Wuthering Heights (1939)

Wuthering Heights (1939)
Wuthering Heights

Wuthering Heights (1939) hollywood : William Wyler ♥♥♥♡

เรื่องราวความรัก-อาฆาตแค้นของ Catherine (รับบทโดย Merle Oberon) และ Heathcliff (รับบทโดย Laurence Olivier) งดงามด้วยภาพถ่ายกลิ่นอายโกธิคและโรแมนติกของ Gregg Toland คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Black-and-White

ค.ศ. 1939 ได้รับการกล่าวขวัญว่าคือปีทอง (Golden Year) ของ Hollywood เพราะคาคลั่งไปด้วยภาพยนตร์ระดับคลาสสิกเหนือกาลเวลา Gone With the Wind, The Wizard of Oz, Stagecoach, Ninotchka, Mr. Smith Goes to Washington และ Wuthering Heights

ผมแอบแปลกใจตัวเองเล็กๆที่ยังไม่เคยเขียนถึง Wuthering Heights (1939) ตกหล่นไปได้ยังไง? พอดีเห็นช่วงนี้ฉบับสร้างใหม่ของ Margot Robbie กำลังเป็นกระแสโด่งดัง เลยใช้จังหวะนี้รับชมฉบับที่เค้าว่ากันว่ายอดเยี่ยมที่สุด … จริงๆนะหรือ?

งานสร้างของ Wuthering Heights (1939) ต้องชมเลยว่าทำออกมาได้งดงาม วิจิตรศิลป์ ภาพถ่ายแสง-เงาสวยๆของ Gregg Toland, เพลงประกอบอันเข้มข้นของ Alfred Newman, เรื่องราวที่แม้หายไปเกือบครึ่งของนวนิยาย ก็ยังสามารถดัดแปลงออกมาได้กลมกล่อม, แต่ปัญหาคือสองนักแสดงนำ Merle Oberon และ Laurence Olivier นอกจากเคมีไม่เข้าขากัน หลายครั้งยังเหมือนท่องบท พูดเร็วติดจรวด หาอารมณ์ร่วมไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่

ผมอ่านเจอว่า Laurence Olivier อยากให้ว่าที่ภรรยา Vivien Leigh รับบทนางเอก Catherine แต่สตูดิโอ M-G-M ยืนกรานให้นักแสดงในสังกัด Merle Oberon ที่แม้พวกเขาเพิ่งรวมงาน The Divorce of Lady X (1938) คราวนี้ต่างฝ่ายต่างมองหน้าไม่ติด เกิดความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง, ครั้งหนึ่ง Olivier ถ่มน้ำลายใส่ Oberon ร่ำร้องไห้ไปฟ้องผกก. Wyler เรียกหาคำขอโทษ … นอกจออาฆาตกันขนาดนี้ ในจอจะรักดูดดื่มได้อย่างไร?

What’s a little spit for Chrissake, between actors? You bloody little idiot, how dare you speak to me?

Laurence Olivier

ก่อนอื่นคงต้องกล่าวถึง Wuthering Heights (1847) ชื่อไทย บ้านรักในรอยแค้น นวนิยายเล่มแรก เล่มเดียวของ Ellis Bell นามปากกาของ Emily Jane Brontë (1818-48) นักเขียน นักกวีสัญชาติอังกฤษ เป็นลูกคนที่ห้าในหกพี่น้อง Brontë เกิดที่ Thornton, Yorkshire บิดาเป็นผู้ช่วยศาสนาจารย์ (Curate) ฐานะมั่งคั่ง ส่งเสริมให้ลูกๆได้รับการศึกษาสูง ที่บ้านมีห้องสมุดของตนเอง

Emily Brontë นำแรงบันดาลใจจากหลายๆสิ่งอย่างในชีวิต สารพัดเรื่องเล่าได้รับฟังมา คุณปู่เคยรับเลี้ยงเด็กกำพร้า Welsh Brontë พอเติบใหญ่แสดงนิสัยก้าวร้าว คดโกง พอโดนจับได้เลยถูกขับไล่ออกจากบ้าน และประสบการณ์ส่วนตัวอาศัยอยู่ Top Withens บ่ายๆชอบเดินเล่นกับสุนัขในทุ่งหญ้า North York Moors หรือพี่ชาย (Branwell Brontë) ติดเหล้า ติดฝิ่น (Alcoholic) ฯ

เมื่อตอน Emily เขียนนวนิยายเล่มนี้ มีความหึงหวง รักมาก ไม่ต้องการจะตีพิมพ์สู่สาธารณะ แต่เพราะความสำเร็จของ Jane Eyre (1847) แต่งโดยพี่สาว Charlotte Brontë เป็นแรงผลักดัน กดดัน กึ่งบังคับให้เธอและน้องสาวคนเล็ก Anne Brontë นำเอางานเขียนตนเอง Wuthering Heights และ Agnes Grey วางจำหน่ายพร้อมๆกัน

เสียงตอบรับเมื่อตอนตีพิมพ์ของ Wuthering Heights ไม่ค่อยได้คำชื่นชมสักเท่าไหร่ เพราะเรื่องราวกระโดดไปกระโดดมา ซับซ้อนเกินทำความเข้าใจ การใช้ถ้อยคำก้าวร้าว รุนแรง พฤติกรรมตัวละครโดยเฉพาะเพศหญิง มีความระริกระรี้แรดร่านเกินงาม เกินความเหมาะสมยุคสมัย

แต่กาลเวลาทำให้นวนิยายเล่มนี้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ เท่าที่ผมหาอ่านหลายๆบทความ และสอบถาม AI ให้อธิบายเหตุผลความยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา! เริ่มต้นจากการสร้างสารพัดปริศนา ที่จะค่อยๆเปิดเผยออกทีละนิดผ่านหลากหลายมุมมองตัวละคร (ด้วยการเล่าย้อนอดีต) ซึ่งมักเต็มไปด้วยความคลุมเคลือ เว้นพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านครุ่นคิดจินตนาการเอาเอง, ส่วนเนื้อเรื่องราว/ตัวละครมีความซับซ้อนทางอารมณ์ มากด้วยสิ่งท้าทายขนบกฎกรอบ เคลือบแฝงสิทธิสตรี ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น รวมถึงแง่มุมเกี่ยวกับศาสนา และศีลธรรมจรรยา

นวนิยายได้รับการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์ครั้งแรกในยุคหนังเงียบ Wuthering Heights (1920) กำกับโดย A.V. Bramble ปัจจุบันเชื่อกันว่าฟีล์มสูญหายไปแล้ว (Lost Film)


เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1936 มีรายงานข่าวว่าโปรดิวเซอร์ Walter Wanger ผู้ถือครองลิขสิทธิ์นวนิยาย Wuthering Heights วางแผนดัดแปลงสร้างภาพยนตร์โดยมอบหมายนักเขียน Charles MacArthur & Ben Hecht, เล็งผู้กำกับ Anatole Litvak และนักแสดงนำ Charles Boyer, Sylvia Sidney แต่ปีถัดมาตัดสินใจประมูลขายลิขสิทธิ์ดังกล่าว

Sylvia Sidney มีความสนใจนวนิยายเล่มนี้มากๆ พอพลาดโอกาสดังกล่าวจึงนำบทหนังมาให้ผู้กำกับ William Wyler ซึ่งก็แสดงความสนอกสนใจ จึงทำการโน้มน้าวโปรดิวเซอร์ Jack Warner (จากสตูดิโอ Warner Bros.) ให้ซื้อต่อลิขสิทธิ์ และเลือกนักแสดงนำ Bette Davis แต่ได้รับการปฏิเสธหรือยังไงสักอย่าง

ในตอนแรก Samuel Goldwyn (ตอนนั้นยังชื่อสตูดิโอ Samuel Goldwyn Productions) มิได้มีความสนใจโปรเจคนี้ มองว่าเรื่องราวดูมืดหม่น “too gloomy” อีกทั้งไม่ชมชอบตอนจบ “people dying in the end.” แต่คงเล็งเห็นโอกาสให้นักแสดงใหม่ในสังกัด Merle Oberon เลยซื้อต่อลิขสิทธิ์นวนิยาย และยินยอมให้ Wyler เซ็นสัญญากำกับ

William Wyler ชื่อจริง Willi Wyler (1902-81) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Mülhausen, German Empire (ปัจจุบันกลายเป็นฝรั่งเศส) บิดาชาว Swiss ส่วนมารดา Jewish German มีศักดิ์เป็นหลานของ Carl Laemmle (หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Universal Studios) เมื่อครอบครัวอพยพสู่สหรัฐอเมริกาปี ค.ศ. 1921 เลยได้รับการชักชวนมาทำงานยัง Universal Studios เริ่มจากพนักงานทำความสะอาด ไต่เต้าขึ้นมาผู้ช่วยผู้กำกับ ก่อนได้รับโอกาสสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก The Crook Buster (1925), แจ้งเกิดจาก Dodsworth (1936), Jezebel (1938), Wuthering Heights (1939), The Westerner (1940), The Little Foxes (1941), Roman Holiday (1953), Friendly Persuasion (1956), ในชีวิตคว้ารางวัล Oscar: Best Director จำนวนสามครั้ง Mrs. Miniver (1942), The Best Years of Our Lives (1946) และ Ben-Hur (1959)

ด้วยความที่นวนิยาย Wuthering Heights มีความเยิ่นยาวและซับซ้อนอย่างมากๆ (หนังสือสองเล่ม) ทำให้สองนักเขียน Charles MacArthur & Ben Hecht เลือกดัดแปลงเฉพาะเล่มแรกเกี่ยวกับ Cathy และ Heathcliff หั่นทิ้งครึ่งหลังที่มีเรื่องราวรุ่นลูก ระหว่างบุตรสาวของ Cathy และบุตรชายของ Heathcliff

อีกสิ่งสำคัญที่ปรับเปลี่ยนแปลงไปก็พื้นปีพื้นหลัง ในนวนิยายดำเนินเรื่องระหว่าง ค.ศ. 1771-1801 (ปลายศตวรรษที่ 18) แต่หนังปรับเปลี่ยนมาช่วงปี 1840s (กลางศตวรรษที่ 19) บางสำนักให้เหตุผลว่าผกก. Wyler ไม่ชมชอบแฟชั่นเครื่องแต่งกายย้อนยุคสมัย Georgian Era (1714-1830) เลยเปลี่ยนมา Victorian Era (1837-1901) แต่อีกสำนักบอกว่าเงินทุนไม่พอตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ เลยรีไซเคิลชุดเคยใช้จากผลงานเก่าๆ

เกร็ด: มีข่าวลือว่า Brontë societies พยายามล็อบบี้โปรดิวเซอร์ Goldwyn ให้ดัดแปลงเรื่องราวมีความซื่อตรงต่อนวนิยายมากที่สุด พยายามประท้วงทุกสิ่งอย่างที่ปรับเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงชื่อหนัง (Working Title) อาทิ Gypsy Love, Fun on the Farm และ He Died for Her แม้ท้ายที่สุดจะไม่สามารถหยุดยับยั้ง แต่ก็ยังสามารถคงชื่อเดิมนวนิยาย Wuthering Heights


นักเดินทางชื่อ Lockwood ติดพายุหิมะจึงขอเข้าพักยัง Wuthering Heights พบเจอกับเจ้าของของ Heathcliff (รับบทโดย Laurence Olivier) ผู้มีท่าทีเย็นชา แสดงความไม่ยี่หร่าต่อแขกเหรื่อ, ดึกดื่นตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ได้ยินเสียงหญิงสาวร้องเรียกหา ก่อนรับรู้ว่าเธอคนนั้นคือ Catherine Earnshaw (รับบทโดย Merle Oberon) อดีตคนรักผู้ล่วงลับของเจ้าของบ้าน จากนั้นจึงรับฟังเรื่องเล่าย้อนอดีตโดยแม่บ้าน Ellen Dean (รับบทโดย Flora Robson)

หลายปีก่อน Mr. Earnshaw เจ้าของ Wuthering Heights ได้รับเลี้ยงเด็กกำพร้าจาก Liverpool ตั้งชื่อว่า Heathcliff กลายมาเป็นเพื่อนสนิทสนมกับบุตรสาว Cathy แต่ไม่ค่อยถูกชะตากับพี่ชาย Hindley ซึ่งหลังจากบิดาเสียชีวิต ก็ทำการกดขี่ข่มเหง ลดสถานะของ Heathcliff ให้เหลือเป็นเพียงเด็กเลี้ยงม้า

ถึงอย่างนั้นลับหลัง Heathcliff และ Cathy ต่างตกหลุมรัก มีใจให้กันและกัน จนกระทั่งทั้งสองพบเจอคฤหาสถ์หรูของเพื่อนบ้าน Edgar Linton (รับบทโดย David Niven) นั่นทำให้จิตใจฝ่ายหญิงผันแปรเปลี่ยน ตอบตกลงแต่งงาน ทอดทิ้งให้ Heathcliff ตัดสินใจออกเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา

หลายปีถัดมา Heathcliff ได้รับโชคลาภบางอย่าง หวนกลับมาซื้อต่อบ้าน Wuthering Heights จาก Hindley ที่กลายเป็นคนขี้เหล้าเมายา ติดหนี้การพนัน จากนั้นเกี้ยวพาราสี Isabella Linton (รับบทโดย Geraldine Fitzgerald) น้องสาวของ Edgar เพื่อทำการแก้แค้น Cathy เคยทรยศหักหลังตนเอง ถึงอย่างนั้นความรักระหว่างทั้งสองกลับมิเคยเจือจาง รับรู้ตนเองเมื่อสายเกินไป


Merle Oberon ชื่อจริง Estelle Merle O’Brien Thompson (1911-79) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Bombay, British India บิดาเป็นชาวอังกฤษ ข่มขืนแล้วแต่งงานกับมารดาชาว Burgher (ลูกครึ่งยุโรปกับชนพื้นเมือง Ceylon หรือ Sri Lanka), ตั้งแต่เด็กชื่นชอบภาพยนตร์ หลงใหลการแสดง เดินทางสู่อังกฤษตอนอายุสิบเจ็ด ทำงานเป็นโฮสเทส แม้ไม่ได้มีความสามารถใดๆ แต่ถูกตาต้องใจผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ Alexander Korda แจ้งเกิดกับ The Private Life of Henry VIII (1933), The Private Life of Don Juan (1934), โกอินเตอร์ Hollywood กับผลงาน The Dark Angel (1935), Wuthering Heights (1939) ฯ

รับบท Catherine Earnshaw จากหญิงสาวคลั่งรัก Heathcliff แต่หลังจากพบเห็นชีวิตหรูหราของเพื่อนบ้าน Linton ก็แทบมิอาจควบคุมตนเอง เกิดความหลุ่มหลงใหล ยินยอมตอบตกลงแต่งงานกับ Edgar Linton หักอกอดีตคนรัก พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อกีดกันไม่ให้เขาแต่งงานกับ Isabella ก่อนตระหนักถึงความรู้สึกแท้จริง ยังคงรักเขาไม่เสื่อมคลาย

ในขณะที่ผกก. Wyler อยากได้ Bette Davis แต่สตูดิโอ WB ไม่อนุญาตให้หยิบยืม, Laurence Olivier เสนอชื่อ Vivien Leigh ถึงอย่างนั้นโปรดิวเซอร์ Goldwyn ยืนกรานเลือกนักแสดงในสังกัด Merle Oberon คาดหวังให้เธอกลายเป็นดาวดาราคนใหม่ ผลลัพท์กลับกลาย …

แม้ก่อนหน้านี้ Oberon จะเคยร่วมงาน Olivier ภาพยนตร์ The Divorce of Lady X (1938) แต่คราวนี้ทั้งสองกลับเต็มไปด้วยอคติ รังเกียจเดียดฉันท์ (นั่นเพราะ Olivier อยากร่วมงานแฟนสาว Leigh พอไม่ได้เลยปฏิบัติกับ Oberon อย่างย่ำแย่ ถุยน้ำลายใส่บ่อยครั้ง) นั่นทำให้ฉากสำแดงความรักคลั่ง ดูดัดจริต จอมปลอม จับต้องไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ … ตรงกันข้ามกับฉากเกลียดชัง มันช่างสมจริงยิ่งนัก

ขณะเดียวกัน Oberon ยังมีปัญหากับ David Niven (รับบท Edgar Linton) ที่เพิ่งเลิกลากันเมื่อปีก่อน ความสัมพันธ์ตัวละครจึงดูอึดอัด กระอักกระอ่วน ไม่เหมือนสามี-ภรรยา ถึงอย่างนั้นเคมีพวกเขายังเข้ากันมากกว่า … นั่นเพราะ Cathy สนเพียงชีวิตหรูหรา ไม่ได้รับจริงกับสามี

นอกจากปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อนนักแสดง ผมรู้สึกว่า Oberon เล่นฉากถ่ายทอดอารมณ์ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ หลายครั้งทำเหมือนท่องบท พูดเร็วติดจรวด ไม่รู้ผกก. Wyler เลื่องชื่อในการถ่ายทำหลายๆสิบเทคให้ผ่านได้อย่างไร? หรือเพราะเธอทำการแสดงซ้ำๆจนหมดเรี่ยวแรงกำลังใจ

ปล. ทั้งๆตัวละครนี้มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงสุดในหนัง แต่ทว่า Oberon กลับไม่ได้เข้าชิงการแสดงสักสถาบัน! แถมรางวัล Oscar: Best Actress ปีนั้นตกเป็นของ Vivien Leigh ภาพยนตร์ Gone With the Wind (1939)


Laurence Kerr Olivier, Baron Olivier (1907-89) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Dorking, Surrey บิดาเป็นบาทหลวง Anglicanism หลังพบเห็นความสามารถบุตรชายในการแสดงงานโรงเรียน พยายามส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าเรียนต่อ Central School of Speech Training and Dramatic Art ค่อยๆไต่เต้าวงการละคอนเวทีจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับยกย่องสามทหารเสือแห่งวงการละคอนเวทีเคียงคู่กับ Ralph Richardson และ John Gielgud, ในส่วนวงการภาพยนตร์เริ่มต้นจากเซ็นสัญญา RKO Pictures เล่นหนังเรื่องแรก Friends and Lovers (1931), โด่งดังกับ Wuthering Heights (1939), Rebecca (1940), 49th Parallel (1941), Spartacus (1960), The Shoes of the Fisherman (1968), Sleuth (1972), Marathon Man (1976), The Boys from Brazil (1978), และยังเคยกำกับ/นำแสดง Henry V (1944), Hamlet (1948), Richard III (1955) ฯ

รับบท Heathcliff เด็กกำพร้าจาก Liverpool ได้รับการอนุเคราะห์โดย Mr. Earnshaw เติบโตขึ้นยัง Wuthering Heights สนิมสนทจนตกหลุมรัก Cathy แต่หลังจากเธอตอบตกลงแต่งงานกับ Edgar Linton ตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงโชคต่างแดน พอประสบความสำเร็จหวนกลับมาแก้ล้างแคน ต้องการทวงคืนทุกสิ่งอย่าง!

เมื่อตอน Goldwyn ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยาย เริ่มต้นติดต่อนักแสดง James Mason, Ronald Colman, Douglas Fairbanks Jr., Robert Newton, Tyrone Power, Joseph Calleia ก่อนมาลงเอย Laurence Olivier ที่กำลังโด่งดังในแวดวงละคอนเวที แต่ยังเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของวงการภาพยนตร์

ด้วยความที่ Olivier ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ภาพยนตร์นัก การแสดงในช่วงแรกๆเห็นว่าเต็มไปด้วยลีลา ท่าทาง “extravagant gestures” นั่นคือเหตุผลที่ผกก. Wyler สั่งให้ถ่ายทำซ้ำแล้วซ้ำอีก 40-50 เทค จนสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ เกิดการขึ้นเสียงใส่อารมณ์กันบ่อยครั้ง ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะปรับตัว ทำการแสดงให้ดูเป็นธรรมชาติ … แต่ก็ยังลิเกอยู่มาก

Laurence Olivier: “For God’s sake, I did it sitting down. I did it with a smile. I did it with a smirk. I did it scratching my ear. I did it with my back to the camera. How do you want me to do it?”

William Wyler: “I want it better.”

ภายหลัง Olivier ก็ยอมรับว่าตนเองสมัยนั้นยึดติดกับรูปแบบ วิถีการแสดงละคอนเวทีมากเกินไป วิธีการของผกก. Wyler ทำให้เขาได้รับบทเรียนครั้งสำคัญ ครึ่งแรกของหนัง (ไม่นับอารัมบท) จึงอาจมองว่าเป็นการลองผิดลองถูก ไม่รู้ถูกผิดชอบชั่วดี แต่พอครึ่งหลังเมื่อตัวละครหวนกลับมา กิริยาท่าทางมีความสงบเสงี่ยม สีหน้าดำคร่ำเครียด เก็บซ่อนความอาฆาต เคียดแค้น และความรู้สึกแท้จริงไว้ภายใน … แทบจะพลิกบทบาท กลายเป็นคนละคน

แม้การแสดงของ Olivier ยังดูลิเกอยู่มาก แต่ความสามารถในการพลิกบทบาทตัวละคร จากหน้ามือเป็นหลัง รักคลั่งเป็นโกรธเกลียด อาฆาตแค้น นั่นกระมังส่งให้เขามีโอกาสลุ้นรางวัล Oscar: Best Actor ก่อนพ่ายแพ้ให้กับ Robert Donat ภาพยนตร์ Goodbye, Mr. Chips (1939)


ถ่ายภาพโดย Gregg Wesley Toland (1904-48) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Charleston, Illinois หลังครอบครัวหย่าร้าง มารดาพาบุตรชายเดินทางสู่ California พออายุสิบห้าได้ทำงานในสตูดิโอ Fox ไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ช่วยตากล้อง ได้รับเครดิตเรื่องแรก The Life and Death of 9413:
A Hollywood Extra (1928), พัฒนาลายเซ็นต์ด้วยภาพถ่ายสไตล์ Chiaroscuro (ที่มีความตัดกันระหว่างแสงสว่าง-เงามืด) และยังริเริ่มต้นเทคนิค Deep Focus โด่งดังกับภาพยนตร์ Wuthering Heights (1939) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Black-and-White, The Grapes of Wrath (1940), The Long Voyage Home (1940), The Westerner (1940), Citizen Kane (1941), Ball of Fire (1941), The Outlaw (1943), The Best Years of Our Lives (1946)

Toland เป็นตากล้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ชมชอบวิถีดั้งเดิมของ Hollywood นิยมการถ่ายภาพที่พบเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างแสงสว่าง-เงามืด รวมถึงระยะตื้น-ลึก หนา-บาง ทุกระยะมีความคมชัด (Deep Focus) เพื่อสร้างมิติให้กับภาพถ่าย มองใกล้-ไกลล้วนเห็นรายละเอียดสอดพ้อง เชื่อมโยง นั่นคือการสร้างสัมผัสกวีภาพยนตร์

หนังมีการละเล่นกับสภาพอากาศที่สามารถสะท้อนสภาพจิตวิทยา/อารมณ์ตัวละคร (Expressionism) อารัมบท-ปัจฉิมบทด้วยพายุหิมะหนาวเหน็บ Heathcliff จมปลักอยู่ในความทุกข์โศก, เริ่มต้นย้อนอดีตด้วยการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ, ฝนฟ้าคำราม ในค่ำคืนแห่งความสิ้นหวัง ฯ กอปรเข้ากับการจัดแสง-เงา สร้างบรรยากาศที่มีส่วนผสมของทั้งโกธิค (Gothic) และโรแมนติก (Romantism)

เกือบลืมบอกไปว่าหนังมีการใช้ “สูตรสอง” เต็มไปด้วยสองสิ่งที่มีความแตกต่างตรงกันข้าม แต่สามารถเติมเต็มกันและกัน ครึ่งแรก-ครึ่งหลัง แสงสว่าง-เงามืด บรรยากาศโรแมนติก-โกธิค ความสัมพันธ์ระหว่าง Cathy & Heathcliff เริ่มต้นด้วยความรักคลั่ง ก่อนกลายเป็นโกรธเกลียดชัง

แม้พื้นหลังของเรื่องราวจะคือ Yorkshire ประเทศอังกฤษ แต่ส่วนใหญ่ของหนังสร้างฉากถ่ายทำในสตูดิโอ Samuel Goldwyn Studios ส่วนฉากภายนอกเดินทางไปยัง Thousand Oaks (California) เลือกใช้สถานที่ Janss Conejo Ranch และ Mount Clef Ridge (ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Wildwood Regional Park)


ภาพพื้นหลังระหว่าง Opening Credit ส่วนใหญ่เป็นการถ่ายย้อนแสง ร้อยเรียงภาพบ้าน Wuthering Height สร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆมืดครื้ม หิมะค่อยๆโปรยปราย กลายเป็นพายุโหมกระหน่ำ และชายคนหนึ่งกำลังบุกฝ่าเข้าไป

เกร็ด: คำว่า Wuthering Heights แปลตรงตัว เสียงลมพัดแรง อื้ออึง มักใช้กับลมพายุที่พัดผ่านที่โล่ง เป็นศัพท์ภาษาถิ่นของอังกฤษ พรรณาถึงบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยความว้าวุ่นวาย หรือสภาพอากาศเลวร้าย, โดยคำนี้ได้แรงบันดาลใจจากบ้านฟาร์ม Top Withens (หรือ Top Withins) ตั้งอยู่ใกล้กับ Haworth, West Yorkshiere ซึ่งคำว่า Withens หรือ Withins ศัพท์ท้องถิ่นแปลว่า Willows แต่ขณะเดียวกันมันช่างละม้ายคล้าย Withering แปลว่าแห้งเหี่ยวเฉา

บรรยากาศภายในบ้าน Wuthering Heights ช่างดูทะมึน อึมครึม ปกคลุมด้วยความมืดครึ้ม แลดูไร้ชีวิตชีวา ราวกับบ้านผีสิง กลิ่นอายโกธิค (Gothic) ซึ่งสอดคล้องเข้ากับสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจเจ้าของขณะนั้น Heathcliff เต็มไปด้วยความเยือกเย็นชา ตั้งแต่สูญเสียหญิงคนรัก ก็ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรอีกต่อไป

ตรงกันข้ามกับเมื่อตอนแม่บ้าน Ellen Dean เริ่มหวนระลึกความหลัง เล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) จากบ้านที่มีบรรยากาศทะมึน อึมครึม ท้องฟ้ามืดครื้ม เกิดการ Cross-Cutting ฤดูใบไม้ผลิ พระอาทิตย์สาดส่อง ท้องฟ้าปลอดโปร่ง บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยชีชีวิตชีวา เด็กๆวิ่งเล่นไปมา ภายในบ้านก็ดูสว่างขึ้นทันตา

Penistone Crag รังรักของ Heathcliff & Cathy คือโขดหินตั้งอยู่เกือบถึงยอดเขา แต่น่าเสียดายสถานที่แห่งนี้ไม่มีอยู่จริง ก่อสร้างขึ้นในสตูดิโอ โดยพื้นหลังน่าจะเป็นภาพวาดกระจก (Matte Painting) ซ้อนเข้ากับฟุจเทจภาพถ่าย Mount Clef Ridge … ความปลอมๆของฉากนี้สร้างสัมผัสแฟนตาซี ดินแดนแห่งความเพ้อฝัน/จินตนาการ

ความตายของ Mr. Earnshaw ทำให้บ้านหลังนี้ปกคลุมด้วยความมืดหม่นโดยพลัน! แต่ความน่าสนใจของซีนนี้คือ Hindley ที่พอกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำการกดขี่ข่มเหง ออกคำสั่งขับไล่ Heathcliff มันอาจไม่ใช่มุมก้ม-เงยที่เด่นชัดนัก แต่การจัดวางตำแหน่งภาพให้ Hindley แลดูสูงกว่า สร้างสัมผัสความไม่เท่าเทียม สำแดงอำนาจบาดใหญ่ กดขี่ข่มเหงบุคคลอยู่ภายใต้

หลายคนอาจไม่ได้เอะใจอะไร แต่ช็อตนี้คือการโชว์อ๊อฟของตากล้อง Toland เริ่มจาก Heathcliff & Cathy แอบเข้ามาคฤหาสถ์เพื่อนบ้าน Linton ย่องมาถึงตรงหน้าต่าง เหม่อมองเข้าไปในงานเลี้ยงเต้นรำ, นอกจากการใช้เครนขยับเคลื่อนเลื่อนกล้อง สังเกตว่าภาพมีความคมชัดทั้งภายนอก-ใน (Deep-Focus) และการจัดแสง (ภายนอก)มืดมิด (ภายใน)ส่องสว่าง ด้วยข้อจำกัดยุคสมัย ช็อตลักษณะนี้มีความโคตรๆยุ่งยาก ท้าทาย … Totland คือตากล้องคนแรกๆที่บุกเบิกภาพถ่ายลักษณะนี้เลยนะครับ!

ในขณะที่ Heathcliff ไม่ได้มีความตื่นตาตื่นใจ ลุ่มหลงใหลกับงานเลี้ยงเต้นรำ ตรงกันข้ามกับ Cathy สังเกตว่าแสงไฟจากภายในสาดส่องอาบฉาบใบหน้า ปฏิกิริยาของเธอก็เต็มไปด้วยความลุ่มหลงใหล สนอกสนใจ อยากรู้อยากเห็น อยากได้อยากมี อยากใช้ชีวิตเลิศหรูหราอย่างนั้นบ้าง

หลังจาก Cathy ถูกสุนัขกัด ช็อตใดๆภายในคฤหาสถ์ Linton มักถ่ายระดับสายตา เงยขึ้นเล็กๆเห็นเพดาน จนกระทั่งการมาถึงของ Heathcliff ได้รับสารพัดการดูถูกเหยียดหยาม แถมยังขับไล่ผลักไส ไม่ใช่เรื่องของคนรับใช้ วินาทีที่เขาสำแดงความไม่พึงพอใจ ประกาศกร้าวว่าสักวันหนึ่งฉันจะหวนกลับมาทำลายล้างทุกสิ่งอย่าง มุมกล้องถ่ายจากเบื้องบนก้มลงมา สร้างสัมผัสราวกับสายตาแขกเหรื่อจับจ้องมองอย่างดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีทางที่คนชั้นต่ำจักสามารถทำอะไรแบบนั้น

อารมณ์แปรปรวนของหญิงสาว ยากยิ่งจะทำความเข้าใจ เมื่อตอน Cathy เดินทางกลับบ้านร่วมกับ Ellen Dean ช่วงแรกๆก็อารมณ์ดี แต่พออีกฝ่ายพูดดูถูกเหยียดหยาม Heathcliff ก็สำแดงอาการไม่พึงพอใจ ขับไล่อีกฝ่าย ปลดเปลื้องเสื้อผ้าสวมใส่ … ทำเหมือนจะไม่เอาวิถีโลกใบนั้นอีกแล้ว

หลังจาก Cathy คืนดีกับ Heathcliff ณ รังรัก Penistone Crag พอหวนกลับบ้านเต็มไปด้วยความระริกระรี้ นัดหมายพบเจอกับ Ellen แถมยังขับไล่ ผลักไส Heathcliff อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน … อิหยังว่ะ?

ผมให้ข้อสังเกตตลอดทั้งซีเควนซ์นี้ จะพบเห็นต้นไม้พริ้วไหว สายลมพัดแรง สามารถสื่อถึงอารมณ์แปรปรวนของฝ่ายหญิง และยังเป็นการอารัมบทก่อนค่ำคืนนี้ฝนตกหนัก หรือคือจุดแตกหักความสัมพันธ์หนุ่ม-สาว

ยามค่ำคืนฝนตกหนัก Heathcliff จงใจทำกระจกบาดเพื่อหาโอกาสกลับเข้ามาภายในบ้าน แล้วบังเอิญแอบได้ยินเรื่องซุบซิบของ Cathy พูดคุยกับแม่บ้าน Ellen ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ซึ่งจะมีอยู่สองสามครั้งที่เธอพลั้งพูดบางสิ่ง แล้วเกิดฟ้าแลบ-ฟ้าผ่า ราวกับอัสนีบาตผ่าลงกลางใจ

ลีลาการถ่ายภาพช็อตนี้ช่างละม้ายคล้ายตอน Heathcliff & Cathy แอบรับชมงานเลี้ยงเต้นรำ มีความคมชัดทุกมิติ (Deep Focus) และการจัดแสง (ภายนอก)มืดมิด (ภายใน)ส่องสว่าง ซึ่งเวลาฟ้าแลบ-ฟ้าผ่าพบเห็นฝ่ายชายแอบซ่อนอยู่ มันช่างเจ็บปวดรวดร้าว ผิดหวังต่อพฤติกรรมหญิงสาว

พีคสุดของซีนนี้คือตอน Cathy ค้นพบว่าตนเองตกหลุมรัก Heathcliff เกิดฟ้าแลบ ได้ยินเสียงฟ้าผ่า ราวกับอัสนีบาตฟาดลงกลางใจ นี่ฉันพลั้งพูดบางสิ่งอย่างโดยไม่รู้ตัว แล้วเขาบังเอิญแอบหลบอยู่หลังห้องครัว ชิบหายละคราวนี้ จะทำอะไรยังไงดี?

การบุกฝ่าพายุฝนของ Cathy อาจเป็นการย้อนรอยตอนอารัมบทที่ Heathcliff หลังได้ยินเสียงล่องลอยมา บุกฝ่าพายุหิมะออกติดตามหาเธอ

  • ในกรณีของ Cathy ภายหลังเหตุการณ์นี้แม้เธอสามารถเอาตัวรอดชีวิต แต่ก็ราวกับได้ถือกำเนิด เกิดใหม่ ตอบตกลงแต่งงานกับ Edgar Linton
  • ตรงกันข้ามกับ Heathcliff ตอนจบนำเสนอราวกับเขาเสียชีวิตท่ามกลางพายุหิมะ แต่ก็ยังได้ก้าวเดินเคียงคู่ Cathy บนโลกวิญญาณ หลังความตาย

หลังพานผ่านค่ำคืนพายุโหมกระหน่ำ เช้าวันใหม่ช่างดูสว่างสดใส Cathy นอนพักในสวน ดอกไม้เบ่งบาน การมาถึงของ Edgar จัดแสงฟุ้งๆ จร้าๆ สร้างสัมผัส Romantism ก่อนสู่ขอเธอแต่งงาน ตอบตกลงโดยหาได้เข้าใจความรู้สึกแท้จริงของตนเอง

หลังพิธีแต่งงาน ภาพช็อตนี้มีลีลาการเคลื่อนเลื่อนกล้องแทบจะแบบเดียวกันเป๊ะกับตอนที่ Cathy & Heathcliff แอบถ้ำมองงานเลี้ยงเต้นรำในคฤหาสถ์ Linton อาจเรียกว่าเป็นการย้อนรอยสิ่งที่หญิงสาวเคยเพ้อใฝ่ฝัน (ตอนนั้นเคยพร่ำเพ้อว่าอยากอยู่ในโลกใบนั้น) แต่พอมีโอกาสเข้ามาอยู่อาศัย กลับกลายเป็นนกในกรง (ลวดลายหน้าต่างดูราวกับกรงขัง) ชีวิตหาได้มีความสุข(กระ)สันต์ วันๆนั่งปักครอสติส ไร้อิสรภาพโบกโบยบิน

การมาถึงของ Heathcliff นี่ก็ย้อนรอยตอนที่เขาเคยเข้ามาในคฤหาสถ์หลังนี้ แต่มันจะไม่มีช็อตมุมก้ม-เงย เพราะฐานะ/สถานะทางสังคมถือว่าเทียบเท่ากับ Edgar Linton ยกเว้นเพียงภาพถ่าย (Two Shot) ร่วมกับ Cathy ชัดเจนเลยว่าใครมีอำนาจ แต้มต่อสูง-ต่ำกว่า

ผมเชื่อว่าใครๆย้อมเกิดความฉงนสงสัย Heathcliff คือเจ้าชายจริงไหม? หวนกลับมาร่ำรวยเพราะอะไร? นั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครตอบได้นอกจากผู้แต่ง Emily Brontë นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของนวนิยาย Wuthering Heights เว้นพื้นที่/สร้างความคลุมเคลือ ให้อิสระผู้อ่าน/ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการเอาเอง … แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวนะ หมอนี่น่าจะฟลุ๊ครวย ถูกหวย ชนะพนัน หรือได้รับการอุปถัมป์ และพื้นหลังของหนังเปลี่ยนมาเป็นกลางศตวรรษที่ 19 ซึ่งตรงกับสงครามกลางเมืองอเมริกัน (American Civil War) ก็อาจมองว่าทำธุรกิจสงคราม หรืออาสาสมัครทหาร แล้วไต่เต้าจนมีสถานะ-ชื่อเสียง-เงินทอง ก็ได้กระมัง?

สรุปแล้วคำกล่าวของ Heathcliff น่าจะแค่เพียงย้อนรอยสิ่งที่ Cathy เคยวาดฝันให้กับเขาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก เจ้าชายขี่ม้าขาว โตขึ้นเราสองจักครองรักกัน มาวันนี้ฉันทำตามความความฝันนั้นสำเร็จแล้ว แต่เธอกลับกระทำผิดสัญญาใจ

Wuthering Height จากเคยสว่างสดใส เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรา มาวันนี้กลับมีสภาพทิ้งร้าง ผุพัง แทบไม่หลงเหลือสิ่งข้าวของสักสิ่งอย่าง บรรยากาศทะมึน อึมครึม ปกคลุมด้วยความมืดครึ้ม และช็อตที่ Heathcliff ยืนค่ำศีรษะ ก็ย้อนรอย Hindley เคยกระทำเอาไว้เฉกเช่นกัน

น่าจะเป็น Long Take ยาวนานที่สุดของหนัง! ประมาณหนึ่งนาทีนิดๆ ฉายภาพงานเลี้ยงเต้นรำในคฤหาสถ์ Lindon อารัมบทก่อนการมาถึงของ Heathcliff

เมื่อตอนที่ Isabella เปิดเผยกับ Cathy ว่า Heathcliff สู่ขอแต่งงาน (ย้อนรอยกับตอนที่ Edgar เคยสู่ขอ Cathy) สังเกตว่าใบหน้าของเธอปกคลุมอยู่ในเงามืดลางๆ ผมแอบเสียดายที่มันไม่ค่อยเด่นชัดนัก ต้องสังเกตสักหน่อยถึงจะพบเห็นความแตกต่างจากแสงสว่างปกติ … และเฉกเช่นเดียวกัน Edgar คงแอบได้ยินอยู่นอกห้อง แต่คราวนี้เขาเปิดประตูเข้ามาสอบถาม ไม่ได้หลบหนีหายแบบ Heathcliff

Cathy เดินทางมายัง Wuthering Height เพื่อโน้มน้าวให้ Heathcliff ยกเลิกการหมั้นหมาย Isabella (นี่ก็ย้อนรอยกับตอน Heathcliff เคยพยายามโน้มน้าว Cathy ไม่ให้แต่งงานกับ Edgar) แต่สิ่งน่าสนใจของซีนนี้คือชุดขนสัตว์ (สัญลักษณ์ของไฮโซ ดูหรูหราหมาเห่า) สำแดงออกสันชาตญาณ โดยไม่เข้าใจความรู้สึกนึกของตนเองว่าทำไปเพื่ออะไร?

การกระทำดังกล่าวของ Cathy เพราะครุ่นคิดว่า Heathcliff ต้องการล้างแค้นที่ตนเองเคยทรยศหักหลัง แต่แท้จริงแล้วมันคือความหึงหวง เห็นแก่ตัว ยังคง(คลั่ง)รักอีกฝ่าย ซึ่งพอกลับมาพูดคุยกับสามีตรงบันได (สัญลักษณ์แทนความครึ่งๆกลางๆ) เลยเพิ่งตระหนักว่ามันไม่ได้ผิดอะไรที่พวกเขาจะแต่งงานกัน? ทำให้เธอตกอยู่ในความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง ล้มป่วยหนัก จากโรคตรอมใจรัก

แม้หนังไม่ได้ฉายภาพงานแต่งงานระหว่าง Heathcliff กับ Isabella แต่สภาพของฝ่ายหญิง สังเกตจากเสื้อผ้า เครื่องแต่งงาน ตรงกันข้ามกับ Cathy ที่มีความเจิดจรัสฉาย, Isabella สวมใส่ชุดดำ สะท้อนสภาวะทางอารมณ์ สภาพจิตใจตัวละคร ปกคลุมด้วยความหมองหม่น ชีวิตไร้ซึ่งความสุข จมปลักอยู่ในความทุกข์ แทบไม่พบเห็นแสงสว่างอาบฉาบใบหน้าอีกต่อไป

ช่วงครึ่งแรก Heathcliff ทุบกระจกแตก ได้รับบาดเจ็บที่มือ (ทางกายภาพ), ตรงกันข้ามกับขณะนี้ Cathy ล้มป่วยหนัก หมอไม่ได้ระบุว่าโรคอะไร ทำไมถึงรักษาไม่หาย แต่มันค่อนข้างชัดเวนว่าคืออาการป่วยใจจากพิษรัก (ทางจินตภาพ) ราวกับผลกรรมคืนตอบสนอง ได้รับบทเรียนที่ตนเองเคยกระทำเอาไว้กับเขา

มันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะในซีเควนซ์นี้ แต่ผมสนใจเพียงช็อตที่ Heathcliff อุ้มพา Cathy มายังหน้าต่าง เหม่อมองอดีตรักรัง Penistone Crag นี่ถือเป็นช็อตตรงกันข้ามกับตอนที่พวกเขาเคยอยู่บนนั้น แล้วจับจ้องลงมาเห็นคฤหาสถ์หลังนี้ … หรือจะตีความถึงอิสรภาพ จิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง และเฝ้ารอคอยเขายังสถานที่โปรดปราน

ผกก. Wyler ไม่ได้ถ่ายทำฉากนี้ จบหนังลงด้วยความคลุมเคลือ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Heathcliff หลังออกวิ่งติดตามหาหญิงคนรัก แต่เป็นโปรดิวเซอร์ Goldwyn แอบถ่ายทำ ใส่เข้ามาโดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร แถมยังพูดบอกด้วยความภาคภูมิใจว่านี่คือผลงาน/วิสัยทัศน์ของตนเอง

แม้จะเป็นช็อตที่ไม่จำเป็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าคือภาพ ‘Iconic’ ที่น่าจดจำของหนัง อาจเรียกว่า Hollywood Happy Ending เชื่อในรักนิรันดร์

ตัดต่อโดย Daniel Mandell (1895-1987) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York, เข้าสู่วงการตั้งแต่ยุคหนังเงียบ The Turmoil (1924) ก่อนปักหลักอยู่สตูดิโอ Samuel Goldwyn Productions ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ William Wyler และ Billy Wilder ผลงานเด่นๆ อาทิ Holiday (1930), Dodsworth (1936), Wuthering Heights (1939), Meet John Doe (1941), Ball of Fire (1941), The Pride of the Yankees (1942), Arsenic and Old Lace (1944), The Best Years of Our Lives (1946), Guys and Dolls (1955), Witness for the Prosecution (1957), The Apartment (1960), Irma la Douce (1963) ฯ

เรื่องราวของหนังมีจุดศูนย์กลางยัง Wuthering Heights ใช้การเล่าย้อนอดีต (Flashback) จากเสียงบรรยายของแม่บ้าน Ellen Dean (รับบทโดย Flora Robson) ตั้งแต่การมาถึงของเด็กกำพร้า Heathcliff สนิทสนม ตกหลุมรัก Cathy แต่เธอกลับแต่งงานกับเพื่อนบ้าน Edgar Linton ทำให้เขาตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงโชคต่างแดน พอประสบความสำเร็จหวนกลับมาล้างแค้น ด้วยการแต่งงานกับ Isabella Linton ถึงอย่างนั้นชีวิตเขากลับตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง

  • อารัมบท
    • Lockwood ผ่านพายุหิมะผ่านมายัง Wuthering Heights ค่ำคืนนี้ขอเข้าพักอาศัย
    • ดึกดื่น Lockwood ได้ยินเสียงร้องเรียกของหญิงสาวคนหนึ่ง
    • แม่บ้าน Ellen เล่าย้อนอดีตเหตุการณ์บังเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้
  • (Flashback) เรื่องราวความรักระหว่าง Heathcliff & Cathy
    • Mr. Earnshaw นำพาเด็กชาย Heathcliff มาถึงบ้าน Wuthering Heights
    • Heathcliff สนิทสนมกับ Cathy แต่ไม่ถูกชะตากับ Hindley
    • ความตายของ Mr. Earnshaw ทำให้ Hindley ลดสถานะของ Heathcliff กลายเป็นเพียงคนเลี้ยงม้า
    • พอเด็กๆเติบใหญ่ เมื่อไหร่ที่ Hindley ไม่อยู่บ้าน Heathcliff & Cathy จะหาโอกาสไปพรอดรักที่ Penistone Crag
    • Heathcliff & Cathy แอบเข้างานเลี้ยงในคฤหาสถ์หรูของ Linton
      • Cathy ถูกสุนัขกัดได้รับบาดเจ็บ
    • หลายวันถัดมา Edgar ขับรถม้ามาส่ง Cathy ที่บ้าน Wuthering Height สร้างความไม่ถึงพอใจให้กับ Heathcliff
    • วันถัดมา Cathy ออดอ้อนคืนดีกับ Heathcliff ที่ Penistone Crag
    • แต่ค่ำคืนนั้น Edgar สู่ขอแต่งงาน Cathy เป็นเหตุให้ Heathcliff ตัดสินใจออกเดินทางไปแสวงโชคต่างแดน
    • งานแต่งงานระหว่าง Edgar กับ Cathy
  • (Flashback) เรื่องราวความเกลียดชังระหว่าง Heathcliff & Cathy
    • Heathcliff ประสบความสำเร็จต่างแดน หวนกลับมาเยี่ยมเยียน Edgar กับ Cathy จ่ายหนี้สิน ซื้อต่อ Wuthering Heights จาก Hindley
    • งานเลี้ยงเต้นรำ Heathcliff (แสร้งทำเป็น)เกี้ยวพาราสี Isabella
    • Cathy พยายามหาทางหยุดยับยั้งไม่ให้ Heathcliff แต่งงานกับ Isabella
    • ชีวิตหลังแต่งงานระหว่าง Heathcliff และ Isabella เต็มไปด้วยความขมขื่น
    • Cathy ล้มป่วยหนัก ยินยอมสารภาพความรู้สึกแท้จริงต่อ Heathcliff
  • ปัจฉิมบท
    • Dr. Kenneth กลับมาบอกว่าพบเห็น Heathcliff เดินหายไปกับ Cathy

ผมจงใจแบ่งเรื่องราวออกเป็นเพียงครึ่งแรก-ครึ่งหลัง เรื่องราวความรัก vs. เกลียดชังระหว่าง Heathcliff & Cathy เพื่อให้สังเกตเห็นความละม้ายคล้ายคลึง แต่แตกต่างตรงกันข้าม ซึ่งสามารถเติมเต็มกันและกัน สอดคล้องเข้ากับเทคนิค “สูตรสอง”


เพลงประกอบโดย Alfred Newman (1900-70) นักแต่งเพลงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New Haven, Connecticut ในครอบครัว Russian-Jewish บิดาเป็นพ่อค้าพืชผักผลไม้ แต่มีความหลงใหลในบทเพลง เลยส่งบุตรชายคนโตไปร่ำเรียนเปียโนตั้งแต่อายุห้าขวบ ก่อนค้นพบว่าเป็นอัจฉริยะ จนมีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของ Sigismund Stojowski และ Alexander Lambert, ช่วงวัยเด็กรับจ้างเล่นเปียโน พอโตขึ้นได้เป็นวาทยากรละคอนเวที Broadway การมาถึงของยุคหนังพูดจึงเดินทางสู่ Hollywood ทำเพลงประกอบหนังเรื่องแรก Street Scene (1931), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Charlie Chaplin ว่าจ้างให้ดัดแปลงออร์เคสตรา City Light (1931) และ Modern Times (1936), ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Wuthering Heights (1939), Gunga Din (1939), The Grapes of Wrath (1940), How Green Was My Valley (1941), The Song of Bernadette (1943), Wilson (1944), Twelve O’Clock High (1949), All About Eve (1950), The Robe (1953), The King and I (1956), The Diary of Anne Frank (1959), How The West Was Won (1962), Camelot (1967), Airport (1970) ฯ

งานเพลงในสไตล์ Newman จัดเต็มออร์เคสตรา สำแดงพลังอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา มีความเคลื่อนคล้อย ฟังบ่อยๆรู้สึกมักคุ้นหู ท่วงทำนองผันแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่างๆ สร้างบรรยากาศโกธิคและโรแมนติก หลอกหลอน งดงามตราตรึง และมีการค่อยๆไต่ไล่ระดับ จบลงด้วยเสียงคอรัสอันโหยหวน คร่ำครวญ ถึงสรวงสวรรค์ … อาจไม่ใช่ภาพยนตร์เรื่องแรกได้เข้าชิง Oscar: Best Score แต่ถือเป็นผลงานคลาสสิกแรกในเครดิตเลยก็ว่าได้!

บทเพลงได้รับการกล่าวขวัญที่สุดของหนังก็คือ Cathy’s Theme ทำการประมวลผล สรุปรวมช่วงเวลาต่างๆในชีวิตหญิงสาว ตั้งแต่เด็ก-เติบใหญ่ รักคลั่งไคล้-โกรธเกลียดอาฆาตแค้น และรวมถึงตอนยังมีชีวิต-ตายจากไป ผสมผสานคลุกเคล้า รวบรวมอยู่ในบทเพลงเดียว! … มันอาจเพราะผู้ฟังสามารถแบ่งแยกความแตกต่างจากท่วงทำนอง มีความชัดเจนอย่างมากๆ จึงทำให้บทเพลงนี้ได้รับการยกย่องกล่าวขวัญ กระมัง?

I Am Heathcliff แน่นอนว่าเป็นบทเพลงตรงกันข้ามกับ Cathy’s Theme สังเกตว่าการบรรเลงมีความสั่นไหว หัวใจเต้นระริกรัว แถมเครื่องดนตรีเชลโล่ทุ่มต่ำ สร้างความห่อเหี่ยว เปล่าเปลี่ยว เธอผู้เคยหลงรักคลั่งไคล้ มาวันนี้กลับกลายเป็นโกรธเกลียดเคียดแค้น มันช่างเจ็บปวดรวดร้าว ทุกข์ทรมานใจยิ่งนัก!

แถมให้กับบทเพลงงานเลี้ยงครึ่งหลัง มีการแสดงสดของ Alice Ehlers บรรเลงเครื่องดนตรี Harpsicord บทเพลง Mozart: Piano Sonata in A major, K.331: Rondo alla Turca (1778) ฟังดูราวกับเกมความรัก เต็มไปด้วยความอลวล สับสน สร้างความปั่นป่วน ว้าวุ่นวายใจ

Wuthering Heights มองมุมหนึ่งนำเสนอเหรียญสองด้านความรัก คล้ายๆบทกลอนสุนทรภู่ “เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล” แต่ตอนจบสะท้อนอุดมคติ/ความเชื่อชาวตะวันตก อ้างอิงศาสนาคริสต์ ความรักยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด!

หรือจะมองในอีกมุมหนึ่ง Wuthering Heights นำเสนอบทเรียนความรักนิรันดร์ระหว่าง Heathcliff & Cathy พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ พบเจอ-พลัดพราก คลั่งรัก-อาฆาตแค้น แต่ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครหรือสิ่งอื่นใด ผันแปรเปลี่ยนความรู้สึกที่เราสองมีให้กัน

แม้ว่าแก่นสาระของ Wuthering Heights จะคือเรื่องรักๆใคร่ๆ แต่รายละเอียดห้อมล้อมกลับสะท้อนสิ่งต่างๆมากมายเกี่ยวกับผู้แต่ง Emily Brontë และสภาพสังคม(อังกฤษ)ยุคสมัยนั้น อาทิ

  • บุรุษคือช้างเท้าหน้า มีอำนาจบาดใหญ่ สตรีไร้ซึ่งสิทธิ์เสียง ไม่สามารถทำตามเสียงเรียกร้องหัวใจ แต่พฤติกรรมของ Cathy กลับทำสิ่งต่างๆโดยไม่สนอะไรใคร
  • ฐานะรวย-จน สถานะทางสังคมสูง-ต่ำ ก่อเกิดการแบ่งแยก กีดกัน ผู้ดีมีสกุลไม่สุงสิงกับคนรับใช้ต้อยต่ำ

(ในนวนิยายของ Emily Brontë จะมีประเด็นเชื้อชาติ การเมือง ศาสนา รวมถึงสารพัดสิ่งเหนือธรรมชาติรวมอยู่ด้วย แต่หนังไม่ได้ให้ความสำคัญสักเท่าไหร่)

เมื่อตอน Emily Brontë ประพันธ์นวนิยายเล่มนี้คงไม่เคยครุ่นคิดถึงสิทธิสตรี (Feminist) แต่กาลเวลาได้ทำให้เรื่องราวของ Cathy ตั้งแต่พฤติกรรมชอบบงการ แสดงออกโน่นนี่นั่นตามใจ ตกหลุมรักใคร่ ฯ คือการปลดปล่อย สำแดงอิสรภาพของสตรีเพศ … จะมองในแง่ Sexual Liberation ก็ได้กระมัง

ต้นฉบับนวนิยาย (รวมถึงวิสัยทัศน์ของผกก. Wyler) ไม่ได้จบลงอย่าง Happy Ending เพื่อเติมเต็มเหรียญสองด้าน ประวัติศาสตร์คือบทเรียนให้คนรุ่นหลัง แต่การเปลี่ยนแปลงของโปรดิวเซอร์ Samuel Goldwyn จบลงอย่าง Hollywood Ending ผมมองว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แถมกลายเป็นภาพ ‘Iconic’ สร้างความหลอกหลอน ตราตรึง สิ่งทำให้ผู้คนพูดกล่าวถึงเหนือกาลเวลา


เมื่อตอนออกฉาย หนังได้เสียงตอบรับดียอดเยี่ยม สามารถเข้าชิง Oscar ถึงแปดสาขา (เป็นปีที่การแข่งขันสูงมากๆ เลยคว้ามาเพียงรางวัลเดียว) น่าเสียดายไม่ทำเงินสักเท่าไหร่ ต้องรอคอยการฉายซ้ำ (Re-Release) ถึงได้กำไรกลับคืนมา

  • Outstanding Production พ่ายให้กับ Gone With the Wind (1939)
  • Best Director
  • Best Actor (Laurence Olivier)
  • Best Supporting Actress (Geraldine Fitzgerald)
  • Best Screenplay
  • Best Art Direction
  • Best Cinematography, Black-and-White ** คว้ารางวัล
  • Best Original Score

กาลเวลาได้ทำให้ Wuthering Heights (1939) กลายเป็นโคตรหนังอเมริกันคลาสสิก ได้รับการโหวตจากสถาบัน American Film Institute (AFI)

  • AFI: 100 Years… 100 Movies (1998) ติดอันดับ #73
  • AFI: 100 Years… 100 Passions (2002) ติดอันดับ #15

ผมแอบประหลาดใจไม่น้อยที่ Wuthering Heights (1939) จนถึงปัจจุบัน ค.ศ. 2026 ยังไม่มีวางจำหน่าย Blu-Ray (มีแค่ DVD ของค่าย Warner Archive Collection) สงสัยคงจะรอรวมกับฉบับสร้างใหม่ของ Margot Robbie ยังไม่มีกำหนดการใดๆ

สำหรับหนังโรแมนติก ต่อให้พล็อตดี ภาพสวย เพลงเพราะ แต่ถ้าพระ-นางเคมีไม่เข้าขา ความรักไม่ดูดดื่ม เอ่อล้นออกมานอกจอ เท่านี้ผมก็มองว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง! ส่วนตัวไม่อยากกล่าวโทษ Laurence Olivier หรือ Merle Oberon เพราะตัวปัญหาจริงๆคือโปรดิวเซอร์ Samuel Goldwyn … น่าเสียดาย

จัดเรต 13+ กับรักริษยา

คำโปรย | Wuthering Heights เรื่องราวความรัก-อาฆาตแค้นที่มีความงดงามกอธิก
คุณภาพ | กอธิก


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)