
White Heat (1949)
: Raoul Walsh ♥♥♥♥
White Heat มีอยู่สองความหมาย อุณหภูมิร้อนมากๆจนแผ่แสงสีขาวออกมา, หรือการแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง ซึ่งสามารถสื่อถึงพฤติกรรมตัวละครของ James Cagney อาชญากรโรคจิต (Psychopath) ผู้มีความอำมหิต ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากมารดา
James Cagney เคยประกาศกร้าวหลังจาก The Roaring Twenties (1939) จะไม่ขอเล่นหนังอาชญากรรม “Movies should be entertaining, not blood baths.” แต่จนแล้วจนไม่รอด หลังหมดสัญญา Warner Bros. แยกตัวออกมาก่อตั้งสตูดิโอโปรดักชั่นของตนเอง Cagney Productions สร้างหนังสี่เรื่องเจ๊งระนาว จึงจำต้องซมซานกลับมา กลืนน้ำลายตนเองกับ White Heat (1949)
หลายวันก่อนเพิ่งเขียนถึง The Big Heat (1953) มาวันนี้ White Heat (1949) แล้วมันยังมี Heat (1995) อะไรหนักหนากับความลุ่มร้อน (Heat) ศัพท์แสลงในแวดวงตำรวจ มักสื่อถึงการไล่ล่าคนร้าย เพิ่งก่ออาชญากรรมมาสดๆร้อนๆ กำลังหลบหนี จึงต้องเร่งรีบติดตามมารับโทษทัณฑ์
White Heat (1949) เป็นภาพยนตร์ที่อยู่ในความสนใจของผมมานาน พบเห็นติดอันดับนิตยสาร TIME: All-TIME 100 Movies (2005) [ไม่มีอันดับ] และในชาร์ท AFI’s 10 Top 10 หมวดหมู่ Gangster Film ติดอันดับ #4 เป็นรองเพียง The Godfather 1 & 2 และ Goodfellas นั่นแปลว่าหนังต้องมีความยอดเยี่ยมบางอย่าง
ถ้าคุณไล่เรียงรับชมหนังอาชญากรรมของ Cagney มาตั้งแต่เรื่องแรกๆ The Public Enemy (1931) จนถึง The Roaring Twenties (1939) น่าจะรู้สึกมักคุ้นกับพล็อตเรื่อง รายละเอียดหลายๆอย่างของ White Heat (1949) บางคนอาจมองว่าเป็นการรีไซเคิล แต่ผมมองว่าคือการประมวลผล บทสรุป จุดสูงสุด “Made it, Ma! Top of the World!”
เกร็ด: “Made it, Ma! Top of the World!” ได้รับการโหวต AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #18

ความล้มเหลวในสตูดิโปรดักชั่น Cagney Productions โดยเฉพาะ The Time of Your Life (1948) ทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ ทำเงินได้เพียง $1.5 ล้านเหรียญ เรียกว่าขาดทุนย่อยยับเยิน เป็นเหตุให้ James Cagney จำใจต้องหวนกลับหา Warner Bros. เซ็นสัญญาสร้างหนังปีละเรื่องภายใต้งบประมาณ $250,000 เหรียญ
จริงๆแล้ว WB ไม่ได้กำหนดว่า Cagney ต้องเล่นหนังอาชญากรรม (สตูดิโอเล็งจะให้เล่นหนังเพลงเสียด้วยซ้ำ) แต่เป็นเจ้าตัวที่มองว่าพลังดาราของตนเองเสื่อมถดถอย จึงตัดสินใจเลือก White Heat จากบทดั้งเดิม (Story By) Virginia Kellogg ซื้อมาในราคา $2,000 เหรียญ ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Ivan Goff & Ben Roberts และวางตัวผู้กำกับ Raoul Walsh เคยร่วมงาน The Roaring Twenties (1939)
Raoul Walsh ชื่อเกิด Albert Edward Walsh (1887-1980) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวผู้อพยพชาว Irish, หลังเรียนจบจาก Seton Hall College เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละครเวที ติดตามมาด้วยผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith, รับบท John Wilkes Booth โคตรหนังเงียบ The Birth of a Nation (1915), จากนั้นผันตัวมาเบื้องหลังกำกับหนังเงียบ The Thief of Bagdad (1924), What Price Glory? (1926), Sadie Thompson (1928), ก้าวสู่หนังพูดกับ The Big Trail (1930), The Roaring Twenties (1939), High Sierra (1941), White Heat (1949) ฯ
เรื่องราวดั้งเดิม White Heat ได้แรงบันดาลใจจากอาชญากร Ma Barker ชื่อจริง Arizona Donnie Clark (1873-1935) เธอคือโจรปล้นธนาคาร เลี้ยงดูบุตรชายสี่คนให้เติบโตขึ้นเป็นอาชญากร แต่พอ Cagney เข้ามามีส่วนร่วมกับโปรเจค จำต้องปรับเปลี่ยนให้เขากลายเป็นจุดศูนย์กลางหนัง, Ma Barker เลยกลายเป็น Ma Jarrett และเหลือแค่เลี้ยงดูบุตรชายสองคน
Goff & Roberts ใช้เวลาพัฒนาบทร่างแรกนานถึงหกเดือน! เสียเวลาไปกับการลงรายละเอียด “They would plot in complete detail before even beginning to write, then write their dialogue together, line by line.” สร้างความวิตกกังวลให้ผกก. Walsh อยากถอนตัวจากโปรเจค แต่ถูกโน้มน้าวโดยโปรดิวเซอร์ William Cagney (น้องชายของ Jimmy) บอกจะมอบอิสระในการปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดระหว่างการถ่ายทำ
เรื่องราวของ Arthur ‘Cody’ Jarrett (รับบทโดย James Cagney) หัวหน้ากลุ่มอาชญากร Jarrett Gang ลงมือปล้นขบวนรถไฟ (Mail Train) ณ Sierra Nevada ทั้งยังเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่สี่ศพ จึงถูกทางการไล่ล่าติดตามตัว จำต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน เขาเลยวางแผนสวมรอย รับสารภาพว่าทำการปล้นรถไฟอีกแห่งหน ณ Springfield, Illinois ซึ่งมีโทษน้อยกว่า จำคุกไม่เกินสามปี
ด้วยเหตุนี้ทางการจึงส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ Hank Fallon (รับบทโดย Edmond O’Brien) ปลอมตัวเป็นไส้ศึก Vic Pardo เพื่อนร่วมห้องขัง Cody ทำการตีสนิท ล้วงข้อมูลจากวงใน ติดตามหลบหนีออกจากเรือนจำ และร่วมการปล้นครั้งใหม่ ณ โรงกลั่นน้ำมัน Long Beach, California
James Francis ‘Jimmy’ Cagney Jr. (1899-1986) นักเต้น นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องเจ็ดคน, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Columbia College สาขาวิจิตรศิลป์ ช่วงแรกๆทำงานออกแบบ, คัทลอกหนังสือ, บรรณาธิการห้องสมุด, ตกดึกพนักงานเปิดประตู, ชกมวยสมัครเล่น, กระทั่งมีโอกาสพบเจอ Florence James ชักชวนสู่อาชีพการแสดง เริ่มจากเต้น Tab Dance, ออกทัวร์ vaudeville, ละครเวที Broadways, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด The Doorway to Hell (1930), The Public Enemy (1931), Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939), City for Conquest (1940), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, White Heat (1949) ฯ
เกร็ด: James Cagney ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #8
รับบท Arthur ‘Cody’ Jarrett อาชญากรโรคจิต (Psychopath) ผู้มีความอำมหิต เหี้ยมโหด เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ พร้อมระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มบ้าคลั่ง ใครดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ ไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ แต่ไม่เคยไว้เนื้อเชื่อใจใครนอกจากมารดา (Mother Complex) แสร้งว่ามีอาการปวดหัว หน้ามืดวิงเวียน เพียงต้องการเรียกร้องความสนใจ หาได้เกิดจากความผิดปกติทางร่างกายใดๆ
ในบทดัดแปลงของ Goff & Roberts ตัวละคร Cody ก็แค่อาชญากรทั่วๆไป แต่ทว่า Cagney ต้องการทำอะไรบางอย่างให้แตกต่างจากคาแรคเตอร์ ‘tough guy’ เลยประดิษฐ์ประดอยอาการป่วยจิต (Psychopath) เพิ่มความรุนแรง ถีบแฟนสาวตกเก้าอี้ สีหน้าจริงจัง แสดงออกอย่างคลุ้มคลั่ง และด้านอ่อนไหวโดยเฉพาะตอนสูญเสียมารดา ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน คร่ำครวญ … ซีเควนซ์นั้นไม่มีใครรับรู้ว่า Cagney จะแสดงออกมายังไง ระหว่างกำลังเงียบงัน ทุกคนต่างตกตะลึงต่อเสียงร้องดังกล่าว
เกร็ด: Cagney ได้แรงบันดาลใจพฤติกรรมป่วยจิตจากบิดาของตนเอง เป็นคนติดเหล้า ชอบใช้ความรุนแรง (Alcoholic Rages) ถึงขนาดต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช
การแสดงของ Cagney ในภาพยนตร์ White Heat (1949) อาจดูมีความซับซ้อน ท้าทาย หนึ่งในบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพการแสดง (แต่ผมชอบความคลุมเคลือของ Angels with Dirty Faces (1938) มีความน่าจดจำกว่า!) ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวมองว่า “just another murderous thug” ไม่ได้อินกับหนังอาชญากรรมสักเท่าไหร่
William Joseph Patrick O’Brien (1899-1983) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Milwaukee, Wisconsin ในครอบครัวเชื้อสาย Irish ตอนยังเด็กเคยเป็น Altar Boy ให้กับ Gesu Church, โตขึ้นเข้าเรียน Marquette Academy รุ่นเดียวกับ Spencer Tracy กลายเป็นเพื่อนสนิทสนม ต่างอาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ไม่ได้เคยออกทะเลเพราะสงครามสิ้นสุดลงเสียก่อน, กลับมาเรียนต่อ Marquette University ก่อนหันเหความสนใจสู่การแสดง เดินทางสู่ New York เข้าเรียน American Academy of Dramatic Arts (AADA) จากนั้นมีผลงานละคอนเวที Broadway, เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ The Front Page (1931), Angels with Dirty Faces (1938), Sergeant York (1941), Some Like It Hot (1959) ฯ
รับบทเจ้าหน้าที่ตำรวจ Hank Fallon ได้รับมอบหมายปลอมตัวเป็นสายลับ Vic Pardo ร่วมห้องขัง Cody พยายามเข้าหา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตอีกฝ่ายไว้ เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ กลายเป็นตัวตายตัวแทนมารดา ร่วมกันหลบหนีออกจากเรือนจำ วางแผนโจรกรรมครั้งใหม่ แม้มีหลายครั้งเกือบถูกจับได้ กลับสามารถเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด
ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ O’Brien เล่นบทตรงกันข้าม/ศัตรูคู่ปรับ Cagney ดั้งเดิมนั้นทั้งสองจะได้ขึ้น Top Billing เคียงข้างกัน แต่ทว่าสตูดิโอกลัวผู้ชมจะเกิดความเข้าใจผิด ครุ่นคิดว่านำหนังเก่าๆที่พวกเขาเล่นคู่กันมาฉายใหม่ (นั่นเพราะ Cagney ไม่ได้เล่นหนัง Warner Bros. ประกบ O’Brien มาหลายปี) ชื่อของ Cagney เลยทำออกมาให้มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติ
แต่ก็เฉกเช่นเดียวกับ Angels with Dirty Faces (1938) รัศมีดาราของ O’Brien ไม่สามารถเทียบเคียง Cagney พ่อคนดีจะโดดเด่นกว่าตัวร้ายได้อย่างไร? ถึงอย่างนั้น Hank Fallon/Vic Pardo คือตัวละครที่ผู้ชมส่วนใหญ่ส่งกำลังใจ ลุ้นให้เอาตัวรอดระหว่างเป็นไส้ศึก Trojan Horse … แต่หลายคนน่าจะรู้สึกว่า O’Brien มีภาพลักษณ์นักบุญ พ่อคนดี พอต้องเล่นเป็นไส้ศึก แสร้งว่ากระทำสิ่งชั่วร้าย มันเลยดูไม่ค่อยแนบเนียนสักเท่าไหร่ ถ้าไม่เพราะ Cody เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ตัวตายตัวแทนมารดา ย่อมต้องตระหนักถึงสารพัดเหตุการณ์ลับๆล่อๆ เอาตัวรอดจากการถูกเปิดโปงนานขนาดนั้นได้อย่างไรกัน?
ถ่ายภาพโดย Sidney Barnett Hickox (1895-1982) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City เข้าสู่วงการจากเป็นผู้ช่วยตากล้อง Biograph Studios ไม่นานนักก็ได้รับเครดิตถ่ายภาพ Gloria’s Romance (1916), อาสาสมัครทหารระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำงานเป็นช่างภาพให้ US Naval Air Service, พอปลดประจำการมุ่งสู่ Hollywood เข้าร่วม First National Pictures ก่อนถูกควบรวม Warner Bros. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 ผลงานเด่นๆ อาทิ Gentleman Jim (1942), To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946), Dark Passage (1947), White Heat (1949) ฯ
งานภาพอาจไม่ได้มีลูกเล่นภาพยนตร์มากนัก โดดเด่นกับการจัดแสง Low Key (แสงสว่างน้อยๆ ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยความมืด) คละคลุ้งกลิ่นอายหนังนัวร์ แต่สิ่งหนึ่งที่ White Heat (1949) แตกต่างจากหนังอาชญากรรมยุคก่อน คือไม่จำกัดตัวเองอยู่ภายในสตูดิโอ (แต่ก็ยังมีหลายฉากภายในถ่ายทำใน Warner Brothers Burbank Studios)
หลายๆฉากออกเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่จริง อาทิ โจรกรรมขบวนรถไฟ Southern Pacific Railroad แล่นผ่านอุโมงค์ Santa Susana Tunnel (Chatsworth), Milbank Hotel ถ่ายทำในย่าน Van Nuys, โรงหนังไดร์ฟอิน San Val Drive-In Theatre (Burbank) [ปิดกิจการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975], ฉากภายนอกเรือนจำ Joliet Prison (Illinois),โรงกลั่นน้ำมัน Shell Oil และ Torrance Refining Company ณ Torrance (ตอนใต้ของ Los Angeles) ฯ
เกร็ด: หนังใช้เวลาถ่ายทำประมาณ 6 สัปดาห์ ระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน ค.ศ. 1949
ผมจับจ้องป้าย Marquee หน้าโรงหนัง San Val Drive-In Theatre พบเห็นสองชื่อ South of St. Louis (1949) นำแสดงโดย Joel McCrea & Alexis Smith และ Siren of Atlantis (1949) นำแสดงโดย Maria Montez & Jean-Pierre Aumont & Dennis O’Keefe
แต่ทว่าหนังเรื่องที่ Ma Jarrett กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ Task Force (1949) นำแสดงโดย Gary Cooper & Jane Wyatt ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังฉายอยู่จริงๆ มีระเบิดตูมตาม สอดคล้องกับหายนะตอนจบของหนัง


นี่เป็นซีเควนซ์สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ความยาวแค่สามนาที แต่ต้องใช้ตัวประกอบมากถึง 600 คน! ผู้บริหาร Jack Warner พยายามต่อรองให้ตัดฉากนี้ทิ้ง “cost of a single scene with 600 extras and only one line of dialogue would be exorbitant.” แต่หลังจากช่วยกันระดมสมอง ก็พบว่าไม่มีสถานที่อื่นใดหลังจาก Cody รับรู้ความตายมารดา แล้วสามารถถูกล้อมจับกุม และอีกเป้าหมายหนึ่งคือต้องการสร้างเสียงน่ารำคาญ มีด-ช้อน-ส้อม ผู้คนซุบซิบนินทา แล้ว(Cody รับรู้ความตายมารดา)ทุกสิ่งอย่างพลันเงียบสงัด ก่อนส่งเสียงกรีดร้องคลุ้มคลั่งอย่างไม่มีใครคาดคิดถึง … ซีเควนซ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า ‘The Telephone Game’ เพราะนักโทษมีกระซิบกระซาบต่อกันเป็นทอดๆ
แซว: Jack Warner บอกให้ถ่ายทำซีเควนซ์นี้ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ก่อนถึงเวลาพักเที่ยง เพื่อจะได้จ่ายค่าแรงครึ่งเดียว และไม่ต้องเลี้ยงอาหารกลางวัน ประหยัดงบประมาณลงได้ครึ่งหนึ่ง!

หลายวันก่อนผมเพิ่งเขียนถึง Kiss Me Deadly (1955) ไม่คาดฝันว่าขโมยแรงบันดาลใจจาก White Heat (1949) แทนที่ Cody จะยินยอมมอบตัว เขาเลือกปีนป่ายขึ้นเบื้องบนถังเก็บน้ำมัน ตะโกนร้องลั่น “Made it, Ma! Top of the World!” จากนั้นเกิดการระเบิดที่ดูเหมือนดอกเห็บปรมาณู เพื่อสะท้อนถึงการใช้ระเบิดนิวเคลียร์จักทำให้กลายเป็นหมาอำนาจ จ้าวโลก “Top of the World” … นี่คือการเสียดสีประชดประชัน มีแต่ประเทศ/คนป่วยจิตเภทอย่าง Cody ที่ครุ่นคิดเช่นนั้น เพราะมันจะทำให้โลกมอดไหม้วอดวาย และถึงกาลอวสาร The End!
แซว: White Heat หรือ White Hot คือความร้อนจัด (เกินกว่า 1300 องศาเซลเซียส) จากเปลวไฟสีแดงส้มจักค่อยๆแปรเปลี่ยนสู่แสงสีขาว แต่เพราะนี่คือหนังขาว-ดำ ภาพเปลวไฟไม่ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่ มันจึงเห็นแสงสีขาวอย่างชัดเจน!

ตัดต่อโดย Owen Marks (1899-1960) สัญชาติอังกฤษ, ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์เคยเป็นนักมวยล่าเงินรางวัล (Prizefighter) ก่อนเข้าทำงานแผนกตัดต่อสตูดิโอ Warner Bros. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 มีผลงานเด่นๆ อาทิ Angels with Dirty Faces (1938), Casablanca (1942), Arsenic and Old Lace (1944), Janie (1944), The Treasure of the Sierra Madre (1948), White Heat (1949), East of Eden (1955) ฯ
แม้ส่วนใหญ่ของหนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมอง Arthur ‘Cody’ Jarrett ระหว่างลงมือโจรกรรม กบดาน หลบหนี ติดคุก แหกคุก ชีวิตเวียนวนอยู่กับการก่ออาชญากรรม, แต่หลายๆครั้งมักตัดสลับกับมุมมองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยายามไล่ล่าติดตามตัว แล้วส่งสายลับ Hank Fallon ปลอมตัวเป็น Vic Pardo เข้าไปเป็นไส้ศึกระหว่างอาศัยอยู่ในเรือนจำ
- ปล้นขบวนรถไฟ
- Cody และผองเพื่อน Jarrett Gang ลงมือโจรกรรมขบวนรถไฟที่ Sierra Nevada
- Cody กบดานอยู่บนเขา รอคอยสภาพอากาศเป็นใจถึงเริ่มออกเดินทางหลบหนี
- Cody หลบซ่อนตัวอยู่ Milbanke Motels, Los Angeles
- มารดา Ma Jarrett ระหว่างช็อปปิ้ง ถูกไล่ล่าติดตาม
- Cody ขับรถหลบหนีการจับกุม ก่อนมาซ่อนตัวในโรงหนัง Drive-In
- Ma Jarrett และ Verna ตัดสินใจเข้ามอบตัว แต่ไม่มีหลักฐานใดๆมัดตัว
- Cody ในเรือนจำ
- Cody สารภาพว่าทำการปล้นรถไฟที่ Springfield ไม่ใช่ที่ Sierra Nevada เพื่อรับโทษทัณฑ์น้อยลง
- ตำรวจส่งสายลับ Hank Fallon ปลอมตัวเป็น Vic Pardo เข้าไปเป็นไส้ศึกระหว่างอาศัยอยู่ในเรือนจำ
- Hank พยายามเข้าหา Cody แต่อีกฝ่ายไม่ชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่
- สมาชิกแก๊งค์ Jarrett Gang แบ่งเงิน แยกย้ายกันหลบหนี Ma Jarrett สังเกตเห็นพฤติกรรมลับๆล่อๆของ Verna
- Cody เกือบถูกลอบสังหาร โชคดีว่า Vic ช่วยเหลือได้ทัน
- Cody พบเจอกับมารดา รับรู้การทรยศหักหลัง
- ตำรวจเตรียมความพร้อมไล่ล่าจับกุม Cody เมื่อหลบหนีออกจากเรือนจำ
- Cody พอรับรู้ข่าวการเสียชีวิตมารดา แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรง
- Cody เข้ารักษาตัวในห้องพยาบาล แสร้งเป็นบ้า กำลังจะถูกส่งตัวเข้ารักษาโรงพยาบาลจิตเวช
- แต่เขาใช้โอกาสนั้นในการหลบหนีออกจากเรือนจำ โดยนำพา Vic ออกไปด้วย
- โรงกลั่นน้ำมัน
- พอกลับออกมา Cody ล้างแค้นคนทรยศ นำพาแฟนสาว Verna กลับมาครอบครอง
- Cody วางแผนการโจรกรรมครั้งใหม่ ดัดแปลงรถขนส่งน้ำมันให้สามารถบรรทุกผู้โดยสาร
- ระหว่างทางไปยังโรงกลั่นน้ำมัน Vic แอบส่งข้อมูลให้ตำรวจ
- ตำรวจไล่ล่าติดตามไปถึงโรงกลั่นน้ำมัน ล้อมสถานที่ไร้หนทางออก
- Cody ค้นพบว่า Vic คือสายตำรวจ เกิดการต่อสู้ ยิงปะทะ
- Cody ปฏิเสธเข้ามอบตัว เลือกที่จะระเบิดถังเก็บน้ำมัน
ลีลาการตัดต่อมีความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว เต็มไปด้วยลูกเล่นที่น่าหลงใหล อย่างฉากขับรถไล่ล่า มันอาจเทียบไม่ได้กับหนังสมัยใหม่ แต่ยุคสมัยนั้นถือว่ามีความตื่นเต้น ลุ้นระทึก (ผมเห็นอิทธิพลต่อหนังหลายๆเรื่องของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่มีฉากไล่ล่าอย่าง Le petit soldat (1963) และ Bande à part (1964)) แต่ไฮไลท์ขอยกให้ไคลน์แม็กซ์ ทั้งการยิงตอบโต้และวิ่งหลบหนี เลือกสถานที่ ทิศทางมุมกล้อง กลายเป็นต้นแบบหนังอาชญากรรมยุคสมัยใหม่
เพลงประกอบโดย Max Steiner (1888-1971) นักแต่งเพลงสัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เป็นเด็กอัจฉริยะ แต่งเพลง เล่นเปียโนได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ แล้วเข้าศึกษา Imperial Academy of Music เป็นลูกศิษย์ของ Robert Fuchs และ Gustav Mahler, จากนั้นเดินทางสู่อังกฤษ ทำงานวาทยากร เรียบเรียง/แต่งเพลงประกอบละครเวที West End กระทั่งการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อพยพสู่สหรัฐอเมริกาทำงาน Broadway, และการมาถึงของหนังพูด (Talkie) มุ่งสู่ Hollywood กลายเป็น ‘Father of Film Music’ ผลงานเด่นๆ อาทิ King Kong (1933), Little Women (1933), The Informer (1935), Jezebel (1938), Gone with the Wind (1939), Casablanca (1942), White Heat (1949), The Searchers (1956), A Summer Place (1959) ฯ
งานเพลงของ Steiner วิวัฒนาการมาถึงจุดที่ไม่ใช่แค่สร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก คลอประกอบฉากแอ็คชั่นของหนังเพียงเท่านั้น! ผมสังเกตว่ามีการผสมเสียงธรรมชาติ (Sound Effect) หรือองค์ประกอบสำคัญๆของซีเควนซ์นั้นๆคลุกเคล้าเข้าไปด้วย ยกตัวอย่าง ฉากโจรกรรมรถไฟ พยายามรังสรรค์บทเพลงให้สอดคล้องเข้ากับจังหวะปู้น-ปู้น กระฉึก-กระฉัก ฯ
ฉากการไล่ล่า/ขับรถหนีตำรวจ มันอาจเป็นวิธีการสุดคลาสสิกในการไต่ไล่ระดับตัวโน๊ต (Crescendo) เพื่อสร้างความตื่นเต้น ลุ้นระทึก แต่ผมชื่นชอบขณะไล่โน๊ตขาลงที่มีการบดขยี้รัวๆ มันช่างสอดคล้องกับภาพล้อหมุน รถแล่นด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังผสมเสียงเบรก ล้อหักเลี้ยว คลุกเคล้าเข้ากับเสียงไซเรน … ยกระดับความรุกเร้าใจของซีเควนซ์นี้ขึ้นอีกหลายเท่าตัว
มองผิวเผิน White Heat (1949) คือหนังแนวโจรกรรม (Heist Film) ประเภทหักเหลี่ยมเฉือนคม อาชญากรรับสารภาพผิดอีกคดีเพื่อลดโทษทัณฑ์ ตำรวจเลยส่งสายลับปลอมตัวเข้าไปเป็นไส้ศึก ก่อนสามารถติดตามพบเจอด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่มีผู้ร้ายคนไหนเอาตัวรอดพ้นผิด
โดยชื่อหนัง White Heat สามารถสื่อได้ทั้งการไล่ล่าจับกุมผู้ร้ายที่มีความยุ่งยากซับซ้อน เพราะความเฉลียวฉลาดของอาชญากร ทำให้ต้องครุ่นคิดแผนการอันลึกล้ำ ส่งเจ้าหน้าที่ปลอมตัวเข้าไปเป็นไส้ศึก แบบเดียวกับกลอุบาย Trojan Horse สำหรับยึดกรุง Troy ในมหากาพย์ Iliad
นอกจากนี้ยังสามารถสื่อถึงพฤติกรรมความรุนแรง เสียสติแตกของ Arthur ‘Cody’ Jarrett เกินกว่าคนธรรมดาสามัญ ปฏิเสธยินยอมรับความพ่ายแพ้ เลยตัดสินใจระเบิดถังเก็บน้ำมัน มอดไหม้ในกองเพลง แต่ยังครุ่นคิดว่าตนเองอยู่ Top of the world!
ด้วยความที่หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองอาชญากร อาจทำให้ผู้ชมหลายคน (ผมก็คนหนึ่ง) เชียร์ฟากฝั่งผู้ร้ายมากกว่าตำรวจ! เกิดความสงสารเห็นใจเมื่อมารดา(ของ Cody)ถูกฆาตกรรม และเต็มไปด้วยอคติต่อสายลับ/ไส้ศึก … นี่ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ เพราะเกิดจากวิธีการนำเสนอของผู้สร้าง ทำให้สามารถมองหนังไปในทิศทางนั้นได้
หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) อารัมบทก่อนกาลมาถึงของสงครามเย็น (Cold War) จึงสะท้อนบรรยากาศยุคสมัยแห่งความหวาดระแวง วิกลจริต คนใกล้ตัวอาจเป็นสายลับ ทรยศหักหลังประเทศชาติ (= ภรรยาคบชู้นอกใจ) และโดยเฉพาะความกลัวต่อระเบิดนิวเคลียร์ (= ระเบิดถังเก็บน้ำมัน)
Singin’ in the Rain (1952) มักถูกมองว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำการประมวลผลหนังแนว Classical Musical ตั้งแต่เริ่มต้นยุคหนังพูด (Talkie) มาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง, ฉันท์ใดฉันท์นั้น White Heat (1949) ก็อาจเรียกบทสรุปหนังแนวอาชญากรรม (Classical Crime/Gangster) ของค่าย Warner Bros. และนักแสดง James Cagney ได้เฉกเช่นเดียวกัน
ด้วยทุนสร้างประมาณ $1-1.3 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกา $2.189 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $3.483 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ดียอดเยี่ยม แต่ได้เข้าชิงเพียง Oscar: Best Writing, Motion Picture Story พ่ายให้กับ The Stratton Story (1949)
ปัจจุบันแม้ยังไม่มีข่าวคราวการบูรณะ แต่หนังในสังกัด Warner Bros. ได้รับการเก็บรักษาฟีล์มต้นฉบับไว้เป็นอย่างดี เพียงนำมาสแกนใหม่ จัดจำหน่าย Blu-Ray เมื่อปี ค.ศ. 2013 หรือใครสนใจบ็อกเซ็ต Ultimate Gangsters Collection: Classics ประกอบด้วย Little Caesar (1931), The Public Enemy (1931), The Petrified Forest (1936) และ White Heat (1949)
เรื่องราวของ White Heat (1949) อาจไม่ได้มีความแปลกใหม่ แต่อัดแน่นด้วยสารพัดสิ่งที่เป็นไฮไลท์ การแสดงสุดอำมหิต ภาพถ่ายนัวร์ๆ ตัดต่อรวดเร็วฉับไว เพลงประกอบตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งรู้ว่าตัวละครของ Cagney คืออาชญากรโฉดชั่วร้าย แต่ผมกลับส่งกำลังใจเชียร์ให้เอาตัวรอด เต็มไปด้วยอคติต่อ Trojan Horse และฉากสุดท้าย “Made it, Ma! Top of the World!” พร้อมระเบิดระบายอารมณ์คลุ้มคลั่งทรวงใน
จัดเรต 18+ กับความรุนแรง ปล้น-ฆ่า นักโทษหลบหนี อาชญากรโรคจิต
Leave a Reply