
Sunset Boulevard (1950)
: Billy Wilder ♥♥♥♥♡
(21/7/2025) ยามอาทิตย์อัสดงของนักแสดงเคยเจิดจรัส แต่เมื่อยุคสมัยแปรเปลี่ยนจากหนังเงียบ (Silent Film) สู่หนังพูด (Talking Picture) ปัจจุบันหลงเหลือเพียงภาพมายา หลอกหลอนเหนือกาลเวลา, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”
Sunset Boulevard is a story of Hollywood, mostly at its worst, brilliantly told by Hollywood at its best.
นักวิจารณ์จากนิตยสาร TIME
Sunset Boulevard remains the best drama ever made about the movies because it sees through the illusions, even if Norma doesn’t.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie
Sunset Boulevard is both the most loving and the most scathing look Hollywood ever took at itself. To die is a terrible thing – but to be forgotten, that is the true tragedy.
นักวิจารณ์ Alan Mattli
Sunset Boulevard (1950) อาจไม่ได้แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ แต่โดดเด่นในการสร้างบรรยากาศ ออกแบบคฤหาสถ์ Norma Desmond ให้ดูหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง (กลิ่นอายหนังนัวร์) เรื่องราวเกี่ยวกับนักแสดงหนังเงียบเคยเจิดจรัส ปัจจุบันกลายเป็นดาวดาราอับแสง โดยเฉพาะการแสดงของ Gloria Swanson จมปลักอยู่ในโลกมายา นำเสนอมุมมืดวงการ Hollywood โดยหนึ่งในผู้กำกับยิ่งใหญ่ที่สุด!
You will not find in my pictures any phony camera moves or fancy setups to prove that I am a moving-picture director. My characters don’t rush around for the sake of being busy. I like to believe that movement can be achieved eloquently, elegantly, economically and logically without shooting from a hole in the ground, without hanging the camera from the chandelier and without the camera dolly dancing a polka.
Billy Wilder
เอาจริงๆผมไม่เคยครุ่นคิดจะหวนกลับมาเขียนถึงหนังเรื่องนี้ จนพอพบเห็น House Samyan กำลังจะนำกลับมาฉายใหม่ (ไม่แน่ใจว่าฉบับบูรณะ 4K หรือเปล่านะ) เลยลองกลับมาอ่านบทความ แล้วตระหนักว่าสมควรต้องปรับปรุงแก้ไขให้กลายเป็นปัจจุบัน
อิทธิพลของ Sunset Boulevard (1950) แทรกซึมไปแทบทุกๆวงการ หนึ่งในนั้นคือวงการมวยปล้ำ แม้ผมไม่ค่อยติดตามค่าย AEW (All Elite Wrestling) แต่กิมมิคของ “Timeless” Toni Storm ได้แรงบันดาลใจจาก Norma Desmond เป็นอะไรที่เกินความคาดหมายมากๆ โดยเฉพาะกับคู่รักคู่แค้น Mariah May (พอย้ายมา WWE เปลี่ยนชื่อเป็น Blake Monroe เคารพคารวะ Marilyn Monroe) สวมบทบาท Eve Harrington อ้างอิงจากภาพยนตร์อีกเรื่อง All About Eve (1950) บทสรุปการต่อสู้ของทั้งสองต้องถือว่าเป็นมาสเตอร์พีซ! หนึ่งในเรื่องราวมวยปล้ำหญิงยอดเยี่ยมตลอดกาล!
Samuel ‘Billy’ Wilder (1906-2002) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austria-Hungary เกิดในครอบครัวชาว Jews ที่ Sucha Beskidzka (ขณะนั้นคือ Austria-Hungary ปัจจุบันกลายเป็นประเทศ Poland) โตขึ้นเข้าเรียนวรสารศาสตร์ University of Vienna ทำงานหนังสือพิมพ์ เขียนข่าวอาชญากรรม กีฬา ก่อนหันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์ เดินทางสู่ Berlin พัฒนาบทหนังเงียบ ซึมซับรับอิทธิพล German Expressionism จนการเรืองอำนาจของ Nazi Germany เมื่อปี ค.ศ. 1933 ตัดสินใจอพยพสู่สหรัฐอเมริกา เปลี่ยนชื่อมาเป็น Billy พัฒนาบทหนัง Ninotchka (1939), Ball of Fire (1941), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Major and the Minor (1942), เริ่มมีชื่อโด่งดังจาก Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Boulevard (1950), Ace in the Hole (1951), Stalag 17 (1953), Sabrina (1954), Some Like It Hot (1959), The Apartment (1960) ฯ
เมื่อครั้นอาศัยอยู่กรุง Berlin ในช่วงทศวรรษ 1920s, ผกก. Wilder ค้นพบความสนอกสนใจวัฒนธรรมอเมริกันจากหนังเงียบที่ได้รับชม แล้วพอเดินทางมาทำงานสหรัฐอเมริกา ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้กำกับชื่อดัง ช่วงปลายทศวรรษ 40s บังเกิดความฉงนสงสัย บรรดานักแสดงในยุคหนังเงียบเหล่านั้นสูญหายไปไหน มีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร?
For a long time I wanted to do a comedy about Hollywood. God forgive me, I wanted to have Mae West and Marlon Brando. Look what became of that idea!
Billy Wilder
ความตั้งใจแรกของผกก. Wilder คือสร้างหนังตลกเบาสมอง (Light-Hearted Comedy) เกี่ยวกับนักแสดงยุคหนังเงียบต้องการหวนกลับคืนสู่วงการ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายจะปรับตัวเข้ากับหนังพูด (ใครเคยรับชม Singin’ in the Rain (1952) ก็น่าจะเข้าใจปัญหาการปรับตัวของนักแสดงหนังเงียบ สู่ยุคสมัยหนังพูด) วางตัวนักแสดง Mae West ประกบ Marlon Brando ก่อนได้รับคำตอบปฏิเสธทันควันจาก West เพราะไม่เคยเล่นหนังเงียบมาก่อน (เธอเข้าสู่วงการในยุคหนังพูด)
ต่อมาผกก. Wilder มีความสนใจนวนิยาย The Loved One (1948) ของ Evelyn Waugh (1903-66) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ, เรื่องราวเกี่ยวกับนักกวีหนุ่มได้รับการว่าจ้างให้พัฒนาบทหนัง ชีวประวัตินักกวี Percy Bysshe Shelley แต่ไม่ทันไรถูกไล่ออก จำยินยอมทำงานบริษัทรับทำศพสัตว์เลี้ยง (Funeral Service for Pets) … ทั้งผกก. Wilder และสตูดิโอ Paramount ต่างยื่นข้อเสนอต่อ Waugh แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธ (ผมอ่านเจอว่า Luis Buñuel ก็เคยแสดงความสนใจ) สุดท้ายยินยอมขายลิขสิทธิ์ดัดแปลงให้ Tony Richardson กลายมาเป็น The Loved One (1965)
ความล้มเหลวในการขอซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย The Loved One ทำให้ผกก. Wilder ร่วมกับเพื่อนนักเขียนขาประจำ Charles Brackett และดึงตัว D. M. Marshman Jr. อดีตนักเขียนนิตยสาร Life ประทับใจจากคำวิจารณ์ภาพยนตร์ The Emperor Waltz (1948) มาเริ่มต้นพัฒนาบทหนัง Sunset Boulevard โดยตั้งชื่อ (Working Title) A Can of Beans สำหรับล่อหลอกสตูดิโอ และกองเซอร์ Hays Code ว่ากำลังจะสร้างหนังตลกเบาสมอง เพื่อให้ได้รับอิสระในการทำงานอย่างเต็มที่
ถึงอย่างนั้นเมื่อตอนเริ่มการถ่ายทำ พฤษภาคม ค.ศ. 1949 บทหนังเพิ่งเขียนเสร็จไปประมาณ 1 ใน 3 ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนจบจะเป็นเช่นไร หลายๆบทพูดก็ให้นักแสดงเสนอแนะ ทำการดั้นสด (Improvised) อะไรมากน้อยเกินไปค่อยว่ากันเอาภายหลังโปรดักชั่น
เกร็ด: Charles Brackett คือคู่หู เพื่อนสนิท ร่วมงานขาประจำ Billy Wilder ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเขียนบทหนัง Ninotchka (1939), Ball of Fire (1941), รวมถึงภาพยนตร์ The Lost Weekend (1946), A Foreign Affair (1948), The Emperor Waltz (1948), มาจนถึงเรื่องสุดท้าย Sunset Boulevard (1950) แล้วจู่ๆก็ไม่ได้ร่วมงานกันอีก “We had been working together thirteen years. We needed another mind in there. It was our last picture.”
เรื่องราวของนักเขียนไส้แห้ง Joe Gillis (รับบทโดย William Holden) พัฒนาบทหนังอะไรไปก็ไม่ได้รับการตอบอนุมัติ จนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าอพาร์เม้นท์ และรถกำลังจะถูกยึด จับพลัดจับพลูขับหลบหนีคนทวงหนี้เข้ามายังคฤหาสถ์ลึกลับหลังหนึ่งในย่าน Sunset Boulevard เจ้าของคือ Norma Desmond (รับบทโดย Gloria Swanson) อดีตนักแสดงหนังเงียบชื่อดัง อาศัยอยู่กับคนรับใช้ Max von Mayerling (รับบทโดย Erich von Stroheim) ซึ่งก็เคยเป็นผู้กำกับหนังเงียบชื่อดังเช่นเดียวกัน!
ในตอนแรก Norma ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่า Joe Gillis คือพนักงานทำศพสัตว์เลี้ยง เจ้าชิมแปนซีเพื่อนยากเพิ่งลาจากโลกนี้ไป แล้วพอตระหนักว่าเขาคือนักเขียน จึงทำการโน้มน้าวชักจูงให้ช่วยปรับปรุงบทหนังเกี่ยวกับเจ้าหญิง Salome ทีแรกแสดงท่าทีไม่อยากตอบรับ แต่เพราะเธอยินยอมจ่ายหนักสัปดาห์ละ $500 เหรียญ เลยมิอาจหักห้ามใจตนเอง วางแผนตักตวง กอบโกยเงินทองให้ได้มากที่สุด
Gloria May Josephine Swanson (1899-1983) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois บิดาเป็นทหารถูกส่งไปประจำการยังประเทศต่างๆ ทำให้ครอบครัวต้องติดตามไปด้วย เติบโตขึ้นยัง Puerto Rico พูดภาษาสเปนได้คล่องแคล่ว พออายุ 15 ย่าของเธอพาไปยัง Essanay Studios ได้รับคำชักชวนให้มาทำงานตัวประกอบ ก็มิได้ตั้งใจนักแต่โชคชะตาชีวิตนำทางไป ประกบคู่เล่นตลกกับ Bobby Vernon ย้ายมา Hollywood เซ็นสัญญากับ Paramount Pictures กลายเป็นขาประจำ Cecil B. DeMille อาทิ Don’t Change Your Husband (1919), Why Change Your Wife? (1920), Something to Think About (1920), The Affairs of Anatol (1921), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Sadie Thompson (1928), The Trespasser (1929), Queen Kelly (1929), Sunset Boulevard (1950) ฯ
รับบท Norma Desmond นักแสดงหนังเงียบที่เคยประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน เธอไม่สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยหนังพูด จึงมักไม่ค่อยออกไปไหน อาศัยอยู่ในคฤหาสถ์หรูหราที่ค่อยๆชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา กระทั่งการมาถึงของนักเขียนหนุ่ม Joe Gillis ทำให้ชีวิตดูมีชีวาขึ้นทันตา
เกร็ด: ชื่อตัวละครคือส่วนผสมของนักแสดง Norma Talmadge และผู้กำกับหนังเงียบ William Desmond Taylor ระหว่างที่ทั้งสองมีความสัมพันธ์โรแมนติก ผกก. Taylor ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านพักที่ Hollywood เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1922 โดยไม่สามารถติดตามจับกุมฆาตกร
หลังความล้มเหลวในการชักชวน Mae West, นักแสดงคนถัดมาคือ Greta Garbo ที่ผกก. Wilder เคยร่วมงาน Ninotchka (1939) แต่เธอไม่มีความสนใจสักเท่าไหร่, Pola Negri พูดคุยทางโทรศัพท์ ฟังสำเนียง Polish ไม่ค่อยรู้เรื่องสักเท่าไหร่, Clara Bow ปฏิเสธเล่นหนังพูด, Norma Shearer พึงพอใจกับชีวิตวัยเกษียณ, ขณะเดินทางไปพบเจอ Mary Pickford ตระหนักว่าตัวละครหญิงสูงวัยตกหลุมรักชายหนุ่มอายุน้อยกว่าครึ่ง ดูจะเป็นการดูแคลน (Insult) นักแสดงระดับเธอเกินไป
เห็นว่า George Cukor คือผู้แนะนำ Gloria Swanson เป็นนักแสดงหนังเงียบคนท้ายๆที่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น ก่อนค่อยๆเลือนหายเพราะไม่สามารถปรับตัวสู่หนังพูด (แต่ก็เคยเล่นหนังพูดอยู่หลายเรื่อง) ในตอนแรกติดต่อไปเธอก็พร้อมตอบตกลง (เพราะเสนอค่าตัวสูงถึง $50,000 เหรียญ = $650,000 เหรียญในปี ค.ศ. 2024 ถือว่าสูงพอสมควร) แต่เกิดความลังเลใจหลังจากผกก. Wilder ขอทำการทดสอบหน้ากล้อง (Screen Test)
I made 20 films for Paramount. Why do they want me to audition?
Gloria Swanson
เป็นผกก. Cukor อีกเช่นกันที่ให้คำแนะนำ Swanson บอกว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถ้าสตูดิโออยากให้ทดสอบหน้ากล้อง ก็ยอมๆเขาไปนะแหละ
If they ask you to do ten screen tests, do ten screen tests, or I will personally shoot you.
George Cukor
การแสดงของ Swanson คือในหนึ่งบทบาทยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลแห่งวงการภาพยนตร์! พยายามผสมผสานสไตล์การแสดงจากยุคสมัยหนังเงียบ (Expressionist) ที่ท่าทางขยับเคลื่อนไหว มือไม้กวัดแกว่งอย่างเว่อวังอลังการ จากนั้นเพิ่มเติมเสียงพูดด้วยอารมณ์ความรู้สึก มันกลายเป็นส่วนผสมที่โคตรๆลงตัวสำหรับตัวละครจมปลักอยู่ในโลกมายา ครุ่นคิดว่าตนเองคือนักแสดงหนังเงียบผู้ยิ่งใหญ่ ยังเป็นที่รักของใครๆ
That’s silent-picture acting. You can’t teach somebody. Unless you grew up with it, you can’t do it.
Billy Wilder
แต่ทั้งหมดล้วนคือมายา ภาพลวงตา Norma Desmond ถูกคำป้อยอ/จดหมายแฟนคลับปลอมๆของพ่อบ้าน ทำให้หลงครุ่นคิดว่าตนเองยังมีชื่อเสียง เป็นที่รักใคร่ของใครๆ เวลาแสงไฟสาดส่องต้องสำแดงความเจิดจรัส เปร่งประกาย ไม่สามารถตระหนักรับรู้โลกความจริง ปฏิเสธต่อต้านทุกสิ่งอย่าง
ผมลองสอบถาม Grok วินิจฉัยอาการผิดปกติของ Norma Desmond ได้รับคำตอบโรคบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) ไม่ก็โรคจิตหลงผิด (Delusional Disorder) อันเกิดจากไม่สามารถยินยอมรับ ปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของภาพยนตร์/โลกสมัยใหม่ นั่นทำให้เมื่อมีใครพยายามพูดบอกความจริง อารมณ์ของเธอจึงกวัดแกว่ง ไม่แน่นอน (Emotional Instability) กลัวการถูกทอดทิ้ง เคยพยายามคิดสั้นฆ่าตัวตาย ด้วยเหตุนี้จึงตัดขาดจากโลกภายนอก (Isolation) กักขังตนเองอยู่ภายในคฤหาสถ์หรู เพียงคนใกล้ชิดไปมาหาสู่
หลายคนอาจครุ่นคิดว่านี่คือบทบาท ‘come back’ ของ Swanson ได้เข้าชิงรางวัลปลายปีมากมาย แต่ตอนออกฉายหนังไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก และความเฉพาะตัวของ Norma Desmond อาจเรียกว่ามาก่อนกาล หลังจากนี้เล่นหนังอีกสองสามเรื่อง ก่อนผันตัวสู่แวดวงโทรทัศน์ … แค่ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง
แซว: ในโลกอินเตอร์เน็ต Norma Desmond คือเจ้าแม่ Meme แทบทุกๆฉากเวลาเอ่ยปากต้องมีบทพูดคมคาย ถึงขนาดสองประโยคติดชาร์ท AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes (2005)
- “Alright, Mr. DeMille, I’m ready for my close-up.” ติดอันดับ #7
- “I am big, it’s the pictures that got small!” ติดอันดับ #24
William Holden ชื่อเดิม William Franklin Beedle, Jr. (1918-81) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ O’Fallon, Illinois ครอบครัวมีฐานะร่ำรวย ขณะเข้าเรียน Pasadena Junior College ให้เสียงพากย์ละครวิทยุ คงไปเข้าตาแมวมองจับเซ็นสัญญากับ Paramount ได้รับบทนำเรื่องแรก Golden Boy (1939) ประกบ Barbara Stanwyck ซึ่งเธอมีความชื่นชอบ Holden เป็นอย่างมาก (คงในฐานะพี่น้อง) จึงช่วยเหลือผลักดันจนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ผลงานเด่นๆ อาทิ Sunset Boulevard (1950), Stalag 17 (1953) ** คว้า Oscar: Best Actor, Sabrina (1954), The Bridge on the River Kwai (1957) แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ กำลังที่จะจืดจางหายไปจนกระทั่ง Comeback กับ The Wild Bunch (1969), The Towering Inferno (1974), Network (1976) ฯ
รับบท Joseph C. Gillis หรือ Joe Gillis นักเขียนไส้แห้งแสวงโชคอยู่ Hollywood พอมีชื่อเสียงเล็กๆจากผลงานได้รับการดัดแปลงภาพยนตร์ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีโปรเจคไหนได้รับการตอบอนุมัติ กลายเป็นหมาจนตรอกก่อนโชคชะตานำพาให้เลี้ยวรถเข้าคฤหาสถ์ลึกลับหลังหนึ่ง พบเจออดีตนักแสดงหนังเงียบชื่อดัง Norma Desmond ฉกฉวยโอกาสที่เธอหยิบยื่นให้ แสร้งทำเป็นเล่นตัว เรียกร้องโน่นนี่นั่น ลับหลังกลับยิ้มกริ่ม เมื่อถึงจุดอิ่มตัวเมื่อไหร่ก็ตั้งใจว่าจะตีตนจากไป ถึงอย่างนั้นเขากลับถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้น
มีนักแสดงหลายคนที่ได้รับการติดต่อ Marlon Brando, Fred MacMurray, Montgomery Clift เคยตอบตกลง ก่อนขอถอนตัวก่อนเริ่มโปรดักชั่นสองสัปดาห์ ด้วยข้ออ้างว่าบทบาทละม้ายคล้ายกับ The Heiress (1949), สุดท้ายส้มหล่นใส่ William Holden ผู้เต็มไปด้วยความกระตือรือล้น กำลังมองหาความสำเร็จในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองอยู่พอดี
ตัวละคร Joe Gillis เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หลงตัวเอง ครุ่นคิดว่าฉันเก่ง ชอบใช้คำพูดในเชิงเสียดสี ดูถูกเหยียดหยาม (Cynical) สนเพียงเงินๆทองๆ แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตน (Opportunistic) ทั้งน้ำเสียงบรรยายและกิริยาท่าทางของ Holden เล่นบท Anti-Hero ได้อย่างไม่มีความน่าสงสารเห็นใจ
การหลงเข้ามาในคฤหาสถ์หลังนี้ ทำให้ Joe Gillis เล็งเห็นโอกาสจะกอบโกยผลประโยชน์ โดยครุ่นคิดว่าตนเองสามารถควบคุมจัดการได้ทุกสิ่งอย่าง แต่กลับค่อยๆถลำลึก เหยื่อติดกับดักใยแมงมุม ถูกสอดแนม กักขังหน่วงเหนี่ยว สูญเสียอิสรภาพ ก่อนกลายเป็นชู้รัก (Mistress) ของ Norma Desmond จากนั้นพยายามหาหนทางหลบหนี ท้ายที่สุดจำยินยอมก้มหน้ารับโชคชะตากรรม
Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim ชื่อเกิด Erich Oswald Stroheim (1885 -1957) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian เกิดที่ Vienna, Austria-Hungary ครอบครัวเป็นชาวยิว ชนชั้นกลาง เปิดกิจการร้านขายหมวก แต่มักขอให้เพื่อนๆเรียกตัวเองว่า von เพราะออกเสียงเหมือนผู้ดีมีสกุล, พอโตขึ้นหลบหนีเกณฑ์ทหาร อพยพขึ้นเรือ SS Prinz Friedrich Wilhelm มาถึงสหรัฐอเมริกา แล้วแอบอ้างว่าตนเองคือ Count Erich Oswald Hans Carl Maria von Stroheim und Nordenwall ทำงานเป็นเซลล์แมนขายของยัง San Francisco, เดินทางมาถึง Hollywood ในยุคบุกเบิกวงการภาพยนตร์ เริ่มต้นทำงานสตั๊นแมน ตัวประกอบ ขึ้นเครดิตครั้งแรก Old Heidelberg (1915), จากนั้นได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ D.W. Griffith รวมถึงรับบทสมทบ Intolerance (1916), หลังสงครามโลกครั้งหนึ่ง เขียนบท/กำกับหนังเงียบเรื่องแรก Blind Husbands (1919), Foolish Wives (1922), Greed (1924), Queen Kelly (1929), พอมาถึงยุคหนังพูดเลิกสร้างหนัง เพียงรับงานแสดง La Grande Illusion (1937), Sunset Boulevard (1950) ฯ
รับบท Max von Mayerling ในอดีตเคยเป็นผู้กำกับหนังเงียบ สามีคนแรกของ Norma Desmond แต่หลังจากเลิกราหย่าร้าง และยุคสมัยหนังเงียบสิ้นสุดลง กลายมาเป็นพ่อบ้าน/คนรับใช้ ยินยอมทำทุกสิ่งอย่างแม้ต้องโกหกหลอกลวง เพื่อปกป้องจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ของเธอที่ยังจมปลักอยู่ในโลกมายา ครุ่นคิดว่าตนเองคือนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล
ผกก. Wilder พัฒนาตัวละครนี้โดยมี Erich von Stroheim คือต้นแบบแรงบันดาลใจตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เมื่อติดต่อหาได้รับคำตอบปฏิเสธทันควัน “that butler role.” ภายหลังเมื่อมีโอกาสพูดคุยโน้มน้าว มอบอิสระให้ von Stroheim ในการออกแบบตัวละคร รวมถึงรับฟังคำแนะนำหลายๆสิ่งอย่าง จึงยินยอมตอบตกลง
แม้เป็นแค่บทบาทพ่อบ้าน/คนรับใช้ von Stroheim สร้างความแตกต่างด้วยการแสดงปฏิกิริยาสีหน้า ท่าเดินอกแอ่น หลังตรง (=ความซื่อสัตย์ จงรักภักดี) รวมถึงลีลาการใช้น้ำเสียงเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชน หนักแน่นมั่นคง พร้อมเสียสละ อุทิศตน (Devotion) แม้รับรู้ว่าสิ่งที่ตนทำไม่ใช่เรื่องถูกต้อง เต็มไปด้วยความขัดแย้งภายในจิตใจ กลับยังยินยอมพร้อมทำทุกสิ่งอย่าง โป้ปดหลอกลวง ไม่ให้เธอตื่นขึ้นมาพบเจอโลกความจริงอันโหดร้าย
มันมีฉากที่ Max คุยโวโอ้อวดถึงมหาราชาจากอินเดีย “There was a maharaja who came all the way from India to beg for one of her silk stockings.” พอถ่ายทำเสร็จผกก. Wilder หลุดหัวเราะลั่น “So preposterous.” แต่ก็ให้สัมภาษณ์ชื่นชมอัจฉริยภาพของ von Stroheim
He’s like a light bulb that suddenly shines on in that scene—even with that strangling stuff.
Billy Wilder
ด้วยความที่ Max คือบุคคลค้นพบ/ผู้กำกับ/สามีคนแรกของ Norma Desmond ส่งให้เจิดจรัส กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า จมปลักอยู่ในโลกมายา แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนแปลงไป เธอคงไม่สามารถปรับตัวเข้ากับภาพยนตร์สมัยใหม่ นั่นทำให้เขาเกิดความรู้สึกผิด (Guilt) จึงหวนกลับมารับผิดชอบ (Responsible) สำแดงความรักที่มิอาจพูดออกไป
ปล. แม้ว่า Gloria Swanson จะเป็นคนขับไล่ผกก. Erich von Stroheim จากกองถ่ายภาพยนตร์ Queen Kelly (1929) แต่การหวนกลับร่วมงานครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มีปัญหาติดค้างอะไรกัน และเห็นว่า von Stroheim ยังคือคนแนะนำให้นำหนังเงียบเรื่องนี้มาฉาย เลือนลางระหว่างชีวิตจริง-ภาพยนตร์
ถ่ายภาพโดย John Francis Seitz (1892-79) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Chicago, Illinois โตขึ้นเข้าทำงานผู้ช่วยห้องแลปฟีล์ม Essanay Film Manufacturing Company, ต่อด้วยช่างเทคนิค American Film Manufacturing Company (Flying A) จากนั้นเดินทางสู่ Hollywood กลายเป็นตากล้องหนังเงียบ The Four Horsemen of the Apocalypse (1921), The Divine Lady (1929), Sullivan’s Travels (1941), แต่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญเมื่อร่วมงานขาประจำผกก. Billy Wilder ตั้งแต่ Five Graves to Cairo (1943), Double Indemnity (1944), The Lost Weekend (1945), Sunset Boulevard (1951) ฯ
เมื่อตอนเริ่มพัฒนาบทหนัง ผกก. Wilder วางแผนจะถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มสี (เข้ากับบรรยากาศ Light Comedy) แต่พอเรื่องราวค่อยๆหันเข้าหาด้านมืด และฉากภายในคฤหาสถ์ออกแบบสร้างโดย Hans Dreier มีต้นแบบจากสถาปัตยกรรม Gothic มันเลยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถ่ายทำหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำ
งานภาพของหนังอาจไม่ได้มีลูกเล่นภาพยนตร์น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ตากล้อง Seitz คือหนึ่งในยอดฝีมือถ่ายทำหนังนัวร์ (Film Noir) โดดเด่นเรื่องการจัดแสง-เงามืด สร้างบรรยากาศคฤหาสถ์โกธิคหลังนี้ให้ดูลึกลับ หลอกหลอน ขนหัวลุกพอง และโดยเฉพาะใบหน้าของ Norma Desmond เมื่อแสงสว่างสาดส่องลงมาเมื่อไหร่ ต้องมีความเจิดจรัส เปร่งประกาย (Glamour) ฉายรัศมีดาวดารา
In both Double Indemnity and Sunset Boulevard, Seitz does something that has always impressed me. Both are films noir, and he finesses the fact that both are set in the sunniest of locales, Los Angeles… he brings together the light and the dark in the same film without any seams showing… he brings together the realistic lighting of Joe Gillis out in the real world with the gothic look of Norma Desmond’s mansion.
นักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Tom Stempel
หนังไม่เพียงถ่ายทำภายใน Paramount Studios ยังออกไปสถานที่รอบข้าง อาทิ อพาร์ทเม้นท์ของ Joe ตั้งอยู่ยัง Alto-Nido Apartment (1851 Ivar Ave.), ร้านขายยา Schwab’s Pharmacy (8024 Sunset Blvd.), Perino’s Restaurant (3927 Wilshire Blvd.), ฉากภาพนอกคฤหาสถ์ Norma Desmond คือบ้านอดีตมหาเศรษฐี William O. Jenkins สร้างขึ้นช่วงทศวรรษ 1920s ขณะนั้นอยู่ในการครอบครองของอดีตภรรยา J. Paul Getty (641 S. Irving Blvd.) ฯ น่าเสียดายหลายๆสถานที่ถูกทุบทำลาย กลายเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว
เกร็ด: J. Paul Getty เจ้าของคฤหาสถ์หลังนี้ ยินยอมให้ผกก. Wilder ใช้สถานที่ได้ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ข้อแม้เพียงปรับปรุงสระน้ำให้ใช้งานได้
โลโก้สตูดิโอ Paramount Picture คือรูปเทือกเขาสูง รายล้อมรอบด้วยดาวดารา จากนั้นกล้องก้มลงมา (Tilt Down) พบเห็นชื่อถนน/ชื่อหนัง Sunset Blvd. อยู่ตรงขอบทางเท้า ก่อนเคลื่อนเลื่อนไปตามท้องถนนพร้อมปรากฎชื่อนักแสดง+ทีมงานสร้าง
มองผิวเผินเหมือนแค่การแนะนำสถานที่ เส้นทางถนน Sunset Blvd. แต่เนื้อหาสาระของหนังเกี่ยวกับอดีตนักแสดงนักเงียบผู้เคยไต่เต้าสู่จุดสูงสุด กลายเป็นดาวดารา (เหมือนดั่งโลโก้ Paramount) กาลเวลาทำให้สาละวันเตี้ยลง มาวันนี้หลงเหลือสภาพไม่ต่างจากบุคคลธรรมดาบนท้องถนน

ความท้าทายแรกของหนังคือการถ่ายภาพจากใต้พื้นผิวน้ำ เพื่อทำการเล่าเรื่องผ่านเสียงบรรยายจิตใต้สำนึก หรือจะมองว่าเสียงเพรียกวิญญาณของ Joe Gillis ก็ได้กระมัง!
การทดลองแรกคือนำกล้องใส่กล่องกันน้ำ ถ่ายขึ้นมาจากก้นสระ ถือเป็นวิธีการตรงไปตรงมา แต่ผลลัพท์กลับไม่น่าพึงพอใจสักเท่าไหร่, วิธีการสุดท้ายก็คือนำกระจกบานใหญ่วางไว้ก้นสระ แล้วถ่ายภาพจากเบื้องบนผิวน้ำ วิธีการนี้ทำให้พบเห็นภาพศพในน้ำ และภาพสะท้อนของตำรวจที่ยืนห้อมล้อมอยู่รอบสระ … วิธีการดังกล่าวมันช่างสอดคล้องแนวคิด ‘ภาพยนตร์คือมายา’ ใครต่อใครย่อมครุ่นคิดว่าภาพช็อตนี้ถ่ายจากใต้พื้นผิวน้ำ แต่แท้จริงแล้วกลับถ่ายจากเบื้องบน!

ภาพแรกของคฤหาสถ์ลึกลับ กล้องตั้งอยู่บนเครนเคลื่อนติดตาม Joe Gillis ยกสูงเหนือศีรษะขณะก้าวขึ้นบันได แต่ความน่าสนใจคือช็อตถัดไป แทนที่จะบันทึกภาพมุมอื่นๆของสถานที่แห่งนี้ กลับย้อนกลับมาถ่ายภาพ Joe หันศีรษะมองโดยรอบคฤหาสถ์ที่ดูรกๆ ถูกปล่อยทิ้งร้าง สำแดงความผิดหวัง เอือมละอา อิจฉาริษยา เหมือนเขานำมาเปรียบเทียบกับตนเอง ทำไมฉันถึงไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จแบบนี้บ้าง?


ภาพแรกของ Norma Desmond กล้องถ่ายจากด้านนอกค่อยๆซูมเข้าหา เธอยืนอยู่ชั้นบนของคฤหาสถ์ หลบด้านหลังม่านหน้าต่าง ตะโกนเรียก Joe Gillis ครุ่นคิดเข้าใจผิดว่าเขาคือพนักงานทำศพสัตว์เลี้ยง … แต่เรายังสามารถตีความคำพูดประโยคนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง “Why have you kept me waiting so long?” ทำไมคนในวงการภาพยนตร์ถึงทอดทิ้งบุคลากรจากยุคหนังเงียบอย่างไร้เยื่อใย

บางคนอาจเปรียบเทียบ ความตายของชิมแปนซีเพื่อนรัก = การมาถึงของ Joe ที่จะกลายเป็นรักครั้งใหม่ของ Norma, แต่ผมมองในเชิงสัญลักษณ์ถึงจุดจบ/งานศพยุคสมัยหนังเงียบ (มนุษย์วิวัฒนาการมาจากลิง, หนังพูดก็วิวัฒนาการมาจากหนังเงียบ)

“I am big. It’s the pictures that got small” หนึ่งในคำกล่าวอมตะของหนัง ได้รับการโหวตติดอันดับ…
- Premiere Magazine: 100 Greatest Movie Lines (2004) ติดอันดับ #91
- AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #24
คำกล่าวนี้ของ Norma ไม่ได้มีความหมายในเชิงกายภาพ ขนาดโปรดักชั่น หรือจอฉายหนังที่เล็กลง (ตรงกันข้าม สเกลงานสร้าง รวมถึงขนาดจอฉายหนัง CinemaScope ในทศวรรษ 50s ยิ่งใหญ่อลังการกว่ายุคหนังเงียบหลายเท่าตัว) ผมครุ่นคิดว่าน่าจะสื่อถึงวิสัยทัศน์ของสตูดิโอและผู้สร้างภาพยนตร์ ในมุมมองของเธอ หนังเสียงคงเต็มไปด้วยข้อจำกัด บทพูดทำลายอิสรภาพทางการแสดงออกทางร่างกาย ไม่สามารถปลดปล่อยตนเอง ทุกสิ่งอย่างจึงดูเล็กลีบลง
แต่คำกล่าวนี้สะท้อนอาการลุ่มหลงตนเองของ Norma ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับภาพยนตร์ยุคสมัยใหม่ จึงเต็มไปด้วยอคติต่อต้าน สร้างกำแพงขึ้นมากีดขวางกั้น จมปลักอยู่ในโลกมายา แถมยังครุ่นคิดว่าฉันยังยิ่งใหญ่ ดาวดาราเปร่งประกายค้างฟ้า โดยไม่รับรู้ว่าวันเวลาของเธอได้สิ้นสุดลง

ฉากภายในคฤหาสถ์ของ Norma Desmond ออกแบบตกแต่งโดย Hans Dreier มุ่งเน้นความโอ่โถง หรูหรา บันไดโค้ง เพดานสูง รับอิทธิพลจากจากสถาปัตยกรรม Gothic เต็มไปด้วยรูปถ่ายใส่กรอบ ภาพวาดติดผนังขนาดใหญ่ (ล้วนเป็นสิ่งสนองความลุ่มหลงในตนเองของตัวละคร) เครื่องดนตรีออร์แกน รวมถึงอุปกรณ์สำหรับฉายภาพยนตร์
เกร็ด: ภาพวาดคาวบอยควบขี่ม้าที่บดบังจอฉายภาพยนตร์ Joe Gillis เล่าว่า Norma ได้รับจาก “some Nevada Chamber of Commerce.” นี่เป็นการพาดพิงถึง Rex Bell สามีของนักแสดงหนังเงียบ Clara Bow เขาเคยเล่นหนัง Western เกรด B และยังดำรงตำแหน่งประธาน Nevada Chamber of Commerce (ต่อมายังไต่เต้าเป็น Lieutenant Governor of Nevada)





ผมเคยอธิบายไปแล้วว่า Gloria Swanson คือคนขับไล่ผู้กำกับ Erich von Stroheim ออกจากกองถ่าย Queen Kelly (1929) [เป็นหนังสร้างเสร็จแค่บางส่วน] ซึ่งการเลือกหนังเงียบเรื่องนี้มาฉาย นอกจากเลือนลางระหว่างชีวิตจริง-ภาพยนตร์ ยังสร้างความน่าเชื่อให้กับตัวละคร กล่าวคือ Max von Mayerling รู้สึกผิดที่ทอดทิ้ง Norma Desmond เลยหวนกลับมาเป็นพ่อบ้าน คนรับใช้ ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อไม่ให้เธอสูญเสียตนเอง
เกร็ด: การเลือกฉาย Queen Kelly (1929) ทำให้กลายเป็นกระแสขึ้นมาเล็กๆ นิตยสาร Variety ถึงขนาดตีพิมพ์บทความหนึ่งหน้ากระดาษเต็มๆ และปีที่ Erich von Stroheim เสียชีวิต ค.ศ. 1957 มีการนำหนังเงียบเรื่องนี้มาฉายซ้ำ

ผมยังจดจำครั้งแรกที่พบเห็นบรรดาสมาชิก Waxworks (โดยปกติแล้วแปลว่าหุ่นขี้ผึ้ง แค้ในบริบทของหนังคือเพื่อนนักแสดงหนังเงียบที่ต่างแก่ชราภาพ ใกล้ลงโลง ไม่ต่างจากรูปปั้น) เกิดความห่อเหี่ยว เปลี่ยวใจ ประกอบด้วย H. B. Warner, Anna Q. Nilsson และโดยเฉพาะ Buster Keaton ที่คนส่วนใหญ่น่าจะรับรู้จักเป็นอย่างดี ไม่มีใครเอาชนะสังขาร โรยราไปตามกาลเวลา
แซว: Buster Keaton คือนักเล่นบริดจ์ฝีมือเยี่ยม เป็นที่ต้องการตัวในทุกๆงานเลี้ยงสังสรรค์ของบรรดานักแสดงรุ่นเก่า แต่เห็นว่าไม่ได้ร่ำเรียนจากใคร สอนตัวเอง (Self Taught) จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ

ระหว่างรับชมผมไม่ได้ครุ่นคิดอะไรกับซีนนี้ สองนักแสดงโยกเต้นเริงระบำไปโดยรอบ กล้องเคลื่อนเลื่อนติดตาม แต่ยุคสมัยนั้นถ่ายทำยังไง? มันยังไม่มีกล้อง Hand-Held หรืออุปกรณ์ที่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ?
ผมอ่านเจอว่าตากล้อง John F. Seitz ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Dance Dolly หรือก็คือรถเข็น (Wheeled Platform) ติดตั้งกล้องไว้บนฐาน เป็นเทคนิคเดียวกับที่เขาเคยใช้ถ่ายทำ Rudolph Valentino เต้นรำ Tango ในภาพยนตร์ The Four Horsemen of the Apocalypse (1921)

ค่ำคืนวันสิ้นปี, ตอนหัวค่ำ Joe สวมชุดทักซิโด้เต้นรำสองต่อสองกับ Norma (ออกแบบเสื้อผ้าโดย Edith Head) ไม่มีการเชื้อเชิญแขกเหรื่อ (เพียงพ่อบ้านและนักดนตรี) สังเกตว่าพื้นห้องสีดำขลับ ลวดลายเหมือนหยากไย่ รังผึ้งหกเหลี่ยม สัญญะของพันธนาการ พยายามฉุดเหนี่ยวรั้งเขาไว้
หลังมีการทะเลาะเบาะแว้ง Joe หลบหนีออกจากคฤหาสถ์ เดินทางไปอพาร์ทเมนท์ของเพื่อนสนิท Artie Green สถานที่แห่งนี้ดูธรรมดาๆ แต่คาคลั่งด้วยผู้คน แต่งตัวสบายๆ สนุกสนานครื้นเครง ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ (จากควันบุหรี่?) เครื่องดื่มมีปริมาณจำกัด … ทั้งสองสถานที่ราวกับโลกคนละใบ มีความแตกต่างตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง!


Norma พยายามฆ่าตัวตาย นั่นทำให้ Joe รู้สึกผิดที่กล่าวถ้อยคำรุนแรง จึงจำใจต้องหวนกลับมา ยินยอมให้เธอโอบกอด จากนั้นภาพ Fade-To-Black ยุคสมัยนั้นเพื่อให้สามารถผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code หนังจึงชอบใช้ลูกเล่นแบบนี้ ขึ้นกับผู้ชมจักสามารถครุ่นคิดจินตนาการว่าพวกเขาจะทำอะไรกัน

Norma Desmond Follies มีการแต่งตัว ทำท่าทางเลียนแบบ ประกอบด้วยสองการแสดง
- ชุดแรกคือเลียนแบบการประกวด Bathing Beauty ของโปรดิวเซอร์ Mack Sennett จัดขึ้นที่ Venice Beach ระหว่างปี ค.ศ. 1915-28
- Gloria Swanson เคยร่วมงานกับ Mack Sennett เมื่อปี ค.ศ. 1916 และมีภาพถ่ายในชุดอาบน้ำ แต่เธอปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยเข้าร่วมการประกวดดังกล่าว … จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน
- และชุดหลังแต่งตัว สวมบทบาท Little Tramp ของ Charlie Chaplin


เมื่อตอนที่ Norma Desmond เดินทางมาเยี่ยมเยียนผกก. Cecil B. DeMille ยังโรงถ่าย 18 ขณะนั้นกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ Samson and Delilah (1949) ช่วงแรกๆไม่มีใครสนใจ แต่เมื่อสปอร์ตไลท์สาดส่อง เธอกลายศูนย์กลางจักรวาล ผู้คนมากมายกรูเข้ามาห้อมล้อม พูดคุยทักทาย ยินดีที่ได้พบเจอกัน … นี่เป็นซีเควนซ์ที่สำแดงมนต์เสน่ห์ของดาวดารา เมื่อแสงสปอร์ตไลท์สาดส่องลงมา ทำให้เธอเจิดจรัส เปร่งประกาย กลายเป็นที่รักของใครๆ
เกร็ด: Cecil B. DeMille ตอบรับเล่นหนังแค่เพียงซีเควนซ์นี้(ถ่ายทำสองวัน)ด้วยค่าจ้าง $10,000 เหรียญ พร้อมรถ Cadillac อีกหนึ่งคัน! ภายหลังผกก. Wilder อยากจะถ่ายเพิ่มตอนจบเพื่อให้สอดคล้องประโยค “All right, Mr. DeMille, I’m ready for my close-up.” พี่แกเรียกค่าตัวเพิ่มอีก $10,000 เหรียญ เลยไม่เอาดีกว่า!

เมื่อตอนที่ Joe มิอาจอดรนทนต่อพฤติกรรมครอบงำของ Norma เขาพยายามพูดบอกทุกสิ่งอย่าง แต่เธอกลับปิดกั้น ไม่รับฟัง หลงเชื่อคำของพ่อบ้าน “I’m greatest star of them all.” นั่นกระมังคือเหตุผลของการฆาตกรรม พลัดตกลงสระน้ำ จมอยู่ภายในจิตใต้สำนึก ปฏิเสธยินยอมความจริงบังเกิดขึ้น


บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสอบถามโน่นนี่นั่น แต่ทว่า Norma กลับหูทวนลม ทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจ จนกระทั่งได้ยินใครคนหนึ่งพูดว่า “Camera” แสงสะท้อนเข้าดวงตา ปลุกตื่นขึ้นจากฝัน เกิดความกระตือรือล้น สนอกสนใจ สอบถามพ่อบ้าน Max กล้องอยู่ไหน? นี่คืออาการหลงผิด (Delusional) จมปลักอยู่ในโลกมายา


เธอคนนี้คือ Hedda Hopper ชื่อจริง Elda Furry (1885-1966) อดีตนักแสดงตั้งแต่ยุคหนังเงียบ ก่อนผันตัวมาเป็นนักเขียนซุบซิบ (Gossip Columnist) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอื้อฉาวมากๆใน Hollywood อาทิ โจมตี Citizen Kane (1941) ที่ใช้บุคคลต้นแบบ William Randolph Hearst มานำเสนอเรื่องราวเสียๆหายๆ, ข่าวลือเกี่ยวกับ Ingrid Bergman ทอดทิ้งสามีไปอยู่กินผกก. Roberto Rossellini ฯ

ในมุมของ Norma จากคำบอกกล่าวของ Max กำลังเข้าฉากเจ้าหญิง Salome? เดินลงบันได (ดนตรีบรรเลงจังหวะ Tango) พานผ่านผู้คนรายล้อมมากมาย ตกตะลึงงันในความงดงามเจิดจรัสของเธอ
แต่แท้จริงแล้วบรรดานักข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับการแสดงออกของ Norma สงสารเห็นใจ? สมเพศเวทนา? เธอคนนี้คือยัยบ้า? เลยปล่อยให้ค่อยๆก้าวลงจากบันได (ตรงกันข้ามกับภาพแรกในคฤหาสถ์หลังนี้ที่ Joe Gillis ก้าวขึ้นบันได) เคลือบแฝงนัยยะถึงดาวดารากำลังร่วงหล่น ลาลับขอบฟ้า กลับสู่พื้นพสุธา สูงสุดกลับสู่สามัญ

“All right, Mr. DeMille, I’m ready for my close-up.” หนึ่งในคำกล่าวอมตะของหนัง ได้รับการโหวตติดอันดับ…
- Premiere Magazine: 100 Greatest Movie Lines (2004) ติดอันดับ #6
- AFI’s 100 Years… 100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #7
สุนทรพจน์ของ Norma ทำราวกับว่าเธอกำลังรายล้อมรอบด้วยบรรดาแฟนคลับ กล่าวขอบคุณ แสดงความซาบซึ้งกินใจ เตรียมความพร้อมเข้าฉากภาพยนตร์ และประโยคสุดท้ายมันคือที่สุดของความหลอกหลอนต่อมายาภาพยนตร์ จมอยู่กับความหลงผิด ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

ภาพสุดท้ายของหนัง Norma ค่อยๆคืบคลานเข้าหาหน้ากล้อง ก่อนภาพถูกทำให้เบลอๆ ตัวเธอค่อยๆลบเลือนหาย ชีวิต-ความตาย ไม่มีใครสามารถเป็นอมตะเหนือกาลเวลา!
และทิ้งท้ายกับภาพ The End ซ้อนทับโลโก้สตูดิโอ Paramount ซึ่งมีความเลือนลางอยู่ด้านหลัง แถมทิวทัศน์ท้องฟ้ายังปกคลุมด้วยก้อนเมฆมืดครื้ม สักวันวงการภาพยนตร์ย่อมถึงกาลล่มสลาย ลบเลือนหายตามกาลเวลา ไม่แตกต่างกัน!


ตัดต่อโดย Doane Harrison (ขาประจำผกก. Wilder ตั้งแต่เรื่องแรกจนถึง Sunset Boulevard) และ Arthur Schmidt (ขาประจำผกก. Wilder ตั้งแต่ Sunset Boulevard จนถึงผลงานยุคหลังๆ)
เริ่มต้นพบเห็นชายคนหนึ่งล่องลอยคอเป็นศพในสระน้ำ ใบหน้าเลือนลาง คนเพิ่งรับชมหนังครั้งแรกจะยังไม่รับรู้ว่าเขาคือใคร? ครุ่นคิดว่าเป็นคนละคนกับเสียงบรรยายเล่าเรื่องของนักเขียนหนุ่ม Joe Gillis จนกระทั่งตอนจบถึงตระหนักว่าคือบุคคลเดียวกัน เช่นนั้นแล้วเสียงได้ยินมันคือ เสียงผี? ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่นำไปสู่จุดจบชีวิต เหมือนเป็นการสารภาพ สำนึกผิด ถ้าฉันไม่กะล่อนปลิ้นปล้อน ฉกฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ก็คงไม่ประสบโศกนาฎกรรมเช่นนี้
- อารัมบท
- ป้ายถนน Sunset Boulevard + Opening Credit
- นักข่าวแห่กันมาทำข่าวคดีฆาตกรรมในคฤหาสถ์หลังหนึ่ง พบเจอศพผู้เสียชีวิตล่องลอยคออยู่ในสระน้ำ
- นักเขียนหนุ่ม Joe Gillis
- ย้อนเวลากลับไปหกเดือนก่อน ณ อพาร์ทเม้นท์ของ Joe Gillis มีพนักงานทวงหนี้มาเรียกคืนรถ
- Joe เดินทางไปหาผู้บริหารสตูดิโอ เพื่อนร่วมงาน เพื่อขอหยิบยืมเงินมาจ่ายค่ารถ
- ระหว่างทางพบเจอพนักงานทวงหนี้ ขับรถหลบหนี เลี้ยวเข้ามายังคฤหาสถ์ลึกลับหลังหนึ่ง
- คฤหาสถ์ลึกลับของ Norma Desmond
- การมาถึงของ Joe
- Joe ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพนักงานทำศพสัตว์เลี้ยง ได้รับการเชื้อเชิญเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ พบเจอกับ Norma Desmond
- พอเปิดเผยว่าตนเองเป็นนักเขียน Norma จึงเสนอบทหนังที่พัฒนาขึ้น ขอให้เขาช่วยปรับปรุงแก้ไข (Script Doctor)
- ค่ำคืนนี้หลับนอนในห้องพักเหนือโรงจอดรถ
- เช้าวันถัดมา พ่อบ้านขนย้ายเสื้อผ้า/สิ่งข้าวของ Joe จากอพาร์ทเม้นท์มาให้เสร็จสรรพ แม้ไม่เต็มใจนักแต่ก็ไม่ปฏิเสธขัดขืน
- ชีวิตที่ถูกจองจำ
- Joe อดรนทนปรับปรุงบทหนังของ Norma
- ร่วมรับชมหนังเงียบ Queen Kelly (1929)
- เล่นไพ่กับผองเพื่อน Waxworks
- พนักงานทวงหนี้ยึดรถของ Joe
- Norma พยายามปรนเปรอ Joe ด้วยเสื้อผ้า สิ่งข้าวของมีค่า
- ค่ำคืนนี้ฝนตกหนัก Joe ย้ายมาอยู่ในคฤหาสถ์ ห้องนอนของอดีตสามี หรือก็คือพ่อบ้าน เปิดเผยตนเองว่าเคยเป็นผู้กำกับชื่อดัง
- ปีใหม่อันขมขื่น
- วันปีใหม่ Norma ไม่ได้เชื้อเชิญใคร ต้องการใช้เวลาสองต่อสองอยู่กับ Joe เริงระบำ พรอดรัก แต่เขากลับผลักไสออกห่าง
- Joe หนีออกจากคฤหาสถ์ แวะเวียนมายังอพาร์ทเม้นท์เพื่อนสนิท Artie Green แล้วแอบตกหลุมรัก Betty Schaefer
- Joe ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า Norma พยายามจะฆ่าตัวตาย ทำให้เขาตัดสินใจหวนกลับคฤหาสถ์หลังนั้น แล้วกลายเป็นคนรักของเธอ
- การมาถึงของ Joe
- Paramount Studios
- Norma ได้รับโทรศัพท์จากสตูดิโอ Paramount แต่ปฏิเสธรับสายเพราะปลายทางไม่ใช่ Cecil B. DeMille
- Norma พยายามปรนเปรอ Joe สารพัด ทำการแสดง Charlie Chaplin
- Norma เดินทางไปยังสตูดิโอ Paramount เพื่อพบเจอกับ Cecil B. DeMille
- ระหว่างที่ Norma พบเจอกับ DeMille, Joe ก็แอบพรอดรักกับ Betty
- ครุ่นคิดว่าตนเองกำลังจะได้หวนกลับมาแสดงหนัง Norma ใช้บริการทำสวยสารพัด
- แต่ยามค่ำคืน Joe แอบขับรถมายังสตูดิโอ Paramount เพื่อพัฒนาบทหนังเรื่องใหม่กับ Betty
- ค่ำคืนโศกนาฎกรรม
- Betty สารภาพรักกับ Joe
- พอกลับมาคฤหาสถ์ พบเห็น Norma โทรศัพท์ติดต่อหา Betty เขาจึงชักชวนเธอมาค้นพบเบื้องหลังความจริง
- Betty เดินทางมาถึงคฤหาสถ์ลึกลับ Joe เปิดเผยทุกสิ่งอย่าง
- Joe เก็บข้าวของ ตั้งใจจะย้ายออกจากคฤหาสถ์หลังนี้ Norma พยายามฉุดเหนี่ยวรั้ง ก่อนพลั้งพลาดปืนลั่น
- วันถัดมานักข่าวมารุมล้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเชิญตัว Norma ไปสถานีตำรวจ
- Norma เสร็จลงจากบันได
เพลงประกอบโดย Franz Waxman หรือ Franz Wachsmann เกิดที่ Königshütte, German Empire (ปัจจุบันคือ Chorzów, Poland) ในครอบครัวเชื้อสาย Jews เมื่อตอนสามขวบถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ตาซ้ายบอดสนิท โตขึ้นเข้าเรียนการแต่งเพลง/กำกับวงดนตรี Dresden Music Academy จบออกมากลายเป็นวาทยกรให้กับภาพยนตร์ The Blue Angel (1930), ได้รับเครดิตครั้งแรก Burglars (1930), เริ่มมีชื่อเสียงกับ Liliom (1934), การมาถึงของ Nazi Germany จึงตัดสินใจอพยพย้ายสู่สหรัฐอเมริกา สรรค์สร้างผลงานเด่นๆมากมายนับไม่ถ้วน Bride of Frankenstein (1935), Fury (1936), Captains Courageous (1937), The Philadelphia Story (1940), Rebecca (1940), Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1941), Suspicion (1941), Sunset Boulevard (1950), Night and the City (1950), A Place in the Sun (1951), Rear Window (1954), The Nun’s Story (1959) ฯ
งานเพลงของ Waxman ขึ้นชื่อเรื่องการบดขยี้ บีบเค้นคั้นอารมณ์ผู้ชม ด้วยการจัดเต็มวงออร์เคสตรา มุ่งเน้นความยิ่งใหญ่อลังการ ท่วงทำนองออกไปทาง Romanticism ฟังดูไม่น่าจะเข้ากับ Sunset Boulevard (1950) ที่มีกลิ่นอายหนังนัวร์นัก แต่เนื้อหาหลักๆเกี่ยวกับความรักระหว่าง Norma Desmond & Joe Gillis ความผิดหวัง นำสู่โศกนาฎกรรม … ก็ถือว่ามีความเป็นโรแมนติกอยู่เล็กๆกระมัง
แต่จริงๆแล้ว Romanticism ไม่ได้จำเป็นว่าบทเพลงต้องมีความหวานแหวว โรแมนติก ความหมายคือท่วงทำนองสำแดงออกทางอารมณ์ (Emotional Intensity) สร้างสัมผัสบางอย่างให้เกิดขึ้นกับผู้ชม ไม่ว่าจะดีใจ-เศร้าโศก รัก-โลภ-โกรธ-หลง หมกมุ่น-กระตือรือล้น-สิ้นหวัง ฯ
มันไม่ใช่ว่า Waxman เลือกทำเพลงที่มีแต่ออร์เคสตรา บทเพลงไหนที่เกี่ยวกับ Norma Desmond มักสอดแทรกจังหวะ Tango ได้แรงบันดาลใจจากรสนิยม คำโอ้อวดว่าเคยเต้นรำกับ Rudolph Valentino (ลองสังเกตใน Main Theme เป็นช่วงที่มีท่วงนองเซ็กซี่ อีโรติกยิ่งนัก), ตรงกันข้ามกับ Joe Gillis มักใช้ทำนอง Bebop ดนตรีแห่งอิสรภาพ กำหนดลีลาชีวิตของตนเอง
คนที่ไม่ใช่นักฟังเพลงอาจไม่สามารถแยกแยะ Leitmotifs (วลีดนตรีที่เกิดซ้ำๆ) หลังจากผมไล่รับฟังทั้งอัลบัมก็ครุ่นคิดว่าเสียงเครื่องเป่าเศร้าๆ เหงาๆ โดดเดี่ยวเดียวดายของบทเพลง Joe Wakes Up In Normas House มีท่วงทำนองหลักเด่นชัดเจนที่สุดแล้วกระมัง
บทเพลงที่ Max von Mayerling (Erich von Stroheim) บรรเลงออร์แกนปลุกตื่น Joe Gillis ก็คือ Johann Sebastian Bach: Toccata and Fugue in D Minor, BWV 565 (1705) ด้วยท่วงทำนองหลอกหลอน สไตล์ Baroque กลิ่นอาย Gothic และมักบรรเลงในโบสถ์คริสต์ จึงทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดๆว่าเป็นบทเพลงงานศพ (Funeral Song) แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะครับ ความตั้งใจของ Bach ใช้สำหรับอารัมบทก่อนเข้าพิธีทางศาสนา (Church Service) เท่านั้นเอง!
เกร็ด: Dr. Jekyll and Mr. Hyde (1931) คือภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเอา Bach: Toccata and Fugue in D Minor มาใช้สร้างบรรยากาศหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง
ลองเปรียบเทียบกับอีกบทเพลง As Long As The Ladys Paying เปลี่ยนจากโซโล่เครื่องเป่า มาเป็นประสานเสียงออร์เคสตรา ท่วงทำนองหลักเดียวกันเปี๊ยบกับ Joe Wakes Up In Normas House แต่มอบสัมผัสทางอารมณ์แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง! เมื่อคนจ่ายเงินไม่ใช่ฉัน เลยสามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบ สำเริงกายใจ
มีอยู่สี่บทเพลงดังขึ้นในค่ำคืนปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประกอบด้วย
- La Cumparsita (1916) เพลง Tango แต่งโดย Gerardo Matos Rodríguez
- Diane (1950) แต่งโดย Erno Rapee and Lew Pollack
- Buttons and Bows (1948) แต่งโดย Jay Livingston & Ray Evans
- Auld Lang Syne (1788)
บทเพลงหลอกหลอนที่สุดในหนังก็คือ The Comeback เริ่มตั้งแต่ Norman ได้ยินใครบางคนพูดกล้อง (Camera) ราวกับวิญญาณนักแสดงเข้าสิงสถิต ครุ่นคิดว่ากำลังจะถ่ายหนัง พอแสงไฟสาดส่อง ค่อยๆก้าวย่างลงบันได (อย่างอีโรติกด้วยจังหวะ Tango) แสดงอาการหลงผิด หลอกตนเอง จมปลักอยู่ในโลกมายา … เธอคนนี้ช่างสิ้นหวังเกินเยียวยา
เมื่อปี ค.ศ. 1886, นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ Hobart Johnstone Whitley (1847-1931) หรือ H.J. Whitley เพิ่งแต่งงานกับภรรยาคนที่สอง Margaret Virginia Whitley เดินทางมาฮันนีมูน ณ Los Angeles, California ยืนอยู่บนเทือกเขา มองลงมาเห็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ขณะนั้นมีชายชาวจีนกำลังลากรถบรรทุกไม้เดินผ่าน Whitley สอบถามว่ากำลังทำอะไร ได้รับตอบ “I holly-wood” (ได้ยินเพี้ยนมาจาก hauling wood) เกิดความประทับใจในชื่อ จึงขอซื้อที่ดินบริเวณนี้ 480 เอเคอร์ แล้ววางแผนเรียกเมืองแห่งใหม่ว่า Hollywood … H.J. Whitley ได้รับการขนานนามว่า The Father of Hollywood
วงการภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกามีจุดเริ่มต้นจาก Thomas Edison ก่อตั้งบริษัท Motion Picture Patents Company ขึ้นที่ New Jersey เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 1908 ใครอยากจะสร้างภาพยนตร์ก็ต้องหยิบยืมอุปกรณ์ ถือครองสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียว แถมยังชอบกีดกัน สรรหาข้ออ้างโน่นนี่นั่น จนสร้างความเอือมระอาให้บรรดาผู้สร้างภาพยนตร์มองหาดินแดนแห่งใหม่
ก่อนหน้าที่วงการภาพยนตร์จะย้ายมาปักหลักตั้งถิ่นฐานยัง Hollywood, เมื่อปี ค.ศ. 1910 ผู้กำกับ D.W. Griffith เคยเดินทางออกทัวร์ชายฝั่งตะวันตก พบเจอชุมชนเล็กๆแห่งนี้ แล้วมีโอกาสบันทึกภาพ ถ่ายทำหนังเรื่องแรก In Old California (1910) ความยาว 17 นาที … ฟีล์มหนังเรื่องนี้เคยสูญหายไปนาน ก่อนได้รับการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 2004
สำหรับสตูดิโอภาพยนตร์แห่งแรกก่อตั้งสาขาขึ้นที่ Hollywood, Los Angeles ก็คือ Nestor Motion Picture Company (บริษัทแม่อยู่ที่ New Jersey) เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911 ตั้งอยู่ยัง 6121 Sunset Boulevard, จากนั้นสตูดิโอใหญ่ๆก็ทะยอยติดตามกันมา เพราะตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้มีภูมิประเทศ ใกล้ภูเขา ใกล้ทะเล เรียกว่ามีทุกสิ่งอย่างเพียบพร้อมสรรพสำหรับลงทุนธุรกิจภาพยนตร์
ในทศวรรษ 1920s วงการภาพยนตร์ได้เจริญเติบโตจนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลำดับที่ห้าของสหรัฐอเมริกา เพรียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกสิ่งอย่าง จนได้รับการขนานนามโรงงานแห่งความฝัน (Dream Factory) ใครอยากมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทองล้นฟ้า กลายเป็นดาวดารา เติมเต็มอุดมการณ์ “American Dream” ก็ต้องเดินทางมายัง Hollywood
เมื่อประสบความความสำเร็จ เงินทองก็ไหลมาเทมา เส้นทางถนน Sunset Boulevard (คงเพราะอยู่ไม่ห่างไกลจากสตูดิโอภาพยนตร์) จึงกลายเป็นสถานที่อยู่อาศัยของบรรดาบุคคลมีชื่อเสียง นักแสดง มหาเศรษฐี ก่อสร้างคฤหาสถ์หรูหราหลังใหญ่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของวงการภาพยนตร์ก็คือ The Jazz Singer (1927) ก่อนหน้านี้นิยามของภาพยนตร์ (Motion Picture) ก็คือภาพเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงนอกจากนักดนตรีบรรเลงสดในโรงหนัง แต่การมาถึงของอุปกรณ์บันทึกเสียง (Sound Recorder) ทำให้ผู้สร้างสามารถใส่เสียงพูด เสียงประกอบให้กับภาพเคลื่อนไหว … The Jazz Singer (1927) อาจไม่ใช่หนังเสียงเรื่องแรก แต่คือภาพยนตร์ที่จุดกระแสหนังพูด (Talking Picture) ให้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ในขณะที่หนังเงียบใช้เพียงท่วงท่า สีหน้า สำแดงอารมณ์ผ่านอากัปกิริยาเคลื่อนไหว ไม่จำเป็นต้องออกเสียงใดๆ (มีข้อความอักษรปรากฎขึ้นแทนบทสนทนา) การมาถึงของหนังพูด (Talking Picture) ราวกับอัสนีบาตฟาดลงกลางใจ เพราะมันไม่มีทางที่ลีลาการแสดง (Expressionist) จะเหมาะสมเข้ากับหนังเสียง อีกทั้งสำเนียง ภาษา การสำแดงปฏิกิริยาผ่านถ้อยคำพูด นี่คือศาสตร์การแสดงรูปแบบใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ปรับตัว
ไม่ใช่ทุกคนจะให้การยินยอมรับ สามารถปรับตัวสู่หนังพูด (Talkie) หนึ่งในนั้นก็คือ Norma Desmond คงเพราะเธอเติบโตในยุคสมัยหนังเงียบ ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า มันจึงสายเกินที่จะปรับตัวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ อีกทั้งเงินทองเหลือกินเหลือใช้ เลยเลือกกักขังตนเองอยู่ในคฤหาสถ์หรูหราย่าน Sunset Boulevard จมปลักภาพมายา ปฏิเสธออกไปเผชิญหน้าโลกความจริง
การมาถึงของชายหนุ่มหล่อ นักเขียนไส้แห้ง Joe Gillis กำลังทำให้ทุกสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป ในมุมของ Norma เขาคงคือบุคคลที่โชคชะตากำหนดมาให้พบรักครั้งใหม่ และโอกาสจะ ‘Come Back’ หวนกลับสู่วงการภาพยนตร์อีกครั้ง, ตรงกันข้ามกับไอ้หนุ่มเมื่อวานซืน นักฉวยโอกาส เห็นเธอคือบ่อเงินบ่อทอง ยินยอมทำตามคำร้องขอแลกเศษเงิน เสร็จงานเมื่อไหร่ก็พร้อมตีจากไป
ในขณะที่ Norma จมปลักอยู่ในโลกมายาของ Hollywood ลุ่มหลงกับชื่อเสียง ความสำเร็จ ครุ่นคิดว่าตนเองยังคงโด่งดังค้างฟ้า ดาวดาราเปร่งประกายทั่วนภา, Joe Gillis ก็ไม่แตกต่างกันนัก หลงเข้ามาในคฤหาสถ์ลึกลับ ครุ่นคิดว่าทุกสิ่งอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของตนเอง แต่ตั้งแต่ก้าวย่างเข้ามา ตอบรับงานปรับปรุงบทหนัง นั่นคือวินาทีที่เขาติดกับดักใยแมงมุม ถูกกังขังหน่วงเหนี่ยว ไม่สามารถดิ้นหลบหนีพ้น
การที่หนังดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายของ Joe ซึ่งพบเห็นเป็นศพล่องลอยคออยู่ในสระน้ำตั้งแต่ฉากแรก สามารถสื่อถึงการจมปลักอยู่กับความตายของตัวละคร กลายเป็นผีแล้วยังว่ายเวียนวน(อยู่ในสระน้ำ) ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ต้องการสารภาพ สำแดงความสำนึกผิด ป่าวประกาศให้ชาวโลกรับรู้เป็นบทเรียน ว่าอย่าปล่อยตัวปล่อยใจ ลุ่มหลงระเริงในสรรพมายา ชื่อเสียง เงินทอง ความสำเร็จ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ตายไปก็ไม่หลงเหลืออะไร
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึก ‘เศร้า’ ต่อวงการภาพยนตร์ Hollywood คือชาวอเมริกันไม่ค่อยเห็นคุณค่าของคนรุ่นก่อน มันอาจมีบางคนยังจดจำ Norma แต่ส่วนใหญ่มองเธอเพียงคนแปลกหน้า หญิงแก่ธรรมดาๆ โดยเฉพาะ Joe ใช้ถ้อยคำพูด/แสดงออกอย่างไร้สัมมาคารวะ นี่ถือเป็นภาพสะท้อนสังคมอเมริกัน สนเพียงอำนาจ-ผลประโยชน์ ใครหมดมูลค่าก็พร้อมเฉดหัว อ้างเรื่องธุรกิจ แล้วบอกว่านั่นคือความเป็น(มือ)อาชีพ … มันช่าง ‘Ironic’ ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับสมญานามเดียวกับอุดมการณ์อเมริกัน (Dream Factory = American Dream)
ยุคสมัยนั้นหาได้ยากที่ภาพยนตร์ Hollywood จักสามารถจบลงอย่าง Sunset Boulevard (1950) ก็น่าจะเรียกได้ว่า Bad Ending เพราะพระเอกถูกฆาตกรรม ไม่ได้ครองรักหญิงสาว Betty (ที่เป็นสัญญะแห่งความหวัง) รวมถึง Norma จมปลักอยู่ในโลกมายา! เหล่านี้ล้วนสื่อถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัย หนังเงียบไม่มีวันหวนกลับคืนมา หรือมองว่าเป็นการพยากรณ์จุดจบ Old Hollywood/Classical Hollywood และเหมารวมอนาคตวงการภาพยนตร์ สักวันย่อมต้องถึงกาลล่มสลาย
Sunset Boulevard อาจคือชื่อถนนแห่งหนึ่งในย่าน Hollywood แต่เราสามารถตีความถึงเส้นทางชีวิต ช่วงเวลาอาทิตย์อัสดง ย่ำสนธยา ดาวดาราอับแสง ไม่มีใครสามารถเอาชนะความเปลี่ยนแปลง สูงสุดกลับสู่สามัญ
เรื่องราวของหนังถือว่ามีความละเอียดอ่อนในยุคสมัยนั้น Paramount จึงมีการจัดฉายรอบพิเศษให้กับผู้บริหารสตูดิโอ รวมถึงนักแสดงหนังเงียบหลายๆคน Mary Pickford อินกับหนังมากๆ, Barbara Stanwyck ถึงขนาดคุกเข่าจุมพิตกระโปรงของ Gloria Swanson, แต่ทว่า Louis B. Mayer ตวาดใส่ผกก. Wilder
You have disgraced the industry that made and fed you! You should be tarred and feathered and run out of Hollywood!
Louis B. Mayer
หนังฉายรอบปฐมทัศน์ยัง Radio City Music Hall, New York City ระยะเวลาเจ็ดสัปดาห์ทำเงินได้กว่า $1.02 ล้านเหรียญ จากนั้นออกเดินทางไปฉายตามหัวเมืองต่างๆ Gloria Swanson เล่าว่าขึ้นรถไฟออกทัวร์ 33 รัฐในสหรัฐอเมริกา รวมรายรับของหนัง(เฉพาะในสหรัฐอเมริกา) $2.35 ล้านเหรียญ (เทียบเท่า $30.7 ล้านเหรียญในปี ค.ศ. 2024) ดูจะทำกำไรไม่มากเมื่อเทียบทุนสร้าง $1.75 ล้านเหรียญ
ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar, Golden Globe หลากหลายสาขา แต่ปีนี้มีคู่แข่งที่ถือว่าคู่คี่สูสี นั่นคือ All About Eve (1950) ผลัดกันแพ้-ชนะ โดยเฉพาะสาขานักแสดงนำหญิงเป็นการประชันกันระหว่าง Gloria Swanson vs. Bette Davis ถึงอย่างนั้นผู้ชนะรางวัล Oscar: Best Actress กลับคือ Judy Holliday จากภาพยนตร์ Born Yesterday (1950) นั่นอาจเพราะพวกเธอตัดคะแนนกันเอง เลยส้มหล่นใส่มือที่สาม
- Academy Awards
- Best Motion Picture พ่ายให้กับ All About Eve (1950)
- Best Director
- Best Actor (William Holden)
- Best Actress (Gloria Swanson)
- Best Supporting Actor (Erich von Stroheim)
- Best Supporting Actress (Nancy Olson)
- Best Writing, Story and Screenplay ** คว้ารางวัล
- Best Art Direction-Set Decoration, Black-and-White ** คว้ารางวัล
- Best Cinematography, Black-and-White
- Best Film Editing
- Best Music, Scoring of a Dramatic or Comedy Picture ** คว้ารางวัล
- Golden Globe Award
- Best Motion Picture – Drama ** คว้ารางวัล
- Best Actress – Drama (Gloria Swanson) ** คว้ารางวัล
- Best Supporting Actor (Erich von Stroheim)
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Screenplay
- Best Cinematography – Black and White
- Best Original Score ** คว้ารางวัล
เกร็ด: Sunset Boulevard (1950) ยังคือหนึ่งในสามภาพยนตร์เข้าชิงการแสดงครบทั้งสี่สาขา อีกสองเรื่องคือ My Man Godfrey (1936) และ American Hustle (2013)
กาลเวลาทำให้ Sunset Boulevard (1950) ไม่เพียงกลายเป็นโคตรหนัง Hollywood Classical แต่ยังได้รับการยกย่องกล่าวขวัญจากผู้ชมทั่วโลก หนึ่งใน “Greatest Film of All-Time” ติดอันดับชาร์ทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายๆสำนัก
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #63 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2012) ติดอันดับ #67 (ร่วม)
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #78 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2022) ติดอันดับ #62 (ร่วม)
- AFI’s 100 Years… 100 Movies (1998) ติดอันดับ #12
- AFI’s 100 Years… 100 Movies (10th Anniversary Edition) (2007) ติดอันดับ #16
- The Village Voice: Best Films of the Century (1999) ติดอันดับ #43
- The New York Times: Best 1,000 Movies Ever Made (2002) ไม่มีอันดับ
- National Society of Film Critics: Top 100 Essential Films of All Time (2002) ไม่มีอันดับ
- BBC: The 100 Greatest American Films (2015) ติดอันดับ #54
- Writers Guild of America: 101 Greatest Screenplays (2017) ติดอันดับ #7
ช่วงปลายทศวรรษ 1990s คุณภาพของฟีล์มหนังค่อนข้างย่ำแย่ จึงตัดสินใจทำการบูรณะครั้งแรก วางจำหน่าย DVD ในปี ค.ศ. 2002, จากนั้นเมื่อปี ค.ศ. 2012 จึงทำการ ‘digital restoration’ ซ่อมแซมเฟรมต่อเฟรม และล่าสุด ค.ศ. 2024 เสร็จสิ้นการบูรณะ 4K … ใครสนใจ Blu-Ray 4K ของค่าย Paramount Pictures วางจำหน่ายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 ในโอกาสครบรอบ 75th Anniversary
หนังเงียบคือยุคสมัยที่ผมโปรดปราน การรับชม Sunset Boulevard (1950) พบเห็นยามอัสดงของอดีตดาวดารา นักแสดงเคยเจิดจรัสค้างฟ้า ทำให้เกิดความเศร้าสลดหดหู่ ตระหนักถึงความไม่จีรังของชีวิตและทุกสรรพสิ่งอย่าง ท้ายที่สุดแล้วภาพยนตร์ก็คือมายา สิ่งลวงหลอกตา สักวันย่อมเสื่อมความนิยม เลือนหายตามกาลเวลา
“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ภาพยนตร์เรื่องนี้คืออุทาหรณ์สอนใจ ไม่มีสิ่งใดจีรังยังยืนตราบชั่วกัลปาวสาน นักแสดงเคยเป็นดาวดาราเจิดจรัสค้างฟ้า แต่เมื่อยุคสมัย/กาลเวลาเคลื่อนผ่าน ปัจจุบันหลงเหลือเพียงเถ้าธุลีดิน อย่าปล่อยให้ตนเองจมปลักอยู่ในภาพมายา
จัดเรต 15+ กับบรรยากาศหนังนัวร์ที่สร้างความหลอกหลอน ตัวละครจมปลักอยู่ในภาพมายา
[…] Sunset Boulevard (1950) : Billy Wilder ♥♥♥♥♡ […]