The Roaring Twenties (1939)

The Roaring Twenties (1939)

The Roaring Twenties (1939) hollywood : Raoul Walsh ♥♥♥♥

The Roaring Twenties คือคำนิยามทศวรรษ 1920s เมื่อสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายห้ามขายสุรา (Prohibition Era) แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เกิดการลักลอบผลิต-ขนส่ง-จัดจำหน่ายเหล้าเถื่อน จนกลายเป็นยุคสมัยอาชญากรครองเมือง!

The Roaring Twenties (1939) เป็นภาพยนตร์ที่อาจเรียกได้ว่า ‘Social History’ นำแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง บันทึกประวัติศาสตร์ ทำออกมาในลักษณะรายงานข่าว (Newsreel) หรือกึ่งสารคดี (Semi-Documentary) เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูลสำหรับคนรุ่นหลังมีโอกาสชื่นเชยชม

แต่ในมุมของผู้สร้าง The Roaring Twenties (1939) คือการหวนระลึกความหลังถึงทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์ และตกต่ำที่สุดของสหรัฐอเมริกา! กฎหมายห้ามค้าสุราอาจฟังดูเป็นอุดมการณ์สูงส่ง แต่ทว่าประชาชนกลับไม่มีใครเอาด้วย เพราะขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพิ่งสิ้นสุดลงไม่นาน การมาถึงของยุคสมัย Great Depression สภาพเศรษฐกิจกำลังซบเซา ฟองสบู่ใกล้แตก ใครต่อใครต่างต้องการหลบหนี (Escapist) จากความทุกข์ยากลำบากในชีวิต เป็นเหตุให้มีการลักลอบผลิต-ขนส่ง-จัดจำหน่ายเหล้าเถื่อน จากคนกลุ่มเล็กๆขยับขยายกลายเป็นแก๊งค์อาชญากร มาเฟียครองเมือง

ผมมีความเพลิดเพลินกับ The Roaring Twenties (1939) มีลีลาการเล่าเรื่องที่สนุก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่าง ‘time skip’ เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ โดยผู้ช่วยตัดต่อ Don Siegel (ว่าที่ผู้กำกับดังอย่าง Dirty Harry (1971) และ Escape from Alcatraz (1979)) รวมถึงเพลงประกอบเพราะๆจากยุคสมัยนั้น และนักแสดงนำ James Cagney ปิดท้ายการเล่นหนังอาชญากรรมกับ Warner Bros. ได้อย่างประทับใจ ต้องรอคอยอีกทศวรรษ White Heat (1949) ถึงเวียนวนกลับมาเล่นหนังแนวนี้อีกครั้ง


Raoul Walsh ชื่อเกิด Albert Edward Walsh (1887-1980) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวผู้อพยพชาว Irish, หลังเรียนจบจาก Seton Hall College เริ่มต้นจากเป็นนักแสดงละครเวที ติดตามมาด้วยผู้ช่วยผู้กำกับ D. W. Griffith, รับบท John Wilkes Booth โคตรหนังเงียบ The Birth of a Nation (1915), จากนั้นผันตัวมาเบื้องหลังกำกับหนังเงียบ The Thief of Bagdad (1924), What Price Glory? (1926), Sadie Thompson (1928), ก้าวสู่หนังพูดกับ The Big Trail (1930), The Roaring Twenties (1939), High Sierra (1941), White Heat (1949) ฯ

ผกก. Walsh ได้รับฉายา ‘blood and guts’ เป็นเผด็จการในกองถ่าย ชอบขึ้นเสียง ด่ากราดเวลาใครทำอะไรไม่พึงพอใจ ด้วยเหตุนี้เลยสร้างความขัดแย้งไปทั่ว แต่เพราะทำหนังประสบความสำเร็จมาเยอะ ใครกันจะกล้าหือรือ!

The Roaring Twenties (1939) คือโปรเจคภาพยนตร์แรกของผกก. Walsh เมื่อย้ายมาสตูดิโอ Warner Bros. เข้ามาแทนผู้กำกับ Anatole Litvak ที่ขอถอนตัวออกไปกลางคัน! สร้างขึ้นจากเรื่องราวดั้งเดิม (Original Story) ชื่อว่า The World Moves On (1938) ของ Mark Hellinger (1903-47) นำจากประสบการณ์ตรงตอนทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ New York Daily News ในช่วงทศวรรษ 20s … “This film is a memory – and I am grateful for it.”

บทหนังพัฒนาโดย Jerry Wald, Richard Macaulay และ Robert Rossen นอกจากเรื่องราวดั้งเดิมของ Hellinger ยังนำแรงบันดาลใจจากบุคคลจริงๆอย่าง

  • Larry Fay (1888-1933) นักขนเหล้าเถื่อน (Bootlegger) ที่เป็นเจ้าของไนท์คลับ El Fay ใน New York City เคยถูกจับ 19 ครั้งแต่ไร้หลักฐานเอาผิด ถึงอย่างนั้นโดนพนักงานเฝ้าประตูยิงเสียชีวิตในวันปีใหม่ เหตุผลเพียงเพราะลดค่าแรงอีกฝ่าย
  • ส่วน Panama Smith ได้แรงบันดาลใจจากโฮสเตส Texas Guinan คู่ขา/เพื่อนร่วมงานของ Larry Fay ที่ไนท์คลับ El Fay
  • นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของ Martin Snyder (1893-1981) เจ้าของฉายา Moe the Gimn มีชื่อเสียงในแวดวงอาชญากร Chicago เคยใช้เส้นสายให้แฟนสาว นักร้อง/นักแสดง Ruth Etting เข้าร่วมคณะ Ziegfeld Follies … แต่ไม่นานพวกเขาก็หย่าร้าง

แน่นอนว่าบทหนังไม่ผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code โดยง่ายดาย! ถูกบีบบังคับให้เพิ่มเติมซีเควนซ์สุดท้าย ต้องมีฉากที่ตัวละครของ James Cagney ล้มละลายหมดตัว ไว้หนวดเครา ติดเหล้าเมายา กลายเป็นคนล้มเหลวในชีวิต เพื่อแสดงให้เห็นว่า “Crime does not pay.”

เกร็ด: ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ที่เหมือนทำการ ‘Glamorized’ ยุคสมัย Prohibition Era สร้างความไม่พึงพอใจต่อ Joseph Breen ที่เป็นคาทอลิกเคร่งครัด เลยปฏิเสธอนุมัติทุกโปรเจคที่มีพื้นหลังยุคสมัยนี้ จนกระทั่ง The Great Gatsby (1949)


นายทหารสามคน Eddie Bartlett (รับบทโดย James Cagney), Lloyd Hart (รับบทโดย Jeffrey Lynn), George Hally (รับบทโดย Humphrey Bogart) บังเอิญพบเจอกันในหลุมหลบภัย เอาตัวรอดพานผ่านสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่พอกลับมาบ้าน ทุกสิ่งอย่างล้วนปรับเปลี่ยนแปลงไป สหรัฐอเมริกาเพิ่งออกประกาศกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา (Prohibition Era)

ตอนก่อนสงคราม Eddie ทำงานช่างซ่อมรถ แต่พอกลับมาบ้านไม่มีใครว่าจ้าง กลายเป็นคนขับแท็กซี่ วันหนึ่งถูกจับกุมเพราะขนเหล้าเถื่อน ได้รับความช่วยเหลือจาก Panama Smith (รับบทโดย Gladys George) กลายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ เปิดโรงงานผลิต-ขนส่ง-ขายเหล้าผิดกฎหมาย โดยมี Lloyd เป็นทนายความ และ George ช่วยดูแลเรื่องการลักลอบขนส่งข้ามประเทศ

Eddie ตกหลุมรัก Jean Sherman (รับบทโดย Priscilla Lane) เคยเขียนจดหมายติดต่อกันระหว่างสงคราม ให้ความช่วยเหลือเข้าทำงานยัง Panama Club แต่เธอกลับตกหลุมรัก Lloyd พอรับรู้ความจริงตกอยู่ในสภาพห่อเหี่ยวสิ้นหวัง แถมเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929 (Wall Street Crash of 1929) ทำให้เขาล้มละลาย หวนกลับไปเป็นคนขับรถแท็กซี่ ชีวิตไม่หลงเหลืออะไรสักสิ่งอย่าง


James Francis ‘Jimmy’ Cagney Jr. (1899-1986) นักเต้น นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Manhattan, New York City ครอบครัวมีเชื้อสาย Irish เป็นบุตรคนที่สองจากพี่น้องเจ็ดคน, โตขึ้นเข้าศึกษายัง Columbia College สาขาวิจิตรศิลป์ ช่วงแรกๆทำงานออกแบบ, คัทลอกหนังสือ, บรรณาธิการห้องสมุด, ตกดึกพนักงานเปิดประตู, ชกมวยสมัครเล่น, กระทั่งมีโอกาสพบเจอ Florence James ชักชวนสู่อาชีพการแสดง เริ่มจากเต้น Tab Dance, ออกทัวร์ vaudeville, ละครเวที Broadways, เข้าสู่วงการภาพยนตร์ในยุคหนังพูด The Doorway to Hell (1930), The Public Enemy (1931), Angels with Dirty Faces (1938), The Roaring Twenties (1939), City for Conquest (1940), Yankee Doodle Dandy (1942) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, White Heat (1949) ฯ

เกร็ด: James Cagney ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #8

รับบท Eddie Bartlett จากช่างซ่อมรถ กลายเป็นคนขับแท็กซี่ เล็งเห็นโอกาสในการทำธุรกิจค้าเหล้าเถื่อน ต่อยอดกิจการจนกลายมีอำนาจบาดใหญ่ ใครดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ เจ้าอารมณ์ ฉุนเฉียวง่าย อยากได้อะไรต้องได้ ตกหลุมรักหญิงสาว Jean Sherman แต่พอมิอาจครอบครอง หมดสูญสิ้นความกระตือรือล้น ห่อเหี่ยวสิ้นหวัง สาละวันเตี้ยลง ท้ายที่สุดแม้ไม่หลงเหลืออะไร ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อเธออีกครั้ง

Cagney มีความเบื่อหน่ายบทบาทอาชญากร “I’m sick of carrying a gun and beating up women.” กลัวติดตัวจนกลายเป็นภาพจำ ‘Typecast’ ทีแรกตั้งใจบอกปัดปฏิเสธ แต่ถูกโน้มน้าวโดยผกก. Walsh ก่อนประกาศกร้าวจะไม่เล่นหนังแนวนี้อีกสักพักใหญ่ … ต้องรออีกเกือบทศวรรษถึงยินยอมเล่นหนัง White Heat (1949)

ด้วยวิธีการนำเสนอของผกก. Walsh ทำให้ผู้ชมพบเห็นวิวัฒนาการตัวละคร ความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา เริ่มต้นด้วยความคาดหวัง ชายหนุ่มหน้าใสเสร็จภารกิจสงคราม แต่กลับมาบ้านไม่มีเงิน-ไม่มีงาน แถมถูกจับผิดตัวเลยเริ่มต้นธุรกิจค้าเหล้าเถื่อน ความร่ำรวยทำให้กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ดื้อรั้นเอาแต่ใจ อยากได้อะไรต้องได้ แล้วพอสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ก่อนท้ายที่สุดได้รับโอกาสไถ่บาป (Redemption)

90% ของหนังก็คือ Cagney เล่นเป็น Cagney! แต่พอแฟนสาวบอกเลิก ทำใจยินยอมรับสภาพเป็นจริง นั่นคือความท้าทายที่เขาพยายามมองหา พยายามพิสูจน์ตนเองว่าสามารถเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท ไม่ใช่แค่ ‘tough man’ ยังมีด้านอ่อนไหวจิตใจ และไฮไลท์คือตอนจบที่อาจเรียกว่า ‘dancing of the death’ ท่วงท่าการเดินหลังถูกยิง มีลีลาเหมือนกำลังเริงระบำ พยายามปีนป่ายขึ้นบันไดก่อนทรุดล้มลง (=เส้นทางชีวิตมีขึ้นมีลง ก็เหมือนหนังเรื่องนี้ที่ตัวละครประสบความสำเร็จแล้วสูญเสียทุกสิ่งอย่าง)

Humphrey DeForest Bogart (1899-1957) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ New York City ตั้งแต่เด็กมีนิสัยหัวขบถ จงใจสอบตกให้ถูกไล่ออกจากโรงเรียน อาสาสมัครทหารเรือในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยจุดประสงค์ต้องการไปหลีสาวที่ฝรั่งเศส ปลดประจำการออกมากลายเป็นนักแสดงละครเวทีอยู่หลายปี จนกระทั่งเหตุการณ์ Wall Street Crash (1929) มุ่งหน้าสู่ Hollywood มีผลงานหนังสั้นสองม้วน (2 reel) เรื่อง The Dancing Town (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว], หนังพูดเรื่องแรก Up the River (1930), เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่สนิทสนม John Huston เมาหัวราน้ำพอๆกัน High Sierra (1941) [Huston ดัดแปลงบท], ตามด้วย The Maltese Falcon (1941) [Huston กำกับเรื่องแรก], ความสำเร็จของ Casablanca (1942) ทำให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า, To Have and Have Not (1944), The Big Sleep (1946), The Treasure of the Sierra Madre (1948), In a Lonely Place (1950), The African Queen (1951), The Caine Mutiny (1954), Sabrina (1954) ฯ

เกร็ด: Humphrey Bogart ในชาร์ท AFI’s 100 Years…100 Stars ฟากฝั่ง Male Legends ติดอันดับ #1

รับบท George Hally หนึ่งในหุ้นส่วนร่วมธุรกิจค้าเหล้าเถื่อนของ Eddie Bartlett รับหน้าที่ขนส่งสินค้าทางเรือ สนเพียงผลประโยชน์ เงินๆทองๆ พร้อมใช้ความรุนแรง เข่นฆ่าคนตาย ทรยศหักหลังได้ไม่เว้นแม้พวกพ้อง พอมีอำนาจบาดใหญ่ก็พร้อมกำจัดศัตรูให้พ้นภัยทาง

Bogart เล่นหนังคู่กับ Cagney ทั้งหมดสามครั้ง Angels with Dirty Faces (1938), The Oklahoma Kid (1939) และ The Roaring Twenties (1939) ล้วนเริ่มต้นจากเป็นเพื่อนพ้อง ร่วมธุรกิจ ก่อนกลายเป็นศัตรูผู้ร้าย ต้องเข่นฆ่าให้ตกตาย … หน้าตาของ Bogart เหมาะเล่นเป็นตัวร้ายยิ่งนัก

แม้บทบาทอาจดูซ้ำๆเดิม แต่ผมรู้สึกว่าการแสดง Bogart ดูมีความเข้มข้น เลือดเย็น เหี้ยมโหดขึ้นกว่าเก่า นกสองหัวที่พร้อมหันเข้าหาบุคคลมอบผลประโยชน์ให้ตนเองสูงกว่า แถมยังไต่เต้าสู่จุดสูงสุด ตรงกันข้ามกับ Cagney ที่สาละวันเตี้ยลง แต่สุดท้ายก็มิอาจรอดพ้นโชคชะตากรรมกองเซนเซอร์ยุคสมัยนั้น!


ถ่ายภาพโดย Ernest Jacob Haller (1896-1970) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles หลังเรียนจบ Hollywood High Scholl ตอนแรกใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง เข้าทำงาน Biograph Studio แต่ไม่นานผันตัวสู่แผนกถ่ายภาพ เคยเป็นผู้ช่วยตากล้อง Billy Bitzer ในหลายๆผลงานของผกก. D.W. Griffith, ได้รับเครดิตครั้งแรก Mothers of Men (1920), แต่เริ่มมีชื่อเสียงในยุคหนังพูด The Dawn Patrol (1930), The Rich Are Always with Us (1932), The Emperor Jones (1933), Dangerous (1935), Dark Victory (1939), Jezebel (1938), กลายเป็นตำนานกับ Gone with the Wind (1939), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Roaring Twenties (1939), The Maltese Falcon (1941), Mildred Pierce (1945), The Flame and the Arrow (1950), Rebel Without a Cause (1955), What Ever Happened to Baby Jane? (1962), Lilies of the Field (1963) ฯ

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่น เทคนิคภาพยนตร์ ทั้งการจัดแสง-เงามืด-หมอกควัน มุมก้ม-เงย-เอียง โดยเฉพาะการซ้อนภาพระหว่าง ‘Time Skip’ ทำออกมาได้อย่างสไตล์ลิสต์ ดูน่าตื่นตาตื่นใจ เพื่อให้สอดคล้องเสียงกึกก้องคำราม (Roaring Twenties) ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์และตกต่ำที่สุดของสหรัฐอเมริกา

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือโปรดักชั่นงานสร้าง ทศวรรษ 20s อาจเพิ่งพานผ่านไปไม่นาน แต่หนังทั้งเรื่องถ่ายทำในสตูดิโอ Warner Bros. จึงมีการออกแบบสร้างฉากค่อนข้างเยอะ และไม่ได้มุ่งเน้นความสมจริงสักเท่าไหร่ หลายๆสถานที่พยายามทำออกมาให้เหมือน ‘ความทรงจำ’ ถึงยุคสมัยนั้นเสียมากกว่า


ถ้าจะมีคำพูดไหนสามารถอธิบายหนังทั้งเรื่อง ก็คงเป็นประโยคสุดท้ายนี้ “He used to be a big shot.” กล่าวโดย Panama Smith หลังจาก Eddie กระเสือกกระสน ดิ้นรนครั้งสุดท้าย ‘Dance of the Death’ ก่อนทิ้งตัวลงนอนตรงบันไดหน้าโบสถ์ แล้วเธอโอบอุ้มศีรษะวางหนุนตัก ชวนนึกถึงประติมากรรม Pietà (ความสงสาร) แม่มารีย์ประคองร่างพระเยซูที่เพิ่งอัญเชิญลงจากกางเขนด้วยความโศกเศร้าเสียใจ

ตัดต่อโดย Jack Killifer (1898–1956) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles ทำงานสตูดิโอ Warner Bros. ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1928 ผลงานเด่นๆ อาทิ The Roaring Twenties (1939), High Sierra (1941) ฯ

หนังทำออกมาในลักษณะรายงานข่าว (Newsreel) เหมือนสารคดี (Documentary-like) ด้วยการเกาะติดเรื่องราวชีวิตของ Eddie Bartlett ตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. 1918 พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆในทศวรรษ 1920s จนถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัย Prohibition Era เมื่อปี ค.ศ. 1933

  • สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. 1918-19
    • สามนายทหาร Eddie, George, Lloyd บังเอิญพบเจอในหลุมหลบภัย
    • พอดิบพอดีสงครามโลกสิ้นสุด ต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
    • Eddie พอกลับถึงบ้านพบเจอเพื่อนเก่า แต่ไม่มีใครจ้างงาน
    • เดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อนจดหมาย Jean Sherman แต่เธอยังเด็กสาวอยู่เลย
  • จุดเริ่มต้น Prohibition Era ค.ศ. 1920
    • Eddie กลายเป็นคนขับแท็กซี่ จับพลัดจับพลูถูกจับข้อหาลักลอบขนส่งเหล้าเถื่อน
    • ได้รับการประกันตัวจาก Panama Smith ชักชวนร่วมธุรกิจ
    • Eddie เริ่มต้นจากธุรกิจรับส่งเหล้าเถื่อน ก่อนขยับขยายกลายเป็นผู้ผลิต
  • ค.ศ. 1922
    • Jean เติบโตเป็นสาว วาดฝันอยากเป็นนักร้อง/นักแสดง
    • Eddie ให้การช่วยเหลือเข้าทำงานยัง Panama Club
    • Jean ประสบความสำเร็จในการร้องเพลงครั้งแรก แต่ทว่าเธอตกหลุมรัก Lloyd ไม่สามารถตอบตกลงแต่งงานกับ Eddie
  • ขยับขยายธุรกิจ
    • Eddie วางแผนขยับขยายธุรกิจส่งออกทางเรือ แล้วได้พบเจอเพื่อนเก่า George กลายเป็นหุ้นส่วนคนใหม่
    • Eddie & George ร่วมกันปล้นคลังเก็บเหล้าเถื่อนของ Nick Brown
    • Eddie & George เผชิญหน้ากับ Nick นำไปสู่การต่อสู้ระหว่างแก๊งค์
    • พอกลับมาไนท์คลับ Eddie ได้รับรู้ความสัมพันธ์ระหว่าง Lloyd & Jean
  • เหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตก ค.ศ. 1929 (Wall Street Crash of 1929)
    • Eddie ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไว้มาก จำต้องขายทุกสิ่งอย่างให้กับ George จนหมดสิ้นเนื้อประดาตัว
  • จุดสิ้นสุด Prohibition Era ค.ศ. 1932
    • Eddie กลายเป็นคนขับแท็กซี่ รับลูกค้า Jean
    • พบเห็น Lloyd & Jean มีชีวิตครอบครัวเป็นสุข ทำให้เขาตกอยู่ในความสิ้นหวัง
    • Jean พยายามขอความช่วยเหลือจาก Eddie เพราะว่า Lloyd กำลังจะถูกแบล็กเมล์โดย George
    • Eddie เผชิญหน้ากับ George

ทุกครั้งของ ‘Time Skip’ จะมีการนำชุดภาพจากคลัง มาร้อยเรียง แปะติดปะต่อ แทรกใส่ลูกเล่นซ้อนภาพ/Cross-Cutting พร้อมเสียงบรรยาย (ตัดต่อโดย Don Siegel) อธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในช่วงระหว่าง นี่อาจถือเป็นไฮไลท์ของหนังเลยก็ว่าได้ เพราะทำออกมาได้อย่างตื่นตาตื่นใจ การเชื่อมโยงระหว่างช่วงเวลาจึงดูลื่นไหล ไม่เกิดความเบื่อหน่าย

ด้วยความที่หนังมีพื้นหลังทศวรรษ 1920s จึงเต็มไปด้วยบทเพลงเก่าๆ ดังขึ้นในไนท์คลับ แต่ผมขอเลือกมาแค่สามบทเพลงขับร้องของ Priscilla Lane ประกอบด้วย

  • My Melancholy Baby (1912) แต่งโดย Ernie Burnett, คำร้องโดย George A. Norton
    • ขับร้องตอนทำการออดิชั่น และตอน Eddie เผชิญหน้ากับ Nick Brown (ภายหลังการปล้นคลังเก็บเหล้าเถื่อน)
  • I’m Just Wild About Harry (1921) แต่งโดย Eubie Blake, คำร้องโดย Noble Sissle
    • เพลงเปิดตัว Jean Sherman ยังไนท์คลับ Panama Club
    • แซว: ตอนผมรับฟังเพลงนี้ใน Youtube (ไม่ได้เห็นหน้านักร้องเหมือนในหนัง) จู่ๆนึกถึง Judy Garland มีน้ำเสียงละม้ายคล้ายกันมากๆ
  • It Had to Be You (1924) แต่งโดย Isham Jones, คำร้องโดย Gus Kahn
    • ดังขึ้นหลังการปล้นคลังเก็บเหล้าเถื่อนของ Nick Brown

ซึ่งในส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์ (ที่เป็น Soundtrack) ล้วนเป็นการเรียบเรียง/ดัดแปลงจากสามบทเพลงนี้ที่กล่าวไป โดยนักแต่งเพลง Ray Heindorf & Heinz Roemheld หลงเหลือเพียงท่วงทำนอง บรรเลงดนตรีแจ๊สหรือออร์เคสตรา … คือถ้าคุณมักคุ้นกับสามเพลงนี้ พอได้ยิน Soundtrack ก็น่าจะฮัมตามได้โดยทันที

ยกตัวอย่าง Main Title เป็นส่วนผสมของ I’m Just Wild About Harry (ท่วงทำนองสนุกสนาน) และ My Melancholy Baby (ท่วงทำนองโรแมนติกหวานแหวว)

ช่วงท้ายของหนัง หลังจุดสิ้นสุด Prohibition Era ยังมีอีกบทเพลงขับร้องโดย Gladys George (รับบทเป็น Panama Smith) ชื่อว่า In a Shanty in Old Shanty Town (1932) แต่งโดย Jack Little & John Siras, คำร้องโดย Joe Young, เต็มไปด้วยถ้อยคำเพ้อรำพัน อดีตแสนหวาน กาลเวลาเคลื่อนผ่าน ปัจจุบันหลงเหลือเพียงความทรงจำวันวาน

I’m up in the world,
But I’d give the world to be where I used to be,
A heavenly nest,
Where I rest the best,
Means more than the world to me.

It’s only a shanty
In old Shanty Town
The roof is so slanty it touches the ground.
But my tumbled down shack by an old railroad track,
Like a millionaire’s mansion is calling me back.

I’d give up a palace if I were a king.
It’s more than a palace, it’s my everything.
There’s a queen waiting there with a silvery crown
In a shanty in old Shanty Town.

The Roaring Twenties (1939) เป็นภาพยนตร์บันทึกประวัติศาสตร์ สะท้อนเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นจริงในทศวรรษ 20s บ้างเรียกว่า Jazz Age หรือ Plastic Age หรือ Prohibition Era หรือ Greatest Generation ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์และตกต่ำที่สุดของสหรัฐอเมริกา ช่วงเวลาแห่งความเก็บกด อัดอั้น ถูกสั่งห้ามโน่นนี่นั่น ผู้คนจึงอยากจะส่งเสียงคำรามลั่น ระเบิดระบายอารมณ์ ปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพ

ลีลาการนำเสนอของผกก. Walsh ถือเป็นรากฐาน ‘สไตล์ Scorsese’ ที่เต็มไปด้วย Jump Cut/Time Skip ดำเนินเรื่องแบบกระโดดไปข้างหน้า แล้วนำเสนอเฉพาะเหตุการณ์สำคัญๆ ผู้ชมพบเห็นความเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ผู้คน สภาพแวดล้อมรอบข้าง ข้อเสียคือการแสดงขาดความต่อเนื่องลื่นไหล ไม่ค่อยเกิดอารมณ์ร่วม บางเหตุการณ์แค่เพียงนำเสนอแบบผ่านๆ แต่เป้าหมายหลักของสไตล์ภาพยนตร์นี้ คือการประมวลผล บทสรุปเนื้อหาแบบย่นย่อ

ในมุมของผู้สร้าง/ผู้กำกับ/นักเขียน พวกเขาล้วนมีชีวิตพานผ่านทศวรรษดังกล่าว ยังเต็มไปด้วยความทรงจำวันวาน หวนระลึกนึกย้อนแล้วรู้สึกถวิลหา (Nostalgia) ช่วงเวลาแห่งความฟุ้งเฟ้อ บ้าคลั่ง แต่คงไม่มีใครอยากให้มันหวนกลับมากระมัง?

The Roaring Twenties (1939) นอกจากเป็นบทสรุปทศวรรษ 20s ยังคือจุดจบภาพยนตร์แนว Crime, Gangster ในช่วงทศวรรษ 30s ก่อนเปลี่ยนแปรสภาพสู่หนังนัวร์ (film noir) ทศวรรษ 40s ที่ไม่ใช่แค่เรื่องราวของอาชญากร แต่ยังสะท้อนด้านมืดจิตใจมนุษย์ออกมา


เมื่อตอนออกฉายหนังได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์อย่างดีล้นหลาม “This is not just another Warner Brothers gang war drama…” “A great hunk of entertainment…” “The pace is furious …” น่าเสียดายผมไม่สามารถค้นหารายละเอียดทุนสร้างและรายรับ เพียงระบุแค่ว่าประสบความสำเร็จ!

It will roar its way across showmen’s ledgers leaving a trail of black figures and satisfied customers.

นักวิจารณ์จาก Boxoffice

กาลเวลาไม่ได้ทำให้คุณภาพหนังเสื่อมลงไปสักเท่าไหร่ “the only gangster film of its era that bears comparison with the later masterworks of Francis Ford Coppola and Martin Scorsese” – หนังสือพิมพ์ Cherwell, มักถูกจัดรวมกลุ่มหนังแนว Gangster ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ 30s เคียงคู่กับ Little Caesar (1930), Public Enemy (1931) และ Scarface (1932)

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K Ultra HD เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2024 คุณภาพถือว่าไร้ที่ติ สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ทาง Criterion Channel

แม้เรื่องราวของหนังแทบจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ลีลาการนำเสนอโดยผู้ช่วยตัดต่อ Don Siegel สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจ บทเพลงเก่าเพราะๆ เหมาะสำหรับเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ บันทึกเสียงคำรามอันกึกก้อง ความกลับกลอกปอกลอกของมนุษย์ ยิ่งห้ามยิ่งยุ กฎหมายมีไว้แหก ก่อนฟองสบู่จะแตก สูงสุดหวนกลับสู่สามัญ

จัดเรต 15+ กับสุราเมรัย อาชญากรใต้ดิน

คำโปรย | The Roaring Twenties บันทึกเสียงคำรามอันกึกก้องของทศวรรษ 20s เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล
คุณภาพ | คำ
ส่วนตัว | ครื้นเครง


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)