Blue Velvet (1986)

Blue Velvet

Blue Velvet (1986) hollywood : David Lynch ♥♥♥♥

ในความสวยงามของเมืองแห่งหนึ่ง ยังมีโลกอีกด้านที่มืดมิด ราวกับฝันร้าย, ผลงานกำกับของ David Lynch แนว Neo-Noir ที่พาเราไปสำรวจด้านสีน้ำเงินของสังคมและจิตใจมนุษย์, ไม่แนะนำกับคนอายุต่ำกว่า 18

หลังจากผมได้ดู Mulholland Drive (2001) ก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันดู Blue Velvet มาสักพักแล้วนะครับ จำไม่ได้ว่าเคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่า แต่มีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เป็นอารมณ์ Nostalgia ในสิ่งที่เคยหลงใหลคลั่งไคล้, เอาจริงๆ ผมคิดว่าตัวเองไม่เคยดูหนังเรื่องนี้นะครับ แต่จดจำองค์ประกอบ สไตล์ บรรยากาศมาจากหนังเรื่องอื่นๆ อาทิ Psycho, Pulp Fiction ฯ เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้เลยรู้สึกคุ้นเคยกับอะไรหลายๆอย่าง

หลังประสบความสำเร็จกับ Dune (1984) ผู้กำกับ David Lynch เลยต้องการทำหนังที่ มีความเป็นส่วนตัว (Personal Story) ด้วยการให้ตัวละครในหนังมีลักษณะ Surrealist คล้ายๆกับหนัง debut เรื่อง Eraserhead (1977)

Blue Velvet เป็นชื่อเพลง ที่ร้องโดย Tony Bennet แต่งโดย Bernie Wayne and Lee Morris ในปี 1951 ในสไตล์ Rhythm & Blues แต่เวอร์ชั่นที่เป็นแรงบันดาลใจให้หนังเรื่องนี้ ร้องโดย Bobby Vinton ที่ได้ Cover ในปี 1963 (เวอร์ชั่นของ Vinton เคยติดอันดับ 1 Billboard Chart แต่ของ Bennet ติดแค่ Top 20), Lynch บอกว่า ‘นี่ไม่ใช่สไตล์เพลงที่ชอบเท่าไหร่ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าพิศวง ทำให้คิดถึงอะไรหลายๆอย่าง เช่น สนามหญ้าและเพื่อนบ้าน’ ไปฟังเพลงกันก่อนนะครับ สร้างบรรยากาศเวลาอ่านบทความนี้

จุดเริ่มต้นของหนังมาจากอารมณ์ ‘a feeling’ ของ Lynch ล้วนๆ, จากนั้นก็มีภาพของ หูมนุษย์ วางอยู่กับพื้น Lynch บอกว่า ‘ตอนนั้นก็ไม่รู้ทำไมต้องเป็นหู แค่รู้สึกว่าฉากเปิดเรื่อง มันต้องมีอวัยวะอะไรสักอย่างของมนุษย์ที่วางอยู่กับพื้น’ Lynch ใช้เวลาพัฒนาบทอยู่หลายปีนับตั้งแต่เขาเกิด ‘ความรู้สึก’ นี้ตั้งแต่ปี 1973 จนสร้างหนังเรื่องอื่นเสร็จไป 3 เรื่องแล้ว Eraserhead (1977), The Elephant Man (1980), Dune (1984) วันหนึ่ง ได้พบกับโปรดิวเซอร์ Richard Roth ที่เล่าให้ฟังว่า ‘ฉันอยากแอบเข้าไปในห้องของหญิงสาว แล้วจ้องมองเธอทั้งคืน … มันคงจะดีถ้ามีฆาตกรรมเกิดขึ้น’ นั่นทำให้ Lynch ได้ไอเดียคร่าวๆทั้งหมดของหนัง

ฉากเปิดเรื่อง เป็นภาพสวยๆของเมืองๆหนึ่ง มีชายสูงวัยคนหนึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้อย่างมีความสุข แต่อยู่ดีๆเขาก็ล้มลง (น่าจะหลอดเลือดในสมองแตก) เด็กน้อยไร้เดียงสาเดินเข้ามา หมากำลังเล่นสายฉีดน้ำ กล้องค่อยๆเคลื่อนแทรกตัวเข้าไปในพงหญ้า เห็นฝูงแมลงตัวเล็กๆสีดำ ที่เป็นตัวแทนของด้านมืด (Underground) ของเมืองที่หลบซ่อนอยู่ นี่ถือเป็นภาพรวมและใจความของหนัง

บทหนังเรื่องนี้ ได้ถูกยืนให้กับหลายสตูดิโอใน Hollywood แต่เพราะความรุนแรงและฉากโป๊เปลือยที่มีมากในหนัง ทำให้ถูกปฏิเสธ สุดท้ายเป็นสตูดิโอ Indy ชื่อ De Laurentiis Entertainment Group ของโปรดิวเซอร์ชาวอิตาเลี่ยน Dino De Laurentiis ที่ตกลงใจ ยอมให้ทุนสร้างหนังเรื่องนี้ (คนเดียวกับที่ให้ทุน Fellini สร้าง La Strada และ Nights of Cabiria), ด้วยทุนสร้างตอนแรก $10 ล้านเหรียญ Lynch ได้ขอข้อตกลงเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้รับอิสระในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่ (ไม่ให้สตูดิโอเข้ามาก้าวก่ายผลงาน) และยอมลดเงินเดือนตัวตนเองลง จนเหลือใช้ทุนสร้างแค่ $6 ล้านเหรียญ ทำให้สตูดิโอปล่อย Lynch เต็มที่ จะทำหนังเจ๋งก็ไม่ว่ากัน (ในอเมริกาทำเงิน $8.6 ล้าน ได้ขาดทุนสมใจอยาก)

David Lynch สร้างหนังเรื่องนี้โดยให้มีบรรยากาศของ Neo-Noir ที่ถือว่าคารวะสไตล์ Noir ในทุกๆด้าน อาทิ งานภาพ, สีสัน, มุมมองของหนัง (ที่เล่าผ่านมุมมองพระเอกเท่านั้น และทุกฉากจะต้องมีเขาปรากฎอยู่) และเรื่องราวที่มีความซับซ้อน และสำรวจด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ ฯ

Neo-Noir (New-Black) คำว่า Neo มาจากภาษา Greek แปลว่าใหม่ (New) และภาษาฝรั่งเศส Noir แปลว่าดำ (Black) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาพยนตร์ film noir หลังจากเว้นว่างความนิยมในทศวรรษ 60s เริ่มต้นใหม่นับจากยุค 70s ที่มีการพัฒนาสไตล์ ตีม สีสัน องค์ประกอบ และงานภาพที่มีโดดเด่นยิ่งขึ้น และผสมผสานแนวคิด รูปแบบของภาพยนตร์ยุคสมัยใหม่ (จะเรียกว่า Modern-Noir ก็ยังได้)

สำหรับนักแสดงในหนัง หลายคนยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ (ปัจจุบันก็ยังอาจไม่รู้จักเท่าไหร่)

Kyle MacLachlan เพิ่งจะได้ร่วมงานกับ David Lynch และมีชื่อเสียงจากหนังเรื่อง Dune (1984), รับบท Jeffrey Beaumont ชายหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ ยังอ่อนต่อโลกและหาเป้าหมายชีวิตต่อไปไม่พบ ได้บังเอิญเจอหูข้างหนึ่ง เกิดความสนใจ ใคร่รู้ในความน่าพิศวง จึงได้ออกค้นหาคำตอบด้วยตนเอง

ได้พบกับ Sandy Williams รับบทโดย Laura Dern ลูกสาวของนายตำรวจ John Williams รับบทโดย George Dickerson, Sandy ยังเรียนไม่จบ (ชั้นปีสุดท้าย) เป็นหญิงสาวเรียบร้อย (Neat) มีความใคร่รู้ใคร่สนใจ อยากทำอะไรตื่นเต้นๆ แต่ยังกลัวๆกล้าๆ เธอเป็นคนบอก Jeffrey เกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย ทำให้ได้พัวพันกับเรื่องราวสุดประหลาดซับซ้อน และเธอค่อยๆตกหลุมรัก Jeffrey ขึ้นเรื่อยๆ

Molly Ringwald เป็นตัวเลือกแรกที่จะมารับบท Sandy แต่เพราะแม่เธอได้อ่านบทหนังและรู้สึกว่าหนังมีความรุนแรงเกินไปเลยบอกปัด, Laura Dern ถือเป็นตัวเลือกสุดท้าย เพราะนักแสดงอื่นที่ Lynch คาดหวังไว้ปฏิเสธหมด และการทดสอบหน้ากล้องคือ Lynch นัดให้เธอกับ MacLachlan มาพบกับนอกรอบ แล้วดูว่าเคมีของทั้งสองเข้ากันได้หรือเปล่า (ซึ่งก็เข้ากันดี Dern เลยได้รับเลือก)

Isabella Rossellini ลูกสาวของ Ingrid Bergman กับ Roberto Rossellini รับบท Dorothy Vallens หญิงสาวปริศนา ทาปากแดงแจ๊ด ทรงผมม้วนๆ เธอเป็นนักร้องในคาเฟ่แห่งหนึ่ง เบื้องหลังเป็นยังไงผมไม่ขอพูดถึงแล้วกัน รู้แค่ว่าเธอได้ตกเป็นเหยื่อของอะไรบางอย่าง และการแสดงออกของเธอ สามารถวิเคราะห์ได้ในประเด็นความเก็บกดที่ต้องการแสดงออก แต่ไม่สามารถทำได้จึงกลายเป็นลงโทษตัวเอง (Masochist)

ก่อนที่จะมาเป็น Rossellini ที่รับบทนี้ Lynch เคยยื่นข้อเสนอให้ Debbie Harry เพราะเขาเขียนตัวละครนี้ขึ้นตามแบบของเธอ แต่เจ้าตัวกลับบอกปัดเ, ตัวเลือกถัดมาคือ Helen Mirren ซึ่งเธอก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับหนังพอสมควร ช่วยเหลือปรับปรุงบทหนัง แต่เพราะตัวละครนี้ไม่ใช่สำหรับเธอ สุดท้ายจึงถอนตัวออไป, สำหรับ Rossellini ก่อนหน้านี้เธอเป็น Model และเป็นนักแสดงที่ไม่ดังมาก (ทั้งๆที่เป็นลูกสาวของ Ingrid Bergman ได้ความสวยจากแม่มาไม่น้อย กลับไม่ค่อยมีชื่อเสียงเท่าไหร่) ซึ่งกับหนังเรื่องนี้ Rossellini ได้พบกับ Lynch ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ด้วยความบังเอิญพบกันใน New York ซึ่งทั้งสองคุยกันอย่างถูกคอ วันถัดมา Lynch จึงได้ส่งข้อความชักชวน Rossellini ให้เข้ามาอ่านบทหนัง และลงเอยด้วยการรับบท, ก่อนหน้านี้ Isabella Rossellini ได้แต่งงานกับ Martin Scorsese ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันหลายปีแล้วก็หย่าขาด จากนั้นเธอก็ไปแต่งงานกับหนุ่มนอกวงการอีกคนแล้วก็เลิกกัน, ระหว่างถ่ายหนังเรื่องนี้ Lynch ก็หยอดขนมจีบใส่ Rossellini เห็นว่าทั้งคู่คบหากันได้ 4 ปีก่อนแยกจาก โดยไม่ได้แต่งงาน

อีกหนึ่งนักแสดงที่ต้องพูดถึงคือ Dennis Hopper ที่น่าจะถือว่าเป็นนักแสดงดังที่สุดขณะสร้างหนังเรื่องนี้ ที่มีผลงานดังอย่าง Easy Rider (1969) รับบทเป็น Frank Booth หัวหน้าแก๊งค์มาเฟีย ที่มีปม Oedipus Complex (ลูกชายติดแม่) ปมนี้เกิดจากตอนเด็กขาดแม่ หรือถูกกีดกันการแสดงออกทางความรัก (เกิดกับเด็กช่วง 3-5 ขวบ) นี่ทำให้ตัวละครนี้มีการแสดงกิริยาอาการที่สุดประหลาด เหมือนลูกแหง่ติดแม่ ชอบใช้ความรุนแรง และ…

Hopper ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของ Lynch นะครับ ก่อนหน้านี้มี Steven Berkoff ที่บอกปัดเพราะไม่ชอบบท, Harry Dean Stanton ไม่อยากเล่นหนังที่มีความรุนแรง, ตอนที่ Hopper ได้อ่านบท เขาพูดกับ Lynch ‘ฉันต้องเล่นบท Frank เพราะฉันคือ Frank!’ (I’ve got to play Frank. Because I am Frank!)

เกร็ด: ตัวละคร Frank Booth พูดคำว่า Fuck แทบทุกประโยคในหนัง (เป็นคนเดียวในหนังด้วย ที่พูดคำนี้ 56 ครั้ง) ผิดกับผู้กำกับ Lynch ที่หลีกเลี่ยงการพูดคำนี้ในกองถ่าย ซึ่งเวลาอ้างถึง เขาใช้คำว่า ‘that word’

เกร็ด 2: ขณะที่ Jeffrey พูดว่า ‘ฉันกำลังอยู่กึ่งกลางของความพิศวง (I’m in the middle of a mystery.) หนังดำเนินเรื่องถึงกึ่งกลาง 1 ชั่วโมงเปะๆพอดี (หนังยาว 2 ชั่วโมงเปะๆเช่นกัน)

ถ่ายภาพโดย Frederick Elmes ที่ได้เคยร่วมงานกับ Lynch เรื่อง Eraserhead (1977), กับหนังเรื่องนี้ ต้องชื่นชมการจัดแสงสีและเงาของหนัง ว่าทำได้สวยสดงดงาม, ฉากกลางวันจะดูสว่างจ้ากว่าปกติ ใช้ High Key ส่วนฉากกลางคืนจะดูมืดกว่าปกติ เป็น Low Key, ความหมายของแสงในหนังของ Lynch จะกลับตารปัดกันนะครับ ฉากกลางวันสว่างจ้า จะเหมือนกับความฝัน ส่วนกลางคืนสีสดคมชัด จะเหมือนความจริง นี่แทนได้ด้วยความรู้สึกของ Jeffrey นะครับ เหตุการณ์ธรรมดาทั่วไปตอนกลางวัน มันช่างน่าเบื่อไร้ความตื่นเต้น เหมือนฝัน แต่กลางคืน ความพิศวงลึกลับ มันช่างตื่นเต้นราวกับเป็นความจริง, ถึงหนังจะชื่อว่า Blue แต่สีที่เด่นสุดในหนังคือ สีแดง นะครับ จากลิปสติก, เลือด, สีรถ, สีห้อง ฯ จะมีสีน้ำเงินก็แค่ แสงสีและชุดคลุมของ Dorothy เท่านั้นที่ดูเด่นๆ

หนังทั้งเรื่องจะใช้มุมมองของพระเอก Jeffrey (เว้นฉากเปิดเรื่องกับฉากจบ) ด้วยธรรมเนียม Film Noir พระเอกจะต้องปรากฎอยู่ในหนังทุกฉาก (ไม่ใช่ทุกช็อตนะครับ), หลายครั้งที่หนังใช้สายตาของพระเอกแทนมุมกล้องเลย เช่น ตอนอยู่ในตู้เสื้อผ้า มองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้อง ฯ เหตุนี้เราจึงจะไม่ค่อยเห็นมุมกล้องเคลื่อนไหวแปลกๆ ส่วนมากจะแพนกล้อง เคลื่อนตามตัวละคร หรือตั้งเฉยๆ ถ่ายจากด้านหลังรถให้เห็นข้างหน้า (ไม่มีถ่ายจากด้านหน้าเลย)

ตัดต่อโดย Duwayne Dunham เราไม่ค่อยเห็นผลงานของเขาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เป็นคนตัดต่อให้กับหนังฉายทางโทรทัศน์, สำหรับหนังเรื่องนี้ การตัดต่อถือว่าเนิบๆ ค่อนข้างช้า เน้นให้ผู้ชมได้สัมผัสกับบรรยากาศ เน้นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งผมเรียกว่าอารมณ์ นัวร์ๆ คือมึนๆเหมือนคนติดยา ไปตลอดทั้งเรื่อง

มีฉากหนึ่ง ที่ Frank พา Jeffrey ไปที่บ้านของ Ben รับบทโดย Dean Stockwell เชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ หมอนี่มันต้องเมายาแน่ๆ หน้าตามึนๆ สติล่องลอยขนาดนั้น และขณะที่ลิปซิงก์ร้องเพลง In Dreams ของ Roy Orbison นี่เป็นฉากที่ผมชอบสุดในหนังเลย ราวกับกำลังโบยบิน (ไม่ได้รู้สึกอยู่ในฝันแม้แต่น้อย) นี่เป็นเพลง Rock and Roll ที่ Orbison เรียกว่า ‘An operatic ballad of lost love’ เคยไต่ขึ้นอันดับ Billboard สูงสุดถึงอันดับ 7

A candy-colored clown they call the sandman. คือถ้าผมไม่ดูหนังเรื่องนี้มาก่อน ได้ยินเพลงนี้คงไม่คิดอะไร แต่พอได้ดู สิ่งแรกที่ผมนึกถึง Sandman กับเนื้อร้องและเสียงร้องที่ล่องลอยเหลือเกิน มันสื่อได้ถึงยาอะไรสักอย่าง ยาไอซ์, ยาอี ฯ ที่มีหลากลายสีสัน กินแล้วหลับฝันล่องลอยคิดถึงเธอ (เพลงมันอาจไม่ได้มีนัยยะนี้นะครับ แต่หนังทำให้เพลงมีนัยยะแบบนี้), การแสดงของ Stockwell ต้องถือว่า Surreal มากๆ ผมจ้องตาพี่แก มันจะค่อยๆหลี่ลงเรื่อยๆ เหมือนคนกำลังจะหลับแล้วถูกปลุกให้ตื่น เวลาจะพูดแต่ละประโยค ดวงตาจะลุกโพลน แล้วค่อยๆหลี่ลง สักพักก็จะลุกโพลนขึ้นใหม่ ฉากนี้ผมหยุดยิ้มไม่ได้เลยละ

เพลงประกอบโดย Angelo Badalamenti นอกจาก 2 เพลงดังๆที่ผมหยิบมาให้ฟังแล้ว ยังมี Shostakovich: Symphony No 15 in A major, Op 141 ที่ Lynch บอกว่าเขาฟังเพลงนี้เพื่อเป็นแรงบันดาลใจขณะเขียนบทหนัง และขณะถ่ายทำก็เปิดเพลงนี้ในกองถ่ายเพื่อสร้างบรรยากาศให้กับนักแสดงด้วย, Badalamenti ได้เขียนเพลงประกอบหนังโดยอ้างอิงแรงบันดาลใจมาจาก Shostakovich เพลงนี้เช่นกัน เพิ่มเติมคือบรรยากาศที่มีความหลอนลึกลับ และล่องลอย, ในฉากที่ Sandy กับ Jeffrey เต้นรำด้วยกัน Lynch ตั้งใจจะใช้เพลง Song To The Siren ของ This Mortal Coil แค่เนื่องจากติดต่อขอลิขสิทธิ์ไม่ได้ จึงมาจบที่ Mysteries of Love ของ Julee Cruise

หนังของ David Lynch ขึ้นชื่อเรื่องการใส่สัญลักษณ์แฝง ที่บางครั้งปรากฎอยู่โต้งๆ และแอบซ่อนอยู่เต็มไปหมด, อย่างแมลงที่เราเห็นในฉากเปิดเรื่อง หน้ากากที่ตัวร้ายใส่ก็มีลักษณะคล้ายแมลง ตอนจบนกโรบินก็คาบแมลงเช่นกัน เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า แมลงในหนังเป็นสัญลักษณ์ของด้านมืด ความชั่วร้าย ตอนจบที่ถูกจับกิน ก็เหมือนความชั่วร้ายได้ถูกทำลาย กำจัดไปแล้ว (แต่มันก็ไม่ได้หมดไปนะครับ นกโรบินกินแมลงแค่ตัวเดียวเอง ยังเหลืออีกตั้งมากน้อยเท่าไหร่)

สำหรับหูที่ Jeffrey ค้นพบ ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการสอดแนม (เสือก) ที่ทำให้เขาเผชิญหน้ากับปัญหา ขณะเดียวกันก็มองได้ว่าเป็นการได้ยิน ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อน ช่วงท้ายของหนังมีการซูมออกจากหูของ Jeffrey ที่กำลังผ่อนคลายอยู่ในสนามหน้าบ้าน นี่แสดงถึง จุดจบ การเลิกที่จะฟังหรือค้นพบอะไรใหม่ๆแล้ว (เหมือนสนองใจอยากสำเร็จแล้ว)

ชุดกำมะหยี่มีความหยาบ เวลาสัมผัสจะรู้สึกลื่นๆแต่มีความขรุขละ, น้ำเงิน เป็นสีเย็น ธาตุน้ำมีความลึกลับ การผจญภัย อำนาจ ฯ ส่วนใหญ่เราจะเห็นสีนี้กับเสื้อผ้า และแสงสีเท่านั้น (ไม่ค่อยเห็นในวัตถุชิ้นอื่นๆ) นี่คงเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อเพลง Blue Velvet ที่ว่า ‘She wore Blue Velvet’, สำหรับสีแดง แสดงถึง ความเข้มแข็ง รุนแรง เลือด ไฟ อันตราย ฯ สมัยก่อนมักมีแค่โสเภณีเท่านั้นที่ทาปากแดง แสดงถึง คนที่มีความต้องการทางเพศรุนแรง ปัจจุบันมีความหมายอื่นด้วย เช่น เสน่ห์ที่มีความดึงดูด ฯ รถสีแดง ก็แสดงถึงความต้องการเช่นกัน แรงขับเคลื่อนที่จะมีชีวิต ใช้ชีวิต ฯ

เกร็ด: หนังสองเรื่องที่ปรากฎในหนังคือ Shadow of a Doubt (1943) และ The Night of the Hunter (1955) ที่เลือกสองเรื่องนี้เพราะเป็นหนังที่ ‘มีบางสิ่งแอบซ่อนอยู่ในเมืองเล็กๆและในใจของมนุษย์’ แบบเดียวกับหนังเรื่องนี้นะครับ

ผมเคยดูหนังของ David Lynch มา 3-4 เรื่อง แทบทั้งนั้นจะให้ความรู้สึกเหมือน กำลังฝัน ไม่ใช่ฝันดีนะครับเป็น ‘ฝันร้าย’ บางเรื่อง อย่างหนังเรื่องนี้ ตอนจบอาจจะรู้สึกเหมือนค่อยยังชั่วหน่อย คือดูเป็นฝันดี แต่ถ้าวิเคราะห์ลงลึก มันก็ไม่ได้ดีอะไรสักเท่าไหร่นะครับ ถ้าผมเป็น Sandy และได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับ Jeffrey เป็นผมก็ไม่มันวันให้อภัยหมอนี่กับสิ่งที่เขาทำหรอก, ผมไปอ่านเจอว่า Lynch สร้างตอนจบไว้อีก 3 แบบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกจบแบบนี้ ถือว่าเป็น Alternate Ending นะครับ
1. Dorothy ท้อง โดยไม่แน่ใจว่า Frank หรือ Jeffrey คือพ่อ
2. ตอนจบ Jeffrey ตื่นขึ้นจากฝัน รับโทรศัพท์จากแม่บอกให้เขากลับบ้านเพราะพ่อเข้าโรงพยาบาล
3. Jeffrey ถูก Frank ยิงเสียชีวิต ก่อนที่ Jeffrey จะได้ทันได้สติยิง

ผมว่า Lynch คงคิด นานๆที ให้ผู้ชมได้รู้สึก Happy Ending กับตอนจบหนังของเขาบ้าง ถือว่าโชคดีไปนะครับ เพราะถ้าเขาเลือก 1 ใน 3 ทางเลือกอื่น ผลลัพท์ อิทธิพลของหนังต่อผู้ชมคงได้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

Blue Velvet แม้ตอนฉายจะทำกำไรไม่ได้ แต่ต่อมาเมื่อลง VHS เป็น Home Video ได้กลายเป็นกระแส Cult ยอดนิยมโคตรๆเรื่องหนึ่ง (กลายเป็นลัทธิหนึ่งคล้ายๆกับ The Big Lebowski) ผู้คนจดจำคำพูดติดปากของ Frank เอาไปใช้ในชีวิตประจำมากมาย อาทิ ‘Fuck you, you fucking fuck!’ ผมก็ไม่รู้มัน fuck อะไรนะครับ, หรืออย่าง ‘Suave! Goddamn you’re one suave fucker!’ (Suava แปลว่า อ่อนโยน, ละมุนละไม) นี่เป็นประโยคที่ Frank พูดกับ Ben ได้ไพเราะที่สุดแล้วนะครับ, ส่วน Dorothy Vallens มีคำพูดสุดฮอต ‘I have your disease in me now.’ ว่ะ! ประโยคนี้หลอนสยอง

ส่วนตัวผมหลงรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ได้ยินเพลง Blue Velvet ตอน Opening Scene (แต่เพลงที่ผมชอบที่สุดในหนังคือ In Dream นะครับ), งานภาพ บรรยากาศ แสงสี อารมณ์ ความรู้สึกของหนังก็สามารถทำได้ในระดับที่ลงตัว ใช่เลย, กระนั้นก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ค้างคา แบบไม่มีคำตอบให้ด้วย และอารมณ์บางอย่างมันก็ไม่สมเหตุสมผล ไม่ถึงที่สุด เช่น ตอน Sandy แสดงความรังเกียจ Jeffrey กับ Dorothy อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนเธอให้แสดงออกมา ‘มาก’ ถึงขนาดนั้น (คำว่า Disease เนี่ยนะ) แล้วอยู่ดีๆกลับยอมรับได้ (ผมสมมตินะครับ ถ้าแฟนสาวจับคุณได้ว่าไปมี Sex วิตรถารกับหมาข้างถนน แล้วอยู่ดีๆเธอก็ยอมรับได้ เพราะรักเขามาก เห้ย! มันไม่ใช่แล้ว)

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดัง มีอคติกับหนังเรื่องนี้รุนแรงมาก โดยเฉพาะฉากที่ Rossellini ต้องเปลืองตัวแก้ผ้าเข้าฉาก (หน้าบ้านของ Jeffrey) ว่าน่าขายหน้า ไร้รสนิยม ถือเป็นฉากที่น่าขยะแขยงที่สุดในหนัง (ยิ่งกว่าปมโอดิปุสของ Frank เสียอีก) แต่ผู้กำกับกลับทำให้ออกมาดูเป็น Comedy นี่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง, ใครเห็นฉากนี้แล้วหัวเราะพิจารณาตัวเองเลยนะครับ ถ้าสมมติแฟนสาวของคุณเดินแก้ผ้าโทงๆในห้าง เดินเหมือนคนเมายา มีคนเห็นเยอะแยะ เป็นคุณจะหัวเราะออกหรือเปล่า ผมเห็นฉากนี้หัวเราะไม่ออกเลย สงสัยมากว่าเกิดอะไรขึ้น (หนึ่งในคนที่หัวเราะฉากนี้คือผู้กำกับ David Lynch ตอนถ่ายเขาหัวเราะไม่หยุด จน Rossellini ต้องขึ้นเสียงต่อว่าให้เขาหยุดหัวเราะ ทั้งสองอาจไม่ถือสาอะไรกัน แต่นี่เป็นการไม่ให้เกียรตินักแสดงอย่างมาก)

แนะนำกับคนชื่นชอบ Film Noir, Neo-Noir อะไรที่มันมืดๆ หม่นๆ นำเสนอจิตใจด้านมืดของมนุษย์, หมอ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ดูแล้วคิด วิเคราะห์ทำความเข้าใจ เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครเหล่านี้, นักปรัชญา คอหนังที่ชอบคิดวิเคราะห์ หาความหมายเชิงสัญลักษณ์ หนังของ David Lynch มีอะไรพวกนี้ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเลย

กับคนที่ชอบบรรยากาศหนังลักษณะนี้ Neo-Noir แนะนำต่อ Psycho (1960), Taxi Driver (1976), Pulp Fiction (1994), Requiem for a Dream (2000), Sin City (2005) ฯ

จัดเรต 18+ กับบรรยากาศหนัง การข่มขืน ภาพเปลือย ความรุนแรง

TAGLINE | “Blue Velvet หนังตีแผ่ด้านมืดของสังคมและจิตใจมนุษย์ โดยผู้กำกับ David Lynch ที่ดูจบแล้วจะทำให้คุณอารมณ์นัวร์ๆ”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of