Kagirinaki Hodō (1934)

Kagirinaki Hodō (1934)

Street Without End (1934) Japanese : Mikio Naruse ♥♥♥♡

หนังเงียบเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับ Mikio Naruse และกับสตูดิโอ Shōchiku ก่อนย้ายไป P.C.L. Studios (ในอนาคตจะผนวกรวมกับ Toho) ร้อยเรียงทิวทัศน์ท้องถนน Ginza, Tokyo เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล

ความสำเร็จเมื่อปีก่อน Apart from You (1933) และ Every-Night Dreams (1933) ไม่ได้ทำให้ Mikio Naruse กลายเป็นผู้กำกับคนสำคัญของสตูดิโอ Shōchiku ยังคงถูกมองข้าม ไม่เห็นหัว ไม่มีห้องทำงานส่วนตัว แถมผู้บริหาร Shirō Kido ยังส่งมอบโปรเจค Street Without End (1934) ที่ไม่มีใครอยากสร้างให้อีก … นี่ย่อมสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ ใครจะยินยอมอดรนทน เหมือนเรื่องราวของหญิงสาวแต่งเข้าบ้าน แต่ไม่ได้รับการยินยอมรับจากครอบครัวสามี ท้ายที่สุดเธอจึงตัดสินใจก้าวออกมา

มันคงเพราะว่าสตูดิโอ Shōchiku มีผู้กำกับชื่อ Yasujirô Ozu ซึ่งสร้างหนังแนวเดียวกันมาโดยตลอด (เอาจริงๆผมรู้สึกว่า Ozu ลอกผลงานของ Naruse บ่อยครั้งมากๆ เพียงปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสไตล์ของตนเอง เท่านั้นเอง!) ด้วยเหตุนี้เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้ … แต่ผมกล่าวโทษวิสัยทัศน์อันคับแคบของผู้บริหาร Shirō Kido เหมือนจะมีอคติ(ทางชนชั้น)บางอย่างต่อผกก. Naruse

Street Without End (1934) อาจไม่ใช่ผลงานที่ผกก. Naruse ดูมีความกระตือรือล้นสักเท่าไหร่ เรื่องราวค่อนข้างจะซับซ้อน ถ้าคุณไม่มักคุ้นหน้านักแสดงก็อาจสับสน มึนงง ใครเป็นใคร? แต่ความน่าสนใจคือการร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ท้องถนน Ginza, Tokyo เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล มันมีเยอะเสียจนสามารถจัดเข้าพวก City Symphony ได้เลยกระมัง!


Mikio Naruse, 成瀬 巳喜男 (1905-69) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo ในตระกูลซามูไร Naruse Clan แต่ครอบครัวมีฐานะยากจน แถมบิดาพลันด่วนเสียชีวิต จึงจำต้องต่อสู้ดิ้นรนกับพี่ชายและพี่สาว ตอนอายุ 17 สมัครเข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku ไต่เต้าจากลูกจ้าง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Yoshinobu Ikeda ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับหนัง(เงียบ)สั้นเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930)

โดยปกติแล้วผู้ช่วยผู้กำกับในสังกัด Shōchiku เพียงสามสี่ปีก็มักได้เลื่อนขั้น แต่ทว่า Naruse กลับต้องอดรนทนฝึกงานนานนับสิบปีถึงมีโอกาสกำกับหนังเรื่องแรก Mr. and Mrs. Swordplay (1930) น่าเสียดายที่ผลงานระหว่าง ค.ศ. 1930-34 สูญหายไปเกือบหมดสิ้น หลงเหลือหนังเงียบเพียง 5 เรื่อง ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)

限りなき舗道 อ่านว่า Kagirinaki hodō แปลตรงตัว Endless Pavement ใช้ชื่ออังกฤษ Street Without End ดัดแปลงจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Komatsu Kitamura, 北村小松 (1901-64) เคยตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ (Osaka) Mainichi Shimbun และ Tokyo Nichi Nichi Shimbun (Tokyo Daily News) ช่วงปี ค.ศ. 1932

สตูดิโอ Shōchiku ซื้อลิขสิทธิ์นวนิยายดังกล่าว แล้วมอบหมายดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Jitsuzō Ikeda, 池田実三 ไม่รู้ด้วยความซับซ้อนของเรื่องราวหรือไร? เลยไม่มีผู้กำกับคนไหนให้ความสนใจ ผู้บริหาร Shirō Kido จึงมอบหมายผกก. Naruse ซึ่งก็ไม่ได้มีความกระตือรือร้นสักเท่าไหร่ ตอบตกลงเพราะคำสัญญาว่าหลังจากเสร็จสร้างหนังเรื่องนี้ จะมอบอิสรภาพในการเลือกโปรเจคถัดไป


เรื่องราวของ Sugiko (รับบทโดย Setsuko Shinobu) ทำงานสาวเสิร์ฟยังคาเฟ่ในย่าน Ginza, Tokyo วันหนึ่งแฟนหนุ่มสู่ขอแต่งงาน แต่ไม่นานก็ผิดนัด, เข้าตาแมวมองสตูดิโอภาพยนตร์ ชักชวนมาแสดงดาวดาราดวงใหม่, และระหว่างข้ามถนนถูกทายาทตระกูลดังขับรถชน เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล อีกฝ่ายดูแลอย่างดีจนเธอใจอ่อน ยินยอมตอบตกลงแต่งงาน

แต่หลังจากอยู่กินกันได้สักพัก ทั้งแม่และพี่สาวของสามี ต่างเต็มไปด้วยความริษยาลูกสะใภ้ มองด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พูดคำเสียดสีถากถาง ทำตัวไม่สมเกียรติตระกูล อีกทั้งสามีก็ไม่เคยพยายามปกป้องภรรยา เมื่อถึงขีดสุดความอดกลั้น Sugiko เลยตัดสินใจทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง หวนกลับไปหาครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเขาถูกรถชน เพื่อพูดระบายความรู้สึกอัดอั้นออกไป


Setsuko Shinobu, 忍節子 ชื่อจริง Kimiko Hasegawa, 長谷川 君子 (1914-) นักแสดงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Tokyo โตขึ้นเข้าตาแมวมองสตูดิโอ Shōchiku เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Street Without End (1934) แม้หลังจากนี้จะมีผลงานอีกหลายเรื่อง แต่มักได้รับบทเพียงตัวประกอบ ก่อนค่อยๆเลือนหายไปในช่วงระหว่างสงครามโลก

รับบท Sugiko ทำงานพนักงานเสิร์ฟยังคาเฟ่ในย่าน Ginza, Tokyo ด้วยความสวยสาว จึงเป็นที่หมายปองของใครๆ พอแฟนหนุ่มสารภาพรัก ก็เฝ้ารอคอยวันที่จะได้แต่งงาน แต่กลับถูกทรยศหักหลัง, ถึงอย่างนั้นโชคชะตานำพาให้พบเจอทายาทตระกูลชื่อดัง ก็ครุ่นคิดว่าชีวิตคงกินหรูอยู่สบาย ทว่าติดขัดที่ครอบครัวสามีไม่ชอบขี้หน้าสักเท่าไหร่ ดูถูกเหยียดหยามผู้หญิงชนชั้นต่ำ ท้ายที่สุดเธอเลยหวนกลับมาทำงานสาวเสิร์ฟยังคาเฟ่ร้านเดิม ใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ ปฏิเสธก้มหัวศิโรราบให้ใครอีก!

Shinobu เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เพิ่งเข้าร่วมสตูดิโอ Shōchiku ได้ไม่นาน หน้าตายังสดใส ละอ่อยเยาว์วัย แม้หลายๆสิ่งอย่างน่าจะนำจากประสบการณ์ตรง (เช่นทำงานร้านคาเฟ่, ถูกค้นพบโดยแมวมอง ฯ) แต่ผมรู้สึกว่าเธอขาดความมุ่งมั่น กระตือรือล้น โดยเฉพาะฉากพูดระบายความรู้สึกอัดอั้น โต้ตอบมารดาและพี่สาวของสามี มันอดไม่ได้ให้เปรียบเทียบถึง Sumiko Kurishima จากภาพยนตร์ Every-Night Dreams (1933)

แน่นอนว่าประสบการณ์ ฝีไม้ลายมือด้านการแสดงของ Kurishima จัดจ้านเหนือกว่าอย่างเทียบไม่ติด ก็ไม่รู้ด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ทำให้ Shinobu ถูกมองข้ามจากสตูดิโอ ลดสถานะเหลือเพียงนักแสดงตัวประกอบ ไม่สามารถสร้างความโดดเด่นให้กันตนเอง ก่อนค่อยๆเลือนหายไปจากวงการภาพยนตร์ … คล้ายๆแบบตัวละครเพื่อนสนิท Kesako เข้าตาแมวมอง ลองงานในวงการภาพยนตร์ แต่ไม่นานก็ลาออก หวนกลับมาทำงานสาวเสิร์ฟคาเฟ่เดียวกัน


ถ่ายภาพโดย Suketarô Inokai, 猪飼助太郎 ผลงานเด่นๆ อาทิ No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933), Street Without End (1934), Introspection Tower (1941), Notes of an Itinerant Performer (1941), Ornamental Hairpin (1941) ฯ

งานภาพของ Street Without End (1934) จะดูแตกต่างกว่าผลงานอื่นๆในยุคหนังเงียบของผกก. Naruse ไม่มุ่งเน้นการขยับเคลื่อนกล้องที่มีความโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียนมากนัก (ยังพอมีอยู่บ้างแต่น้อยลงกว่าปกติ) แต่มักพบเห็นตั้งกล้องไว้เฉยๆ นักแสดงเดินเข้า-ออก แล้วใช้การตัดต่อร้อยเรียงฟุตเทจเข้าด้วยกัน

ยกตัวอย่างฉากแฟนหนุ่ม Machio สารภาพรักกับ Sugiko พวกเขามักจะคุยไป เดินไปเดินมา แล้วมีการแทรกภาพคั่นระหว่างการสนทนา โคมไฟถนน อาคารสูงใหญ่ ฯ เพื่อสร้างสัมผัสยื้อๆยักๆ กระอักกระอ่วน เหมือนฝ่ายชายต้องรวบรวมพลังภายใน ก่อนพูดความรู้สึกจิตใจออกมา

Chishū Ryū นักแสดงขาประจำของผกก. Ozu รับเชิญในบทแมวมอง แรกพบเจอ Sugiko ยังคาเฟ่ที่ทำงานประจำ ก่อนแสร้งทำเป็นเดินสวนบริเวณทางข้ามรถไฟ (แน่นอนว่าต้องมีจังหวะที่รถไฟแล่นผ่านไปผ่านมา) พยายามพูดขายฝันว่าเธอมีโอกาสเป็นดาวดาราคนถัดไป

อีกความน่าสนใจของซีนนี้คือการนำเสนอคู่ขนานกับ Kesako ที่เดินเคียงข้างกันมาก่อนหลบให้ Sugiko พูดคุยกับแมวมอง แล้วจู่ๆเธอพบกระเป๋าสตางค์ตกหล่น หยิบขึ้นมาเปิดดู ไม่มีเงินสักแดง! ราวกับต้องการสื่อว่าแมวมองคนนี้เพียงขายฝันลมๆแล้งๆ ไม่ใช่ทุกคนจักสามารถเป็นดาวดารา ประสบความสำเร็จ เจิดจรัสค้างฟ้า … ตัวของ Kesako ก็คือหนึ่งในนั้นที่หลังจากเข้าตาแมวมอง ตอบตกลงเป็นนักแสดง แต่อยู่ไม่นานเธอก็ตัดสินใจก้าวออกจากวงการ

หนังเงียบของผกก. Naruse หลงเหลือมาถึงปัจจุบันห้าเรื่อง นี่คือเรื่องที่สามมีฉากอุบัติเหตุ ใครสักคนถูกรถพุ่งชน! แต่เป็นครั้งแรกที่ฉายให้เห็นการปะทะ (สองครั้งก่อนมักไม่นำเสนอภาพการถูกรถชนตรงๆ มารับรู้ก็ตอนหลังประสบอุบัติเหตุ) ด้วยลูกเล่น Whip Pan และ Fast Cutting สร้างความตกอกตกใจ ดูแทบไม่รู้เรื่องว่ามันเกิดอะไร

เมื่อครั้น Hiroshi มาเยี่ยมเยียน Sugiko ที่โรงพยาบาล สังเกตว่าเขาชอบอยู่ในมุมกล้องถ่ายติดหัวเตียง ดูราวกับถูกกักขัง ติดคุกติดตาราง หน้าดำคร่ำเครียด สื่อถึงความรู้สึกผิดที่ขับรถชนหญิงสาว (ผิดกับมารดาที่ไม่รู้หนาวรู้ร้อน สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆพรรค์นี้) พร้อมชดใช้ จ่ายค่ารักษาพยาบาล พอเธอรู้สึกดีขึ้น เขาถึงสามารถลุกยืน ไม่อยู่ภายใต้ซี่กรงขังนี้อีกต่อไป

พอออกจากโรงพยาบาล Sugiko ได้รับจดหมายจาก Machio บอกว่าตัดสินใจหวนกลับบ้านไปแต่งงาน นี่มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น? ลุกยืนตรงหน้าต่าง พยายามเหม่อมองหาเหตุผล แต่ลักษณะ(ของหน้าต่าง)เหมือนกรงขัง ไร้คำตอบ หนทางออก ไม่สามารถเข้าใจว่าทำไม?

เหตุผลที่ Machio กระทำเช่นนี้เพราะบังเอิญพบเห็น Sugiko ขึ้นรถไปกับชายแปลกหน้า (จริงๆคือ Hiroshi ขับไปส่งโรงพยาบาล) พอมาหาที่ห้องเธอก็ยังไม่กลับมา เลยเกิดความครุ่นคิดเข้าใจผิด จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล … อันนี้อาจต้องถือว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตไม่ให้พวกเขาได้มีโอกาสครองรักกัน!

เมื่อตอน Shinkichi เข้ามาช่วย Kesako ขนย้ายข้าวของออกจากห้อง (เพราะจะให้น้องชายของ Sugiko เข้าพักแทน) สังเกตว่าจะมีการละเล่นกับเชือก สะดุดล้ม ลากไปด้วย ฯ นี่ราวกับสะท้อนถึงสายใยรัก ผูกติดกันระหว่าง Shinkichi & Kesako

ภาพวาดของ Hiroshi มอบให้กับ Sugiko ชวนนึกถึงผลงานของ Van Gogh ไม่ได้หมายถึงลวดลายเส้นนะครับ แต่คือสไตล์ภาพวาด (Post) Impressionist นิยมชมชอบวาดแจกัน ดอกไม้ ผลไม้ สิ่งข้าวของวางบนโต๊ะ เพื่อสื่อถึงวิถีสามัญชน คนธรรมดาสามัญ

Hiroshi นำพา Sugiko มารับชมภาพยนตร์ที่กำลังฉายเรื่อง The Smiling Lieutenant (1931) กำกับโดย Ernst Lubitsch, นำแสดงโดย Maurice Chevalier พยายามหยอกล้อ เกี้ยวพาราสี Claudette Colbert แต่เธอเอากระดานหมากรุกมาขวางกั้น … สื่อถึงการละเล่นเกมความรักระหว่างชาย-หญิง

นอกจากนี้ภายนอกโรงหนัง ยังพบเห็นโปสเตอร์ภาพยนตร์ White Woman (1933) กำกับโดย Stuart Walker, นำแสดงโดย Carole Lombard & Charles Laughton เกี่ยวกับสาวหม้ายแต่งงานใหม่ แล้วติดตามสามีเดินทางสู่สวนป่ายาง ยังอาณานิคมต่างแดน … นี่ก็แอบบอกใบ้การแต่งงานระหว่าง Sugiko และ Hiroshi พอย้ายเข้าไปอยู่บ้านสามี สถานที่แห่งนั้นราวกับป่าพงไพร ดินแดนไร้อารยธรรม

ก่อนกาลมาถึงของ Citizen Kane (1941), ภาพบรรพบุรุษตระกูล Yamanouchi แขวนอยู่บนฝาผนัง หนังอาจยังไม่ได้พัฒนาลูกเล่นที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสถึงอิทธิพลครอบงำ แต่การพบเห็นภาพขนาดใหญ่ มันก็อดไม่ได้จะครุ่นคิดไปในทิศทางนั้น นั่นเพราะ Hiroshi แบกชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูลไว้บนบ่า จึงถูกครอบครัวบีบบังคับให้แต่งงานกับบุคคลที่มีสถานะทางสังคมเหมาะสม ไม่ใช่หญิงสาวบ้านนอกคอนาคนนั้น!

Hiroshi ขับรถพา Sugiko กินลมชมวิวมาจนถึงจุดชมทิวภูเขาไฟฟูจิ นี่สามารถสื่อถึงจุดสูงสุดความสัมพันธ์ เขาจึงพยายามพูดคุยโน้มน้าว ชักชวนมาครองคู่อยู่ร่วม … จริงๆน่าจะมีแหวนแต่งงานสักหน่อย แต่ครุ่นคิดดูมันอาจยังไม่ใช่ประเพณีของชาวญี่ปุ่นสมัยนั้นกระมัง?

ภาพแรกหลังจากแต่งงาน คนที่เข้าใจความหมายของนกในกรง ย่อมรู้สึกห่อเหี่ยว ผิดหวัง แต่มันเป็นเรื่องปกติของหญิงสาวชนชั้นล่าง/แรงงาน (Low Class/Working Class) เมื่อเข้ามาอยู่บ้านสามีที่มีสถานะทางสังคมสูงกว่า (Hiroshi อาจถือว่า Upper-Middle Class) มักเกิดอาการคล้ายๆกับ ‘Cultural Shock’ ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความคาดหวังของครอบครัว/ญาติพี่น้อง เลยรู้สึกเหมือนถูกมัดมืดมัดเท้า กักขังหน่วงเหนี่ยว สูญเสียอิสรภาพในการดำรงชีวิต

ยุคสมัยนั้นหายากมากๆที่จะมีฉากเบื้องหลังโปรดักชั่นภาพยนตร์ Shinkichi (แฟนหนุ่มของ Kesako) ทำงานแผนกศิลป์ อดใจไม่ได้เมื่อพบเห็นกล้องฟีล์มตั้งทิ้งไว้ อดใจไม่ได้ เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น … นี่อาจคือผกก. Naruse เมื่อสมัยเพิ่งเริ่มเข้าทำงานสตูดิโอ Shōchiku เลยกระมัง

หนังเงียบของผกก. Naruse สามสี่เรื่องก่อนหน้านี้มักเต็มไปด้วยการกล้องเคลื่อนเลื่อนเข้าหาใบหน้าตัวละคร (ลักษณะคล้ายๆการซูมมิ่ง) แต่สำหรับ Street Without End (1934) แทบจะนับครั้งได้ เหลือเพียงหลักหน่วย สงสัยจะเบื่อเทคนิคนี้แล้วกระมัง?

ซึ่งฉากมีความน่าสนใจที่สุดของหนัง คือตอน Sugiko ตัดสินใจบอกเลิก ขอหย่าร้าง มิอาจอดรนทนต่อสภาพครอบครัว โดนดูถูกเหยียดหยาม แถมสามีไม่ยอมทำอะไร เพียงดื่มสุรามึนเมามาย เดินวนไปวนมา ไร้ความหาญกล้าเผชิญหน้ามารดาและพี่สาว!

หลังถูกภรรยาทอดทิ้ง Hiroshi พาแฟนสาวคนใหม่ ย้อนรอยกับตอนขับรถพา Sugiko มาชมวิวภูเขาไฟฟูจิ แต่คราวนี้ไม่ได้กินลมชมวิว ขับซิ่งโฉบเฉี่ยวฉวัดเฉวียน จนประสบอุบัติเหตุพุ่งตกลงข้างทาง วิธีการนำเสนอก็คือกล้องส่ายๆสั่นๆ Tilt Up เห็นท้องฟ้า และแทนที่จะฉายภาพรถพุ่งลงเหว ก็เหลือเพียงหมวก กระเป๋าสตางค์ ไถลลงเนิน … นี่คือข้อจำกัดของยุคสมัยนั้น การขับรถพุ่งตกเขามีความสิ้นเปลือง ยุ่งยากวุ่นวาย เพียงฉายภาพสิ่งข้าวของไถลลงเนิน ก็เข้าใจได้ว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

Sugiko ได้ยินข่าวอดีตสามี Hiroshi ประสบอุบัติเหตุ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล (ย้อนรอยกับตอน Sugiko ถูกรถชน) เอาจริงๆเธอไม่มีความจำเป็นต้องไปเยี่ยมเยียน (เพราะหย่าร้างกันแล้ว) แต่การเคลื่อนเลื่อนกล้องเข้าหาใบหน้าครั้งนี้ มันดูมีลับเลศนัย รอยยิ้มกริ่มบ่งบอกว่าต้องการไปล้างแค้น โต้ตอบเอาคืนครอบครัวฝ่ายชายให้สาสม!

ฉากที่โรงพยาบาล นี่ก็ย้อนรอยกับตอน Hiroshi มาเยี่ยมไข้ (ในทิศทางตรงกันข้าม), เริ่มต้นจาก Sugiko นั่งลงข้างเตียง กล้องถ่ายผ่านหัวเตียงที่มีลักษณะเหมือนกรงขัง แต่ไม่นานนักเธอก็ลุกขึ้นยืน (ไม่มีช็อตถ่ายจากหัวเตียงอีกต่อไป) เพื่อบ่งบอกว่าตนเองได้รับอิสรภาพ (หลังการหย่าร้าง) ถึงเวลาแห่งการโต้ตอบเอาคืน

ผมคงไม่ลงรายละเอียด ‘Mise-en-scène’ แต่อยากให้สังเกตทิศทางการเดินของ Sugiko ไม่ว่าจะตรงไปพูดอะไรกับใคร มารดา/พี่สาวล้วนต่างหันหลัง ไม่อยากรับฟังความจริง ยกเว้นตอนพยายามแก้ต่างถึงหันมาเผชิญหน้า และแสงสว่าง(ที่อยู่นอกเฟรม)มักอาบฉาบเพียงใบหน้าของ Sugiko

หลังได้ยินว่าอดีตสามี Hiroshi พลันด่วนเสียชีวิต (น่าจะเกิดจากอาการช็อค หัวใจวาย) กล้องถ่ายใบหน้าของ Sugiko ก้าวเข้ามาในเฟรม จากเบื้องหน้า หันซ้าย หันขวา นี่แสดงถึงความเด็ดเดี่ยว แน่วแน่ มั่นคงต่อความครุ่นคิดของตนเอง จากนั้นจึงเริ่มออกออกวิ่ง แต่นี่ไม่ใช่หวนกลับหาสามี คือการทอดทิ้ง ร่ำลาจาก ปฏิเสธหันหลังกลับไป

ในทิศทางกลับกัน การแสดงออกนี้อาจดูใจจืดใจดำ คนเคยรักใคร่ แต่งงานอยู่อาศัย เธอกลับทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เห็นแก่ตัวไปไหม? แต่มันสะท้อนทัศนคติของหญิงสาวสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี!

เท่าที่ผมพยายามค้นหาข้อมูล ไม่พบเจอทั้ง Sumako Higashiyama และ Yoko Kusatsu น่าจะเป็นเพียงบุคคลสมมติ แต่ภาพถ่ายย่อมเป็นคนจริงๆ แต่ก็หาข้อมูลไม่ได้ว่าคือใคร? วัตถุประสงค์ของภาพข่าวหนังสือพิมพ์นี้ เป็นการย้อนรอยตอนต้นเรื่องใครบางคนรีไทร์ ท้ายเรื่องใครบางคนกลายเป็นดาวดวงใหม่ … ชื่อเสียงความสำเร็จไม่ต่างจากวัฏจักรชีวิต ว่ายเวียนวงกลม เริ่มต้น-สิ้นสุด สูงสุดหวนกลับสู่สามัญ

ฉากจบของหนังมันอาจเป็นการเวียนวนหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น แต่ขณะเดียวกันเราสามารถมองว่าคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่

  • Kesako เลิกเป็นนักแสดง, Shinkichi กลับมาเป็นศิลปินข้างถนน แต่ทั้งสองแต่งงานอยู่ร่วมกัน
  • Koichi น้องชายของ Sugiko เก็บเงินจนสามารถซื้อรถคันใหม่
  • Sugiko (ตรงกันข้ามกับ Kesako) หวนกลับมาทำงานสาวเสิร์ฟร้านเดิม แต่ข้างกายไม่เหลือใคร และเหมือนว่าเธอจะพบเห็นอดีตคนรัก Machio (ที่เคยหมั้นหมายแล้วหายตัวไป) นั่งอยู่บนรถโดยสาร เลยทำได้เพียงก้มหน้าก้มตา ปกคลุมด้วยความมืดมิด (Fade-to-Black อย่างช้าๆ)

ตัดต่อไม่มีเครดิต, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Sugiko ดำเนินเรื่องคู่ขนานกับรูมเมท/เพื่อนสนิท Kesako ทั้งสองเริ่มจากทำงานคาเฟ่ในย่าน Ginza, Tokyo จากนั้นพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆในทิศทางตรงกันข้าม คนหนึ่งแต่งงาน คนหนึ่งกลายเป็นนักแสดง แล้วท้ายที่สุดหวนกลับสู่จุดเริ่มต้น

  • วันวุ่นๆของ Sugiko
    • ร้อยเรียงภาพท้องถนนอันวุ่นวายในย่าน Ginza, Tokyo
    • Sugiko เดินทางมาทำงานยังคาเฟ่
    • หลังเลิกงานแฟนหนุ่ม Machio สารภาพรัก ให้คำมั่นว่าจะแต่งงานกับ Sugiko
    • Shinkichi เคาะประตูห้องชักชวน Kesako มาดื่มชา Sugiko กลับพอดิบดี สองสาวเลยไปพูดคุยซุบซิบ
  • โชคชะตาฟ้าลิขิต
    • วันถัดมามีแมวมองชักชวน Sugiko เป็นนักแสดง
    • ยามบ่าย Sugiko โดนรถชน ส่งตัวเข้ารักษาโรงพยาบาล
      • Machio พบเห็น Sugiko ขึ้นรถของ Hiroshi เกิดความเข้าใจผิดว่าเขาคือคนรักของเธอ เลยตัดสินใจหวนกลับบ้านเกิดไปแต่งงาน
    • วันถัดมา Kesako เพิ่งได้รับแจ้งข่าวว่าเพื่อนสนิทอยู่โรงพยาบาล จึงเดินทางไปเยี่ยมเยียน
    • มารดาและพี่สาว พยายามโน้มน้าวให้ Hiroshi แต่งงานกับคนที่พวกเธอเลือกไว้
    • แต่ทว่า Hiroshi แวะเวียนไปหา Sugiko ที่คาเฟ่อยู่เป็นประจำ
  • Kesako กลายเป็นนักแสดง & Sugiko ตอบตกลงแต่งงาน
    • Kesako ย้ายออกจากอพาร์ทเม้นท์ เข้าตาแมวมอง ตัดสินใจเลือกเป็นนักแสดง
    • Hiroshi นำพา Sugiko มารับชมภาพยนตร์
    • ครอบครัวของ Hiroshi ปฏิเสธเสียงขันแข็งไม่ให้เขาแต่งงานกับ Sugiko
    • Hiroshi ขับรถพา Sugiko กินลมชมภูเขาไฟฟูจิ
    • น้องชายโน้มน้าวให้ Sugiko แต่งงานกับ Hiroshi
  • ชีวิตหลังแต่งงาน
    • Sugiko ย้ายมาอยู่บ้านสามี แต่มักถูกกลั่นแกล้ง พูดจาดูถูกเหยียดหยามจากแม่และพี่สาว
    • Kesako (และ Shinkichi) ก็เริ่มมีความเบื่อหน่ายต่ออาชีพนักแสดง
    • Sugiko & Kesako พบเจอกันยังคาเฟ่ร้านเก่า ระบายปัญหาคาใจ
    • Sugiko ถึงขีดสุดความอดกลั้น เลยตัดสินใจทอดทิ้งสามี
    • Hiroshi ขับรถตกเขา ได้รับบาดเจ็บสาหัส
    • Sugiko หวนกลับมาพบเจอหน้าสามีครั้งสุดท้าย ระบายอารมณ์อัดอั้นใส่มารดาและพี่สาว
    • Kesako แต่งงานกับ Shinkichi, Sugiko หวนกลับมาทำงานคาเฟ่ร้านเก่า

แม้หนังจะดำเนินเรื่องคู่ขนานระหว่าง Sugiko & Kesako แต่ส่วนใหญ่ให้เวลากับ Sugiko ผู้ชมเลยไม่ค่อยได้สังเกตเรื่องราวของ Kesako เลยทำให้หนังดูค่อนข้างยาก มีความซับซ้อนพอสมควร

ส่วนไฮไลท์การตัดต่อคือการร้อยเรียงชุดภาพทิวทัศน์ท้องถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง ทั้งกลางวัน-กลางคืนของ Ginza, Tokyo มีปริมาณถือว่าไม่น้อยจนสามารถมองเป็น City Symphony ได้เลยกระมัง

Street Without End (1934) ไม่เพียงทำการร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ท้องถนน Ginza, Tokyo ที่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด มีความเยิ่นยาว ไม่รู้จุดสิ้นสุด, แต่ยังสื่อถึงเส้นทางชีวิตของหญิงสาวในโลกสมัยใหม่ เธอมีสิทธิ์เสียง สามารถทำอะไรได้ดั่งใจ ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ นักแสดงภาพยนตร์ แต่งงานกับชายคนรัก (ที่ไม่ใช่คลุมถุงชน) รวมถึงการเลิกราหย่าร้างสามี มันไม่ใช่เรื่องเสื่อมเสีย ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ดั่งที่สังคม(อนุรักษ์นิยม)ญี่ปุ่นกำหนดกฎกรอบเอาไว้

ความซับซ้อนของหนังเกิดจากการเล่าเรื่องคู่ขนานของสองสาวเพื่อนสนิท Sugiko และ Kesako มีเส้นทางชีวิตแตกต่างตรงกันข้าม แต่เริ่มต้น-สิ้นสุดหวนกลับมาบรรจบกัน ณ คาเฟ่ย่าน Ginza

  • Sugiko ได้รับสารภาพรักจาก Machio ก่อนถูกอีกฝ่ายทรยศหักหลัง → เข้าตาแมวมองสตูดิโอ ชักชวนมาแสดงภาพยนตร์ แต่ก็ไม่ได้เลือกเส้นทางนี้ → ประสบอุบัติเหตุถูกรถชน แรกเริ่มไม่ได้อยากแต่งงาน แต่ถูกโน้มน้าวจนยินยอมตอบตกลง → ชีวิตครอบครัวไม่เป็นสุขเท่าไหร่ เลยตัดสินใจเลิกราหย่าร้าง
  • Kesako อยู่กินกับแฟนหนุ่มจิตรกร Shinkichi → พอเข้าตาแมวมอง ตอบรับเป็นนักแสดงภาพยนตร์ (แฟนหนุ่มอยู่แผนกศิลป์) → ทำงานได้สักพักเกิดความเบื่อหน่าย → ท้ายที่สุดก็ลาออกมาและแต่งงานกับแฟนหนุ่ม

ไม่รู้ด้วยความตั้งใจหรือเปล่า หลายๆเรื่องราวของหนังสะท้อนเข้ากับชีวิตของนักแสดงนำ Setsuko Shinobu ทำงานสาวเสิร์ฟ เข้าตาแมวมอง ก่อนตัดสินใจเป็นนักแสดง แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นแบบ Kesako ได้รับบทนำแค่เพียงเรื่องเดียว ก่อนค่อยๆเลือนหายจากวงการภาพยนตร์

แต่สิ่งน่าสนใจยิ่งกว่าคือการเปรียบเทียบคู่ขนานระหว่างชีวิตแต่งงานของ Sugiko = อาชีพนักแสดงที่แสนสั้นของ Kesako = รวมถึงผู้กำกับ Mikio Naruse ต่อสตูดิโอ Shōchiku, ช่วงแรกรักน้ำผักต้มขมชมว่าหวาน นานวันเมื่อถึงขีดสุดความอดกลั้น ก็ถึงเวลาเลิกราหย่าร้าง แยกกันไปคนละทิศละทาง … และในอนาคตชีวิตรักของผกก. Naruse กับ Sachiko Chiba ก็แทบจะไม่แตกต่างกัน!

การเลิกราหย่าร้าง = ลาออกจาก Shōchiku มันไม่ใช่ว่าผกก. Naruse เป็นคนไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ทรยศสตูดิโอผู้ให้กำเนิด แต่ความขัดแย้งผู้บริหาร ไม่ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม มันถึงเวลาที่เขาจะก้าวออกสู่โลกกว้าง ค้นหาสถานที่ของตนเอง อยู่แล้วสุขกาย สบายใจ ไม่มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจ จะอดรนทนอยู่กับผู้คนไม่เห็นคุณค่าของตนเองอยู่ทำไม? … ฟังดูคล้ายๆพล็อตหนัง Lightning (1952)


หนังเรื่องนี้สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทั่วไป (Youtube ก็มีให้รับชม) หรือใครสนใจสะสมแผ่น DVD ของค่าย Criterion รวมอยู่ในคอลเลคชั่น Eclipse Series 26: Silent Naruse ประกอบด้วย Flunky, Work Hard! (1931), No Blood Relation (1932), Apart from You (1933), Every-Night Dreams (1933) และ Street Without End (1934)

ในบรรดาหนังเงียบทั้งห้าเรื่องของผกก. Naruse ส่วนตัวชื่นชอบ Street Without End (1934) มากที่สุด! เหตุผลหลักๆเพราะการร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ท้องถนนกรุงโตเกียว ‘City Symphony’ มันช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจ (ผมชื่นชอบหนังแนวนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว) และแม้เรื่องราวจะดูสะเปะสะปะ แต่สามารถสะท้อนถึงความผิดหวังต่อสตูดิโอ Shōchiku ได้อย่างน่าเห็นใจ

จัดเรต 13+ ความริษยาของครอบครัวสามี

คำโปรย | Street Without End คือผลงานเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับ Mikio Naruse กับสตูดิโอ Shōchiku ร้อยเรียงทิวทัศน์ท้องถนนกรุงโตเกียว ‘City Symphony’ เก็บฝังไว้ในไทม์แคปซูล
คุณภาพ | ถนนจบสิ้น
ส่วนตัว | ตื่นตาตื่นใจ


MEAT Category: , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)