๆให้ตกหลุมรัก ลุ่มหลงใหล, ส่วนครึ่งหลังเมื่อแสดงตนว่าเป็นตำรวจลับ กลับกลายเป็นหุ่นยนต์ ไร้จิตวิญญาณ Stereotypes ทั่วๆไปของ Nazi Germany ไม่มีอะไรเหลือให้พูดถึงสักเท่าไหร่


ต้องขอกล่าวถึงสองคู่หู Charters & Caldicott รับบทโดย Basil Radford (1879-1952) และ Naunton Wayne (1901-70) ผู้มีความลุ่มหลงใหลในกีฬา Cricket ปรากฎตัวครั้งแรกในภาพยนตร์ The Lady Vanishes (1938) แล้วได้เสียงตอบรับ ความนิยมดีล้นหลาม ช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่องราว จนมีโอกาสรับเชิญในภาพยนตร์ วิทยุ ละคอนเวที รวมถึงซีรีย์ฉายโทรทัศน์ Charters and Caldicott (1985)

ภาพยนตร์ที่ Radford & Wayne รับบท Charters & Caldicott มีทั้งหมดสี่เรื่อง The Lady Vanishes (1938), Night Train to Munich (1940), Crook’s Tour (1941), Millions Like Us (1943), หลังจากนี้จะปรับเปลี่ยนนักแสดง ไม่ก็เล่นเป็นตัวละครอื่น (ที่มีลักษณะคล้ายๆ Charters & Caldicott)

บทบาทของ Charters & Caldicott ใน Night Train to Munich (1940) ไม่ใช่แค่สร้างสีสัน เสียงหัวเราะขบขัน แต่ยังมีส่วนร่วมต่อเรื่องราวอย่างมากๆ ตัวแทนของบุคคลธรรมดาๆ จับพลัดจับพลู ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตราย ตระหนักถึงหายนะจากสงคราม ภารกิจเพื่อบ้านเมือง พวกเขาจึงลุกขึ้นมาทำบางสิ่งอย่างเพื่อเพื่อนพ้อง ประเทศชาติ

ถ่ายภาพโดย Otto W. Kanturek (1897-1941) สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna เข้าเรียนการถ่ายภาพที่ Die Höhere Graphische Bundes-Lehr- und Versuchsanstalt จากนั้นฝึกงานแผนกข่าว (Newreels) สตูดิโอ Gaumont ไต่เต้าเป็นผู้ช่วยตากล้อง จากนั้นเดินทางทัวร์ยุโรป เคยทำงานอยู่ Paris, Berlin, ก่อนปักหลักอยู่กรุง London ผลงานเด่นๆ อาทิ Woman in the Moon (1929), Night Train to Munich (1940) ฯ

งานภาพของหนังไม่ค่อยมีอะไรให้พูดถึงสักเท่าไหร่ เหมือนว่าผกก. Reed ยังไม่ค้นพบสไตล์ลายเซ็นต์ของตนเอง (ต้องรอคอยผลงานหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง) แทบทั้งหมดสร้างฉากถ่ายทำภายในสตูดิโอ Gaumont-British Studios และมีบางช็อตช่วงต้นเรื่อง ฟุตเทจของ Adolf Hitler นำมาจากคลัง Archive Footage

แม้การถ่ายภาพจะไม่มีอะไรให้พูดถึง แต่งานสร้างโมเดลจำลอง (Miniatures) อาทิ โรงงานผลิตรถหุ้มเกราะ, ขบวนรถไฟ, ค่ายกักกันนาซี รวมถึงกระเช้าลอยฟ้าบนทิวเขา Swiss Alps มองผ่านๆดูแนบเนียน บางคนอาจแยกไม่ออก ครุ่นคิดว่าคือสถานที่จริงด้วยซ้ำ … ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าออกแบบสร้างขึ้นโดยใคร? แต่เชื่อว่าน่าจะบุคคลเดียวกับที่ทำ The Lady Vanishes (1938)

มันมีคำพร่ำบ่นของผกก. Reed บอกว่าโรงถ่ายสตูดิโอ Gaumont-British Studios แออัดคับแคบ ขนาดเล็กไปหน่อย จอดรถได้เพียงสองคัน เลยไม่สามารถสร้างฉากบนทิวเขา Swiss Alps ได้สมจริงนัก และถึงใช้เทคนิควาดภาพบนกระจก (Matte-Painting) เทือกเขาด้านหลังก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มความอลังการสักเท่าไหร่ … หนังสร้างขึ้นในช่วงสงคราม (Wartime) ได้เท่านี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วละ!

การที่หนังเลือกสถานที่ในฉากไคลน์แม็กซ์คือทิวเขา Swiss Alps ระหว่าง Germany vs. Switzerland ก็เพื่อสะท้อนถึงพรมแดนทางธรรมชาติที่ไม่สามารถข้ามผ่าน ก็เหมือนทวีปยุโรปกับเกาะอังกฤษ มันต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ไม่มีทางที่ Germany จะสามารถบุกรุกราน เข้ายึดครอง … มันคือทัศนคติของชาวอังกฤษในช่วงสงครามลวงนะครับ

ตัดต่อโดย R. E. Dearing ชื่อจริง Robert Dearing (1893-1968) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Combs, Suffolk มีชื่อเสียงจากหนังคอมเมอดี้ของ Gainsborough Pictures, ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lady Vanishes (1938), Night Train to Munich (1940) ฯ

หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครไหน แต่มี Anna Bomasch คือจุดศูนย์กลางเรื่องราว! โดยครึ่งแรกยังไม่ทันออกเดินทาง เธอถูกจับกุม ส่งไปค่ายกักกัน Nazi แล้วชายหนุ่ม Karl Marsen เข้ามาตีสนิท ให้ความช่วยเหลือ พาหลบหนีสู่ประเทศอังกฤษ

ส่วนครึ่งหลัง Anna (และบิดา) ถูกลักพาตัวกลับเยอรมัน แต่ระหว่างโดยสารขบวนรถไฟรอบดึกสู่กรุง Munich ได้รับความช่วยเหลือจาก Dickie Randall ปลอมตัวเป็นผู้พัน Ulrich Herzog และสองคู่หู Charters & Caldicott พอถึงสถานีปลายทาง พาขับรถหลบหนี ปีนป่ายขึ้นทิวเขา Swiss Alps ข้ามสู่ Switzerland

  • Nazi Germany บุกรุกราน Czechoslovakia
    • Opening Credit + ร้อยเรียงภาพฟุตเทจการประกาศสงครามของ Nazi Germany
    • วิศวกร/นักวิทยาศาสตร์ Axel Bomasch ได้รับคำสั่งให้เดินทางหลบหนีสู่อังกฤษ
    • ในขณะที่ Axel สามารถขึ้นเครื่องบินได้ทัน บุตรสาวกลับไม่โชคดีขนาดนั้น
    • Anna ในค่ายกักกันนาซี ทำงานนางพยาบาล ให้ความช่วยเหลือ Karl
    • Karl ขันอาสาช่วย Anna หลบหนีจากค่ายกักกัน เดินทางกลับสู่ประเทศอังกฤษ
  • อังกฤษในช่วงเวลาสงครามลวง (Phoney War)
    • Karl แวะมาหาหมอตา ก่อนเปิดเผยว่าเขาคือตำรวจลับ (Gestapo)
    • Anna พบเจอกับ Dickie Randall สมาชิกหน่วยข่าวครองที่เป็นผู้ดูแลบิดา ขณะนั้นปลอมตัวเป็นคนขายโน๊ตเพลง Gus Bennett
    • Anna และบิดา ถูกลักพาตัวขึ้นเรือดำน้ำ
    • Dickie อาสาปลอมตัวเข้าไปช่วยเหลือ Ann และบิดา
  • Ulrich Herzog ในกรุง Berlin
    • Dickie ปลอมตัวเป็นผู้พัน Ulrich Herzog แผนกวิศวกร แอบเข้าไปในสำนักงานที่ Berlin
    • Dickie ทำการล่อหลอก Captain Prada และ Admiral Hassinger ให้หลงเชื่อว่าตนเองคือคนรักของ Anna จักสามารถเกลี้ยกล่อมให้เธอ(และบิดา)ร่วมมือกับพวกเขา
    • Dickie ค้างคืนกับ Anna แต่ยังไม่ทันไรได้รับคำสั่งใหม่ให้ขึ้นรถไฟรอบดึกสู่ Munich
    • Karl มารอรับ Anna (และบิดา) แต่ทว่า Dickie ขอติดตามไปด้วย
  • Night Train to Munich
    • แนะนำสองคู่หู Charters & Caldicott ถูกไล่ที่จาก First Class
    • แวะจอดสถานีกลางทาง ทุกคนถูกบีบบังคับให้ลงเพื่อเตรียมพื้นที่ให้ทหาร
    • Karl มีความสงสัยในตัว Dickie เลยโทรศัพท์ไปสอบถามสำนักงานที่ Berlin จนได้ความกระจ่าง
    • Charters & Caldicott แอบได้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์ จึงแอบเขียนข้อความส่งให้ Dickie
    • Karl เลิกเล่นเกมกับ Dickie สั่งให้ทหารเข้าจับกุม แต่ทว่าสองคนนั้นกลับคือ Charters & Caldicott
    • Dickie ปลอมตัวเป็น Karl ดำเนินมาถึงสถานีปลายทาง Munich
  • Swiss Alp
    • Dickie ขับรถมุ่งสู่ชายแดน Germany บนยอดเขา Swiss Alp
    • Karl ขับรถไล่ล่าตามหลังมาติดๆ
    • การต่อสู้กันบนกระเช้าลอยฟ้า

เพลงประกอบโดย Louis Levy (1894-1957) นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ London, ตั้งแต่เด็กชื่นชอบเล่นไวโอลิน ก่อนได้ทุนการศึกษา London College of Music จบออกมาเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เรียบเรียงเพลงประกอบใช้สำหรับหนังเงียบ ก่อนกลายเป็นผู้อำนวยการเพลงสตูดิโอ Gaumont British ต่อด้วย Gainsborough Pictures ผลงานเด่นๆ อาทิ The 39 Steps (1935), The Lady Vanishes (1938), Night Train to Munich (1940) ฯ

ไม่รู้เพราะข้อจำกัดระหว่างสงคราม (Wartime) หรือเทคโนโลยีบันทึกเสียงของอังกฤษล้าหลังกว่าสหรัฐอเมริกา ผมเลยรู้สึกว่าคุณภาพเสียง ฟังดูอู้อี้ เดี๋ยวดัง-เดี๋ยวค่อย (ยังไม่ผ่านการบูรณะด้วยกระมัง) โดยเฉพาะวิธีการใช้เพลงประกอบที่ค่อนข้างล้าหลัง นึกว่าหนังสร้างขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 30s (ยุคสมัย Pre-Code) … จะว่าไปเครดิตของ Louis Levy คือ Music Director ไม่ใช่ Music/Compose By

สาเหตุที่ผมมองว่าวิธีการใช้เพลงประกอบค่อนข้างล้าหลัง เพราะบทเพลงเพียงแทรกแซมอยู่ตามช่องว่างระหว่างซีเควนซ์ นักแสดงขับร้อง-เล่น-เต้น และไคลน์แม็กซ์ใกล้จบเพื่อสร้างความตื่นเต้นลุ้นระทึกเท่านั้นเอง ช่วงเวลาอื่นๆถ้าตัวละครไม่พูดคุยสนทนา ก็มักใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) เด่นดังกว่าอะไรอื่น

มีอยู่สามบทเพลงที่เป็น ‘diegetic music’ ได้ยิน Rex Harrison ขณะรับบท Gus Bennett ทำการขับร้อง-เต้นรำ พร้อมๆขายโน๊ตเพลงอยู่ริมชายหาด มันอาจดูแปลกๆ แต่ก่อนกาลมาถึงของเครื่องเล่นแผ่นเสียง นี่เป็นวิธีการที่คนสมัยก่อนนิยมทำกัน คือซื้อโน๊ตเพลงกลับไปฝึกหัดเล่นเองที่บ้าน

  • Only Love Can Lead the Way แต่งโดย Harry M. Woods
  • It’s True แต่งโดย Harry M. Woods
  • Your Heart Skips a Beat แต่งโดย Arthur Johnston, เนื้อร้องโดย Maurice Sigler, สำหรับประกอบหนังเพลง Sailing Along (1938)
    • ร่วมขับร้องโดย Betty Jardine

สองบทเพลงแรกของ Harry M. Woods ผมหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้เลยนะ ในอดีตอาจเคยได้รับความนิยม แต่ถ้าไม่มีศิลปินบันทึกเสียง มันก็คงจะเลือนหายตามกาลเวลา

สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพิ่งผ่านมาสองทศวรรษ ยังไม่ถึงชั่วอายุคน เยอรมันคงไม่คิดริเริ่มสงครามโลกครั้งที่สองกระมัง! นั่นคือปฏิกิริยาแรกของมหาอำนาจในยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส ครุ่นคิดว่าการรุกรานโปแลนด์, เชโกสโลวาเกียก็แค่ปัญหาชายแดน ประเดี๋ยวความขัดแย้งก็จบสิ้น … ช่วงระหว่างกันยายน ค.ศ. 1939 – พฤษภาคม ค.ศ. 1940 จึงมีคำเรียกสงครามลวง (Phoney War)

อังกฤษเป็นประเทศขึ้นชื่อในเรื่องความตลกร้าย (หรือที่เรียกว่า British Humor) ประชาชนผู้มีอารยะสามารถเสียดสีราชวงศ์ ชนชั้นสูงได้โดยไม่ผิดกฎหมาย! เฉกเช่นเดียวกับสงครามลวง คนส่วนใหญ่ไม่ครุ่นคิดว่า เยอรมันจะสามารถรุกรานมาถึงเกาะอังกฤษ ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความผ่อนคลาย เสียงหัวเราะขบขัน แต่ถ้ามาจริงเราทุกคนก็พร้อมเผชิญหน้าโต้ตอบ (Charters & Caldicott คือตัวแทนประชาชน/บุคคลธรรมดาทั่วไป) ให้ความช่วยเหลือพวกพ้อง ยินยอมเสียสละชีพเพื่อชาติ

แม้หนังจะเคลือบแฝงใจความการชวนเชื่อ (Propaganda) รักชาตินิยม (Patriotism) แต่ผมไม่คิดว่านั่นคือความตั้งใจของผู้สร้าง เพียงต้องการแสดงให้เห็นว่าชาวอังกฤษสามารถโต้ตอบเอาคืน (ส่งตำรวจลับมาลักพาตัว  → เราก็สามารถส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวเข้าช่วยเหลือ) และประชาชนธรรมดาๆ ก็สามารถมีส่วนร่วมกับการเผชิญหน้า เชื่อในพวกพ้อง ต่อต้านบุคคลทรยศหักหลัง

ผมไม่รู้จะวิเคราะห์อะไรแล้วละครับ ตัวหนังมันไม่ได้มีเนื้อหาสาระมากกว่าไปนี้ หรือแม้แต่ผกก. Reed ที่อยู่ในช่วงเก็บสะสมประสบการณ์ สร้างภาพยนตร์ตามใบสั่ง แทบยังไม่พบเห็นตัวตน สไตล์ลายเซ็นต์ (อาจเพียงสะท้อนทัศนคติเกี่ยวกับการมาถึงของสงคราม) พยายามจะเลียนแบบ Hitchcockian ด้วยซ้ำไป … แต่เห็นว่าผกก. Reed ไม่ค่อยชอบ Hitchcock สักเท่าไหร่ เคยให้สัมภาษณ์ประมาณว่าผู้กำกับที่ยิ่งใหญ่ควรสามารถสร้างหนังได้หลากหลายแนว “best directors should display their range through filming a variety of subjects”

ปล. เมื่อตอนออกฉายคงไม่มีใครครุ่นคิดอะไรมากกับชื่อหนัง Night Train to Munich ฟังดูก็เหมาะสมดี แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ผู้ชมสมัยใหม่อาจเกิดความหวาดสะพรึง เพราะขบวนรถไฟกับเยอรมันใครๆมักนึกถึงการเดินทางสู่ค่ายกักกันนาซี เพื่อทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) … กลายเป็นชื่อหนังสุดเห่ยขึ้นในบัดดล!


แม้หนังจะออกฉายหลังพานผ่านช่วงเวลาสงครามลวง (สงครามลวงสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม หนังเข้าฉายเดือนกรกฎาคม) แต่เสียงตอบรับในอังกฤษถือว่าดียอดเยี่ยม ไม่มีรายงานรายรับ เพียงระบุว่าทำได้ดี (did well at the British Box-Office)

พอเข้าฉายสหรัฐอเมริกา เสียงตอบรับเห็นว่าดียอดเยี่ยมไม่แพ้กัน และยังมีโอกาสได้เข้าชิงรางวัล Oscar: Best Writing, Original Story น่าเสียดายพ่ายให้กับ Here Comes Mr. Jordan (1941)

ปัจจุบันหนังได้รับการสแกนใหม่ ‘digital transfer’ จากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับ 35mm คุณภาพ High-Definition เพียงแค่ลบริ้วรอยทั่วๆไป (ยังไม่ได้ผ่านการบูรณะ) สามารถหาซื้อ Blu-Ray ของค่าย Criterion Collection วางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2016

ครึ่งแรกของหนังทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ แต่ทว่าตั้งแต่ขึ้นขบวนรถไฟ Night Train to Munich มันกลับคือจุดอ่อนอย่างรุนแรง ไม่ใช่ทุกคนจะชื่นชอบการมาถึงของสองคู่หูตัวตลก Charters & Caldicott แปรสภาพหนังสายลับ ลุ้นระทึก ให้กลายเป็น British Comedy สะท้อนช่วงเวลาเล็กๆของสงครามลวง เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล

จัดเรต pg กับสายลับ และนาซีเยอรมัน

คำโปรย | Night Train to Munich หนังสายลับคลาสสิกที่ชาวอังกฤษยังล้อเล่นสนุกสนานกับ Nazi Germany
คุณภาพ | สายลับคลาสสิก
ส่วนตัว | ขบขันสไตล์อังกฤษ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: