Yogoto no Yume (1933)

Yogoto no Yume (1933)

Every-Night Dreams (1933) Japanese : Mikio Naruse ♥♥♥♡

ความฝันของแม่เลี้ยงเดี่ยว อยากมีอาชีพการงานมั่นคง โหยหาใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิง การหวนกลับมาของสามีเหมือนจะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่ทว่า …

หลังจากสร้างภาพยนตร์มาเกือบจะยี่สิบเรื่องในระยะเวลา 3 ปี! Apart from You (1933) และ Every-Night Dreams (1933) คือสองผลงานแรกของผกก. Naruse ได้รับเลือกจากนิตยสาร Kinema Junpo ให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี อันดับ #4 และ #3 ตามลำดับ!

ในบรรดาหนังเงียบหลงเหลือถึงปัจจุบันของผกก. Naruse ผมครุ่นคิดว่า Every-Night Dreams (1933) น่าจะมีความลงตัวกลมกล่อม ลูกเล่นภาพยนตร์พอประมาณ เนื้อหาสาระใกล้เคียงผลงานยุคหลังๆ (Post-War) ดำเนินเรื่องอย่างเนิบนาบ ก่อนไคลน์แม็กซ์ระเบิดระบายอารมณ์อัดอั้น … แม้ผมไม่ได้ชื่นชอบตอนจบนัก แต่ก็อดชื่นชมในการสำแดงพลังอารมณ์อย่างคลุ้มคลั่ง

แซว: ถ้ายึดตามปฏิทิน Apart from You (1933) ออกฉายก่อน Every-Night Dreams (1933) แต่ทว่าสองเรื่องนี้ราวกับภาคต่อทางจิตวิญญาณ โดยภาคแรกคือ Every-Night Dreams (1933) [มารดายังสาว + บุตรชายยังเล็ก] แล้วติดตามด้วย Apart from You (1933) [มารดากลางคน + บุตรชายวัยรุ่น]


Mikio Naruse, 成瀬 巳喜男 (1905-69) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ในตระกูลซามูไร Naruse Clan แต่ครอบครัวมีฐานะยากจน แถมบิดาพลันด่วนเสียชีวิต จึงจำต้องต่อสู้ดิ้นรนกับพี่ชายและพี่สาว ตอนอายุ 17 สมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku ไต่เต้าจากลูกจ้าง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนัง(เงียบ)สั้นเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930)

โดยปกติแล้วผู้ช่วยผู้กำกับในสังกัด Shōchiku เพียงสามสี่ปีก็มักได้เลื่อนขั้น แต่ทว่า Naruse กลับต้องอดรนทนฝึกงานนานนับสิบปีถึงมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930) น่าเสียดายที่ผลงานระหว่าง ค.ศ. 1930-34 สูญหายไปเกือบหมดสิ้น หลงเหลือหนังเงียบเพียง 5 เรื่อง ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)

ผมไม่สามารถหารายละเอียดใดๆเกี่ยวกับ Every-Night Dreams (1933) เพียงระบุว่า Original Story: Mikio Naruse และดัดแปลงบทภาพยนตร์ Screenplay: Tadao Ikeda, นำเสนอเรื่องราวของแม่เลี้ยงเดี่ยว Omitsu (รับบทโดย Sumiko Kurishima) ทำงานพนักงานเสิร์ฟยังบาร์ริมท่าเรือแห่งหนึ่ง ด้วยความที่สามีทอดทิ้งไปเมื่อสามปีก่อน จำต้องฝากลูกน้อยไว้กับเพื่อนข้างห้อง เธอใฝ่ฝันอยากมีชีวิตดีขึ้น และโหยหาใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิง

แล้ววันหนึ่งสามี Mizuhara (รับบทโดย Tatsuo Saitō) หวนกลับมาบ้าน พยายามงอนง้อขอคืนดีภรรยา ช่วงแรกๆยังถูกขับไล่ ผลักไส ก่อนสุดท้ายสามารถคืนดีกันได้สำเร็จ ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่สามารถหาการหางาน แถมยังสำแดงความอิจฉาริษยาที่ต้องรับเงินภรรยา จนกระทั่งบุตรชายประสบอุบัติเหตุรถชน เขาจึงลักขโมยเงินมาเป็นค่ารักษา แต่เธอกลับปฏิเสธเงินสกปรก ตกอยู่ในความสิ้นหวัง ก่อนตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต


Sumiko Kurishima, 栗島すみ子 (1902-87) นักแสดงหญิงระดับซุปตาร์คนแรกของญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo วัยเด็กฝึกฝนการเต้นรำพื้นบ้านญี่ปุ่น ใช้ชื่อการแสดง Kakō Mizuki จากนั้นมีผลงานละคอนเวที ก่อนเข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1921 มีผลงานภาพยนตร์กว่าร้อยเรื่อง แต่ส่วนใหญ่สูญหายไปแล้ว หลงเหลือเรื่องเด่นๆ อาทิ Every-Night Dreams (1933), What Did the Lady Forget? (1937), Flowing (1956) ฯ

รับบทแม่เลี้ยงเดี่ยว Omitsu หลังถูกสามีทอดทิ้ง ทำงานยังบาร์ริมท่าเรือแห่งหนึ่ง เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันอยากมีชีวิตที่ดี โหยหาใครสักคนสามารถเป็นที่พึ่งพักพิง การหวนกลับมาของสามีไม่ได้ทำให้อะไรปรับเปลี่ยนแปลงไป แถมหลังจากเขาก่ออาชญากรรม และยังกระทำอัตวินิบาต เธอจึงสำแดงความโกรธ รังเกียจ อคติต่อบุรุษเพศทั้งหลาย

Kurishima แม้ในวัยสามสิบยังแจ๋ว มีความสวยสาว ดูราวกับยังบริสุทธิ์สดใส (Angel Face) แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ระทมทุกข์ทรมานใจ ไม่เคยอยากทำงานบาร์ แต่เพราะถูกสามีทอดทิ้ง/พึ่งพาอะไรไม่ได้ เลยจำต้องเสียสละตนเอง ทำทุกสิ่งอย่างเพื่อลูกน้อย เพียงเราสองแม่ลูกก็อยู่กันได้!

ใบหน้าของ Kurishima สมกับการเป็นนักแสดงระดับซุปตาร์ สามารถปรุงปั้นแต่ง ถ่ายทอดพลังอารมณ์ เดี๋ยวสุข-เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย ผู้ชมเกิดความสั่นไหว สงสารเห็นใจ โดยเฉพาะขณะระบายความอัดอั้น เกรี้ยวกราดโกรธสามีกระทำอัตวินิบาต แม้จะมีลูกเล่นภาพยนตร์เข้ามาผสมร่วม แต่การแสดงของเธอถือว่าทรงพลังไม่ด้อยกว่ากัน!

ผมแอบรู้สึกเสียดาย Kurishima ที่ผลงานส่วนใหญ่หายสาปสูญไปหมดแล้ว แถมหลังจากสตูดิโอ Shōchiku เลิกสร้างหนังเงียบ ดูเธอจะไม่ค่อยชอบใจหนังพูดเลยตัดสินใจเกษียณตัวออกจากวงการภาพยนตร์ ทุ่มเวลาให้กับโรงเรียนสอนเต้นรำ … แต่ยินยอมหวนกลับมารับเชิญเล่นหนัง Flowing (1956) ตามคำไหว้วานร้องขอของผกก. Naruse เป็นครั้งสุดท้าย!


Tatsuo Saitō, 斎藤 達雄 (1902-68) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Sagacho, Tokyo บิดาเป็นพ่อค้าขายข้าว แต่มีความหลงใหลด้านการแสดง ให้เงินทุนสนับสนุนคณะทัวร์การแสดงจนหมดเนื้อหมดตัว จำต้องย้ายบ้านไปอาศัยอยู่ Sotokanda การมาถึงของสื่อภาพยนตร์ ร่วมทุนเปิดโรงหนังที่ Asakusa ทำให้บุตรชายมีความหลงใหลคลั่งไคล้ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง โตขึ้นเริ่มจากเข้าร่วมสตูดิโอ Nikkatsu ก่อนย้ายมา Shochiko โด่งดังกับผลงาน Days of Youth (1929), Tokyo Chorus (1931), I Was Born, But… (1932), Every-Night Dreams (1933), Burden of Life (1935), What Did the Lady Forget? (1937), Ornamental Hairpin (1941) ฯ

รับบทสามี Mizuhara แม้รูปร่างสูงใหญ่ แต่ร่างกายกลับเปราะบาง เลยไม่สามารถใช้แรงงานหนัก จึงไม่มีใครอยากว่าจ้างงาน หลายปีก่อนเคยทอดทิ้งภรรยาและบุตร ตอนนี้ต้องการหวนกลับมาคืนดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตแม่ลูกดีขึ้นกว่าเดิม และพอบุตรชายล้มป่วย เลือกที่จะลักขโมยเงินทอง ก่อนตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ท้ายที่สุดตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต

ใครเคยรับชม I Was Born, But… (1932) ก็น่าจะมีภาพจำ Saitō คือนักแสดงตลก สามารถปั้นแต่งใบหน้าให้ดูขบขัน ภาพลักษณ์ของคนพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ เก่งแต่ปาก เลียแข้งเลียขานายจ้าง, Every-Night Dreams (1933) ตกต่ำถึงขนาดไร้งาน ไร้เงิน เอาตัวเองยังไม่รอด จำต้องเกาะแก่งลูกเมียกิน แทบจะสูญสิ้นความเป็นชาย

สังคมญี่ปุ่นสมัยก่อนบุรุษคือช้างเท้าหน้า การเกาะแก่งแมงดา/ภรรยาเลี้ยงดูถือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติ ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย นั่นทำให้ Mizuhara ที่อุตสาห์บากหน้า หวนกลับหาภรรยา เต็มไปด้วยความรู้สึกขัดแย้งภายใน ต้องการพิสูจน์ตัวเอง แต่จนแล้วจนรอด กลายเป็นหมาจนตรอก แล้วพอพอภรรยาปฏิเสธรับเงินสกปรก มันทำให้เขาตกอยู่ในความห่อเหี่ยวสิ้นหวัง ชีวิตไม่หลงเหลืออะไร เพียงหนทางออกสุดท้ายของชายผู้ขลาดเขลา


ถ่ายภาพโดย Suketarô Inokai, 猪飼助太郎 ผลงานเด่นๆ อาทิ No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933), Street Without End (1934), Introspection Tower (1941), Notes of an Itinerant Performer (1941), Ornamental Hairpin (1941) ฯ

งานภาพหนังอาจไม่ได้แพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์เหมือน Flunky, Work Hard! (1931) แต่มีลีลาการขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน โดยเฉพาะขณะเคลื่อนเข้าหาใบหน้าอย่างรวดเร็ว (คล้ายๆการซูมมิ่ง) เพื่อสร้างสัมผัสทางอารมณ์ ตัวละครเกิดความตระหนักถึงบางสิ่งอย่าง

  • คงไม่ได้พบเจอกันหลายวัน พอมารดาเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์ของเพื่อนบ้าน กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหาด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับบุตรชายแสดงอาการดีอกดีใจ คิดถึงใจจะขาด
  • ระหว่างเผชิญหน้าอดีตสามี กล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหาใบหน้าของ Omitsu ก่อนป่าวประกาศว่าชายคนนี้คือศัตรู! และตอนบุตรชายรับรู้ว่าชายคนนี้คือบิดา ก็มีการเคลื่อนเลื่อนกล้องเข้าหาใบหน้าของเขาเช่นกัน!
  • ในทิศทางกลับกันเมื่อตอนสามีกำลังจะจากไปจริงๆ กล้องเคลื่อนเลื่อนถอยหลังออกจากใบหน้าของ Omitsu เพื่อสื่อถึงการยกโทษให้อภัย อยู่ตัวคนเดียวเปล่าเปลี่ยวหัวใจ ต้องการใครสักคนสำหรับเป็นที่พึ่งพักพิว

เพื่อนข้างห้อง (รับบทโดย Mitsuko Yoshikawa) เมื่อตอนสอบถาม Omitsu ทำไมถึงไม่แต่งงานใหม่? ผู้ชายดีๆมีมากมาย? คำตอบของเธอออกไปในเชิงตัดพ้อ คนอย่างฉันคงไม่มีใครเอา ซึ่งการถ่ายภาพสะท้อนกระจก ด้วยมุมเอียงๆ (Dutch Angle) แสดงถึงความบิดเบี้ยว ปากไม่ตรงกับใจ … กล่าวคือเธอต้องการใครสักคนสำหรับเป็นที่พึ่งพักพิง แต่มันมีบทเรียนจากสามีคนเก่า รวมถึงบุตรชายที่ต้องเลี้ยงดูแล จึงไม่สามารถพูดบอกความต้องการออกไป

การหวนกลับมาของสามี ช่วงแรกๆ Omitsu พยายามขับไล่ ผลักไส ยืนหันหลัง เดินห่างออกไป มีช็อตหนึ่งที่เธอนั่งลงบริเวณเงามืด น่าเสียดายคุณภาพฟีล์มหนังได้แค่นี้ เลยพบเห็นเพียงลางๆว่าหญิงสาวหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบท่ามกลางความมืดมิด

ชวนระลึกนึกถึง Flunky, Work Hard! (1931) ที่มีฉากบุตรชายถูกรถไฟชน แล้วบิดาสำแดงอาการตื่นตกอกตกใจผ่านภาษาภาพยนตร์, มาคราวนี้ผมถือว่าผกก. Naruse มีลีลาการนำเสนอที่น่าสนใจยิ่งกว่า บิดาหยิบรถเด็กเล่นขึ้นมา วางบนโต๊ะ แล้วมันแล่นตกโต๊ะ ทันใดนั้นเด็กๆวิ่งกรูเข้าห้อง พูดบอกขึ้นขอความทีละคำ (เหมือนการหอบหายใจ) “Fumio…” “was hit…” “by a car!” จากนั้น Omitsu และ Mizuhara ต่างเดินเข้าหาหน้ากล้องอย่างเร่งรีบ ดูราวกับออกวิ่งสู่สถานที่เกิดเหตุ!

ปล. จริงๆก่อนหน้านี้มันมีฉากปักธง (Death Flag) ลูกฟุตบอลไหลมาถึงแท้บิดา ขณะกำลังจะส่งให้บุตรชาย ยกมือขึ้นห้าม หยุดรอรถวิ่งตัดหน้า เป็นบอกใบ้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นซ้ำสอง!

มุมกล้องนี้ผมแทบไม่เคยพบเห็นมาก่อนในหนังของผกก. Naruse ปรากฎขึ้นหลังจาก Mizuhara แสดงเจตจำนงค์ต้องการหาเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลบุตรชาย แต่ทว่า Omitsu กลับไร้ความเชื่อมั่นในตัวเขา ฉันเองจะขอรับผิดชอบทุกสิ่งอย่าง! … มุมก้มจากเบื้องบนนี้ ราวกับแรงกดทับจากเบื้องบน ทำให้ฝ่ายชายไม่สามารถลืมตาอ้าปาก แค่คำพูดยังรักษาไว้ไม่ได้ กลายเป็นคนต่ำต้อยด้อยค่า ชีวิตแทบจะไม่หลงเหลืออะไรอีกต่อไป

เริ่มต้นด้วยภาพเงาของ Mizuhara เป็นการบอกใบ้ว่ากำลังจะทำสิ่งชั่วร้ายบางอย่าง เอาจริงๆก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่องว่าเขาทำอะไรลงไป (หนังไม่ฉายให้เห็นขณะโจรกรรมอยู่แล้ว) เพียงการไล่ล่า-หลบหนี สังเกตว่าส่วนใหญ่ถ่ายภาพมุมเอียง (Dutch Angle) เพื่อสะท้อนถึงอาชญากรรม กระทำสิ่งบิดๆเบี้ยวๆ ไม่ใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสม

ย้อนรอยกับตอนเด็กๆแจ้งข่าวอุบัติเหตุของ Fumio, คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ เปิดประตูเข้ามา (ตอนเด็กๆเห็นแค่รองเท้า แต่ผู้ใหญ่พบเห็นใบหน้า) พูดจากระอึกกระอักคล้ายๆกัน “Your husband…” “He drowned himself.” ซึ่งหลังจากข้อความประโยคหลัง มีการฉายภาพพื้นผิวน้ำ จากนั้นมีการปรับโฟกัสเบลอ-ชัด (แทนสายตาพร่ามัวของ Omitsu จากความเศร้าโศกเสียใจ) ก่อนสิ้นสุดลงด้วยการเดินเข้าหาหน้ากล้อง เร่งรีบไปยังสถานที่เกิดขึ้น

เมื่อตอนเด็กชายถูกรถชน จะตัดไปฉากโรงพยาบาลทันที แต่พอเป็นผู้ใหญ่กลับพบเห็น Omitsu ออกวิ่งไปยังท่าน้ำ ฝูงชุมรายล้อมรอบ เหลือเพียงภาพหมวกของสามี

ซีเควนซ์ที่ถือเป็นไฮไลท์ของหนัง คือการระบายอารมณ์อัดอั้นของ Omitsu ต่อการฆ่าตัวตายของสามี ทุกครั้งล้วนมีการเคลื่อนเลื่อนกล้อง(ซูมมิ่ง)เข้าหาใบหน้า ทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับขยำ-ย่ำ-เตะจดหมายลาตายฉบับนั้น และปรากฎข้อความด่าทอ พูดเสียดแทงใจดำ “Weakling!” “Coward!” “Dying like that!” “Running away from the world!” “A Real man wouldn’t done that!” ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเกรี้ยวโกรธ คับข้องแค้นใจ น่าจะรุนแรงทางพลังที่สุดในผลงานยุคหนังเงียบของผกก. Naruse แล้วกระมัง

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Omitsu เริ่มต้นจากวันวุ่นๆแวะกลับบ้าน เดินทางไปทำงาน พบเจออดีตสามี ขัดแย้ง-คืนดี แต่ก็ใช่ว่าจะชีวิตจะพบเจอความสุขได้นาน หลังจากบุตรชายถูกรถชน ฉายภาพความสิ้นหวังของ Mizuhara ทำการลักขโมยเงิน ก่อนกระทำอัตวินิบาต

  • วันวุ่นๆของ Omitsu
    • เริ่มจากถูกสองกะลาสีเกี้ยวพาราสี
    • Omitsu แวะเวียนกลับมาพบเจอบุตรชายที่อพาร์ทเม้นท์
    • เดินทางไปทำงานยังบาร์ริมท่าเรือ
    • พอกลับมาห้องพบเจอสามี เริ่มต้นด้วยขัดแย้ง ก่อนหวนกลับมาคืนดี
  • ชีวิตที่ไม่ปรับเปลี่ยนแปลงไปของ Omitsu
    • ในแต่ละวัน Mizuhara เอาแต่เล่นสนุกสนานกับลูกๆ ดูไม่กระตือรือล้นหาการหางาน
    • Omitsu มีปัญหากับลูกค้าที่บาร์ Mizuhara เข้ามาหักห้ามปราม
    • Mizuhara แสดงเจตจำนงค์ว่าจะหางานทำ เพื่อให้ภรรยาเลิกทำงานที่บาร์
    • แต่จนแล้วจนรอด ยังคงไม่ใครไหนว่าจ้างงาน Mizuhara 
  • หมาจนตรอก
    • บุตรชายประสบอุบัติเหตุถูกรถชน
    • Mizuhara ทำการโจรกรรม นำเงินมาเป็นค่ารักษาพยาบาล
    • แต่ทว่า Omitsu บอกปัดปฏิเสธเงินก้อนนั้น
    • Mizuhara เลยตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต
    • สร้างความเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรงต่อ Omitsu

เรื่องราวของ Every-Night Dreams (1933) คล้ายๆกับ Apart from You (1933) นำเสนอการเสียสละของมารดา ยินยอมทำงานที่ถูกสังคมตีตราว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ หญิงขายบริการ (สาวเสิร์ฟก็ถือเป็นอาชีพขายบริการนะครับ) เพื่อนำเงินมาเลี้ยงดูแลบุตรให้เติบใหญ่ วาดฝันอนาคตสดใส

แต่ความแตกต่างก็คือ Every-Night Dreams (1933) มีการนำเสนอภาพของสามี/บุรุษเพศ คือบุคคลพึ่งพาอะไรไม่ได้ (ทั้งทางร่างกาย-จิตใจ) ไม่ทำงาน ไม่มีเงิน เพียงคำสัญญาลมๆแล้งๆ แถมยังกระทำสิ่งชั่วร้ายด้วยการลักขโมยเงินทอง ท้ายที่สุดแสดงความขี้ขลาดเขลา ฆ่าตัวตายหลบหนีความผิด คนเป็นภรรยาจึงมิอาจอดรนทนไหว ระบายอารมณ์อัดอั้นตันใจ

ผมไม่รู้ว่าผกก. Naruse มีอคติอะไรกับบิดาของตนเองหรือเปล่า? แต่หลายๆผลงานมักนำเสนอภาพบุรุษอ่อนแอ ขี้ขลาดเขลา พึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้ ตรงกันข้ามกับมารดา/พี่สาว (หลังบิดา-มารดาเสียชีวิต ผกก. Naruse เติบใหญ่ได้เพราะพี่สาว) มักมีความเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ยินยอมเสียสละตนเองเพื่อลูกน้อย/น้องรัก

โดยปกติแล้วหนังของผกก. Naruse ไม่ค่อยใส่ใจโลกภายนอกมากนัก แต่สำหรับ Every-Night Dreams (1933) สามารถสะท้อนบรรยากาศยุคสมัย Shōwa Depression (1930-32) บิดาพยายามมองหาการหางาน จนแล้วจนไม่รอดรอด จนเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจก่ออาชญากรรม นั่นถือเป็นช่วงเวลาแห่งความหดหู่สิ้นหวัง

เกร็ด: ชื่อหนัง 夜ごとの夢 อ่านว่า Yogoto no yume แปลตรงตัว Every-Night Dreams สื่อถึงความฝันของแม่เลี้ยงเดี่ยว อยากมีชีวิตดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ซึ่งนั่นไม่แตกต่างจากความฝันของทุกๆคน ในทุกๆค่ำคืน ใครกันจะไม่อยากมีอนาคตสดใส


หนังเรื่องนี้สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทั่วไป (Youtube ก็มีให้รับชม) หรือใครสนใจสะสมแผ่น DVD ของค่าย Criterion รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Eclipse Series 26: Silent Naruse ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)

ผมเต็มไปด้วยความเศร้าสลด หดหู่ใจกับตอนจบของหนัง การระบายอารมณ์อัดอั้นของตัวละคร/ผกก. Naruse มันช่างสุดโต่ง โลกแคบ คับข้องแค้นอะไรขนาดนั้น ตื่นจากฝันมาพบเจอโลกความจริงที่โหดร้าย … แต่ก็ต้องยอมรับว่า Every-Night Dreams (1933) เป็นผลงานที่มีความลงตัวกลมกล่อม น่าจะยอดเยี่ยมที่สุดในยุคหนังเงียบหลงเหลือถึงปัจจุบัน

จัดเรต 13+ กับบิดาไม่เอาอ่าว

คำโปรย | Every-Night Dreams ตื่นขึ้นจากฝันมาพบเจอโลกความจริงที่โหดร้าย
คุณภาพ | ตื่นจากฝัน
ส่วนตัว | หดหู่


MEAT Category: , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)