อินทรีทอง (1970)

อินทรีทอง

อินทรีทอง (พ.ศ. ๒๕๑๓) หนังไทย : มิตร ชัยบัญชา ♥♥♡

มิตร ชัยบัญชา เป็นนักแสดงที่ดี แต่เรื่องการกำกับยังถือว่าอ่อนด้อยประสบการณ์นัก, สำหรับผลงานสุดท้ายในชีวิต เน้นขายความอลังการงานสร้าง ต่อสู้บู๊สุดมันส์ระหว่าง แดง vs. เหลืองทอง, โจร vs. ตำรวจ, คอมมิวนิสต์ vs. ประชาธิปไตย คงไม่มีใครสวมหน้ากากอินทรี แล้วจะยิ่งใหญ่ได้มากกว่านี้อีกแล้ว

คนรุ่นเก่าที่พานผ่านยุคสมัยของ มิตร ชัยบัญชา ร้อยทั้งร้อยจะรู้สึกขนลุกขนพองพร้อมธารน้ำตา เมื่อพบเห็นช็อตสุดท้ายของอินทรีทอง ขณะเกาะบันไดโลดโผนไต่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์หายลับไป เพราะนั่นคืออีกไม่กี่วินาทีสุดท้ายในชีวิตของนักแสดงอันดับ ๑ ตลอดกาลแห่งเมืองไทย อุบัติเหตุครานั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการภาพยนตร์บ้านเรา ในระดับกึกก้องกังวาลย์

ถึงผมเกิดไม่ทันแต่ก็มีโอกาสรับชมผลงานของ มิตร เท่าที่หลงเหลืออยู่มาไม่น้อยทีเดียว พอเข้าใจสาเหตุผลความยิ่งใหญ่ที่คอหนังไทยยกย่องให้ พบเห็นฉากสุดท้ายก็อกสั่นหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ถึงกระนั้นแอบรู้สึกว่าใครๆต่างปอปั้นหนังเรื่องนี้มากเกินไปเสียหน่อย คุณภาพไม่ได้ดีเลิศประเสริฐสมบูรณ์แบบ คุณเอาอารมณ์สูญเสีย มิตร เป็นที่ตั้งมากเกินไปหรือเปล่า!

สิ่งหนึ่งที่ผมใคร่อยากย้ำเตือนไว้ มิตร ชัยบัญชา คือมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งที่ได้ฝากฝังผลงานอันทรงคุณค่า ไม่เพียงแค่วงการภาพยนตร์ แต่ยังสร้างชีวิตให้ใครหลายๆคน ถึงกระนั้นเราควรยกย่องเขาถึงระดับเทิดทูนเหนือหัว จุดธูปกราบไหว้บูชา สูงส่งกว่าพระศาสนา ราวกับลัทธิแห่งความเชื่อศรัทธา มันเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมควรแล้วหรือ?

และกับผู้ใหญ่ที่ชอบดูถูกวัยรุ่นสมัยนี้ อยากให้ลองตอบคำถามนี้ให้ดี กระแสนิยมคลั่ง มิตร ชัยบัญชา แตกต่างอะไรกับ BNK48? ส่วนตัวไม่เห็นต่างเลยสักนิด และขอเรียกว่า ลัทธิบูชาปุถุ(ชน)นิยม ยกย่องเทิดบูชามนุษย์สามัญชน สรรเสริญราวกับพระผู้เจ้า นี่คืออีกหนึ่งวิถีความเสื่อมทางจิตของโลกใบนี้ จักมีสักกี่คนพอมองเห็นครุ่นคิดได้

อินทรีแดง เป็นนวนิยายแนว Superhero แต่งโดย เศก ดุสิต นามปากกาของ เริงชัย ประภาษานนท์ (เกิดปี พ.ศ. ๒๔๗๒) นักเขียนชาวไทย เกิดที่อำเภอดุสิต กรุงเทพฯ จบจากโรงเรียนมัธยมนันทนศึกษา ทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสน ต่อมาเป็นช่างเรียงพิมพ์ในโรงพิมพ์ เริ่มเขียนเรื่องสั้น พรหมบันดาล ตีพิมพ์ลงนิตยสาร รัตนโกสินทร์ ใช้นามปากกา สุริยา, เมื่อไหร่เขียนนวนิยายแนวบู๊ จะใช้นามปากกา เศก ดุสิต มีชื่อเสียงกับ สี่คิงส์, ครุฑดำ และโด่งดังสูงสุด อินทรีแดง

เกร็ด: ช่วงทศวรรษนั้น มีนักเขียนนวนิยายแนวบู๊ที่ได้รับความนิยม นำตลาดอยู่ ๓ คน คือ พนมเทียน, ส.เนาวราช และ เศก ดุสิน

เศก ดุสิต ได้แนวความคิด อินทรีแดง หรือ โรม ฤทธิไกร จากภาพยนตร์เรื่อง Captain Lightfoot (1955) นำแสดงโดย Rock Hudson จอมโจรที่เหมือน Robin Hood เปี่ยมด้วยอุดมการณ์ชอบช่วยเหลือผู้อื่น แถมใส่หน้ากากสีแดงเพื่อปกปิดตนเองมิให้ใครล่วงรับรู้

“บังเอิญผมไปดูหนัง ที่วังบูรพา เขาฉายหนังเรื่อง โจรย่องเบา นักย่องเบามันปีนป่ายเก่ง ต่อสู้เก่ง แต่พอมาขโมยอะไรใคร มันจะขโมยให้เจ้าของรู้ด้วย นี่ก็เป็นเสน่ห์ คือพระเอกจะตราหน้าว่าเอ็งทำชั่วมากๆ ข้าก็จะเอาของรักของเอ็ง เจ้าของทรัพย์สินก็เตรียมตัวป้องกันเต็มที่ แต่มันก็ขโมยจนได้ แล้วทิ้งนามบัตรไว้ ผมดูแล้วมันได้ไอเดีย จึงมาสร้างตัวละครแบบนี้บ้าง คือเป็นโจร แต่อีกหน้ากากหนึ่งเป็นนักธุรกิจ”

– เศก ดุสิต

สร้างเรื่องราวในทำนองคล้ายคลึงกัน เลือกนกอินทรีเป็นสัญลักษณ์ เพราะถือว่าเป็นสัตว์ปีกมีอำนาจน่าเกรงขามที่สุดบนฟากฟ้า และพื้นหลังก็มักนำเสนอสภาพปัญหาทางสังคม ความทุจริตคอรัปชั่นโกงกิน การตัดไม้ทำลายป่า ล้วนเป็นสิ่งที่กฎหมาย/ตำรวจ มิอาจเอื้อมมือเข้าช่วยเหลือได้ถึงทัน

“ใจผมรักคำว่าอินทรี คือเอาละ สิงโตก็เป็นเจ้าป่า แต่ผมว่าเอามาทำหน้ากากมันดูไม่สวย สู้อินทรีสยายปีกไม่ได้ ผมก็ลองวาดรูปเล่น ๆ ออกแบบดู พอออกมาก็ชอบใจ ผมว่าสัญลักษณ์นี้มันมีความหมายดี มีผลกับความรู้สึกคนมาก ไม่งั้นใครต่อใครคงไม่เอาไปเป็นสัญลักษณ์กันไปทั่วแบบปัจจุบันนี้”

เขียนครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๙๘ วางตลาดเป็นนิยายปกอ่อน ๖ ฉบับจบ ของสำนักพิมพ์อักษรสมิทร์ โดยแต่ละฉบับจะใช้ชื่อชุดตามเหตุการณ์สำคัญภายในเล่มคือ อินทรีแดง, เล็บมังกร, กุหลาบดำ, ชาติทมิฬ, มัจจุราชคำรณ และมังกรกระเจิง จากนั้นเมื่อตอนรวมภาค เลยเลือกใช้ชื่อ มังกรขาว (ชื่อขบวนก่อการร้ายของเรื่อง) ตีพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๙๙ ถือเป็นภาคแรกของอินทรีแดง

“ผมก็เลยสร้างอินทรีแดงขึ้นมา เป็นตอนแรก ตอนสอง ตอนสาม โอ๊ย เรียกว่าระเบิด! พิมพ์หนึ่งหมื่นเล่มต่อตอน เหลือสักประมาน 10% จาก คมณ์ พยัคฆราช ผมเปลี่ยนชื่อพระเอกเป็น โรม ฤทธิไกร”

เกร็ด: ชื่อพระเอก โรม ฤทธิไกร ว่าไปก็คล้ายๆ Rock Hudson

ด้วยความนิยมอันล้มหลาม บีบบังคับให้ เศก ดุสิต ต้องกลับเขียนภาคต่อ พรายมหากาฬ (พ.ศ. ๒๕๒๐), จ้าวนักเลง (พ.ศ. ๒๕๐๑), ปีศาจดำ (พ.ศ. ๒๕๐๒) ฯ ไปเรื่อยๆจนกระทั่งภาคสุดท้าย เลิกเขียนหลังจาก มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิต ตุ๊กตาเริงระบำ (พ.ศ. ๒๕๑๓)

เศก ดุสิต เป็นคนหวงนวนิยายของตนเองมาก ความสำเร็จอันล้นหลามของอินทรีแดง ทำให้มีผู้สร้างภาพยนตร์ภาพยนตร์หลายรายเข้ามาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เกิดขึ้น จนกระทั่ง…

“ยอมรับว่าค่อนข้างหวง เพราะคนที่จะเล่นเป็นอินทรีแดง ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาเล่นก็ได้ แต่ต้องมีบุคลิกที่รับกับบทประพันธ์ที่วาดไว้ ตอนนั้นมีคนมาขอซื้อหลายราย แต่ผมหวงตัวละครนี้มาก จะถามว่าใครจะเป็นอินทรีแดง มีรายหนึ่งเขาบอกว่าจะให้ ไชยา สุริยัน เล่น ผมก็บอกว่าเอาไว้ก่อนแล้วกัน คือคิดว่ายังไม่เหมาะ ทั้งที่ตอนนั้นไชยากำลังดังมากๆ แต่ก็ไม่ให้ มีอีกเจ้าหนึ่งเขาก็มาติดต่อ ก็ถามแบบเดิม เขาบอกว่าจะให้ มิตร ชัยบัญชา เล่น ผมก็บอกว่าคนที่เล่นเรื่องชาติเสือนะหรือ เขาก็บอกใช่ บอกว่าจะพามาให้ดูตัว

ตอนนั้นมิตรยังไม่ดังเลย วันที่มาผมมองเขา ตั้งแต่ประตูบ้าน ดูท่าทางการเดิน บุคลิก การพูดการจา และเขาทำให้เห็นว่าเขาอ่าน เขารู้จักตัวละครนี้นะ ผมก็มองว่าบุคลิกได้ ซึ่งคนที่จะเล่นอินทรีแดงต้องสวมหน้ากาก มันต้องรับกับหน้า ผมก็เลยบอกเขาไปว่า เอาล่ะ ‘คุณคืออินทรีแดงของผม’ ก็ยกให้เขาไปทำ แต่ตอนทำก็กลับเบนเรื่อง มาขอเอาตอนใหม่ไปทำคือจ้าวนักเลง ก็ถือว่าเป็นเรื่องแรกที่แจ้งเกิดเต็มตัวให้กับมิตรเขา?”

มิตร ชัยบัญชา ชื่อจริง พันจ่าอากาศโทพิเชษฐ์ พุ่มเหม (พ.ศ. ๒๔๗๗ – ๒๕๑๓) พระเอกอันดับ ๑ ตลอดกาลของเมืองไทย เกิดที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี บิดาเป็นตำรวจชั้นประทวน มารดาเป็นแม่บ้าน ทั้งคู่แยกทางกันตั้งแต่เขายังเล็กๆ จึงมีชื่อว่า บุญทิ้ง โตขึ้นไปบวชเพณที่ วัดท่ากระเทียม ติดสอยห้อยตามหลวงพ่อและอาศัยข้าวก้นบาตร ประทังชีพ, เมื่อเรียนมัธยมก็ได้ทำงานรับจ้างหลากหลาย หัดชกมวยจนคว้าเหรียญทองรุ่นไลท์เวท สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ, จังหวัดนครราชสีมา เพื่อนสนิท จ่าโทสมจ้อย เห็นรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลาเอาการ ท่าทางบุคคลิกดีอ่อนโยน เลยส่งรูปแนะนำตัวให้กับ กิ่ง แก้วประเสริฐ จนได้กลายเป็นพระเอกหนังเรื่องแรก ชาติเสือ (พ.ศ. ๒๕๐๑) จากบทประพันธ์ของ เศก ดุสิต กำกับโดย ประทีป โกมลภิส ประกบกับนางเอกมีชื่อถึง ๖ คน อาทิ เรวดี ศิริวิไล, นัยนา ถนอมทรัพย์, ประภาศรี สาธรกิจ, น้ำเงิน บุญหนัก ฯ ทำรายได้กว่าแปดแสนบาท ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากของสมัยนั้น

ผลงานลำดับที่สอง จุดเริ่มต้นจาก มิตร ได้อ่านนวนิยาย อินทรีแดง ณ บ้านของ รังสรรค์ ตันติวงศ์ (ผู้อำนวยการสร้าง ชาติเสือ) เกิดความหลงใหลชื่นชอบ แสดงเจตจำนงค์ต้องการรับบทบาทดังกล่าว นำความไปคุยกับ เศก ดุสิต เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์ พบเจอพูดคุยถูกชะตา เลยยินยอมมอบโอกาสครั้งสำคัญนี้ให้ ผลลัพท์ประสบความสำเร็จล้นหลาม ทำรายได้ถล่มทลาย กลายเป็นพระเอกขวัญใจมหาชนนับแต่บัดนั้น และมีภาคต่อตามมาทั้งหมด ๖ ภาค
– จ้าวนักเลง (พ.ศ. ๒๕๐๒) กำกับโดย รังสรรค์ ตันติวงศ์, ประทีป โกมลภิส, นางเอกคือ อมรา อัศวนนท์
– ทับสมิงคลา (พ.ศ. ๒๕๐๕) กำกับโดย วิน วันชัย, นางเอกคือ อมรา อัศวนนท์
– อวสานอินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๐๖) กำกับโดย เนรมิต, นางเอกคือ เพชรา เชาวราษฎร์
– ปีศาจดำ (พ.ศ. ๒๕๐๙) กำกับโดย ส.อาสนจินดา, นางเอกคือ เพชรา เชาวราษฎร์ ** น่าจะเป็นภาคเดียวที่ไม่ประสบความสำเร็จ
– จ้าวอินทรี (พ.ศ. ๒๕๑๑) กำกับโดย ฉลอง ภักดีวิจิตร (ใช้ชื่อ ดรรชนี), นางเอกคือ พิศมัย วิไลศักดิ์
– อินทรีทอง (พ.ศ. ๒๕๑๓) กำกับโดย มิตร ชัยบัญชา, นางเอกคือ เพชรา เชาวราษฎร์

เกร็ด: ในบรรดาทั้ง ๖ เรื่อง มีหลงเหลือหารับชมได้ถึงปัจจุบันเพียง อวสานอินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๐๖), จ้าวอินทรี (พ.ศ. ๒๕๑๑) และ อินทรีทอง (พ.ศ. ๒๕๑๓)

ความสำเร็จอันล้นหลามของ มิตร ชัยบัญชา ทำให้เริ่มครุ่นคิดหาความท้าทาย ทดลองทำอะไรใหม่ๆ เริ่มจากก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ของตนเอง, ลงรับสมัครการเมือง (แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง), แบ่งคิวไปโกอินเตอร์ ยังญี่ปุ่น ปีนัง ฮ่องกง, สร้างโรงหนังไทยโดยเฉพาะ, และที่สุดคือต้องการกำกับภาพยนตร์ ซึ่งก็ได้เลือก อินทรีทอง เพราะความคุ้นเคยในตัวละครและเรื่องราวอย่างที่สุด

นำความไปคุยกับ เศก ดุสิต ซึ่งก็ยินยอมขายลิขสิทธิ์ อินทรีทอง ที่ขณะนั้นยังเขียนไม่เสร็จด้วยซ้ำ ร่วมออกกองถ่าย และพูดคุยกันทุกเย็นเพื่อเตรียมบทวันรุ่งขึ้น

“เรื่องนี้มิตรเขากำกับการแสดงเองเป็นเรื่องแรก ผมก็ต้องนั่งเขียนบทในบังกะโล โดยทุกๆ เย็นมิตรเขาจะเข้ามาเอาบท มาปรึกษา พอตอนเช้าก็ไปถ่ายต่อ ทีนี้เขาเป็นผู้กำกับการแสดง เขาก็มีสิทธิที่จะแก้บทได้เหมือนกัน เราก็ไม่รู้ เขาก็ไปเพิ่มฉากโหนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นความประมาท ถ้าเขาไม่ประมาทก็ไม่เป็นไร ก็ถึงคราว ผมก็ได้แต่เสียใจ ก็ถือว่าปิดตำนานอินทรีแดง คือจบเลย ปิดฉาก ผมก็ไม่เขียนต่อแล้ว”

reference: https://movie.mthai.com/movie-news/73812.html
reference: https://mumdochata.blogspot.com/2013/03/blog-post_24.html

โรม ฤทธิไกร (มิตร ชัยบัญชา) อินทรีแดงตัวจริง ที่เคยตั้งใจล้างมือออกจากวงการปราบปรามคนชั่ว จำต้องเปลี่ยนมาสวมหน้ากาก อินทรีทอง เพื่อติดตามไล่ล่า ภูวนาท (ครรชิต ขวัญประชา) อินทรีแดงตัวปลอม ที่ออกมาสร้างความสับสนวุ่ยวานให้กับบ้านเมือง และโรมยังต้องกวาดล้างเหล่าร้ายไผ่แดงที่มีบาคิน (อบ บุญติด) เป็นหัวหน้า มีพลังพิเศษสามารถแยกกายและจิตออกจากกันได้

ก่อนหน้าที่ เศก ดุสิต จะเขียนอินทรีคืนรัง (ชื่อภาคที่เป็นต้นฉบับของ อินทรีทอง) ก่อนหน้านี้คืออวสานอินทรีแดง โรม ประกาศกร้าวเมื่อจบงานนั้นจะขอล้างมือ ยุติหน้าที่ปราบอธรรม (จริงๆคงคือ เศก เริ่มไม่อยากจะเขียนแล้ว ก็เลยหาทางตัดจบให้อินทรีแดง แต่ก็มิอาจทำได้สำเร็จ) แต่แล้วประเทศไทยต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากการแพร่ขยายอิทธิพลเข้ามาของพรรคคอมมิวนิสต์, คดีฆาตกรรมอันชวนพิศวง และยังใครคนหนึ่งปลอมตัวเป็นอินทรีแดง ทำให้ชื่อเสียงปราบอธรรมอันโด่งดังที่ตนสร้างขึ้นมาแปดเปื้อน เลยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องหวนกลับมา เพื่อไม่ให้ผิดสัญญาเคยให้ไว้ เลยสวมหน้ากากอินทรีทองแทน

มิตร ขณะสวมบท โรม ฤทธิไกร เป็นคนพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ สำมะเลเทเมาหัวราน้ำ สร้างความรำคาญให้ผู้อื่นไปทั่วทุกสารทิศ แถมยังปอดแหกชอบหลบหลังผู้หญิง เวลาภัยมาก็มักวิ่งหนีหางจุกตูดเป็นคนแรกเสมอ … เพื่อกลายร่างเป็นอินทรีแดง นักปราบอธรรมเลื่องชื่อ เก่งกาจด้วยทักษะฝีมือ หมัดมวย ยิงปืนแม่น ทั้งยังเฉลียวฉลาดรอบรู้ ปณิธานไหวพริบเป็นเลิศ สามารถเอาชนะผู้ร้าย หนีรอดจากตำรวจได้ทุกครา

ทำไมถึงเลือกสีทอง? แดงคือสีเลือด ความรุนแรง ขัดแย้ง แก้แค้น ความตาย แต่ทองนั้นตรงกันข้าม ออกเหลืองอร่าม แห่งธรรมะ ความสงบสุข ล้ำค่า ด้วยเหตุนี้เลยสามารถนำมาข่มขวัญศัตรูที่ปลอมเป็นตนเอง ราวกับเจอบุคคลผู้มีคุณธรรมจิตใจเหนือกว่า

เพราะความที่ต้องทุ่มเทเวลาให้กับการกำกับ ทำให้ในเรื่องการแสดงแทบไม่มีอะไรให้กล่าวถึง มิตรก็คือมิตร มิตรคือโรม มิตรคืออินทรีแดง(และทอง) นำตัวเองสวมใส่ลงไปในบทบาท แค่นั้นก็ดูเป็นธรรมชาติ มิได้ต้องปรุงปั้นแต่งอะไรให้เกินเลยแตกต่าง

การถ่ายทำเกือบสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจนถึงฉากสุดท้าย ณ หาดดงตาล พัทยาใต้ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ หลังจากอินทรีทองปราบปรามผู้ร้ายเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว กำลังพยายามหลบหนีตำรวจ ใช้วิธีห้อยโหนบันไดเชือกจากเฮลิคอปเตอร์ ประกาศก้องให้โลกรับรู้ว่า ข้าคืออินทรีแดงตัวจริง! แล้วถึงบินหายลับจากไป เพื่อความสมจริงและความไม่พร้อมของเสื้อผ้านักแสดงแทน มิตรเลยตัดสินใจแสดงฉากนี้ด้วยตัวเอง แต่ความผิดพลาดทางเทคนิคที่ไม่มีใครล่วงรู้ คาดกันว่าสาเหตุจากแรงกระตุกของเครื่องขณะบินขึ้น โดยที่มิตรก็ไม่ได้ขาเหยียบบนบันได ต้องห้อยโหนตัวด้วยมือเพียงอย่างเดียว จากความสูงประมาณ ๓๐๐ ฟุต ตกลงมากระแทกพื้น ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลศรีราชา แต่ก็สายเกินไปแล้ว ผลการชันสูตรยืนยันว่า เสียชีวิตทันที ร่างกายกระดูกแหลกเหลว ประมาณเวลาสิ้นลม ๑๖.๑๓ น. ขณะอายุเพียง ๓๖ ปี

เกร็ด: บริเวณที่ มิตร ตกลงมาเสียชีวิต ณ หาดดงตาล พัทยาใต้ ได้มีการสร้างศาลมิตร ชัยบัญชา ตรงข้ามสำนักงานสรรพากร หลังโรงแรมจอมเทียนปาล์มบีช และมีการตั้งชื่อซอยมิตร ชัยบัญชา หรือพัทยาซอย ๑๗ บนถนนเทพประสิทธิ์ อีกด้วย

ร่างของ มิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศล วัดแคนางเลิ้ง แต่มีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมงานหลายหมื่นคน จนพื้นที่ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องย้ายไปตั้งบำเพ็ญกุศล วัดเทพศิรินทร์ ประมาณผู้เข้าร่วมงานกว่าสามแสนคน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงกับออกปากว่า

“เป็นงานศพของสามัญชน ที่มีคนมาร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์(ไทย)”

ครรชิต ขวัญประชา (เกิด พ.ศ. ๒๔๘๓) นักแสดง ผู้กำกับชาวไทย เกิดที่จังหวัดสมุทรสงคราม จบการศึกษาโรงเรียนวัดเทพประสิทธิ์คณาวาส ย้ายมาอยู่กับน้าทำงานรถไฟสายปากน้ำ-กรุงเทพฯ ทว่าต่อมารถไฟสายนี้ถูกยุบ จึงหันเหไปเป็นนายตรวจรถเมล์สายปากน้ำ กระทั่งเกณฑ์ทหาร รับใช้ชาติทหารเรือ ประจำกรมการขนส่ง ออกมาทำงานอยู่ที่กรมการพัฒนาการแห่งชาติ

“ผมเป็นทหารเรืออยู่กับท่านนายพล แล้วท่านนายพลมีลูกชายเป็นนักวิชาการพิเศษอยู่ที่สำนักงานวิชาการและวางแผน กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ โดยผู้อำนวยการสำนักวิชาการและวางแผนคือ ดร.อำนวย วีรวรรณ ซึ่งตอนนั้น คุณพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทำงานอยู่ที่นี่ประมาณปีกว่าๆ พอดี พี่ศักดา ธงชัย มาหาเพื่อนที่สำนักงานวิชาการฯ แล้วเจอผมก็บอกว่า น้องๆ ไปเล่นหนังกันไหม จริงๆ ใจเราก็ชอบ เลยตกลงที่จะเล่น”

ผลงานเรื่องแรก นักเลงพันมือ รับบทพระเอกประกบ กรุณา ยุวากร แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ผู้สร้างเลยชักชวนให้รับบทตัวรอง อกธรณี (พ.ศ. ๒๕๑๒) ของผู้กำกับ เชิด ทรงศรี, ร่วมงานกับ มิตร เรื่อง พระจันทร์แดง (พ.ศ. ๒๕๑๓) กำกับโดย เนรมิตร ซึ่งคงถูกตาเลยชักชวนให้มาเป็นตัวร้าย/พระรอง อินทรีแดงตัวปลอม ในผลงานโด่งดัง อินทรีทอง (พ.ศ. ๒๕๑๓)

ภูวนาท หนุ่มไฟแรงที่มีความตั้งใจ ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นสังคมนิยม ระบอบคอมมิวนิสต์ วางแผนการชั่วร้ายต่างๆมากมาย ตั้งโรงงานผลิตอาวุธ และแอบปลอมตัวเป็น อินทรีแดง กำจัดบุคคลผู้พยายามคิดคดทรยศต่อองค์กรของตน

ใบหน้าของ ครรชิต มีมาดตัวร้าย ที่ว่าไปก็คล้ายคลึงกับ มิตร อยู่นิดหน่อย ร่างกายบึกบึนกำยำเทียบเท่า ถ้าได้ต่อสู้กันแบบจริงๆจังๆคงสนุกไม่น้อย แต่ตอนท้ายดันเป็น Anti-Climax ไปเสียอย่างนั้น (มีอีกฉากบู๊ คือตอนโดน เพชรา ทุ่มลงพื้น สลบไสลสิ้นสภาพ)

หลังจากหนังเรื่องนี้ ครรชิต กลายเป็นเงาของ มิตร อยู่ช่วงขณะหนึ่ง สวมบทบาทแทนหลายๆเรื่อง(ที่ มิตร ตอบตกลงรับแสดง) จนกระทั่งเริ่มสร้างชื่อให้กับตนเอง สุภาพบุรุษเสือใบ (พ.ศ. ๒๕๑๔) เห็นว่าได้พบเจอเสือใบตัวจริงด้วย!

อบ บุญติด นักแสดงอาวุโสชาวไทย เริ่มชีวิตการแสดงจากเล่นจำอวด กับคณะนายทิ้ง มาฬมงคล ในหนังเงียบทดลองของพี่น้องวสุวัต พ.ศ. ๒๔๗๓, ต่อมาเป็นนักแสดงละครเวที ร่วมกับ ดอกดิน กัญญามาลย์ ,มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ฯ ตามด้วยวงการภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ พันท้ายนรสิงห์ (พ.ศ. ๒๔๙๓), เชลยศักดิ์ (พ.ศ. ๒๕๐๒), เงิน เงิน เงิน (พ.ศ. ๒๕๐๘), เกาะสวาทหาดสวรรค์ (พ.ศ. ๒๕๑๒), อินทรีทอง (พ.ศ. ๒๕๑๓) ฯ

รับบท บาคิน หัวหน้าใหญ่ของกลุ่มไผ่แดง คอมมิวนิสต์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย ด้วยวิธีการสะกดจิต ล้างสมอง เปลี่ยนแปลงความคิดอ่านของผู้คน ให้สนองนโยบายอุดมคติขององค์กรตนเอง

ภาพลักษณ์อาวุโสของ อบ บุญติด เป็นวายร้ายที่ดูโหดโฉดชั่ว อันตราย แถมมีพลังเหนือธรรมชาติ ยากนักจะมีใครสามารถต่อกร แต่ก็มิอาจรอดพ้นไหวพริบอันเฉลียวฉลาดของอินทรีแดงทอง ดันโง่บรมที่เก็บหัวใจสำคัญไว้ในตู้เซฟ แทนจะนำไปซ่อนไว้ใต้ทะเลลึกแบบ Davy Jones เช่นนั้นคงไม่มีใครต่อสู้เอาชนะได้แน่

ความสามารถพิเศษของ บาคิน มีลักษณะเป็นเชิงสัญลักษณ์ ถอดจิตคือมาด้วยอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ พยายามเปลี่ยนแปลงแนวคิดทัศนคติ ล้างสมองชนชาวไทยผู้สูญเสียประโยชน์(จากประชาธิปไตย) ให้หันมาฝักใฝ่ระบอบสังคมนิยม ซึ่งความพ่ายแพ้คือการทำลายหัวใจ ชี้ให้นักศึกษา/ประชาชนที่หนีเข้าป่า พบเห็นตัวตนแท้จริง/ความชั่วร้ายของชนชั้นผู้นำคอมมิวนิสต์ อ้างว่าทุกคนเสมอภาคเท่าเทียม แต่ไฉนกลับมีพวกได้รับอภิสิทธิ์เหนืออุดมการณ์ปากอ้างไว้

ถ่ายภาพ/ตัดต่อโดย วิเชียร วีระโชติ ตากล้อง/ผู้กำกับ/อำนวยการสร้างภาพยนตร์ เคยคว้ารางวัลตุ๊กตาทอง สาขาถ่ายภาพ (16mm) ถึงสองครั้งจาก ศรีปราชญ์ (พ.ศ. ๒๕๐๐) และ เกล็ดแก้ว (พ.ศ. ๒๕๐๑)

แต่เรื่องนี้ถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35mm สี Eastmancolor ขนาด Super CinemaScope (2.35:1) และใช้การพากย์เสียงทับหลังการถ่ายทำ

ไดเรคชั่นการถ่ายภาพ เน้นความอลังการงานสร้างในแง่ปริมาณ เฮลิคอปเตอร์ เรือรบ อาวุธปืน ตัวประกอบโจร-ตำรวจ และ Visual Effect ซ้อนภาพ เพื่อแสดงความสามารถอันเหนือธรรมชาติของศัตรูตัวร้าย

สิ่งหนึ่งที่ต้องชม หนังใช้ประโยชน์จากขนาดความกว้างยาวของ Super CinemaScope ได้เป็นอย่างดี จัดวางตำแหน่งนักแสดงให้อยู่ในกรอบอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่จำต้องขยับเคลื่อนไหว แพนนิ่ง บ่อยครั้งให้วุ่นวาย และขณะเผชิญหน้าสองฝ่าย ให้พวกเขายืนสุดขอบซ้าย-ขวา สร้างระยะห่างให้กันก่อนเข้าปะทะต่อสู้

ตำรวจ vs. กลุ่มโจร เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมาก ทั้งๆพวกอยู่บนบกควรเป็นฝ่ายได้เปรียบ มีการเตรียมการทั้งระเบิด ปืนกล ที่หลบซ่อนกำบังพร้อม ขณะที่อีกฝ่ายยกพลขึ้นพบ กำลังน่าจะน้อยกว่า หลุมหลบภัยก็ไม่มี แต่กลับสามารถต่อกร ไล่ต้อน บดขยี้เอาชนะ นี่ไม่มีทางเกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงอย่างแน่นอน!

ด้วยความที่ มิตร ไม่ทันมีชีวิตอยู่ในช่วงการตัดต่อ เลยมิอาจรู้ได้ว่านี่คือความตั้งใจจริงเลยหรือเปล่า (ดูแล้วคงตัดต่อตามบทหนังเสียมากกว่า) ทำให้ผลลัพท์ออกมาค่อนข้างเร่งรีบร้อน รวบรัดตัดตอน กระโดดไปมา สับสนวุ่นวายพอสมควร

หนังไม่ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองใครเป็นพิเศษ มักสลับไปมาระหว่าง อินทรีทอง ตำรวจ และฝ่ายผู้ร้าย โดยจะค่อยๆเปิดเผยแผนการ/วิธีการ ทีละเล็กละน้อย เพื่อสร้างความน่าติดตามให้ทวีขึ้นเรื่อยๆ

เพลงประกอบโดย ชาลี อินทรวิจิตร, สมาน กาญจนะผลิน, สมโภชน์ ล้ำพงษ์ ทั้งสามคือนักร้อง/แต่งเพลง ลูกกรุง แต่ไฉนบทเพลงที่ได้ยินส่วนใหญ่กลับเป็นแนวสากล ผสมเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ฟังดูล้ำยุคล้ำสมัย สร้างบรรยากาศอันตื่นเต้นเร้าใจ แต่หลายครั้งก็มากล้นเกินไปจนเกิดความน่ารำคาญอยู่ไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือมันไม่มีเพลงประกอบติดหู หรือ Main Theme อันจะเป็นสัญลักษณ์ของอินทรีแดง งานเพลงทำหน้าที่เพียงขับเน้นอารมณ์ความบันเทิงให้กับฉากนั้นๆ ถึงมีความแปลกใหม่ แต่กลับไม่ค่อยน่าจดจำเสียเท่าไหร่

ศัตรูของอินทรีแดง ครานี้ต้องต่อสู้กับตัวเอง! หรือคือความฝักใฝ่ทางการเมือง ซ้าย-ขวา ประชาธิปไตย-คอมมิวนิสต์ เป็นสิ่งที่เราต้องเป็นคนเลือกข้างใดข้างหนึ่ง เอาจริงๆไม่มีฝั่งไหนถูก-ผิด แต่โลกทัศนคติของผู้คนสมัยนั้น สาดโคลนเทสีให้คอมมิวนิสต์คือศัตรูผู้ชั่วร้าย ประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองดีที่สุดในโลก!

เลยไม่แปลกที่ อินทรีแดง(ตัวจริง) จะเลือกฝักใฝ่ ประชาธิปไตย ต่อสู้จัดการขับไล่เอาชนะ ศัตรูผู้ร้ายคอมมิวนิสต์ นี่ถือเป็นลักษณะการ ‘ชวนเชื่อ’ แบบหนึ่ง แสดงทัศนคติของผู้เขียนและผู้สร้าง เมื่อครั้นประเทศชาติกำลังถูกคุกคามโดยเภทภัยจากภายนอก วันเสียงปืนแตก ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ วันแรกที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ใช้อาวุธโจมตีกองกำลังรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก ณ บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม

ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทย กับพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทย สร้างความว้าวุ่นวายให้กับคนในชาติเป็นอย่างมาก ลูกหลาน/นักศึกษา/ประชาชน/ญาติพี่น้อง หลายคนมุ่งสู่ป่าเพื่อสมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ถูกล้างสมองเปลี่ยนแปรพักตร์ ให้เป็นปรปักษ์กับคนไทยส่วนมากที่ไม่ยินยอมรับเห็นด้วยส่งเสริมสนับสนุน กระทั่งถึงจุดแตกหักพ่ายแพ้ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ บรรดาแกนนำทั้งหลายต้องหนีไปอยู่ป่า กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๓ รัฐบาลพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ได้ออกคำสั่ง ๖๖/๒๓ นิรโทษกรรมแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ถือเป็นอันสิ้นสุดการรุกรานสงครามเย็นในประเทศไทย

ในชีวิตจริง ประเทศไทยเรามีบุคคลผู้คือ อินทรีแดง/ทอง ในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพียงแต่ว่าท่านผู้นี้กลับมิได้ใช้กำลังความรุนแรงต่อสู้ห่ำหั่นแม้แต่น้อย แค่เพียงคำสั่งสุดมึน! ขณะนั้นไม่มีใครล่วงรู้เข้าใจว่าคืออะไร สร้างเขื่อน? แต่เมื่อสำเร็จเสร็จน้ำเข้าเต็มเขื่อน ฐานที่มั่นของคอมมิวนิสต์บนเทือกเขาเหล่านั้นก็อยู่ไม่ได้ จำต้องอพยพออกไปโดยทันที บอกถึงขนาดนี้หลายคนคงคาดเดาได้ ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ไม่ต่างอะไรกับอินทรีทองตัวจริง ต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์โดยมิได้ใช้กำลังหรือเปิดเผยตัวตนเองแม้แต่น้อย!

“เราไม่ได้ต่อสู้กับประชาชน เราต่อสู้กับความอดอยากหิวโหย เราปรารถนาให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าประชาชนเหล่านี้มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกฝ่ายที่ท่านเรียกว่าคอมมิวนิสต์ ก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน ทุกๆคนต่างก็จะมีความสุขทั้งหมด”

– พระราชดำรัส ต่อนักข่าวต่างประเทศ

อินทรีทอง ออกฉายครั้งแรก ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ที่โรงภาพยนตร์ เพชรรามา แต่กลับไม่ทำเงินและลาโรงไปอย่างเงียบๆ คงเพราะแฟนๆไม่มีใครกล้าดูตอน มิตร โหนเฮลิคอปเตอร์แล้วตกลงมา

จุดเปลี่ยนของวงการภาพยนตร์ไทย อันเกิดจากการสูญเสีย มิตร ชัยบัญชา เท่าที่ผมศึกษาค้นคว้า มีด้วยกัน ๒ เหตุการณ์ใหญ่ๆ
๑. เพราะนายทุนสร้างหนัง สูญเสียบ่อเงินบ่อทอง รายได้หลักมหาศาลจากชื่อเสียงอันโด่งดังของมิตร เป็นเหตุให้ต้องรีบเร่งปั้นหานักแสดงหน้าใหม่เข้าวงการ อาทิ กรุง ศรีวิไล, ไพโรจน์ ใจสิงห์, สรพงศ์ ชาตรี, ยอดชาย เมฆสุวรรณ, นาท ภูวนัย ฯ
๒. สองผลงานสุดท้ายของ มิตร คือ มนต์รักลูกทุ่ง และ อินทรีทอง ต่างถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35mm ซึ่งขณะนั้นเริ่มมีราคาถูกกว่าฟีล์ม 16mm (เพราะตะวันตกเลิกผลิตกันแล้ว!) กลายเป็นกระแสให้ผู้สร้างหนังอื่นๆ จำต้องปรับเปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัฒน์

“เขาเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือคน เอาใจใส่คนอื่น ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยได้กับทุกคน ไม่มีมาด ไม่ถือตัว…ตรงนี้แหละที่ทำให้เขายังเป็นพระเอกตลอดกาล ยังไม่ตายไปจากใจแฟนๆ จนถึงวันนี้”

– เพชรา เชาวราษฎร์ พูดถึง มิตร ชัยบัญชา

นักข่าวสัมภาษณ์ถาม เศก ดุสิต ทำไมอินทรีแดงถึงยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำคนไทยได้นานขนาดนี้?

“ผมว่าอินทรีแดงเป็นตัวแทนของสัญลักษณ์บางอย่าง เป็นตัวแทนจิตใจของคนที่อึดอัดกับภาวะที่มีคนร้าย มีการทำผิดกฎหมาย แล้วทางการทำอะไรไมได้ ให้อินทรีแดงไปทำแทนให้ จุดนี้แหละที่มันอาจเป็นจุดที่ผ่อนคลายคนได้ เรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากมาย ผมว่าเป็นไปตามธรรมชาติของคนมากกว่า”

ส่วนตัวมอง อินทรีแดง คือสัญลักษณ์แทนวีรบุรุษแห่งสังคมไทย บุคคลผู้เมื่อพานพบอุปสรรคขวากหนาม ศัตรูผู้ร้ายที่คนธรรมสามัญยากจะต่อกรเอาชัย กำจัดทำลายมารสังคม นำพาประเทศชาติกลับคืนสู่ความสุขสงบร่มเย็น

หลังยุคสมัยของ มิตร ชัยบัญชา มีความพยายามดัดแปลงสร้าง อินทรีแดง อีกหลายครั้ง
– บินเดี่ยว (พ.ศ. ๒๕๒๐) กำกับโดย วิน วันชัย, รับบทโดย สิงหา สุริยง
– พรายมหากาฬ (พ.ศ. ๒๕๒๓) กำกับโดย ส.อาสนจินดา, รับบทโดย กรุง ศรีวิไล
– อินทรีผยอง (พ.ศ. ๒๕๓๑) กำกับโดย ก้อง กังวาน, รับบทโดย สรพงศ์ ชาตรี ขณะที่ จารุณี สุขสวัสดิ์ รับบทเป็นลูกสาวอินทรีแดง ลุกขึ้นมาสวมหน้ากาก ออกปราบอธรรมแทนพ่อ
– อินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๔๐) ละครโทรทัศน์ ฉายช่อง ๗, กำกับโดย ฉัตรชัย นาคสุริยะ, รับบทโดย เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์
– อินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๕๓) ทุ่มทุนสร้างกว่า ๑๕๐ ล้านบาท, กำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, นำแสดงโดย อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม
– อินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๖๒) ละครโทรทัศน์ ฉายช่อง ๗, กำกับโดย โอลิเวอร์ บีเวอร์, รับบทโดย อรรคพันธ์ นะมาตร์ ** เพิ่งประกาศสร้าง รายละเอียดยังไม่แน่นอน

น่าเสียดายที่ อินทรีแดง ยุคหลังๆ ขาดมนต์ขลังที่เป็นเสน่ห์จากนวนิยายต้นฉบับ/ภาพยนตร์ในยุคของ มิตร ชัยบัญชา ส่วนหนึ่งอาจเพราะ เศก ดุสิต ไม่ยินยอมเขียนต่อแล้ว และนักเขียนบทรุ่นใหม่ก็ตั้งใจจะธำรงไว้ซึ่งเรื่องราวต้นฉบับ มองข้ามบริบทสังคมในยุคสมัยปัจจุบันไปโดยสิ้นเชิง อินทรีแดง (พ.ศ. ๒๕๕๓) ทุ่มทุนมหาศาลแต่ผลลัพท์อะไรกัน ครึ่งๆกลางๆ มิกล้าพูดบอกต่อว่ารัฐบาลจากการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๔๙ เลี่ยงเบี่ยงเบนไปอะไรก็ไม่รู้ น่าสลดอดสูเสียจริง

มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ผมพอจะชื่นชอบ อินทรีทอง คือความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเรื่องราว ที่เหลือคือความน่าผิดหวัง พล็อตเต็มไปด้วยช่องโหว่ บทสรุปขาดความรัดกุม ดั้นด้น แถไถล หลายๆอย่างไม่สมเหตุสมผลในระดับยินยอมรับได้ ผู้ก่อการร้ายสากลข้ามชาติอยู่เต็มหาด จัดเต็มระเบิด อาก้า ปืนกล แต่ตำรวจไม่กี่สิบร้อย กลับสามารถยกพบขึ้นบกไล่ต้อนเอาชนะไปได้ซะงั้น!

การกำกับของ มิตร มีลักษณะเหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ร่ำเรียนรู้ศึกษาจากบรรดาผู้กำกับทั้งหลายที่เคยร่วมงาน นำส่วนดีของแต่ละคนมาปรับประยุกต์ใช้ มิได้เกิดจากการครุ่นคิด หรือค้นหาแนวทาง ‘เอกลักษณ์’ ของตนเอง ผลลัพท์ปรากฎในภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงขาดสิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของผู้กำกับ … แต่การจากไปของ มิตร ถือว่าได้เติมเต็มส่วนขาดหายนี้จนสมบูรณ์ ผู้ชมชาวไทยต่างซาบซึ้งด้วยธารน้ำตา สากลมองมาส่ายหัวไม่เข้าใจ ยูร้องไห้อะไรนี่ไม่ใช่หนังเศร้าสลดเลยสักนิด!

ใครเป็นแฟนๆ มิตร-เพชรา ชื่นชอบอินทรีแดง/ทอง การต่อสู้ระหว่างโจร-ตำรวจ คอมมิวนิสต์-ประชาธิปไตย แอ๊คชั่นอลังการ แฝงแนวคิดชวนเชื่อ ไม่ควรพลาดเลย

จัดเรต 13+ กับความโหดโฉดชั่วของตัวร้าย เมาปลิ้นหัวราน้ำ และคนตายเป็นเบือ

TAGLINE | “อินทรีทอง ผลงานกำกับ-แสดงนำ เรื่องสุดท้ายของ มิตร ชัยบัญชา ไม่ได้มีความน่าจดจำแต่กลับไม่มีคนไทยไหนลืมเลือน”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of