
Odd Man Out (1947)
: Carol Reed ♥♥♥♥
ภาพยนตร์ที่ถือเป็น ‘Mature Film’ เรื่องแรกของผู้กำกับ Carol Reed ออกเดินทางสู่ Belfast, Northern Ireland บันทึกภาพห้วงเวลาสุดท้ายชีวิตของ James Mason ถูกยิงระหว่างการปล้น ได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการสะลึมสะลือ ล่องลอยไปตามท้องถนน พบเจอผู้คนดี-ร้าย ให้ความช่วยเหลือ-ผลักไสไล่ส่ง ก่อนกลายเป็นอมตะนิรันดร์
ก่อนกาลมาถึงของ The Third Man (1949) ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้น ถือกำเนิดสไตล์ลายเซ็นต์ของผกก. Reed ก็คือ Odd Man Out (1947) ครั้งแรกไม่ต้องกำกับหนังตามโควต้า (Quota Quickies) หรือชวนเชื่อสงคราม (Propaganda) ได้รับอิสรภาพทางความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ผลลัพท์สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ เปิดประตูวงการภาพยนตร์อังกฤษสู่ยุคสมัยใหม่ (Post-War)
Carol could put a film together like a watchmaker puts together a watch.
Michael Powell
I still consider it as one of the best movies I’ve ever seen and a film which made me want to pursue this career more than anything else…I always dreamt of doing things of this sort or that style. To a certain extent I must say that I somehow perpetuate the ideas of that movie in what I do.
Roman Polanski
สหรัฐอเมริกามี The Lost Weekend (1945), จีนแผ่นดินใหญ่มี Spring in a Small Town (1948), อิตาลีมี Journey to Italy (1954), ฝรั่งเศสมี Elevator to the Gallows (1958) ฯ ภาพยนตร์ที่มีฉากก้าวย่างสู่หายนะ โดยใช้สถานที่พื้นหลังสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร และต่างสร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
Odd Man Out (1947) ก็เฉกเช่นเดียวกัน ก้าวย่างของ James Mason หลังถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส อาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ดำเนินไปตามท้องถนนยามค่ำคืน Belfast, Northern Ireland ช่างมีบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง พบเจอผู้คนมากมาย ก่อนเผชิญหน้ากับความตาย เคลือบแฝงปรัชญา ศาสนา ตั้งคำถามศีลธรรมได้อย่างทรงคุณค่า งดงามวิจิตรศิลป์ เกือบถึงระดับมาสเตอร์พีซ
Sir Carol Reed (1906-76) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Putney, London เป็นลูกนอกสมรสของนักแสดงละครเวทีชื่อดัง Sir Herbert Beerbohm Tree โตขึ้นตั้งใจเป็นนักแสดงตามบิดา แต่หลังจากได้รับรู้จักนักเขียน Edgar Wallace ก็เปลี่ยนความสนใจมากำกับภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงาน Associated Talking Pictures รับหน้าที่กำกับบทพูด (Dialogue Director) ไต่เต้าจนจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Basil Dean, ฉายเดี่ยวครั้งแรก Midshipman Easy (1935), Night Train to Munich (1940) ฯ
ในช่วงทศวรรษแรก (1935-45) ผกก. Reed สร้างภาพยนตร์ทั้งหมด 16 เรื่อง! ส่วนใหญ่คือหนังในโควต้า (Quota Quickies) ไม่ก็ชวนเชื่อสงคราม (Propaganda) มีทั้งประสบความสำเร็จ-ล้มเหลว แต่การันตีชื่อเสียง ประสบการณ์ทำงาน พอหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สตูดิโอจึงอนุญาตให้เขาสรรค์สร้างโปรเจคที่อยู่ในความสนใจ
ผกก. Reed มีความสนใจนวนิยายอาชญากรรม Odd Man Out (1945) แต่งโดย Frederick Laurence Green (1902-53) นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดที่ Portsmouth, Hampshire แต่หลังจากแต่งงานภรรยาชาว Irish เมื่อปี ค.ศ. 1929 เดินทางไปปักหลักอาศัยอยู่ Belfast, Northern Ireland
Green นำแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เคยได้ยิน เรื่องราวของ Thomas Joseph Williams (1923-42) สมาชิกกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Irish Republican Army หรือ IRA) ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักร ถูกจับกุมข้อหามีส่วนร่วมฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ตำรวจ Patrick Murphy แม้ไม่สามารถยืนยันว่า Williams เป็นฆาตกรจริงหรือไม่! แต่ได้รับโทษตัดสินประหารชีวิตแขวนคออยู่ ณ Crumlin Road Gaol
วิสัยทัศน์ของผกก. Reed ต้องการที่จะ “convey faithfully what the author had in mind” จึงเดินทางสู่ Belfast เพื่อพูดคุย ชักชวนนักเขียน Green มาทำการดัดแปลงบทหนัง
I liked the novel and went to Belfast to ask F. L. Green if he’d work on the script. It took only a month to write. We merely took the book and joined certain sections. Green had never worked on a script before. He had a gramophone; he couldn’t write unless it was playing. I like the theme of someone who had done something wrong for the right reasons—and the incidental characters.
Carol Reed
ด้วยความที่ Green ไม่เคยมีประสบการณ์พัฒนาบทหนัง ผกก. Reed จึงดึงตัวนักเขียน R. C. Sherriff (1869-1975) เคยเกือบได้รางวัล Oscar จากการดัดแปลงบทหนัง Goodbye, Mr. Chips (1939) แต่สิ่งที่พวกเขาทำก็แค่นำเอาเค้าโครงเรื่องราวจากนวนิยายออกมา ตัดทิ้งบทสนทนา (เปลี่ยนมานำเสนอด้วยภาษาภาพยนตร์) รวมถึงชื่อองค์กร/ศาสนา … แต่ผู้ชมชาวอังกฤษ/ไอร์แลนด์ล้วนคาดเดาได้อยู่แล้วว่าสื่อถึงอะไรยังไง
เรื่องราวมีพื้นหลัง Belfast, Northern Ireland หัวหน้าองค์กรชาตินิยม Johnny McQueen (รับบทโดย James Mason) หลังจากแหกคุก หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านของ Kathleen Ryan (รับบทโดย Kathleen Sullivan) เป็นเวลาหกเดือน ระหว่างนั้นตระเตรียมแผนการปล้นครั้งใหม่ แต่ระหว่างการโจรกรรมพลั้งพลาดเข่นฆ่าพนักงานรักษาความปลอดภัย และยังถูกยิงเข้าที่ไหล่ได้รับบาดเจ็บสาหัส สมาชิกจึงต่างต้องแยกย้ายกันหลบหนีคนละทิศทาง
ค่ำคืนนั้นตำรวจกระจายกำลังออกค้นหาอย่างแข็งขัน จนสามารถไล่ล่าจับกุม/วิสามัญสมาชิกส่วนใหญ่ เหลือเพียง Johnny หลบซ่อนตัวอยู่ในที่หลบภัยทางอากาศ อาการสะลึมสะลือ ครึ่งหลังครึ่งตื่น ก้าวย่างอย่างโซซัดโซเซไปตามท้องถนนเมือง Belfast พบเจอบางคนให้ความช่วยเหลือ บางคนขับไล่ผลักไสส่ง บางคนสนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ถูกตำรวจห้อมล้อม ไร้หนทางหลบหนี
James Neville Mason (1909-84) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Huddersfield, West Riding of Yorkshire โตขึ้นเข้าเรียนเป็นสถาปนิกที่ Peterhouse, Cambridge เวลาว่างๆรับงานแสดงเป็นตัวประกอบในโรงละครเวทีใกล้บ้าน จนกระทั่งเข้าตาผู้กำกับ Alexander Korda ชักชวนให้มารับบทเล็กๆใน The Private Life of Don Juan (1933) แต่แค่สามวันก็ตัดฉากทิ้งทั้งหมด กระนั้นยังทำให้ได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องอื่นๆติดตามมา เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Man in Grey (1943), The Wicked Lady (1945), Hatter’s Castle (1942), โด่งดังระดับนานาชาติกับ The Seventh Veil (1945), Odd Man Out (1947), จากนั้นโกอินเตอร์สู่ Hollywood มีผลงาน Julius Caesar (1953), A Star Is Born (1954), North by Northwest (1959), Lolita (1962), The Verdict (1982) ฯ
รับบทหัวหน้าองค์กรชาตินิยม Johnny McQueen วางแผนการปล้นครั้งใหม่ แต่การหลบซ่อนตัวมานาน เต็มไปด้วยความพะว้าพะวัง พอเจอแสงสว่างก็หน้ามืดตาลาย (อาการเหมือนเมาแดด) แถมระหว่างการปล้นทำอะไรชักช้า จนถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยจู่โจม ยิงเข้าที่ไหล่ โต้ตอบกลับจนอีกฝ่ายเสียชีวิต เลยถูกผองเพื่อนทอดทิ้ง ออกวิ่งหลบหนีตัวคนเดียว โซซัดโซเซมาถึงที่หลบภัยทางอากาศ แสดงอาการป่วยไข้จากพิษบาดแผล ร่างกายอ่อนล้า จิตใจก็รู้สึกผิดที่ฆ่าคนตาย ก้าวย่างอย่างหมดอาลัย จักสามารถหลบหนีเอาตัวรอดได้ไหม?
แรกเริ่มนั้นมีการยื่นบทหนังให้กับ Stewart Granger แต่เขาแค่เปิดดูผ่านๆ พบเห็นบทพูดตัวละครช่างน้อยนิด ครุ่นคิดว่าคงแค่บทรอง ปรากฎตัวไม่นาน เลยตอบปัดปฏิเสธ, ส้มหล่นใส่ James Mason กลายเป็นบทบาทที่เจ้าตัวเอ่ยปากชื่นชอบโปรดปราน และยังครุ่นคิดว่าคือการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิต!
แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่านี่ควรเป็นการแสดงยอดเยี่ยมที่สุดของ Mason หรือเปล่า? จริงอยู่ว่าบทบาทใช้การแสดงออกภาษากายอย่างมากๆ ถ่ายทอดความเจ็บปวด/พิษบาดแผล (ร่างกาย) รวมถึงความรู้สึกผิดที่พลั้งพลาดฆ่าคนตาย (จิตใจ) ถึงอย่างนั้นเรื่องราวของตัวละครมีเพียงก้าวย่างอย่างล่องลอย จากสถานที่หนึ่งสู่สถานที่หนึ่ง สะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ดูเหมือนไม่รับรู้ตนเอง และไม่สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรใดๆ
The hero is so near death that he hardly exists as either man or dramatic force; he becomes merely a passive symbol of doomed suffering.
นักวิจารณ์ James Agee จากบทความตีพิมพ์นิตยสาร TIME เมื่อปี ค.ศ. 1947
ผมมองว่า Mason เป็นนักแสดงที่มีเอกลักษณ์ในสำเนียง น้ำเสียงพูด “Deep, mellifluous voice” บทบาทอย่าง A Star Is Born (1954) หรือ Lolita (1962) ในมุมมองส่วนตัวเลยรู้สึกว่าน่าประทับใจกว่า แต่เหตุผลที่เจ้าตัวโปรดปราดภาพยนตร์เรื่องนี้มากเป็นพิเศษ น่าจะเพราะผกก. Reed พร้อมผลักดันนักแสดงให้สำแดงศักยภาพขีดสุดออกมา
He was always a director who got as much out of actors as could possibly be gotten. And he could stage individual scenes as well as they could possibly be staged. If he had a weakness, which I admit he has, it was that he didn’t have a sufficiently keen story sense.
James Mason กล่าวถึงผู้กำกับคนโปรด Carol Reed
จริงๆแล้วภาพยนตร์ที่ทำให้ Mason มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติคือ The Seventh Veil (1945) เพราะไปคว้ารางวัล Oscar: Best Writing, Original Screenplay เลยถูกจับจองจาก Hollywood แต่เหมือนเจ้าตัวยังไม่พร้อมโกอินเตอร์ จนกระทั่ง Odd Man Out (1947) พิสูจน์ตนเองว่าคือนักแสดงเจ้าบทบาท หลังจากนั้นก็ไม่มีใครฉุดอยู่!
อีกคนหนึ่งที่ผมอยากพูดถึงก็คือ Kathleen Ryan (1922-85) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Dublin, Southern Ireland (ปัจจุบันคือ Ireland) โตขึ้นเข้าเรียน University College Dublin จากนั้นเข้าร่วมคณะการแสดง Dublin Abbey Players ต่อด้วย Longford’s Gate Theater ได้รับการค้นพบโดยผู้กำกับ Carol Reed ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ Odd Man Out (1947) สร้างความประทับใจให้โปรดิวเซอร์ Arther Rank อยากจับเซ็นสัญญา แต่เธอตอบปฏิเสธเพราะไม่ต้องการย้ายสู่เกาะอังกฤษ หลังจากนี้จึงมีผลงานภาพยนตร์ประปราย ไม่ได้เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติสักเท่าไหร่
รับบท Kathleen Sullivan อาศัยอยู่กับมารดา เพราะตกหลุมรัก Johnny McQueen จึงยินยอมให้หลบซ่อน ใช้เป็นสถานที่ซ่องสุม วางแผนการโจรกรรมครั้งใหม่ แต่เธอสังเกตเห็นความโล้เล้ลังเลใจของเขา พยายามโน้มน้าวไม่ให้ร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ แล้วพอการโจรกรรมล้มเหลว ออกติดตามหาด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา ก่อนตัดสินใจ…
Ryan ดูเป็นสาวแกร่ง มีความเข้มแข็งกว่า Mason แต่ยุคสมัยนั้นสตรีคือช้างเท้าหลัง ไร้สิทธิ์เสียง ไม่สามารถพูดบอก แสดงความคิดเห็น ร่วมปฏิบัติภารกิจใดๆ แล้วพอการโจรกรรมล้มเหลว ไม่หลงเหลือใครพึ่งพาได้ เธอจึงออกติดตามหาเขาด้วยความเชื่อมั่น ไม่ย่นย่อท้อแท้ ไม่มีผู้ใด/สิ่งใดจักผันแปรความรู้สึก พร้อมปกป้องชายคนรักจนวินาทีสุดท้ายชีวิต … ผมอดใจไม่ได้ที่จะตกหลุมรักเธอคนนี้
ถ่ายภาพโดย Robert Krasker (1913-81) ตากล้องสัญชาติ Australian เกิดที่ Alexandria, Egypt (แต่ลงใบเกิดยัง Perth, Western Australia) โตขึ้นเดินทางสู่อังกฤษ ทำงานเป็นช่างภาพในสังกัด London Films เลื่อนตำแหน่งสู่ผู้ควบคุมกล้อง (Camera Operator) ได้รับเครดิตถ่ายภาพเรื่องแรก The Gentle Sex (1943), โด่งดังกับ Henry V (1944), Brief Encounter (1945), Odd Man Out (1947), The Third Man (1949) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography (Black-and-White), Senso (1954), Romeo and Juliet (1954), El Cid (1961), The Fall of the Roman Empire (1964), The Running Man (1963), The Collector (1965) ฯลฯ
งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ มีคำเรียกสไตล์ Neo-Expressionist รับอิทธิพลจากหนังนัวร์ (Film Noir) และศิลปะ Expressionism แต่ผกก. Reed พยายามเลือกใช้สถานที่จริง ณ Belfast, County Antrim (Northern Ireland) ช่างมีบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง ราวกับดินแดนพานผ่านอะไรมามาก บอบช้ำจากสงคราม และความขัดแย้งภายในกับสมาชิกกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Irish Republican Army หรือ IRA) ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1919
โดดเด่นกับการจัดแสง-เงามืด (แผนกแสงโดย Ralph Brinton & Roger Furse) สภาพอากาศผันแปรเปลี่ยน ทิศทางมุมกล้องเอียงๆ ภาพเฉียงๆ (Off-Angle หรือ Dutch Angle) ส่ายๆสั้นๆ เบลอๆชัดๆ สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ (Mental State) สภาพจิตวิทยาตัวละคร (Character Psychology)
Despite its relative newness as a city, Belfast has a rich psychogeography: on virtually every street corner and in nearly every pub and shop something terrible happened within living memory. Belfast is a place where the denizens have trained themselves not to see these scars of the past.
จากหนังสือ Belfast Noir ของ Adrian McKinty & Stuart Neville
นอกจากฉากภายนอกที่ Belfast บางฉากหวนกลับมาถ่ายทำยัง Broadway Market (London), ส่วนฉากภายในสร้างฉากขึ้นที่ D&P Studios ตั้งอยู่ Uxbridge, Buckinghamshire (England) เลียนแบบสถานที่จริงได้เหมือนมากๆ โดยเฉพาะ Crown Liquor Saloon (Great Victoria Street, Belfast) จนร้านดังกล่าวกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปเลย
เมื่อตอนสร้างหนังตามโควต้า (Quota Quickies) ผกก. Reed ขึ้นชื่อเรื่องตรงต่อเวลา ภายใต้งบประมาณเท่าที่มี จึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างสูง แต่พอมาเป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในความสนใจเรื่องนี้ ทั้งล่าช้า ทั้งเกินงบ แม้ผลลัพท์จะทำกำไรคืนกลับมา ความสัมพันธ์กับนายทุนแทบขาดสะบั้น!
หนังเริ่มต้น-สิ้นสุดด้วยภาพของหอนาฬิกา Albert Memorial Clock ตั้งอยู่ยัง Queen’s Square สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1869 สำหรับอุทิศให้ Prince Albert of Saxe-Coburg and Gotha (1818-61) พระสวามีของ Queen Victoria, ปัจจุบันถือเป็นจุดสังเกต (Landmark) สำคัญของเมือง Belfast, Northern Ireland
นาฬิกานอกจากบอกเวลา ในบริบทของหนังอาจมองเป็นการนับถอยหลังเวลาชีวิตของ Johnny McQueen ที่จักค่อยๆลดน้อยถอยลง เริ่มต้นตั้งแต่ 4 โมงเย็น (ท้องฟ้ายังสว่าง แต่เต็มไปด้วยเมฆครึ้ม) จนถึงจุดสิ้นสุดเพลาเที่ยงคืน! (ท้องฟ้ามืดมิด หิมะตกหนัก) ใครชอบสังเกตจะพบเห็นนาฬิกาสอดแทรกอยู่แทบทุกๆซีเควนซ์ในหนัง
The recurring image of the clock tower warns us that our time is limited, far too limited, and in that time, we must endeavor to recognize the individuality of others and ourselves.


ยังไม่ทันเริ่มต้น Johnny McQueen ทำเชือกรองเท้าขาด! หลายคนน่าจะตระหนักว่ามันคือลางสังหรณ์ ‘Death Flag’ บอกใบ้หายนะกำลังจะบังเกิดขึ้นกับการโจรกรรมครั้งนี้!

ระหว่างขึ้นรถออกเดินทางไปยังสถานที่เป้าหมาย กล้องฉายภาพสองข้างทางผ่านมุมมองสายตาของ Johnny มีความรวดเร็ว ฉวัดเฉวียน ส่ายๆสั่นๆ เอียงๆ เบลอๆ บางคนมองเป็นลางสังหรณ์ บางคนว่าอาการเมาแดด (เพราะ Johnny ไม่ได้ออกไปมานาน ร่างกายจึงไม่สามารถปรับตัวกับโลกภายนอก) ผมว่าสื่อได้ทั้งความไม่พร้อมของร่างกายและจิตใจ ดังคำกล่าวของเพื่อนสมาชิกก่อนหน้า “Your heart’s not in this job, Johnny”

หลังการปล้นก็เป็นไปตามสภาพ Johnny ทำงานล้าช้า ออกมาทีหลัง แล้วเกิดอาการหน้ามืดตามัว ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับแสงสว่างจร้า ซึ่งมันยังสามารถสะท้อนถึงสภาพจิตใจ ความขัดแย้งภายในของตัวละคร อับอายต่อการกระทำ (ยกมือขึ้นปิดหน้า) มองไม่เห็นหนทาง/อนาคตเบื้องหน้า (ภาพเบลอๆหลุดโฟกัส) ก่อนถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยเข้ามาขัดขวาง กอดกลิ้งตกบันได (สัญญะแทนความตกต่ำของจิตใจ)

ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้ Johnny ถูกผองเพื่อนทอดทิ้งขว้าง ก้าวเดินอย่างโซซัดโซเซมายังที่หลบภัยทางอากาศ (Air Shelter) เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่สอง … แม้ว่า Nazi Germany ไม่เคยยกพลขึ้น Belfast แต่เคยส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีทางอากาศ ได้รับความสูญเสียหายไม่น้อย
Johnny อาจด้วยพิษบาดแผลที่ถูกยิงทำให้เกิดภาพหลอน เมื่อตอนตนเองเคยถูกจับกุม ติดคุกติดตาราง หวนระลึกใบหน้าผู้คุม ก่อนค่อยๆฟื้นคืนสติ พบเห็นเพียงเด็กหญิงถือลูกบอลยืนจับจ้องมอง, บางคนตีความซีเควนซ์นี้ตามคำบอกกล่าวของ Johnny ครุ่นคิดว่าตนเองยังติดคุกติดตาราง แล้วพร่ำเพ้อฝันเหตุการณ์บังเกิดขึ้นทั้งหมด ก็ได้กระมัง?
ผมมองซีเควนซ์นี้คืออดีตติดตามมาหลอกหลอน ทั้งสถานที่หลุมหลบภัย (สงครามโลกครั้งที่สอง) การติดคุกติดตาราง (จากความผิดครั้งเก่าก่อน), ส่วนเด็กหญิง น่าจะคือนางฟ้าองครักษ์ (Guardian Angle) ที่คอยปกปักษ์ ดูแล ไม่ต่างจากผู้คุมนักโทษ … ภาษาภาพยนตร์ที่พอ Cross-Cutting แล้วมีการซ้อนทับก็เพื่อสื่อว่า เด็กหญิง = ผู้คุม
- เมื่อตอนติดคุกติดตาราง Johnny ถูกจองจำทางร่างกาย มีผู้คุมเป็นผู้ดูแล
- แต่ขณะนี้หลังจากฆ่าคนตาย มันคือจิตวิญญาณที่ถูกจองจำ เทพเทวดาจักคือผู้ตัดสินโทษทัณฑ์

ระหว่างสมาชิกที่ร่วมการโจรกรรมกำลังหลบหนียามค่ำคืน มุมกล้องแต่ช็อตช่างมีความงดงามวิจิตรศิลป์ ผมสังเกตว่ามักมีการถ่ายย้อนแสง ตั้งสป็อตไลท์ไว้ใกลๆ เพื่อให้ได้ความฟุ้งๆ ปกคลุมด้วยความมืดเป็นส่วนใหญ่ (มันมีคำเรียกภาพ Low Key) และความน่าสนใจคือก้อนอิฐบนพื้น-ผนัง-กำแพง สะท้อนความเป็นอังกฤษ (British Noir) ช่วยสร้างสัมผัสพื้นผิว (Texture) เต็มไปด้วยริ้วรอยขรุขระ (=บาดแผลทางใจ) สถานที่แห่งนี้ช่างดูเก่าแก่ อันตราย หายนะรายล้อมรอบทุกทิศทาง



คู่รักหนุ่มสาวแอบเข้ามายังที่หลบภัยทางอากาศ พวกเขามาทำไม? กำลังจะทำอะไร? เราสามารถอ่านจากบทสนทนาของพวกเขา “I don’t want to.” “I haven’t seen you for two days.” “We’ll have a place of our own.” น่าจะพอคาดเดาไม่ยากว่าฝ่ายชายเรียกร้องขอร่วมเพศสัมพันธ์ แต่ฝ่ายหญิงพยายามโน้มน้าวให้เขาอดกลั้น รอถึงวันแต่งงาน มีบ้านของตนเอง นั่นคือสิ่งถูกต้องเหมาะสมตามวิถีทางสังคม กฎหมาย และหลักศาสนา
ขณะที่ Johnny หลบซ่อนอยู่ในเงามืดโดยที่ทั้งสองไม่ทันสังเกตเห็น ไม่รับรู้ตัวเองว่ามีคนแอบเฝ้ามองอยู่ นี่ตรงกับสำนวนไทย “หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง” ไม่มีทางใครกระทำลับๆล่อๆแล้วจะรอดพ้นผิด!


สองสมาชิก Pat & Nolan ตัดสินใจหลบซ่อนตัวยังบ้านพัก (Guest House) ของคนรู้จัก Theresa O’Brien แต่พอสมโอกาสเธอกลับโทรศัพท์หาเจ้าหน้าที่ตำรวจ อ้างความถูกต้องชอบธรรม ภาพช็อตนี้อาจเห็นไม่ชัดนัก แต่มันมีภาพเลือนลางของเธอในกระจก สะท้อนสันดาน-ธาตุแท้-ตัวตน บุคคลผู้มีจิตใจอัปลักษณ์ เห็นแก่ตัว พร้อมปัดสวะให้พ้นทาง ขับไล่ทั้งสองออกจากบ้าน พอถูกวิสามัญฆาตกรรม ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่สน ใครไม่รับรู้จัก … นี่คือต้นแบบมนุษย์ป้า

Dennis แม้ไม่ได้ร่วมการโจรกรรม แต่อาสาช่วยออกติดตามหา Johnny จนมาพบเจอเด็กๆข้างถนนเหล่านี้ กรูเข้ามาขอเงิน พูดบอกข้อมูลบางอย่าง ก่อนสังเกตเห็นเด็กหญิงยืนตัวคนเดียวอยู่ข้างเสาไฟ ท่าทางลับๆล่อๆ เต็มไปด้วยเลศนัย เหมือนรับรู้อะไรบางอย่าง? จึงตรงเข้าไปสอบถาม … อย่าลืมว่าเด็กหญิงคนนี้เปรียบเสมือนเทวดาผู้พิทักษ์ของ Johnny จึงยินยอมชี้ทางให้ Dennis ติดตามหาจนพบเจอ
เกร็ด: เด็กๆข้างถนนเหล่านี้มาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า St Patrick’s Boys Home, Belfast แม้มีบทบาทไม่มาก แต่แสดงให้เห็นว่าผกก. Reed สามารถทำงานกับเด็กเล็กได้ดี The Fallen Idol (1948) และโดยเฉพาะ Oliver! (1968) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Picture


ช่วงระหว่างที่ Dennis เบี่ยงเบนความสนใจจากตำรวจ ออกวิ่งหลบหนี ปีนป่ายขึ้นไปบนตึกกำลังสร้างใหม่ จะมีการแทรกภาพชาวบ้านชาวช่อง (แต่ส่วนใหญ่จะเป็นภาพผู้สูงวัย ไม่ก็มารดากับเด็กทารก) กำลังปิดประตู เลื่อนผ้าม่าน ไม่ต้องการรับรู้ ปฏิเสธมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์บังเกิดขึ้น



เรื่องวุ่นๆบนรถรางสองชั้นที่แออัดยัดเยียดด้วยผู้คน สามารถเปรียบเทียบถึงโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ ไร้หนทางหลบหนี Dennis จึงใช้เท้าถีบกระจก กระโดดออกมา (สัญญะของ Odd Man Out บุคคลที่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎกรอบ ข้อจำกัดของโลกใบนี้) แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมิอาจยินยอมรับการกระทำดังกล่าว พยายามฉุดกระชาก จนสามารถลากคอไปโรงพัก


เรื่องราวของสองแม่-ลูก Maureen & Maudie เคยเป็นสมาชิก Air Raid Precautions (ARP) พอพบเห็น Johnny ถูกรถเชี่ยวชนจึงอาสาช่วยเหลือ พาไปบ้านเพื่อทำการปฐมพยาบาล แต่เมื่อเจอบาดแผลจากกระสุน ตระหนักว่าอีกฝ่ายคือใคร จึงเกิดความโล้เล้ลังเลใจ ก่อนเลือกที่จะขับไล่ ผลักไส ปฏิเสธมีส่วนร่วมใดๆ
เหตุการณ์ในซีเควนซ์นี้คือคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ว่าถูก-ผิด ดี-ชั่ว สองแม่-ลูกแม้มีจิตใจดีงาม ต้องการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้า แต่พอรับรู้ว่าเขาเป็นใครจึงเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน ระหว่างจิตสามัญสำนึก จรรยาบรรณ(แพทย์/พยาบาล) vs. กฎหมายบ้านเมือง วิถีทางสังคม ถ้าทำการปฐมพยาบาลจะเข้าข่ายให้ความช่วยเหลือฆาตกร


เมื่อตอนได้ยินคำกล่าว “I’ve no pity for them.” ตระหนักว่าตนเองคงไม่ได้รับการต้อนรับอีกต่อไป จึงลุกขึ้นยืน ตั้งใจจะออกจากบ้านหลังนี้ แต่สังเกตกล้องถ่ายมุมเงยติดเพดาน โดยปกติแล้วนี่เป็นมุมกล้องที่ใช้สำแดงอำนาจบาดใหญ่ ไม่เกรงกลัวใคร ซึ่งในบริบทนี้ผมมองว่าคือภาพสะท้อน “I’ve pity for them.” ในมุมมองของ Johnny คนเหล่านี้เพียงเสแสร้งเป็นคนดี ปากบอกต้องการให้ความช่วยเหลือ พอรับรู้ว่าเขาเป็นใครก็หวาดกลัวหัวหด ดีแต่พูดเท่านั้นเอง

นักสืบนิรนาม (ในเครดิตไม่ได้ระบุชื่อ รับบทโดย Denis O’Dea) หลังจากจับกุม/วิสามัญสมาชิกคนอื่นๆ เดินทางมายังบ้านของ Kathleen เพื่อค้นหาหลักฐาน และติดตามจับกุม Johnny สังเกตว่ามุมกล้องแทบทุกช็อต (ที่ถ่ายติดเจ้าหน้าที่ตำรวจ) มักถ่ายมุมเงยติดเพดาน สำแดงอำนาจบาดใหญ่ กดขี่ข่มเหงหญิงสาวให้อยู่ภายใต้
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจากไป มารดาของ Kathleen พูดเล่าอดีตของตนเองว่ากำลังจะแต่งงานชายหนุ่มรูปงาม แต่พออีกฝ่ายถูกตำรวจไล่ล่า เธอปฏิเสธหนีติดตามเขาไป หลังจากนั้นได้คนรักใหม่ ชีวิตมีความสุข บุตรหลานเต็มบ้าน … แต่นั่นคือความสุขจริงๆนะหรือ เงามือที่อาบฉาบรูปแต่งงาน มันช่างดูเหมือนสุนัขจิ้งจอก อ้าปากกว้าง กำลังจะกลืนกิน
เรื่องเล่ามารดาถือเป็นภาพสะท้อนสตรียุคก่อน เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ไม่ระริกระรี้หนีตามบุรุษ ความสุขคือการได้มีคู่ครอง ลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง ไม่เข้าใจความหมายของอิสรภาพชีวิต หรือกระทำตามความเพ้อใฝ่ฝัน … นั่นคือเหตุผลที่ Kathleen เลือกดำเนินตามต้องการของตนเอง ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบให้ใคร พร้อมเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อความรัก


เรื่องราวของสารถีขับ(ราช)รถม้า Gin Jimmy ไม่รับรู้ว่า Johnny แอบขึ้นไปหลับนอนในรถ นำพาเขาผ่านด่านตำรวจ แล้วพอตระหนักรู้ตัว จึงนำไปทอดทิ้งริมกองขยะ “I’m not for you or against you but I can’t afford to get mixed up in this.” การกระทำดังกล่าวไม่ต่างจากชาวบ้านชาวช่องที่ปิดประตูหน้าต่าง ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง แต่โชคชะตาจับพลัดจับพลูให้เข้ามามีส่วนร่วมรู้เห็น เลยช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น แล้วไม่มีอะไรติดค้างคาใจ

Shell แรกพบเจอ Johnny ยืนอยู่เคียงข้างรูปปั้นเทวทูตที่ถูกทอดทิ้งขว้าง (Fallen Angle) จากนั้นนำความไปพูดคุยต่อรองราคากับบาทหลวง Father Tom โดยใช้การเปรียบเทียบ เลียบๆเคียงๆกับนกในกรง ไร้หนทางหลบหนี ซึ่งหลายคนตีความการกระทำดังกล่าวเหมือนกับ Judas ทรยศหักหลัง Jesus Christ


Lukey (น่าจะสื่อถึง Saint Luke, the Artist) จิตรกรไส้แห้ง หลงใหลการวาดภาพที่สะท้อนจิตวิญญาณมนุษย์ ในตอนแรกมีต้นแบบคือ Shell แต่คนเลี้ยงนกผู้นี้เพียงเปลือกภายนอก (Shell แปลว่า เปลือกหอย) เลยไม่สามารถวาดดวงตา (ที่ถือเป็นหน้าต่างจิตใจ) ผลลัพท์ภาพนี้เลยดูปลิ้น(ปล้อน)ออกมา
หลังจากได้ยินเรื่องราวของ Johnny ทำให้ Lukey กระตือรือล้นที่จะวาดภาพดวงตาขณะจิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง! แต่ตลอดทั้งซีเควนซ์จะไม่มีการฉายให้เห็นภาพวาดนั้น และเขาแสดงปฏิกิริยาเหมือนวาดไม่สำเร็จ ไม่พึงพอใจในผลลัพท์ … นั่นเพราะดวงตาของ Johnny บังเกิดประกายแห่งความหวัง เข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิต Lukey ที่ไม่สามารถรับสัมผัสของพระเจ้าจึงตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

บาร์แห่งนี้แม้สร้างขึ้นในสตูดิโอ แต่ทำการเลียนแบบ Crown Liquor Saloon (หรือ Crown Bar) ณ Great Victoria Street, Belfast ได้เหมือนเป๊ะๆ ตกแต่งภายในด้วยสถาปัตยกรรม Victorian (1837-1901) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1885 มีความหรูหรา เต็มไปด้วยภาพวาด ลวดลายแกะสลัก ดูละลานตายิ่งนัก! ราวกับสรวงสวรรค์บนโลกก็ไม่ปาน (เวลามึนเมาก็ราวกับล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์)
เจ้าของบาร์ Fencie เหมือนจะรับรู้จัก Johnny พอเห็นโซซัดโซเซเข้ามาในร้าน ตั้งใจจะขับไล่ ผลักไสส่ง แต่พออีกฝ่ายกลับทิ้งตัวลงนอนหลับใหล จึงตัดสินใจขังเขาไว้ในห้อง ไม่ได้แจ้งตำรวจ รอคอยตอนปิดร้านถึงค่อยลากพาตัวออกไป ถึงอย่างนั้นตอนฟื้นตื่นขึ้นมา พบเห็นภาพหลอนจากฟองเบียร์ (ซ้อมภาพใบหน้าบุคคลต่างๆที่เขาพบเจอ) ส่งเสียงร้องโหยหวน คร่ำครวญ ได้ยินไปถึงภายนอก เข้าหูของ Lukey มีเรื่องชกต่อยกับ Shell … โลกภายนอกมันช่างว้าวุ่นวายยิ่งนัก!


นักเรียนแพทย์ Tober (ศัพท์สแลงของชาวอังกฤษ หมายถึง พื้นที่จัดงาน ลานการแสดง คณะละครสัตว์) เหมือนว่าจะเรียนไม่จบ ไม่ได้รับใบประกาศนียบัตร จึงไม่สามารถทำงานเป็นหมอถูกต้องตามกฎหมาย แต่เขาคือผู้มีวิชาความรู้ เมื่อพบเจอคนไข้/ฆาตกร Johnny จะเป็นจะตายไม่สำคัญ ขอแค่ได้พิสูจน์ตนเองว่าสามารถลงมือผ่าตัด เอากระสุนปืนออกมา อะไรอย่างอื่นฉันไม่สน … ผมมองว่า Tober ไม่ยี่หร่าต่อความเป็นตายร้ายดีของ Johnny เพราะตนเองเรียนแพทย์ไม่จบ แค่ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถผ่าตัด/รักษาผู้ป่วย ก็เท่านั้น!
จะว่าไปสามตัวละคร Shell, Lukey และ Tober ต่างคือแกะดำ (Odd Man Out) ไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คน อาศัยอยู่ร่วมกันในคฤหาสถ์ทิ้งร้าง สภาพเสื่อมโทรมทราม ไม่มีใครสนใจชีวิต-ความตายของ Johnny เพียงได้กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้นเอง (Shell สนเพียงต่อรองเงินทอง, Lukey วาดภาพจิตวิญญาณ, Tober พิสูจน์ตนเองว่าสามารถทำการผ่าตัด)

หลังการผ่าตัด Johnny มีอาการสะลึมสะลือ ฟื้นจากพิษไข้ แล้วจู่ๆพบเห็นภาพหลอน (เกิดจากการซ้อนภาพในสไตล์ German Expressionism ร้อยเรียงภาพวาดใบหน้าที่ดวงตาไร้ซึ่งจิตวิญญาณ/สัมผัสของพระเจ้า) หวนระลึกถึงคำสอนบาทหลวง Father Tom จากนั้นราวกับได้รับสัมผัสของพระเจ้า (Divine Revelation) ลุกขึ้นยืน ยกมือขึ้นเหนือศีรษะ กล้องถ่ายมุมเงยติดเพดาน เอ่ยถ้อยคำราวกับวัจนะของพระเจ้า
When I was a child, I spake as a child, I understood as a child, I thought as a child: but when I became a man, I put away childish things.
1 Corinthians 13:11 (King James Version)
Though I speak with the tongues of men and of angels, and have not charity, I am become as sounding brass, or a tinkling cymbal. And though I have the gift of prophecy, and understand all mysteries, and all knowledge; and though I have all faith, so that I could remove mountains, and have not charity, I am nothing.
1 Corinthians 13:1-2
ความสนใจของผมมีแค่ประโยคสุดท้าย “I am nothing.” นั่นคือวินาทีที่ Johnny ตระหนักถึงชีวิต-ความตาย สิ่งทั้งหลายเคยกระทำ การโจรกรรม ฆ่าคนตาย เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักร ฯ ล้วนไม่ได้มีความสลักสำคัญใดๆทั้งนั้น … ในบริบททางศาสนา วินาทีนี้ก็คือประตูสวรรค์ได้เปิดออก สิ่งชั่วร้ายเคยกระทำได้รับการยกโทษให้อภัย ไม่ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวังอีกต่อไป


Shell พยายามนำพา Johnny ไปหาบาทหลวง Father Tom แต่ระหว่างทางพบเจอกับ Kathleen เรียกร้องให้เธอยื่นมือมาสัมผัส … นี่ชวนนึกถึงภาพวาด Michelangelo: The Creation of Adam นั่นเพราะ Johnny ที่ได้รับสัมผัสของพระเจ้า ก็ถือเป็นบุตรของพระเจ้า, Kathleen ผู้มีความเชื่อมั่นในตัวเขาจึงได้รับโอกาสพิสูจน์ตนเอง
แซว: ด้วยความที่ Johnny ใช้มือได้ข้างเดียว (อีกข้างพันแผลอยู่) มันเลยดูไม่เหมือนสักเท่าไหร่! แต่นักวิจารณ์หลายคนพยายามบอกว่าท่วงท่าขณะนี้เหมือนการตรึงไม้กางเขน กางแขนออกพิงกับรั้วเหล็กด้านหลัง … จินตนาการเอาเองแล้วนะครับ


ตั้งแต่ที่ Kathleen ติดตามจนพบเจอ Johnny สังเกตว่าล้วนถ่ายติดรั้วเหล็กด้านหลัง โดยเฉพาะระหว่างก้าวเดินก็ยังเลียบๆเคียงๆรั้วท่าเรือ ระยะทางมันช่างเยิ่นยาวไกล ดูแล้วคงไปไม่ถึงหนทางออก คงต้องการสื่อว่าพวกเขาไม่สามารถหลบหนีการถูกจับกุม ตำรวจก็ค่อยๆห้อมล้อมเข้ามา
การยิงปืนสองนัดมันมีความคลุมเคลือเล็กๆว่า Kathleen ยิงตัวตายพร้อมกับ Johnny หรือยิงหลอกๆเพื่อให้ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม (Suicide by Police) ถ้าโดยปกติไม่ว่าจะวิธีการไหนทั้งสองคงตกนรกพร้อมกัน แต่หลังจากพวกเขาได้รับสัมผัสของพระเจ้า จิตวิญญาณจึงสามารถล่องลอยข้ามผ่านรั้วเหล็ก (ในบริบทนี้แปรสภาพจากสัญญะกรงขัง มาเป็นกั้นแบ่งระหว่างชีวิต-ความตาย) ขึ้นเรือโดยสาร ออกเดินทางสู่สรวงสวรรค์

หลายคนอาจมีภาพจำ Pietà (ภาษาอิตาเลียน แปลว่า ความสงสาร) จากผลงานประติมากรรมของ Michelangelo รูปแกะสลักพระแม่มารีย์โอบอุ้มพระศพพระเยซูคริสต์หลังถูกอัญเชิญลงจากไม้กางเขน, ผมเลือกภาพช็อตนี้ที่อาจดูไม่เหมือน แต่สามารถสื่อความหมายถึง Pietà ได้ด้วยเช่นกัน! บาทหลวง Father Tom เปิดผ้าคลุมศพ จับจ้องมองร่างไร้วิญญาณของ Johnny & Kathleen ด้วยความสงสารเห็นใจ
ขอพูดถึงสภาพอากาศสักหน่อยก็แล้วกัน ตอนเย็นฟ้าครึ้ม หัวค่ำพายุฝน ใกล้เที่ยงคืนหิมะตกหนัก มันคือการไล่ระดับความหนาวเหน็บ/สิ้นหวังภายในจิตใจตัวละคร แต่ขณะเดียวกันจะตีความถึงอิทธิฤทธิ์ สวรรค์บันดาล ความเศร้าโศกเสียใจของพระเจ้า ก็ได้กระมัง!

ตัดต่อโดย Fergus McDonell (1910-84) ผู้กำกับ/นักตัดต่อ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Ticehurst, East Sussex บิดาคือผู้พิพากษาประจำอยู่ Trichonopoly, Madras (British Raj) วัยเด็กจึงเติบโตขึ้นที่อินเดีย ก่อนเดินทางกลับมาเรียนอังกฤษ เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากเป็นนักตัดต่อหนังเกรดบี (Quota Quickies) The Claydon Treasure Mystery (1938) ผลงานเด่นๆ อาทิ The Way Ahead (1944), Johnny in the Clouds (1945), Odd Man Out (1947) ฯ
หนังมีทิศทางการดำเนินเรื่องที่อาจดูสะเปะสะปะ สลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละครไปมา แต่แกนหลักคือ Johnny McQueen สมาชิกองค์กร “the Organization” (หรือที่ใครๆรู้กันว่าคือ IRA) เริ่มต้นวางแผนโจรกรรม แล้วเกิดความผิดพลาดฆ่าคนตาย ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ก้าวย่างอย่างสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น หลบซ่อน/หลบหนี ล่องลอยไปตามท้องถนนยามค่ำคืน Belfast, Northern Ireland พบปะผู้คนหลากหลาย ก่อนสิ้นสุดลงด้วยความตาย
- การโจรกรรม
- สมาชิกองค์กรประชุมวางแผนงานครั้งสุดท้าย ก่อนเริ่มลงมือปฏิบัติการ
- Kathleen พยายามโน้มน้าว Johnny เพราะเห็นว่าเขาไม่พร้อมสักเท่าไหร่
- ทำการโจรกรรม
- แต่ระหว่างหลบหนี Johnny ต่อสู้กับพนักงานรักษาความปลอดภัย พลั้งพลาดยิงอีกฝ่ายเสียชีวิต ส่วนตนเองได้รับบาดเจ็บสาหัส
- Johnny โซซัดโซเซมายังที่หลบภัยทางอากาศ
- ตำรวจกระจายกำลังล้อมจับกุม
- สมาชิกคนอื่นๆหวนกลับมาบ้านของ Kathleen
- Johnny เห็นภาพหลอน ครุ่นคิดว่าตนเองยังถูกคุมขัง ก่อนตื่นมาพบเจอเด็กหญิงคนหนึ่ง
- สมาชิกองค์กรแยกย้ายกันออกติดตามหา Johnny โดยที่ Dennis แสร้งทำเป็นบาดเจ็บ หวังจะใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อตำรวจ
- ระหว่างหลบหนีตำรวจ Pat กับ Nolan ขอพึ่งใบบุญจาก Theresa O’Brien
- คู่รักหญิงสาวแอบมาพรอดรัก ก่อนพบเจอกับ Johnny ในที่หลบภัย
- Theresa O’Brien แอบโทรศัพท์หาตำรวจ ทรยศหักหลัง Pat & Nolan ถูกวิสามัญฆาตกรรม
- Dennis พบเจอกลุ่มเด็กๆข้างถนน สอบถามไถ่เด็กหญิงจนพบเจอ Johnny
- Dennis อาสาเป็นเหยื่อล่อตำรวจ เพื่อให้ Johnny สามารถหาหนทางหลบหนี
- Passion of Johnny
- Johnny ถูกรถเฉี่ยวชน มีอดีตพยาบาลสองคน Maureen & Maudie นำพาไปที่บ้าน ตั้งใจจะให้ความช่วยเหลือ แต่พอตระหนักว่าเขาคือฆาตกร จึงขับไล่ผลักไสส่ง
- เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาพบเจอ Kathleen พยายามโน้มน้าวให้เธอเปิดเผยที่ซ่อนของ Johnny
- Johnny ขึ้นไปบนรถม้าของ Gin Jimmy รอดพ้นด่านตรวจของตำรวจ แต่พอค้นพบว่าเขาคือใคร จึงนำมาทอดทิ้งไว้บริเวณสลัม
- Kathleen พยายามออกตามหา Johnny แต่ถูกตำรวจแอบติดตาม เลยแวะเวียนหาบาทหลวง Father Tom
- คนเลี้ยงนก Shell พยายามพูดคุยต่อรองบาทหลวง อยากได้รับค่าตัวสำหรับเปิดเผยที่ซ่อนของ Johnny
- Johnny ฟื้นตื่นขึ้นมา ระหกระเหินเข้าไปในบาร์ เจ้าของจึงทำการล็อกกลอนใส่ประตู
- Shell กลับมายังคฤหาสถ์ร้าง พบเจอจิตรกร Lukey และนักเรียนแพทย์ Tober
- Shell ไม่พบเจอ Johnny แต่สามารถติดตามมายังบาร์ข้างเคียง
- Luckey พอดิบพอดีแวะมาซื้อเหล้าที่บาร์ มีเรื่องชกต่อยกับ Shell จากนั้นนำพา Johnny กลับไปยังคฤหาสถ์ร้าง
- Johnny, King of the Jews
- Tober ทำการผ่าตัด ให้ความช่วยเหลือ Johnny ขณะที่ Luckey ทำการวาดภาพ
- เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปหาบาทหลวง Father Tom, ขณะเดียวกัน Kathleen ออกติดตามหา Johnny
- Johnny ฟื้นตื่นขึ้นมา พบเห็นภาพหลอน ตระหนักถึงคำสอน Father Tom แล้วได้รับสัมผัสของพระเจ้า (Divine Revelation)
- Shell นำพา Johnny ไปยังโบสถ์
- แต่ระหว่างทาง Johnny พบเจอกับ Kathleen พากันหลบหนี
- แต่ท้ายที่สุดตำรวจห้อมล้อม Johnny และ Kathleen เมื่อไม่สามารถหลบหนี เธอจึงเลือกที่จะ…
แม้เส้นเรื่องอาจดูสะเปะสะปะ กระโดดไปกระโดดมา แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการอธิบายเรื่องราวของบุคคลที่จะมีโอกาสได้พบเจอ Jesus Christ Johnny บางคนมาดี บางคนมาร้าย บางคนให้ความช่วยเหลือ บางคนผลักไสไล่ส่ง สำแดงธาตุแท้ตัวตนของมวลมนุษย์ เคลือบแฝงปรัชญา ศาสนา ความขัดแย้งทางศีลธรรม vs. สามัญสำนึกทางจิตวิญญาณ
เพลงประกอบโดย William Alwyn (1905-1985) คีตกวีสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Northampton วัยเด็กหลงใหลใน Flute และ Piccolo เข้าศึกษาต่อยัง Royal Academy of Music ณ กรุง London จากนั้นเป็น Flautist ให้กับ London Symphony Orchestra ขณะเดียวกันก็เป็นอาจารย์สอนทฤษฎีดนตรี แล้วมีโอกาสทำเพลงออร์เคสตรา Concerto, Piano Suite, Chamber Music, ละครเวที และประกอบภาพยนตร์ อาทิ The True Glory (1945), The October Man (1947), Odd Man Out (1947), The Fallen Idol (1948), The Crimson Pirate (1952), A Night to Remember (1958), The Running Man (1963) ฯ
งานเพลง Alwyn มักคลอประกอบด้วยไวโอลิน แล้วใช้เสียงเครื่องเป่าลมสลับกันเป็นท่วงทำนองหลัก มอบสัมผัสเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ร่างกายอ่อนเรี่ยวแรง ราวกับแสงเทียนริบหรี่ ชีวีใกล้ม้วยมรณา สร้างบรรยากาศแห่งความตาย ลมหายใจเฮือกสุดท้าย … การเลือกใช้เครื่องดนตรีประเภทเป่าลม สามารถสื่อถึงลมหายใจเข้าออกได้อย่างตรงไปตรงมา
Alwyn มีส่วนร่วมกับตั้งแต่กระบวนการเขียนบท จากนั้นประพันธ์เพลงประกอบแล้วนำมาใช้ระหว่างการถ่ายทำ เพื่อให้นักแสดง James Mason ก้าวย่างสอดคล้องตามจังหวะ ท่วงทำนองเพลง และหลายครั้งมีการใช้เสียงประกอบ (Sound Effect) ปืนลั่น สัญญาณเตือนภัย หวูดรถ-เรือ นาฬิกาบอกเวลา ฯ ช่วยขับเน้นสภาวะอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร
Odd Man Out (1947) นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มผู้แปลกแยก แกะดำในสังคม องค์กร ‘the Organization’ ที่ผู้ชมชาวอังกฤษ (และ Irish) น่าจะรับรู้จักดีว่าอ้างอิงถึงสมาชิกกองทัพสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Irish Republican Army หรือ IRA) ต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักร แต่พวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ตัวแทนชาวไอร์แลนด์ทั้งหมด ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ให้การยอมรับ เพราะชอบก่อความไม่สงบ สถานะไม่ต่างจากกลุ่มก่อการร้าย (Terrorist)
ค่อนข้างชัดเจนว่าผู้แต่ง F. L. Green เขียนนวนิยาย Odd Man Out ในเชิงอคติต่อต้าน (Anti-IRA) นำเสนอเรื่องราวการโจรกรรมที่ล้มเหลว แถมยังพลั้งพลาดฆ่าคนตาย ได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย+จิตใจ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ เกิดความขัดแย้งภายใน ไม่มีพลเมืองชาวไอร์แลนด์คนไหนอยากให้ความช่วยเหลือ ต่างขับไล่ ผลักไส ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวข้องแว้ง นอกเสียจากกลุ่มคนได้รับผลประโยชน์ ขอทานได้เงิน, จิตรกรวาดภาพ, นักเรียนแพทย์ได้แสดงฝีมือ, แฟนสาวเชื่อมั่นในรัก, บาทหลวงหวังจักไถ่โทษ ฯ
จริงอยู่ว่าการโจรกรรม ก่อการร้าย ฆ่าคนตาย ผิดทั้งกฎหมาย ขัดต่อสามัญสำนึกศีลธรรม และหลักปฏิบัติของทุกศาสนา แต่ถ้าเราพบเจอคนได้รับบาดเจ็บ สภาพปางตายต่อหน้า การขับไล่ ผลักไสส่ง มันดูใจจืดใจดำ ไร้คุณธรรม เห็นแก่ตัวเกินไปไหม? … การขับไล่ ผลักไส ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ เราสามารถมองในแง่มุมของการ(ไม่)ทำแล้วได้รับผลประโยชน์ ต่างอะไรจากขอทานได้เงิน, จิตรกรวาดภาพ ฯ
นี่คือคำถามปรัชญาที่ถกเถียงกันไปก็ไม่มีวันจบสิ้น เพราะมันไม่มีฟากฝั่งไหนถูก-ผิด ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของตนเอง จะให้ความช่วยเหลือ หรือผลักไสไล่ส่ง แต่มันคือภาพสะท้อนสังคม Belfast, Northern Ireland ดินแดนแห่งความขัดแย้ง เต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรง และประชาชนสนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน
ผกก. Reed ไม่ได้สนใจการเมือง เรื่องความขัดแย้งของ IRA (เลยเลี่ยงมาใช้ชื่อองค์กร the Organization) หรือนำเสนอฟากฝั่งไหนถูก-ผิด แต่คือมุมมองของ Johnny McQueen ผู้พลั้งพลาดฆ่าคนตาย ได้รับบาดเจ็บสาหัส (ร่างกาย) ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่ (จิตใจ) บังเกิดความขัดแย้งภายใน ก้าวย่างอย่างสะลึมสะลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น พยายามมองหาหนทางหลบหนี หรืออาจจะตีความถึงการไถ่โทษ ไถ่บาป (Redemption)
การผจญภัยในช่วงเวลาสุดท้ายชีวิตของ Johnny McQueen มักได้รับการเปรียบเทียบถึง Passion of the Christ (นึกถึงภาพยนตร์ของ Mel Gibson นำเสนอวาระสุดท้ายของ Jesus Christ ก่อนถูกตรึงกางเขน) ทั้งสองต่างคือแกะดำ (Odd Man Out) ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม (ยกเว้นเพียงสาวก/สมาชิกองค์กรเดียวกัน) ต้องอดรนทนความเจ็บปวด (กระสุนปืน = Spear of Longinus) เผชิญหน้าสิ่งเย้ายวน (Temptation of Christ) ก่อนตระหนักถึงการมีตัวตน/ไร้ตัวตน ค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต
การกระทำตอนจบของ Kathleen มันแล้วแต่ว่าผู้ชมจะตีความว่าเธอยิงตัวตายพร้อม Johnny หรือล่อหลอกให้ตำรวจกระทำวิสามัญฆาตกรรม แต่สามารถสื่อถึงการเสียสละเพื่อความรัก (Sacrificial Love) หรือจะตีความอุทิศตนให้กับ Jesus Christ … ด้วยเหตุนี้จึงมักมีการเปรียบเทียบ Kathleen = Virgin Mary คือผู้มีร่างกาย-จิตวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนกัน?
หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นหลังสงคราม (Post-War) เนื้อหาไม่ได้เกี่ยวอะไร(กับสงคราม)เลย แต่สามารถสะท้อนบรรยากาศ/สถานการณ์โลกยุคสมัยนั้น กำลังก้าวเข้าสู่ปัจเจกนิยม (Individualism) ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดระแวง เห็นแก่ตัว สนเพียงผลประโยชน์ส่วนตน และอารัมบทก่อนกาลมาถึงของสงครามเย็น (Cold War)
หนังใช้ทุนสร้างประมาณ $1 ล้านเหรียญ มีรายงานรายรับในสหรัฐอเมริกา $1.25 ล้านเหรียญ โดยในยุโรประบุเพียงว่า “Box-Office Hit” ก็น่าจะทำกำไรได้อยู่กระมัง!
ด้วยเสียงตอบรับดียอดเยี่ยม ทำให้หนังคว้ารางวัล BAFTA Award: Best British Film 1947 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก! และยังได้เข้าชิง Oscar: Best Film Editing พ่ายให้กับ Body and Soul (1947)
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ จากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับ เก็บอยู่ในคลังของ BFI National Archive คุณภาพ High-Definition เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2015 สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel
ส่วนตัวมีความหลงใหลภาพยนตร์แนว ‘ก้าวย่างสู่หายนะ’ เพราะทุกย่างก้าวมันจะมีลูกเล่นภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจ ผู้สร้างทำการคัดเลือกสถานที่ กำหนดทิศทางมุมกล้อง องค์ประกอบฉาก (Mise-en-scène) เคลือบแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง ซึ่งสำหรับ Odd Man Out (1947) คือปรัชญา ศาสนา ตั้งคำถามศีลธรรมได้อย่างทรงคุณค่า งดงามวิจิตรศิลป์ เกือบถึงระดับมาสเตอร์พีซ … เอาจริงๆถ้าไม่มี The Third Man (1949) ผมครุ่นคิดว่า Odd Man Out (1947) สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ได้สบายๆ
จัดเรต 15+ กับความสิ้นหวังหลังฆ่าคนตาย
Leave a Reply