Minato no Nihon Musume (1933)

Minato no Nihon Musume (1933)
Japanese Girls at the Harbor

Japanese Girls at the Harbor (1933) Japanese : Hiroshi Shimizu ♥♥♥♡

เรื่องราวรักสาม(สี่)เส้าของหญิงชาวญี่ปุ่น ณ เมืองท่า Yokohama ความอิจฉาริษยาทำให้เธอลั่นไกปืน หลบหนีอยู่หลายปีก่อนหวนกลับมาทำงานโสเภณี พบเจออดีตคนรักแต่งงานกับเพื่อนสนิท ถึงอย่างนั้นถ่านไฟเก่ายังคงคุกรุ่น ฟังดูวุ่นๆวายๆ แต่การร้อยเรียงภาพถ่ายทิวทัศน์ใน ‘สไตล์ Shimizu’ ช่างงดงามเหลือหลาย

บรรดาผู้กำกับในสังกัดสตูดิโอ Shōchiku อาทิ Yasujirô Ozu, Mikio Naruse, Keisuke Kinoshita, Heinosuke Gosho ฯ ส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลาง-ล่าง มุมมองต่อภาพยนตร์คือหนทางหลบหนี (Escapist) สำหรับระบายอารมณ์อัดอั้น, แต่ไม่ใช่สำหรับ Hiroshi Shimizu เกิดในครอบครัวฐานะร่ำรวย มีชีวิตกินหรูอยู่สบาย ชอบเที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา เปลี่ยนแฟนสาวไม่ซ้ำหน้า เข้าสู่วงการภาพยนตร์เพราะขี้เกียจเรียนหนังสือ … แล้วได้ดิบได้ดีเสียด้วยนะ!

ภาพยนตร์ของผกก. Shimizu จึงมีความผิดแผกแตกต่างจากบรรดาเพื่อนผู้กำกับร่วมรุ่น รับชมรู้สึกผ่อนคลาย เบาสบาย โอบรับจิตวิญญาณรักอิสระ ชื่นชอบออกเดินทาง ท่องเที่ยวเตร่ สำมะเลเทเมา เหมือนกำลังล่องลอยจากสถานที่แห่งหนึ่ง สู่อีกสถานที่แห่งหนึ่ง … หรือหนังที่ไม่เกี่ยวกับเดินทางอย่าง Japanese Girls at the Harbor (1933) ก็ใช้กาลเวลาเคลื่อนพานผ่าน สิ่งต่างๆผันแปรเปลี่ยน สร้างสัมผัสไม่ต่างจากการเดินทางจากช่วงเวลาหนึ่ง สู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง

ผมเห็นหนังเรื่องนี้จากชาร์ทของนิตยสาร Sight & Sound: The best Japanese film of every year – from 1925 to now (2020) ทีแรกก็ไม่ได้ใคร่สนใจสักเท่าไหร่ แต่พอลองค้นหาชื่อผู้กำกับแล้วเจอบ็อกเซ็ตของ Criterion ตั้งชื่อว่า Travels with Hiroshi Shimizu ฟังดูน่าสนใจยังไงชอบกล เลยตัดสินใจเหมาทั้งกล่องมาเขียนถึงสักหน่อยแล้วกัน

Japanese Girls at the Harbor (1933) อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูผ่อนคลายนัก เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นๆในบ็อกเซ็ต แถมเรื่องราวค่อนข้างจะซับซ้อน ทำความเข้าใจยากสักนิด! แต่สิ่งโดดเด่นคือการสร้างบรรยากาศเศร้าๆเหงาๆ ผ่านการร้อยเรียงทิวทัศน์ท่าเรือ Yokohama … ดูจะรับอิทธิพลจากผลงานของผกก. Josef von Sternberg ไม่น้อยทีเดียว!

What makes Japanese Girls at the Harbor such a special experience and a must-see film, however, is not the basic story, but the telling. The moody, black-and-white compositions and long tracking shots are consistently evocative of the general feelings of longing and loneliness. In addition there is considerable visual symbolism throughout, often in terms of images that represent the challenges of modernism.

The Film Sufi

Hiroshi Shimizu, 清水宏 (1903-66) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Yamaka, Shizuoka บิดาเป็นพนักงานบริษัทเหมือง Furukawa Mining Company ส่วนมารดาคือทายาทตระกูล Ohashi เจ้าของธุรกิจป่าไม้ ฐานะครอบครัวถือว่าร่ำรวย กินหรูอยู่สบาย แต่บุตรชายไม่ชอบเรียนหนังสือ ทำตัวเป็นนักเลงรีดไถเงินเพื่อนฝูงไปเที่ยวเกอิชา ถูกบังคับให้เข้าศึกษาคณะวนศาสตร์ Hokkaido University ทนอยู่เพียงปีเดียวก็ลาออก เดินทางสู่กรุง Tokyo เข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ฝึกงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องแรกเมื่อปี ค.ศ. 1924 ขณะอายุเพียง 21 ปี!

港の日本娘 อ่านว่า Minato no nihon musume แปลตรงตัว Japanese Girls at the Harbor ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Toma Kitabayashi, 北林透馬 ชื่อจริง Kinsaku Shimizu, 清水金作 (1904-68) นักเขียนจาก Yokohama ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีผลงาน 街の国際娘 (1930) อ่านว่า Machi no Kokusai Musume แปลตรงตัว International Girl of the Town ** คว้ารางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งจาก Literary Art Independent Exhibition จัดโดยนิตยสาร Chūō Kōron

เรื่องราวของสองสาวลูกครึ่ง Sunako Kurokawa (รับบทโดย Michiko Oikawa) และ Dora Kennel (รับบทโดย Yukiko Inoue) เข้าโรงเรียนคาทอลิก ณ เมืองท่า Yokohama พวกเธอต่างตกหลุมรักหนุ่มนักบิดมอเตอร์ไซด์ Henry (รับบทโดย Ureo Egawa) แต่อีกฝ่ายแอบสานสัมพันธ์กับรุ่นพี่/มือที่สาม Yōko Sheridan (รับบทโดย Ranko Sawa) สร้างความอิจฉาริษยาให้ Sunaka ค่ำคืนหนึ่งลั่นไกปืนใส่ Yōko

หลังจากหลบหนีหายไปหลายปี Sunako ตัดสินใจหวนกลับมา Yokohama ทำงานโสเภณีในบาร์ อาศัยอยู่กับแมงดาจิตรกร Miura (รับบทโดย Tatsuo Saitō), วันหนึ่งมีโอกาสพบเจอ Henry แต่งงานอยู่กินกับเพื่อนสนิท Dora เลยแวะเวียนไปมาหาสู่ แต่ทว่าฝ่ายชายยังแอบมีใจให้ Sunako จนเกิดความรู้สึกขัดแย้งภายใน

และพอ Sunako รับรู้ว่า Dora ตั้งครรภ์กับ Henry จึงตัดสินใจเสียสละตนเอง กล่าวร่ำลาเพื่อนทั้งสอง ก่อนขึ้นเรือออกเดินทาง(กับ Miura) ไปแสวงโชคเอาเบื้องหน้า!


Michiko Oikawa, 及川道子 (1911-38) นักแสดง สัญชาติญี่ปุ่น เจ้าของฉายา Eternal Maiden (永遠の乙女) เกิดที่ Shibuya, Tokyo บิดาเป็นนักเคลื่อนไหวและก่อตั้งสำนักพิมพ์ Shunjusha นับถือศาสนาคริสต์ (Christian), ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการร้องเพลง เคยขึ้นเวทีทำการแสดง ณ Tsukiji Little Theater จากนั้นมีผลงานละคอนเวที ก่อนเข้าร่วมสตูดิโอภาพยนตร์ Shōchiku แสดงหนังเรื่องแรก Fue no Shiratama (1929) กลายเป็นนักแสดงขาประจำผู้กำกับ Hiroshi Shimizu และ Yasujirô Shimazu

รับบท Sunako Kurokawa จากหญิงสาววัยรุ่นอารมณ์ร้อน เกือบฆ่าคนตายเพราะความอิจฉาริษยา หลบหนีอยู่หลายปีถึงเดินทางกลับมา ทำงานโสเภณี/เลี้ยงดูแมงดาเหมือนเพื่อชดใช้ความผิดเคยกระทำ แต่กลับสร้างความรู้สึกขัดแย้งให้กับอดีตคนรัก เธอจึงตัดสินใจเสียสละตนเอง … จากนางมารร้ายกลับกลายเป็นแม่พระ

หน้าตาของ Oikawa อาจดูเหมือนลูกครึ่ง แต่จริงๆแล้วเธอคือญี่ปุ่นแท้ๆ (ผิดกับ Yukiko Inoue ผู้รับบท Dora Kennel เป็นลูกครึ่ง Dutch-Japanese) ตอนสวมใส่ชุดนักเรียนดูบริสุทธิ์ใสไร้เดียงสา พอเปลี่ยนมากิโมโน (พร้อมแต่งหน้าทำผม) กลายเป็นผู้ใหญ่กร้านโลกขึ้นทันตา

การแสดงของ Oikawa ราวกับขึ้นรถไฟเหาะ (Roller Coaster) มีความหลายหลายที่ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ เริ่มตั้งแต่สาวแรกรุ่น บริสุทธิ์ใส ไร้เดียงสา ความผิดหวังในรักก่อบังเกิดความอิจฉาริษยา หลายปีกลับมาท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า และท้ายที่สุดเมื่อตัดสินใจเสียสละตนเอง เธอดูเศร้าๆ เหงาๆ เหมือนคำพูดเคยกล่าวไว้ตอนต้นเรื่อง “I feel sad watching the ships leaving port.”

การแสดงของ Oikawa ถือว่าฉายแววอนาคตไกลมากๆ พบเจอผู้กำกับคู่บุญถึงสอง Shimazu (Hiroshi และ Yasujirô ไม่ได้เป็นเครือญาติอะไรกัน) น่าเสียดายพลันด่วนจากไปก่อน เสียชีวิตเพราะวัณโรคเมื่อปี ค.ศ. 1938 สิริอายุเพียง 26 ปี เท่านั้นเอง!


ถ่ายภาพโดย Tarō Sasaki, 佐々木太郎 ตากล้องในสังกัดสตูดิโอ Shōchiku รุ่นราวคราวเดียวกับผกก. Hiroshi Shimizu มีผลงานตั้งแต่ปี ค.ศ. 1924

ผกก. Shimuzu ไม่ชอบปักหลักอาศัยอยู่ในสตูดิโอ มักแบกกล้อง ออกเดินทาง ค้นหาทิวทัศน์สวยๆ เลือกเมืองท่า Yokohama ละม้ายคล้ายบ้านเกิด Yamaka, Shizuoka เปรียบดั่งประตูสู่โลกภายนอก เรือสำราญขนาดใหญ่ผ่านเข้า-ออก ต่างชาติเข้ามาปักหลักตั้งถิ่นฐาน ให้กำเนิดลูกครึ่ง นับถือศาสนาคริสต์

‘สไตล์ Shimuzu’ รับอิทธิพลจากปรมาจารย์ผู้กำกับ Josef von Sternberg ภาพถ่ายไม่ใช่แค่ร้อยเรียงทิวทัศน์สวยๆ แต่ยังมีการละเล่นกับแสงสว่าง-เงามืด ทิศทางมุมกล้อง รวมถึงการขยับเคลื่อนไหว เพื่อสำแดงสภาวะอารมณ์ สภาพจิตวิทยาตัวละคร (Expressionism)

อาจจะเรียกได้ว่าคือเทรนด์แฟชั่น หนังแทบทุกเรื่องของสตูดิโอ Shōchiku ในช่วงปี ค.ศ. 1930-32 มักเริ่มต้นด้วยการแพนนิ่ง 360 องศา แล้วต่อด้วยการร้อยเรียงชุดภาพ Montage คงเพราะมันเป็นวิธีตรงไปตรงมา รวดเร็ว ง่ายดายที่สุด มีคำเรียก Establishing Shot เก็บภาพมุมกว้าง ทิวทัศน์โดยรอบสถานที่พื้นหลัง … สำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือร้อยเรียงภาพท่าเรือ Yokohama

สำหรับสองสาวเพื่อนสนิท Sunako & Dora ต่างเป็นลูกครึ่ง บ้านตั้งอยู่ภูเขา ระหว่างทางกลับหลงเหลือเพียงเราสองคน มองไปฟากฝั่งหนึ่งเห็นเมือง Yokohama อีกฟากฝั่งหนึ่งคือท่าเรืออ่าวโตเกียว สถานที่แห่งนี้ราวกับสรวงสวรรค์อีเดน จนกระทั่งการมาถึงของ Henry ขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดระหว่างต้นไม้สูงใหญ่ (ที่ปกคลุมด้วยเงามืด) ราวกับอสรพิษที่จักทำลายความสัมพันธ์ อดัมกับอีฟถูกขับไล่จากสรวงสวรรค์

วิธีการที่จะทำให้หนังเงียบดังกึกก้อง (ภายในจิตใจผู้ชม) ก็คือขยายขนาดตัวอักษร เมื่อตอน Dora พยายามเรียกหา Henry ครั้งแรกเหมือนพูดเบาๆไม่ได้ยิน ครั้งสองดังขึ้นก็ยังไม่ได้ยิน ครั้งสามตัวอักษรใหญ่เบิ้ม คงจะตะโกนร้องลั่น เขาจึงหยุดเดินแล้วหันกลับมามอง

หลังผิดนัดมาหลายครั้งติดๆ Dora จึงพูดโน้มน้าว Sunako ให้เดินทางไปหา Henry นอกจากร่องรอยขีดข่วนที่ยังไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซม ภาพช็อตนี้มีการจัดแสงฟุ้งๆ เบลอๆ สร้างสัมผัสเศร้าๆ เหงาๆ คราบน้ำตาหลั่งใน ยังเชื่อว่ามีประกายความหวัง

แต่พอสองสาวเดินทางไปพบเจอ Henry พบเห็นภาพบาดตาบาดใจ! เขาอยู่สองต่อสองกับรุ่นพี่/ครูสอนดนตรี Yōko Sheridan ภาพช็อตหลังไม่มีการเปิดไฟในห้อง สามารถสะท้อนสภาวะอารมณ์ สภาพจิตใจของวัยรุ่นสาว ปกคลุมด้วยความมืดหมองหม่น แทบมิอาจอดรนทน ต้องหลบหนีออกจากสถานที่แห่งนี้โดยไว

Sunako พยายามสงบสติอารมณ์ เข้าโบสถ์สวดอธิษฐานพระเป็นเจ้า แต่ทว่า Dora กลับมาพูดกรอกหูให้รีบไปหา Henry พอมาถึงหน้าโถงเต้นรำ President Asia กล้องเคลื่อนเลื่อนไปตามที่จอดรด พบเจอหญิงสาวกำลังวิ่งติดตามหาชายคนรัก นี่เป็นการสร้างสัมผัสทางอารมณ์ เกิดความร้อนรน กระวนกระวาย ก่อนหันไปเห็นเขาขึ้นรถไปกับ Yōko ยิ่งแทบหยุดยับยั้งตนเองไม่ได้

แซว: นี่ทำให้ผมเริ่มเอะใจว่า Dora เป็นเพื่อนแท้จริงๆหรือเปล่า? ทุกสิ่งที่พูดบอกกับ Sunako ราวกับอสรพิษล่อลวงให้เธอสำแดงพลังอารมณ์ จนมิอาจควบคุมตนเอง

มันมีสถานที่ร้อยแปดที่ Yōko (และ Henry) จะเลือกเดินทางไปค่ำคืนนี้ แต่เธอกลับเลือกโบสถ์คริสต์ เพียงเพราะต้องการแต่งงานโดยมีพระเจ้าเป็นพยาน Sunako ติดตามมาพบเจอ ภาพถ่ายค่อยๆ ‘Jump Cut’ เข้าหา (ผู้สร้างคงอยากซูมมิ่ง แต่ยุคสมัยนั้นยังทำไม่ได้) แล้วฉายภาพขณะเหนี่ยวไกปืน … เราไม่ต้องไปครุ่นคิดจริงจังว่าปืนหันปลายกระบอกลงพื้นแล้วจะยิงโดน Yōko ได้อย่างไร? เพียงแค่เข้าใจว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็เพียงพอแล้วละ ที่เหลือความงดงามทางศิลปะ

หลายปีถัดมาเมื่อ Sunako ตัดสินใจเดินทางกลับ Yokohama ภาพแรกฉายธงนานาชาติ ส่วนภาพสองผมพยายามเพ่งอยู่สักพัก ก่อนค้นพบว่ามันน่าจะคือสุสานฝังศพของชาวคริสต์! นี่เป็นการสะท้อนความรู้สึกของหญิงสาวต่อเมืองท่าแห่งนี้ได้เลยกระมัง

ผมเรียกช็อตเหล่านี้ว่า ‘กาลเวลาเคลื่อนผ่าน’ มุมกล้องตำแหน่งเดิมแต่แทนที่จะใช้การตัดภาพ หรือ Jump Cut ก็ใช้เทคนิค Cross-Cutting ทำให้ภาพเดิมของตัวละครค่อยๆเลือนหาย แล้วย้ายไปตำแหน่งใหม่ บุคคลใหม่ปรากฎขึ้น หรือสูญหายไป นี่ช่วยให้หนังเกิดความลื่นไหล เลื่อนลอย สร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์

การหวนกลับมาพบเจอระหว่าง Sunako กับ Henry ทั้งสองแทบจะไม่พูดคุยอะไรกันสักเท่าไหร่ มาถึงก็ก้มหน้าก้มตา หญิงสาวพอเห็นเขาไม่พูดไม่จาก็เริ่มก้มหน้าเช่นเดียวกัน ผมคงไม่ลงรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ แต่มันจะมีช็อตที่มุมกล้องถ่ายจากกรงหน้าต่าง ทั้งสองราวกับนักโทษที่ถูกจองจำ ความผิดพลาดในอดีตยังคงกักขังพวกเขาเอาไว้

ทีแรกผมไม่รู้หรอกว่าเพื่อนห้องข้างๆของ Sunako คือ Yōko เพราะครุ่นคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะถูกยิงเสียชีวิต (เหมือนว่า Sunako ก็มีความเข้าใจเช่นนั้น จึงหลบหนีหายตัวไปจาก Yokohama) พอตระหนักว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ทำให้การเคลื่อนเลื่อนกล้องจากหน้าต่างสู่หน้าต่างช็อตนี้ จุดประสงค์เพื่อนำเสนอความคู่ขนานของพวกเธอที่ต่างไม่สมหวังกับ Henry

  • Sunako ลงโทษตนเองด้วยการทำงานโสเภณี แต่จิตใจของเธอจักค่อยๆฟื้นฟู รู้จักการเสียสละ ยินยอมรับสารภาพบาป ท้ายที่สุดจึงก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้าย และสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่
  • Yōko เอาจริงๆอาจไม่ได้ถูกยิงหรือได้รับบาดเจ็บใดๆ แต่สิ่งบังเกิดขึ้นคือบาดแผลทางใจ ไม่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาเลวร้าย จมปลักอยู่กับความทุกข์โศก ก่อนล้มป่วยนอนซมซานไร้คนเยียวยา

ก้อนไหมพรม (Ball of Yarn) คืออีกสิ่งพบบ่อยในหนังของสตูดิโอ Shōchiku สัญลักษณ์ของครอบครัว การแต่งงาน หญิงสาวกลายเป็นแม่ศรีเรือน แต่การมาถึงของ Sunako แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่บ้านของ Henry & Dora เจ้าก้อนไหมพรมถูกเตะไปเตะมา พันกันที่ขา สามารถสื่อถึงการถูกรุกราน ความสัมพันธ์สาม(สี่)เส้าที่ยุ่งเหยิงพัลวัน

มันอาจคือทิวทัศน์เดิมที่เมื่อหลายปีก่อน Sunako เคยเดินกลับบ้านร่วมกับ Dora, คราวนี้เธอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (ต้นไม้จากมีเพียงกิ่งก้าน พอกาลเวลาพานผ่านใบไม้ขึ้นเต็มต้น) เดินกลับบ้านร่วมกับ Henry บางสิ่งอย่างอาจดูเหมือนเดิม แต่หลายสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป

  • สมัยวัยรุ่น Sunako ยังมีความสดใส ละอ่อนวัย ไร้เดียงสา แสดงออกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา
  • พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่ (=ต้นไม้เบ่งใบ) ได้รับบทเรียนชีวิต รู้จักสงบสติอารมณ์ ควบคุมความต้องการของตนเอง

Miura คือจิตรกรไส้แห้ง แมงดาที่คอยเกาะกิน เลียแข้งเลียขา พยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์กับ Sunako แต่ครั้งหนึ่งแวะเวียนมาหา Dora การแสดงออกของพี่แกช่างดูกร่าง นั่งไขว่ห้าง ทำตัวอวดอ้าง สำแดงความเป็นเจ้าข้างเ

Dora แวะเวียนไปยังอพาร์ทเม้นท์ของ Sunako แล้วพบเจอ Henry (นี่อาจถือว่าย้อนรอยกับตอน Sunako พบเจอ Henry อยู่กับ Yōko ก็ได้กระมัง) พอทั้งสองหวนกลับมาบ้าน ต่างนั่งก้มหน้า ไม่พูดไม่จา ฝ่ายชายนั่งอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง แต่ฝ่ายหญิง(สภาพจิตใจ)ปกคลุมอยู่ในความมืดมิด

เมื่อตอนที่ Dora เปิดเผยว่าตนเองตั้งครรภ์ นอกจากปฏิกิริยาสีหน้าสำแดงความรู้สึกผิด สังเกตว่า Sunako พยายามจะช่วยถือไหมพรมให้เพื่อนสาวม้วนเป็นลูกกลมๆ แต่นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเธอจึงออกติดตามหา Henry ลากพากลับมาแล้วให้เขาถือไหมพรม (เพื่อให้ Dora ม้วนเป็นลูกบอล) … ฉากนี้ช่วยเสริมความหมายของก้อนไหมพรม (Ball of Yarn) Sunako คือบุคคลนอก, Henry & Dora ด้วยสถานะสามี-ภรรยา จักต้องร่วมกับถักทอสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว!

ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่ Sunako จะเหนี่ยวไกปืนใส่ Yōko ที่โบสถ์คริสต์, คราวนี้เมื่อทั้งสองหวนกลับมาพบเจอกัน ภาพถ่ายค่อยๆ ‘Jump Cut’ เข้าหาใบหน้า Yōko นอนซมซานอยู่บนเตียง แม้ไม่มีปืนให้เหนี่ยวกัน แต่ลมหายใจชีวิตใกล้ดับมอดลง ใบหน้าของเธอไร้ซึ่งน้ำตา แต่หยาดฝนภายนอกสะท้อนความเศร้าโศกเสียใจภายใน

การพบเจอระหว่างอดีตศัตรู(หัวใจ) Sunako และ Yōko จากเคยเคียดแค้น อิจฉาริษยา ถึงขนาดพยายามฆ่าให้ตาย แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ขณะนี้ทั้งสองต่างไม่หลงเหลืออะไร ความโกรธเคืองเลือนหาย ต่างฝ่ายต่างปลงสังขาร ยินยอมยกโทษให้อภัย อำนวยอวยพร ร่ำลาจากกันโดยดี

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Sunako Kurokawa ตั้งแต่ตอนยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย ตกหลุมรักแฟนหนุ่ม Henry พอรับรู้ว่าอีกฝ่ายแอบนอกใจ มิอาจควบคุมตนเองให้ลั่นไกปืน หลบหนีอยู่หลายปีถึงเดินทางกลับมา ทำงานโสเภณี/เลี้ยงดูแมงดา เผชิญหน้าอดีตคนรัก ก่อนท้ายที่สุดตัดสินใจเสียสละตนเอง

  • วัยลุ่มร้อน
    • ร้อยเรียงภาพเมืองท่า Yokohama
    • Sunako & Dora ตกหลุมรักชายคนเดียวกัน Henry 
    • ยามค่ำคืน Sunako แอบย่องมาหา Henry ขับมอไซด์ขึ้นเขาลงห้วย
    • Dora พยายามตักเตือน Henry ไม่ให้นอกใจ Dora
    • แต่ทว่า Henry แอบสานสัมพันธ์รุ่นพี่ Yōko 
    • Sunako พอพบเห็นเหตุการณ์บังเกิดขึ้น มิอาจหักห้ามใจตนเอง ลั่นไกปืนใส่ Yōko 
  • ชดใช้กรรมของ Sunako 
    • หลายปีถัดมา Sunako เดินทางกลับ Yokohama พร้อมกับแมงดา Miura
    • Henry แต่งงานกับ Dora
    • Henry เดินทางมาหา Sunako ยังบาร์โสเภณี แล้วติดตามกลับห้องพัก พบเจอกับ Miura
    • Dora แวะเวียนมาหา Sunako แต่ถูกขับไล่ ไม่พร้อมตอนรับ
    • Sunako แวะเวียนมาที่บ้านของ Henry & Dora
    • Henry พยายามพูดคุยโน้มน้าวให้ Sunako ละเลิกชีวิตโสเภณีที่เป็นอยู่
    • Miura พบเจอกับเพื่อนข้างห้อง Yōko 
    • Henry แวะเวียนมาที่ห้อง แต่เพียงพบเจอกับ Miura
    • Miura แวะเวียนไปพบเจอ Dora เพื่อเปิดเผยความสัมพันธ์สามีของเธอกับ Sunako
    • Dora เดินทางจะมาเยี่ยมเยียน Sunako แต่กลับพบเจอ Henry
    • Sunako ขับไล่ Miura ออกจากห้องพัก
  • การเสียสละของ Sunako
    • Henry แวะเวียนไปยังบาร์ประจำ พยายามงอนง้อ Sunako แต่เธอไม่ใยดี
    • Dora ออกติดตามหาสามีที่ไม่รู้หายตัวไปไหน ก่อนเปิดเผยบอก Sunako ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
    • Sunako ลากพา Henry กลับมาบ้าน
    • พอกลับมาอพาร์ทเม้นท์พบเจอกับรุ่นพี่ Yōko ล้มป่วยหนักใกล้ตาย
    • Sunako เก็บข้าวของเตรียมออกเดินทาง, Miura ได้ติดตามไปด้วย
    • ร้อยเรียงภาพการออกเดินทาง ขึ้นเรือสำราญ

สำหรับคนเพิ่งรับชมหนังครั้งแรก อาจรู้สึกว่าช่วงองก์สองที่มีการสลับสับเปลี่ยนมุมมองตัวละครไปมา สร้างความสับสน มึนงง คนนี้ไปพบคนนั้น คนโน้นแวะเวียนมาหาคนนี้ อะไรก็ไม่รู้วุ่นๆวายๆ? แต่เมื่อเรานำมาแยกแยะเหตุการณ์ ใครพบเจอใคร มันเกิดอะไรไล่เรียงมา จักพบว่าหนังพยายามทำให้ทุกคนเวียนไปเผชิญหน้ากับทุกคน จุดประสงค์เพื่อให้พวกเขาสามารถพูดคุย ทำความเข้าใจแต่ละมุมมองของทุกคน … ผลลัพท์อาจดูสับสนวุ่นวาย แต่เมื่อขบครุ่นคิดหาเหตุผล จักค้นพบเห็นความลุ่มลึกล้ำอย่างคาดไม่ถึง!


Japanese Girls at the Harbor (1933) นำเสนอเรื่องราว Coming-of-Age ของหญิงสาว, สมัยวัยรุ่นอารมณ์ร้อน พอเติบโตขึ้นถึงสามารถสงบสติอารมณ์ หวนกลับหารากเหง้า เผชิญหน้าเพื่อนเก่า คนรักเก่า ยินยอมรับความผิดพลาด ก่อนออกเดินทางเริ่มต้นชีวิตใหม่

สไตล์ภาพยนตร์ของผกก. Shimizu มักเกี่ยวกับการเดินทาง! แม้ว่า Japanese Girls at the Harbor (1933) จะปักหลักอยู่ยังเมืองท่า Yokohama แต่เราสามารถมองเรื่องราวของ Sunako คือการเดินทางชีวิต จากสมัยวัยรุ่นเลือดร้อน นิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ความผิดพลาดครั้งนั้นกลายมาเป็นบทเรียนสอนใจ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และพร้อมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น

หนังเต็มไปด้วยสัญญะศาสนา ไม่แน่ใจว่าผกก. Shimizu นับถือพุทธหรือคริสต์ แต่สามารถสะท้อนถึงอิทธิพลชาติตะวันตก อาทิ ปืนลั่นในโบสถ์ หญิงสาวกล่าวคำสารภาพบาป ทัณฑ์ทรมานตนเอง (ด้วยการทำงานเป็นโสเภณี) แล้วไถ่บาปด้วยการเสียสละเพื่อผู้อื่น ฯ นั่นทำให้ตอนจบการขึ้นเรือสำราญ (เรือโนอาห์?) ก็คือความรอด การเดินทางสู่สรวงสวรรค์

ข้อคิดของหนังน่าจะประมาณว่า ความผิดพลาดในอดีตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถหวนกลับไปแก้ไข แต่เราไม่ควรจมปลักอยู่กับมันจนกลายเป็นตราบาปฝังใจ (Trauma) ควรเรียนรู้ปล่อยละวาง หวนกลับหารากเหง้า เผชิญหน้าความจริง ตามหลักศาสนาคริสต์คือการสารภาพบาป อธิษฐานขอให้พระเจ้ายกโทษให้อภัย จากนั้นทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วออกเดินทาง/เริ่มต้นชีวิตใหม่

Japanese Girls at the Harbor is a pregnantly titled story of a wronged woman abandoned on the shore and left with the choice to board a boat to fairer climes or remain behind and risk destroying what she most loved. The past becomes something to be absorbed and then put to rest. Ghosts cannot travel by water, and so you must leave them behind, like girls at the harbour staring sadly at departing ships.

Hayley Scanlon จาก windowsonworlds.com

ผกก. Shimizu เกิดที่ Yamaka, Shizuoka ซึ่งก็คือเมืองท่าไม่แตกต่างจาก Yokohama สถานที่ที่เปรียบดั่งประตูสู่(โลก)ภายนอก ชาวตะวันตกเข้ามาปักหลักอาศัย (เลยเต็มไปด้วยลูกครึ่ง) คาบเกี่ยวระหว่างชีวิต-ความตาย สรวงสวรรค์-โลกมนุษย์-ขุมนรก … บางคนอาจมองว่าคือการหวนกลับหารากเหง้าของผกก. Shimizu เหมือนต้องการสารภาพบางสิ่งอย่าง

จะว่าไปอุปนิสัยของตัวละคร Henry คบหาผู้หญิงถึงสามคน Sunako, Dora และ Yōko ก็สะท้อนความเป็นเพลย์บอยของผกก. Shimizu เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก เดี๋ยวแต่งงาน เดี๋ยวหย่าร้าง ชีวิตเต็มไปด้วยความวุ่นๆวายๆ ไม่รู้จะตัดสินใจเลือกใคร … นี่มันหนังอัตชีวประวัติหรือเปล่าเนี่ย?

มันน่าเสียดายที่ภาพยนตร์ของผกก. Shimizu หลงเหลือมาถึงปัจจุบันแค่ไม่กี่สิบเรื่อง เลยไม่มีใครบอกว่าได้ Japanese Girls at the Harbor (1933) คือผลงานที่ถือเป็นจุดเปลี่ยน/เติบโต ‘Mature Film’ หรือเปล่า? แต่ก่อนหน้านี้เขาสร้างหนังมาแล้วกว่า 80 เรื่อง! จากทั้งหมด 160 กว่าเรื่อง! … ด้วยปริมาณขนาดนี้ถ้ามันยังไม่ถึงจุดเติบโต ไม่มีสไตล์ลายเซ็นต์ของตนเอง ก็ไม่รู้ยังไงแล้วละ!


แม้ตอนออกฉายเสียงตอบรับจะไม่ได้ดีเลิศเลอ ไม่ติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Kinema Junpo แต่กาลเวลาทำให้หนังกลายเป็นตำนาน นิตยสาร Sight & Sound (BFI.co.uk) จัดชาร์ท The best Japanese film of every year – from 1925 to now (2020) ได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นแห่งปี ค.ศ. 1933

ปัจจุบันหนังน่าจะยังไม่ได้รับการบูรณะ แต่ดีวีดีบ็อกเซ็ต Travels with Hiroshi Shimizu (2009) ของค่าย Criterion Collection ประกอบด้วย Japanese Girls at the Harbor (1933), Mr. Thank You (1936), The Masseurs and a Woman (1938), Ornamental Hairpin (1941) ทำการแสกนใหม่ มันอาจยังมีริ้วรอยขีดข่วนอยู่บ้าง คุณภาพโดยรวมถือว่าใช้ได้เลยละ

แม้ส่วนตัวจะรู้สึกว่าหนังค่อนข้างซับซ้อน ครึ่งหลังดูสับสนวุ่นวายพอสมควร แต่แค่เพียงภาพถ่ายทิวทัศน์ ‘สไตล์ Shimizu’ คละคลุ้งด้วยสัมผัสทางอารมณ์ สร้างความเพลิดเพลินผ่อนคลาย ทำให้ผมใคร่อยากหารับชมผลงานเรื่องอื่นๆ ไล่เรียงเท่าที่มีในบ็อกเซ็ตนี้นะแหละ

จัดเรต 13+ กับรักอลวนสาม(สี่)เส้า

คำโปรย | Japanese Girls at the Harbor รักอลวนของหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ณ เมืองท่า Yokohama แค่เพียงภาพถ่าย ‘สไตล์ Shimizu’ ก็งดงามเหลือหลาย
คุณภาพ | อลวน
ส่วนตัว | ล่องลอย


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)