
No Blood Relation (1932)
: Mikio Naruse ♥♥♥
มารดาแท้ๆทอดทิ้งลูกในไส้เพื่อดำเนินตามความฝัน หลายปีถัดมาต้องทวงคืนสิทธิ์ดังกล่าว แต่บุตรสาวกลับเลือกแม่บุญธรรม ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใดๆ ใครถูก? ใครผิด? ใครควรมีสิทธิ์ตัดสินใจ?
ระหว่างรับชม No Blood Relation (1932) ชวนให้ผมนึกถึงหลายๆผลงานของผู้กำกับ Hirokazu Kore-eda โดยเฉพาะ Like Father, Like Son (2013) เมื่อพยาบาลส่งมอบทารกสลับครอบครัว ระหว่างความสัมพันธ์ทางสายเลือด vs. บุตรที่เลี้ยงดูแลจนเติบใหญ่, ครอบครัวแท้ๆ vs. บิดา-มารดาบุญธรรม ฯ นี่คือคำถามปรัชญาที่ไม่มีใครตอบได้ว่า ฝั่งไหนถูก? ฝั่งไหนผิด? ใครควรมีสิทธิ์ตัดสินใจ?
มันมีภาพยนตร์ 6 เรื่อง คั่นระหว่าง Flunky, Work Hard (1931) และ No Blood Relation (1932) ที่หายสาปสูญไปแล้ว (Lost Film) จึงไม่มีใครบอกได้ว่าผกก. Naruse เริ่มให้ความสนใจหนังแนวดราม่าครอบครัว (Family Drama) ที่มีผู้หญิงคือจุดศูนย์กลางตั้งแต่เมื่อไหร่? แต่เรายังสามารถสังเกตวิวัฒนาการทางภาพยนตร์ ลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน พร้อมท้าทายขนบวิถี (ทั้งศาสตร์ภาพยนตร์และกฎกรอบทางสังคม)
น่าเสียดายที่ผมรู้สึกว่าผกก. Naruse ยึดถือมั่นกับความครุ่นคิด(หัวก้าวหน้า)ของตนเองมากไป ทำให้ตอนจบสามารถคาดเดาโดยง่ายว่าใครจักได้รับสิทธิ์เลี้ยงดูแล หนังลักษณะนี้ไม่ควรมีลักษณะของการชี้ชักนำ หรือจบลงอย่าง Happy Ending เพื่อชักชวนให้ผู้ชมขบครุ่นคิด ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบเหมาะสมกับตนเอง
Mikio Naruse, 成瀬 巳喜男 (1905-69) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ในตระกูลซามูไร Naruse Clan แต่ครอบครัวมีฐานะยากจน แถมบิดาพลันด่วนเสียชีวิต จึงจำต้องต่อสู้ดิ้นรนกับพี่ชายและพี่สาว ตอนอายุ 17 สมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku ไต่เต้าจากลูกจ้าง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนัง(เงียบ)สั้นเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930)
โดยปกติแล้วผู้ช่วยผู้กำกับในสังกัด Shōchiku เพียงสามสี่ปีก็มักได้เลื่อนขั้น แต่ทว่า Naruse กลับต้องอดรนทนฝึกงานนานนับสิบปีถึงมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930) น่าเสียดายที่ผลงานระหว่าง ค.ศ. 1930-34 สูญหายไปเกือบหมดสิ้น หลงเหลือหนังเงียบเพียง 5 เรื่อง ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)
生さぬ仲 อ่านว่า Nasanu Naka ใช้ชื่ออังกฤษ No Blood Relation ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Shunyo Yanagawa, 柳川春葉 (1877-1918) เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรง ตั้งแต่เธออายุสี่ขวบได้รับการเลี้ยงดูโดยแม่บุญธรรม พอมารดาแท้ๆปรากฎตัวเลยไม่รู้สึกถูกโชคชะตาสักเท่าไหร่, ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ Osaka Mainichi Shimbun, 毎日新聞 เมื่อปี ค.ศ. 1912 แล้วมีการดัดแปลงเป็นละคอนเวที (Shinpa) รอบปฐมทัศน์ ณ Naniwaza Theate, Osaka เมื่อปี ค.ศ. 1913
ก่อนหน้านี้ก็มีการดัดแปลงเรื่องราวกล่าวเป็นภาพยนตร์มานับสิบครั้ง แต่น่าจะสูญหายไปหมดเกลี้ยงจนกระทั่งฉบับของผกก. Naruse มอบหมายให้ Kogo Noda (นักเขียนขาประจำของ Yasujirô Ozu) ทำการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเกี่ยวกับมารดาแท้ๆ Tamae Kiyooka ให้มีความเป็น Moga, モガ (มาจาก Modern Girl หญิงชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่โอบรับวัฒนธรรมตะวันตก) ทอดทิ้งบุตรสาวเพื่อเติมเต็มความใฝ่ฝัน เดินทางไปเป็นนักแสดง Hollywood ที่สหรัฐอเมริกา
นักแสดงสาว Tamae (รับบทโดย Yoshiko Okada) เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ต้องการหวนกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์บุตรสาว Shigeko ทอดทิ้งเธอไปหลายปีก่อนเพื่อไล่ล่าตามความฝัน ถึงอย่างนั้นสามีแต่งงานใหม่กับ Masako (รับบทโดย Yukiko Tsukuba) ให้การดูแลบุตรสาวของเธออย่างไร้ที่ติ
เมื่อ Tamae พบเจออดีตสามี ได้รับการปฏิเสธไม่ยินยอมคืนสิทธิ์การเลี้ยงดูแล ด้วยเหตุนี้เธอถึงวางแผนล่อซื้อใจคุณยาย แล้วทำการลักพาตัว Shigeko แต่จนแล้วจนแล้วบุตรสาวกลับไม่ยินยอมเปิดใจ เรียกร้องหามารดาบุญธรรม Masako ท้ายที่สุดเธอจึงตัดสินใจ…
Yoshiko Okada, 岡田嘉子 (1902-92) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Hiroshima, บิดาเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ ต้องเดินทางไปหลายสถานที่ ทำให้บุตรสาวต้องเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยครั้ง โตขึ้นเข้าเรียนจิตรกรรมตะวันตก Joshibi University of Art and Design จบออกมาทำงานหนังสือพิมพ์ตามรอยบิดา ระหว่างนั้นค้นพบความสนใจด้านการแสดง กลายเป็นลูกศิษย์ของ Kichizo Nakamura มีผลงานละคอนเวที (Avant-Garde Western Plays) ภาพยนตร์เรื่องแรก Dance of the Skull (1923) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] ผลงานเด่นๆที่หลงเหลืออยู่ อาทิ No Blood Relation (1932), Woman of Tokyo (1933), Our Neighbor, Miss Yae (1934), An Inn in Tokyo (1935) ฯ
รับบท Tamae มารดาแท้ๆของ Shigeko แต่ตัดสินใจทอดทิ้งบุตรสาวเมื่อหลายปีก่อน เพื่อออกเดินทางไปสานฝันยัง Hollywood พอเป็นนักแสดงประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงตัดสินใจเดินทางกลับญี่ปุ่น ต้องการทวงคืน รื้อฟื้นความสัมพันธ์ แต่กลับถูกกีดกั้นขวาง และแม้แต่บุตรสาวเองก็ปฏิเสธยินยอมรับ
ภาพลักษณ์ของ Okada ดูเหมือนสาวสมัยใหม่ แต่งกายแฟชั่นตะวันตก แสดงออกด้วยความเย่อหยิ่ง ทะนงตน ครุ่นคิดว่าฉันสูงส่ง เมื่อตอนเดินทางกลับมาถึงญี่ปุ่น เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถทวงคืนบุตรสาว พอถูกกีดกันก็สรรหาสารพัดวิธีการ ไม่ได้อยากเป็นนางมารร้ายแต่ไม่มีใครพยายามทำความเข้าใจหัวอก
หนังพยายามทำออกมาให้ Tamae ดูเป็นตัวร้าย มารดาใจจืดใจดำ ทอดทิ้งบุตรสาวเพื่อทำตามความใฝ่ฝัน แล้วพอหวนกลับมา อยากจะขอคืนดี ก็ยังใช้วิธีฉกฉวยโอกาส ลักพาตัวไปจากอ้อมอกมารดาบุญธรรม? มันฟังดูผิดๆเพี้ยนๆไหมเอ่ย? หนังสามารถพัฒนาเรื่องราวที่มีความประณีประณอม หรือให้โอกาสตัวละครนี้ได้แสดงบริสุทธิ์จริงใจ แต่มันคือวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง/เจ้าของบทประพันธ์ ต้องการสำแดงอคติ ตีตราว่าร้าย นำเสนอมุมมองความครุ่นคิดของตนเอง
Yukiko Tsukuba, 筑波雪子 ชื่อจริง Yukiko Sato, 佐藤 ゆき子 (1906-77) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของฉายา “Mary Pickford of Japan” เกิดที่ Tokyo ตั้งแต่เด็กได้รับการฝึกฝนเกอิชา ก่อนถูกค้นพบโดย Momosuke Fukuzawa ชักชวนมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ณ Imperial Theater, พออายุสิบหกเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัด Shōchiku มีผลงานภาพยนตร์กว่าห้าสิบเรื่อง แต่ล้วนสูญหายแทบหมดสิ้น หลงเหลือเพียง No Blood Relation (1932)
รับบท Masako หญิงสาวหน้าใส ละอ่อนวัย เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ยึดถือมั่นในขนบวิถี ประเพณีชาวญี่ปุ่น แต่งงานกับ Atsumi กลายเป็นมารดาบุญธรรมของ Shigeko มอบความรัก ความอบอุ่น คอยดูแลเอาใจใส่ จนบังเกิดสายใยรัก ราวกับบุตรสาวแท้ๆ การมาถึงของ Tamae แม้ถูกกีดกัน ขับไล่ผลักไส ก็ไม่อาจตัดขาดความสัมพันธ์
ภาพลักษณ์ของ Tsukuba คือหญิงสาวตัวเล็กๆ ร่างกายบอบบาง มีความสุภาพอ่อนน้อม เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ถือเป็นแม่ศรีเรือนตามมาตรฐานหญิงชาวญี่ปุ่น (stereotypes) แต่ความน่าสนใจคือการแสดงออกความรักในฐานะมารดาบุญธรรม มันช่างบริสุทธิ์ จริงใจ สัมผัสไม่ได้ถึงความรู้สึกขัดแย้งภายใน … ฟังดูอุดมคติไปไหม?
และการเผชิญหน้ากับ Tamae ใช่ว่ามันควรมีความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรบ้าง แต่เธอกลับเอ่อล้นด้วยความเชื่อมั่น ไม่หวาดกลัวเกรง ครุ่นคิดว่ายังไง Shigeko ก็ต้องเลือกฉัน! แล้วแสดงความอ่อนแอ ถูกกระทำร้าย เพื่อเรียกร้องคะแนนสงสารเห็นใจ ในสายตาของผมยัยนี่คือตัวร้ายชัดๆ
ถ่ายภาพโดย Eijirô Fujita, Masao Saito และ Suketarô Inokai,
งานภาพหนังอาจไม่ได้แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์เหมือน Flunky, Work Hard! (1931) แต่มีลีลาการขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน โดยเฉพาะขณะเคลื่อนเข้าหาใบหน้าอย่างรวดเร็ว (คล้ายๆการซูมมิ่ง) เพื่อสร้างสัมผัสทางอารมณ์ ตัวละครเกิดความตระหนักถึงบางอย่าง
หนังเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของสองหัวขโมยกำลังวิ่งหลบหนี (ด้วยเทคนิค Whippan) ที่อาจดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวหลักๆ แต่การลักขโมยสิ่งของ = ลักพาตัวบุตรสาว มันก็พอมีความละม้ายคล้ายกันอยู่กระมัง? แถมหนังยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองหัวขโมยกับ Tamae แม้เป็นพี่น้องต่างบิดา (คนละนามสกุล) กลับมีความสนิทสนมชิดเชื้อ สอดคล้องความหมายของชื่อหนัง No Blood Relation!

ภาพแรกของเด็กหญิง Shigeko ละเล่นเป็นแม่ศรีเรือน กำลังกับข้าวกับปลา นำไปให้มารดา ก่อนสะดุดล้มหัวคะมำราวกับเป็นการบอกใบ้เหตุการณ์วุ่นๆวายๆที่กำลังจะบังเกิดขึ้นต่อไป … แต่ขณะเดียวกันเป็นการแสดงถึงการเลี้ยงดูแบบตามอกตามใจ ไข่ในหิน ยุงไม่ให้ ไรไม่ให้ตอม แค่สะดุดล้มก็จะเป็นจะตาย เลยไม่น่าแปลกใจที่เด็กคนนี้จะมีนิสัยดื้อรั้น เอาแต่ใจ โตขึ้นมีแนวโน้มหลงตนเอง โรคเจ้าหญิง (Princess Complex)

ผมเคยให้ข้อสังเกตไว้ว่าผกก. Naruse น่าจะเป็นทาสแมว ซึ่งหนังเงียบเรื่องนี้มีสองตัวสีขาวกับดำ
- ตัวขาวอาศัยอยู่ที่บ้าน Shigeko เคยวิ่งไล่ คลานตาม … เด็กสาว = แมวเหมียว
- และระหว่างเดินเล่นนอกบ้าน Masako หันไปเห็นแมวสีดำเดินผ่าน นั่นคือลางบอกเหตุร้าย Shigeko เกือบจะถูกรถพุ่งชนในอีกไม่กี่เสี้ยววินาทีถัดมา


ยุคสมัยนั้นมันยังไม่มีเทคนิคซูมมิ่ง (Zooming) ผกก. Naruse จึงใช้วิธีการให้กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหา(ใบหน้า)ตัวละคร เพื่อสร้างความรู้สึกตกตะลึง คาดไม่ถึง เกิดความตระหนักถึงบางอย่าง ผมขอเลือกมาสามสี่ซีนที่น่าสนใจ
- ภาพแรกเมื่อตอน Tamae เพิ่งลงจากเรือสำราญ ขณะกำลังจะขึ้นรถพบเจอกับน้องชาย (และลูกน้องหัวขโมย) มองผ่านๆจดจำกันไม่ได้ แต่สายใยความสัมพันธ์พี่-น้อง แม้จะต่างบิดา ก็ยังมีความแนบแน่น ไม่หลงลืมกัน
- Tamae หวนกลับมาพบเจออดีตสามี Atsumi คงสร้างความตกอกตกใจให้เขาอย่างมากๆทีเดียว
- Tamae แรกพบเจอบุตรสาว Shigeko พยายามโน้มน้าวชักชวนไปอยู่ด้วยกัน แต่ได้รับคำตอบกลับ “Liar!” “Kidnapper!” “Fool!” ทั้งตัวอักษรและกล้องเคลื่อนเข้าหาใบหน้าหญิงสาว มันช่างกรีดแทงใจดำ
- ช่วงท้ายของหนังระหว่างการยื้อแย่งตัวบุตรสาว กล้องเคลื่อนเข้าหา Tamae ค่อยๆหันหลังให้กล้อง พอวนซ้ำรอบสามเธอก็ยินยอมรับความพ่ายแพ้ ปลดปล่อยบุตรสาวให้อาศัยอยู่กับ Masako




ตัดต่อโดย …ไม่มีเครดิต, หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใด ตัดสลับไปมาระหว่างฟากฝั่ง Tamaeo และ Masako แต่อาจถือว่าบุตรสาว Shigeko คือจุดศูนย์กลางเรื่องราว
เรื่องราวเริ่มต้นจากสองหัวขโมยร่วมกันฉกชิงทรัพย์ จากนั้นเดินทางไปพบเจอพี่สาว(ต่างบิดา) Tamae เพิ่งเดินทางกลับถึงญี่ปุ่นเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับบุตรสาว แต่อดีตสามีแต่งงานใหม่กับ Masako ช่วงแรกๆถูกกีดกันไม่ให้พบเจอหน้าลูก แล้วพอเขาติดคุกข้อหาทำบริษัทล้มละลาย เธอจึงใช้สารพัดวิธีเพื่อฉกแย่งชิง ลักพาตัว Shigeko
- การหวนกลับมาของ Tamae
- สองหัวขโมยร่วมกันฉกชิงทรัพย์ เอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด
- Tamae โดยสารเรือกลับมาถึงญี่ปุ่น พบเจอกับสองหัวขโมยที่ปรากฎว่าเป็นน้องชาย
- Atsumi บอกกับครอบครัวว่าบริษัทใกล้ล้มละลาย อาจต้องย้ายออกไปอยู่บ้านชานเมือง
- Tamae ครุ่นคิดแผนการกับน้องชายเพื่อจะทวงคืนบุตรสาว
- Atsumi รอคอยความหวังสุดท้าย แต่พอพบเจอ Tamae ปฏิเสธรับเงินช่วยเหลือ
- ครอบครัว Atsumi ขนย้ายข้าวของไปอยู่บ้านชานเมือง ส่วนบิดาถูกตำรวจจับกุมตัว
- ความไม่ลดละของ Tamae
- Tamae พบเจอกับบุตรสาว Shigeko แต่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนลักพาตัว
- Tamae เข้าหาอดีตแม่สะใภ้ ชักนำให้พา Shigeko มาอยู่ที่บ้าน
- Masako พยายามต่อรองกับ Tamae แต่ไม่เป็นผลอะไร
- Shigeko พยายามหลบหนีออกจากบ้าน แต่ก็ไปไหนไม่ไกล
- Shigeko ล้มป่วย Masako มาเยี่ยมไข้
- เกิดการยื้อแย่ง Shigeko ต้องการไปกับ Masako
- ท้ายที่สุด Tamae ตัดสินใจปลดปล่อยบุตรสาว ก่อนขึ้นเรือกลับสหรัฐอเมริกา
No Blood Relation (1932) พยายามตั้งคำถามปรัชญาครอบครัว “ความเป็นมารดา” กำหนดจากสายเลือดเนื้อเชื้อไข (มารดาแท้ๆ) หรือบุคคลเลี้ยงดูแลจนเติบใหญ่ (มารดาบุญธรรม) ใครควรมีกรรมสิทธิ์ต่อบุตรคนนั้น จนกว่าจะถึงวันบรรลุนิติภาวะ?
นี่คือปัญหาโลกแตกที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้ ถ้าตามหลักมโนธรรม/ศีลธรรมมันควรจะเข้าข้างมารดาแท้ๆ แต่ข้อกฎหมายมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่าง สถานะครอบครัว การเงิน การทำงาน สถานที่อยู่อาศัย ฯ เอาจริงๆเด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกด้วยซ้ำ!
แต่เรื่องราวบังเกิดขึ้นนี้คือประสบการณ์ตรงของผู้แต่งนวนิยาย Shunyo Yanagawa และผกก. Naruse แสดงความเห็นชอบด้วยว่าบุคคลควรได้รับสถานะมารดา คือใครก็ตามที่เลี้ยงดูแลบุตรจนเติบใหญ่ (ไม่จำเป็นต้องคือสายเลือดเนื้อเชื้อไข) และถ้าเกิดการแก่งแย่งสิทธิ์ในการเลี้ยงดู เด็กๆควรมีโอกาสในการตัดสินใจเลือกว่าอยากอยู่กับใคร
มันอาจเพราะผกก. Naruse สูญเสียบิดา-มารดา ตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก ได้รับการเลี้ยงดูแลจากพี่ชายและพี่สาวจนเติบใหญ่ แม้ต้องทนทุกข์ยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ ปากกัดตีนถีบ แต่ความรักความห่วงใยที่ได้รับ คงไม่แตกต่างจากชื่อหนัง 生さぬ仲
เกร็ด: ชื่อหนังภาษาญี่ปุ่น 生さぬ仲 อ่านว่า Nasunu Naka เป็นวลีอธิบายความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยสายเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ผูกพันด้วยความรัก ความห่วงใย ราวกับครอบครัว (Like Family) ระหว่างบิดา/มารดา & บุตรบุญธรรม, ราวถึงญาติพี่น้องต่างพ่อต่างแม่ ฯ
หนังเรื่องนี้สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทั่วไป (Youtube ก็มีให้รับชม) หรือใครสนใจสะสมแผ่น DVD ของค่าย Criterion รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Eclipse Series 26: Silent Naruse ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)
ผมค่อนข้างชอบประเด็นของหนัง ตั้งคำถามความสัมพันธ์ทางสายเลือด vs. สายใยรักครอบครัวบุญธรรม แต่ปัญหาคือผกก. Naruse ยึดถือมั่นในความครุ่นคิดตนเองมากเกินไป แทนที่จะเปิดกว้างสักนิด ท้าทายให้ผู้ชมขบครุ่นคิด แถมยัดเยียดความดื้อรั้นของเด็กหญิง มันอคติ/เกินจริงไปไหม?
จัดเรต 13+ การลักพาตัว ความสัมพันธ์แม่-ลูก


ใส่ความเห็น