Beau Travail (1999)
: Claire Denis ♥♥♥♥
(18/3/2024) กองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) ครั้งหนึ่งทำการซ้อมรบด้วยการบุกเข้าไปยังอาคารร้าง ไม่แตกต่างจากวิธีการลัทธิจักรวรรดินิยมเข้ายึดครอบครองอาณานิคม (Colonialism) แต่สถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีอะไรสักสิ่งอย่าง แล้วทั้งหมดที่ทำไปเพื่ออะไรกัน?
เมื่อภาพยนตร์เกี่ยวกับชายชาติทหาร สร้างโดยผู้กำกับ/ทีมงานเพศหญิง แทบจะทุกสิ่งอย่างเลยย้อนแย้งกลับตารปัตร สักประมาณกลางเรื่อง ผมเกิดอาการรังเกียจ ขยะแขยง หวาดสะพรึงกลัวอย่างรุนแรง! สัมผัสถึงมุมมองภาพที่เสียดแทงเข้าไปในก้นเบื้องจิตวิญญาณ ก่อนตระหนักได้ว่านั่นคือ “Female Gaze” สายตาสตรีเพศต่อเรือนร่างบุรุษ ราวกับต้องการปลดเปลื้อง ข่มขืน กระทำชำเรา
คนส่วนใหญ่อาจรู้จัก “Male Gaze” สายตาที่ผู้ชายมักจับจ้องมองหญิงสาวด้วยความหื่นกระหาย มุมกล้องเน้นขายเรือนร่าง ความเซ็กซี่ หน้าอกตูมๆ บันท้ายรัดรูป ฯ แต่คุณเคยครุ่นคิดในมุมกลับตารปัตรบ้างไหม ว่าคุณผู้หญิงที่รับชมจะบังเกิดความรู้สึกเช่นใด? … ฉันท์ใดฉันท์นั้นกับ “Female Gaze” หญิงสาวและเก้งกังอาจหัวใจสั่นไหว แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ย่อมรู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วนใจ
Beau Travail (1999) ถือเป็นผลงานมาสเตอร์พีซเรื่องสุดท้ายแห่งศตวรรษ 20 หลายคนอาจมองว่ายังมีภาพยนตร์เข้าฉาย ค.ศ. 1999 โดดเด่นอย่าง All About My Mother, Eyes Wide Shut, Fight Club, Magnolia, The Matrix, The Wind Will Carry Us, Yi Yi ฯ แต่การจัดอันดับของนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ภาพยนตร์เข้าฉายปี ค.ศ. 1999 มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น! และการจัดอันดับครั้งล่าสุด Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #7 และ Director’s Poll (2022) อันดับ #14 (ร่วม) นั่นการันตีถึงอิทธิพล ความทรงคุณค่า ได้รับการยกย่องจากผู้คนหลากหลายแขนง นำเสนอมุมมองสดใหม่จากผู้กำกับหญิง ให้พวกผู้ชายทั้งหลายบังเกิดความหวาดหวั่นในความเป็นบุรุษเพศของตนเอง
รับชมคราก่อนเพราะผมเพิ่งเคยพบเห็น “Female Gaze” เลยไม่ได้สนใจอะไรอื่น (จริงๆก็ยังเข้าไม่ถึงด้วยละ) แต่พอหวนกลับมาคราวนี้หลังรับรู้จักสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Denis โดดเด่นมากๆในการสร้างบรรยากาศตึงเครียด (Sexual Tension) แม้เรื่องราวไม่ได้มีลักษณะ Homosexual แต่คละคลุ้งด้วยกลิ่นอาย Homo-Erotic ซุกซ่อนผ่านเรือนร่าง ภาษากาย ท่าทางขยับเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างจากการเต้นรำ ทำเหมือนเกี้ยวพาราสี พิธีแห่งการร่วมเพศสัมพันธ์
แซว: ผมว่า Singin’ in the Rain (1952) ชิดซ้ายตกกระป๋องไปเลยเมื่อเทียบกับ Beau Travail (1999) ถือเป็นหนังเพลง (Musical) ที่มีลีลาการเต้นรำยอดเยี่ยมที่สุดในโลก!
Claire Denis (เกิดปี 1946) ผู้กำกับหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris แต่ไปเติบโตขึ้นยังอาณานิคมฝรั่งเศสในทวีปแอฟริกา (Colonial French Africa) สืบเนื่องจากพ่อทำงานข้าราชการพลเรือน (Civil Servant) ประจำการอยู่ Burkina Faso, Cameroon, French Somaliland และ Senega จนเมื่อเธอและน้องสาวเติบใหญ่ เลยย้ายกลับมาเรียนหนังสือยังฝรั่งเศส ด้วยความใช้ชีวิตต่างประเทศเสียเคยชิน จึงยากยิ่งจะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่
When I came back to France I realised that I had seen things that other children had not seen – elephants, zebras, deserts. What other children dreamed about, I had actually seen with my own eyes.
Claire Denis
สิ่งบันเทิงในทวีปแอฟริกา นอกจากวิ่งเล่นสนุกสนานท่ามกลางทิวทัศนียภาพสวยๆ คือฟีล์มเก่าๆที่เพิ่งถูกส่งออกนำเข้ามาฉาย ทำให้มีโอกาสรู้จักภาพยนตร์อย่าง War and Peace (1956), Pather Panchali (1955) ฯ กลายเป็นแรงบันดาลใจเปลี่ยนจากเรียนเศรษฐศาสตร์ สู่การสร้างภาพยนตร์ยัง Institut des hautes études cinématographiques (IDHEC) จบออกมาทำงานผู้ช่วย Jacques Rivette, Costa-Gavras, Jim Jarmusch, Wim Wenders
This is when I really fell in love with cinema. I began to love the whole process of organising the technology, the actors, and the team. For me, it is a total experience of art in action.
กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Chocolat (1988) นำเสนอเรื่องราวกึ่งอัตชีวประวัติ หวนระลึกความทรงจำเมื่อครั้นอาศัยอยู่ French Cameroon ได้เข้าชิง César Award: Best First Work, ผลงานเด่นติดตามมา อาทิ Nenette and Boni (1996), Beau Travail (1999), 35 Shots of Rum (2008), White Material (2009) ฯ
สำหรับ Beau Travail (ภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Good Work, Good Job) ภาพยนตร์ลำดับที่หกของผกก. Denis แต่เพิ่งเป็นเพียงครั้งที่สองเดินทางกลับทวีปแอฟริกา เริ่มต้นได้รับการชักชวนจากโปรดิวเซอร์ Patrick Grandperret ขณะนั้นสถานีโทรทัศน์ ARTE กำลังเตรียมสรรค์สร้างซีรีย์ Terres étrangères (แปลว่า Foreign Lands)
แต่แค่ชื่อซีรีย์ “Foreign Lands” ก็ทำให้เธอจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ครุ่นคิดถึงไม่ใช่แค่เรื่องราวเกี่ยวกับดินแดนต่างประเทศ ยังต่อยอดไปถึงความรู้สึกแปลกแยกจากผู้อื่น “a Foreigner to Oneself”
She wished to explore not only the experience of being a foreigner in an unfamiliar land but also what it meant to be (in her words) “a foreigner to oneself.”
Girish Shambu นักวิจารณ์จาก Criterion
จากนั้นนึกถึงกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) ประจำการอยู่ฐานทัพริมชายฝั่งอดีตอาณานิคม Djibouti, East Africa เลือกเป็นสถานที่พื้นหลัง, ส่วนเรื่องราวดัดแปลงอย่างหลวมๆจากนวนิยาย Billy Budd, Sailor แต่งโดย Herman Melville (1819-91) เจ้าของผลงานอมตะอย่าง Moby-Dick (1851)
I always thought of Herman Melville as a brother in the sense of sharing his feelings of sadness, nostalgia and disappointment, the sense of having lost something. For me Africa is like the seas Melville missed so much.
Claire Denis
เกร็ด: Billy Budd, Sailor เป็นนวนิยายเล่มสุดท้ายที่เขียนไม่เสร็จของ Melville แต่เคยได้รับยกย่องมาสเตอร์พีซ (จนกระทั่งกาลเวลาทำให้ถูกลดความสำคัญจนกลายเป็นรอง Moby-Dick) ได้รับการแต่งเติมโดย Raymond M. Weaver ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมภาษาอังกฤษแห่งมหาวิทยาลัย Columbia University ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1924
เรื่องราวของ Billy Budd กะลาสีหนุ่มหล่อ มีความห้าวหาญ เคยได้รับการยกย่องเยี่ยงวีรบุรุษ แต่กลับสร้างความไม่พึงพอใจต่อเจ้าหน้าที่ควบคุมบนเรือ (Master-at-Arms) John Claggart พยายามใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นกบฎ ทั้งสองเลยถูกเรียกตัวโดยกปิตัน Edward Vere ยังไม่ทันได้แก้ต่าง (เพราะพูดติดอ่าง) Budd ทำการฆาตกรรม Claggart สุดท้ายเลยโดนตัดสินประหารชีวิตแขวนคอ
ในส่วนบทภาพยนตร์ ผกก. Denis ร่วมงานนักเขียนเพื่อนสนิท Jean-Pol Fargeau ขาประจำกันมาตั้งแต่ผลงานเรื่องแรก Chocolat (1988) ซึ่งระหว่างรอคอยจดหมายอนุญาต ว่าจะสามารถเดินทางไปถ่ายทำยัง Djibouti ได้หรือไม่? เริ่มต้นเขียนไดอารี่ของ Adjudant-Chef Galoup ไว้ใช้เป็นรากฐาน และพอได้รับคำตอบจากทางการ ถึงเริ่มต้นพัฒนาบทหนังอย่างจริงจัง
It was Jean-Pol’s idea, because since we didn’t have the authorisation to shoot in Djibouti (yet), and so as not to be bored to death, we wrote Galoup’s remembrances, Galoup’s diary. And I was able to have it read by Chevalier (director of the fiction unit of Arte) or by Denis Lavant, to give them an idea of what the film was like. After that, we wrote the screenplay based on these booklets.
บทหนังของ Fargeau แม้ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยละเอียด ระบุองค์ประกอบ วิธีการทำงานทุกสิ่งอย่าง แต่เวลาถ่ายทำจริงนั้นผกก. Denis แทบจะทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง เพราะต้องการมีพื้นที่ว่าสำหรับปรับปรุง แก้ไข นี่ไม่ใช่วิธีที่เธอแนะนำสักเท่าไหร่ แต่เหมือนการผจญภัยที่อะไรๆก็สามารถบังเกิดขึ้นได้ระหว่างทาง
I need to write a well-worked-out screenplay but I also need to be able to modify it, to separate myself from it during the shoot. I’m not proud of this – it’s not a method I’d recommend. But it’s my own way of being adventurous and for me a shoot has to be an adventure. If it’s too comfortable I feel it’s not cinema. There has to be an element of risk.
Sometimes when I write the screenplay with my collaborator I’ll have certain shot breakdowns in my head but I can never think of them as final. I need to remake them in the shooting, which lends that element of risk. It’s the same when I’m shooting sequence shots – I don’t shoot cutaways or coverage. It’s idiotic, but it’s my way of feeling alive in the filming.
เรื่องราวของ Adjudant-Chef Galoup (รับบทโดย Denis Lavant) จ่าสิบเอกสังกัดกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) ประจำการยังประเทศ Djibouti ภายใต้ผู้บังคับบัญชา Commandant Bruno Forestier (รับบทโดย Michel Subor) ปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด
แต่การมาถึงของพลทหารใหม่ Légionnaire Gilles Sentain (รับบทโดย Grégoire Colin) ด้วยใบหน้าตาอันหล่อเหลา ทำตัวโดดเด่น จนได้รับสรรเสริญเยี่ยงวีรบุรุษ สร้างความอิจฉาริษยาต่อ Galoup หาโอกาสใช้อำนาจในทางมิชอบ ลงโทษทัณฑ์รุนแรง ปล่อยทิ้งกลางทะเลทรายร้อนระอุ ให้หาทางกลับฐานทัพด้วยเข็มทิศใช้งานไม่ได้ เมื่อความทราบถึงผู้บังคับบัญชา ส่งกลับประเทศขึ้นศาลทหาร โทษฐานลุอำนาจเกินความเหมาะสม
Denis Lavant (เกิดปี 1961) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine, Hauts-de-Seine เมื่อตอนอายุ 13 บังเกิดความหลงใหล Marcel Marceau เข้าคอร์สฝึกฝนละครใบ้ โตขึ้นเข้าเรียนการแสดง Paris Conservatoire กับอาจารย์ Jacques Lassalle ได้ทำงานละครเวที โทรทัศน์ บทสมทบเล็กๆภาพยนตร์ Les Misérables (1982), แจ้งเกิดกับบทนำ Boy Meets Girl (1984), ผลงานเด่นๆ อาทิ Bad Blood (1986), Les Amants du Pont-Neuf (1991), Beau travail (1999), Holy Motors (2012)
รับบทจ่าสิบเอก Galoup ผู้ทุ่มเททุกสิ่งอย่างให้กับอาชีพรับราชการทหาร จนได้รับนับหน้าถือตาจากผู้บังคับบัญชา Bruno Forestier แต่การมาถึงของลูกน้องใหม่ Gilles Sentain แก่งแย่งชิงความโดดเด่น ทำตัวหัวสูงเกินหน้าเกิดตา บังเกิดความอิจฉาริษยา โกรธเกลียดเคียดแค้น ไม่ถูกขี้หน้า ครุ่นคิดหาข้ออ้าง ลงโทษทัณฑ์อย่างรุนแรงเกินความจำเป็น ท้ายที่สุดผลกรรมตอบสนองทันควัน
ด้วยใบหน้าราวกับปีศาจการ์กอยล์ (Gargoyle) สร้างความน่าเกรงขามให้กับ Lavant บุคคลอันตราย โฉดชั่วร้าย เต็มไปด้วยลับลมคมใน ลุ่มหลงในยศศักดิ์ศรี แม้มีตำแหน่งเพียงจ่าสิบเอก กลับแสดงความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ระเริงในอำนาจ กดขี่ข่มเหงลูกน้องใต้สังกัด โหยหาการยินยอมรับจากผู้บังคับบัญชา แต่หลังจากผลกรรมตามทัน พลันสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง ไม่รู้จะทำอะไรยังไง เลยระบายความอัดอั้นภายในออกมา
การแสดงของ Lavant ไม่ใช่แค่ใบหน้าที่มีความเคร่งขรึม จริงจัง แต่ยังท่วงท่า อากัปกิริยา ลีลาเคลื่อนไหว หรือก็คือภาษากาย สามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์จากภายใน เก็บกด เกี้ยวกราด สำหรับไฮไลท์คือการเริงระบำที่ทำการเต้นสดๆ ไม่มีซักซ้อม จำนวนสองเทค นำประสบการณ์จากตนเองเคยชื่นชอบละครใบ้ตั้งแต่สมัยเด็ก มันช่างน่ามหัศจรรย์ กลายเป็นตำนานโดยพลัน
แม้ประเด็นของหนังจะไม่ใช่เรื่องรักๆใคร่ๆ (Homosexual) แต่เราก็สามารถตีความถึงรักสามเส้า Galoup ตกหลุมรักผู้บังคับบัญชา Forestie อิจฉาริษยาพลทหารหนุ่มหน้าใส Sentain กลัวการถูกแก่งแย่งความสนใจ ตอนจบเลยระบายความแต๋วแตก(เกย์)ออกมา
Michel Subor ชื่อเกิด Mischa Subotzki (1935-2022) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ครอบครัวอพยพจาก Russian เพราะบิดาเคยเข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน Anti-Bolshevik, ด้วยความชื่นชอบด้านการแสดงตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเริ่มมีผลงานละครเวที พบเจอโดยผู้กำกับ Jean-Luc Godard ระหว่างการแสดง Les Séquestrés d’Altona รับบทนำภาพยนตร์ครั้งแรกๆ Le Petit Soldat (1963) ผลงานเด่นๆ อาทิ La Bride sur le Cou (1961), Topaz (1969), Beau Travail (1999), White Material (2009) ฯ
รับบท Commandant Bruno Forestier ดูเป็นคนเรื่อยๆเปื่อยๆ ไร้หลักแหล่ง ว่ากันว่าสูญเสียอุดมการณ์ตั้งแต่ตอน Algerian War (1954-62) ปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่โหยหาความก้าวหน้า เสพกัญชาไปวันๆ แต่กลับได้รับนับหน้าถือตาจากจ่าสิบเอก Galoup ยกย่องให้เป็น ‘Perfect Légionnaire’ เพราะไม่ได้มีความเคร่งครัดอะไร ยินยอมให้เขากระทำสิ่งต่างๆโดยไม่เข้ามาก้าวก่าย นอกเสียจากเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ใครทำดีย่อมได้รับการสรรเสริญ ใครทำผิดพลาดจักถูกลงโทษทัณฑ์
เกร็ด: ผกก. Denis มีความโปรดปรานภาพยนตร์ Le petit soldat (1963) เคยให้สัมภาษณ์ว่า Beau Travail (1999) เปรียบดั่งภาคต่อตัวละคร Bruno Forestier เรื่องนั้นตอนจบสามารถหลบหนีออกจาก Algeria ต่อมาเลยอาสาสมัครกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) ไต่เต้าจนกลายเป็นผู้บังคับบัญชา
ผมแอบคาดไม่ถึงว่าผกก. Denis จะสร้างความเชื่อมโยงตัวละครจาก Le petit soldat (1963) แถมยังได้นักแสดงคนเดิมมารับบท แต่มันก็ไม่เชิงว่า Subor ยังเป็นวัยรุ่นเฟี้ยวฟ้าว อุดมการณ์สุดโต่ง พร้อมเผชิญหน้าต่อสู้กับความอยุติธรรม ตรงกันข้ามเมื่ออายุอานามเพิ่มมากขึ้น เข้าใจวิถีทางโลก จึงเริ่มปล่อยปละละวาง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีความคาดหวังใดๆกับชีวิตอีกต่อไป
Grégoire Colin (เกิดปี 1975) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Châtenay-Malabry, เริ่มมีผลงานการแสดงละคอนเวทีตั้งแต่อายุ 12 จนกระทั่งเข้าตาผู้กำกับ Agnieszka Holland ชักชวนมาร่วมงานภาพยนตร์ Olivier, Olivier (1992), แจ้งเกิดกับ Before the Rain (1994), กลายเป็นขาประจำผกก. Claire Denis ตั้งแต่ Nénette et Boni (1996), Beau Travail (1999), The Intruder (2004), 35 Shots of Rum (2008) ฯ
รับบท Légionnaire Gilles Sentain แม้รูปร่างผอมบาง แต่หน้าตาหล่อเหลา เข้ากับใครๆได้ง่าย กลายเป็นที่รักของผองเพื่อน ยกเว้นเพียงจ่าสิบเอก Galoup ที่พร้อมสรรหาเรื่อง กลั่นแกล้ง ลงโทษทัณฑ์, ครั้งหนึ่งให้ความช่วยเหลือเพื่อนทหารที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก ได้รับคำสรรเสริญจากผู้บังคับบัญชา แต่นั่นกลับสร้างความอิจฉาริษยาแก่ Galoup มองหาโอกาสจัดการอีกฝ่ายให้พ้นภัยทาง
แค่ใบหน้าหล่อเหลาของ Colin ก็อาจทำให้สาวๆและเก้งกังหัวใจหวั่นไหว แต่สำหรับชายแท้ๆน่าจะรู้สึกอึดอัด รำคาญใจ บางคนอาจเป็นแบบ Galoup บังเกิดความอิจฉาริษยา น่าหมั่นไส้ แทบไม่ต้องใช้การแสดงใดๆ แต่ถือเป็นบุคคลในความสนใจ (Person-of-Interest) ไม่แตกต่างจากวัตถุทางเพศ (Sex Object) เป็นที่รักและมักชัง … ไม่ต่างจากโดนข่มขืนกระทำชำเรา
การเป็นพ่อคนดีของ Sentain อาจเป็นเรื่องสมควรแก่การยกย่อง แต่บางครั้งมันกลับย้อนมาทำลายตนเอง ไม่ใช่เพราะข้อกฎหมาย แต่เพราะระบบเต็มไปด้วยช่องโหว่ ผู้บังคับบัญชาสามารถใช้อำนาจในทางมิชอบธรรม ลูกน้องระดับล่างเลยทำได้เพียงก้มหัวศิโรราบ มิอาจต่อต้านขัดขืน คนดีไม่มีที่ยืนในสังคมแบบนี้
ถ่ายภาพโดย Agnès Godard (เกิดปี 1951) ตากล้องหญิงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Dun-sur-Auron, โตขึ้นเข้าเรียนคณะวรสารศาสตร์ (Journalism) ก่อนเปลี่ยนไปร่ำเรียนการถ่ายภาพยัง La Femis (ในอดีตคือ Institut des hautes études cinématographiques, IDHEC) เริ่มทำงานจากเป็นผู้ช่วยตากล้องผกก. Wim Wenders เรื่อง Room 666 (1982), ตามด้วย Joseph Losey, Peter Greenaway, Alain Resnais ฯ ก่อนกลายเป็นเพื่อนสนิท ร่วมงานขาประจำผกก. Claire Denis ตั้งแต่ช่วยงานเบื้องหลัง Chocolat (1988), ได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่สารคดี Jacques Rivette, le veilleur (1990)
ปล. Agnès Godard ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆกับ Jean-Luc Godard หรือ Agnès Varda
ครั้งก่อนที่ผมเขียนบทความนี้ คุ้นๆว่าได้รับชมหนังที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก แต่หลังผ่านการบูรณะ 4K เมื่อปี ค.ศ. 2020 มีการปรับแสง คุณภาพสี ทิวทัศน์ East African ช่างมีความเหือดแห้ง แผดเผา ทะเลทราย พบเห็นนักแสดงถอดเสื้อยืนออกกำลังกายกลางแดด สร้างสัมผัสถึงเร่าร้อน มอดไหม้ พวกเขามาทำห่าเหวอะไรยังดินแดนไกลปืนเที่ยงขนาดนี้??
โดยปกติแล้วงานภาพในหนังของผกก. Denis มักถ่ายจากระยะกลาง-ไกล (Medium & Long Shot) สำหรับสร้างพื้นที่ให้นักแสดง พบเห็นอากัปกิริยา ภาษากาย ท่วงท่าขยับเคลื่อนไหว ราวกับกำลังโยกเต้น เริงระบำ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยช็อตระยะใกล้ (Close-Up) จับจ้องเรือนร่างกาย หน้าอกเปลือยเปล่า นั่นคือลักษณะของ “Female Gaze” แสดงความลุ่มหลงใหลในเรือนร่างบุรุษ คละคลุ้งกลิ่นอาย Homo-Erotic แต่ไม่ใช่ลักษณะความเป็นเกย์ (Gayness) เพราะผกก. Denis และตากล้อง Godard ต่างเป็นผู้หญิง (ก็เลยใช้ชื่อ “Female Gaze”) นักวิจารณ์ส่วนใหญ่เลยมองว่าคือสายตาแห่งความอิจฉาริษยา
วิธีการทำงานของผกก. Denis ด้วยทุนสร้างที่มีน้อยนิด จึงพยายาม “shooting fast, editing slowly” ให้นักแสดงทำการซักซ้อมจนเกิดความชำช่อง (อย่างการออกกำลังกายก็ฝึกฝนจนมีความพร้อมเพรียง) เวลาถ่ายทำจึงเพียง 1-2 เทค แล้วค่อยไปว่ากันกระบวนการหลังถ่ายทำ
หนังปักหลักถ่ายทำอยู่ยัง Djibouti ชื่อทางการ Republic of Djibouti ตั้งอยู่บริเวณจะงอยแอฟริกา (Horn of Africa) คาบเกี่ยวทะเลทะเลแดง (Red Sea) และอ่าวเอเดน (Gulf of Aden), ติดชายแดนประเทศ Eritrea, Ethiopia และ Somalia, มีอาณาบริเวณ 23,200 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่ไม่มาก 22,436 ตารางกิโลเมตร)
ฝรั่งเศสเข้ายึดครองดินแดนแถบ East African (บริเวณ Horn of Africa) ที่ขณะนั้นยังมีเพียงประเทศ Ethiopia ตั้งชื่อว่า French Somaliland (1894–1967) ปรับเปลี่ยน Djibouti City จากเมืองท่าเล็กๆให้กลายเป็นศูนย์กลางขนส่งทางเรือ แออัดคับคั่งไปด้วยพ่อค้าแม่ขายจากทั่วทวีปแอฟริกา จนระหว่างสงครามครั้งที่สอง (1939-45) อาณานิคมแห่งนี้ถูก Fascist Italy เข้ายึดครองชั่วขณะ หลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายอักษะถึงหวนกลับสู่อ้อมอกฝรั่งเศสอีกครั้ง, ได้รับการประกาศอิสรภาพเมื่อปี ค.ศ. 1967 และแยกตัวออกเป็นประเทศ Djibouti ค.ศ. 1977


ภาพแรกของหนัง กล้องค่อยๆเคลื่อนเลื่อนผ่านภาพวาดจิตรกรรมฝาผนัง (Mural) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ Djibouti (เหมารวมถึงทวีปแอฟริกัน) ภาพของกองทัพทหาร(ฝรั่งเศส)ยืนอยู่ตามโขดหิน พร้อมยุทโธปกรณ์ เตรียมพร้อมเข้ายึดครอง เป็นเจ้าของประเทศอาณานิคม (Colonialism)
ตอนรับชมคราก่อนผมครุ่นคิดว่าท้องฟ้าสีส้ม-แดงอาจสื่อถึงเลือดเนื้อ ความตาย แต่ครุ่นคิดไปมานั่นคือสีของดินลูกรัง ซึ่งสามารถสื่อถึงผืนแผ่นดินทวีปแอฟริกา แต่ผมหาข้อมูลไม่ได้ว่าธงเขียว-แดง คือสัญลักษณ์ของอะไร เพราะธงชาติ Djibouti หน้าตาเป็นแบบนี้
- สีฟ้า สื่อถึงท้องฟ้า, ท้องทะเล และสัญลักษณ์ของชาว Somalis
- สีเขียว หมายถึงพืชพันธุ์ ความอุดมสมบูรณ์ (everlasting green of the earth) และสัญลักษณ์ของชาว Afars
- สีขาว สันติภาพ
- ดาวแดงห้าแฉก คือความสมัครสมานสามัคคี เลือดเนื้อที่ชาว djibouti เสียสละเพื่ออิสรภาพ และรวมถึง 5 เมืองใหญ่ของประเทศ


การเต้น ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการระบายความอัดอั้นภายใน คลายความตึงเครียด วิตกกังวล ทุกข์โศกโรคภัย โยนปัญหาทุกสิ่งอย่างทิ้งไป ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้เป็นอิสระ
สองสามครั้งที่บรรดาทหารหาญได้รับอนุญาตให้ไปพักผ่อนในเมือง พวกเขามักพากันสังสรรค์ ดื่มกิน เกี้ยวพาราสีหญิงท้องถิ่น พาขึ้นห้องหอ ร่วมรักหลับนอน เธอคนนี้คือแฟนสาวของ Galoup มีหน้าที่ปรนเปรอบำเรอกาม ไม่แตกต่างวัตถุทางเพศ (Sex Object) นี่สามารถสะท้อนแนวคิดอาณานิคม (Colonialism) ได้อย่างตรงๆ

ผกก. Denis แม้ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปถ่ายทำยัง Djibouti แต่ไม่ใช่ในค่ายทหาร (French Foreign Legion) เพียงจับจ้องมอง สังเกตการณ์อยู่ภายนอก (คงจะกลัวความลับราชการรั่วไหล) พบเห็นกิจวัตรประจำวัน หนึ่งในนั้นก็คือถอดเสื้อ อาบแดด รับพลังแสงอาทิตย์ นั่นคือแรงบันดาลใจท่วงท่า ลีลาเหมือนการเต้น ออกแบบโดยนักบัลเล่ต์ Bernardo Montet ซึ่งกลายเป็นกิจวัตรประจำวันในกองถ่ายเช่นกัน โยกเต้นพร้อมอุปรากร Billy Budd ของ Benjamin Britten จนเกิดความพร้อมเพรียงอย่างคาดไม่ถึง
สิ่งใดก็ตามที่ถูกกระทำซ้ำๆ พบเห็นบ่อยครั้ง จนเกิดความมักคุ้นชิน กลายเป็นสันชาติญาณติดตัว ซึ่งจะทำให้ค่อยๆหลงลืมเหตุผล ที่มาที่ไป ทำไปเพื่ออะไร … เฉกเช่นเดียวกับการถอดเสื้ออาบแดดของทหาร ท่ามกลางแสงอาทิตย์ร้อนละอุ เพราะมันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จึงไม่มีใครต่อต้านขัดขืน ไม่ต่างจากพิธีกรรม (Ritual) ทำสืบทอดต่อกันมา
แซว: แม้การโกนศีรษะเป็นข้อบังคับของทหาร แต่ความโล่งเกรียนดูไม่แตกต่างจากศิวลึงค์ (Phallic)

ความตั้งใจของผกก. Denis อาจต้องการแค่บันทึกภาพกิจวัตรประจำวันในกองทัพทหาร แต่มีนักวิจารณ์แสดงความเห็นถึงลักษณะ “Feminine” อย่างการซักผ้า รีดผ้า ปอกมันฝรั่ง ฯ โดยปกติสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง แต่ในกองทัพที่มีเพียงผู้ชาย นี่แสดงให้เห็นถึงความคลุมเคลือทางเพศ มนุษย์เป็นได้ทั้งชาย-หญิงในตนเอง (คล้ายๆกับหยิน-หยาง)
the film’s legionnaires are coded feminine as much as they are masculine. Some of the most memorable scenes show them performing everyday domestic tasks such as ironing, hanging up washing, or peeling potatoes. Even the military exercises are often tinged with an unexpected femininity since they were designed by a ballet choreographer.
Judith Mayne ผู้เขียนหนังสือ Claire Denis (Contemporary Film Directors)

เสียงพูดแรกของหนังดังจากคำบรรยายขณะกำลังเขียนบันทึก (Memoir) ของจ่าสิบเอก Galoup มุมกล้องเงยขึ้นราวกับกำลังพักผ่อนอยู่บนสรวงสรรค์ ขณะเดียวกันยังแสดงถึงความเย่อหยิ่ง ทะนงตน หัวสูงส่ง ขณะที่ต้นไม้ใหญ่หลงเหลือเพียงกิ่งก้านไร้ใบ (นัยยะเดียวกับตึกร้าง คือความว่างเปล่า ไม่มีอะไรสักสิ่งอย่าง) ปีนป่ายออกไปตัดแต่งกิ่งไม้ เพื่อให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอก ทุกอย่างต้องอยู่ภายในมุมมองสายตา/วิสัยทัศน์ของตนเอง

แม้เป็นเพียงการการซักซ้อมภารกิจ แต่ตึกร้างแห่งนี้สามารถสื่อถือบรรดาประเทศด้อยพัฒนา (ในบริบทของหนังก็คือ Djibouti และประเทศในทวีปแอฟริกา) ดินแดนที่ยังห่างไกลความเจริญ รกร้างว่างเปล่า ล้วนตกเป็นเป้าหมายพวกลัทธิจักรวรรดินิยม สำหรับออกล่าอาณานิคม ต้องการยึดครอบครอง เป็นเจ้าของ แล้วปักหลักตั้งฐานทัพ เตรียมพร้อมสำหรับใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต
สำหรับผู้ชมยุคใหม่ มักมีการตั้งคำถามเพิ่มเติม ตึกร้างแห่งนี้มีอะไรน่าสนใจ? แค่เพียงสถานที่รกร้าง ทุรกันดารห่างไกล ทำไมถึงต้องเสียเวลามายึดครอบครอง ปักหลักตั้งฐานทัพ แค่เพียงพลทหารไม่กี่สิบคน จะสามารถทำให้ถ้ามีภัยคุกคาม?

โดยปกติแล้วภาพถ่ายใต้น้ำ มักสื่อถึงจิตใต้สำนึก หรือบางสิ่งอย่างถูกปกปิด ซุกซ่อนเร้น(อยู่ภายในจิตใจ) รวมถึงสองช็อตถัดๆมาพบเห็นผู้บังคับบัญชา Bruno Forestier จับจ้องมองพลทหารลอดผ่านตาข่ายเหล็ก (ทั้งมุมมองสายตา และตัวของ Forestier) นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาทั้งหลายต่างจมปลัก หรือมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ถึงเลือกมาประจำการกองทหารต่างด้าว (French Foreign Legion) ยังดินแดนห่างไกลโพ้น
เช่นนั้นแล้วการซักซ้อม ต่อสู้ใต้น้ำ สามารถสื่อถึงอารมณ์อัดอั้น เกรี้ยวกราด ต้องการระบายออกด้วยความรุนแรง มีดทิ่มแทง เข่นฆ่าแกง แม้อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับพลทหาร Sentain แต่สามารถสื่อถึงการขัดขาใครบางคน (หรือก็คือความขัดแย้งต่อจ่าสิบเอก Galoup)



ด้วยทุนสร้างอันน้อยนิด แน่นอนว่าหนังย่อมไม่สามารถระเบิดภูเขา เผากระท่อม หรือนำเสนอฉากเฮลิคอปเตอร์ตก เพียงภาพเปลวไฟ น้ำมันรั่วไหล เศษซาก(เครื่องบิน)กระจัดกระจาย ตามด้วยเสียงบรรยายของ Galoup เล่าสรุปเหตุการณ์ และพลทหาร Sentain ให้ความช่วยเหลือพวกพ้อง ด้วยการแหวกว่ายมาติดอวนชาวประมง เอาตัวรอดชีวิตได้อย่างหวุดหวิด
กองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส (French Foreign Legion) ทั้งๆไม่เคยออกไปสู้รบปรบมือกับใคร แต่กลับประสบเหตุการณ์สูญเสีย บางคนมองว่าอุบัติเหตุ แต่ผมถือเป็นความผิดพลาดของพวกเขาเอง ถ้าไม่ซักซ้อมรบ ถ้าไม่มาประจำการอยู่ดินแดนห่างไกลขนาดนี้ ย่อมไม่บังเกิดโศกนาฎกรรมใดๆ
แต่แทนที่ใครๆจะมองว่านี่คือเหตุการณ์โศกนาฎกรรม กองทัพ/ผู้บังคับบัญชา กลับพยายามเบี่ยงเบนความรู้สึกสูญเสีย มาทำการยกย่องปอกปั้นการกระทำของพลทหาร Sentain สรรเสริญเยินยอราวกับวีรบุรุษ สร้างคุณูประโยชน์ต่อประเทศชาติมากมายมหาศาล (แค่ช่วยเหลือเพื่อนคนเดียวเองเนี่ยนะ?) … นี่นะฤาระบบราชการทหาร??

หลังจากย้ายฐานทัพ ตั้งศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ยังเมืองติดทะเล Obock งานของกองกำลังทหารคือขุดดิน สร้างถนนบุกเบิกเส้นทางการขนส่ง มองในเชิงสัญลักษณ์คือการนำพาความเจริญเข้าสู่ประเทศอาณานิคม … ขณะเดียวกันมันคือเส้นทางสำหรับขนส่งทรัพยากรธรรมชาติกลับสู่จักรวรรดินิยม

การเดินวนรอบ จ้องหน้าสบตาระหว่างจ่าสิบเอก Galoup และพลทหาร Sentain มองผิวเผินเหมือนหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของทหาร ออกกำลังกาย ซักซ้อมเผชิญหน้า เตรียมการต่อสู้ประชิดใกล้ แต่ขณะเดียวกันสร้างสัมผัสความตึงเครียด (หรือจะตีความถึง Sexual Tension) ราวกับจะกัดกินเลือดเนื้อ เข่นฆ่ากันให้ตกตายไปข้าง … พร้อมอุปรากร Billy Budd ทำให้การเผชิญหน้าครั้งนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการ
ปล. จะว่าไปการเลือกใช้อุปรากร Billy Budd ที่มีเสียงร้อง Tenor ฟังดูเลิศเลอ สูงส่ง สามารถสื่อถึงความเย่อหยิ่ง ทะนงตน รวมถึงสารพัดท่วงท่าก็ราวกับรูปปั้นเทพเทวดา โอบรับพลังจากท้องฟ้า ยิ่งใหญ่เหนือใครใต้หล้า

ยามค่ำคืนระหว่างเฝ้าเวรยาม เพื่อนทหารของ Sentain ขอตัวแวะไปเข้าห้องน้ำ แต่แท้จริงแล้วเหมือนจะไปละมาด (คุ้นๆว่าอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนพอดิบดี) บังเอิ้ญถูกเรียกตัวโดยจ่าสิบเอก Galoup เช้าวันถัดมาเลยกล่าวโทษฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สั่งให้ขุดหลุมในบริเวณเส้นวงกลม (ผมมองถึงการทำตนเอง ขุดฝังตนเอง กรรมใดใครก่อ) สังเกตมุมกล้องถ่ายจากภายในอาคาร ลอดผ่านตาข่ายเหล็ก สื่อถึงมุมมองอันจำกัด ทัศนคติอันคับแคบ(ของ Galoup) กระทำไปนี้เพียงเพื่อตอบสนองความพึงพอใจส่วนตนเท่านั้น มองหาโอกาสจะเล่นงานศัตรูหัวใจ
ในสายตาของพลทหาร Sentain นี่คือการลงโทษที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ถูกต้องชอบธรรม ด้วยสันชาติญาณวีรบุรุษ จึงแสดงอารยะขัดขืนด้วยการช่วยเหลือเพื่อนให้ดื่มน้ำ แต่นั่นก็เป็นการขัดต่อคำสั่งผู้บังคับบัญชา ถูกสั่งให้หยุด เขาเลยลุกขึ้นมาโต้ตอบ ออกหมัด ความผิดชัดเจนเต็มกระทง ต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง! … วินาทีออกหมัดของ Sentain สามารถเปรียบเทียบถึงการลุกฮือขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล/เผด็จการ เรียกร้องอิสรภาพของประเทศอาณานิคม ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบอีกต่อไป


นี่คือ Salt Pan หรือ Salt Flats ทะเลสาบเกลือใน East Africa พบเจอที่ Lake Karum, Ethiopia มองไปสุดลูกหูลูกตา ดูราวกับดินแดนแห่งความตายของ Sentain หมดสิ้นเรี่ยวแรงกาย-ใจ ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสิ้นหวังอาลัย เพราะไม่สามารถหาหนทางกลับค่ายทหาร เนื่องจากได้รับเข็มทิศไม่ทำงาน สัญลักษณ์ของการสูญเสียเป้าหมาย หรือคืออนาคตอันสิ้นหวังของกองทัพ ตราบยังมีบุคคลใช้อำนาจบาดใหญ่ กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ พลทหารก็ยังคงเป็นเบี้ยล่าง ขี้ข้าทาส จะเป็นหรือตายขึ้นกับอารมณ์ผู้บังคับบัญชา
แซว: จะว่าประเทศสารขัณฑ์ขึ้นชื่อเรื่องทหารรับใช้ นี่เป็นสิ่งไม่มีวันหมดไปต่อให้ล้มเลิกเกณฑ์ทหาร เพราะองค์กรมันไม่เคยมีความโปร่งใส ทำอย่างไรก็มีช่องโหว่แห่งความคอรัปชั่น นอกจากจับได้คาหนังคาเขา หลักฐานมัดตัวเท่านั้น!

แม้จะยังไม่ตาย แต่ก็เกือบหมดสิ้นลมหายใจ หนังไม่ได้กล่าวถึงโชคชะตาหลังจากนี้ของพลทหาร Sentain ได้รับความช่วยเหลือจากหญิงสาวท้องถิ่น พาขึ้นรถโดยสาร ออกเดินทางสู่ … สถานที่แห่งไหนก็ไม่รู้ ย่อมหมายถึงอนาคตไม่แน่นอน อะไรล้วนบังเกิดขึ้นได้ ผมมองว่าด้วยสภาพปางตายขนาดนี้ น่าจะสื่อถึงการมุ่งสู่โลกใบใหม่ (ที่ไม่มี Galoup และลัทธิอาณานิคมอีกต่อไป)

ภาพช็อตนี้ดูไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่อดไม่ได้ที่แทรกเข้ามาอธิบาย, ขณะที่จ่าสิบเอก Galoup ถูกบีบบังคับให้ออกจากราชการทหาร เดินทางกลับฝรั่งเศส แล้วจู่ๆหนังกลับแทรกภาพนี้เข้ามาแทน (พร้อมเสียงเครื่องบิน) ซึ่งสามารถเทียบแทนสัญลักษณ์การเดินทางได้เช่นกัน!
นี่ไม่ใช่ประหยัดงบประมาณหรือไร แต่แฝงความแดกดัน ประชดประชัน โบยบินสู่อนาคตอันสิ้นหวัง แถมด้วยฝูงอีกาเฝ้ารอวันรุมทิ้งเศษซากเนื้อของบรรดาประเทศผู้ล่า(อาณานิคม) ทอดทิ้งหลงเหลือไว้ให้เป็นอาหารโอชา

จ่าสิบเอก Galoup ทำการปูเตียง จัดระเบียบให้ดูเรียบร้อย จากนั้นทิ้งตัวลงนอน วางปืนลงบนหน้าท้อง และกล้องจับจ้องรอยสักบนหน้าอก “Serve the good cause and die” เหล่านี้ล้วนคือ “Death Flag” บ่งบอกว่าตัวละครกำลังจะกระทำอัตวินิบาต แต่เชื่อว่าหลายคนอาจรู้สึกถึงคลุมเคลือ เพราะหนังจงใจไม่ถ่ายให้เห็นหรือได้ยินเสียงความตาย แถมฉากถัดไปพี่แกยังลุกขึ้นมาโยกเต้น เริงระบำอย่างสุดเหวี่ยง … อันนี้ก็แล้วแต่ประสบการณ์ของคุณเองเลยนะครับ ว่าจะให้ตายหรือไม่ตาย และลองครุ่นคิดต่อด้วยว่าตายเพราะอะไร? ไม่ตายเพราะอะไร? แบบไหนสมเหตุสมผลกว่ากัน?


ผมขอเรียกท่วงท่า ลีลาการเต้นนี้ของ Denis Lavant ว่า “Dance of Century” ประกอบบทเพลง The Rhythm of the Night เกิดจากการเต้นสด ไม่มีซักซ้อม ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากนักออกแบบท่าเต้น (Chorography) แต่คือประสบการณ์จากเคยฝึกฝนละคอนใบ้ และเห็นว่าเทคเดียวผ่าน แต่ก็ยินยอมถ่ายอีกเทคเผื่อความผิดพลาด (ก็ไม่รู้ใช้เทคแรกหรือเทคสอง)
ดั้งเดิมนั้นผกก. Denis วางแผนจะแทรกใส่ฉากนี้ก่อนที่ Galoup จะกระทำอัตวินิบาต เพื่อสื่อถึงการระบายความอัดอั้น สั่งลาครั้งสุดท้าย แต่ด้วยสันชาตญาณหรืออะไรไม่ทราบได้ (ละม้ายคล้ายตอนที่ผกก. Andrei Tarkovsky นำฉากสะกดจิตมาใส่เป็นอารัมบท Mirror (1975)) เธอโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งมาใส่ตอนจบหลังฆ่าตัวตาย ซึ่งทำให้นัยยะความหมายปรับเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เพราะถือว่าสิ้นชีวิตไปแล้วจึงมีคำว่า จิตวิญญาณได้รับการปลดปล่อย (หรือจะเรียกว่า Dance of the Death)
ซึ่งการปลดปล่อยดังกล่าวไม่ใช่แค่ความตาย จิตวิญญาณของ Galoup ยังสามารถตีความถึงจุดสิ้นสุดยุคสมัยการล่าอาณานิคม และภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายปี ค.ศ. 1999 มันจึงกลายเป็น “Dance of Century” สิ้นสุดทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษในคราเดียวกัน มุ่งสู่อนาคตแห่งความเป็นไปได้ไม่รู้จบ (เข็มทิศที่หมุนวนอย่างไร้ทิศทาง)

ตัดต่อโดย Nelly Quettier (เกิดปี 1957) นักตัดต่อหญิง สัญชาติฝรั่งเศส ร่วมงานขาประจำผกก. Claire Denis, Leos Carax ผลงานเด่นๆ อาทิ Bad Blood (1986), The Lovers on the Bridge (1991), Beau Travail (1999), The Intruder (2004), Holy Motors (2012), Happy as Lazzaro (2018), Annette (2021), La Chimera (2023) ฯ
หนังดำเนินเรื่องผ่านเสียงบรรยายของ Adjudant-Chef Galoup ระหว่างทำการจดบันทึก หวนระลึกความทรงจำ หรือจะเรียกว่าจดหมายลาตาย (Testament) อธิบายเหตุผลการถูกขับไล่ออกจากกองทหารต่างด้าวฝรั่งเศส เริ่มตั้งแต่การมาถึงของพลทหาร Gilles Sentain นำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ลงรอย รังเกียจขี้หน้า อิจฉาริษยา พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกำจัดหมอนี่ให้พ้นภัยทาง
ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องผ่านเสียงบรรยายของจ่าสิบเอก Galoup หลังถูกขับไล่ออกจากกองทัพ เดินทางกลับฝรั่งเศส อาศัยอยู่ใน Marseille หลายครั้งจึงมีการตัดสลับไปมาระหว่างอดีต-ปัจจุบัน เอาจริงๆสังเกตไม่ยาก ให้ดูจากสถานที่พื้นหลังมีความเจริญ ทันสมัย (สไตล์ฝรั่งเศส) ไม่ได้ทุรกันดารห่างไกลเหมือน Djibouti แต่ส่วนใหญ่ถ่ายทำในห้องพัก จดบันทึก Memoir ตระเตรียมตัวที่จะ…
- การมาถึงของพลทหาร Gilles Sentain
- ร้อยเรียงกิจวัตรประจำวันของบรรดาทหารหาญ ซักซ้อม ออกกำลังกาย
- จำลองภารกิจบุกเข้ายึดตึกร้างแห่งหนึ่ง
- ยามค่ำคืน ดื่มด่ำ เต้นรำ ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมา
- กิจวัตรประจำวันอื่นๆ ซักผ้า รีดผ้า ซ้อมรบใต้น้ำ รับประทานอาหาร ฯ
- อุบัติเหตุเครื่องบินตก
- ระหว่างซักซ้อมภารกิจเกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก Gilles ได้ช่วยชีวิตเพื่อนคนหนึ่ง เลยได้รับการสรรเสริญจากผู้บังคับบัญชา
- เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความอิจฉาริษยาต่อ Galoup เริ่มที่จะเลือกปฏิบัติต่อ Gilles
- ย้ายฐานทัพสู่เมืองติดทะเล Obock, Djibouti
- ทำการปรับปรุงสถานที่สำหรับตั้งค่าย ทำถนน
- กิจวัตรประจำวันอื่นๆ ออกกำลังกาย ซักซ้อมการต่อสู้ ฯ
- ความชั่วร้ายของ Galoup หายนะของ Gilles
- Galoup สั่งลงโทษลูกน้องคนหนึ่ง, Gilles เห็นความไม่ชอบธรรมเลยเข้าไปช่วยเหลือ
- Gilles เลยถูกพาไปทิ้งไว้กลางทะเลทราย ไม่สามารถหาทางกลับค่าย
- กองทหารออกติดตามหา Gilles ก่อนค้นพบเพียงเข็มทิศใช้งานไม่ได้ Galoup เลยถูกส่งกลับฝรั่งเศสไปขึ้นศาลทหาร
- ปัจฉิมบท
- Galoup หลังเสร็จจากเขียนบันทึก ตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต
- ปิดท้ายด้วยการเต้นรำแห่งความตาย
หลายคนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการร้อยเรียงภาพกิจวัตรประจำวันของทหารหาญ อาบแดด ออกกำลังกาย รับประทานอาหาร ซักผ้า รีดผ้า ฯ แต่เหล่านี้ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Denis ทำออกมากในลักษณะคล้ายๆบันทึกความทรงจำ (Memoir) สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์ และอาจชักชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามถึงความจำเป็น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ?
I am trying to float on the impression of what a story could be. But for me, cinema is not made to give a psychological explanation, for me cinema is montage, is editing.
Claire Denis
ในส่วนของเพลงประกอบ แทบทั้งหมดสามารถมองเป็น ‘Diegetic Music’ ได้ยินจากวิทยุ ผับบาร์ รวมมิกซ์บทเพลงแดนซ์ที่สามารถโยกเต้น เริงระบำ และมักมีเนื้อคำร้องสอดคล้องเข้ากับเรื่องราวขณะนั้นๆ
ผมขอเริ่มต้นที่อุปรากร Billy Budd, Op. 50 (1951) ประพันธ์โดย Benjamin Britten (1913-76) คีตกวีสัญชาติอังกฤษ นำแรงบันดาลใจจากนวนิยาย Billy Budd, Sailor ของ Herman Melville ที่ก็เป็นต้นฉบับดัดแปลงภาพยนตร์เรื่องนี้ มักได้ยินระหว่างทหารกำลังอาบแดด ออกกำลังกาย โยกเต้นกันอย่างพร้อมเพรียง … ออกแบบท่าเต้นโดย Bernardo Montet ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากท่าออกกำลังกายจริงๆของทหารฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ Djibouti
อุปรากร Billy Budd ฉบับดั้งเดิมมีทั้งหมด 4 องก์ ประสบความสำเร็จแค่กลางๆ Britten เลยปรับปรุงให้เหลือเพียง 2 องก์ ทำการแสดงปี ค.ศ. 1960 แต่ไปๆมาๆต้นฉบับสี่องก์กลับได้รับความนิยมมากกว่า, ผมไม่แน่ใจว่าหนังเลือกนำมาใช้กี่บทเพลง เท่าที่ลองหาข้อมูลพบเจอสองท่อน
- Act 1: Pull, My Bantams! ได้ยินตอนต้นเรื่อง ระหว่างการออกกำลังกายครั้งแรก
- Act 2: Down All Hands! And See That They Go เมื่อตอนที่ Galoup จ้องหน้าสบตา Sentain เดินวนไปวนมา
ขอเริ่มต้นที่บทเพลง Sous le soleil brûlant d’Afrique (แปลว่า Under the burning African sun) แนว Regimental Song แต่งโดย Paul Nod ขณะประจำการอยู่กองทหาร 13th Foreign Legion Demi-Brigade ณ ทวีปแอฟริกา เมื่อปี ค.ศ. 1945 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองได้ไม่นาน
| คำร้องฝรั่งเศส | แปลอังกฤษ Google Translate |
|---|---|
| Vive la Légion étrangère Et quand défilent les képis blancs Si leur allure n’est pas légère Ils portent tous tête haute et fière Et s’élançant dans la fournaise Le cœur joyeux, jamais tremblants Au son de notre Marseillaise Savent combattre les képis blancs Sous le soleil brûlant d’Afrique Cochinchine, Madagascar Une phalange magnifique A fait flotter nos étendards. Sa devise Honneur et Vaillance Forme des soldats valeureux Son drapeau, celui de la France Est un emblème des plus glorieux C’est une chose d’importance La discipline à la Légion L’amour du chef, l’obéissance Sont de plus pure tradition Et pour notre France chérie Tous ces étrangers bravement Viennent défendre la patrie Avec honneur et dévouement. | Long live the Foreign Legion And when the white caps parade If their pace is not light They all hold their heads high and proud And rushing into the furnace With a joyful heart, never trembling To the sound of our Marseillaise Know how to fight the white kepis Under the burning African sun Cochinchina, Madagascar A magnificent phalanx Made our standards fly. His motto Honor and Valor Form of Valorous Soldiers Its flag, that of France Is a most glorious emblem This is an important thing Discipline at the Legion Love of the leader, obedience Are of the purest tradition And for our beloved France All these strangers bravely Come to defend the homeland With honor and dedication. |
เพลงแดนซ์แรกชื่อว่า Şımarık (อ่านว่า Spoilt) หรือชื่ออังกฤษ Kiss Kiss (1997) แต่งโดย Sezen Aksu, ขับร้องโดย Tarkan นักร้องชาว Turkish ประกอบอัลบัมที่สาม Ölürüm Sana (1997)
| คำร้อง Turkish | แปลอังกฤษ Google Translate |
|---|---|
| Takmış koluna elin adamını Beni orta yerimden çatlatıyor Ağzında sakızı şişirip şişirip Arsız arsız patlatıyor Belki de bu yüzden vuruldum Sahibin olamadım ya Sığar mı erkekliğe seni şımarık Değişti mi bu dünya Çekmiş kaşına gözüne sürme Dudaklar kıpkırmızı kırıtıyor Bi de karşıma geçmiş utanması yok İnadıma inadıma sırıtıyor Biz böyle mi gördük babamızdan Ele güne rezil olduk Yeni adet gelmiş eski köye vah Dostlar mahvolduk Seni gidi fındıkkıran Yılanı deliğinden çıkaran Kaderim püsküllü belam Yakalarsam Ocağına düştüm yavru Kucağına düştüm yavru Sıcağına düştüm yavru El aman | She’s got her man on her sleeve It cracks me up in the middle Blowing and puffing the gum in his mouth Cheeky, cheeky explosion Maybe that’s why I got shot I couldn’t be your owner Can it fit into manhood, you spoiled man? Has this world changed? Don’t put it in your eyes for your drawn eyebrows Lips pursing red And he came across me, he has no shame He grins out of spite Is this how we saw it from our father? We were humiliated day by day A new custom has arrived, woe to the old village Friends, we are devastated. you nutcracker Taking the snake out of its hole My destiny is a fringed trouble if I catch I fell into your oven baby I fell into your arms baby I fell into your heat baby Oh my goodness |
บทเพลงแดนซ์ที่สองชื่อว่า Adia (แปลว่า My Love) ประกอบอัลบัม Adia (1995) ขับร้องโดย Oliver N’Goma (1959-2010) นักร้องชาว Gabonese สไตล์เพลง Zouk, Soukous, Afropop
| คำร้องฝรั่งเศส | แปลอังกฤษ Google Translate |
|---|---|
| Chérie Vumissio wa murim’agu Ni skia mune Oh Adia Murim’ami n’agu u li Oh …n’agu buandi (Oh-oh-oh-oh) Nge ni va tsole Ndzile ine Ndzile i gulu A ngeyu Mognu’ami Bébé, eh Tu es à moi Je suis à toi Pour la vie Florence Ngambo bi biva u si Murime ndzungu Oh chérie Ngambo yetu kue tu li Mo murim’agu (Ah-ah-ah-ah-ah) Murime ufitse Suze otima We ma abaraga Mognu’ami A ngeyu Nge buandi U li mo Murim’ami Bébé Ndzile ine Ndzile i gulu A ngeyu Mognu’ami Bébé Tu es à moi Je suis à toi Pour la vie Ah… Yo yo yo Bi uva lile Adia Duniru duami Ni va lile Bébé Duniru a duagu Guagu veke Adia Chérie ah-eh Ngulu wandi bébé Florence u ya be lile mama Chérie uya du gabile Florence Uya regembe wandi Adia, ah-ah-ah-ah Ah… Yo yo yo Bi uva lile Adia Duniru duami Ni va lile Bébé Duniru a duagu Guagu veke Adia Chérie Ah… Eh Ngulu wandi bébé Florence U ya be lile mama Chérie Uya du gabile Florence Uya regembe wandi Adia Ngukuobu Bébé Ngeyu a minu Bébé Ka lembu Biyogu Biva bandissi bébé Biyogu Musson Gu… bébé Ngukuobu Bébé Ngeyu a minu Bébé Ka lembu Biyogu Biva bandissi bébé Biyogu Musson Gu… bébé Ngukuobu Bébé Ngeyu a minu Bébé Ka lembu | Darling Calm your heart I am not anymore in it Oh…my love My heart is yours Oh…only to you (Oh-oh-oh-oh) It’s you that I love That path It’s an old path For you To be there Baby, eh You are mine I am yours For whole life Florence Tell me what you are doing My heart is paining Oh darling Tell me how many we are In your heart (Ah-ah-ah-ah-ah) What a sorrow in my heart Suzanne Otima I’m thinking about you To be there For you Only you Who’s another In my heart Baby That path It’s an old path For you To be there Baby You are mine I am yours For whole life Ah… Yo yo yo Why are you crying my love Your body is mine And you are my Baby My body is your Your my love My dear… Eh Ngulu wandi bébé Florence u ya be lile mama Chérie uya du gabile Florence Don’t cry mama Adia, ah-ah-ah-ah Ah… Yo yo yo Why are you crying my love Your body is mine And you are my Baby My body is your Your my love My dear… Eh Ngulu wandi bébé Florence Don’t crying mama Darling Don’t tremble Florence Don’t cry mama My love I want to tell you Baby You are mine Baby The lamentations Let them go off That makes you lose your weight , baby They causes diseases… Baby I want to tell you Baby You are mine Baby The lamentations Let them go off That makes you lose your weight , baby They causes diseases… Baby I want to tell you Baby You are mine Baby The lamentations |
บทเพลงแดนซ์ที่สาม Le tourment d’amour (แปลว่า The Torment of Love) ประกอบอัลบัม Fruit de la passion (1994) ขับร้องโดย Francky Vincent
เกร็ด: Coconut Blancmange คือชื่อขนมหวานประเภทหนึ่ง ทำจากมะพร้าว ดูราวกับพุดดิ้ง ผมไม่เคยกินเหมือนกันเลยบอกไม่ได้ว่ารสชาดเป็นยังไง
| คำร้องฝรั่งเศส | แปลอังกฤษ Google Translate |
|---|---|
| Le tourment d’amour est un petit gâteau Qu’on peut trouver aux Saintes Avec mon tourment d’amour, chérie Tu peux tomber enceinte Le tourment d’amour est un sympathique gâteau À base de farine et de noix de coco Mon tourment d’amour est un méchant gâteau À base de muscles et de spermatos (Si tu vas aux Saintes) N’oublie pas de demander (Le tourment d’amour) Son tourment d’amour vient d’en-dessous (Si tu veux tomber enceinte) N’oublie pas de demander (Le tour aux coco) Avec un zeste de spermatos Après avoir visité Terre de haut Va faire un tour à Terre de bas Quand on a caressé tout le haut On s’éternise facilement en bas À Terre de haut, tout est velouté À Terre de bas, tout est parfumé À Terre de haut, Franky est sollicité À Terre de bas, Vincent fait l’unanimité (Si tu vas aux Saintes) N’oublie pas de demander (Le tourment d’amour) Son tourment d’amour vient d’en-dessous (Si tu veux tomber enceinte) N’oublie pas de demander (Le tour aux coco) Avec un zeste de spermatos Le tourment d’amour est un petit gâteau Quelquefois il en sort une petite crème Ça s’appelle le blanc-manger coco Les saints de la Martinique unis par le dessert Mon tourment d’amour est un méchant gâteau Quelquefois il en sort une filée de crème Ça s’appelle le blanc-manger coco Les saint de la Martinique unis par le dessert (Blanc-manger coco) Tout le monde, tout le monde, tout le monde (Blanc-manger coco) Allez on chante (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) Les saints de la martinique unis par la muse Les saints de la martinique unis par le sud Tu es allongée, très passionnée En avant Franky blanc-manger coco (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) (Blanc-manger coco) | Torment of love is a cupcake Which can be found in Les Saintes With my torment of love, darling You can get pregnant The torment of love is a nice cake Made from flour and coconut My love torment is a wicked cake Based on muscles and sperm (If you go to Les Saintes) Don’t forget to ask (The torment of love) His torment of love comes from below (If you want to get pregnant) Don’t forget to ask (The coconut tour) With a zest of spermato After visiting Terre de Haut Go take a trip to Terre de bas When we caressed the whole top It’s easy to drag on downstairs At Terre de Haut, everything is velvety In Terre de bas, everything is fragrant At Terre de Haut, Franky is in demand At Terre de bas, Vincent is unanimous (If you go to Les Saintes) Don’t forget to ask (The torment of love) His torment of love comes from below (If you want to get pregnant) Don’t forget to ask (The coconut tour) With a zest of spermato Torment of love is a cupcake Sometimes a little cream comes out It’s called Coconut Blancmange The saints of Martinique united by dessert My love torment is a wicked cake Sometimes a stream of cream comes out It’s called Coconut Blancmange The saints of Martinique united by dessert (Coconut Blancmange) Everybody, everybody, everybody (Coconut Blancmange) Let’s sing (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) The saints of Martinique united by the muse The saints of Martinique united by the south You are lying down, very passionate Onward Franky Coconut Blancmange (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) (Coconut Blancmange) |
และเพลงแดนซ์สุดท้าย The Rhythm of the Night (1993) บทเพลง Debut ของวงดนตรีสัญชาติอิตาเลี่ยน Corona, แนว Euro-Dance, Euro-Pop, Synth-Pop ติดอันดับ Top10 ชาร์ทเพลงทั่วยุโรป รวมถึงไต่อันดับสูงสุด 11 ชาร์ท Billboard Hot 100 และสามารถคว้ารางวัล BMI: Pop Awards หลากหลายสาขาทีเดียว
บทเพลงนี้ถือว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลามมาตั้งแต่วางจำหน่าย แต่การเลือกมาใส่เป็นเพลงแดนซ์สุดท้ายของ Denis Lavant นำเข้าสู่ Closing Credit ช่วยยกสถานะบทเพลงนี้ให้กลายเป็นตำนาน เนื้อคำร้องสอดคล้องเข้ากับจังหวะของหนัง จุดจบชีวิตตัวละคร ปลดปล่อยจิตวิญญาณสู่อิสรภาพ
This is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my lifeYou could put some joy upon my face
Oh, sunshine in an empty place
Take me to turn to, and babe I’ll make you stay
Oh, I can ease you of your pain
Feel you give me love again
Round and round we go, each time I hear you sayThis is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my lifeWon’t you teach me how to love and learn
There’ll be nothing left for me to yearn
Think of me and burn, and let me hold your hand
I don’t wanna face the world in tears
Please think again, I’m on my knees
Sing that song to me, no reason to repent
I know you wanna say itThis is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my lifeThis is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my life (life, life, life, life)(Oh, right) yeah, (Oh, right) yeah, (Oh, right) yeah
(Oh, right) yeah, (Oh, right) yeah, (Oh, right) yeah
(Oh, right) yeah
This is the rhythm of the night
Ooooh-oooooh
This is the rhythm of the night
Ooooh-oooooh
Rhythm of the night
This is the rhythm of the nightThis is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my lifeThis is the rhythm of the night
The night, oh yeah
The rhythm of the night
This is the rhythm of my life
My life, oh yeah
The rhythm of my life (life, life, life, life)This is the rhythm of the night
Beau Travail แปลว่า Good Work, Good Job คำชื่นชมจากหัวหน้า ผู้บังคับบัญชา ญาติพี่น้อง พวกพ้องผองเพื่อน เวลาเราทำอะไรที่ดี มีคุณภาพ หรือสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นและสังคม, ในบริบทของหนังคือขณะพลทหาร Sentain ได้รับคำชมจากผู้บังคับบัญชา Forestier แต่โดยไม่รู้ตัวนั่นกลายเป็นดาบสองคม เพราะสร้างความโกรธรังเกียจ อิจฉาริษยาให้กับจ่าสิบเอก Galoup ครุ่นคิดอาฆาตมาดร้าย จนทำให้อีกฝ่ายเกือบถึงแก่ความตาย
จ่าสิบเอก Galoup คือบุคคลผู้โหยหาอำนาจ มีความเคารพนับถือผู้บังคับบัญชา Forestier เพราะอีกฝ่ายให้อิสระตนเองในการทำสิ่งต่างๆโดยไม่เคยเข้ามายุ่งย่ามก้าวก่ายใดๆ (ถ้าไม่ล้ำเส้นเกินไป) สามารถบีบบังคับ ควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่นผู้ใต้บังคับบัญชา เรียกว่าสนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ
พฤติกรรมของ Galoup สะท้อนความเป็นชาย (Masculine) จริงๆถ้าให้ถูกควรเรียกว่า ‘Alpha Male’ บุรุษผู้แสวงหาอำนาจ ทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูง ต้องการได้รับการยินยอมรับ โหยหาการมีตัวตน (Male Identity) เพื่อจะเป็นเจ้าคนนายคน วางตัวหัวสูงส่ง ลุ่มหลง เย่อหยิ่งในชาติพันธุ์ (White Supremacy) แบ่งแยกสถานะชนชั้น ฉันต้องยิ่งใหญ่เหนือใคร ไม่ยินยอมก้มหัวศิโรราบต่อผู้ใด
วิถีความเป็นชาย (Masculine) ยังสามารถเปรียบได้กับลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism) ที่ชื่นชอบการออกล่าอาณานิคม (Colonialism) ยกยอปอปั้นชาติพันธุ์ของตนเอง คนผิวขาว ชาวยุโรป มีความสูงส่งเหนือกว่าพวกผิวเหลืองเอเชีย และคนดำแอฟริกัน เลยส่งกองทัพเข้ายึดครอบครอง กดขี่ข่มเหง ควบคุมครอบงำ บีบบังคับให้ทำโน่นนี่นั่น นำเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ เพื่อตอบสนองความสุขสบายส่วนตน
ผกก. Denis อาศัยอยู่ทวีปแอฟริกามาตั้งแต่เด็ก เรียนรู้วิถีชีวิต ซึมซับแนวคิด วัฒนธรรม เรียกตนเองว่า “une fille d’Afrique” (แปลว่า Daughter of Africa) พอโตขึ้นเมื่อต้องย้ายกลับฝรั่งเศส บังเกิดความแปลกแยก (Foreign) แตกต่าง ราวกับคนต่างชาติ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชาวฝรั่งเศส
I was absolutely unfit for anything else. Cinema appeared to be a territory where I could survive. In Beau Travail Galoup says he’s “unfit for civilian life“. Well, when I came to France after having lived in Africa I felt I was unfit for life!
I feel like a bit of a foreigner, but I know I’m French. When I was very young I regretted this, I wanted to be anything but French.
Claire Denis
เช่นนั้นเราสามารถเปรียบเทียบจ่าสิบเอก Galoup = ผกก. Denis, รวมถึงกิจการในกองทัพ = กองถ่ายภาพยนตร์, ผู้กำกับถือว่ามีอำนาจ สิทธิ์ขาดในการตัดสินใจ สามารถออกคำสั่งนักแสดง ทีมงาน ให้กระทำสิ่งโน่นนี่นั่น ตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน
The cinema gives pleasure, certainly. But most of all for me, film-making is a journey into the impossible. When I make a film I have to be like a military commander, in charge of every strategy and tactic, but I never really know where we are going.
จุดจบของ Galoup จึงสะท้อนแนวคิดของผกก. Denis ถ้าฉันไม่ได้รับโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ (ถูกไล่ออกจากกองทัพ) ย่อมไม่สามารถปรับตัวเข้าชีวิตแบบคนปกติ (พลเรือน) คงมีสภาพไม่ต่างจากตายทั้งเป็น (ฆ่าตัวตายเลยดีกว่า) เพื่อว่าจิตวิญญาณจักได้รับการปลดปล่อยสู่อิสรภาพ
ใครที่พานผ่านหลายๆผลงานของผกก. Denis น่าจะสังเกตเห็นใจความต่อต้านการอาณานิคม (Anti-Colonialism) แต่นั่นหมายถึงเธอมีอคติต่อฝรั่งเศสด้วยไหม? จุดจบของ Galoup ชักชวนให้ตีความไปยังทิศทางนั้นได้ตรงๆเลยละ
ส่วนเรื่องราวความคอรัปชั่นในระบบทหาร ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้องชอบธรรม ยังสามารถตีความถึงเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Anti-Totalitarianism) เมื่อพลทหาร/ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน แสดงอารยะขัดขืน และที่สุดคือความรุนแรงด้วยการชกต่อยลงไปนอนกองกับพื้น
ด้วยเหตุนี้ชื่อหนัง Beau Travail แปลว่า Good Work, Good Job ถ้าเรามองเหตุการณ์ตอนจบ คำกล่าวชื่นชมยินดี ฟังดูราวกับคำเสียดสีถากถาง ชายชาติทหารหาญ อ้างว่ากระทำความดี เสียสละชีพเพื่อชาติ แท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความคอรัปชั่น ชนชั้นผู้นำต่างใช้อำนาจในทางมิชอบสักสิ่งอย่าง!
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนัง Venice Film Festival ในสาย Cinema del Presente (Cinema of the Present) ก่อนตระเวนออกฉายตามเทศกาลหนังต่างๆรวมถึง Berlin International Film Festival แม้อยู่นอกสายการประกวด แต่ยังสามารถคว้ารางวัล Reader Jury of the “Berliner Zeitung” – Special Mention
อาจเพราะหนังไม่ได้คว้ารางวัลสำคัญใดๆ ในฝรั่งเศสเลยมียอดจำหน่ายตั๋วเพียง 63,459 ใบ ประมาณการณ์ในยุโรป 132,577 ใบ ดูแล้วไม่น่าจะสามารถคืนทุนทำกำไร
เมื่อปี ค.ศ. 2020 หนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoraion’ คุณภาพ 4K ผ่านการตรวจอนุมัติโดยผกก. Denis และตากล้อง Agnès Godard สามารถหาซื้อ DVD/Blu-Ray หรือรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel
เกร็ด: ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างแรงบันดาลใจให้ Greta Gerwig กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ น่าจะเป็นเรื่องโปรดของเธอด้วยกระมัง
การหวนกลับมารับชมรอบนี้ ผมมีความลุ่มหลงใหลสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Denis ในการสร้างบรรยากาศตึงเครียด (Sexual Tension) โดยเฉพาะกลิ่นอาย Homo-Erotic ไม่รู้สึกตะขิดตะขวง กระอักกระอ่วนเท่าตอนดูหนังครั้งแรก เข้าใจสิ่งที่ซุกซ่อนเร้นผ่านเรือนร่าง ภาษากาย ท่าทางขยับเคลื่อนไหว ไม่แตกต่างจากการเต้นรำ ทำเหมือนเกี้ยวพาราสี พิธีแห่งการร่วมเพศสัมพันธ์
โดยส่วนตัวยังไม่ค่อยรู้สึกว่า Beau Travail (1999) มีความสำคัญ ทรงอิทธิพล ยิ่งใหญ่จนสามารถติด Top 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล แต่แรงผลักดันของกระแสนิยม #Feminist, #MeToo, #Woke ฯลฯ ทำให้ผลงานสร้างโดยผู้กำกับหญิงได้รับคะแนนโหวตอย่างล้นหลาม … นี่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลยุคสมัย ส่งผลกระทบต่อความสนใจของผู้คนในวงการภาพยนตร์
จัดเรต 18+ กับบรรยากาศความรุนแรง เปลือยเปล่า การต่อสู้ และกลิ่นอาย Homo-Erotic

ดูไปเอ๋อไปดูยากพอสมควร แต่ตอนจบนี่ตราตรึงมาก
หนังของ Claire Denis มักไม่ค่อยมีเรื่องราวจับต้องได้ ส่วนใหญ่ร้อยเรียงชุดภาพ เหตุการณ์ ลักษณะเหมือนบันทึกความทรงจำ (Memoir) ต้องฝึกสังเกตภาษากาย ท่าทางเคลื่อนไหว ถึงเข้าใจ ‘Sexual Tension’ ระหว่างตัวละคร แนะนำให้ลองหาผลงานอื่นๆอย่าง Chocolat (1988) ที่ดูง่ายกว่ามาสะสมประสบการณ์ เข้าใจสไตล์ผู้กำกับเมื่อไหร่ ก็จะดูหนังง่ายขึ้น