
The Music Box (1932)
: James Parrott ♥♥♥♥
น่าจะเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของตลกอ้วน-ผอม Laurel and Hardy หนังสั้นความยาว 29 นาทีที่จะทำให้คุณขบขำกลิ้ง ม้วนตกบันได ไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไร เพียงความบันเทิงสุดคลาสสิก จบลงด้วยความชิบหายวายป่วน, คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subject, Comedy
เห็นเทศกาลหนังเงียบปีนี้ 9th Silent Film Festival in Thailand ค.ศ. 2025 นำเอาผลงานของตลกอ้วน-ผอม Laurel and Hardy กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์ ก็เลยถือโอกาสเขียนถึงสักเรื่อง!
ก่อนหน้าจะเขียนบทความนี้ ผมพยายามหารับชมหลายๆผลงานของ Laurel and Hardy ทั้งจากยุคหนังเงียบ (Silent), หนังพูด (Talkie) ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสั้นความยาว 1-2 ม้วน (ประมาณ 20-40 นาที) รวมถึงหนังขนาดยาว (Feature Length), โดยส่วนตัวชื่นชอบหนังเงียบมากที่สุด เพราะรู้สึกว่าสไตล์คอมเมอดี้มีจังหวะการละเล่น Slapstick ที่เข้ากันมากกว่า แต่ผลงานส่วนใหญ่ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญแทบทั้งหมดล้วนคือหนังพูด?
The Music Box (1932) คือหนังพูดขนาดสั้น เรื่องแรกเรื่องเดียวของตลกอ้วน-ผอมที่คว้ารางวัล Oscar นั่นย่อมการันตีความสำเร็จ ผู้ชม/นักวิจารณ์สมัยนั้นมีความหลงใหลคลั่งไคล้ แถมคะแนนจากเว็บไซด์ IMDB.com สูงถึง 7.9 มากที่สุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของ Laurel and Hardy
เกร็ด: The Music Box (1932) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรดของผู้กำกับ Guillermo del Toro
Stan Laurel ชื่อจริง Arthur Stanley Jefferson (1890-1965) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Ulverston, Lancashire ในครอบครัวนักแสดงออกทัวร์ทั่วประเทศ ก่อนลงหลักปักฐานอยู่ Glasgow บิดากลายเป็นผู้จัดการโรงละคอน Metropole Theatre ส่งบุตรชายขึ้นเวทีครั้งแรก! โตขึ้นเริ่มฝึกฝนประสบการณ์จาก Music Hall ต่อด้วยเข้าร่วมคณะการแสดงของ Fred Karno’s London Comedians (Fred Karno คือหนึ่งในผู้บุกเบิก Slapstick Comedy) สนิทสนมกับ Charlie Chaplin เคยเป็นนักแสดงแทน (Understudy) และทั้งสองออกเดินสู่สหรัฐอเมริกาด้วยเรือลำเดียวกันเมื่อปี ค.ศ. 1912 ดิ้นรนอยู่หลายปีจนได้แสดงหนังม้วนเดียวเรื่องแรก Nuts in May (1917)
Oliver Norvell Hardy ชื่อจริง Norvell Hardy (1892-1957) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Harlem, Georgia บิดาเป็นทหารผ่านศึก ได้รับบาดเจ็บตอน Battle of Antietam (1862) พยายามส่งบุตรชายเข้าโรงเรียนทหาร แต่เขากลับสนใจดนตรีและการแสดง จนมีโอกาสเป็นนักร้องที่ Alcazar Theater, การมาถึงของสื่อภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเป็นคนฉายหนัง (Projectionist) จากนั้นเดินทางสู่ Jacksonville, Florida เข้าร่วมสตูดิโอ Lubin Studio แสดงหนังม้วนเดียวเรื่องแรก Outwitting Dad (1914) ขณะนั้นยังใช้ชื่อ Babe Hardy, พอมาถึง Los Angeles เข้าร่วม Vitagraph Studios ระหว่างปี ค.ศ. 1918-23 ประกบคู่ Larry Semon มีผลงานร่วมกันกว่า 40+ เรื่อง!
ก่อนจะมาเป็นตลกอ้วน-ผอม Laurel and Hardy เคยแสดงหนังร่วมกันเรื่องแรก The Lucky Dog (1921) แนวตลก-อาชญากรรม (Crime Comedy) โดยที่ Laurel คือพระเอก, Hardy รับบทตัวร้าย ความยาวฟีล์มสองม้วน (Two Reel) ทุนสร้างประมาณ $3,000 เหรียญ
Hardy เข้าร่วมสตูดิโอ Hal Roach Studios เมื่อปี ค.ศ. 1924, ขณะที่ Laurel เซ็นสัญญาปี ค.ศ. 1925 ต่างคนต่างมีผลงานภาพยนตร์ของตนเอง จนกระทั่งนักเขียน(ว่าที่ผู้กำกับดัง) Leo McCarey จับพลัดจับพลูนำทั้งสองมาร่วมงานกัน Putting Pants on Philip (1927)
Babe (Oliver Hardy) was cooking a leg of lamb and for some reason he left his arm in the oven too long or something and he got it so badly blistered that we had to cut down his part in the next picture. So we decided to put Stan in the picture to bolster up the comedy; and so when we saw the two of them on the screen together we decided: “There’s a real team.” And from that time on they really went places. All on account of – Hardy had a little lamb.
Leo McCarey
สไตล์คอมเมอดี้ของ Laurel and Hardy มีคำเรียกว่า Physical Comedy (หรือ Highly Visual) มุ่งเน้นการควบคุมร่างกายเพื่อสร้างความตลกขบขัน อาทิ Slapstick, Clowning, Mime, ทำหน้าตลกๆ, หรือกระทำสิ่งที่มีความเสี่ยงอันตราย (Physical Stunt) โดยทั้งสองจะมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างตรงกันข้าม
- Laurel รูปร่างผอมบาง ท่าทางสดใส ค่อนข้างซื่อบื้อ ทึ่มทื่อ ไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ เลยมักถูก Hardy กลั่นแกล้ง (จะมองว่าบูลลี่ก็ได้กระมัง) ออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น แต่ก็มักไม่เคยได้ดั่งใจอะไรสักอย่าง
- Hardy รูปร่างอวบอ้วน จอมบงการ ชอบกดขี่ข่มเหง พูดคำดูถูกเหยียดหยาม Laurel ออกคำสั่งให้ทำโน่นนี่นั่น แล้วได้รับผลกรรม ร่างกายบอบช้ำ แสดงสีหน้าไม่พึงพอใจ
ภาพยนตร์ของ Laurel and Hardy มักมีลักษณะเหมือนภารกิจให้ทั้งสองต้องออกเดินทาง กระทำบางอย่างร่วมกัน แน่นอนว่าต้องเกิดความผิดพลาด ชิบหายวายป่วน และท้ายที่สุดมักต้องจบลงด้วยหายนะ ทุกสิ่งอย่างพังทลาย ราวกับมนุษย์ภัยพิบัติที่พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง!
Putting Pants on Philip (1927) ถือเป็นภาพยนตร์ “Official” เรื่องแรกของ Laurel and Hardy แต่ทั้งสองยังต้องใช้เวลาทดลองผิดลองถูก กว่าจะเริ่มเข้าขา มองตารู้ใจ The Battle of the Century (1927), Liberty (1929), Wrong Again (1929), และหนังเงียบ(ขนาดสั้น)ประสบความสำเร็จสูงสุดก็คือ Big Business (1929)
การมาถึงของยุคหนังพูด (Talkie) สร้างปัญหาให้กับ Laurel and Hardy อยู่สักพักใหญ่ๆ เพราะสไตล์คอมเมอดี้ของพวกเขาคือ Slapstick และการแสดงปฏิกิริยาสีหน้าท่าทาง ผลงานช่วงปีแรกๆเต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า แทบไม่มีความขบขันเหลืออยู่เลย แต่พอเริ่มปรับตัวได้ในช่วงทศวรรษ 30s ก็รังสรรค์ผลงานสนุกๆอย่าง Night Owls (1930), Hog Wild (1930), Chickens Come Home (1931), Our Wife (1931), Beau Hunks (1931), Helpmates (1932), County Hospital (1932), Me and My Pal (1933), Going Bye-Bye! (1934), Tit for Tat (1935) และโดยเฉพาะ The Music Box (1932) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Short Subject, Comedy
และสำหรับภาพยนตร์ขนาดยาว มีการนำเอามิวสิคัลมาผสมผสานคลุกเคล้า ช่วยเสริมความสนุกสนานครื้นเครงขึ้นอีกเท่าตัว อาทิ Sons of the Desert (1933), Our Relations (1936), Way Out West (1937), Block-Heads (1938) ฯ
James Gibbons Parrott (1897-1939) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Baltimore, Maryland หลังจากบิดาพลันด่วนเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลว จำต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุสิบขวบ ทำงานเด็กยกกระเป๋า (Bellboy), ขับรถม้า (Horse-Drawn Carriage), ก่อนได้ทำงานเป็นผู้ช่วยพี่ชายที่เป็นผู้กำกับ Charley Jr. Parrott ทำหนังสั้นอยู่ในสังกัดสตูดิโอ Fox ก่อนไต่เต้าเป็นผู้กำกับหนังตลกของ Hal Roach ผลงานเด่นๆ อาทิ Night Owls (1930), Helpmates (1931), The Music Box (1932), County Hospital (1932) ฯ
สำหรับ The Music Box (1932) เป็นการสร้างใหม่ (Remake) จากหนังเงียบขนาดสั้น Hats Off! (1927) กำกับโดย Hal Yates, บทหนังโดย H. M. Walker ปรับเปลี่ยนจากเครื่องซักผ้า (Washing Machine) มาเป็นเครื่องดนตรีเปียโน (Piano) น่าเสียดายฟีล์มหนังดังกล่าวได้หายสาปสูญ (Lost Film) หลงเหลือเพียงภาพนิ่งจำนวนหนึ่ง และถึงขนาดว่านักวิจารณ์ให้คำนิยาม “Holy Grail of Laurel and Hardy movies”
H. M. Walker คือคนเขียนบททั้ง Hats Off! (1927) และ The Music Box (1932) เล่าว่าวันหนึ่งระหว่างขับรถผ่านแถวๆ Silverlake, Los Angeles พบเห็นบันไดสูงๆหลายขั้น เลยเกิดความครุ่นคิดสร้างเรื่องราวให้ Laurel and Hardy ต้องแบกของหนักๆเดินขึ้นไป
เกร็ด: หนังมี Working Title อาทิ Top Heavy, Words and Music และ The Up and Up





เรื่องราวเริ่มต้น ณ ร้านดนตรีแห้งหนึ่ง หญิงสาวสั่งซื้อเปียโนสำหรับเซอร์ไพรส์วันเกิดสามี แล้วขอให้นำส่งยังบ้านเลขที่ 1127 Walnut Avenue ผ่านบริษัทขนส่ง Laurel and Hardy Transfer Company สองตลกอ้วน-ผอมจึงออกเดินทางโดยรถม้าคู่บุญ ก่อนค้นพบว่าต้องไต่บันไดสูงเพื่อขึ้นไปส่งถึงบ้าน
เหตุการณ์วุ่นๆครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างการปีนป่ายบันได มีสารพัดเหตุวุ่นๆวายๆให้เปียโนหลังนี้ไถลตกลงมา และพอไปถึงเบื้องบนก็ไม่มีใครอยู่บ้าน พวกเขาจึงพยายามหาทางปีนป่ายขึ้นชั้นสอง แล้วนำออกมาติดตั้ง บังเอิ้ญเจ้าของบ้าน Professor Theodore von Schwartzenhoffen, M.D., A.D., D.D.S., F.L.D., F.F.F.und F. หวนกลับมาพอดิบดี
ด้วยความที่เป็นหนังสั้น จึงใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมดเพียงสองสัปดาห์ นอกจากบ้านหรูหราเบื้องบนสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Hal Roach Studios, บันได 131 ขั้น เลือกใช้สถานที่จริงย่าน Silver Lake ระหว่างถนนเบื้องบน Descanso Drive และเบื้องล่าง Vendome Street (ปัจจุบันมีการตั้งชื่อบันได Music Box Steps)
เปียโนจริงๆน้ำหนักระหว่าง 500-1,000 ปอนด์ ไม่มีทางจะนำมาใช้จริงได้อยู่แล้ว ระหว่างการแบกหามจะคือกล่องเปล่า แต่การลื่นไถลลงจากเบื้องบนจำเป็นต้องเพิ่มน้ำหนักเพื่อให้ได้ความเร็วและดูคงที่ (Velocity and Stability) ส่วนเสียงเปียโนดังขึ้นนั้นค่อยไปเพิ่มเอาภายหลัง ไม่เน้นความสมจริง แค่เรียกเสียงขบขัน
และอีกปัญหาหนึ่งระหว่างถ่ายทำยังสถานที่จริง เป็นเหตุให้ต้องใช้เวลานานถึง 4 วัน ก็เพราะสภาพอากาศ บางช่วงเวลาสว่างจร้า ประเดี๋ยวปกคลุมด้วยเมฆหมอก มันจึงเสียเวลาไม่น้อยให้แสงสว่างในทุกๆช็อตมีความเท่าเทียมกัน!
เกร็ด: ยุคสมัยนั้น Laurel and Hardy ถือว่าเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย การถ่ายทำยังสถานที่จริงเห็นว่าสร้างปัญหาพอสมควร เพราะมีแฟนคลับมารุมห้อมล้อม ในระยะเวลาสี่วัน(ที่ถ่ายทำฉากบันได)ประมาณการณ์กว่า 3,500 คน และตอนพักเที่ยงทั้งสองอ้างว่าเซ็นลายเซ็นต์กว่า 2,000 ครั้ง!



อ่านผ่านๆทีแรกผมนึกว่าหนังแสร้งเขียนผิดจาก Founded มาเป็น Foundered ก่อนค้นพบว่าคำนี้หมายถึงเรืออับปาง (Ship Sinking) ทำให้ล้มลง ฯ เป็นการบอกใบ้หายนะที่กำลังจะบังเกิดขึ้นกับการขนส่งสินค้าครั้งนี้

ตลกอ้วน-ผอม Laurel and Hardy คือสิ่งมีชีวิตที่กลับตารปัตร ตรงข้ามกันทุกสิ่งอย่าง โดยปกติแล้วไม่น่าจะสามารถจับคู่ แต่เพราะความแตกต่างสุดขั้วเลยสามารถเติมเต็มกันและกัน สร้างเสียงหัวเราะขบขัน ร่วมกันทำภารกิจสำเร็จลุล่วง และทุกสิ่งอย่างราบเรียบเป็นหน้ากลอง … ทั้งๆที่ทั้งสองควรเป็นตลกไร้สาระ แต่ตัวตนของพวกเขากลับเคลือบแฝงปรัชญาอย่างลุ่มลึกล้ำ
เฉกเช่นเดียวกับ The Music Box (1932) มองผิวเผินคือผลงานเน้นความบันเทิง สร้างเสียงหัวเราะขบขัน สนุกสนานเพลิดเพลินไปวันๆ แต่ระหว่างรับชมผมพลันระลึกนึกถึงหนังเรื่องโปรด Fitzcarraldo (1982) ของ Werner Herzog ที่ตัวละครของ Klaus Kinski พยายามเข็นเรือหนักสามร้อยกว่าตันข้ามภูเขา ละม้ายคล้ายสำนวนไทย “เข็นครกขึ้นภูเขา”
มันอาจเป็นความทึ่มทื่อของตลกอ้วน-ผอม ในการแบกเปียโนปีนป่ายขึ้นบันไดร้อยกว่าขั้น (เพราะเลยไปหน่อยมันมีถนนเชื่อมต่อโดยไม่ต้องเดินขึ้นบันได) ถึงอย่างนั้นพวกเขาไม่เคยลดละความพยายาม ทุกครั้งที่กล่องเปียโนไถลตกลงมาเบื้องล่าง ก็ยังช่วยกันแบกหามกลับขึ้นไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายปลายทาง
เอาจริงๆผมแอบประหลาดใจที่หลายๆผลงานของตลกอ้วน-ผอม มีบางสิ่งอย่างเคลือบแฝงนอกจากสร้างเสียงหัวเราะขบขัน แต่มันก็เทียบไม่ได้กับความลุ่มลึกล้ำของ Charlie Chaplin, Buster Keaton หรือแม้แต่ Harold Lloyd ที่สามารถนำเอาการแสดงตลก ผสมผสานเข้ากับศาสตร์ภาพยนตร์ได้อย่างลงตัวกลมกล่อม และสร้างอิทธิพลล้นหลามให้ผู้คนรุ่นหลังๆ
สไตล์ของ Laurel and Hardy มุ่งเน้นขายความสัมพันธ์คู่หูขั้วตรงข้าม ตลกคาเฟ่เจ็บตัวแบบบ้านๆ ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากศาสตร์ภาพยนตร์สักเท่าไหร่ นั่นทำให้เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน หลงเหลือเพียงความทรงจำวันวาน ครั้งหนึ่งเคยเป็นตำนาน ปัจจุบันก็ยังตำอยู่อย่างนั้นอีกนาน
หนังพูดขนาดสั้นของตลกอ้วน-ผอม หลายๆเรื่องได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ จากฟีล์มไนเตรตต้นฉบับ 35mm สามารถหาซื้อแผ่น Blu-Ray ของค่าย Kit Parker Films รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Laurel & Hardy – The Definitive Restorations ประกอบด้วย Volume One จำนวน 21 เรื่อง และ Volume Two อีก 8 เรื่อง! ดูกันให้ตาเปียกตาแฉะ
ผมใช้เวลาไม่น้อยในการรับชมผลงานของตลกอ้วน-ผอม เน้นเอาคะแนนสูงๆจาก IMDB.com เพื่อสร้างความมักคุ้นชิน ทำความเข้าใจแนวทางคอมเมอดี้ และค้นหาเรื่องที่ชื่นชอบโปรดปราน แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบสไตล์ของพวกเขาสักเท่า ตลกล้างผลาญ ไร้สาระ เพียงความบันเทิง มีไม่กี่เรื่องที่ขบขำกลิ้งจริงๆ
สำหรับ The Music Box (1932) ด้วยคะแนน IMDB.com สูงถึง 7.9 มันทำให้ผมคาดหวังพอสมควร ชื่นชมโปรดักชั่นงานสร้าง โดยเฉพาะเสียงประกอบ (Sound Effect) ทำออกมาน่าประทับใจ แต่ภาพรวมรู้สึกว่าหนังยังไม่ค่อยกลมกล่อมสักเท่าไหร่ มีมุกขำบ้าง แป๊กบ้าง และตอนจบไม่ค่อยอลังการสักเท่าไหร่ … ความชื่นชอบมันขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคลนะครับ ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเหมือนกันหมด
ถ้าให้แนะนำจริงๆ เรื่องที่ส่วนตัวชื่นชอบมากสุดก็คือ Sons of the Desert (1933) และ Way Out West (1937) แต่ผมคงไม่เขียนถึงเพราะก็ไม่รู้จะเขียนอะไร ทุกสิ่งอย่างของ Laurel and Hardy ก็อธิบายไปหมดแล้วกับบทความนี้
จัดเรตทั่วไป รับชมได้ทุกเพศวัย


ใส่ความเห็น